Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ปฎิจจสมุปบาทและอริยสัจจ์

mp 3 (for download) : ปฎิจจสมุปบาท และอริยสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ถ้าเราเห็นจิตใจตัวเองอยู่นะ เราจะเห็นกระบวนการทำงานของจิตใจที่จะปรุงแต่งความทุกข์ขึ้นมา ไปเห็นปฏิจจสมุปบาท แต่โดยธรรมชาติของปุถุชนจะเห็นได้ไม่ตลอดสาย จะเห็นท่อนปลายๆก่อน เช่นว่าเห็นว่ามีผัสสะ แล้วก็เลยเกิดสุขเกิดทุกข์ขึ้นมาเพราะการกระทบอารมณ์ ถ้ากระทบทางตาหูจมูกลิ้น สี่ทวารนี้ กระทบแล้วเฉยๆ  ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ตรงที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์เนี่ย โมหะแทรกง่าย ตรงกระทบทางกายกับทางใจเนี่ย มีสุขมีทุกข์ขึ้นมา นะ พอมีความสุขเกิดขึ้นราคะก็แทรก มีความทุกข์เกิดขึ้นโทสะก็แทรก มันจะแทรกเข้ามา

พอราคะ โทสะ โมหะ มันแทรกตัวเข้ามาในจิตแล้วเนี่ย มันจะผลักดันให้จิตทำงาน นะ เช่น โทสะเกิดขึ้น มันก็อยากให้สภาวะอันนี้หายไป เกิดตัณหาขึ้นมา โลภะเกิดขึ้นก็อยากให้สภาวะนี้คงอยู่นานๆ โมหะเกิดขึ้นนะมันก็อยากรู้ให้ชัดๆ หรือถ้าจิตฟุ้งซ่านก็อยากให้สงบ ความอยากเกิดขึ้น ทันทีที่ความอยากเกิดขึ้นนะ ใจเกิดการดิ้นรน มันจะเข้าไปจับอารมณ์ให้มั่นๆ เข้าไปเกาะ

เพราะฉะนั้นเวลาใจเกิดความอยากขึ้นมานะ ใจจะทะยานเข้าไปเกาะอารมณ์ ไปเกาะอย่างแรงๆเลย ตรงที่จิตไปเกาะอารมณ์อย่างรุนแรงเรียกว่ามีตัณหา มีตัณหาอย่าแรงเนี่ย ตัณหาอย่างแรงนี่ล่ะเรียกว่าอุปาทาน เพราะฉะนั้นองค์ธรรมของอุปาทาน องค์ธรรมของตัณหาเป็นอันเดียวกัน คือโลภะ คือตัณหานั่นเอง แต่อุปาทานเป็นตัณหาที่มีกำลังแรงกล้า ไม่ใช่อยากเฉยๆหรอก แต่อยากแล้วกระโดดใส่เลย พอมันกระโดดเข้าไป จิตก็เกิดการทำงานขึ้นมา การทำงาน เช่น ไปดึงอันนี้ไว้ ไปผลักอันนี้ไว้ ไปค้นคว้าหาทางทำอย่างไรจะรู้ชัด ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น นี่เรียกว่าการทำงานของจิต การทำงานของจิตนี่แหละเรียกว่าภพ ชื่อเต็มๆคือคำว่า “กรรมภพ”

เมื่อจิตมันทำกรรมขึ้นนะ มันจะรู้สึกว่า “เรามีอยู่” จะรู้สึกว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ นะ เพราะฉะนั้นอาศัยการทำกรรมนี้ก็เลยรู้สึกว่าเรามีอยู่ ตัวเรา เป็นความรู้สึก ตัวเราจริงๆไม่มี พอมันมีอยู่นะ มันก็รู้สึกว่า “กายนี้เป็นตัวเรา ใจนี้เป็นตัวเรา” ขึ้นมา มันก็เลยมีที่รองรับความทุกข์ขึ้นมา ความทุกข์มีที่ตั้งแล้ว เนี่ยเราจะเห็นอย่างเก่งที่สุดเห็นได้เท่านี้แหละ เราจะไม่สามารถทวนลงไปเห็น เช่นว่า วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป เริ่มดูยากแล้ว หลวงพ่อยังไม่เจอ ว่าปุถุชนเห็นตรงนี้ วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป เราจะคิดเรื่องแต่ว่า เกิดปฏิสนธิจิต ลงในภพใหม่ อันนี้ปุถุชนเห็นได้ แต่ว่าจิตที่หยั่งลงไป แล้วก็เกิดกายเกิดใจขึ้นมา มองไม่เห็น ตัวนี้ไม่เห็น จะเห็นตรงนี้ได้ต้องทำจิตเข้าไปอัปนาเลยนะ แล้วดับลงไปเลย ดับความรู้สึกลงไปให้ได้

หรืออย่างน้อยๆนะ เข้าไปถึงเนวสัญญา แล้วตอนที่จิตที่หยาบผุดขึ้นมานะ มันจะเห็น มันจะ ความปรุงแต่งผุดขึ้นมาก่อน พอความปรุงแต่งผุดขึ้นมาแล้ว ก็เกิดจิตขึ้นมา มีจิตขึ้นมา ที่ไปรับรู้ความปรุงแต่งนั้น ทีนี้ความปรุงแต่งนี้ พอปรุง ปรุงจิตขึ้นมา จริงๆมันเกิดร่วมกันแหละ พอจิตนี้หยั่งลงไปรู้กาย กายก็ปรากฏ หยั่งลงไปรู้จิต จิตก็ปรากฏ รู้นามธรรมที่ปรากฏขึ้นมา ตรงนี้เห็นยากมากแล้ว ตรงที่ยากสุดๆเลย อวิชา อวิชาเนี่ยสุดยอดแล้ว อย่าว่าแต่ปุถุชนไม่เห็นเลย พระอนาคามีก็ไม่เห็น เพราะถ้าเห็นถึงอวิชานะ วิชาก็เกิดขึ้นมา ก็ทำลายความปรุงแต่ง จิตจะไม่หยั่งลงในภพใดๆ จิตจะไม่ทำงานขึ้นมา

การภาวนาไม่ใช่ อย่างเราอ่านพุทธประวัตินะ ว่าพระพุทธเจ้าพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ก็นึกว่าท่านคิดๆเอา หลายคนคิดว่า คนอื่นคิดไม่ได้ ต้องพระพุทธเจ้าแล้วคิดแล้วบรรลุพระอรหันต์ได้ เข้าใจผิด ถ้าหากคิดเอาเองแล้วบรรลุพระอรหันต์ได้นะ ทางสายเอก ทางสายเดียวก็จะไม่มี มันจะมีทางสองสาย เป็นทางสำหรับคนทั่วๆไป สายหนึ่งคือการเจริญสติปัฏฐานกับทางเฉพาะพระพุทธเจ้า คือ คิดๆเอาเอง แท้จริงไม่ได้มีอย่างนั้นนะ ทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ สติปัฏฐาน

พระพุทธเจ้าบารมีแก่กล้า ท่านทำสติปัฏฐานในหมวดสุดท้าย ในบรรพสุดท้าย หมวดสุดท้ายเลยก็คือ ธรรมานุปัสสนา บรรพสุดท้ายเลยคือเรื่องอริยสัจจ์ ท่านเห็นอริยสัจจ์นั่นเอง ทีนี้กระบวนการเห็นอริยสัจจ์ของท่านนะ ท่านเห็นละเอียดละออ ท่านเห็นมาไล่มา มีสภาวะรองรับมาตั้งแต่ มีทุกข์ขึ้นมา มีทุกข์เพราะมีชาติ มีชาติเพราะมีภพ มีภพเพราะมีอุปาทาน มีอุปาทานเพราะมีตัณหา มีตัณหาเพราะมีเวทนา ความจริงนี่อย่างย่อนะ อย่างละเอียดอย่างที่หลวงพ่อกระจายให้ฟังตะกี้นี้  อย่างก่อนที่เวทนาจะแปรสภาพเป็นตัณหา มีกระบวนการทำงานตั้งเยอะแยะ มันจะมีกิเลสแทรกเข้าในเวทนาก่อน มีกิเลสแทรกเข้ามา  แล้วก็จิตนั้นแหละมันเลยเกิดความอยากไปด้วยอำนาจของกิเลส

นี้เราค่อยภาวนาไปนะ เท่าที่เห็นได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องเห็นปฏิจจสมุปบาททั้งสาย พระโสดาบันเหมือนๆจะเห็นทั้งสายนะ พระโสดาบันรู้สึกว่าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทจริงๆไม่เข้าใจหรอก อย่างพระอานนท์นะเคยไปทูลพระพุทธเจ้า บอกว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปฏิจจสมุปบาทปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนเป็นของตื้น เหมือนเป็นของตื้น ตรงนี้ก็เกิดตีความกันใหญ่ว่าทำไมพระอานนท์ว่าตื้น ก็บอกว่าพระอานนท์ Genious มาก ฉลาด ก็เลยรู้สึกตื้นๆ ถ้าพระอานนท์ท่านเห็นแจ่มแจ้งจริงๆ ท่านจะเป็นพระอรหันต์น่ะสิ พระพุทธเจ้าถึงห้ามบอกว่าอย่าพูดอย่างนั้นนะพระอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ลึกนัก ตราบใดที่ไม่เห็นแจ้งปฎิจจสมุปบาทนี้ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก คำว่าเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาทก็คือ เห็นลงมาถึงอวิชาเลย ไม่ใช่เห็นอยู่ผิวๆบนๆหรอก

พวกเราจะเห็นผิวๆ เห็นท่อนปลายๆ เห็นที่เป็นผลๆมาแล้วนะ เราไม่เห็นรากเห็นเหง้ามัน เพราะฉะนั้นอาศัยความพากเพียรรู้กาย พากเพียรรู้ใจไปเรื่อยนะ ไม่ท้อถอย รู้ทุกวี่ทุกวัน รู้ไปเรื่อยๆ เมื่อไรเข้าใจความเป็นจริงของกายแจ่มแจ้ง เข้าใจความเป็นจริงของจิตใจแจ่มแจ้ง นั่นแหละเรียกว่าวิชา จะละอวิชาลงไป

อวิชาคือความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้สมุทัย ไม่รู้นิโรธ ไม่รู้มรรค ไม่รู้ทุกข์เนี่ยตัวต้นตอ ไม่รู้ทุกข์คือ ไม่รู้ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษ พอไม่รู้ทุกข์อย่างนี้ก็เกิดสมุทัย เห็นมั้ย เนี่ย เพราะไม่รู้ทุกข์จึงเกิดสมุทัย ส่วนที่พวกเราเรียนกันได้เนี่ย เห็นภาวนาเบื้องต้นเราจะเห็นว่า ถ้ามีสมุทัยแล้วจะเกิดทุกข์ มีตัณหาขึ้นมาแล้วใจถึงจะมีความทุกข์ รู้สึกมั้ย เกิดความอยาก คนทั่วๆไปยังไม่เห็นด้วยนะ แค่นี้ยังไม่เห็นแล้ว คนทั่วๆไปเห็นว่า ไม่สมอยากถึงจะทุกข์ ส่วนนักภาวนาเนี่ยจะเห็นเลย แค่มีความอยากเกิดขึ้น จะสมอยากหรือไม่สมอยาก จิตก็ทุกข์แล้วเพราะจิตต้องทำงาน เนี่ยนึกว่าเข้าใจอริยสัจจ์ ไม่เข้าใจหรอก

ลำพังเห็นว่าเพราะมีสมุทัยจึงเกิดทุกข์นี้ยังตื้น ต้องเห็นว่า เพราะไม่รู้ทุกข์จึงเกิดสมุทัย นี่ถึงจะลึกซึ้งจริง ไม่รู้ทุกข์คือไม่รู้ว่ากายนี้ใจนี้เป็นก้อนทุกข์นะ เป็นตัวทุกข์ เป็นธาตุ ธาตุที่มันเป็นทุกข์ พอไม่รู้ว่าเป็นตัวทุกข์ เป็นตัวดีตัววิเศษ คิดว่ามันเป็นตัวเรา เนี่ย เพราะความไม่รู้แท้ๆเลย มันก็เกิดความอยาก ที่จะให้กายนี้ใจนี้มีความสุข อยากให้กายนี้ใจนี้พ้นทุกข์ มีความอยากขึ้นมา

พอเกิดความอยากใจก็เกิดการดิ้นรน พอใจดิ้นรนเกิดความทุกข์อีกชนิดหนึ่งขึ้นมา ความทุกข์เพราะตัณหาไม่ใช่ความทุกข์เพราะขันธ์ ในขณะที่ตัวอริยสัจจ์นี้นะ ความทุกข์คือทุกข์ของขันธ์นะ ขันธ์นั่นแหละคือตัวทุกข์ ท่านถึงสอนว่า ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ทำไมต้องมีคำว่า อุปาทาน ทำไม่บอกว่า ว่าโดยย่อขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ เพราะขันธ์ ๕ บางตัวไม่ใช่ตัวทุกข์ ขันธ์ ๕ ยังมีสองส่วนนะ ส่วนที่เป็นตัวทุกข์กับส่วนที่ไม่ใช่ตัวทุกข์ ส่วนที่ไม่ใช่ตัวทุกข์คือบรรดาโลกุตรจิตทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราจะไม่เอาโลกุตรจิตมาทำวิปัสสนานะ แล้วก็ไม่มีจะทำด้วย

ให้เราใช้จิตธรรมดนี่แหละ จิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นอกุศล จิตที่เป็นวิบากพื้นๆนี่แหละ ให้คอยรู้คอยดูมันเรื่อยๆไป แต่ถ้าภาวนาไปจนถึง เห็นมหากริยาจิต จิตของพระอรหันต์แล้ว ก็ไม่มีหน้าที่ต้องทำวิปัสสนาอีก เพราะฉะนั้นวิปัสสนาเราใช้จิตพื้นๆนี่ล่ะ จิตมนุษย์ธรรมดานี่ล่ะ เพราะฉะนั้นการที่เป็นมนุษย์ถึงดีที่สุด วิเศษที่สุดเลย เพราะเรามีจิตที่เหมาะแก่การทำวิปัสสนามากเลย

