Dhammada.net



« | »

หัดเดินปัญญาด้วยการแยกกายใจ


หัดเดินปัญญาด้วยการแยกกายใจ

หัดเดินปัญญาด้วยการแยกกายใจ

mp3 (for download) : หัดเดินปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถัดจากนั้นถ้าอยากเดินปัญญานะ อย่ารู้ตัวอยู่เฉยๆ บางคนรู้ตัวอยู่เฉยๆ นะ รู้สึกไปๆ ถ้ามีของเก่ามีบารมีมานี่ พอรู้ตัวอยู่เฉยๆ บางทีมันเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา รูปนี้ไม่ใช่เรา เป็นก้อนอะไรก้อนหนึ่ง ถ้าเรียกโดยภาษาปรมัตถ์ภาษาปริยัติเรียก ‘รูป’ เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ที่เราไปเห็นเข้า ไม่ใช่เรา หรือบางทีก็ไปเห็นนามธรรมต่างๆ เห็นเวทนาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นสังขารที่เป็นกุศลอกุศลผ่านมาแล้วผ่านไป เห็นจิตวิ่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่บางคนพอหัดรู้สึกตัวขึ้นมาเฉยๆ นะ เขาเห็นอย่างนี้ได้แล้ว พวกนี้เคยมีของเก่าของเขา เขาทำมาแล้ว มันง่ายที่เขาจะกลับมาเห็นสภาวธรรมแยกกันเป็นส่วนๆ แล้วก็เห็นแต่ละส่วนนั้นไม่มีตัวเรา

อย่างพวกเราหลายคนที่ภาวนาๆ บางทีแปรงฟันอยู่ หรืออาบน้ำอยู่ ถูสบู่อยู่ รู้สึกตัวปั๊บขึ้นมา ไอ้นี่ไม่ใช่เราแล้ว เป็นท่อนๆ อะไร นี่ พวกนี้พวกมีของเก่าทำมาดี แต่ถ้ามีแต่ของเก่าแล้วไม่ทำต่อก็ไปไม่รอดนะ ถ้าของเก่าดีจริงแล้วก็บรรลุมรรคผลไปแล้ว ที่ยังไม่บรรลุเพราะว่าของเก่ายังไม่พอ ต้องทำอีก

ที่นี้บางคนมันรู้ตัวขึ้นมาเฉยๆ แล้วมันไม่ยอมเดินปัญญาต่อ มันไม่ยอมแยกรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายต่อไป มันรู้ตัวสว่าง โล่ง ว่างอยู่เฉยๆ พวกนี้ต้องช่วยมันหน่อย ช่วยมันหน่อยนะ พยายามหัดแยกกายแยกใจไปเรื่อย เช่น เบื้องต้นนะ นั่งไป นั่งสมาธิเข้า นั่งหายใจไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ดูไปที่ร่างกายนะ ร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่หายใจเข้า ใครเป็นคนดู จิตเป็นคนดู ค่อยๆ ฝึกอย่างนี้นะ ร่างกายนี้หายใจอยู่นะ จิตเป็นคนดู ร่างกายนี้พอง ร่างกายนี้ยุบ จิตเป็นคนดู หรือไปเดินจงกรม บางคนชอบเดินจงกรมก็เดินไป แล้วก็เห็นร่างกายมันเดินนะ จิตเป็นคนดู ค่อยๆ หัดแยกมัน

เบื้องต้นก็ช่วยมันคิดนิดหน่อยก่อนได้นะ อย่าคิดเยอะ คิดมากฟุ้งซ่าน ทีนี้พอมันแยกแล้วมันจะเห็นกายอยู่ส่วนหนึ่ง ใจอยู่ส่วนหนึ่ง ตอนนี้คนที่เรียนกับหลวงพ่อแล้วแยกตัวนี้นับจำนวนไม่ถ้วนแล้วนะ ที่กายกับใจมันแยกออกจากกัน มันจะเห็นเลย ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราแล้ว ปัญญามันจะเกิดแล้ว พอกายกับจิตแยกจากกันปุ๊บ มันจะเห็นว่าร่างกายนี้เป็นแค่สิ่งที่จิตไปรู้เข้า เหมือนพัดอันนี้เป็นแค่สิ่งที่จิตไปรู้เข้า มันไม่ใช่ตัวเราแล้ว อะไรที่มันถูกรู้ถูกดูไม่ใช่เราแล้ว อย่างเราไปมองพระจันทร์ พระจันทร์ถูกรู้ถูกดูไม่ใช่เรา มันเห็นร่างกายนี้เหมือนเราเห็นพระจันทร์นี่เอง เหมือนเห็นก้อนหินก้อนหนึ่ง มันไม่ใช่เราแล้ว นี่มันจะเดินปัญญาได้

หรือเรานั่งไปเรื่อยนะ นั่งไปเรื่อย ที่แรกก็นั่งสบาย ต่อมาความปวดเมื่อยแทรกเข้ามา เรามีสติรู้ทันนะ โอ้ มันปวดมันเมื่อยขึ้นมาแล้ว เห็นเลยความปวดความเมื่อยเป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาในร่างกาย แต่เดิมมันไม่ปวดไม่เมื่อยนะ นั่งไปๆ ความปวดความเมื่อยแทรกเข้ามา เพราะฉะนั้นร่างกายกับความปวดเมื่อยนี่คนละอันกัน นี่ช่วยมันดูอย่างนี้นะ

