Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

Dhammada News: พระดีศิษย์หลวงตาบ้านตาด


อ้างอิง : http://www.posttoday.com/ธรรมะ-จิตใจ/สว่าง-ณ-กลางใจ/73054/พระดีศิษย์หลวงตาบ้านตาด

พระดีศิษย์หลวงตาบ้านตาด

สิ้น หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน แล้วยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติ ชอบ รูปใดให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อีก? หากจะกล่าวเฉพาะผู้ที่เป็นศิษย์ของหลวงตามหาบัวที่ยังดำรงขันธ์ อยู่ ณ เวลานี้มีหลายรูป…..

ถามแบบโลกว่า สิ้น หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แล้วยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ รูปใดให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อีก?

ตอบแบบธรรมอย่างที่พระพุทธองค์ทรงพาดำเนินคือ พึ่งธรรมะซิ จะพึ่งใคร พระพุทธเจ้าหรือไม่ แต่หลวงตามหาบัวก็ไม่ได้บอกไม่ได้สอนให้พึ่งท่าน ให้พึ่งธรรมะ พึ่งตัวเองอย่างเดียว ผิดจากนั้นก็เป็นธรรมะเก๊เท่านั้นเอง

ถามแบบโลกว่า สิ้น หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แล้วยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ รูปใดให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อีก?

ตอบแบบโลกว่า ขณะนี้ในประเทศไทยยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ อยู่หลายรูป ไม่ว่าจะเป็นศิษย์โดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นลูกศิษย์หรือหลานศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หรือไม่ก็ตาม แต่หากจะกล่าวเฉพาะผู้ที่เป็นศิษย์ของหลวงตามหาบัวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ ณ เวลานี้มีหลายรูป อาทิ

พระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ วัดป่าบ้านนาคูณ ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

พระอาจารย์ปรีดา ฉันทกโร หรือหลวงพ่อทุย วัดป่าดานวิเวก ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต วัดป่าภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

พระอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน วัดศรีมหาธาตุ บางเขน กทม.

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง บ้านภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

พระอาจารย์เชอร์รี่ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหาย จ.อุดรธานี

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร

ฯลฯ

บางรูปมีประวัติเผยแพร่อยู่อย่างกว้างขวาง บางรูปมิได้มีประวัติเปิดเผยเพราะถือคติพระป่าที่เหมือนไก่ป่า คือ ไม่ขันแข่งครูบาอาจารย์ จึงขอนำมาเสนอพอเป็นสังเขปบางส่วนดังนี้

หลวงปู่ศรี มหาวีโร หรือ พระราชสังวรอุดม วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด ปัจจุบันอายุ 95 ปี ท่านเกิดในสกุล ปักกะสีนัง เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2460 เป็นหนึ่งในศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แต่ท่านก็นับถือหลวงตามหาบัว เป็นครูอาจารย์ของท่านอีกรูปหนึ่งด้วย

พระเทพวิสุทธิมงคล(หลวงปู่ศรี มหาวีโร)

หลวงตามหาบัวเคยสรรเสริญหลวงปู่ศรีไว้ว่า “ท่านอาจารย์ศรีมีลูกศิษย์ลูกหามาก พระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นศิษย์ของท่านก็มีอยู่ทั่วไป นอกจาก จ.ร้อยเอ็ด แล้วยังมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ท่านนับว่าเป็นผู้มีวาสนากว้างขวางองค์หนึ่งที่หาได้ยาก คำว่าวาสนานี้มิได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเสกสรรปั้นยอกันเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดขึ้นตามหลักธรรมชาติ แห่งบุญญาภิสมภารของท่านผู้สร้างบารมีมา เมื่อสร้างมากขึ้นๆ ก็ยิ่ง|เพิ่มบารมีขึ้นเต็มหัวใจ เต็มนิสัยวาสนา ไปสถานที่ใดก็มีคนเคารพนับถือ มีเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม กราบไหว้บูชา เป็นขวัญตา ขวัญใจ ไปได้ทุกแห่งหน เพราะอำนาจแห่งเมตตาธรรมที่ท่านปฏิบัติมาบรรจุอยู่เต็มหัวใจไปหมด อำนาจแห่งเมตตาธรรมนี้เอง ทำความร่มเย็นให้แก่โลกทั้งสาม คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก หรือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ทั้งสามนี้อยู่ใต้ร่มเงาแห่งเมตตาธรรมทั้งสิ้น”