จิตของพรหมไม่ค่อยเหมาะนะ มันนิ่งเกินไป มันคงที่มากไป แต่จิตมนุษย์เนี่ยกลับกลอกรวดเร็ว เปลี่ยนไปเปลี่ยนมารวดเร็วมากเลย แสดงไตรลักษณ์อย่างรวดเร็วเลย พอเราเห็นไตรลักษณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ตลอดเวลาอยู่นั้น ไม่นานใจก็ยอมรับความจริงได้ ว่าจิตนี้ก็ไม่ใช่เราหรอก ได้โสดาฯ แล้วก็ดูกายดูใจไปเรื่อยนะ ถึงวันหนึ่งแจ่มแจ้งเลย กายนี้ทุกข์ล้วนๆนะ ไม่ยึดกาย ได้พระอนาคาฯ ดูลงไปอีกนะ ถึงจิตถึงใจแล้วปล่อยวางจิตได้ ไม่ยึดจิตน่ะ ถึงจะจบกิจทางศาสนาแล้วยังไม่ยึดถืออะไรในโลกอีกแล้ว ใจจะร่อนอยู่ตลอดเวลาเลยนะ ใจจะไม่เข้าไปเกาะไปเกี่ยวอะไรโดยที่ไม่ต้องระวังรักษาเลย ทั้งหลับทั้งตื่นเลยนะ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน มันจะมีแต่ความเป็นอิสระ เบิกบาน อยู่ล้วนๆอยู่อย่างนั้นเอง

เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ลงมานะ รู้ลงมาในกาย รู้ลงมาในใจ จนรู้แล้ว กายนี้ใจนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ มันจะสลัดคืน ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจ คืนกายคืนใจให้โลกเขาไป ไม่ยึดถือ พอไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจเนี่ย สมุทัยจะดับอัตโนมัติ เพราะสมุทัยมันคือความอยากให้กายให้ใจมีความสุข อยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ ทำไมต้องอยาก อยากเพราะว่ามันเป็นตัวเรา พอมันไม่เป็นตัวเราแล้ว สลัดคืนสลัดทิ้งไปแล้วจะอยากทำไม เห็นมั้ย สมุทัยดับเองนะ เพราะว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยจะดับอัตโนมัติเลย

ทันทีที่สมุทัยดับเนี่ย นิโรธจะปรากฎในขณะนั้นเลย คือนิพพานจะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่มีสภาวะที่ต้องเข้าๆออกๆ นิพพานที่ต้องเข้าๆออกๆไม่ใช่นิพพานตัวจริง อย่างต้องนั่งสมาธิแล้วก็เคลิ้มๆดับลงไป หมดความรู้สึก บอกว่าเข้านิพพาน ไม่ใช่ นิพพานไม่อนาถาอย่างนั้นนะ นิพพานไม่ได้เกิดไม่ได้ดับ นิพพานเต็มบริบูรณ์อยู่อย่างนี้เอง ครอบโลกธาตุทั้งหมดอยู่อย่างนี้เอง ไม่มีความเกิดไม่มีความดับ เที่ยง มีแต่สันติสุข มีความสุขมหาศาลนะ จิตที่ไปรู้นิพพาน ก็ได้รับความสุขของนิพพานนั้นมหาศาลเลย

เพราะฉะนั้นนิพพานไม่ใช่ว่าแปลว่าไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลยเป็นมิจฉาทิฎฐิ เรียก นัฏฐิกทิฎฐิ ไม่มีอะไรเลย หรือสูญไปหมดเลย เรียก อุจเฉทิกทิฎฐิ แต่นิพพานไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าเป็นภพอันใดอันหนึ่ง ที่มีขันธ์อยู่ อันนั้นเป็นสัสสตทิฎฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิอีกชนิดหนึ่ง

นิพพานเป็นอะไร นิพพานก็เป็นนิพพานน่ะสิ ถามว่านิพพานเที่ยงมั้ย เที่ยง นิพพานเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ นิพพานมีความสุข นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา เป็นอนัตตานะ ไม่มีเจ้าของ ไม่มีใครจะเป็นเจ้าของครอบครองนิพพาน
นิพพานไม่เคยเต็มนะ หมายถึงว่าไม่เคยมีเจ้าของไปจับจองพื้นที่จนเต็มพื้นที่ได้ จริงๆนรกก็ไม่เต็มเหมือนกัน เพราะทุกคนสร้าง(นรก)ของตัวเองได้ พอนรกตรงนี้คับแคบแล้วนะ เราทำชั่วมากๆมันก็สร้างขึ้นมาอีก สร้างของตัวเองได้

การที่เรา รู้กายรู้ใจ จนเราเห็นความจริงของกายของใจ แล้วก็หมดความอยากให้กายให้ใจมีความสุข หมดความดิ้นรน เข้าถึงสันติสุขคือนิพพาน การรู้ทุกข์คือรู้กายรู้ใจชนิดนี้เรียกว่า การดำเนินอริยมรรค คืออริยมรรคนะ เพราะฉะนั้นอริยมรรค บอก พวกเราเจริญมรรค เจริญมรรค มรรคที่พวกเราเจริญ ยังมิใช่อริยมรรค มรรคที่พวกเราเจริญเรียกว่า บุพภาคมรรค มรรคเบื้องต้น ไม่ถือว่าเป็นอริยมรรค แต่อาศัยบุพภาคมรรค รู้กายรู้ใจมากเข้าๆเนี่ย วันหนึ่งอริยมรรคจะเกิดขึ้น เวลาที่อริยมรรคจะเกิดเนี่ย รู้อริยสัจจ์ อริยสัจจ์ แต่รู้ตามชั้นตามภูมิ โสดาฯก็รู้เหมือนกัน รู้สิ่งเดียวกันนั่นเอง เสร็จแล้วก็ไปเห็นนิพพานอย่างเดียวกันนั่นเอง แต่ความเข้าใจไม่เท่ากัน นี้ครูบาอาจารย์เคยสอนหลวงพ่อมานะ หลวงปู่สุวัจน์น่ะ เราภาวนาแล้วไปถามท่านนะ ท่านก็บอก สงสัยอะไร พระสกิทาคาฯ พระอนาคาฯ พระอรหันต์ นะ ก็เห็นของเดียวกัน เห็นสิ่งเดียวกัน แต่ความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้แล้ว นะ ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้แล้ว

เพราะฉะนั้นสิ่งที่แตกต่างกันของพระอริยเจ้าแต่ละชั้นก็คือ ความเข้าใจ ไม่เท่ากัน แต่พระอริยเจ้าชั้นเดียวกันก็เข้าใจไม่เท่ากันนะ ถึงความบริสุทธิ์อย่างเดียวกัน แต่ความรู้ความเข้าใจความแตกฉานจะไม่เท่ากันแล้วแต่ว่าจะสร้างบารมีมาทางไหน

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๐
File:  500615A.mp3
ระหว่างนาที่ ๓ วินาทีที่ ๓ ถึงนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศิลปะการภาวนา

mp 3 (for download) : ศิลปะการภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: รู้จักข่มใจตัวเองบ้าง รู้จักเชียร์ตัวเองบ้าง บางครั้งจิตใจมันคะนองนัก ก็ต้องดุมันเหมือนกัน บางครั้งจิตใจมันป้อแป้อ่อนแอนะ ก็ต้องรู้จักให้กำลังใจมันเหมือนกัน ไม่ใช่ดุลูกเดียวนะ จิตใจเราเหมือนเด็ก เราจัดการกับเด็กคนนี้นะ เวลาส่วนใหญ่ที่เราจัดการกับเขาก็คือ ให้โอกาสเขาเรียนรู้ไป ไม่ใช่เข้าไปโดมิเนต (dominate) จิตใจเราก็เหมือนกัน เราให้โอกาสมันเรียนรู้ไป ตามรู้ตามดูมันไปนะ เหมือนเด็ก ปล่อยให้มันเคลื่อนไหวไป ให้มันทำงาน ให้มันซนไป เราก็คอยชำเลืองดูเป็นระยะๆ นี่ จัดการอย่างนี้ แต่ตอนไหนมันชักจะแย่มากแล้วนะ ก็ต้องดุเหมือนกัน บางช่วงก็ต้องให้กำลังใจมัน เห็นไหม จัดการกับจิตอย่างนี้ ไม่ใช่ดุลูกเดียว หรือไม่ใช่ตามใจลูกเดียว แล้วก็ไม่ใช่คอยจ้องไม่ให้คลาดสายตา ไม่ใช่ห้ามมันไม่ให้เคลื่อนไหว ห้ามเด็กไม่ให้เคลื่อนไหวเดี๋ยวมันก็พิการเอง หรือมันเคลื่อนไหวแล้วไม่เคยสนใจเลย ปล่อยมัน ปล่อยปละละเลย มันจะเตลิดไปในทางเสียหาย จิตนี่เหมือนเด็กเลยนะ เพราะฉะนั้น หน้าที่เราเป็นผู้ใหญ่ ให้การเรียนรู้กับเด็ก แต่ส่วนมากเรารู้ไม่ทันเด็ก เด็กตัวนี้ฉลาดนะ เราจะหลอกล่ออะไรมัน มันรู้ก่อนเราอีก

เพราะฉะนั้น การภาวนานี่ นอกจากเรารู้หลักแล้ว คือตัวศาสตร์ของการปฏิบัตินะ เรารู้ว่าเราต้องรู้สภาวธรรมที่ถูกต้องนะ คือ รู้กายรู้ใจอย่างถูกต้อง เป็นปัจจุบัน ด้วยจิตที่เป็นกลาง นี่รู้หลักแล้ว เป็นศาสตร์ เวลาปฏิบัติจริงก็ต้องมีศิลปะ ช่วงนี้จะต้องปรับอย่างนี้ เร่งหน่อย ช่วงนี้ชักเฉื่อยแล้วต้องเร่งจิตใจตัวเองให้มันคึกคักหน่อย กระตุ้นมันหน่อย กระตุ้นแบบไหนจะพอดี กระตุ้นแรงไปเดี๋ยวเตลิดเปิดเปิงอีก บางคนจิตใจมันซึมไป ซึมเซา ให้ออกไปกระทบกับโลก กระทบมากไปเสียอีกแล้ว มันเป็นศิลปะนะ เครื่องมือที่ช่วยเราได้ดีที่สุดเลยคือ ความช่างสังเกตนะ ‘โยนิโสมนสิการ’ ของเรานี่เอง คอยสังเกตว่าตอนนี้จิตใจเรามันเป็นอย่างไร อะไรมากไป อะไรน้อยไปนะ ถ้ามันรู้สึกพอดีๆ แล้วก็ตามรู้ตามดู อย่าเข้าไปแทรกแซง แต่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ไม่ใช่ไม่รู้ไม่ดู ต้องฝึกอย่างนี้ มันเป็นทั้งศาสตร์ เป็นทั้งศิลป์

สวนสันติธรรม
CD: 19
File: 500223A.mp3
Time: 3.34 – 6.08

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เจริญสติด้วยการขยับมือ

mp3 (for download) : เจริญสติด้วยการขยับมือ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราต้องคอยรู้สึกนะ หัดรู้สึก มาเรียนที่หลวงพ่อนี่ไม่ได้เรียนเรื่องอื่นหรอก ขั้นต้นเลยเรียนให้รู้สึกตัวก่อน พอรู้สึกตัวเป็นแล้วถึงจะมาเรียนรู้กายอย่างไรถึงจะถูกต้อง รู้จิตอย่างไรถูกต้อง มีสองอันเอง มีกายกับจิตเท่านั้นแหละ เราก็คอยรู้กายคอยรู้จิตอย่างถูกต้อง

ขั้นแรกเลยต้องรู้สึกตัวให้เป็น ต้องมีสตินั่นเอง สติไม่ได้เกิดจากการบังคับให้เกิด สติเป็นอนัตตา สั่งให้เกิดไม่ได้ ถ้ามีเหตุสติถึงจะเกิดนะ เหตุของสติคือจิตมันจำสภาวะได้ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นเราทำกรรมฐานอะไรซักอย่างหนึ่งก็ได้ อย่างถ้าสายหลวงพ่อเทียนก็ขยับมือ ดีนะ มันไม่หลับดี ขยับอย่างนี้ ถ้าหลับเมื่อไร เคลิ้มเมื่อไร มันขยับผิดนะ ยกเว้นพวกขยับจนไปเข้าไขสันหลังแล้ว ขยับถูกนะ ละเมอก็ขยับได้นะ ขยับเข้าไขสันหลังไปแล้ว จิตใจหนีไปไหนก็ยังขยับถูกอยู่ อย่างนั้นใช้ไม่ได้

เบื้องต้นที่ทำให้ถูก ขยับไปรู้สึกตัว ขยับไปแล้วหัดดูสภาวะ ไม่ใช่ขยับเพื่อจะขยับนะ ไม่ใช่ขยับเพื่อจะบรรลุมรรค ผล นิพพานนะ ขยับอย่างไรก็ไม่บรรลุมรรค ผล นิพพานหรอก ไม่อย่างนั้นจราจรไปก่อนเลยใช่ไหม ขยับทั้งวันน่ะ ไม่เห็นมันบรรลุอะไรเลย มันไม่ได้อยู่ที่การขยับ แต่มันอยู่ที่จิตต่างหาก จิตขยับไปนี่ จิตหนีไปเพ่งใส่มือก็รู้ จิตหนีไปคิดก็รู้  จิตเป็นอย่างไรก็รู้ นี่รู้ทันจิตไปเรื่อยๆ ขยับแล้วรู้ทันจิตไปเรื่อยๆ

ถ้าจิตหนีไปคิด ขยับแล้วจิตหนีไปคิดปั๊บ รู้สึก โอ้ หนีไปแล้ว จิตจะตื่นขึ้นในฉับพลัน ทันทีที่จิตตื่นขึ้นจะเห็นเลย ร่างกายที่ขยับนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวที่กำลังเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่ตัวเรา เป็นรูปธรรมอันหนึ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วจิตเกิดไปเห็นสภาวะทางจิตใจเราจะเห็นเลย เช่น ความสุขเกิดขึ้น มันจะเห็นเลยความสุขไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งแปลกปลอมมาชั่วครั้งชั่วคราว ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นแล้วเรามีสติ เราตื่นขึ้นมา เราจะเห็นเลย ความทุกข์ก็ของแปลกปลอมเข้ามาชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ตัวเรา กุศลหรืออกุศลก็แปลกปลอมเข้ามาเป็นคราวๆ ไม่ใช่ตัวเราอีก ความโลภ ความโกรธ ความหลง แปลกปลอมเข้ามาเป็นคราวๆ ไม่ใช่ตัวเรา ดูลงไปเรื่อยๆ นะ ทั้งกายทั้งใจไม่เห็นมีตัวเราตรงไหนเลย ดูซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างนี้แหละ เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปีนี่ หลวงพ่อเทียนท่านเน้นสามวัน มีไหม หกวันใช่ไหม หกวัน หกเดือน หกปี ท่านมีลดลงปีหนึ่งด้วย

