Dhammada.net



« | »

เกร็ดธรรมคุณสันตินันท์ : นักภาวนากับชีวิตคู่และครอบครัว


นักภาวนากับชีวิตคู่และครอบครัว

 นานมาแล้วสมัยที่ผมเริ่มปฏิบัติใหม่ๆ จิตมันเกิดศรัทธารุนแรงล้ำหน้าปัญญา
เกิดความอยากจะบวชเป็นกำลัง แต่ดูแล้วไม่มีความพร้อมสักอย่าง
ก็เลยหักห้ามใจ คิดว่าต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์เสียก่อน
เคยไปปรารภเรื่องนี้กับหลวงพ่อพุธ ท่านก็ว่า
“คิดถูกแล้ว คนที่ทิ้งครอบครัวมาบวชนั้น หลวงพ่อไม่บวชให้หรอก
เพราะหลวงพ่อไม่ชอบให้ใครบ้านแตก หรือทำให้เด็กๆ มีปัญหา
ถ้าเป็นฆราวาส ทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ดี
คิดหรือว่าเป็นพระแล้วจะทำหน้าที่ของตนให้ดีได้”

ต่อมาเมื่อปฏิบัติธรรม เจริญสติสัมปชัญญะ เจริญสติปัฏฐานอย่างต่อเนื่อง
จึงเข้าใจความจริงว่า ธรรมะ ไม่ได้อยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่กับเพศบรรพชิต
แต่อยู่กับกายและใจของเรานี่เอง
หากมีสติ รู้ทันกาย รู้ทันใจ ของตน นี่ก็คือการปฏิบัติธรรมแล้ว
ส่วนการทำความสงบเพื่อเพิ่มกำลังจิตเป็นระยะๆ ก็ไม่ได้กินเวลามากนัก
ทำตอนนั่งรถเมล์ก็ได้ ตอนก่อนนอนก็ได้
จนในที่สุด เมื่อตาเห็นรูปก็สักว่ารู้ แค่นี้ก็ปฏิบัติธรรมแล้ว
เวลาทำงานใช้ความคิด จิตจดจ่อกับงาน ก็คือการทำสมถะระดับต้นๆ
ถ้าทำงานแล้วเกิดเบื่อ เกิดเครียด ก็รู้ทันจิตใจตนเอง นี่ก็เดินวิปัสสนาแล้ว

ไหนๆ ก็พูดกันเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมแล้ว
ถ้าละเว้นการกล่าวถึงนักปฏิบัติกับสังคมครอบครัว กระทู้นี้ก็ไม่สมบูรณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่คาใจพวกเราหลายคน แต่ลำบากที่จะถามและตอบกัน
นั่นคือเรื่องการปฏิบัติธรรมกับการมีเพศสัมพันธ์

(โปรดทำความเข้าใจว่า ในขณะนั้นคุณสันตินันท์ยังอยู่ในเพศฆราวาสและเขียนเพื่อแนะนำนักภาวนาที่มีครอบครัวแล้ว)

เรามักได้ยินกันว่า ผู้หญิงบางคนเข้าวัดแล้ว ไม่ยอมให้สามียุ่งเกี่ยวด้วย
หรือสามีเข้าวัดแล้ว ปล่อยให้ภรรยาว้าเหว่
เรื่องนี้ขอเรียนว่า เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
เพราะอาจเกิดปัญหาบ้านแตกถ้าจัดการไม่ดี
ผมเห็นว่ามีหลายปัจจัยที่เราต้องใช้ประกอบการพิจารณาจุดที่เหมาะสมกับเรา

ประการแรก การมีเพศสัมพันธ์ ทำให้จิตเศร้าหมองได้จริง
ซึ่งเรื่องนี้แหละที่นักปฏิบัติกลัวกันนัก

ประการที่ 2 แม้ไม่มีเพศสัมพันธ์ เมื่อเกิดความต้องการทางเพศ
อันเป็นไปตามภูมิจิตภูมิธรรมของปุถุชน
จิตก็เศร้าหมองเช่นกัน คือเศร้าหมองเพราะราคะ
เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็เศร้าหมองเพราะโทสะที่เกิดได้ง่าย
แต่เรื่องนี้นักปฏิบัติมักจะมองข้ามไป

ประการที่ 3 การมีความไม่เข้าใจในครอบครัว
ก็เป็นปัญหาทำจิตให้เศร้าหมองได้เช่นกัน
และเป็นปัญหาใหญ่มากที่ขัดขวางการปฏิบัติธรรม
เรื่องนี้นักปฏิบัติบางคนมองข้ามไป

รวมความแล้วในเรื่องเพศนั้น ผู้ปฏิบัติเหมือนอยู่ระหว่างเขาควาย
ขยับซ้ายก็มีปัญหา ขยับขวาก็มีปัญหา

ประการที่ 4 เราเป็นฆราวาส การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ผิดศีลธรรม เป็นสิ่งที่กระทำได้
และเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลคู่ครองของตน

ประการที่ 5 การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การยอมตามกิเลสให้มันจูงจมูกไป
และไม่ใช่การกดข่มกิเลสไว้
แต่หมายถึงการที่เรารู้เท่าทันจิตใจตนเองให้มากที่สุด
เมื่อจิตเศร้าหมองก็รู้ว่าเศร้าหมอง
เมื่อจิตผ่องใสก็รู้ว่าจิตผ่องใส

สรุปแล้ว สิ่งที่ไม่ผิดศีลธรรม มีหน้าที่อย่างใดก็ทำไปเถอะครับ
แต่เคล็ดลับสำคัญอยู่ตรงย่อหน้าสุดท้ายที่ผมตอบไว้
คือถ้าเราสามารถพัฒนาคู่ของเรา ให้ปฏิบัติธรรมตามกันไปได้
ยิ่งจิตละเอียด ประณีตเท่าไร ปัญหาเรื่องนี้ก็จะลดความสำคัญลงไปตามลำดับ
ถึงจุดหนึ่ง ทั้งคู่จะรู้สึกแต่เพียงว่า การได้อยู่ดูแลกันเฉยๆ นั้น
สบายใจดีเหลือเกิน
การก้าวพ้นความสัมพันธ์ทางเพศ เป็นความสมัครใจ
และเป็นความผาสุกที่ประจักษ์ชัดร่วมกัน
สังคมครอบครัวมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขครับ
เพราะพ้นจากการตามใจกิเลส และพ้นจากการกดข่มกิเลส

โดย คุณ สันตินันท์ (นามปากกาของหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนบวช)

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2542 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 1,332 times, 4 visits today)

Categories: ข้อคิด, ข้อธรรม, สันตินันท์

« | »




เรื่องล่าสุด


หน้า