Dhammada.net



« | »

จิตเศร้าหมอง จะภาวนาอย่างไร?


จิตเศร้าหมอง จะภาวนาอย่างไร?

จิตเศร้าหมอง จะภาวนาอย่างไร?

mp 3 (for download) : จิตเศร้าหมอง จะภาวนาอย่างไร?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: คืออยากทราบว่า การที่จิตเศร้าหมองมากๆ นี่เกิดจากอะไรล่ะคะ

หลวงพ่อ: โอ้.. มันไปกระทบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ มันก็เศร้าหมอง

โยม: ก็คือ.. ให้เห็นว่าเราเศร้าหมอง ใช่มั้ยคะ?

หลวงพ่อ: ไม่ใช่ให้เห็นว่าเราเศร้าหมอง ให้เห็นว่าความเศร้าหมองนั้นไม่ใช่เรา ค่อยๆแยกนะ ระหว่างจิตอันหนึ่ง ความเศร้าหมองเป็นอีกอันหนึ่ง คนละอันกัน ความเศร้าหมองเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความเศร้าหมองไม่ใช่ตัวเรา ความเศร้าหมองมันไม่ใช่จิตด้วย เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า รู้สึกมั้ย ความเศร้าหมองเป็นของถูกรู้

โยม: รู้สึกค่ะ แล้วบางครั้งรู้สึกจมไปกับความเศร้าหมอง..

หลวงพ่อ: เอ้อ.. ตรงนี้ที่หลวงพ่อพูดเมื่อเช้าว่า เวลารู้อะไรแล้วอย่าจมไปในสิ่งนั้น ที่จมลงไป บางคน มันแพ้กันนะ มันแพ้ทาง บางคนมันเจอโทสะมันทนไม่ได้ ต้องกระโจนลงไปในโทสะ บางคนเจอความเศร้าทนไม่ได้ ผู้หญิงเป็นเยอะนะ พอมีอารมณ์อะไรเศร้าๆมาแล้วก็ชอบไหลลงไปอยู่กับมัน แถมชอบด้วย บางคนน่ะ ลงไปแล้วรู้สึกสะใจเล็กๆข้างใน

โยม: คือ อาจจะไม่รู้ตัวว่าว่าชอบแล้วทำเหมือนเป็นนิสัยที่ติดหรือเปล่าคะ

หลวงพ่อ: เอ้อ.. ใจเราชอบนะ บางที ให้เรารู้ทันว่าใจเราไหลลงไป อย่าลงไปนอนแช่เฉยๆ ให้รู้ทันว่ามันไหลลงไปแล้ว เนี่ยใจหนีไปคิดทราบมั้ย?

โยม: ค่ะ ทราบว่าใจหนีไปคิดแล้วค่ะ

หลวงพ่อ: อย่าไปตรึงความรู้สึกให้นิ่ง ตอนนี้บังคับตัวเองเยอะไป ผ่อนคลายมากกว่านี้ การภาวนาต้องผ่อนคลายนะ การภาวนาต้องผ่อนคลาย ต้องสบาย จิตใจแอบไปคิดแล้วทราบมั้ย สังเกตมั้ย ตอนที่รู้ว่าใจหนีไปคิดน่ะ ไม่ได้เศร้าแล้ว รู้สึกมั้ย ไม่ได้จมอยู่ในความเศร้าแล้ว เพราะอะไร จริงๆแล้วสภาวะทั้งหลาย เกิดชั่วครั้งชั่วคราวทั้งหมดเลย ที่เราบอกว่าใจเราไปติดอยู่ในความเศร้านานๆ เพราะเราไปยอมติดอยู่ตรงนั้นเอง ถ้ามาหัดเจริญสติ มันอยู่..กำลังเศร้าๆอยู่ แล้วใจแอบไปคิดนะ รู้ว่าใจแอบไปคิด ทันทีที่รู้ว่าใจแอบไปคิด จิตไม่เศร้าแล้วในขณะนั้น รู้สึกมั้ยตอนนี้เศร้าน้อยกว่าเมื่อตะกี้นี้

โยม: รู้สึกเศร้าน้อยกว่าค่ะ

หลวงพ่อ: เออ.. นั่นแหละ เฝ้ารู้ลงปัจจุบัน รู้ใจนะ ไม่ใช่ไปรู้ความเศร้านะ ปรับนิดนึง ถ้าใจเราไปติดกับความเศร้าก็อย่าไปดูมัน ให้รู้ทันใจ เช่น พอมันติดอยู่กับความเศร้าแล้วใจไม่ชอบ ให้รู้ว่าไม่ชอบ ใจกลัว ให้รู้ว่ากลัว ใจเผลอไปคิดเรื่องอื่น ให้รู้ว่าเผลอไปคิด ไม่ต้องไปเกาะนิ่งดูความเศร้าเฉยๆอยู่ ถ้ามีแรงแล้วจะเห็นเลย ความเศร้าอันหนึ่ง จิตก็อันหนึ่ง คนละอันกัน เนี่ย ใจแอบไปคิดอีกแล้ว ทราบมั้ย แล้วมันอยากพูดแล้ว รู้สึกมั้ย เห็นมั้ย มันมีแรงดันเกิดขึ้นกลางหน้าอก ดูออกมั้ย

โยม: ค่ะ

หลวงพ่อ: เห็นมั้ย เอาอีกละ เอาอีกละ เห็นมั้ย..