CD สวนสันติธรรม 19

500302

10.07 – 12.47

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วงรอบของการภาวนา

mp 3 (for download) : วงรอบของการภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เวลาเราภาวนานะ สังเกตุดู มันมีวงรอบของเราเอง แต่ละคน ดีขึ้นมาแล้วก็เสื่อมไป ดีขึ้นมาแล้วก็เสื่อมไป สมัยหลวงพ่อภาวนาแต่ก่อน ประมาณ ๗ วัน รอบนึง อย่างมันดีๆอยู่นะ แล้วมันค่อยๆเสื่อมไป แล้วก็ค่อยกลับดีอีก เป็นทุกคนน่ะ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน

สวนสันติธรรม
CD: 20
File: 500615A.mp3
Time: 0.18 – 0.45

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นักภาวนากับความทุกข์

MP3 (for download) : นักภาวนากับความทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

ความทุกข์มันมาถึงเราเมื่อไหร่ก็ได้นะ ในโลกนี้มันต้องตั้งหลักไว้อย่างนะ ในโลกนี้เราเป็นแค่อาศัยมันชั่วคราวเท่านั้นแหล่ะ เราอาศัยเพื่อจะเรียนรู้ความจริงของชีวิต ชีวิตนี้สมหวังบ้าง ชีวิตนี้ผิดหวังบ้างนะ เราเรียนไปเรื่อยจนกระทั่งวันหนึ่งใจเราเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง ความทุกข์ผ่านมาเราก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ความสุขผ่านมาเราก็เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใจเราเป็นกลาง ใจเราก็จะทุกข์น้อยลง พอใจเราไม่ทุกข์ทุรนทุรายนะ มันจะค่อยเกิดสติปัญญา ค่อยๆไปแก้ปัญญาชีวิตเอา ถ้าเราถูกความทุกข์ครอบงำเนี้ย เราจะแก้ปัญหาชีวิตไม่ตก

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คำสอนมีมากมาย เราต้องจับหลักให้ถูก

mp3 (for download) : คำสอนมีมากมาย เราต้องจับหลักให้ถูก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนาบางทีงง คำสอนมันเยอะเหลือเกิน ธรรมะก็เยอะแยะไปหมดเลย จะจับตรงไหน เยอะแยะไปหมด ต้องจับให้ถูกหลักนะ ต้องรู้หลักเลย วัตถุประสงค์ที่เราภาวนานี่เพื่อความพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่น ไม่ใช่เพื่อรู้ เพื่อเห็นสิ่งอื่น ไม่ใช่เพื่อของดีของวิเศษ ไม่ใช่เพื่อความสุขความสงบ ความสบาย หรือความดี แต่เพื่อความพ้นทุกข์อันเดียวนี้แหละ

CD สวนสันติธรรม 19

500302

17.50 – 18.17

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อยากบรรลุธรรมทำยังไง?

MP3 (for download): อยากบรรลุธรรมทำยังไง?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ฝึกไปนะ ฝึกไป ใครจะคิดอย่างไร เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่มีสติรู้กายรู้ใจ จะบรรลุไม่บรรลุก็เรื่องของมันอีกนะ ไม่ใช่เรื่องของเราอีก ฝึกไป ต้องใจถึงๆ นะ ถ้ายังรู้สึกว่าจิตเป็นตัวเรา รักมันมาก หวงแหนมันมาก อยากให้มันบรรลุมากๆ นะ มันไม่บรรลุหรอก มันไม่สามารถละความเห็นผิดว่าเป็นเราได้ เพราะฉะนั้น มันบรรลุก็เรื่องของมึง ไม่บรรลุก็เรื่องของมึง หลวงพ่อใช้คำอย่างนี้เลยนะ มีอยู่ช่วงหนึ่งภาวนา โอ๊ย สุดสติสุดปัญญาแล้ว ทำอย่างไรมันก็ไม่บรรลุ ไม่ถึงที่สุดซักที โมโหเหมือนกันนะ สุดท้าย ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ช่างมึง (โยมหัวเราะ) ต้องเล่นอย่างนั้นเลยนะ ใจถึงๆ ไว้

สังเกตมาทุกทีๆ นะ ทุกคนๆ น่ะ เวลาจะเข้าใจขึ้นมา จะเป็นความเข้าใจตอนที่ไม่ได้จงใจจะรู้ เป็นเอง แต่ว่าอยู่ๆ จะเป็นเองได้ไหม เป็นเองไม่ได้ ต้องหัดรู้กายรู้ใจไป เพราะฉะนั้น ไม่ใช่อยู่ๆ ก็บรรลุเอง ไม่ต้องทำอะไรแล้วบรรลุเอง หมาก็บรรลุไปหมดแล้วถ้าอย่างนั้น หมาไม่ได้ทำสตินี่ เราต้องรู้สึกนะ รู้สึกกาย รู้สึกใจไป รู้สึกไปจนวันหนึ่งหมดความตั้งใจ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความทุกข์จากความยึด

Mp3 (for download) : ความทุกข์จากความยึด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

คนทั้งหลายหลงรักในกาย หลงรักในใจนี้ สำคัญมั่นหมายอย่างเหนียวแน่นว่า คือ ตัวเรา กายนี้เป็นเรา ใจนี้เป็นเรา ตัวเรามีจริงๆ พอเราไปยึดสิ่งใดนะ เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น ยึดกายก็ทุกข์เพราะกาย ยึดจิตใจก็ทุกข์เพราะจิตใจ เราผูกพันกับสิ่งใด เราก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น นี้ถ้าเราภาวนาจนปัญญาแก่รอบจริงๆ เราเห็นกายนี้ก็ทุกข์ ใจนี้ก็ทุกข์  ไม่เห็นจะสุขตรงไหน ไม่ใช่ของดีของวิเศษตรงไหน มันหมดความยึดถือกายยึดถือใจนะ มันก็ไม่ทุกข์เพราะกายเพราะใจอีกแล้ว ถ้ากายกับใจมันไม่ยึด มันจะไปยึดอะไร

ทุกวันนี้ที่เรายึดสิ่งต่างๆมากมายนะ เพราะมันเนื่องออกไปจากกายจากใจนี้เอง อันแรกเลย เราไปเห็นกายกับใจนี้เป็นตัวเราก่อน พอมีตัวเราแล้วก็เริ่มยึดสิ่งอื่นๆมาเป็นของเรา นี่ครอบครัวเรานะ นี่ลูกเรา เมียเรา สามีเรา นี่บ้านเรา รถของเรา นี่ชื่อเสียงเกียรติยศของเรา มีสารพัดเลย แล้วสิ่งทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราไปยึดไว้ เราอยากให้มันคงที่ แต่มันไม่เคยคงที่ อย่างความรักของสามีภรรยาใช่ไหม อยากให้คงที่ มันไม่คงที่หรอกนะ ใครจะมาบอกว่ารักชั่วฟ้าดินสลาย โกหกทุกคนเลยนะ มันตายก่อนฟ้าจะสลายนะ

เราไปอยากให้ของไม่คงที่มันคงที่  เพราะเราชอบมันเราผูกพันมันนะ เราอยากให้ลูกของเราเป็นลูกของเราตลอดไป ไม่ใช่ไปเป็นผัวคนอื่น ไปเป็นเมียคนอื่น เสร็จแล้วมันไม่ได้ ไม่ได้อย่างใจ ในโลกนะ โอ้สุดท้าย พอความจริงมันปรากฎออกมา แล้วมันว่างเปล่ามันไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวอยู่ อยู่ไปจนแก่นึกว่าจะมีอะไรมาก ใช่ไหม สะสมเงินทองไว้ สะสมอะไรไว้ มีครอบครัว มีลูกตั้งเยอะแยะเลย สุดท้ายอยู่อย่างตาแก่ยายแก่ที่เงียบเหงา มีเงินเอาไปทำอะไรได้ เอาไปจ่ายให้หมอหมดเลย ค่ารักษาพยาบาลเอาไปกินหมดแล้ว ไม่ใช่เอาไปเสพสุขนะ เอาไปบำบัดทุกข์ นั้นสิ่งที่มีที่ว่ามี ที่ว่ามีนั้น  มันไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริงเลย นั้นคนที่หลงโลกนะ ก็จะหลงไปเรื่อยๆ คนที่มีธรรมะก็จะรู้ว่าอะไรเป็นแค่เครื่องอาศัย ทรัพย์สินเงินทอง ร่างกาย จิตใจนะ ครอบครัว ตำแหน่ง หน้าที่การงานพวกนี้ เครื่องอาศัยให้อยู่กับโลก

เราคอยฝึกของเราจนเราปล่อยวาง ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจ มันจะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก เราจะไม่ทุกข์เพราะอะไรอีกต่อไป ธรรมะของความไม่ยึดถืออะไรนะ ธรรมะของความพ้นทุกข์สิ้นเชิงยังมีอยู่ มรรคผลนิพพานยังมีอยู่ วิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดมรรคผลนิพพาน เพื่อให้เราเข้าถึงพระนิพพานก็ยังมีอยู่นะ สิ่งเหล่านี้ยังไม่เคยหายไปไหนนะ คนที่มีตาก็จะสังเกตดู คนที่มาเรียนที่นี่ ใช่ไหม กับคนแค่ในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านยังเยอะกว่าเลย อย่าว่าแต่คนอินทรีย์แก่กล้าเกิดมรรคเกิดผลนะ นับตัวได้เลย ใช้คำว่านับตัวได้ แต่ว่าอย่าท้อถอยนะ ยากลำบากแค่ไหนเราก็ต้องพากเพียรไป ดีกว่าเราต้องตกเป็นทาสตลอดชีวิต ตลอดกาลนาน ทุกภพ ทุกชาติ เป็นทาสไปเรื่อยๆ ถึงอย่างไรลำบากทั้งชีวิตนี้นะ มีหนทางปฏิบัติแล้ว อดทนต่อความลำบาก ต่อความขี้เกียจด้วยแหล่ะ ไม่ลำบากอะไรมากหรอก การภาวนามันจะไปลำบากอะไรกัน ปัญหาใหญ่คือ มันขี้เกียจ ผลัดวันประกันพรุ่ง เอาไว้ก่อนๆ จะตายเมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย ยังเอาไว้ก่อน นั้นพากเพียรไป

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนในโลกนี้ทะเลาะวิวาทกันเพราะตัณหาและทิฐิทั้งสิ้น

mp3 (for download) : คนในโลกนี้ทะเลาะวิวาทกันเพราะตัณหาและทิฐิทั้งสิ้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สังเกตไหมสิ่งที่ทุกข์อยู่ที่ไหน ความทุกข์อยู่ที่กายใช่ไหม ความทุกข์อยู่ที่ใจ ความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่อื่น   ยิ่งถ้าเรารู้สึกว่านี่เป็นกายเรานะ พอร่างกายนี้แก่ลงไป พอร่างกายนี้เจ็บป่วย พอร่างกายจะตาย มันเสียดายทุรนทุรายมันมีความทุกข์มากมาย   ร่างกายเป็นอะไรนิดๆหน่อยๆก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์ทางใจมันเกิดขึ้นมา   หรือเราเห็นว่าจิตใจนี้เป็นตัวเรา พอจิตใจเป็นตัวเราเดี๋ยวก็จะเกิดตัณหาเดี๋ยวก็เกิดทิฐิ พอมีเราก็จะมีความอยากโน่นอยากนี่เพื่อให้เรามีความสุขเพื่อให้เราพ้นทุกข์

ไม่ใช่เฉพาะอยากอย่างเดียวนะ ยังเจ้าความคิดเจ้าความเห็น ว่าฉันคิดอย่างนี้ฉันเชื่ออย่างนี้ สิ่งที่ฉันคิดฉันเชื่ออย่างนี้ดีที่สุด คนอื่นคิดผิดเชื่อผิด   พอมันไปเห็นว่ามีเรา ตัณหาและทิฐิจะเข้ามาแทรก พอเข้ามาแทรกแล้วอะไรเกิดขึ้น   ในโลกนี้เมื่อไรตัณหาเกิดขึ้นในใจเรานะเราจะทุกข์ทันทีเลย จิตใจจะมีความทุกข์จะเกิดขึ้น   เมื่อไรเรายึดถือความคิดความเห็นของตัวเองเมื่อนั้นความทุกข์จะเกิดขึ้น    คนในโลกนี้ทะเลาะวิวาทกันเพราะตัณหาและทิฐิทั้งสิ้น ไม่ได้ทะเลาะวิวาทกันด้วยปัจจัยอย่างที่สาม คนทั้งหลายทะเลาะกันด้วยตัณหาและทิฐิ ตัณหาก็คือมันอยาก ต่างคนต่างอยาก ความอยากมันขัดแย้งกันมันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ หรือบางทีความอยากมันตรงกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ตัวอย่างเช่น อยากเป็นนายกด้วยกัน ความอยากมันตรงกันนะมันเลยอยู่ด้วยกันไม่ได้   มีความอยากขึ้นมาคนก็ทะเลาะวิวาทกัน  มีทิฐิคือมีความคิดความเห็นคนก็ทะเลาะกัน   เห็นแตกต่างกันก็ตีกัน   เดี๋ยวนี้คนไทยจะบ้ากันไปหมดแล้ว กระทั่งคนในบ้านเดียวกันยังมีหลายฝ่ายทะเลาะกันเอง เริ่มตีกันเองเริ่มพูดกันไม่ได้แล้วในบ้าน   แต่เดิมอยู่แค่ในสังคมใหญ่ๆ แล้วลามเข้าไปอยู่ในที่ทำงาน มีฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาแต่ก่อนนี้เดี๋ยวนี้เรียกฝ่ายอะไรไม่รู้นะหลวงพ่อไม่ได้ตามข่าว มันลามเข้ามาอยู่ในบ้าน เห็นไหมว่าคนมันทะเลาะกันเพราะความเห็นมันขัดแย้งกัน ทะเลาะกันเพราะผลประโยชน์มันขัดแย้งกัน

