Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

สภาวะธรรมทั้งหลายเสมอภาคกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์


mp 3 (for download) : สภาวะธรรมทั้งหลายเสมอภาคกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์: ใจเราแต่ละคนมันไม่ยอมรับธรรมะ คือมันไม่ยอมรับความจริง อย่างร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่เป็นความจริงนะ เราไม่ยอมรับนะ เราไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย จิตใจของเราต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง เราก็ไม่ยอมรับเราอยากสุขอย่างเดียว จิตใจของเราเป็นของบังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล เราบังคับไม่ได้ เราก็ไม่ยอมรับ เราอยากบังคับให้ได้ อยากให้มันดีถาวร

การที่เรามาหัดเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ เพื่อวันหนึ่งจิตใจมันจะได้ยอมรับความจริง มันยอมรับความจริงมันจะเห็นเลยสภาวธรรมทั้งหลายเสมอภาคกันโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ความสุขและความทุกข์ก็เสมอภาคกันนะ นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์เลย ของเรารู้สึกเลย ความสุขความทุกข์ไม่เสมอกัน กุศลและอกุศลก็เสมอภาคกัน เราก็รู้สึกว่าไม่เสมอ แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายเสมอภาคกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ล้วนแต่ไม่เที่ยงเหมือนกันหมดเลย ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ล้วนแต่เป็นทุกข์ ทั้งกายทั้งใจนี่เป็นทุกข์นะ แล้วก็บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีอะไรบังคับได้สักอันเดียว ใจเราไม่ยอมรับตรงนี้

แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายนั้นเสมอกันหมด ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ธรรมะที่เป็นคู่ๆ ทั้งหลายนั้นเสมอกัน ใจเราต่างหากที่ไม่เสมอกัน ใจเราจะรักอันหนึ่ง เกลียดอันหนึ่ง รักสุขเกลียดทุกข์ รักดีเกลียดชั่ว พอใจเราไม่เสมอภาคใจเราจะดิ้นรน ใจเราดิ้นรนปรุงแต่ง ใจเราทำงานขึ้นมา ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าวันหนึ่งใจเรารู้แจ้งแทงตลอดลงไปนะ ธรรมะที่เป็นคู่ๆ ทั้งหลาย สุขทุกข์ดีชั่วอะไรนี้ เสมอภาคกันหมด คือเกิดแล้วดับทั้งหมดเลย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ทุกอย่างชั่วคราว

พอใจมันมีปัญหาเห็นอย่างนี้นะ ใจมันจะเข้าสู่ความเป็นกลาง พอใจเป็นกลาง ใจก็จะไม่ดิ้นรน ใจไม่ดิ้นรน ใจก็ไม่ทุกข์นะ เมื่อไรปัญญาเกิด เห็นสภาวธรรมทั้งหลายเสมอกันหมด ใจก็จะไม่ดิ้น ใจไม่ดิ้น ใจไม่ทุกข์ ของเราไม่เห็น เรารู้สึกไม่เสมอกันรู้สึกไหม สุขดีกว่าทุกข์ กุศลดีกว่าอกุศล เรายังมีสิ่งที่เป็นคู่ๆ เยอะเลย ละเอียดดีกว่าหยาบ ที่ใกล้ดีกว่าที่ไกล ภายในดีกว่าภายนอก

ธรรมะเราไปหลงธรรมะที่เป็นคู่ๆ ธรรมะภายใน เช่น สงบอยู่ข้างในดี ฟุ้งซ่านออกข้างนอกไม่ดี ธรรมะอยู่ใกล้ๆ อยู่กับกายกับใจแล้วดี ออกไปข้างนอกไม่ดี ยุ่งกับตัวเองดี ยุ่งกับคนอื่นไม่ดี จริงๆ เสมอกันแหละ ยุ่งเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้นแหละ

