Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

หลวงตาผนึก ศิษย์อาวุโสหนึ่งในเพชรน้ำเอกของหลวงปู่ดูลย์


หลวงพ่อปราโมทย์เข้ากราบหลวงตาผนึก

ประวัติ หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล วัดป่าเขวาสินรินทร์ จ. สุรินทร์

หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล วัดป่าเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ท่านเป็นพระผู้มีจริยาวัตรเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน มีความเมตตาในการสงเคราะห์ญาติโยมผู้มากราบนมัสการท่านมีอยู่มิได้ขาด ท่านมีรอยยิ้มอันเบิกบาน เป็นที่ประทับใจของผู้มาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระผู้ว่านอนสอนง่าย มีความกตัญญูและเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ยิ่งชีวิต

ตลอดชีวิตของท่านได้มีพระเถรานุเถระต่าง ๆ ให้ความอนุเคราะห์ท่านอย่างสม่ำเสมอ อาทิเช่น พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์, พระโพธิธรรมาจารย์เถร (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) วัดป่าเขาน้อย จังหวัดบุรีรัมย์, พระราชวรคุณ วัดบูรพาราม (เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์), และพระครูภาวนาปัญญาภรณ์ (พระอาจารย์สุพร อาจารธมฺโม) วัดป่าประสาทจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น

โดยเฉพาะหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ นั้นถือได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์องค์สำคัญองค์หนึ่งของท่าน หลวงตาได้ยกย่องและใหความเคารพรักหลวงปู่สุวัจน์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของข้ออรรถข้อธรรมทั้งหลาย หลวงตาต้องกราบขอความเมตตาให้หลวงปู่สุวัจน์พิจารณาให้คำแนะนำทุกครั้งไป หลวงปู่สุวัจน์เองก็ได้ให้ความเมตตากับหลวงตาเป็นอย่างมาก โดยก่อนที่หลวงปู่สุวัจน์จะละสังขารไปในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ท่านได้บอกกล่าวกับคณะศิษยานุศิษย์ของท่านให้ทราบถึงภูมิธรรมของหลวงตาผนึก สิริมงฺคโล ไว้ว่า ‘ให้ดูแลหลวงตาแก่ ๆ รูปนี้ให้ดีนะ ถึงจะมีเงินมีทองมากมายขนาดไหน ก็หาซื้อไม่ได้สำหรับหลวงตาแก่ ๆ รูปนี้นะ’

ชาติภูมิ
หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล ท่านมีนามเดิมว่า ‘ผนึก โพยมแจ่ม’ เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ณ หมู่บ้านโชค หมู่ ๓ ตำบลเขวาสินรินทร์ (ปัจจุบัน คือ อำเภอเขวาสินรินทร์) อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โยมบิดาของท่านชื่อ ‘นายพุ่ม’ โยมมารดาชื่อ ‘นางเอี่ยม’ ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ และเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัว ในจำนวนพี่น้อง ๔ คน ดังนี้

คนที่ ๑ ชื่อ นางเป๊ะ (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว)
คนที่ ๒ ชื่อ นางโปม (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว)
คนที่ ๓ หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล
คนที่ ๔ ชื่อ นางปอม (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว)

มุ่งสู่เพศพรหมจรรย์ครั้งแรก
เมื่อถึงวัยอันควร ท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเขวา (หรือวัดโพธิ์รินวิเวก ในปัจจุบัน) จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ต่อมาเมื่อท่านมีอายุได้ ๑๙ ปี ท่านได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดโพธิ์รินวิเวก บ้านเขวาสินรินทร์ ตำบลเขวาสินรินทร์ (ปัจจุบัน คือ อำเภอเขวาสินรินทร์) อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นเวลา ๑ พรรษา จากนั้นจึงลาสิกขาออกมา ต่อมาเมื่ออายุครบ ๒๑ ปี ท่านได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุในมหานิกาย ณ พัทธสีมาเดิม ที่วัดโพธิ์รินวิเวก เมื่อบวชได้เป็นเวลา ๔ พรรษา ท่านจำเป็นต้องลาสิกขาออกมา เนื่องจากบิดามารดาต้องการให้ท่านซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวออกมาช่วยแบ่งเบาภาระในการทำนา ด้วยความกตัญญูรู้คุท่านจึงยอมทำตามความปรารถนาของบิดาและมารดา

ชีวิตการครองเรือน
ต่อมาเมื่อโยมบิดาและมารดาของท่นเห็นว่าท่านถึงวัยอันควรที่จะต้องมีคู่ครองแล้ว จึงได้จัดหาคู่ครองให้ท่านตามประเพณี ท่านได้แต่งงานใช้ชีวิตการครองเรือนกับคุณยายปิม (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน และมีบุตรธิดาด้วยกันรวมทั้งหมด ๕ คน โดยคนแรกเป็นหญิง (ถึงแก่กรรมตั้งแต่วัยเยาว์) ส่วนอีก ๔ คนนั้นเป็นชายทั้งสิ้นและยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับชีวิตในเพศฆราวาสของหลวงตานั้น ท่านดำเนินชีวิตแบบมักน้อย สันโดษ แม้จะต้องทำมาหากินแบบชาวบ้านทั่วไป ซึ่งมักหนีไม่พ้นการจับปลา ท่านก็ไม่เต็มใจกับการฆ่าสัตว์นัก แต่ท่านจำเป็นต้องทำเพื่อเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว หากวันไหนท่านจับปลาได้น้อย ท่านก็จะบอกว่า ’นี่ วันนี้ฉันบาปน้อย’ แต่อย่างไรก็ตามท่านมักหาโอกาสเข้าวัดทำบุญและปฏิบัติทำความเพียรควบคู่กันไปอยู่เสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุก ๆ วันพระ ท่านจะสั่งให้ลูก ๆ ของท่านอยู่เฝ้าบ้านเพื่อเลี้ยงควาย แล้วท่านก็จะหยุดทำนาเพื่อไปรักษาศีลบำเพ็ญภาวนาที่วัด ท่านปฏิบัติทำความเพียรมาเช่นนี้มามิได้ขาด ไม่ว่าจะเป็นช่วงออกพรรษาหรือเข้าพรรษาก็ตาม ท่านได้บอกกับลูก ๆ เสมอว่า