ทำไมต้องยึดถือในความเห็นยึดถือในผลประโยชน์ เพราะมันมีตัวเรา ถ้าไม่มีเราสักอย่างเดียวมันจะไปแย่งผลประโยชน์กับใคร ถ้าไม่มีเราสักอย่างเดียวมันก็ไม่มีความคิดเห็นของเรา ความคิดความเห็นมีนะแต่ไม่ได้ยึดถือว่าคนอื่นต้องเชื่อตาม ในโลกมันวุ่นวายจิตใจของเราเร่าร้อนเพราะตัณหาเพราะทิฐิ   มีตัณหามีทิฐิเพราะยังหลงผิดว่ามีเราอยู่ ถ้าเราภาวนาจนวันหนึ่งถอดถอนความเห็นผิดได้ว่ามีเราได้ชีวิตจะสบายขึ้นเยอะเลย เพราะฉะนั้นพระโสดาบันชีวิตจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกมากเลย ไม่ต้องพูดถึงขนาดพระอรหันต์ผู้ซึ่งหมดความยึดถือในกายในจิต

CD สวนสันติธรรม 27

511115

13.36 – 16.42

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีฝึกดูความคิด

mp3 (for download) : วิธีฝึกดูความคิด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ขอโอกาสนมัสการถามเจ้าค่ะ เมื่อกี้หลวงพ่อบอกว่า รู้ว่าจิตคิดจะเห็นต้นทางของ…

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อเทียนบอก หลวงพ่อจำท่านมา

โยม: เจ้าค่ะ รู้นี่คือ ระหว่างตรงนั้น รู้ช่วงว่างระหว่างอารมณ์ หรือว่ารู้ขณะที่มันอยู่ใน…

หลวงพ่อปราโมทย์: คืออย่างนี้ จิตนี่นะแอบไปคิด จิตตอนแอบไปคิดนี่ยังรู้ไม่ได้ พอมันคิดไปแล้ว สมมติว่าคิดไปหนึ่งนาที หรือว่าห้านาที หรือสิบวินาที คิดอยู่ ยังไม่ทันเลิกนะ สติเกิดระลึกได้ว่ามันไปคิดอยู่ เป็นการตามระลึก ตรงนี้แหละเรียกว่ารู้ ตรงนี้นะ มันจะเป็นการตามรู้ เช่น เราเผลอมาห้านาทีแล้ว คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป เกิดระลึกได้ว่า เอ้ย หลงไปคิดอยู่นี่ ขณะนี้เรียกว่ารู้ จิตจะตื่นขึ้นชั่วขณะนะ สั้นๆ ตื่นแวบเดียว เดี๋ยวหนีไปคิดใหม่ หนีไปคิดใหม่รู้ใหม่ มันก็จะเป็นเผลอไปแล้วก็รู้ เผลอไป เผลอยาวๆ อย่างนี้ แล้วก็รู้เล็กๆ เผลอยาวๆ รู้เล็กๆ พอรู้ถี่ขึ้นๆ มันเหมือนจะรู้ต่อเนื่อง จริงๆ ไม่ได้ต่อเนื่องหรอก มันรู้ถี่ๆ ความเผลอนี่จะแคบลงๆ นะ ความรู้สึกตัวบ่อยขึ้นๆ แล้วก็เราไม่ได้ฝึกเพื่อจะให้รู้สึกตัวตลอดเวลาด้วย เราฝึกเพื่อ ประเดี๋ยวก็เผลอ ประเดี๋ยวก็รู้ ประเดี๋ยวก็เผลอ ประเดี๋ยวก็รู้ ฝึกเอาแค่นี้แหละ เพื่อจะได้เห็นว่า จิตที่เผลอนะ เราก็ห้ามมันไม่ได้ จิตที่รู้สึกตัว สั่งให้รู้สึกก็ไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไปนะ รักษาไว้ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิตที่เผลอที่เป็นอกุศล กับจิตที่รู้สึกตัวที่เป็นกุศลนี่ เกิดแล้วดับเหมือนๆ กัน ไม่ยึดทั้งคู่เลย

โยม: ขณะที่รู้ว่า ลักษณะที่จิตเขาไปคิดนี่ แล้วก็ดูเขาอยู่นี่ แล้วบางครั้งเขาก็หยุดไป อย่างนี้จะถูกไหมเจ้าคะ

หลวงพ่อ: เขาหยุดคิด เขาหยุดคิดทันทีเลย เพราะคิดเมือไรก็ไม่รู้นะ รู้มันก็ไม่คิด

โยม: เจ้าค่ะ

CD สวนสันติธรรม 19

500302

41.56 – 43.54

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ชาวพุทธไม่งอมืองอเท้า ต้องช่วยตัวเอง

mp3 (for download) : ชาวพุทธไม่งอมืองอเท้า ต้องช่วยตัวเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : คือ จิตใจที่มันเข้าไม่ถึงธรรมะนี่มันอ่อนแอ มันพร้อมจะหาอะไรก็ได้ที่มาช่วยเรา ส่วนจิตใจของชาวพุทธนี่เป็นจิตใจที่ห้าวหาญ เข้มแข็ง ช่วยตัวเอง ไม่งอมืองอเท้านะ ช่วยตัวเอง ช่วยตัวเองอยู่ในหลักของศีลธรรมที่พระพุทธเจ้าบอก

อย่างเกิดมายากจนไม่ใช่ไปขอให้เทวดาช่วยให้หายจน อันนั้นโง่นะ ถอยหลังไปหลายพันปีเลย เกิดมาจนแล้วก็หาอะไรมาห้อยไว้ให้เฮง ให้รวย โอ ไม่เฮงรวยอะไร มันเฮงซวย อย่างน้อยเสียเงินไปเป็นแสนๆ นะ ไปซื้อมาบางที อยากรวยเหรอ พระพุทธเจ้าก็สอน ไม่ใช่ไม่สอน เห็นไหม

ขยันทำมาหากิน ‘อุฏฐานสัมปทา’ ขยันหาทรัพย์อย่ามัวรีรอ งานสุจริตนั้นมีเกียรติพอ อย่ารั้งรอเร่ง อะไรนะ เร่งทำกิน อะไรอย่างนี้นะ

ได้มาแล้วต้องรู้จักอารักขา ‘อารักขสัมปทา’ ได้สมบัติมาต้องรู้จักรักษา

ต้องรู้จัก ‘กัลยาณมิตตตา’ คบคนที่ดี คนที่แนะนำในสิ่งที่มีประโยชน์ ตั้งแต่ประโยชน์ในการทำมาหากิน จนกระทั่งประโยชน์ในการดำรงชีวิต ไปคบคนที่ไม่ดีชักพาไปในทางเสียหาย อย่างไรก็ไม่รวย แล้วอีกอันหนึ่งอะไรนะ ลืมไปแล้ว

‘สมณตตา (สมชีวิตา*)’ เสมอต้นเสมอปลาย ใช้ชีวิตพอเหมาะพอควร แบบพอเหมาะพอควร ไม่บริโภคอะไรที่มันเป็นส่วนเกินมากนัก ทุกวันนี้เราบริโภคส่วนเกินนี่มหาศาลเลย อย่างเสื้อตัวหนึ่ง ร้อยบาทสองร้อยบาทก็มีใช่ไหม ต้องใส่ตัวหมื่นสองหมื่น เราบริโภคส่วนต่างตรงนี้นะ จริงๆ ไม่ได้บริโภคอะไร ถูกเขาหลอก ใส่แล้วมันโก้นะ ใส่แล้วมันภูมิใจ ไม่เหมือนคนอื่น หรือเหนือคนอื่น ดูสิ อยากเหนือคนอื่นนะ คือเซิร์ฟ (serve) อัตตา ถ้าได้ใส่สินค้านี้ มีสินค้านี้แล้วมันเหนือคนอื่น มันเซิร์ฟอัตตาทั้งหมดเลยเห็นไหม มันเอากิเลสมาหรอกเรานะ ให้เรายากจน มีเงินเท่าไรก็ไปทุ่มให้เขาหมด

ถ้าเราเป็นชาวพุทธดำรงชีวิตอย่างมีสติมีปัญญานะ รู้จักหากิน รู้จักดำรงตน รู้จักใช้จ่ายอะไรให้พอเหมาะพอควร ไม่จนหรอก

* หลวงพ่อปราโมทย์กล่าวถึงสมชีวิตา อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน, หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น) ได้ที่ http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=144

CD สวนสันติธรรม 19

File 500331A

5.00 – 7.36

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กรรมฐานเป็นเรื่องของคนใจถึง

mp3 (for download) : กรรมฐานเป็นเรื่องของคนใจถึง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใจถึงๆ นะ กรรมฐานนี่เรื่องของคนใจถึงจริงๆ ต้องกล้าหาญจริงๆ นะ ต้องอดทนจริงๆ นะ แต่ไม่ใช่ทนแบบวัวแบบควายนะ วัวควายมันทนกว่าเราอีก แต่มันไม่บรรลุ เราต้องอดทน แต่เราต้องมีสติ ต้องมีปัญญา ศีลสมาธิปัญญาต้องมี ต้องพัฒนาขึ้นมา

CD สวนสันติธรรม 19

500302

15.32 – 15.53

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศีล สมาธิ ปัญญา คือทางรอดจากสังสารวัฎ

mp3 (for download) : ศีล สมาธิ ปัญญา หนทางสู่พระโสดาบัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ศีลก็สำคัญนะ คนที่ไม่มีศีลจิตจะไม่ตั้งมั่น สมาธิจะไม่เกิดหรอก หรือสมาธิเกิดมาแล้วนะ แล้วเสียศีลไปนะ สมาธิก็จะเสื่อมอย่างรวดเร็วเลย เพราะฉะนั้น ศีลนี่เป็นเครื่องอบรมขัดเกลาให้จิตตั้งมั่นมีสมาธิ สมาธิเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วนี่ขัดเกลาให้เกิดปัญญา เพราะฉะนั้นแต่ละตัวมีความสำคัญทั้งนั้นนะ ต้องค่อยๆ ฝึก

เบื้องต้นเลยรักษาศีลให้ดีไว้ก่อน อันที่สอง ฝึกจิตใจของเราให้มันตั้งมั่น ให้มันตื่นขึ้นมาก่อน ขยับมือไป จิตหนีไปก็รู้ จิตไปเพ่งก็รู้ จิตเป็นอย่างไรก็รู้ จิตมันจะตื่นขึ้นมา มันจะเกิดสัมมาสมาธิขึ้น จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา ตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู พอจิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสัมมาสมาธิแล้ว จะเกิดปัญญา จะเห็นว่าตัวที่กำลังขยับมืออยู่นี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก เหมือนหุ่นยนต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ เราจะเห็นเลยว่าจิตใจที่กำลังเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ตัวเรา เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ทำงานของมันได้เอง ไม่ใช้ตัวเรา นี่รู้ลงไปอย่างนี้นะ ลงในกายในใจ เห็นไม่ใช่ตัวเรา จะได้พระโสดาบันนะ จะได้พระโสดาบัน

พระโสดาบัน คือผู้ละความเห็นผิดว่ามีตัวเรา คนทั้งหลายจะรู้สึกว่ากายเป็นเรา ใจเป็นเรา รู้สึกไหมว่ามีเราอยู่คนหนึ่ง มีเรา แต่พอมาเจริญสติดูออกไหม กายไม่ใช่เรา เห็นแล้ว พอมีสติขึ้นมาเห็นแล้วว่ากายไม่ใช่เรา เห็นไหมเวทนาไม่ใช่เรา สุข ทุกข์ ไม่ใช่เรา เห็นไหมกุศล อกุศลไม่ใช่เรา รู้สึกไหม พอมีสติ พอตื่นขึ้นมาจะเห็น ไม่มีเราหรอก แต่ใจยังไม่ยอมรับนะ ยังอยากให้มีอยู่ ต้องดูกันไปนานๆ นะ สามวัน สามเดือนอะไรก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ จนกว่าใจจะหายโง่ มันจะยอมรับความจริงว่าไม่มีเราหรอก นี่ทางรอดอยู่ตรงนี้นะ ทางรอด

CD สวนสันติธรรม 19

500302

15.53 – 17.50

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วาทะแห่งธรรม โอวาทหลวงพ่อ

>>> วาทะแห่งธรรม โอวาทหลวงพ่อ 1 (for download) <<<

อ่านออนไลน์ คลิ๊กที่ปก >>>>

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อนุสัย และบารมี

mp 3 (for download) : อนุสัย และบารมี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ภาษามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะ แต่กิเลสคนมันเหมือนเดิม   กี่ยุคกี่สมัยนะกิเลสมันก็ยังหน้าตาเหมือนๆเดิมเลยก็มีแค่ ราคะ,โทสะ,โมหะ มีอยู่สามตัวนี้เท่านั้นแหละ หมุนเวียนกันอยู่ครองจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา   ทำอย่างไรเราจึงจะรู้ทัน  ถ้ารู้ไม่ทันกิเลสครอบงำใจเรา เราจะหาความสุขไม่ได้  ถ้าเรารู้เท่าทันกิเลสที่หมุนเวียนเข้ามาอยู่ในใจ กิเลสครอบงำใจไม่ได้จิตใจก็มีความสุข

กิเลสหมุนเวียนเข้ามาอยู่ในใจได้อย่างไร ห้ามมันได้ไหม?ห้ามมันไม่ได้  เพราะอะไรใจเพราะใจนั่นแหละเป็นคนปรุงกิเลสขึ้นมา ใจของเราสร้างกิเลสขึ้นมานะ   เราหัดภาวนาดูจิตดูใจของเราไปจนถึงช่วงหนึ่งเราจะเห็นเลย เวลาตามองเห็นรูปใจเราคิดว่าไอ้นี่ไม่ดี นี่คือศัตรูเรา โทสะก็เกิดเห็นไหม เราคิดขึ้นมาเอง ใจมันปรุงกิเลสขึ้นมาเอง มันปรุงโทสะขึ้นมา หรือเรามองเห็นสาวมันสวยจังเลย เราก็คิดนะว่ามันสวยจังเลย ใจมันก็ปรุงราคะขึ้นมา ตามหลังความคิดของเราขึ้นมาเอง