เพราะฉะนั้นเรียนนะ เรียนเพื่อให้เห็นความจริง สภาวะทั้งหลายเสมอภาคกัน ใจของเราต่างหากไม่เสมอ ไม่เสมอภาค รักอันหนึ่งเกลียดอันหนึ่ง แล้วก็ดิ้นรน ดิ้นรนแล้วก็ทุกข์ ถ้าเมื่อไรปัญญาแจ่มแจ้ง ธรรมที่เป็นคู่เสมอภาคกันหมด ใจก็ไม่ดิ้นรน ใจไม่ดิ้นรน ใจก็พ้นทุกข์ นิพพานเป็นความสิ้นราคะ สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก นิพพานเป็นวิสังขาร สิ้นความปรุงแต่งดิ้นรน เมื่อไรใจเราหมดความหิวโหยในอารมณ์อันโน้น เกลียดอารมณ์อันนี้ หมดความปรุงแต่งอย่างโน้นอย่างนี้ จิตใจก็จะเข้าสู่สันติสุขเข้าสู่นิพพาน

สังเกตให้ดีใจของเราทำงานทั้งวันทั้งคืน ดูออกไหม จิตใจเราทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดเลยนะ เดี๋ยวคิดโน้น เดี๋ยวคิดนี่ไปเรื่อยๆ เลย เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว ทั้งวันทั้งคืน เพราะฉะนั้นใจมันหาความสุขไม่ได้ หาความสงบไม่ได้ ฟุ้งไปเรื่อยๆ ค่อยๆ รู้สึกเอา แล้วเฝ้ารู้ลงมาในกาย รู้ลงมาในใจ จะเห็นเลยสุขทุกข์ดีชั่วอะไรนี่เสมอกันหมดเลย

ใจที่เข้าถึงธรรมนี่จะเห็นสิ่งทั้งหลายเสมอภาคกันนะ กระทั่งกับความตายและการมีชีวิตอยู่ นี่มันก็ของคู่อันหนึ่งเหมือนกัน ความตายและการมีชีวิตอยู่ มีพระสูตรอันหนึ่งหลวงพ่อจำชื่อไม่ได้นะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ตัวท่านน่ะเป็นพระอรหันต์อยู่แล้วล่ะ แต่ท่านไม่ได้อยากตาย ท่านไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่นะ แต่ท่านไม่ได้ร่ำร้องหาความตาย ใจท่านเป็นกลางจริงๆ กับธรรมที่เป็นคู่ ใจท่านไม่ดิ้นเลย ท่านก็สามารถมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข แต่ว่าไม่ได้ติดว่าจะต้องอยู่อย่างนี้ตลอดไป ท่านก็ไม่ได้รีบร้อนว่าจะต้องตายๆ ไปซะ เพราะชีวิตนี้เป็นทุกข์ ใจของพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า การมีชีวิตอยู่หรือว่าตายไปนั้น ใจท่านเสมอกันด้วย ใจของพระอรหันต์ก็เป็นแบบนั้น ไม่ได้คิดว่า ตายๆ แล้วจะมีความสุขนะ

ของเราเวลาความทุกข์บีบคั้นมากๆ จะรู้สึกว่าตายซะได้จะมีความสุข หรือบางคนก็ตายแล้วคงลำบากนะ มีชีวิตอยู่นี่ล่ะดีกว่า นี่มันไม่เสมอภาคกัน ไม่เสมอภาคทุกเรื่องเลยนะในธรรมะที่เป็นคู่ๆ ไม่มีเสมอภาคหรอก เพราะฉะนั้นใจเรานี่เองที่ดิ้นรนไปเรื่อยๆ