‘พ่อไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ต้องการแต่ว่าพอได้กินได้ใช้พอ ไม่ต้องการร่ำรวยอะไรหรอก ชาตินี้ขอปฏิบัติสร้างบารมีไปเรื่อย ๆ ขอให้มึงอยู่ที่บ้าน แล้วเลี้ยงควายเลี้ยงอะไรให้มันกินอิ่มหนำรำราญ ไม่ใช่วันพระแล้วก็ยังจะให้มันไปทำนาอีก กลัวมันจะเหนื่อย’

แม้กระทั่งในยามปกติที่ว่างเว้นจากการทำนาในช่วงกลางวัน ท่านมักใช้เวลาที่เหลือของท่านในการปฏิบัติความเพียรอยู่เสมอ บุตรชายคนโตของหลวงตาได้เล่าถึงเรื่องนี้ให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งในสมัยที่ตนยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ตนมักติดตามผู้เป็นพ่อไปนอนค้างคืนในทุ่งนาอยู่เสมอ มีอยู่คืนหนึ่งในช่วงฤดูหนาว ผู้เป็นพ่อได้ก่อไฟผิงเพื่อคลายความหนาวให้ตนได้นอนหลับสบาย พอตกกลางดึกตนบังเอิญตื่นขึ้นมา ก็เห็นผู้เป็นพ่อเดินจงกรมอยู่บนคันนากลับไปกลับมา ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาของเด็ก ตนจึงได้ถามผู้เป็นพ่อว่า ’พ่อทำอะไร ทำไมเอาแต่เดินไปเดินมา’ ท่านไม่พูดอะไรมากเพียงแต่ตอบสั้น ๆ ว่า ’ทำความสงบ’

ต่อมาเมื่อหลวงตาเห็นว่าลูก ๆ ของท่านโตกันหมดแล้ว ซึ่งบางคนก็มีครอบครัวไปแล้ว ท่านจึงได้ปรารภกับภรรยาว่าอยากจะขอบวชอีกครั้ง ผู้เป็นภรรยาจึงบอกว่า ให้ท่านอยู่ช่วยทำงานเพื่อใช้หนี้สินที่มีอยู่ของครอบครัวให้หมดเสียก่อน แล้วจะรับเป็นเจ้าภาพดูแลการบวชให้เอง แต่ต่อมาภายหลังภรรยาของท่านก็ได้ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน

แม้ว่าการจัดการงานศพของภรรยายังไม่เสร็จเรียบร้อยดี ภายในจิตใจของท่น ได้แต่คิดคำนึงถึงเรื่องการออกบวชอยู่ตลอดเวลา ท่านเห็นว่าตอนนี้เป็นโอกาสอันดีแล้วที่จะได้ออกบวชตามที่เคยตั้งใจไว้ แต่ก็ยังติดอยู่ที่ว่าท่นยังมีหนี้สินที่ยังค้างอยู่ ต่อมาเมื่อจัดการงานศพของผู้เป็นภรรยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลูก ๆ ของท่านจึงอาสาช่วยจัดการหนี้สินทั้งหมดให้

พระอัฐิธาตุ หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล

เข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง
หลังจากที่ลูก ๆ ของท่านได้ช่วยกันใช้หนี้ของครอบครัวจนหมดสิ้นแล้ว ท่านจึงได้เข้าสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง ในขณะที่ท่านมีอายุได้ ๖๐ ปี โดยอุปสมบทในธรรมยุตนิกาย ณ พัทธสีมา วัดบูรพาราม พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ เวลา ๑๓.๔๕ น. ได้รับฉายาว่า สิริมงฺคโล โดยมี

พระรัตนากรวิสุทธิ์ วัดบูรพาราม (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ต่อมาภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชวุฒาจารย์) เป็นพระอุปัชฌาย์

พระครูสถิตสารคุณ วัดบูรพาราม (หลวงพ่อเสถียร สถิโร ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระรัตนากรวิสุทธิ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระครูนันทปัญญาภรณ์ วัดบูรพาราม (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชวรคุณ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบัน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

โดยใน ๔ พรรษาแรก หลวงตาได้พักจำพรรษา ณ วัดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (สำหรับในพรรษาที่ ๕ เป็นต้นไปจนกระทั่งท่านมรณภาพ ท่านได้อยู่จำพรรษา ณ วัดป่าเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์เป็นส่วนใหญ่)

พรรษาแรก
หลังจากที่ได้อุปสมบทเรียบร้อยแล้ว ในปีนั้นท่านได้เดินทางกลับมาจำพรรษา ณ วัดหนองเวียน หมู่บ้านโชค ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในบริเวณบ้านเกิดของท่านเป็นเวลา ๑ พรรษา