คำว่า “มีลูกศิษย์ลูกหามาก พระเจ้าพระสงฆ์ ที่เป็นศิษย์ของท่านก็มีอยู่ทั่วไป” ที่หลวงตามหาบัวกล่าวนั้น หากจะขยายความพอให้เห็นภาพอย่างย่นย่อก็กล่าวได้เพียงว่า ขณะนี้มีวัดสาขาของหลวงปู่ศรีอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศอยู่อย่างน้อยถึง 143 วัด

หลวงปู่ศรีมีวาสนาบารมีมากอักโขเพราะสมัยเป็นเด็ก เวลาใกล้หลับจิตเด็กชายศรีมักจะ “ดิ่งลงเหมือนคนตกตึก”

จากนั้นจะเกิดนิมิตเห็น “คนล้มตาย เห็นคนหัวขาดจำนวนมาก ศพคนตายนอนเกลื่อนกล่นทับถมกันเหมือนกองภูเขาน่าขยะแขยงน่าสะพรึงกลัวที่สุด จิตแสดงนิมิตให้เห็นว่าเป็นอาการต่างๆ ว่า คราวไหนเกิด คราวไหนตาย เห็นร่างตัวเองเทียวเกิดเทียวตาย การเกิดแต่ละชาติพ่อแม่ก็เปลี่ยนไปไม่ซ้ำกัน เปลี่ยนรูปร่างลักษณะไปเรื่อยๆ ประหนึ่งว่า เหล่าสัตว์โลกนี้ผู้ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องเป็นญาติพี่น้องกันไม่มีในโลก”
ท่านออกบวชเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2488 ตามคำขอของโยมแม่ซึ่งเอ่ยปากไว้ก่อนจะสิ้นใจว่า แม่อยากจะขอให้ลูกบวช จะบวชสัก 10 วันก็ได้ 15 วันก็ได้ แม่จะได้พึ่งบุญไปสวรรค์

แต่ท่านไม่ได้บวชแค่นั้น เพราะได้ฟังธรรมะจากศิษย์หลวงปู่มั่นบางรูป รวมทั้ง พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม มือขวาพระอาจารย์มั่นซึ่งเทศน์ว่า “พระอรหันต์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากไหน ก็มาจากหัวใจของปุถุชนมาจากราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหากใจปุถุชนนั้นพยายามบากบั่นฝึกปรือตัวเองให้เดินตามมรรคสัมมาปฏิบัติ พระอรหันต์ก็มาจากที่นั่น กลั่นกรองมาจากที่นั่น เหมือนดอกบัวมาจากขี้ตมขี้โคลน เน่าๆ เหม็นๆ แต่พอพ้นน้ำรับแสงอาทิตย์บานแย้มเต็มที่ มีสง่าราศี ใครก็อยากได้อยากชม” แล้วเกิดศรัทธาแรงกล้า จึงไม่หวนกลับมาใช้ชีวิตฆราวาสอีกเลย

หลังหลวงปู่มั่นละขันธ์ไปแล้ว ท่านจึงติดตามพระอาจารย์มหาบัวเที่ยวกรรมฐานอยู่ 2 พรรษา จากนั้นก็ได้ไปภาวนากับครูบาอาจารย์หลายรูป อาทิ หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ฯลฯ ก่อนมาตั้งวัดป่ากุงขึ้นในปี 2496

ในปี 2506 จิตที่เคยยิ้มย่องด้วยธรรมและเบ่งบานอยู่ข้างในของท่านกลับเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด จึงไปขอรับการชี้แนะจาก พระอาจารย์บัว สิริปุณโณ หรือหลวงปู่บัว หนองแซง