พระพุทธเจ้าจึงเคยตอบคำถาม มีคนถามท่านว่าพระองค์มีกามราคะไหม ท่านบอกว่าท่านไม่มีถามราคะเพราะท่านไม่มีกามวิตก ท่านไม่คิด ทำนองเดียวกันถ้าถามท่านว่าจะมีพยาบาทโทสะไหม ท่านไม่มีเพราะท่านไม่มีพยาบาทวิตก ตรงที่ใจเราหลงไปคิดมันมีโมหะ พอหลงไปคิดแล้วมันก็เกิดราคะบ้างเกิดโทสะขึ้นมาบ้าง ใจเราเองปรุงมันขึ้นมา พอปรุงมันขึ้นมาแล้ว ราคะ,โทสะ,โมหะ ทั้งหลายนั่นเองกลับมาย้อมใจเรา กลับมาปรุงใจเรา เช่นใจเราปรุงโทสะขึ้นมา โทสะมาครอบงำเราทำให้เกิดพฤติกรรมทางใจขึ้นก่อน เช่นอยากด่าเขา ก็เกิดพฤติกรรมทางวาจาไปด่าเขา เกิดพฤติกรรมทางใจอยากชกเขา ก็เกิดพฤติกรรมทางกายไปชกเขา เกิดการกระทำขึ้นมา เพราะอำนาจกิเลสมันมาครอบงำเอง แปลกดีไหมเราสร้างกิเลสขึ้นมาเองแล้วก็ถูกมันครอบงำซะเอง น่าสงสารน่าสลดสังเวชใจที่สุด

ทำอย่างไรจึงจะไม่ตกเป็นทาสของมัน   ขั้นแรกเลยจะไม่ให้ปรุงไม่ได้ เพราะเรามีอนุสัย เราเคยปรุงมาจนชำนาญ อนุสัยเป็นความเคยชินฝ่ายชั่ว เราเคยถูกกิเลสครอบงำมานาน จนใจเราคุ้นเคยกับความชั่ว เพราะงั้นมันมีอนุสัยสะสมอยูในจิตใต้สำนึกของเรา จริงๆมันถูกเก็บไว้ในภวังคจิต ภาษาสมัยใหม่ชอบไปเรียนจิตใต้สำนึก เพราะตอนนั้นไม่ขึ้นมาวิถีมาสำนึกของมัน พออนุโลมนะ   พอ ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ กระทบอารมณ์แล้ว อนุสัยทำงาน มันกระทบอารมณ์ ซึ่งจิตใจมันวิเคาะห์แล้วว่านี่อารมณ์ดี ราคะก็ผุดขึ้นมาผุดขึ้นมาจากราคานุสัย ราคานุสัยที่เป็นราคะสะสมมานาน ชำนาญที่จะมีราคะราคะก็เกิด   กระทบทาง ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ จิตมันพิจารณาแล้วว่านี่ไม่ดี อนุสัยคือปฏิฆานุสัย อนุสัยคือความขี้โมโหก็ผุดขึ้นมากลายเป็นโทสะ   พอกิเลสผุดขึ้นมาแล้วมันครอบงำจิต จิตทำงานตามอำนาจบงการของกิเลส กิเลสจะยิ่งมีแรง พอกิเลสตัวนั้นดับไปมันไม่ได้ดับไปเปล่าๆมันได้เซฟข้อมูลลงในภวังคจิตอีก ตรงที่จิตขึ้นมารับอารมณ์ ตรงที่จิตขึ้นมาเสพย์อารมณ์อีก ขึ้นมากระทำกรรมทั้งหลาย จิตกลุ่มนี้เรียกว่า ชวนจิต(อ่านว่า ชะ-วะ-นะ-จิด) พอมันทำกรรมตามสมควรแล้ว แล้วมันเริ่มเซฟตัวเองตัวนี้เรียกว่า ตทาลัมพนจิต (อ่านว่า ตะ-ทา-ลัม-พะ-นะ-จิด)   เราไม่จำเป็นต้องจำชื่อนะ มันคล้ายๆตอนเราปิดคอมพิวเตอร์ตอน shutdown ตอน turn off   เห็นไหมมันจะทำงานอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่มันจะปิดตัวเองลงไป จิตก็ทำแบบนั้นพอจิตมันขึ้นวิถีขึ้นมาทำงานขึ้นมาเสพย์อารมณ์เต็มที่แล้วมันจะเริ่มสะสมเริ่มสรุปต่างๆสะสมเอาไว้ สะสมเอาไว้เป็นวิบาก    วิบากนั้นถ้าเป็นฝ่ายเคยชินทำชั่วเรียกว่าอนุสัย หรือถ้าเป็นความเคยชินทางดีก็เรียกว่าบารมี มันเก็บหมดนะทั้งความดีความชั่ว สะสมไปเรื่อยๆ ต่อไปเวลามันกระทบอารมณ์ใหม่ ถ้ามีบารมีมากคุณงามความดีมันทำงานขึ้นมา ถ้าอนุสัยมันรุนแรงอนุสัยมันก็จะทำงานขึ้นมา   ทำไมบางคนขี้โมโหบ่อยๆ ทำไมบางคนถูกด่าเท่าๆกันมันเกิดสงสารคนที่มาด่าเราเพราะมันสะสมมาไม่เหมือนกัน

เราเป็นหรือเราทำอย่างที่เราทำของเราเอง ไม่มีใครมาบงการเรา   จิตใจของเราเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ จิตเป็นอนัตตานะ แต่จิตเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้   เราสั่งให้จิตดีไม่ได้ แต่เราฝึกฝนให้จิตดีได้ เราห้ามจิตเราไม่ให้ชั่วไม่ได้ แต่เราฝึกตัวเองได้เราฝึกจิตได้   วิธีฝึกจิตที่จะไม่ให้หลงไปตามความชั่ว วิธีฝึกจิตที่จะให้มันมีคุณงามความดี ก็คือการมีสตินั่นเอง ทันทีที่เรามีสติอกุศลที่มีอยู่มันจะดับทันที ทันทีที่เรามีสติอยู่อกุศลใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ในขณะนั้น ทันทีที่เรามีสติกุศลได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะสตินั่นแหละเป็นตัวกุศล ทันทีที่เรามีสตินะ สติเกิดแล้วเกิดอีกเกิดแล้วเกิดอีก จิตจะคุ้นเคยที่จะมีสติคุ้นเคยที่จะรู้สึกตัว มันจะรู้สึกตัวบ่อย   พวกเราหัดใหม่ๆสังเกตไหมว่านานมากเลยกว่าจะรู้สึกตัวได้ครั้งหนึ่ง เพราะสติไม่คุ้นเคยที่จะเกิด ต่อมาเราฝึกไปเรื่อยฝึกไปเรื่อยนะสติจะเกิดบ่อย ขยับตัวแว้บสติก็เกิด เวทนาเกิดแว้บสติก็เกิด กุศล,อกุศลเกิดแว้บสติก็เกิด จิตเคลื่อนไหวปั๊บสติก็เกิด เพราะอะไรเพราะมันคุ้นเคย งั้นอยู่ที่เราสร้างความเคยชินที่ดีๆขึ้นมานะ   พยายามรู้สึกตัวอย่าเอาแต่หลงอย่างเดียว หลงมานานแล้ว หลงมานานแล้วไม่เห็นว่ามันจะมีความสุขแท้จริงเลย เราแต่ละคนปรารถนาความสุขด้วยกันทุกคน ตะเกียกตะกายหาความสุขด้วยกันทุกคน แต่ความสุขเหมือนภาพลวงตา ความสุขมันปรากฏอยู่ข้างหน้าเหมือนๆจะหยิบเอาไว้ได้ แต่พอเอื้อมมือไปหยิบมันก็เลื่อนหนีไปแล้ว มันไปลอยอยู่ข้างหน้าหลอกให้เราวิ่งต่อไปอีก งั้นเราเที่ยวหาความสุขไปเรื่อยๆ โดยที่เราไร้ทิศทาง   เราต้องฝึกสตินะฝึกสติ รู้ทันลงไป ถ้ากิเลสเกิดเรามีสติรู้ทันกิเลสดับทันทีเลย จิตใจก็มีความสุขทันทีเลย ง่ายขนาดนั้น

ศาลาลุงชิน
CD: 24
File: 510921.mp3
Time: 2.16 – 9.36

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ข้ามทะเลทั้งสี่ (โอฆะ) แล้วจะถึงจิตหนึ่ง

mp3 (for download) : ข้ามทะเลทั้งสี่ (โอฆะ) แล้วจะถึงจิตหนึ่ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: วันก่อนโน้น หลวงพ่อ ไม่ค่อยได้ฟังธรรมะที่สะใจมานานแล้ว ธรรมะที่สะใจครั้งสุดท้ายที่ได้ยินนะ คือ หลวงพ่อคำเขียน ไปหาท่าน ไปเยี่ยม ท่านไม่สบาย เมื่อเดือนพฤศจิกาฯ

ท่านบอกว่า โอ๊ย.. ผมไม่มีอะไรแล้ว ผมอยู่กับความไม่มีไม่เป็นอะไรหรอก อู๊ยสะใจ สะใจจริงๆ จริงๆเราอยู่กับความไม่มีไม่เป็น แต่ความสำคัญมั่นหมายของเราเพราะความเห็นผิดนั่นนะ ไปสำคัญว่ามันมีมันเป็นขึ้นมา มันมีเรามีเขาขึ้นมา

กว่าเราจะข้ามทิฎฐิ ที่ว่ามันมีเรามีเขาขึ้นมาได้นี้นะ ข้ามยาก อันนี้เป็นทะเลหรือเป็นมหาสมุทรอันแรกนะ ของผู้ปฎิบัติ เรียกว่าโอฆะ โอฆะแปลว่าห้วงน้ำห้วงมหาสมุทรอะไรอย่างนี้ มหาสมุทรในโลกมันมีกี่อัน จำไม่ได้แล้ว เคยเรียน แต่มหาสมุทรในการปฏิบัตินี้มันมี ๔ อันนะ ต้องข้ามให้ได้ให้หมดเลย มีทะเลอยู่ ๔ ทะเล ถ้าข้ามได้หมดก็จะเอาตัวรอดได้

มหาสมุทรอันแรกเลย คือ ทิฎฐิ ทะเลคือทิฎฐิ คือความเห็นผิดของเรานี้แหละ เราไปเห็นผิดในของที่ไม่มีตัวมีตน ว่ามีตัวมีตนขึ้นมา เวลาเรามองโลกแล้วสะดุดปั๊บขึ้นมาเลย เกิดเราเกิดเขา เกิดสัตว์เกิดคน เกิดต้นไม้ เกิดสิ่งโน้น เกิดสิ่งนี้ โลกนี้ลุ่มๆดอนๆ

ในทางมหายานนะเคยมีสูตรอยู่สูตรหนึ่ง พระสารีบุตร ไปบอกพระพุทธเจ้าบอกว่า พระองค์ สร้างบารมีไม่ค่อยดีเท่าไร พุทธเกษตรของ.. หรือโลกของพระองค์ดูลุ่มๆดอนๆ พวกพระโพธิสัตว์ก็เถียง บอกว่าไม่จริงหรอก พุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าเนี่ยเรียบเลย ราบเรียบไปหมดเลย ไม่มีความเป็นลุ่มเป็นดอน ไม่มีอะไรสะดุดขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนได้เลย มันว่างเปล่า แต่ไม่ใช่ว่างแบบไม่มีอะไร

จริงๆนี่ก็แต่งเกินไป พระสารีบุตรไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก สาวกรุ่นหลังๆ ภาวนาไปยังเห็นโลกว่างได้เลย ทำไมพระสารีบุตรท่านจะไม่เห็น

มิจฉาทิฎฐิ เป็นสิ่งแรกที่พวกเราต้องภาวนา แล้วก็ข้ามมันให้ได้ คือเราสำคัญมั่นหมายว่ากายนี้ใจนี้คือตัวเรา เราไปแบ่งแยกสมบัติของโลกส่วนหนึ่งออกมาเป็นตัวเราขึ้นมา ส่วนที่เหลือมันก็เป็นคนอื่น เป็นสิ่งอื่นๆ เป็นสิ่งที่แวดล้อมอยู่ ไปแบ่งตัวเองออกมา สำคัญมั่นหมายว่ามี ว่าเป็น เป็นโน่นเป็นนี่ด้วยนะ เป็นใหญ่เป็นโต เป็นคนดีเป็นคนเลว เป็นพวกทุศีลเป็นพวกมีศีล แบ่งตัวเองออกไปจากธรรมชาติ ซึ่งไม่มีอะไรอยู่แล้ว เสมอภาคกันทั้งหมด

พอมีตัวเราขึ้นมาก็มีมิจฉาทิฎฐิต่อไปอีก ถ้าตัวเราตายไป เราไปเกิดอีก ตัวเราเที่ยง จิตเรานี้เที่ยง ร่างกายแตกสลายไป จิตนี้ยังไม่เกิดได้อีก นี่ก็มิจฉาทิฎฐิแขนงหนึ่ง เรียกว่า สัสตทิฎฐิ อีกพวกหนึ่งเห็นว่าตัวเรามีอยู่ แล้วตายไปก็หายไปเลย นี่ก็เป็นมิจฉาทิฎฐิอีก เรียกว่า อุจเฉทิกทิฎฐิ รากเหง้าของมันก็เริ่มมาจากความมีตัวเรานี่แหละ มีตัวเราแล้วก็มีตัวเราอย่างเที่ยงแท้ถาวร หรือมีตัวเราชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็หายสาบสูญไป