พรรษาที่ ๒
ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้เดินทางไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อจำพรรษาและศึกษาธรรมะกับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ณ วัดถ้ำศรีแก้ว จังหวัดสกลนคร เป็นเวลา ๑ พรรษา

หลวงตาท่านเล่าว่าเมื่อครั้งที่อยู่จำพรรษาอยู่ ณ วัดถ้ำศรีแก้วนี้แม้ว่าหลวงตาจะเป็นพระผุ้นอยในขณะนั้น หลวงปู่สุวัจน์ไม่เคยถือเนื้อถือตัวกับท่านเลย แต่ยังกลับให้ความเป็นกันเองและอีกทั้งยังคอยดูแลช่วยเหลือเมตตาหลวงตาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ดังจะเป็นได้จากในเวลาฉันจังหันหลวงตาซึ่งเป็นพระผู้สูงวัยและมีรูปร่างผ่ายผอมนั่งอยู่ท้ายแถวเพระมีพรรษาน้อย เมื่อมีญาติโยมมาถวายนมหรือโอวัลติต หลวงปู่สุวัจน์จะให้โยมส่งลัดให้หลวงตาอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งในเวลาที่หลวงตากำลังกวาดตาด (กวาดลานวัด) จากบริเวณภายในตัววัดมาถึงบริเวณที่ติดกับถนนซึ่งนับได้ว่ามีระยะทางไกลพอสมควร หลวงปู่สุวัจน์ท่านก้ให้ความเมตตา คอยเดินให้กำลังใจหลวงตาตลอดทาง อีกทั้งยังพูดหยอกล้ออย่างเป็นกันเองว่า ’เอาสู้ ๆ หลวงตาสู้ ๆ’

พระอัฐิธาตุ หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล

พรรษาที่ ๓
ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ หลังจากออกพรรษาแล้ว ท่านกราบลาหลวงปู่สุวัจน์ เพื่อขอเดินทางกลับมายังจังหวัดสุรินทร์เพื่อจัดกรแบ่งทรัพย์สินมรดกของท่านให้แก่ลูก ๆ เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้จำพรรษา ณ วัดหนองเวียน จังหวัดสุรินทร์ อีกครั้งหนึ่ง

พรรษาที่ ๔
ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ภายหลังเมื่อถึงเวลาออกพรรษาแล้ว ท่านมีความตั้งใจที่จะเดินทางกลับไปอยู่จำพรรษา เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมกับหลวงปู่สุวัจน์ ณ วัดถ้ำศรีแก้ว จังหวัดสกลนคร อีกครั้ง ในการเดินทางครั้งนี้ท่านได้ออกเดินทางจากวัดหนองเวียน จังหวัดสุรินทร์ โดยมีหลวงตาดุน ซึ่งเป็นพระผู้สูงวัยเช่นเดียวกับท่าน แต่มีอายุพรรษามากกว่าเล็กน้อยร่วมเดินทางไปด้วย ท่านทั้งสองมีความตั้งใจที่จะเดินทางโดยไม่เร่งรีบ ในระหว่างทางจึงได้แวะพัก ณ บริเวณป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ไม่ไกลจากอำเภอเขวาสินรินท์ในปัจจุบันเท่าไรนัก

ซึ่งปัจจุบันป่าแห่งนั้น ก็คือ วัดป่าเขวาสินรินทร์ นี่เองพอมาอยู่ตรงนี้ ก็ได้ปรึกษากันว่า ถ้าปักกลดในป่าลึก หลวงตาดุน ท่านจะเดินบิณฑบาตไปไม่ถึงหมู่บ้าน จึงได้ออกมาปักกลดอยู่ชายป่าซึ่งเป็นบริเวณที่ดินของนายโชย-นางใบ ไกรพูน เพื่อให้สะดวกในการออกเดินบิณฑบาต พอเจ้าของที่ดินทราบข่าวว่ามีหลวงตา ๒ รูป มาปักกลดในที่ดินของตนก็ได้มานิมนต์ให้พักภาวนาอยู่ต่อไป เพราะว่าเจ้าของที่ดินเขาก็มีศรัทธาที่จะถวายที่ดินตรงนี้ให้สร้างเป็นวัดอยู่แล้ว พอท่านองค์หลวงตา ได้ไปกราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เมื่อท่านได้ทราบ หลวงปู่ดูลย์ ก็ได้เดินทางมาดูพื้นที่ที่โยมถวายด้วยตนเอง และหลวงปู่ดูลย์ท่านได้บอกกับหลวงตาผนึก ว่า

“ให้อยู่ตรงนี้แหละ อยู่ไปไม่ต้องคิดการก่อสร้าง ตั้งใจภาวนา สร้างจิตสร้างใจตัวเอง ให้เป็นธรรม ให้มีภูมิอรรถภูมิธรรม มีคุณธรรมประจำใจ ส่วนทางด้านวัตถุ สิ่งของ ปัจจัย ๔ นั้นจะมีศรัทธาญาติโยมมาสร้างให้เองไม่ต้องคิดก่อสร้างให้ลำบากเขามีเจ้าของหมดแล้ว”

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล ก็ได้อยู่จำพรรษาที่นี่ ตลอดมาจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย

ช่วงนิมิตเห็นวัดป่าเขวาสินรินทร์

ครั้งเมื่อจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองเวียน หลวงตาได้นิมิตเห็นศาลาวัดป่าเขวาสินรินทร์ เมื่อสร้างศาลาหลังแรกเสร็จท่านจึงได้พูดบอกข้าพเจ้าว่า

