Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

Dhammada News : เจาะประเด็น “วิมุตติปฎิปทา” หลักฐานสำคัญของผู้กล่าวอ้าง


อ้างอิง จากบางส่วนของข่าว มติชน >>> http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1285680269&grpid=01&catid=

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 28 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา กลุ่มอดีตลูกศิษย์พระปราโมทย์ ปาโมชโช (สันตยากร) นำโดยนายอภิชาต อัศวเรืองชัย ดร.เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร ผู้ประสานงานกลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนา นายไกรศร เลียนษี นายสมยศ อนันต์นาคินทร์ นายวีรณัฐ โรจนประภา และนายอาร์ม นาครทรรพ ได้ร่วมกันแถลงข่าวที่มูลนิธิบ้านอารีย์ ซ.อารีย 1 ชี้แจงกรณีพระปราโมทย์ ปาโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  ในเรื่องบัญชีเงินฝากสวนสันติธรรม ที่พำนัก และคำสอนของพระปราโมทย์ รวม 8 ข้อ

………………………….. (ย่อความข่าวเพื่อให้ถึงใจความข่าวสำคัญ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มอดีตลูกศิษย์ได้นำหลักฐานที่พระประโมทย์กล่าวอ้างว่าเป็นพระอริยะ ได้แก่ หนังสือวิมุตติปฏิปทา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (พิมพ์หลังบวชแล้ว 8 เดือน)โดยระบุว่าพระปราโมทย์กล่าวว่า ตนได้ผ่านด่านสุดท้ายของพระอานาคามีไปแล้วซึ่งก็หมายความได้ 2 อย่างคือ อยู่ในขั้น อรหันตมรรคหรือ สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว เทศนาอ้างว่าเป็นพระอรหันต์ที่มาฟื้นฟูพระศาสนาให้ดำรงอยู่ครบ 5,000 ปี ตามพุทธทำนายโดยอ้างจากการคำนวนของพระลูกวัดของตนเอง  ไฟล์เสียงอวดอุตริว่าเป็นพระอรหันต์ โดยใช้คำว่า “สังสารวัฏมันควำ.ลงต่อหน้าต่อตา” และ เมื่อเทียบกับคำว่า“จิตพรากออกจากขันธ์” กับพะไตรปิฎก คือ สภาวะจิตของพระอรหันต์  และมีหลักฐานการพูดเทียบเคียงและอ้างให้เข้าใจว่าบรรลุธรรมขั้นต่างๆกระจายอยู่ตาม CD ต่างๆ  อ้างนักเขียนชื่อดัง “ดังตฤณ” ผู้เขียนหนังสือ “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” ว่าเห็นสภาวะจิตของตนเอง (พระปราโมทย์)เหมือนกับสภาวะจิตของพระอรหันต์  และบางพยานบุคคลอ้างพระปราโมทย์ระบุวันบรรลุธรรมเป็นขั้นๆรวม 4 ขั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประเด็นกล่าวแสดงว่ามีอิทธิฤิทธิ์รู้ใจคนและสัตว์นำมาซึ่งลาภและสักการะ  เอกสารระบุว่า ตามพระวินัยหากพระปราโมทย์ไม่มีความสามารถในการรู้ใจคนและสัต์ดั่งคำกล่าวอ้าง ต้องอาบัติปาราชิก(ขาดจากความเป็นสงฆ์)  พร้อมกับอ้างหลักฐานการกล่าวว่ามีอิทธิฤิทธิ์รู้ใจคนและสัตว์ ในหนังสือวิมุตติปฏิปทา ฉบับพิมพ์ครั้งที่2 (พิมพ์หลังบวชแล้ว 8 เดือน) พระปราโมทย์เขียนว่า ผู้เขียนก็สามารถรู้สภาวะจิตของผู้อื่นได้เหมือนสภาวะจิตของตนเอง”

——————————–

** เจาะประเด็นข้อกล่าวหา **

จากการตรวจสอบของทีมงาน เวปธรรมดา ที่ได้ตรวจสอบจากหนังสือวิมุตติปฎิปทาฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2  ซึ่งแม้พิมพ์หลัง

จากหลวงพ่อปราโมทย์บวช (อุปสมบทเมื่อ 30 มิย. 2544) แต่บทความโดยส่วนใหญ่เกือบทั้งเล่ม (ยกเว้นบทที่ 31 วิถี

แห่งความรู้แจ้งที่เขียนเมื่อเป็นพระแล้ว)นั้น เหมือนกับ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 ที่แจกในงานอุปสมบทของคุณปราโมทย์

ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานเขียนของคุณปราโมทย์ สันตยากร ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้บวชเป็นพระ โดยคำกล่าวอ้างของผู้แถลง

ทั้งสองเรื่องนั้น อยู่ในบทที่ 2 ของเล่มที่มีชื่อว่า”บันเทิงธรรม” ก่อนที่จะถูกนำมาตีพิมพ์ได้ถูกนำไปลงในเวปบอร์ดสันติธรรม

