Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ความเป็นกลางของจิตมีหลายแบบ


mp 3 (for download) : ความเป็นกลางของจิตมีหลายแบบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความเป็นกลางของจิตนี่มีหลายแบบ เป็นกลางแบบซื่อบื้อ อย่างเช่นคนๆ หนึ่งถูกเขาด่าทั้งวันเลย ถูกด่าทุกวัน ตอนแรกก็โมโหนะ ถูกด่าไปเรื่อยๆ ใจเป็นกลาง เรียกว่ามันดื้อด้านไปแล้ว อย่างนี้ก็มีนะ ใช้ไม่ได้ อย่างนี้เป็นกลางแบบที่หนึ่งใช้ไม่ได้เลย กลางแบบเคยชินกับกิเลสแล้วบอกเป็นกลาง

อันที่สอง เป็นกลางเพราะสมถะ เป็นกลางเพราะเราประคองไว้ เป็นกลางเพราะเราควบคุมบังคับไว้ เช่น พอความโกรธเกิดขึ้น เราก็พุทโธ พุทโธ พุทโธ ให้หายโกรธ หรือ โกรธหนอ โกรธหนอ ให้หายโกรธ พอหายโกรธไปนี่ เราก็บอกเป็นกลาง กลางอันนี้เพราะไปรักษาไว้ ไปประคองไว้ กลางเพราะสมถะ กลางเพราะสมถะอยู่ได้นานๆ นะ อยู่ได้นาน

อันที่สาม เป็นกลางเพราะปัญญา มีศัพท์อยู่คำหนึ่งในอภิธรรม ชื่อ  ‘ตัตรมัชฌัตตตา’ หลวงพ่อเรียกไม่ค่อยถูกนะ ชื่อมันยาว ตัวนี้เป็นกลางเพราะมีปัญญา มันเกิดจากการที่เรามีสตินั่นเอง เช่นเราเห็นว่าความโกรธเกิดขึ้นมาก็ชั่วคราว ความโลภ ความหลงก็ชั่วคราว เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ ความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศล ล้วนแต่ของชั่วคราว นี่มันเกิดจากการที่เรามีสติคอยรู้สภาวะบ่อยๆ ในที่สุดเราจะเห็นเลยว่าสภาวะทั้งหมดเป็นของชั่วคราว สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีก็ชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว ในที่สุดใจก็เลยเป็นกลางกับสภาวะธรรม กลางชนิดนี้เป็นกลางชั้นเลิศเลยนะ กลางชนิดนี้เป็นกลางที่ใกล้กับมรรค ผล นิพพานแล้ว เป็นกลางเพราะปัญญา

ค่อยๆ ฝึกไป เป็นกลางเพราะปัญญาไม่อยู่นานนะ อยู่ทีละขณะๆ หรอก เดี๋ยวก็กลาง เดี๋ยวก็ไม่กลาง เดี๋ยวก็กลาง เดี๋ยวไม่กลางนะ ดูไปเรื่อย ในที่สุดเข้าไปสู่ความเป็นกลาง ทำไมมันไม่กลางถาวร กระทั่งภาวนาเก่งมากๆ เลยนะ จิตเข้าไปถึงสังขารุเบกขาญาณ เป็นกลางด้วยปัญญา เป็นกลางต่อสังขาร มีปัญญาเลยเป็นกลางต่อสังขาร สังขารุเบกขาญาณเองยังเป็นโลกียญาณ เสื่อม เป็นของเสื่อมได้ เพราะฉะนั้นเราภาวนานี่ เราสปีดตัวเองมาเรื่อย จนถึงสังขารุเบกขา บางคนก้าวกระโดดข้ามไปเลย อันนี้พ้นไปเลย เกิดมรรคเกิดผลไปเลย บางคนยังไม่เกิด ไปทรงตัวอยู่ที่สังขารุเบกขา ช่วงหนึ่งก็เสื่อม เสื่อมลงมาอีก เสื่อมมาอีกทำอีก ขึ้นไปอีก

เพราะฉะนั้นหน้าที่เราคอยฝึกรู้สภาวะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดจิตเป็นกลางต่อสภาวะ ความเป็นกลางต่อสภาวะนี้ไม่ใช่กลางแบบทื่อๆ เป็นกลางด้วย มีความสุขด้วย เป็นกลางแล้วก็อิ่มเอิบไปด้วย เป็นกลางไปด้วย อิ่มเอิบไปด้วย เป็นกลางต่อสังขารแต่จิตใจนั้นอิ่มเอิบเบิกบาน เป็นสภาวะธรรมที่แปลก แต่ถ้าเป็นกลางแบบจิตใจแห้งแล้งแข็งกระด้าง อันนี้กลางจอมปลอม เช่นหลวงพ่อทำหน้าให้ดูนะ ต้องทำหน้า เราดูจิตไม่เป็นต้องทำหน้าเอา เป็นกลาง กลางนะกลาง กลางอย่างนี้กลางปลอมนะ กลางปลอม กลางแกล้งทำ

เป็นกลางจริงๆ กลางเพราะปัญญา ปัญญาเกิดจากการที่เรามีสตินั่นเอง มีสติรู้กายรู้ใจเห็นสภาวะธรรมทั้งหลายล้วนแต่ผ่านมาผ่านไป ล้วนแต่เป็นของชั่วคราว ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว ใจก็เป็นกลาง แต่เดิมไม่ชั่วคราว เช่น ความสุขเกิดขึ้นก็ยินดี ความทุกข์เกิดขึ้นก็ยินร้าย ไม่เป็นกลาง พอไม่เป็นกลางทำอย่างไร ให้รู้ทันอีก ความสุขเกิดขึ้นใจเรายินดี รู้ทันว่ายินดี ความยินดีก็จะดับไป อันนี้ดับเพราะการที่มีสติไปรู้เข้า ยังไม่ใช่ดับเพราะปัญญาจริงๆ โอ ธรรมะสนุกนะ มีหลายขั้นหลายตอน ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ ฟังไป

สวนสันติธรรม 12

490505A

21.08 – 25.18

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 344 times, 1 visits today)

Comments are closed.