ทะเลทิฎฐินี้จะข้ามได้ต้องเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้น ๔ ทะเลนี้ พวกเรายังข้ามไม่ได้สักทะเลหนึ่งเลยนะ ข้ามได้แค่ริมทะเลอะไรอย่างนี้ เที่ยวๆไปอย่างนี้ จะข้ามทิฎฐิตัวนี้ได้ต้องมีสติ มีปัญญา มีสัมมาสมาธิ มีสติรู้ลงมาในกายในใจนี่ มีใจที่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ สักว่ารู้ สักว่าดู เวลาดูกายจะรู้สึกเหมือนว่ากายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง เวลาดูเวทนาคือความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ มันจะรู้สึกว่าเวทนาอยู่ส่วนหนึ่งจิตก็อยู่ส่วนหนึ่ง มีช่องว่างนะ ไม่ ไม่เป็นอันเดียวกัน มีช่องว่างมาคั่น

เวลาดูจิตที่เป็นกุศล อกุศล จะเห็นเลย อกุศลหรือกุศลทั้งหลายนะ กับจิตเนี่ยคนละอันกัน มีช่องว่างมาคั่น พวกเราดูออกแล้วใช่มั้ย เนี่ยเราดูไปเรื่อยนะ ใจเราตั้งมั่นจะสักว่ารู้สักว่าดูได้ เสร็จแล้วปัญญามันถึงจะเกิด มันจะเห็นเลย ทุกสิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้าล้วนแต่มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับไป บังคับไม่ได้สักอันเดียว ดูมาจนกระทั่งถึงจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดูนี่เอง ก็เห็นมันเกิดดับ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เป็นผู้รู้บ้าง เป็นผู้หลงบ้าง ดูไปดูมาในขันธ์ ๕ นี้ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่มีตัวเราที่แท้จริง ให้มีสติรู้ลงมาในกายในใจนี้นะ ถึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้

ข้ามทะเลตัวแรกได้ เหลืออีก ๓ ทะเล ข้ามยากนะ ทะเลหรือโอฆะตัวต่อไปคือกาม ข้ามยาก พวกเรา เห็นแต่กามคุณ เราไม่เห็นกามโทษ ทำให้เราข้ามไม่ได้ กามคืออะไร กามก็คืออารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ อย่างเราเห็นรูปที่สวยๆอย่างนี้ รูปนั้นเรียกว่ากาม หูเราได้ยินเสียงที่เพราะๆ ถูกอกถูกใจ เรียกว่ากาม กลิ่นหอมๆ ถูกอกถูกใจ นี่เขาเรียกว่ากาม รสอร่อยๆก็เรียกว่ากาม สัมผัสที่นุ่มนวล อบอุ่น สบาย อะไรอย่างนี้ ก็เรียกว่ากาม การคิดคำนึงถึงอารมณ์เหล่านี้ เป็นกามทางใจ เรียกว่า กามธรรม

พวกเราเกิดมา เราก็แสวงหาแต่อารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจมาตลอดชีวิต เราเห็นว่าถ้าได้อารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจได้แล้วเราจะมีความสุข งั้นเราเห็นว่ากามเนี่ยนำความสุขมาให้  ยากนักยากหนานะจะกล้าข้ามพ้นอำนาจของกามได้ ถ้าไม่ใช่พระอนาคามีข้ามไม่ได้ ทีนี้ทำอย่างไรถึงจะข้ามพ้นทะเลอันที่สองคือทะเลกาม เคยได้ยินใช่มั้ย คนชอบพูดทะเลกาม แต่ไม่มีคนพูดทะเลทิฎฐิใช่มั้ย เพราะอะไร เพราะคนพูดเนี่ยยังมีทิฎฐิอยู่ ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ทะเลกาม ข้ามยาก ข้ามยาก

ต้องรู้ลงมาอีก รู้ลงมาในกายในใจนี้น่ะนะมากๆ จนวันใดเห็นนะว่ากายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นทุกข์ล้วนๆ เห็นอย่างนี้ มันจะหมดความเพลิดเพลินยินดีพอใจในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลาย หมดความติดอกติดใจในกามคุณทั้งหลาย มันหมดของมันเองนะ ถ้ามันเห็นตัวนี้.. อย่างสังเกตมั้ย คนไหนเจ้าชู้มากๆนะ เกิดเจ็บหนักใกล้จะตายนะ หรือตัวเป็นแผลทั้งตัวแล้ว อะไรมาถูกนิดนึงก็แสบก็ปวดเนี่ย ให้มันไปกอดนางงามจักรวาลมันก็ไม่เอานะ เพราะมันไม่มีความสุขแล้ว

ถ้าเมื่อไรเราเห็นกายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆนะ มันจะไม่สนใจกามแล้ว จะไม่สนใจกามแล้ว ตาเห็นรูปจะสักว่าเห็นเลย ไม่ยินดีไม่ยินร้ายกับมันแล้ว หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส นะ จิตใจจะไม่ยินดียินร้าย มันไม่รักกายก็จะไม่รักกาม

ทะเลทิฏฐิเหมือนทะเลที่กว้างนะ ถ้าเทียบ เหมือนทะเลที่กว้างขวางไร้ขอบไร้เขต หลงเข้าไปแล้วไม่รู้จะไปทางไหนเลย ไม่รู้เหนือรู้ใต้ เพราะฉะนั้นปุถุชนทั้งหลาย หลงอยู่ในทะเลที่ไม่รู้ว่าฝั่งอยู่ทางไหน มีพระพุทธเจ้ามาบอกทาง ทางนี้.. ทางนี้.. นะ คนที่รู้ทางเรียกว่าพระโสดาบัน รู้แล้ว ไปทางนี้แหละ ปลอดภัย งั้นจะข้ามทะเลทิฏฐิได้นะ ยาก เป็นทะเลที่กว้าง ไร้ขอบไร้เขต ดูอะไรดูไม่ออกหรอก ดูยาก แต่ข้ามได้ด้วยการที่เห็นลงมาในกายในใจว่าไม่ใช่เรา ทะเลกามนี้จะข้ามได้ เมื่อหมดความยึดถือกาย หมดความยึดถือในกาย

ถัดจากนั้นเหลืออีกสองทะเลนะ คือทะเลของภพ และทะเลของอวิชา เรียกว่า ภวะโอฆะ กับ อวิชาโอฆะ โอฆะคือภพ โอฆะคืออวิชา ห้วงน้ำ

ภพคืออะไร ภพคือการทำงานของจิต สังเกตมั้ยพวกเราภาวนา เห็นมั้ย จิตทำงานทั้งวันทั้งคืน หมุนจี๋ จี๋ จี๋ ทั้งวันทั้งคืน เห็นมั้ยจิตเดี๋ยวก็วิ่งพล่านๆไปทางตา เดี๋ยววิ่งพล่านๆไปทางหู วิ่งพล่าน ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดพักนะ

จิตนี้สร้างภพสร้างชาติหมุนติ้วๆอยู่ภายในตลอดวันตลอดคืน จะข้ามมันไม่ใช่ง่ายนะ แค่เห็นมันยังยากเลย ภาวนากว่าจะเห็นจิตเข้าไปทำงานตรงนี้ยังยากแสนเข็ญเลย รู้สึกมั้ย นะ จะข้ามทะเลของภพได้นะ ภพนี้เหมือนทะเลที่น้ำเชี่ยว เพราะหมุนจี๋ จี๋ จี๋ ทั้งวันทั้งคืนนะ เดี๋ยวซัดไปทางโน้นซัดไปทางนี้ นะ กระแสน้ำนี้รุนแรง กระแสน้ำที่ซัดจิตใจเราวิ่งไปวิ่งมา พล่านๆทำงานไปในภพก็คือ ตัณหา นั่นเอง ตัณหาเป็นเหมือนคลื่นลูกใหญ่เลย เหมือนกระแสน้ำเชี่ยวที่ซัดเราไป ซัดไปไม่รู้ทิศทางเลยนะ สร้างภพไปเรื่อย เดี๋ยวไปเกิดที่ตา เกิดที่หู เกิดที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ จะข้ามภพข้ามชาติได้ ก็ต้องละตัณหาได้

ทีนี้ตัณหาเกิดจากอะไร ตัณหาเกิดจากอวิชา นี้ ทะเลตัวสุดท้ายนี้ ข้ามยากที่สุด ถ้าข้ามตัวนี้ได้นะ จะหลุดจากน้ำเชี่ยวนี้ได้ด้วย อวิชาเหมือนทะเลหมอก น้ำสงบนะ ไม่มีคลื่น ไม่มีลม สบายๆ แต่เหมือนมีหมอกปกคลุมจนไม่รู้อะไรเลย บางทีเราอยู่ห่างฝั่งใช่มั้ย ถูกคลื่นซัดตูมตาม ตูมตาม กระเสือกกระสนเข้ามา จนจะถึงฝั่งอยู่แล้ว เกือบถึงฝั่งแล้วนะ มันมีหมอกลง มันมองไม่เห็น ว่ายไปว่ายมา ว่ายออกทะเลลึกไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้นข้ามอวิชานี้ยากที่สุดเลย ทะเลตัวนี้จะข้ามได้ต้องเห็นอริยสัจจ์ เห็นไม่เหมือนกันนะ เห็นมั้ย เห็นอริยสัจจ์ เห็นแจ้งอริยสัจจ์

อริยสัจจ์ที่ตัวลึกซึ้งที่สุดเลย คือการเห็นว่าจิตเป็นทุกข์นี่เอง นะ เราภาวนาไปนาน เราเห็นแต่จิตเป็นสุข เพราะจิตเริ่มสงบแล้ว ใช่มั้ย ข้ามทะเลโน้นทะเลนี้มาถึงภพที่สงบ ภพที่ไม่มีคลื่นมีลมแล้ว จิตใจก็พอใจ รักใคร่พอใจอยู่แค่นี้แหละ สบายใจแล้ว เสร็จแล้วก็ว่ายกลับไปกลับมาแล้ว ถูกคลื่นซัดออกไปอีกแล้ว

ถ้าเป็นปุถุชนเนี่ย ซัดไปหาทิฎฐิเลย เกิดมิจฉาทิฎฐิได้เรื่อยๆนะ ถ้าไม่ใช่พระอนาคาฯ ก็หลงไปในกามได้อีก เพราะฉะนั้นมันพร้อมจะถอยหลังได้ ทีนี้จะละอวิชาได้นะ ต้องรู้อริยสัจจ์ รู้ลงมานะ กายนี้ใจนี้เป็นทุกข์ล้วนๆเลย พวกเรามีแต่อวิชา เราเห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง นี่อวิชานะ อวิชาพาให้เห็น

ไหนสารภาพมา มีใครรู้สึกมั้ย กายนี้ เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง มีมั้ย สารภาพ มีผู้ร้ายปากแข็งครึ่งห้อง นะ ไม่ยอมสารภาพ นะ พวกเรารู้สึกมั้ย จิตนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง เห็นอย่างนี้แหละ อวิชา

ถ้าเห็นอย่างมีวิชา ก็จะเห็นว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ล้วนๆ ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้าง เห็นยากนะ ถ้าสติ สมาธิ ปัญญา ไม่แก่กล้าพอ มันไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ล้วนๆ โดยเฉพาะจิตเนี่ย จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้สงบ สะอาด สว่าง แหมฟังแล้วดีทั้งนั้นเลย ใช่มั้ย จะให้เห็นว่าเป็นทุกข์ล้วนๆ ไม่ใช่ง่ายนะ ปฎิบัติกันปางตายเลยล่ะ เหมือนเอาชีวิตเข้าแลกเลยนะ ถึงจะเห็น เพราะฉะนั้นทะเลตัวนี้ ทะเลอวิชา เป็นทะเลที่เรียบๆนะ แต่ยากสุดๆเลย ยากมากเลย จับต้นจับปลายไม่ถูก นะ มีแต่เรียนรู้นะ มาตามลำดับๆ รู้กาย รู้ใจมาตามลำดับ

พอรู้กายถูกต้องแจ่มแจ้งได้พระอนาคาฯ จิตใจก็จะสบายขึ้นเยอะเลย จะไม่แส่ส่ายไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จะเหลือแต่ความสงบสุขอยู่ภายใน เพลิดเพลินอยู่กับความสงบสุขภายในจิตในใจของเราเอง นี่เอง

ต่อมาสติปัญญาแก่รอบลงมาอีก เห็นเลย ตัวจิตตัวใจที่ว่าสุขว่าสงบเนี่ย เอาเข้าจริงก็เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ ตัวนี้ไม่รู้ว่าจะพูดภาษามนุษย์ยังไงนะ ฟังเอาไว้ก็แล้วกัน มันเห็นเป็นทุกข์ล้วนๆเมื่อไหร่นะ มันจะทิ้งแล้ว จะวาง แต่ถ้ายังเห็นทุกข์บ้างสุขบ้าง มันไม่วางหรอก มันทุกข์ล้วนๆ โอ้ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ล้วนๆ ตัณหาจะดับทันทีเลย เมื่อมันเป็นทุกข์ล้วนๆแล้วจะอยากให้มันสุขได้อย่างไร นะ ของเรามีตัณหาขึ้นมาเพราะอยากให้ขันธ์ ๕ มีความสุข รู้สึกมั้ย อยากให้ขันธ์ ๕ พ้นทุกข์

แต่วันหนึ่งเรียนจนกระทั่งรู้ชัดเลย ขันธ์ ๕ นี่ทุกข์ล้วนๆน่ะ ไม่มีทางอยากให้มันมีความสุข ไม่มีทางอยากให้มันพ้นทุกข์อีกต่อไปแล้ว มันไม่สมหวัง มันทุกข์ล้วนๆ เนี่ย ใจเข้าถึงตรงนี้ ใจยอมรับตรงนี้จริงๆแล้วจะสลัดคืนเลย จะหมดตัณหาแล้วก็สลัดคืนความยึดถือกายความยึดถือใจให้โลก คืนเจ้าของเดิมนั้นเอง จิตใจก็จะเข้าถึงความสงบ สันติ ที่แท้จริง คือ นิโรธ หรือ นิพพาน บางทีก็มีหลายชื่อนะ อุปสมะ ก็ได้ นะ มีหลายชื่อเยอะแยะเลย ชื่อ ความจริงก็คือ ความสงบ สันติ ซึ่งมันพ้นทุกข์ พ้นกิเลส พ้นความยึดถือในธาตุในขันธ์ ในกาย ในใจ นี้เอง