เมื่อได้พบกันพระอาจารย์บัวก็ได้แจ้งว่า จิตของพระอาจารย์บัวได้พ้นจากวัฏฏะของทุกข์ไปแล้ว โดยอุบายธรรมของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ท่านลงมือแก้ไขปัญหาที่วัดป่าหนองแซง โดยวันหนึ่งนั่งลงภาวนาโดยตั้งสัจจะว่า ถ้าไม่บรรลุธรรม จะไม่ลุกจากที่ท่านนั่งสมาธิรวดเดียวนาน 5 วัน 6 คืน 12 ชั่วโมง โดยเปลี่ยนอิริยาบถเพียงครั้งเดียวด้วยการสลับขาขึ้นลง ข้างตัวมีกาน้ำเล็กๆ ใส่น้ำไว้จิบพอให้ชุ่มคอเท่านั้น
ท่านว่าเวทนาเกิดราวกับทุกขเวทนาทั้งแผ่นดินมารวมอยู่ที่เราผู้เดียว มันเร่าร้อนไปหมด มีเสียงราวกับโรงสีข้าววิ่งพล่าน น่องเท้าซ้ายซึ่งถูกทับอยู่เหมือนพุพองร้อนราวถูกไฟเผาลน ทุกขเวทนาแสนสาหัส ประหนึ่งว่านรกทั้ง 8 ขุมมาประชุมอยู่ในกาย แต่ก็อาศัยความอดทนมาพิจารณาคลี่คลายสังขาร

พิจารณากันไปตั้งแต่เช้ายันดึก ดึกยันค่ำ กี่วันกี่เวลาไม่รู้ ไม่มุ่งสิ่งใดนอกจากคว่ำกิเลส ถึงจะทุกข์ทรมานก็ไม่ลดละการพิจารณาอวิชชากับใจ

“ในที่สุดก็มายุติตรงที่ว่า อวิชชาดับ เกิดญาณหยั่งทราบแน่ชัดว่า จิตหมดการก่อกำเนิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ โลกธาตุหวั่นไหว ธาตุ 4 ขันธ์ 5 ต่างอันต่างเป็นอิสระ อินทรีย์ 5 อายตนะ 6 ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่กระทบกระเทือนให้เป็นทุกข์เหมือนดังแต่ก่อน ดับทุกข์ที่เผาผลาญจิตมาช้านาน โดยประการทั้งปวง เหลือแต่จิตดวงบริสุทธิ์ล้วนๆ สนามเต้นรำทำเพลงและเวทีของกิเลสไม่มีอีกแล้ว การทะเลาะบาดหมางลังเลสงสัย สับสนวุ่นวายในดีและชั่วจบลงแล้ว จิตว่างเปล่าจากกิเลสและการยึดติด เหลือแต่ธรรมธาตุรู้ล้วนๆ เพราะคำว่าทุกข์ได้พ้นจากใจไปโดยสิ้นเชิง”

อัศจรรย์พระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสามารถรู้เห็นได้ก่อน อัศจรรย์พระอริยสาวกผู้สามารถตามเสด็จพระพุทธเจ้าได้ อัศจรรย์พระธรรมที่ตัวเองรู้เห็น ถึงความเป็นอัตตมโนภิกขุ คือ ภิกษุผู้มีใจเป็นของตัวเอง ไม่ต้องแสวงหาที่พึ่งพาอาศัยอะไรอีกต่อไป”

สาธุชนผู้ใดอยากไปกราบสักการะหลวงปู่ศรีก็ไปวัดป่ากุง

ท่านยังดำรงขันธ์อยู่แต่อาพาธเพราะอายุสูงวัย ดำรงอยู่เยี่ยงฉายา “มหาวีโร” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีความกล้าหาญมาก” หรือ “ผู้สามารถบุกเข้าไปทำลายกิเลสได้”

**********************

หลวงตามหาบัวเรียกหลวงปู่ลี กุสลธโร ว่า “เศรษฐีธรรม”