(๑) ศาลาหลังนี้มันเหมือนที่ในนิมิตเห็นทุกอย่าง เช่น เชือกราวตากผ้าสีแดง ศาลาหลังเล็กๆ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ในพรรษา หลวงตาได้อาพาธไม่สบายต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสุรินทร์ หลวงตามีอาการท้องเสีย ห้องน้ำก็อยู่ไกลกุฎี ท่านเดินเข้าเดินออกห้องน้ำหลายๆ รอบ ข้าพเจ้าได้ดูอยู่ห่างๆ เพราะเพิ่งบวชมาใหม่ยังไม่คุ้นเคยกับองค์หลวงตามากนัก ช่วงบ่ายวันนั้นเองมีฝนตกพรำๆ อยู่ตลอด เมื่อหลวงตามีอาการเพลียมาก ก็ยืนจับต้นไม้อยู่เพื่อพักเอาแรงเนื่องจากท้องเสียหนัก พอมีแรงแล้วจึงเดินไปเพื่อเข้ากุฎีอีก ส่วนข้าพเจ้า (พระใหม่ในตอนนั้น) จะเอาร่มไปให้ก็ไม่ก็กล้า ได้แต่มองด้วยสายตาไปมา…

พอหลวงตาหมดแรงแล้วก็นั่งอยู่บนโซฟาหน้ากุฎี ข้าพเจ้าเห็นท่านนั่งอยู่นานผิดสังเกตจึงเดินไปดูทั้งกล้าๆ กลัวๆ เห็นท่านหลวงตานั่งนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าก็เรียกดูท่านเงียบอยู่ ข้าพเจ้าเดินวนรอบกุฎีหนึ่งรอบ แล้วกลับมาเรียกท่านหลวงตาอีกครั้ง ก็ยังนั่งนิ่งเงียบอยู่เหมือนเดิม พอเดินรอบที่สามได้มาหยุดนั่งใกล้ๆ แล้วเรียกเบาๆ หลวงตาท่านก็ยังนิ่งอยู่เหมือนเคย องค์ท่านนั่งในถ้าขัดสมาธิอยู่ ตัวองค์ท่านเริ่มสั่นแล้วมีอาการแรงขึ้นเรื่อยๆ ข้าพเจ้าจึงเรียกด้วยเสียงดังขึ้น องค์ท่านจึงได้ลืมตาขึ้นมา ข้าพเจ้าจึงพยุงตัวองค์ท่านลุกขึ้นแล้วพาองค์ท่านเข้าในกุฎี ประคองตัวท่านให้นอนลง องค์ท่่านนอนกำหนดสติทำสมาธิไปด้วย

(๒) และเกิดนิมิตขึ้น ได้มีรถแสตนเลต สีขาวสวยงาม มีคนขับนั่งอยู่โดยไม่พูดไม่จาอะไร องค์ท่านได้พิจารณาในจิตรู้ได้ทันทีว่า รถคันนี้คือ ยานพาหนะ ที่จะพาดวงจิตวิญญาณ ขององค์ท่่านไปเกิดอีก องค์ท่านจึงพูดอยู่ในจิตว่า “เรารู้แล้วท่านจะมาพาเราไปเกิดอีก เราจะไม่ไปเกิดอีกแล้ว” ทั้งรถทั้งคนนั้นก็หายแวบไป ส่วนข้าพเจ้าก็ได้ออกจาก กุฏิมาเรียกพระอีกรูปหนึ่งให้ไปบอกโยม ให้มาช่วยดูท่านหลวงตาหน่อย ว่าองค์ท่านเป็นอะไรไป แล้วพอโยมมา พาองค์ท่านไปอยู่ที่ศาลา มีแคร่ไม้ไผ่ให้องค์ท่่านนอนพักอยู่บนนั้น พอมาพากันนั่งดูอยู่ เห็นองค์ท่านนอนนิ่งอยู่นานผิดสังเกต จึงเข้าไปจับตัวองค์ท่านดูองค์ท่่านไม่ขยับตัวเลย จึงได้กดหน้าท้ององค์ท่่านดูพบว่า หน้าท้องขององค์ท่าน แข็งเหมือนกะลามะพร้าว จึงพากันนำตัวองค์ท่่านเข้าโรงพยาบาลสุรินทร์ เมื่อหมอตรวจเช็คดู ก็พบว่าลำไส้อักเสบ จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดลำไส้ที่เสียออก เมื่อหมอทำการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาการป่วยขององค์ท่านก็ไม่ดีขึ้น หมอก็ได้เรียกลูกๆ ขององค์ท่านมาปรึกษาว่า จะขอผ่าตัดรักษาองค์ท่่านอีกครั้ง พอองค์ท่านได้ยินว่าจะผ่าตัดอีกครั้ง องค์ท่านจึงบอกกับลูกๆ ว่าให้เอาตัวองค์ท่านไปตายที่วัดดีกว่า