โดยมีการระบุถึงวันที่เขียนบทความมาลงทุกครั้งโดยทางทีมงานฯใคร่ขอให้ท่านได้พิจารณาทีละประเด็นดังนี้

1. กรณีข้อกล่าวอ้าง : พระปราโมทย์เขียนว่า ผู้เขียนก็สามารถรู้สภาวะจิตของผู้อื่นได้เหมือนสภาวะจิตของตนเอง” นั้น

อยู่ในบทที่ 2หัวข้อที่ 12 เรื่อง พระอภิญญา

2.กรณีข้อกล่าวอ้าง : พระปราโมทย์กล่าวว่า ตนได้ผ่านด่านสุดท้ายของพระอานาคามีไปแล้วซึ่งก็หมายความได้ 2 อย่างคือ อยู่ในขั้น อรหันตมรรคหรือ สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว นั้นอยู่ใน บทที่2 หัวข้อที่ 17 เรื่อง พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ซึ่งเขียนภายหลังหัวข้อที่ 12 นั้น ทีมงานขอให้ทุกท่านได้อ่านพิจารณาเอาเอง

จะเห็นได้ว่าทางผู้กล่าวอ้างอาจจะมีความเข้าใจผิด เนื่องจาก ในบทความของคุณ ปราโมทย์ สันตยากรในสมัยนั้น เขียนไว้ชัดเจนว่า “หลายปีต่อมาผู้เขียนจึงเข้าใจได้ว่า. ถ้าไม่เคยฟังธรรมเรื่องการทำลายผู้รู้มาก่อน.ผู้เขียนคงไม่มีปัญญาผ่านด่านสุดท้ายที่พระอนาคามีพากันไปติดอยู่ได้. สิ่งที่หลวงปู่สอนไว้นั้นเป็นมรดกธรรมที่จะต้องเอาไว้ใช้ในอนาคต.  ไม่ใช่ธรรมที่จะสามารถปฏิบัติได้ในขณะนั้น. นับเป็นความเมตตา และความละเอียดรอบคอบของครูบาอาจารย์อย่างยิ่ง. ที่มอบมรดกธรรมชิ้นนี้ไว้ให้ในนาทีสุดท้ายที่จะลาจากท่าน และไม่ได้พบกันอีกแล้วในสังสารวัฏนี้. ”  นั้น หากอ่านจบแล้วทุกท่านก็จะพบว่า คุณปราโมทย์ สันตยากร ในสมัยนั้น ม่ได้ประกาศตัวว่าได้ผ่านด่าน สุดท้ายของพระอนาคามีแต่อย่างใด หากแต่เป็นการ อธิบายว่า ท่านเพิ่งจะเข้ามาเข้าใจธรรมะที่หลวงปู่ดูลย์ทิ้งเอาไว้ เป็นมรดกธรรมที่ต้องใช้ในอนาคต ซึ่งเป็นธรรมะที่ต้องใช้ผ่านด่านสุดท้ายที่พระอนาคามีไปติดกันอยู่เท่านั้นเอง

อนึ่งหัวข้อที่ 17 นั้น เขียนเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2542  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท่านยังเป็นฆราวาสอยู่อีกทั้งท่านได้ระบุไว้แล้วในคำนำของบทบันเทิงธรรมว่าเป็นการเล่าประสบการณ์ของท่าน ซึ่งผู้อ่านควรรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นความเข้าใจของท่านโดยส่วนตน

การอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนแก่อนุปสัมบัน (ผู้ที่ไม่ไ่ด้บวช) ในพระวินัยสงฆ์นั้น จะเข้าข่ายอาบัติปาราชิกต้องมีองค์ประกอบที่พระภิกษุได้กระทำในขณะที่ยังเป็นพระ ดังนี้

1. การพูดต้องระบุชัดเจน ว่าตนเองได้ภูมิอริยะชั้นใด เช่น ได้โสดาบัน ได้สกทาคามี หรือ ว่าตนเองได้สมาธิในฌานระดับใด เช่น ได้ปฐมฌาน ได้ทุติยฌาน เป็นต้น
2. ผู้พูดต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถตามที่กล่าวอ้าง และรู้ตัวอยู่ด้วยว่าไม่มีตามที่กล่าวอ้าง (แต่หากเข้าใจผิด ไม่ต้องอาบัติปาราชิก)
3. ผู้พูดจะพูดเอง หรือ จะนัดแนะให้คนอื่นพูดแทนตนก็ดี หากเข้าข่าย 2 ข้อข้างบน ต้องอาบัติปาราชิก แต่หากมีคนอื่นไปพูดต่อๆกันไปเอง ไปตีความกันเอาเอง โดยที่ผู้พูดไม่ได้นัดแนะให้พูด ก็ไม่เข้าข่ายอาบัติปาราชิกเช่นกัน

*** หลักฐานสำคัญที่ควรดูประกอบ ***

1. Dhammada News : เปิดหนังสือ “วิมุตติปฎิปทา” เพชรน้ำเอกของหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนบวช

2.  สำเนาหน้าเวปบอร์ดสันติธรรม <<< คลิ๊กเพื่ออ่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 686 times, 1 visits today)

Comments are closed.