หลวงปู่ลี

หลวงตามหาบัวได้กล่าวสรรเสริญ “เศรษฐีธรรม” ไว้เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2546ว่า เป็นเพชรน้ำหนึ่ง ดังความว่า “วัดภูสังโฆก็ดี วัดผาแดงก็ดี นี่เป็นวัดทองคำ เพชรน้ำหนึ่งทั้งสองวัดนะ เป็นเพียงแต่นิสัยวาสนามาใช้ในแดนสมมตินี้ต่างกันเท่านั้น ส่วนวิมุตตินั้นเหมือนกัน ลูกศิษย์ของเราทั้งสองเลยนะ ธรรมลีจะไม่พูดเต็มปากได้ยังไง

ท่านวันชัยก็มาพูดต่อปากต่อคำ เรื่องการภาวนาเป็นยังไงๆ ขัดข้องตรงไหนเราเป็นผู้แก้ไขให้ทั้งนั้น จนกระทั่งทะลุนี่อันหนึ่ง

แล้วธรรมลีก็ตั้งแต่วันบวชแล้ว บวชวันถวายเพลิงหลวงปู่มั่น บวชวันนั้นที่วัดป่าสุทธาวาส ตั้งแต่บวชแล้วติดสอยห้อยตามเราตลอดเหมือนเด็กนะ ธรรมลีนี้เหมือนเด็ก ไม่มีธรรมวินัยอะไรเลย เอาพ่อแม่กับลูกเข้าเลย เป็นใหญ่กว่า เราจะไปไหนติดตามคือ ไม่ต้องขออนุญาตนะ เห็นไหมไปกรุงเทพฯ ด้อมตาม ถ้าไปขออนุญาตท่านจะไม่ให้ไปต้องขโมยไปแบบนี้แหละ เห็นไหมล่ะ เป็นอย่างนั้นไปทีไร อยากไปไปเลยนะ ขโมยไปเลย เป็นอย่างนั้น นี่เป็นนิสัยอันหนึ่ง เราก็ทราบนี่ก็ตั้งแต่ต้นมา เราสอนตั้งแต่ ก.ไก่ ก.กา เรื่อยมา…

หลวงปู่ลี เศรษฐีธรรม อยู่ที่วัดผาแดง วัดที่ หลวงตาว่าเป็นวัดทองคำ

**********************

สำหรับพระอาจารย์วันชัย วิจิตโต นั้น เป็น อดีตนายทหารซึ่งจบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 8 แต่ทิ้งชีวิตฆราวาส ลาภ ยศ ตำแหน่งไปแสวงหาสิ่งที่จริงยิ่งกว่า สุดท้ายก็เป็นพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่หลวงตามหาบัวได้กล่าวถึงไว้ตั้งแต่ปี 2546แล้วว่า“เป็นเพชรน้ำหนึ่ง”

พระอาจารย์วันชัย

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2546 หลวงตามหาบัวเทศน์ว่า “ท่านวันชัยนี้ก็มาอยู่กับเราหลายปี เวลาท่านอยู่ที่มูลนิธิหลวงปู่มั่นที่ฝั่งธรฯพอดีเราไปนวดเส้นก็ไปเจอท่านวันชัยที่นั่น ถามเหตุถามผล จะไปไหนมาไหนหลักเกณฑ์ไม่ค่อยมี เราก็ไม่เคยได้บอกให้ใครมาอยู่กับเรา นี่ได้บอกเลย

พอได้ความว่าหลักลอยว่างั้นเถอะนะ จะไปไหนมาไหน พูดยากๆตอบยากๆ ลำบากการตอบนี่แสดงให้เห็นว่าหลักลอย เราก็บอกว่า ถ้างั้นให้ไปอยู่วัดป่าบ้านตาดกับผมที่วัด

พอเรามาท่านก็ตามมา มาอยู่ท่านี่แล้วเข้าๆออกๆ จากนี้ก็ไปตั้งที่วัดนั้น เราก็ให้ไปอยู่ที่วัดภูสังโฆเรื่อยมา สักเท่าไหร่ปีแล้วมาอยู่กับเราตั้งแต่ปี 2523 มันก็ 23 ปี แล้วตั้งแต่เกี่ยวข้องกันมาใกล้ชิดติดพันกันจริงๆ 23 ปี