ลูกๆ จึงขออนุญาตหมอนำองค์ท่านกลับวัดป่าเขวาสินรินทร์ มานอนพักอยู่ที่ศาลาวัด ฉันอาหารอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้ำก็ฉันไม่ได้ทำให้องค์ท่่านคอแห้ง พูดเสียงไม่ออกต้องเอาหูแนบใกล้ปากท่านพอฟังได้ความ ขณะนั้นโยมได้ไปนิมนต์ท่่านพระอาจารย์สุพร (พระครูภาวนาปัญญาภรณ์) มาแสดงธรรมให้ฟังหนึ่งกัณฑ์ เมื่อแสดงธรรมจบ ท่านพระอาจารย์สุพร ได้ถามองค์หลวงตาว่าท่านอยากฉันอะไรบ้าง องค์ท่านก็บอกว่าอยากฉันโค้ก ท่านพระอาจารย์สุพร จึงได้หันมาบอกกับญาติโยมว่าท่านอยากฉันโค้ก ญาติโยมได้ฟังต่างก็ตกใจเพราะหมอสั่งห้ามไว้ว่าห้ามฉันน้ำอัดลมทุกชนิด พระอาจารย์สพร ก็แย้งไปว่าจะให้ท่านอดตาย หรือว่าให้ท่านหายอยากแล้วค่อยตาย พอท่านพระอาจารย์สุพร ให้โยมเอาโค้กมาแล้วเทใส่แก้วเอาเกลือใส่ไปด้วยแล้วให้องค์หลวงตาฉันโดยการใช้หลอดดูดหมดแก้ว แล้วถามองค์ท่านว่าเอาอีกไหม หลวงตาบอกว่าเอาอีกท่านพูดพอได้ยินเสียงบ้าง ท่านพระอาจารย์สุุพร จึงเทครึ่งขวดที่เหลือลงแก้วใส่เกลือเช่นเดิมให้องค์ท่่านฉันจนหมด หลังจากนั้นท่านพระอาจารย์สุพร ได้บอกโยมให้ซื้อโค้กไว้เป็นลัง ท่านก็นิมนต์กลับวัดป่าประสาทจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

หลังจากท่านพระอาจารย์สพร กลับวัดได้หนึ่งอาทิตย์ ต่่อมาได้มีญาติโยมไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์สุุพร ท่านได้ถามโยมถึงอาการป่วยขององค์หลวงตาว่าท่านเดินได้หรือยัง โยมตอบท่านพระอาจารย์สุพร ว่ายังครับ องค์หลวงตาพูดได้แต่แผลที่ผ่าตัดเกิดติดเชื้อมีหนองอย่างมาก แต่แรกลูกคนที่ดูแลหลวงตาเกิดการท้อใจจึงงดให้ยากับหลวงตา แต่เมื่อมีหนองมากขึ้นจึงทำความสะอาดแผลให้ใหม่ให้ฉันยาแก้อักเสบเหมือนเดิมแผลที่อักเสบนั้นค่อยๆ หายจนปกติ และองค์หลวงตาก็ลุกขึ้นนั่งได้และเดินได้ตามลำดับพอออกพรรษาเดินได้แข็งแรง

ท่านองค์หลวงตาก็คิดถึงพระครูบาอาจารย์ไม่เคยมาเยี่ยม ตอนตัวเองป่วยไม่สบาย แต่องค์หลวงตากลับคิดถึง องค์หลวงตาไปเยี่ยม ทุกๆ รูปที่คิดถึง โดยทิ้งให้พระบวชใหม่เพียงพรรษาเดียวเฝ้าวัดอยู่ท่านองค์หลวงตาเป็นพระที่ไม่ถือตัวไม่มีทิฐิมานะถือตัวถือตนอะไรกับใคร

(๓) นิมิตเห็นในกลางหน้าอก ว่ามีดวงแก้วคล้ายตะเกียงเปาะดูด้านหนึ่งดังดวงแก้วสุกใส แต่อีกด้านหนึ่งยังเป็นเงาสลัวๆ องค์ท่่านพิจารณาแล้วเห็นว่า จิตใจยังไม่บริสุทธ์เต็มที่ จึงได้เร่งปฏิบัติอย่างไม่ลดละ

(๔) นิมิตเห็นว่ามีตอไม้ผุดขึ้นมามีสีเหลืองคล้ายสีจีวรเมื่อเพ่งดูไป มันหมุนแล้วละลายไปต่อหน้า เมื่อพิจารณาแล้วรู้ได้ว่าไม่มีเชื้ออะไรเกิดอีกต่อไปแล้ว

(๕) นิมิตเห็นคนถากไม้ แต่ไม้ที่ถากอยู่เป็นแก่นไม่มีกระพี้ จิตของท่านผุดคิดขึ้นมาว่าไม้ท่อนนี้จะเอาไปทำอะไรก็ได้ เอาไปสร้างบ้านสร้างเรือนก็ได้ทั้งนั้น แต่คนที่กำลังถากไม้อยู่นั้นพูดขึ้นว่า “จะทำไหมนาแปลงนี้ถ้าทำจะได้ข้าวปีละ ๒๐ เกวียน (ข้าพเจ้าผู้เขียนตรึกถึงอายุสังขารของท่านจะอยู่ได้อีกประมาณ ๒๐ ปี) ตอนไปเยี่ยมหลวงตาคืน ปสนฺโน ที่วัดหน้าเรือนจำ ได้โอกาสเข้านมัสการท่าน กราบ…แล้วพูดว่าผมมาขอปฏิบัติด้วย…ขอให้ดูผมให้เต็มที่เพราะผมมีกิเลสมาก แล้วกลับมายังที่พัก เมื่อปวารณาตนเช่นนั้น หลวงตาก็ไม่กล้าพักจำวัดได้ไปเดินจงกรมอยู่นาน หลวงตามีอาการแน่นหน้าท้องคล้ายจะตายให้ได้ ท่านจึงเดินเข้าไปในกลดแล้วนอนตะแคงขวาดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา พอจิตสลัดออกจากร่างทันที จิตเห็นร่างอยู่ส่วนร่าง วิญญาณอยู่ส่วนวิญญาณ จิตอยู่ส่วนจิต จิตนี้ไม่มีตัวไม่มีตน จิตคิดว่านี่เราตายแล้วหรือว่าเรามาตายโดยไม่มีใครรู้เห็น น่าสังเวชยิ่งนัก จิตร้องไห้อยู่คนเดียวพอได้สติ จิตคิดว่า อ้อ คนตายเป็นอย่างนี้นี่เอง จิตจึงหยุดร้องไห้จิตถอนออกมา จึงรู้ได้ว่าคนตายเป็นอย่างนี้แหละหนอ จึงได้เล่าให้หลวงตาคืนฟัง และรอเวลาจะเรียนให้หลวงปู่สุวัจน์ ทราบเมื่อหลวงปู่กลับมาจากเมืองนอก หลวงตาได้เข้าไปกราบเรียนท่านหลวงปู่สุวัจน์ ให้ทราบความตามที่ตนได้ประสพพบเห็น หลวงปู่สุวัจน์ บอกหลวงตาว่าถูกทางแล้วปฏิบัติต่อไป…