พอพ้นปั๊บเราจะเห็นโลกนี้ มี แต่ไม่มีอะไร โลกนี้มีอยู่ แต่ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า ว่างเปล่าไม่ใช่แปลว่า ไม่มีอะไรเลย มันว่างเปล่าจากความเป็นตัวเป็นตน ว่างเปล่าจากกิเลส ว่างเปล่าจากขันธ์ ว่างเปล่าจากทุกข์ มันมีอยู่ของมันตามสภาพของมัน มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของมัน แต่จิตใจที่ฝึกฝนอบรมจนกระทั่งไม่ยึดถือในจิตแล้วเนี่ย จะไม่ยึดถืออะไรในโลกอีก เห็นโลกนี้มีแต่ไม่มี ว่างเปล่าอยู่อย่างนั้นเอง จิตใจมีแต่ความสุขล้วนๆ สุขแบบนึกไม่ถึงนะ สุข สุขที่สุดเลย มีความสุขมาก ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร พระพุทธเจ้าท่านก็เลยใช้เอาง่ายๆ “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” บรมสุขเลย ไม่รู้จะใช้คำอะไรแล้ว ท่านใช้คำว่า “ปรมัง สุขัง” บรมสุขเลย

ความสุขของโลกๆที่พวกเรารู้สึกน่ะนะ รู้จักกันนะ ความสุขลุ่มๆดอนๆ สุกๆดิบๆ เป็นความสุขร้อนๆ สุกๆ เผ็ดๆ นะ เผ็ดร้อนรุนแรง สุขชั่วครั้งชั่วคราวได้มาแล้วก็เสียไป ตะกายหาอีก จับได้ปั๊บหลุดมือไปอีกแล้ว อย่างนี้ตลอดชีวิตเลย เดินทางในสังสารวัฏฏ์นะ ข้ามภพข้ามชาติไม่ได้ ข้ามมหาสมุทรสี่อันนี้ไม่ได้ ก็ข้ามภพข้ามชาติไม่ได้ เพราะฉะนั้นตั้งอกตั้งใจนะ

อันแรก ต่อสู้กับมิจฉาทิฎฐิของตัวเองก่อน ทะเลอันที่หนึ่ง มิจฉาทิฎฐิ คือ ความเห็นผิดว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ วิธีจะดูให้เห็นว่าตัวเราไม่มีนะ ไม่ใช่ไปนั่งคิดเอาว่าตัวเราไม่มี คิดยังไงมันก็เชื่อว่า “ฉันมี” แต่ฉันแกล้งไม่มี นะ มันจะแกล้งทำ

ให้เรารู้ลงในกาย รู้ลงในใจ อะไรก็ได้ เริ่มจากกายก็ได้ ถ้าเริ่มจากกายถูกต้องก็จะรู้ใจ หรือจะเริ่มจากใจก่อนก็ได้ ถ้าเริ่มรู้ใจถูกต้องก็จะรู้กายด้วย นะ จะรู้สองอัน ไม่รู้อันเดียว ถ้าคนไหนภาวนาแล้วรู้อันเดียว ทำผิดแน่นอนนะ เพราะจริงๆมันมีสองอัน จะมารู้อันเดียว เลือกรู้อันเดียว ทำผิดแล้ว

เช่นบางคนจะดูแต่ลมหายใจอย่างเดียว ให้ลืมโลกไปเลย โลกนี้เหลือแต่ลมหายใจ เนี่ยสะสมมิจฉาทิฎฐินะ แทนที่จะละมิจฉาทิฎฐิ จะรู้สึก “กูเก่งๆ” “กูบังคับจิตให้อยู่กับลมได้” หรือ “กูบังคับจิตให้อยู่กับท้องพองยุบได้” จิตไม่หนีไปที่อื่นเลย “กูเก่งๆ”

ความจริงต้องรู้ ตามที่เขาเป็น ตามความเป็นจริง ของเราก็คือมันมีทั้งกายมีทั้งใจนะ เดี๋ยวก็รู้กาย เดี๋ยวก็รู้ใจไป ถ้าจะรู้กาย เราก็เห็นร่างกายนี้ มันยืน มันเดิน มันนั่ง มันนอนไป ใจเป็นแค่คนรู้มัน ถ้าจะรู้จิตใจเราก็เห็นจิตใจเคลื่อนไหว ทำงานไป พอมีการเคลื่อนไหวทางกาย เช่น ตามองเห็น จิตใจก็เคลื่อนไหวตาม หู ได้ยินเสียง เช่น เขาด่ามา ใจก็เคลื่อนไหว คือ โทสะเกิดขึ้น นะ มันเนื่องกัน ทั้งกายทั้งใจ ไม่ใช่รู้อันเดียวนะ ถ้าจงใจไปรู้อันเดียวเป็นสมถะ เป็นสมถกรรมฐาน ถ้ารู้ถูกต้อง มันรู้ทั้งกายรู้ทั้งใจ เห็นกายนี้ ยืน เดิน นั่ง นอน ใจเป็นคนดูไป ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะเห็นเลย กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้าเท่านั้นเอง เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ มันไม่บรรยายอย่างที่หลวงพ่อพูดนะ มันจะรู้สึกแค่ว่ามันไม่ใช่เราหรอก

ไม่ใช่ว่าต้องมาพร่ำรำพัน เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นธาตุ เป็นขันธ์ มันไม่พูดนะ เป็นความรู้สึกเท่านั้นแหละ รู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวเรา ดูลงมาในเวทนา ในความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ เราจะเห็นเลย ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า จะเห็นอย่างนี้ นะ กุศล อกุศลทั้งหลาย นะ ที่เรียกว่าสังขาร กุศล อกุศลทั้งหลาย โลภ โกรธ หลง ทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ไม่ใช่เราอีก ดูไปอย่างนี้

ตัวจิตเองล่ะ จิตเดี๋ยวก็เกิดที่ตา ดับที่ตา เกิดที่หู ดับที่หู เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น นะ ไม่ใช่มีจิตดวงเดียววิ่งไปวิ่งมา ถ้าเห็นว่าจิตมีดวงเดียววิ่งไปวิ่งมาเป็นมิจฉาทิฏฐินะ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ ท่านสอนดี ท่านบอกว่า ถ้าใครเห็นว่า จิตผู้รู้เที่ยง เป็นมิจฉาทิฎฐิ ตัวผู้รู้เองก็ไม่เที่ยง เป็นผู้รู้แล้วก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็หลงไปทางตา หลงไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เนี่ยดูลงมาในกายในใจบ่อยๆ ดูจนเห็นความจริงเลย มันไม่ใช่ตัวเราสักอันเดียวเลยนะ ร่างกายมันก็เป็นแค่วัตถุ

พวกเราลองทดสอบนะ เอ้า แก้ง่วงไปด้วย เอามือของตัวเองมา แล้วลองลูบดู ลองสัมผัสดูไปรู้สึกมั้ย มันเป็นท่อนๆแข็งๆรู้สึกมั้ย เนี่ย รู้สึกนะ รู้สึกไว้ แล้วลองตั้งใจฟังมันบอกมั้ยว่ามันเป็นตัวเรา มันเงียบๆ รู้สึกมั้ย มันไม่พูดหรอก จริงๆเราไปขี้ตู่ว่ามันเป็นตัวเรานะ จริงๆ เนี่ย ลองจับลงไปสิ เป็นก้อนแข็งๆอะไรก้อนหนึ่ง

ถ้าเราจับไปนะเราจะรู้สึก มันไม่มีตัวเราในก้อนนี้แล้ว เวลาความสุขความทุกข์เกิดขึ้นเราก็รู้ไปตรงๆ เหมือนที่เรารู้สัมผัสมืออย่างนี้ กุศล อกุศล เกิดขึ้นก็รู้มันเข้าไปตรงๆนั้นแหละ แล้วมันจะบอกเรามั้ยว่าเป็นตัวเรา ไม่มีพูดสักคำหนึ่ง ความเป็นตัวเราจริงๆไม่มี ความเป็นตัวเราเกิดจากความคิดล้วนๆเลย คิดเอาเองว่าเป็นเรา

ถ้าไม่ไปหลงอยู่ในโลกของความคิดนะ กายนี้ใจนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา เนี่ย พอเราเห็นซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ นะ ถึงจุดหนึ่งจิตมันจะรวมเข้ามา มันจะเข้าสมาธิ รวมเอง ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป จิตมี ปีติ  สุข เอกัคคตา มีวิตกวิจารณ์คือการตรึกถึงอารมณ์ การตรองเคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์นั้น อารมณ์อะไร อารมณ์นิพพาน จิตจะรวมเข้ามานะ ขั้นแรกพอรวมเข้ามาปั๊บ มันจะเห็นสภาวธรรม อะไรก็ไม่รู้ นะ ไม่รู้ว่าคืออะไร นะ ถ้ายังรู้ว่าคืออะไรนี่ยังเจือด้วยสมมุติบัญญัติ ไม่ใช่ของจริง จิตจะเห็นสภาวธรรมบางอย่าง เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ ขึ้นมา บางคนเห็นสองครั้ง บางคนเห็นสามครั้ง

เห็นสองทีเนี่ย จิตก็วางการรับรู้อารมณ์นั้นแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ทวนกระแสเข้ากลับมาหาธาตุรู้ จากนั้นสิ่งที่ห่อหุ้มปิดบังธาตุรู้ไว้ จะถูกแหวกถูกทำลายออกชั่วขณะ จะแหวกออก จิตที่เป็นอิสระล้วนๆเลยที่สัมผัสกับธรรมะคือนิพพานล้วนๆเลยจะปรากฎขึ้นมา

เสร็จแล้วจิตจะถอยออกมานะ ตรงนี้ไม่มีคำพูดนะ แว้บเดียวเอง แต่มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา  พร้อมอยู่ตรงนี้เลย พอถอยออกมากลับมาสู่โลกภายนอก จิตจะทวนกลับเข้าไปพิจารณาใหม่ว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น มันจะรู้เลยว่า อ้อ..เมื่อตะกี้นี้เกิดอริยมรรคขึ้นแล้ว สังโยชน์เบื้องต้นถูกละไปแล้ว ความเห็นผิดถูกละไปแล้ว กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ดูยังไงก็ไม่เป็นเราอีกต่อไปแล้ว จะละความเห็นผิดได้ จะหมดความลังเลสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเรายังลังเล รู้สึกมั้ย ฝึกๆไปช่วงหนึ่งก็รู้สึก เอ้อ.. จริง ไม่จริงว้า.. จริง ไม่จริงว้า.. อั้นนั้นเป็นธรรมชาตินะ ต้องมี ไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่มี

หรือเราเคยงมงาย เห็นว่าต้องปฎิบัติอย่างนี้แล้วจะดี ปฏิบัติแล้วจะดี ต้องทำอย่างนั้นดี ทำอย่างนี้ดี จะหมดความงมงายอย่างนี้เลย รู้แต่ว่ามีแต่การเจริญสติรู้กายรู้ใจทางสายเดียว ทางสายเอก มีอันนี้อันเดียว ไม่มีอันอื่นอีกแล้ว เนี่ย พระโสดาบันละสิ่งเหล่านี้ได้ ละความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน ละความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยได้ ละการถือศีลบำเพ็ญพรตแบบงมงาย ลูบๆคลำๆ ว่าทำอย่างนั้นดี ทำอย่างนี้ดี รู้แล้วว่าไม่มีทางอื่นเลยนอกจากการมีสติรู้กายรู้ใจ หรือสติปัฏฐานนั่นเอง

เพราะฉะนั้นเวลาที่บรรลุพระโสดาบันไม่ใช่จิตดับนะ ทุกวันนี้มีคำสอนเรื่องจิตดับมากมาย คิดว่าภาวนาไปเรื่อย กำหนดไปเรื่อยนะ อย่างจะหยิบอะไรสักอันหนึ่ง กำหนดไปเรื่อยให้จิตมันแนบอยู่ที่มือเนี่ย เพ่งมากๆนะ จิตจะดับลงไป จิตดับแล้วสำคัญมั่นหมายว่าบรรลุธรรมแล้ว ดับ ๔ หน ก็เป็นพระอรหันต์นะ ออกมาจากพระอรหันต์ก็มาทะเลาะกับเมียเหมือนเดิมแหละ นะ ละกิเลสไม่ได้จริง

ในขณะที่บรรลุ มรรค ผล นิพพาน มีจิตนะ ไม่ใช่ไม่มีจิต ขณะที่บรรลุอริยมรรค นะ ก็มี มรรคจิต ขณะที่บรรลุอริยผล มีผลจิต มรรคจิตมี ๔ ดวง ผลจิตอีก ๔ ดวง นี่เรียก มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ คนโบราณชอบพูด

ถ้าพูดอย่างละเอียด ก็มี ๒๐ อย่างละ ๒๐ เพราะว่ามันเจือด้วยฌานเข้าไปในแต่ละชนิด ฌานมันไม่เท่ากัน มีฌาน ๕ อย่าง เพราะฉะนั้นจิตที่บรรลุมรรคผลเนี่ย รวมแล้วมีจิตตั้ง ๔๐ ดวงแหน่ะ ทีนี้พวกเรารุ่นหลังๆนะ เชื่อคำสอนของอาจารย์มากไป เลยคิดว่าเวลาบรรลุมรรคผลนิพพาน จิตดับวูบลงไปหมดสติ พอรู้สึกตัวขึ้นใหม่ บอกบรรลุไปแล้ว ตรงที่จิตดับลงไปนั้น คือ อสัญญสัตตาภูมิ คือ พรหมลูกฟักนะ

มีองค์หนึ่งท่านเล่น เมื่อไม่กี่วันมานี้ ท่านอนุสรณ์ เนี่ย ท่านลองเล่นๆของท่านนะ ดับปั๊บเลย และท่านรู้ว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ เพราะมันขาดสติ ออกมาแล้วไม่เห็นจะละกิเลสอะไรเลย ดับไปเฉยๆ ฝึกไม่กี่วันก็เป็นแล้ว นี่คือการเพ่งกาย เพ่งกายแล้วลืมจิต จนจิตดับลงไป เหลือแต่กายอันเดียวล้วนๆ

เพราะฉะนั้นเวลาบรรลุมรรคผลนิพพานมีจิต ไม่ใช่ไม่มี ถ้าไม่มีจิตแล้วใครจะรู้นิพพาน นิพพานเป็นอารมณ์นะ มีอารมณ์ต้องมีจิต เป็นกฎนะ กฏของธรรมะ ชื่อภาษาแขกเพราะๆเรียกว่า “ธรรมนิยาม” กฎของธรรมะ

