Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การปฏิบัติมี ๒ ขั้น คือ รู้ด้วยสติ กับ รู้ด้วยสติปัญญา


mp 3 (for download) : การปฏิบัติมี ๒ ขั้น คือ รู้ด้วยสติ กับ รู้ด้วยสติปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การปฏิบัตินั้นมันจะมี ๒ ขั้นนะ เมื่อเรารู้ตัวได้แล้วนะ มันมีขั้นแรก มันรู้ด้วยสติ ขั้นที่สอง รู้ด้วยสติปัญญา

ตัวปัญญาเนี่ยคือตัวความเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา งั้นตรงที่วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นเนี่ย ต้องเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานะ เห็นกายเห็นใจนี้

งั้นอย่างสมมติว่า ความสุขเกิดขึ้นในใจ เรารู้ว่ามีความสุขเกิดขึ้น ถ้ารู้อยู่แค่นี้แล้วก็ลืมไปนะ ไปดูอันอื่น อย่างนี้เรียกว่ามีสติเฉยๆ ตรงที่รู้ทันว่ามีความโกรธเกิดขึ้น หรือมีความสุขเกิดขึ้น แต่ถ้าจะทำวิปัสสนานะ พออย่างความสุขเกิดขึ้น เราก็รู้ รู้แล้วอย่าหลงลืมไปที่อื่นซะ รู้ก็รู้สบายๆ จิตใจเรารู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ความสุขเกิดขึ้นเราจะเห็น ว่าความสุขกับจิตใจเป็นคนละอันกัน พอเห็นความสุขกับจิตใจเป็นคนละอันกัน เราจะเห็นเลย ความสุขค่อยๆ fade ไป ค่อยๆสลายตัวไป กลายเป็นอุเบกขา ความสุขหายไปแล้ว เออนี่ ความสุขเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วหายไปนะ ความสุขไม่เที่ยง นี่แหล่ะเรียกว่าปัญญา

แต่ไม่ใช่คิดเอานะ ถ้าดูซ้ำๆไปเรื่อย แล้วถึงวันนึงจิตมันจะปิ๊งขึ้นมาเอง ว่าโอ้ ทุกอย่างนี้มันไม่เที่ยง ความโกรธนี้มันไม่เที่ยง ความโลภมันไม่เที่ยง ความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ความหดหู่ไม่เที่ยง ความสุขไม่เที่ยง ความทุกข์ไม่เที่ยง

หรือดูไปเรื่อยไปเห็นเลย ว่าความสุขความทุกข์เราก็สั่งไม่ได้ สั่งให้จิตสุขก็สั่งไม่ได้นะ ห้ามจิตทุกข์ก็ห้ามไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเดินปัญญา คือเห็นความจริงเห็นว่าเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้

เนี่ยในขั้นเดินปัญญานี้ ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของกายของใจ ของรูปของนาม ถ้าลำพังเห็นรูปเห็นนามอยู่เฉยๆ เช่น เห็นความโกรธเกิดขึ้น แล้วก็ไม่ได้ดูหรอก ว่ามันเกิดได้ดับได้ มันมีเหตุมันเกิด หมดเหตุมันดับ บังคับไม่ได้ ไม่ได้เห็นอย่างนี้นะ

เห็นแค่ว่าความโกรธเกิดขึ้น แล้วก็เลิกเลย ไม่สนใจมัน อย่างใครเคยมั้ย เวลาโกรธใครซักคนนะ เห็นความโกรธเกิดแว้บนึง แล้วก็เลิกดูนะ ไปดูคนที่ทำให้โกรธต่อแล้ว เห็นมั้ย อย่างนี้ไม่เป็นวิปัสสนานะ มีสติในขณะที่เห็นความโกรธเกิด แล้วก็ขาดสติต่อเลย อย่างนี้ใช้ไม่ได้

ถ้ามีสติแล้วมีใจเป็นคนดู มันจะเห็น ว่าความโกรธมันอยู่ต่างหาก จิตเป็นคนดูอยู่ต่างหาก นี่ แยกกัน แล้วก็ความโกรธเนี่ย มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หรือเห็นว่าความโกรธเกิดได้ ก็ดับได้ เป็นไปเอง ไม่ต้องไปดับมัน มันดับของมันเอง อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าวิปัสสนานะ คือเข้าใจความเป็นไตรลักษณ์ ของรูปธรรมนามธรรม

งั้นสติเป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่ะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๗
Track: ๑๑
File: 550929
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

(Visited 217 times, 1 visits today)

Comments are closed.