(๖) หลวงตาเร่งปฏิบัติอย่างเต็มที่ไม่นานนักก็เกิดนิมิตขึ้นอีก ท่านเห็นตนเองผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ตัวท่านดำเหมือนตอตะโก จิตคิดพิจารณาได้ว่าตัวเองพึ่งพ้นจากนรก จิตตกนรกไม่ใช่กายตกนรก “เราปิดทางนรกได้แล้ว เราจะไม่ตกนรกอีกแล้ว” ท่านพูดอย่างนี้

ครั้งต่อมาท่านองค์หลวงตาได้มีโอกาสขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ที่วัดภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร หลวงปู่หล้าได้เล่าภูมิธรรมชั้นโสดาบัน ให้หลวงตาฟังแล้วกำชับกับญาติโยม ที่ตามไปด้วยว่า “อย่าไปถามเลขถามหวยกับท่านนะ ท่านไม่รู้อะไรหรอก”

(๗) นิมิตเห็นพระพุทธรูป ๒ องค์ และมีเสียงดังบอกมาว่ายังมาไม่ครบขาดอีก ๑ องค์…หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น

เมื่อสมัยตอนหลวงตายังเป็นฆราวาส เป็นธรรมดาเองที่จะต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง การดำเนินชีวิตแบบบ้านนอกคอกนา มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงตาได้ทำอาวุธชนิดหนึ่งสำหรับการล่าสัตว์ อาวุธชนิดนั้นคือหน้าไม้ซึ่งเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพมาก มีความเร็วสูงชนิดหนึ่ง เมื่อหลวงตาทำเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องมีการเอาไปทดลองความแม่นยำ และได้ทำลูกดอกเพียงดอกเดียว แล้วเดินทางไปที่ทุ่งนาตรงไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง สายตาเหลือบไปเห็นนกเอี้ยงตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่อยู่โพล่แต่หัวมาให้เห็น จึงยกหน้าไม้ขึ้นใส่ลูกดอกแล้วเล็งไปที่หัวนกตัวนั้นแล้วเหนี่ยวไกทันที อนิจจาแม่นเหมือนจับวางไม่มีผิด หลวงตาเกิดความดีใจมากในตอนนั้น อำนาจความดีใจนี้เองทำให้มีการจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันขึ้น

ครั้นแล้วเมื่อหลวงตามาบวช กฎกรรมอันนั้นก็ตามสนององค์ท่าน เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๕ หลวงตามีอาการปวดศีรษะต้องนำส่งโรงพยาบาล ฉันอะไรไม่ได้ ฉันไปสักพักหนึ่งก็มีอาการอาเจียนออกมาหมด เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ฉันอาหารและน้ำเข้าไป ตอนแรกๆ หมอยังหาสาเหตุไม่พบ หลวงตาต้องทนทุกขเวทนาพอสมควร ภายหลังหมอได้พาหลวงตาไปทำการเอ็กซเรย์สมอง จึงได้พบเห็นว่ามีเลือดขังอยู่ในสมอง แต่อยู่ในรอบนอกสมองซีกซ้ายด้านหน้ากดทับสมองอยู่ทำให้สมองไม่สั่งงาน หมอจึงทำการรักษาด้วยการเจาะกะโหลกเพื่อที่จะเอาเลือดที่ขังอยู่ออก แล้วหมอก็ใส่สายยางให้เลือดที่เหลือไหลออกมา จุดนี้เองซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่หลวงตาเคยยิงนกเอี้ยงตัวนั้น สายยางที่ติดอยู่บนหัวของหลวงตา อยู่ไม่ต่างอะไรกับลูกดอกที่ปักหัวนกเอี้ยงตัวนั้นเลย

ทุกครั้งที่หลวงตาเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์จึังจบลงองค์ท่าน ก็จะหัวเราะ…ฮึ…ฮึ…เบาๆ…นี่แหล่ะท่านทั้งหลายกรรมที่กระทำแล้วบางครั้งก็คิดว่าเป็นกรรมที่เล็กน้อยคิดว่าไม่เป็นอะไร…แต่หาใช่เป็นไปตามอย่างที่เราคิดไม่ มันอยู่ที่การเจตนาที่ทำลงไปต่างหาก กรรมจะหนักหรือเบาอยู่ที่เจตนานะท่านทั้งหลาย…