เคยอ่านเว่ยหล่างไหม สูตรของเว่ยหล่าง ที่พระสององค์นั่งเถียงกันนะว่า ลมที่พัดธงแล้วธงสะบัด พระเถียงกันว่า ลมไหวหรือธงไหว ท่านเว่ยหล่างชี้ขาดว่า จิตไหวต่างหาก นั่งเถียงสิ่งที่เป็นคู่มันอะไรแน่ อะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว หลงอยู่ในสิ่งที่เป็นคู่ๆๆ ตลอดเวลาเลย พอเราหลงในสิ่งที่เป็นคู่ใจก็ดิ้นรนทำงานไปเรื่อยๆ ในขณะที่ธรรมแท้เป็นหนึ่งนะ จิตก็เป็นหนึ่ง ธรรมก็เป็นหนึ่ง ไม่มีธรรมคู่นะ จิตก็เป็นหนึ่ง มีสันติสุขอยู่อย่างนั้นแหละทั้งวันทั้งคืน ไม่กวัดแกว่ง แกว่งขึ้นแกว่งลง ฟูขึ้นแฟบลงไม่มี ไม่มีวิ่งไปวิ่งมาอะไรเลย เป็นหนึ่งอยู่อย่างนั้นแหละ มีแต่ความสุข มีสันติสุขอยู่ในตัวเอง เรียกว่า จิตหนึ่ง ธรรมที่ไปเห็นนะ ก็ไปเห็นธรรมหนึ่ง

ในขณะที่พวกเราไม่เคยเห็นธรรมหนึ่ง เราเห็นแต่ธรรมคู่ ธรรมที่เป็นคู่ๆ สุขทุกข์ ดีชั่ว กายกับใจ นี่ก็คู่หนึ่ง สุขทุกข์ ดีชั่ว กุศลอกุศล กลางวันกลางคืน หลับตื่น มีชีวิตหรือว่าตาย เป็นคู่ๆๆ ตลอด แล้วก็หลงกับมัน หลงจริงจังกับมัน ถ้าเรียนรู้ไปเรื่อยๆ วันหนึ่งใจจะเป็นกลางนะ เป็นกลางมีแต่ความสุขล้วนๆ เลย หลวงปู่มั่นท่านเรียกว่า ‘ฐีติจิต’ จิตที่เป็นหนึ่งนี่ ธรรมที่เป็นหนึ่งท่านเรียก ‘ฐีติธรรม’ ฐีติจิต-ฐีติธรรม ไม่ใช่ฐิตินาถนะ  ฐีติจิต-ฐีติธรรม ฐีตินาถจริงๆ ก็ต้องเป็นชื่อของนิพพานเหมือนกัน บางองค์ท่านเรียกว่า ‘จิตเดิมแท้’ บางองค์เรียก ‘จิตหนึ่ง’ บางองค์เรียกว่า ‘ใจ’ บางองค์เรียก ‘จิตเดียว’ แล้วแต่สำนวนนะ ถ้าสำนวนอภิธรรมเรียก ‘มหากิริยาจิต’ เป็นอันเดียวกัน มีหลายชื่อแล้วแต่จะเรียก

มันจะเป็นหนึ่ง ไม่ใช่จิตทีหลงยินดียินร้ายกับอะไร มีแต่ความสุขนะ ประหลาดมากเลย เป็นความสุขที่แปลกประหลาด เวลาเราเห็นโลกนี่จะเห็นโลกนี้ราบ เสมอกันหมดเลย ผู้หญิงผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ คนหรือหมาหรือแมว สิ่งมีชีวิตสิ่งไม่มีชีวิต จะเห็นว่าจริงๆ แล้วมันเป็นอันเดียวกันหมดเลย ราบเป็นอันเดียวกันหมดเลย

คนถ้าหลงในสมมุติบัญญัติก็จะไม่เป็นอันเดียวแล้ว เป็นคู่ๆ มีผู้หญิงมีผู้ชาย มีเด็กมีผู้ใหญ่ มีคนมีสัตว์อะไรขึ้นมา เสร็จแล้วมันก็จะอยากอันหนึ่งเกลียดอันหนึ่งขึ้น มันก็ดิ้น ดิ้นแล้วก็ทุกข์ แค่นี้แหละ ง่ายนะ ง่ายสุดขีดเลย

สวนสันติธรรม

CD: 17
File: 500105.mp3
Time: 4.25-12.57

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 715 times, 5 visits today)

Comments are closed.