นี่เราก็สอนมาตั้งแต่ต้นเหมือนกับท่านลี ต่อปากต่อคำเราเอง เราเป็นคนสอนเอง เล่าเรื่องอะไรมาให้เราฟังเองๆ เพราะฉะนั้นเราถึงพูดได้เต็มปาก นี่เราฟังแล้วว่า ทั้งสองนี้เป็นเพชรน้ำหนึ่งด้วยกัน ต่างกันแต่นิสัยวาสนาที่ใช้ในแดนสมมุติเท่านั้น ส่วนวิมุตตินั้นเหมือนกันหมด กรุณาทราบเอาไว้”

5 ปีถัดมาท่านเทศน์อีกครั้งว่า …ท่านวันชัยก็ดี มีหลักใจเรียบร้อยแล้ว มาพูดเรื่องจิตตภาวนาให้ฟังทุกอย่างๆ เราก็เพียงคอยแนะๆเท่านั้นก็ผ่านไปได้ เรียกว่าผ่านได้แล้ว ท่านวันชัยผ่านได้โดยสมบูรณ์ ไม่มีอะไรละ กิเลสตัณหาตัวไหนไม่มี เรียกว่าขาดสะบั้นไปเลย ครองแต่ธรรมเต็มหัวใจ ถ้าธรรมครองหัวใจแล้วสบายมาก ถ้ากิเลสครองใจเป็นไฟไปเลย มันต่างกัน…”

ทุกวันนี้พระอาจารย์วันชัยอยู่ที่วัดภูสังโฆ ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ซึ่งไม่ไกลจากวัดบ้านตาดมากนักและท่านก็เป็นหนึ่งเก้าบุคคลที่หลวงตามหาบัวกำหนดไว้ในพินัยกรรมว่าให้เป็นผู้จัดการเรื่องต่างๆหลังท่านละขันธ์

**********************

พระอาจารย์บุญกู้  อนุวฑฺฒโน เกิดเมื่อวันที่ 1  ส.ค.2472 นามเดิมว่า  บุญกู้   น้อยวัฒน์  ท่านเป็นคนกทม.โดยกำเหนิดเกิดที่บ้านย่าน  ถนนธนบุรี  แขวงบางลำภูล่าง  เขตคลองสาน  กทม.ในทางโลกท่านศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบชั้นอุดมศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จากนั้นรับราชการตำรวจจนมียศเป็นว่าที่ร้อยตรี ต่อมาเบื่อหน่ายทางโลกได้อุปสมบทที่วัดอโศการาม  จ.สมุทรปราการ  เมื่อวันที่  3พ.ค. 2502  โดยมี  พระสุธรรมคณาภรณ์  (พระอาจารย์แดง  ธมฺมรกฺขิตฺโต) วัดประชานิยม  จังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์บุญกู้

บวชแล้วอยู่รับการอบรมจากท่านพ่อลี  ธมฺมธโร กระทั่งพ่อท่านลีละสังขารในปี2505

ท่านเป็นศิษย์รุ่นน้องร่วมสำนักวัดโศการามมา หลวงปู่ฟัก สันติธัมโมต่างกันเพียงว่า เมื่อสิ้นท่านพ่อลีแล้วหลวงปู่ฟักตัดตรงเข้าวัดป่าตาด แต่ท่านมิได้อยู่แต่กับหลวงตามหาบัว หากแต่ยังไปอยู่กับ หลวงปู่ฝั้น  อาจาโร  หลวงปู่สิม  พุทธาจาโร  พระอาจารย์สิงห์ทอง  ธมฺมวโร อีกด้วย

เมื่อได้หลักใจแล้ว พระอาจารย์บุญกู้ ได้กลับมาพำนัก จำพรรษาประจำที่วัดอโศการาม เพื่ออบรมศีลธรรม อบรมสมาธิให้แก่สาธุชนผู้สนใ

