Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ถ้ายังเจือด้วยความคิดอยู่ ไม่ใช่การรู้ที่แท้จริง


mp3 (for download) : ถ้ายังเจือด้วยความคิดอยู่ ไม่ใช่การรู้ที่แท้จริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การที่พยายามจะรู้นะ จงใจรู้ก่อน เบื้องต้นจงใจรู้ จงใจรู้สติยังไม่เกิด แต่ว่าพอหัดตามรู้สภาวะมากเข้าๆ ถึงจุดหนึ่งสติมันเกิดนะ แล้วมันมีปัญญาขึ้นมาด้วย อย่างหลายคนหัดรู้สึกๆ ไปเรื่ือยนะ ใจลอยไปแล้วรู้ ใจลอยแล้วรู้ หรือโลภขึ้นมาก็รู้ โกรธขึ้นมาก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ หดหู่ก็รู้ สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ หายใจออกหายใจเข้าก็รู้ หัดรู้ไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่ง อยู่ๆ ขึ้นมานี่ กำลังอาบน้ำอยู่ ส่วนใหญ่จะตอนอาบน้ำ พวกเราสังเกตไหม อาบน้ำ ถูสบู่ ถูขี้ไคล ถูตัว ถูๆ ไป สติปัญญามันเกิดขึ้นมา มันเห็นเลย ตัวที่กำลังลูบอยู่นี่เป็นวัตถุเท่านั้นเอง เป็นก้อนธาตุเท่านั้นเอง เนี่ีย มันเกิดปัญญาแล้วนะ มันมีสติที่ีแท้จริงนะ มันระลึกลงไป โดยที่ใจไม่เข้าไปแทรกแซง สักว่ารู้สักว่าเห็นจริงๆ ไม่ใช่พอระลึกรู้อันนี้ใจก็พากย์ต่อเลยว่า อันนี้คืออันนี้ อันนี้คืออันนี้

เพราะฉะนั้น พอสติมันระลึกนะ อย่างอาบน้ำอยู่ ถูสบู่อยู่ ปั๊บ มันระลึกขึ้นได้  นี่เป็นแค่รูปเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรา บางคนพอเห็นว่าไม่ใช่เรานะ ใจสะเทือนขึ้นมาเลย ตกอกตกใจขึ้นมาเลยว่าตัวเราหายไป บางคนก็เบื่ือขึ้นมาเลย บางคนก็รู้แจ้งขึ้นมาว่าตัวเราไม่มี แล้วแต่ว่าจิตใจนั้นมีคุณภาพระดับไหน แต่ตอนนี้คนที่สามารถเห็นได้ว่า ร่างกายไม่ใช่ตัวเรามีไม่รู้จำนวนเท่าไหร่แล้วนะ มีเป็นพันๆ คนที่เรียน การที่เราเรียนจนสามารถเห็นโดยไม่เจตนาจะเห็น คือการรู้จริงๆ ถ้ายังเจือด้วยการคิดอยู่ ไม่ใช่การรู้ที่แท้จริง อย่างสมมติเรานั่งถูไปแล้วเราก็นั่งคิด นี่ไม่ใช่ตัวเรานะ นี่ไม่ใช่ตัวเรา นั่งคิดอย่างนี้ยังไม่รู้จริง

แต่ถ้าเราฝึกสติไปเรื่อย แล้วใจมันตั้งมั่นขึ้นมา วิธีฝึกให้ใจตั้งมั่นก็มีเหมือนกัน เราคอยสังเกตใจของเรา ใจของเราชอบไหลไปไหลมา เดี๋ยวไหลไปดู เดี๋ยวไหลไปฟัง เดี๋ยวไหลไปคิด ใจที่ไหลไปไหลมาเรียกว่า “ใจไม่ตั้งมั่น” แต่ใจที่ไม่ไหล แต่เข้าไปจ่อนิ่งๆอ ยู่กับอารมณ์อันเดียวก็ไม่เรียกว่าใจตั่งมั่น เรียกว่าเพ่งเอาไว้ ใจที่ตั้งมั่นนี่มันรู้เนื้อรู้ตัว ใจมันเบิกบาน ใจมันเบา ใจมันสบาย ใจมันทำตัวเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดูเท่านั้นเอง

ใจมันจะเกิดสภาวะอย่างนี้ได้ เราหัดรู้ไป เวลาใจเราหลงไปคิด หลงไปดู หลงไปฟัง โดยเฉพาะหลงไปคิด ใจชอบหลงคิดทั้งวัน ใจหลงไปคิดเรารู้ ใจหลงไปคิดเรารู้ อันนี้จะฝึกได้ทั้งสติ ฝึกได้ทั้งสมาธิคือ ความตั้งมั่น ใจหลงไปคิดเราก็รู้สึกนะ เราก็เห็นเลย เมื่อกี้หลงไปคิดตอนนี้รู้ขึ้นมา คนละอันกัน รู้กับคิดนี่คนละอันกันนะ และตรงที่รู้ว่าหลงไปคิด ความหลงไปคิดดับไป ความหลงความไหลออกไปดับ ใจก็ตั้งมั่นขึ้นมา ตั้งขึ้นชั่วขณะ เราค่อยๆ ฝึกไป การที่รู้ว่าใจหลงไปคิดๆ ฝึกบ่อยๆ สติและสมาธิจะมีขึ้นมาเป็นวิธีเรียนแบบรวบยอดเลย เรียนง่ายที่สุดเลยมีทั้งสติทั้งสมาธิรวบขึ้นมาในที่เดียวกันเลย

ศาลาลุงชิน ๓๒

520816

12.49 – 16.09

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 164 times, 1 visits today)

Comments are closed.