ทีนี้พอได้โสดาบันแล้ว การภาวนาก็ยังทำอย่างเก่านั้นแหละ นะ การทำภาวนาอย่างเก่า รู้กายไปรู้ใจไป มีสติ รู้กายรู้ใจลงเป็นปัจจุบัน ทีละขณะ ทีละขณะ คำว่าปัจจุบันก็คือ ๑ ขณะจิตต่อหน้าเรานี่แหละ รู้ลงทีละขณะ ทีละขณะ นิดเดียว เล็กนิดเดียว ๑ ขณะ สำคัญนะ ในทางศาสนาพุทธ อะไรหนึ่ง หนึ่ง เนี่ย สำคัญทั้งนั้นเลย นะ เราภาวนาไปจนถึงจุดสุดท้ายนะ จิตเป็นหนึ่งนะ จิตเป็นหนึ่ง อารมณ์ก็เป็นหนึ่ง ธรรมก็เป็นหนึ่ง ครูบาอาจารย์บางองค์เรียกว่า เอกจิต เอกธรรม หรือจิตหนึ่ง ธรรมหนึ่ง บางองค์เรียก ฐีติจิต ฐีติธรรม แล้วแต่จะเรียก เป็นหนึ่งทั้งหมดเลย หนึ่งเดียวรวด

เพราะฉะนั้นภาวนาอยู่กับหนึ่งขณะจิตต่อหน้านี้ ไม่มีตัวมีตน คอยรู้ไปๆนะ ถึงจุดหนึ่ง จิตของเราก็จะเป็นหนึ่งอยู่อย่างนั้น หมายถึง ไม่มีอะไรเข้ามาปรุงแต่งให้เป็นสองได้อีกแล้ว จิตที่มันเป็นสองได้ เป็นสามได้ เพราะว่ามันถูกปรุงแต่ง

เหมือนอย่างน้ำที่บริสุทธิ์นี้มีอยู่หนึ่งเดียว ใช่มั้ย น้ำเขียว น้ำแดง น้ำซ่าๆ น้ำเน่า น้ำเหม็น น้ำหอมอะไรนี่ เพราะมันมีของอื่นไปปรุงแต่งเอา พอมันกลั่นตัวของมันจนบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ก็เป็นสภาวะอันเดียวล้วนๆเลย ก็เป็นความบริสุทธิ์ล้วนๆ ของจิตของใจ เวลามีจิตใจเข้าถึงความบริสุทธิ์แล้ว มาดูโลก ดูสรรพสัตว์ ดูตัวเอง ดูอะไรต่ออะไรทั้งหมดเนี่ย ก็จะเห็นเป็นหนึ่งเหมือนกัน คือว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนเสมอกันหมดเลย

ภาวนานะ ถึงจุดสุดท้าย เข้าถึงจิตก็เป็นหนึ่ง ธรรมก็เป็นหนึ่ง อยู่กับความเป็นหนึ่งนั้นแหละยู่กับความไม่มี อยู่กับความไม่เป็นอะไร นี่ ฟังของหลวงพ่อคำเขียนท่านพูด ท่านอยู่กับความไม่มีไม่เป็นแล้วสะใจ ถ้าคนมาเล่าว่าเนี่ย จิตเป็นอย่างนี้ แล้วไปอยู่ตรงนี้นะ ฟังแล้วไม่สะใจ ฟังแล้วเอียนๆ นะ

ฝึกเอานะ ศาสนายังไม่ใช่สูญหายไป แต่เรียนให้ดี เรียนคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ดี อย่าเชื่ออาจารย์มากเกินไป สติปัฏฐานสำคัญนะ ต้องเรียน อริยสัจจ์ ๔ ต้องเรียน เรียนปริยัติไปก่อน ถ้าเราไม่รู้จักสติปัฏฐาน ไม่รู้จักอริยสัจจ์ ไม่รู้จักไตรลักษณ์ อะไรอย่างนี้นะ ไม่ไหว ภาวนาไม่ไหว พวกนี้เป็นความรู้พื้นฐาน เพราะฉะนั้นจะเรียนพวกนี้นะ หลวงพ่อเขียนไว้ให้อ่านแล้วนะ เยอะแยะเลย นะ ไปอ่านเอาเอง ช่วยตัวเอง หลวงพ่อช่วยไม่ไหวแล้ว นะ เรือหลวงพ่อลำเล็กนะ หลวงพ่อเป็นเรือบด ลำเล็กๆเอาตัวรอดเท่านั้นแหละ พายตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง ข้ามทะเลของหลวงพ่อเอาเอง พวกเราก็ต้องหาเรือของเราเองนะ สิ่งที่จะเป็นเรือให้กับพวกเราคือธรรมนั่นแหละ ทำอะไรบ้างล่ะ สติ สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ  สติ สัมมาสมาธิ ปัญญา หรือ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฎฐิ สิ่งเหล่านี้ต้องพัฒนาขึ้นมา


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๙
File:  500408B.mp3
Time: นาทีที่ ๓ วินาทีที่ -๙ ถึง นาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน แต่สอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

mp 3 (for download) : พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน แต่สอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: อยากจะถามนิดนึงค่ะว่า ถ้าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา แล้วอะไรล่ะคะคือเราที่เชื่อมอดีตชาติ ปัจจุบัน อนาคต

หลวงพ่อปราโมทย์: ความคิด ความจำนะ เพราะฉะนั้นความเป็นเราจริงๆ ไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน ท่านสอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ความเห็นผิดว่ามีตัวตนเรียกว่า ‘สักกายทิฏฐิ’ ให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ทีนี้วิธีละความเห็นผิดว่ามีตัวตน จะละความเห็นผิดได้ต้องเห็นถูก จะเห็นถูกก็ต้องมารู้ลงมา สิ่งใดที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเรานะ ก็คือกายกับใจ ให้เรามารู้กายรู้ใจมากๆ จนวันหนึ่งเห็นเลยว่ามันทำงานเอง มันไม่ใช่เราหรอก

ที่นี้จิตนี่มันเกิดดับสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นทำกรรมไว้นี่ จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นก็รับมรดก จิตดวงใหม่ก็เหมือนลูกของจิตดวงเก่า อย่างเราเป็นลูกนะ พ่อแม่เราทำงานรวยไว้ เราก็ก็รับมรดกรวย พ่อแม่ทำหนี้ไว้เยอะ เราก็รับมรดกหนี้ไว้ จิตดวงใหม่มันเกิดขึ้นมา มันก็รับมรดกสืบทอดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ตัวเก่าหรอก ถ้าหัดภาวนาซักช่วงหนึ่งคุณจะเห็นเลย จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับนะ มีช่องว่างเล็กๆ มาคั่นนะ แล้วก็ดวงใหม่เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ มีช่องว่างเล็กๆ มาคั่น ถ้าภาวนาจนถึงจุดที่เห็นสันตติ คือความสืบเนื่องนี้ขาด จะรู้เลยว่าจิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับทั้งวันเลย และจิตจะไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่ว่าเกิดดับตลอดเวลาเลย เกิดดับเร็วมากเลยนะ

CD: 16
File: 25491104.mp3
Time: 58m54 – 1h00m34

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

แจ้งข่าว: สวนสันติธรรม ไม่เปิดช่วงสงกรานต์/งดสรงน้ำหลวงพ่อ

ขอแจ้งข่าวให้ญาติธรรมทราบว่า ตลอดเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๔๓ สวนสันติธรรมจะเปิดให้เข้าฟังธรรมเฉพาะวันศุกร์, เสาร์, และอาทิตย์ โดยช่วงวันสงกรานต์ (ซึ่งไม่ตรงกับวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์) ไม่ได้เปิดให้เข้าฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด และของดการสรงน้ำหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ด้วย

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

 ทางสู่นิพพานและข้อควรระวังของความว่าง

mp3 (for down load): ทางสู่นิพพานและข้อควรระวังของความว่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จะเห็นนิพพานได้นะ ต้องรู้แจ้งรูปนาม ต้องรู้แจ้งในกายในใจ นี่เป็นทางเดียวเลย เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าสติปัฏฐานเป็นทางสายเดียวที่จะสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น

อยากจะถึงนิพพานที่แท้จริงอย่าน้อมใจให้เฉย อย่าน้อมใจให้นิ่ง ให้คอยมีสติรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ด้วยจิตที่เป็นกลาง รู้ทุกอย่างอย่างสบายๆ รู้อย่างเบาๆ รู้อย่างนุ่มนวล รู้แล้วไม่ไปเพ่ง รู้แล้วไม่ถลำลงไป รู้แล้วสบายๆ ปัญญามันจึงจะเกิด มันเห็นความจริงของรูปของนาม พอมันเห็นความจริงแจ่มแจ้งมันจะปล่อยวาง มันจะไม่ยึดไม่ถือ    พอปล่อยวางได้จะพ้นจากรูปนาม ก็จะไปเห็นนิพพานไม่พ้นไปจากอย่างอื่นหรอก   แต่ถ้าอยู่ๆเราจะไปทิ้งรูปนาม เราจะไปอยู่ในบัญญัติ เพราะสติปัญญาไม่พอ ที่จะปล่อยวางรูปนาม อยู่ๆจะปล่อยเอาตามใจชอบไม่ได้นะ   น้อมใจไม่ให้ความรู้สึกเลือนลางบางคนไอ้โน่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้โน่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา เป็นมิจฉาทิฐิ เรียก นัตถิกทิฐิ อยู่ๆก็น้อมใจให้ว่าง น้อมไปทำไมความว่าง น้อมไปแล้วสบาย เป็นสมถกรรมฐานชนิดหนึ่ง น้อมใจให้อยู่ในความว่างๆ เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ น้อมใจไปไม่ให้คิดไม่ให้นึกไม่ให้ปรุงไม่ให้แต่ง เรียก วิญญาจัญญายตนะ น้อมใจให้ไปอยู่กับความไม่มีอะไรเลย นู่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอาไม่มีอะไรเลย เรียก อากิญจัญญายตนะ   น้อมใจไม่ให้ความรู้สึกเลือนรางลงไป แทบจะไม่รู้สึกเลย เรียก เนวสัญญานา สัญญายตนะ

เวลาภาวนาผิดจะพลาดไปพรหมโลก คำสอนที่บอกว่าให้ไปดูความว่าง ให้น้อมจิตไปอยู่ในความว่าง นี่เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยคิดว่าวิปัสสนากรรมฐานอยู่ อันตรายมากเลย   ตอนนี้ดูจิตๆ ดูจิตหลายคนเลยไม่ได้ดูจิตให้เกิดสติปัญญานะ มาเรียนกับหลวงพ่อช่วงหนึ่ง รู้สึกถามหลวงพ่อไม่ได้ วิ่งไปถามคนโน้นคนนี้นะ เขาก็พาไปอยู่ในความว่างเสร็จกันพอดีนะ   พระศรีอาริยะฯ ตรัสรู้ขึ้นมา พอนึกถึงแล้วท่านอยากจะโปรดเรา ท่านจะอุทานว่า ฉิบหายแล้ว พลาดจากคุณอันใหญ่แล้ว  พระศรีอาริยะฯมาแล้วยังกลับมาไม่ทันเลยถ้าน้อมไปอยู่ในความว่างๆ

ไม่น้อมไปอยู่ในความว่างนะ รู้สึกตัวไว้ รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็นเมื่อจิตพ้น รู้จนแจ่มแจ้งในกายในใจในรูปในนามนี้แหละ   เมื่อแจ่มแจ้งแล้วจิตจะหมดความยึดถือในรูปในนามในกายในใจนี้   เมื่อจิตไม่ยึดรูปนามจิตจะพ้นจากรูปจากนามจิตจะสัมผัสอยู่กับพระนิพพาน   นี่เป็นทางสายเอกทางสายเดียว ไม่มีทางที่สองเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นนะ   ไปดูในสติปัฏฐานได้เลย มีแต่เรื่องกายานุปัสสนา ให้รู้กาย, เวทนานุปัสสนา รู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ การเสวยอารมณ์, จิตตานุปัสสนา ให้รู้ทันจิต ซึ่งมันถูกสังขารปรุงแต่ง เดี๋ยวเป็นจิตโกรธ จิตโลภ จิตหลง จิตรู้เนื้อรู้ตัว จิตอย่างโน้นจิตอย่างนี้, ธรรมานุปัสสนา คือ รูปกับนามมีทั้งรูปมีทั้งนาม  รวมแล้วในสติปัฏฐานมีแต่เรื่องรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ไม่เคยมีสุญญุตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่เคยมีเลย

ถ้าใครสอนสุญญุตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พวกเราเรียนหลักมาแม่นๆแล้วเราต้องรู้นะ นั่นไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ถึงแต่ใส่จีวรก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราต้องแม่นในหลักนะเราจะได้ไม่พลาด เรียนรู้กายรู้ใจไปเรื่อยอย่าน้อมให้นิ่ง   ไม่เอานะว่างสว่างบริสุทธิ์ไม่เอาทั้งสิ้นเลย รู้กายอย่างเดียวรู้ใจอย่างเดียว รู้ไปอย่างที่มันเป็นไป พอถึงมันปล่อยวางรูปปล่อยว่างนามแล้วจะถึงความว่างจริง นั่นเป็นผลหรอก อย่าเอาผลมาทำเป็นเหตุนะ ให้ทำเหตุคือรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อ่านประมวลธรรม 2 ออนไลน์

อ่านประมวลธรรม 2 ออนไลน์

หนังสือแบ่งเป็น 6 ส่วน อ่านออนไลน์ส่วนไหนคลิ๊กที่ส่วนนั้นเลยครับ >>>>

>>> ส่วนที่ 1 <<<

>>> ส่วนที่ 2 <<<

>>> ส่วนที่ 3 <<<

>>> ส่วนที่ 4 <<<

>>> ส่วนที่ 5 <<<

>>> ส่วนที่ 6 <<<

ปล. วิมุตติปฎิปทา ก็มีให้อ่านออนไลน์แล้ว ไปที่หัวข้อ >> หนังสือรวม <<

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 2 of 3123