พระอาจารย์บุญกู้รับอาราธนาไปเผยแผ่ธรรมะตามที่ต่างๆอย่างหลากหลาย ไปเป็นพระธรรมทูตอยู่ต่างประเทศ 4 ปี ไปอยู่วัดป่าต่างจังหวัดหลายแห่ง รวมทั้ง วัดพระศรีมหาธาตุ  บางเขน  กทม

ขณะนี้พระอาจารย์บุญกู้อายุ 82 ปีและยังสอนกรรมฐานอยู่ที่วัดวัดพระศรีมหาธาตุ  บางเขน

**********************

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม มีนามเดิมว่า สุธรรม แซ่จึง เกิดเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2492 ก่อนมาสู่สำนักวัดป่าตาดนั้นท่านอยู่กับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร มาก่อน

พระอาจารย์สุธรรม

ท่านเกิดในครอบครัวใหญ่เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัว ที่มีสมาชิกรวม 16 คน ที่จ.ระยอง พอจบชั้นม.3 ท่านก็ออกทะเลทำงานทุกอย่างจนเป็นไต๋กงเรือ  ท่านเกิดศรัทธาเพราะมีโอกาสได้พูดคุยกับกัลยาณมิตรผู้สูงวัยกว่าคนหนึ่งซึ่งเคยไปบวชเรียนอยู่กับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ แล้วทำให้ท่านมีศรัทธาต่อพระศาสนาจนออกบวชเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2513 ณ พัทธสีมาวัดตรีรัตนาราม ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง

หลังอุปสมบทได้ 4 พรรษา ก็สอบได้นักธรรมชั้นเอกในปี พ.ศ.2516  ระหกว่างร่ำเรียนทางปริยัตินั้น ทุกฤดูแล้งท่านก็กราบลาครูบาอาจารย์ ไปภาวนาทางภาคเหนือ อยู่เป็นประจำโดยเฉพาะกับ หลวงปู่แหวนและหลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ท่านประสบความอัศจรรย์ทางจิตจนมั่นคงอยู่กับพระพุทธศาสนาเพราะโยมยายได้ถามก่อนจะสิ้นใจว่า “บวชมาก็นานแล้ว…เมื่อไรจะสึกเสียที ! ภาระหน้าที่ในครอบครัวก็มีอยู่ ทำไมไม่สึกเสียที”

เมื่อท่านไปขอสึกกับหลวงปู่สิมโดยบอกว่า ถ้ายังขืนอยู่ต่อ ก็ต้องเป็นทุกข์อัดใจจนถึงแก่ความตายเป็นแน่  เลยโดน หลวงปู่สิม สวนมาทันควันทันทีว่า “งั้นถ้าสึกไปแล้ว จะไม่ต้องตายหรอกหรือ !”

ในที่สุดท่านก็กราบลาขออนุญาตหลวงปู่สิมเข้าป่าเพื่อหาความสงบซึ่งก็ประสพผลแม้ไม่ถึงกับดับได้อย่างสนิทในขณะนั้น  แต่ก็ทำให้ อุทานธรรมกับตนเองว่า “ชีวิตในชาตินี้ ขอทิ้งไว้ในพระพุทธศาสนา ไม่มีคำว่าหวนคืนสู่เพศฆราวาสอีกต่อไป !”เพราะมั่นใจว่าถ้าดำเนินตามแนวนี้ต่อไปจะถึงที่สุดได้

ท่านเข้าสู่วัดป่าบ้านตาดเมื่อพรรษาที่ 10 และ 11 ในพ.ศ.2522-2523 ซึ่งท่านว่า เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากช่วงหนึ่งของชีวิต  เมื่อพึ่งตนเองได้แล้วหลวงตามหาบังจึงมอบให้มาพักภาวนาและพัฒนาวัดป่าหนองไผ่ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณเกือบ 700 ไร่ ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร  ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่มั่นมาริเริ่มภาวนาตั้งแต่  80 ปี ก่อนคือตั้งแต่พ.ศ.2469 และเป็นที่ภาวนาของครูบาอาจารย์อีกหลายรูปอาทิ   หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่หล้า เขมปัตโต และอยู่ที่นั่นมาจนถึงปัจจุบัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 6,464 times, 113 visits today)

Comments are closed.