โยม: ค่ะ คือถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ก็คือ ให้เหมือนกับเห็นแล้วรู้เฉยๆ หรือว่า..

หลวงพ่อ: ให้รู้เฉยๆ นะ นั่นแหละ ตัวนี้เรียกว่า ‘ตัณหา’ ตัณหามันจะผลักขึ้นมา พอผลักขึ้นมานะ ใจเราก็กระโจนตามที่มันสั่งเลย ถ้ารู้ลงปัจจุบันนะ ใจจะไม่ไปติดอยู่กับความเศร้า ให้รู้ทันใจลงเป็นปัจจุบันไป ถ้าไม่ยอมรู้ในปัจจุบันนะ มัวแต่คิดว่าเศร้าๆแล้วเกาะนิ่งๆอยู่กับความเศร้า ออกมาไม่ได้

โยม: คือ ถ้ารู้ว่าเศร้าแล้วไม่ชอบ ก็ให้รู้ว่าไม่ชอบ

หลวงพ่อ: เออ.. รู้ว่าไม่ชอบนะ หรือว่าเศร้าแล้วก็คิด แหม..มันอย่างโน้น มันอย่างนี้ รู้ว่าหลงไปคิดแล้ว พอรู้ว่าหลงไปคิดก็หลุดออกมาแล้ว จิตมันเปลี่ยนอารมณ์แล้ว จิตที่ไปเกาะนิ่งๆกับความเศร้าก็ไม่เที่ยงเหมือนกันน่ะ พอจิตไปจับอารมณ์อันใหม่ก็ทิ้งอารมณ์อันเก่า..

โยม: ขอบพระคุณหลวงพ่อค่ะ

หลวงพ่อ: อย่ามัวเศร้าอยู่นะ เสียเวลา ไม่ดี บางคนชอบนะ สาวๆ เป็นเยอะนะ ชอบสวมวิญญาณนางเอก แกล้งเศร้าก็มีนะ ทำใจให้มันเศร้าๆไว้ ให้รู้สึกสะใจ แสบๆนะ แสบๆแล้วชอบนะ ผู้ชายก็เป็นนะ หลวงพ่อสังเกตดู ผู้ชายก็มีเหมือนกัน แต่ผู้หญิงเยอะกว่า อันนี้ สวมวิญญาณนางเอกรอพระเอกมาปลอบ พระเอกอยู่ไหนยังไม่รู้เลยนะ แต่ว่าซ้อมไว้ก่อน

อย่ายอมอย่างนั้นนะ ยอมอย่างนั้นคือฝึกจิตให้คุ้นเคยกับโทสะ จะตกนรกนะ อย่าให้ใจมันไปคุ้นกับโทสะ แล้วก็อย่าให้ใจไปคุ้นกับความเผลอเพลิน ใจลอยไปทั้งวัน จิตคุ้นเคยกับใจลอย เผลอๆ ลืมเนื้อลืมตัว มันจะไปเป็นสัตว์ สัตว์เดรัจฉาน แล้วก็อย่าให้จิตมันเต็มไปด้วยความอยาก ยอมให้ความอยากครอบงำนะมันจะไปเป็นเปรต

เพราะฉะนั้น เวลากิเลสอะไรเกิดขึ้นนะ สักว่ารู้สักว่าเห็น รู้ทันเข้ามาที่จิตที่ใจเรานี้ กิเลสอยู่ส่วนกิเลส จิตอยู่ส่วนจิต จิตไม่คล้อยตามกิเลส ไม่ไปอบายแล้ว ถ้าจิตไปติดไปข้องกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะ ไปดูมันแล้วมันไม่ขาดไปนะ ก็ไม่ต้องไปดูมัน ดูจิตของเรา ไม่ต้องไปดูมัน เช่น จิตไปเกาะกับความเศร้า ไม่ต้องไปดูที่ความเศร้านะ ถ้าดูความเศร้าแล้วมันขาดปั๊บไปอย่างนั้นก็ใช้ได้ แสดงว่าจิตมีกำลังพอ มีสัมมาสมาธิตั้งมั่น พอดูปั๊บขาดปั๊บ แต่ถ้าดูแล้วไม่ขาด แล้วเราไปแช่อ้อยสร้อยอ้อยอิ่ง ไม่มีเรี่ยวมีแรงเนี่ย อย่าไปดูมัน ดูจิตของเรา จิตเราแอบไปคิดก็รู้ จิตเรากลุ้มใจขึ้นมาก็รู้ รู้ที่จิต มันจะมีความเคลื่อนไหว มีความเปลี่ยนปลงขึ้นมา พอมันเคลื่อนไหว มันเปลี่ยนแปลง ไอ้ภาวะนิ่งๆ ทื่อๆ ที่ไปติดอยู่ก็หลุดไปเลย เพราะภาวะทั้งหลายเอาเข้าจริงๆ แล้วก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน


สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๙
ลำดับที่ ๖
File: 530305.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 3,995 times, 4 visits today)

Tags: , , , , , , ,

Categories: การภาวนา, กิเลส, ความคิด, จิต, จิตตั้งมั่น, ดูจิต, ตัณหา, สติ, โทสะ

« | »




เรื่องล่าสุด


หน้า