Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์


mp3 for download: การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: โลกนี้จริงๆว่างเปล่านะ ไม่มีแก่นสารไม่มีสาระอะไร เพราะเราไปเข้าใจผิด เราไปตามเห็นผิดๆ เลยรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมามีแก่นสารสาระขึ้นมา ผู้มีสติผู้มีปัญญามองเห็นโลกตามความเป็นจริงว่าไร้แก่นสารไร้สาระ เห็นไปเรื่อย ไม่ต้องไปคิดว่ามันมีแก่นสารหรือไม่มีนะ ตามรู้มันไปเรื่อยๆแล้วจะเห็นว่ามันไม่มีแก่นสารสาระหรอก พอได้รู้อย่างแจ่มแจ้งถึงอกถึงใจ รู้แล้วรู้อีกถึงอกถึงใจแล้วจะวาง  พอวางก็พ้นทุกข์แล้ว วางก็ว่าง ใจก็เข้าถึงว่าง

ว่างอันแรก ว่างจากกิเลส ว่างจากกิเลสก่อน คือกิเลสนี้มาย้อมใจไม่ได้เพราะอาสวะดับไปแล้ว ไม่มีขึ้นมา เกิดขึ้นมาใหม่มาย้อมใจไม่ได้ ต่อไปว่างจากขันธ์นะในวันที่ชีวิตแตกดับไป ว่างจากขันธ์ หมดภาระที่จะแบกหามขันธ์ เพราะฉะนั้นเวลาพระอรหันต์คิดถึงความตายนะ คิดถึงด้วยความร่าเริงใจ โอ๊..หมดภาระ ถ้ายังมีขันธ์อยู่มีภาระนะ

อย่างครูบาอาจารย์บางองค์อายุมาก เก้าสิบกว่าใช่มั้ย เราก็อยากให้ท่านอยู่ไปเรื่อยๆ อยู่จนเราแก่ตายไปก่อนท่าน อะไรอย่างนี้ ท่านก็อยู่ไปท่านก็ต้องแบกภาระ ถ้าวางภาระไปแล้วสบาย มีบางคนนะชอบไปนิมนต์ครูบาอาจารย์ อย่างหลวงปู่ขาว นอนแซ่วอยู่อย่างนั้นนะ นอนทรมาน ไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้ทำอะไรจนกระทั่งเนื้อหนังของท่านเนี่ยใสไปหมดเลย ทรมาน ในที่สุดคนที่ไปอาราธนานะทนดูไม่ไหว เห็นท่านทรมานมากนะก็ไปบอกเลิกท่านนะ ท่านก็ไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าไปยื้อๆไว้ ก็ต้องไปแบกขันธ์

ขันธ์นี้เป็นตัวทุกข์นะ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษ ทุกวันนี้เรายังไม่เห็นว่าขันธ์เป็นตัวทุกข์หรอก เรายังเห็นว่ามันทุกข์บ้างสุขบ้าง ถ้ายังหนุ่มยังสาวก็รู้สึกว่ามันสุขมากกว่าทุกข์ พอแก่แล้วก็รู้สึกว่ามันทุกข์มากกว่าสุข แต่มันก็ยังมีสุขอยู่ดี แก่ขนาดไหนก็ยังรู้สึกว่าขันธ์มันก็ยังมีสุขอยู่

ยกตัวอย่างนะ แก่หง่อมนะ หายใจแขม่วๆ ลุกขึ้นมาก็ไม่ไหวแล้ว ลูกหลานมาเยี่ยมใช่มั้ย ก็ยังมีความสุข เนี่ยใจมันยัง..ขันธ์นี้ยังมีความสุขได้อยู่ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังเห็นขันธ์มีความสุขได้อยู่นะ ไม่วาง วันใดเห็นว่าขันธ์มีแต่ความทุกข์ล้วนๆถึงจะวาง นี่เรียกว่าเห็นทุกข์ เห็นขันธ์เป็นทุกข์ รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์ ถ้าทำกิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์เสร็จนะ อันที่สอง สาม สี่ จะเสร็จโดยอัตโนมัติ จะเสร็จพร้อมกันเลย เป็นเรื่องอัศจรรย์

ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ ก็ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เกิดอริยมรรค ในขณะเดียวกันนั้นเลย พร้อมๆกัน หรือถ้าเกิดอริยมรรคนะ ในขณะนั้นก็รู้ทุกข์ละสมุทัยแจ้งนิโรธพร้อมๆกัน ในขณะที่แจ้งนิโรธนะก็รู้ทุกข์ละสมุทัยเกิดอริยมรรคในขณะเดียวกันนั่นเอง ในขณะละสมุทัยนะ ก็รู้ทุกข์ แจ่มแจ้งในนิโรธ เกิดอริยมรรคเหมือนๆกัน พร้อมๆกัน เป็นธรรม

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 161 times, 1 visits today)

Comments are closed.