สำหรับคนที่จิตมันไม่ดูเองนะ ถ้าคนที่จิตมันดูเองก็ดูไปได้เลย แค่รู้ตัวขึ้นมาก็เห็นขันธ์มันกระจายตัวออกไปแล้ว พวกนี้บารมีเขามี ถ้าของคนไหนไม่มีก็ช่วยมัน นั่งไป นั่งดูไป หรือเดินไป ดูกายอยู่ส่วนหนึ่งจิตอยู่ส่วนหนึ่ง เดินไปเรื่อยๆ นั่งไปเรื่อยๆ มันปวดมันเมื่อยก็เห็นความปวดเมื่อยอยู่อันหนึ่งนะ กายก็อีกอันหนึ่ง จิตก็อีกอันหนึ่ง นี่แยกได้สามขันธ์แล้วนะ

ดูต่อไปอีก พอมันปวดมากๆ เข้า ใจชักทุรนทุรายแล้ว ชักเป็นห่วง โอ นั่งนานแล้ว ปวดมากแล้ว เดี๋ยวจะเป็นอัมพาตไหม ยังไม่เคยมีใครนั่งสมาธิแล้วเป็นอัมพาตนะ ตามสถิติ ไม่มีหรอก มีแต่นั่งแล้วลุกไม่ขึ้น ขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บางคนนั่งมากๆ นะ แล้วกระดิกไม่ได้ ตัวแข็ง แล้วบอกนั่งแล้วเกิดศีล หลวงพ่อเคยเจอนะคนหนึ่งบอกนั่งสมาธิแล้วมีศีล บอกนั่งสมาธิยังไงแล้วมีศีล มันกลายเป็นก้อนหิน ศีล คือ ศิลา

นี่ดูไปนะ พอมันปวดมากๆ นะ ใจมันทุรนทุราย โทสะเกิดแล้ว กังวลใจเกิดขึ้นมาแล้วนี่ รู้ทันลงไปนะ ความกังวลใจหรือความหงุดหงิดใจที่ร่างกายมันปวดมากๆ นี่ เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ความปวดนะ แทรกเข้ามาทีหลัง ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งนะ ความรู้สึกปวดอยู่ส่วนหนึ่งนะ ความทุรนทุรายของจิตใจอยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นคนละอันกัน ค่อยดูไป ความทุรนทุรายก็ไม่ใช่จิตนะ จิตเป็นคนไปรู้ความทุรนทุราย เห็นไหม แยกอย่างนี้นะ แยกขันธ์ออกไปได้เยอะแยะแล้ว

ถัดจากนั้นต่อไปพอแยกชำนาญนะ ต่อไปไม่ได้จงใจแยกเลยมันจะเห็นเลย เวลาเดินจงกรมหรือเวลาเดินไปธุระ เดินไปขึ้นรถเมล์ ทุกก้าวที่เดินมันจะเห็นรูปที่เคลื่อนไหว ไม่มีคำว่าร่างกายอีกต่อไปแล้ว มันจะเห็นก้อนอะไรก้อนหนึ่งที่เคลื่อนไหว ที่ไม่ใช่เราแล้ว ความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็เห็นชัดเลย ไม่ว่าความสุขความทุกข์จะเกิดที่กายหรือเกิดที่จิตนะ ก็ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา กุศลอกุศลที่เกิดที่จิต ก็เป็นของแปลกปลอมขึ้นมา ไม่ใช่เราอีก ตัวจิตเองก็เกิดดับ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้หลงไป เดี๋ยวเป็นผู้รู้เดี๋ยวเป็นผู้ไปเพ่ง หมุนเวียนไป เดี๋ยววิ่งไปที่ตา เดี๋ยววิ่งไปที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเลย ไม่มีอะไรที่คงที่เลย

นี่เราดูไปเรื่อยนะ เราจะเกิดปัญญาเห็นความจริงเลย ทุกอย่างมันไม่เที่ยงนะ ทุกอย่างมันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ทุกอย่างมันไม่ใช่ตัวตนถาวร เป็นสิ่งที่มีชั่วคราวแล้วก็หายไปหมด นี่เรียกว่าตัวปัญญาแล้ว

เพราะฉะนั้นเราหัดภาวนานะ รักษาศีลไว้ ฝึกใจให้ตั้งมั่นมีสติ ดูจิตไป เกิดศีล เกิดใจที่ตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว บางคนก็แยกขันธ์ได้อัตโนมัติ บางคนแยกไม่ได้ก็ช่วยมันแยกอย่างที่บอกนี่แหละ ต่อไปก็จะแยกทั้งวันเลย

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๓
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๕๘ ถึงนาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 315 times, 1 visits today)

Tags: , , , , , , , , , , ,

Categories: การภาวนา, ขันธ์ ๕, ความเป็นกลาง, จิตตั้งมั่น, ปัญญานำสมาธิ, รู้สึกตัว, วิปัสสนา, หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ, ไตรลักษณ์

« | »




เรื่องล่าสุด


หน้า