คติธรรมของหลวงตา

องค์หลวงตามักจะพูดธรรมะสั้นๆ ว่า
“ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง”
“ทำจิตทำใจให้เกิดศีล”
“ทำจิตทำใจให้เกิดสมาธิ”
“ทำจิตใจให้เกิดปัญญา”

“จงมอบกายถวายชีวิตให้แก่…พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียสละให้หมด…พุทธะ คือผู้รู้…ผู้ตื่น…ผู้เบิกบาน…ผู้สว่างไสว…สวรรค์อยู่ในอก…นรกอยู่ในใจ…นิพพานอยู่ที่ไหน…ก็อยู่ในใจนี่เอง…ทำใจให้หมดความอยาก…สั่งสมบุญให้เกิดให้มี สร้างบารมีไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เกิดมาเป็นคนแล้วจะเกิดแต่เป็นคนอยู่อย่างนั้นไม่ใช่…เดียวจะขาดทุนไม่มีกำไร…ตกนรกซ้ำอีกนะไม่ใช่ของดีนะ…เดียวตกนรกนะ…แล้วก็ยกหัวแม่มือชี้ไปยังผู้นั่งฟังแล้ว…หัวเราะ…กำชับแล้วกำชับอีกจนกว่าผู้ฟังจะกลับไป…”

“ทำจิตทำใจ ให้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจ ไปที่ไหนอยู่ที่ไหนให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดเวลานะ ไม่มีอะไรแจกหรอกมีเท่านี้แหละ…”

หลวงตาแนะนำคณะญาติโยม ที่มาทำบุญและผู้ไปมาคารวะองค์หลวงตา ท่านจะให้ธรรมะเป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอว่า “จงทำจิตใจของตัวเองให้มีศีล ให้รู้จักศีลของตัวเอง ให้มอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ประทับที่จิตใจ ให้ใจมีคุณธรรม”

หลวงตาท่านสอนและให้ธรรมะปฏิบัติแก่พระ-เณร ที่มากราบคารวะท่านว่า “บวชมาแล้วให้ตั้งจิตตั้งใจประพฤติตนให้ดี ตรวจดูศีลของตน รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ชีวิตนี้เกิดมาแล้วมีแต่ความทุกข์ ให้ภาวนาให้เกิดแสงสว่างในใจ”

ปฏิปทาของหลวงตา

ท่านเป็นพระผู้มีจริยาวัตรอันงดงามเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาในการสงเคราะห์ศรัทธาญาติโยมผู้มากราบนมัสการท่านมีอยู่มิได้ขาด ท่านมีรอยยิ้มอันเบิกบานเป็นที่ประทับใจของผู้มาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระที่มีความกตัญญูและเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ยิ่งชีวิต มีปฏิปทาที่เรียบง่าย มีจิตใจเมตตากรุณาต่อผู้ที่มาขอความอนุเคราะห์จากองค์ท่าน ไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าใครก็ตามเข้าหาท่านได้ทุกเวลา ไม่มีวิธีรีตองให้มาก

หลวงตาเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย ไม่เคยฝ่าฝืนคำแนะนำจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ เช่น เมื่อหลวงปู่ดูลย์บอกให้อยู่ตรงนี้อยู่ที่นี่แหละ แล้วท่านหลวงตาก็อยู่ เมื่อบอกให้ภาวนา ท่านก็ภาวนา บอกท่านไม่ให้ก่อสร้าง ท่านก็ไม่ก่อสร้าง ดังนั้น ตลอดชีวิตของท่านจึงได้มีครูบาอาจารย์และพระเถรานุเถระต่างๆ เมตตาแนะนำการปฏิบัติภาวนา รวมทั้งให้ความอนุเคราะห์องค์ท่านอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด อาทิเช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (พระราชวุฒาจารย์) วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์, หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ (พระโพธิธรรมมาจารย์) วัดป่าเขาน้อย จังหวัดบุรีรัมย์, ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปัณฑิโต) วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์, พระอาจารย์สุพร อาจารธมฺโม (พระครูภาวนาปัญญาภรณ์) วัดป่าปราสาทจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น

โดยเฉพาะหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ นั้นถือได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์องค์สำคัญองค์หนึ่งของท่าน หลวงตาได้ยกย่องและให้ความเคารพรักหลวงปู่สุวัจน์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของข้ออรรถข้อธรรมทั้งหลาย หลวงตาต้องกราบขอความเมตตาให้หลวงปู่สุวัจน์พิจารณาให้คำแนะนำทุกครั้งไป หลวงปู่สุวัจน์เองก็ได้ให้ความเมตตากับหลวงตาเป็นอย่างมาก โดยก่อนที่หลวงปู่สุวัจน์จะละสังขารไปในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ท่านได้บอกกล่าวกับคณะศิษยานุศิษย์ของท่านให้ทราบถึงภูมิธรรมของหลวงตาผนึก สิริมงฺคโล ไว้ว่า “ให้ดูแลหลวงตาแก่ๆ รูปนี้ให้ดี ถึงจะมีเงินทองมากมายขนาดไหน ก็หาซื้อไม่ได้สำหรับหลวงตาแก่ๆ รูปนี้นะ”

ทางด้านลูกศิษย์ได้ให้ความเคารพและดูแลอุปัฏฐากเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

หลวงตาผนึก สิริมงฺคโล ได้เมตตามาโปรดญาติโยม
ในวันเปิดสวนสันติธรรม จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙

วาระสุดท้าย

หลวงตาอาพาธหนัก เข้าพักรักษาตัวครั้งสุดท้ายวันพฤหัสบดีที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ เวลาช่วงเย็น ณ โรงพยาบาลสุรินทร์ อาคาร ๑๒ ชั้น ๒ ห้องพิเศษ วี.ไอ.พี. ศิษยานุศิษย์ได้เข้าเยี่ยมอาการป่วยของหลวงตาเป็นระยะ อาการอาพาธหลวงตาไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงและทรุดลง หลวงตาหายใจเองลำบากมาก พอถึงเวลาเที่ยงคืนวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑ อาการหลวงตาทรุดหนัก หมอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจให้หลวงตาและย้ายหลวงตาเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. เวลาบ่ายโมง ของวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ ซึ่งตรงกับวันโกน ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ก่อนวันออกพรรษา ๑ วัน หลังจากคณะแพทย์ได้นิมนต์หลวงตา ไปที่ห้อง ไอ.ซี.ยู. หลวงตาต้องอยู่กับเครื่องช่วยหายใจตลอด มีบางช่วงหมอได้เอาเครื่องช่วยหายใจออกเพื่อให้หลวงตา ลองหายใจเองอาการก็ทรงตัวอยู่ระยะหนึ่ง ช่วงวันที่ ๗ และ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ หมอถวายการรักษาตรวจดูอาการ และปรึกษากันว่าต้องฟอกไตให้หลวงตา และสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พอทำการฟอกไตครั้งที่ ๓ ในวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. พอคณะแพทย์ฟอกไตเสร็จ อาการป่วยของหลวงตาไม่ดีขึ้น จนถึงวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ หลังจากองค์หลวงตาต้องรักษาอาการอาพาธอยู่ในห้อง ไอ.ซี.ยู. เป็นเวลาเกือบ ๑ เดือนเต็ม

ในช่วงกลางวันของวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ พระผู้อุปัฏฐากในช่วงกลางวันได้สังเกตเห็นว่าผิวพรรณขององค์หลวงตา เปล่งปลั่งกว่าทุกวัน แต่ค่าออกซิเจนในร่างกายของหลวงตาลดลงมาก พอตกถึงกลางคืนอาการของหลวงตาเริ่มมีการถ่ายท้องผิดปกติถึง ๔ ครั้งติดต่อกัน ซึ่งข้าพเจ้าเฝ้าดูอาการหลวงตาอย่างใกล้ชิด พอถึงวันพุธที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ หลังจากคณะแพทย์ตรวจอาการหลวงตา ระบบเต้นของหัวใจต่ำลงกว่าปกติ คณะแพทย์ต้องให้ยากระตุ้นหัวใจเพื่อช่วยประคองอาการของหลวงตา เพื่อที่จะนิมนต์หลวงตามาที่วัดป่าเขวาสินรินทร์ เพื่อที่จะให้องค์ท่านละสังขารที่วัดของท่าน
ในช่วงนี้เองได้มีศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย และพระเถรานุเถระ มาเข้าเฝ้าดูอาการครั้งสุดท้ายของหลวงตาไม่ขาดระยะ โดยเฉพาะท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปัณฑิโต เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์) ได้มาเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. และได้นำคณะสงฆ์สวดบทโพชฌงค์ให้หลวงตาฟัง (๓ จบ) หลังจากนั้นก็ได้แสดงธรรมเทศนาให้ฟังอีก เนื้อหาของการแสดงธรรมเทศนาให้ตั้งสติมีลำดับการเข้าออกของจิต ตามแนวทางของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล สมควรแก่เวลาแล้ว ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ ก็ลากลับ หลวงตามีอาการสงบนิ่งลมหายใจเริ่มลดลงเบาลงเรื่อยๆ ส่วนท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ เดินทางกลับไปถึงวัดบูรพาราม ทางด้านหลวงตาผนึก สิริมงฺคโล ก็ได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ ณ วัดป่าเขวาสินรินทร์ ในเวลา ๑๘.๔๐ น. ของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ตรงกับวันพุธที่ ๒ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑ รวมสิริอายุได้ ๙๐ ปี เดือน ๑๖ วัน ๓๒ พรรษา

หลวงตาได้จากไปต่อหน้าศิษยานุศิษย์ทั้งหลายที่เฝ้าดูอาการ

ขอขอบคุณคณะแพทย์ได้ทำการรักษาอาพาธองค์หลวงตา
พ.อ.นพ.ธงชัย ตรีวิบูลย์วนิชย์
คณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลสุรินทร์
คณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลบุรีรัมย์
คณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รวมทั้งโรงทานและญาติโยมที่เกี่ยวข้อง

สำหรับหลวงตาผนึก สิริมงฺคโล นั้น ท่านเป็นพระผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น
พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ได้บังเกิดขึ้นมาแล้วในโลก
พระผู้อยู่เพื่อสงเคราะห์สรรพสัตว์ด้วยความเมตตาไม่มีประมาณ
พระผู้ได้ล่วงลับดับขันธ์สู่พระนิพพานไปแล้วในที่สุด

วัดป่าเขวาสินรินทร์ จ. สุรินทร์
ค่าพิกัดภูมิศาสตร์
เขตแผนที่ (Zone) 48 P พิกัด-x = 349114 เมตรตะวันออก พิกัด-y = 1659274 เมตรเหนือ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 3,489 times, 24 visits today)

Comments are closed.