หมวดหมู่

อ.สุรวัฒน์ ไขปัญหาดูจิต: ต่อยอดสมาธิ

ต่อยอดสมาธิ

พอมีสมาธิแล้ว จิตตั้งมั่นแล้ว ก็ให้มาหัดดูรูป ดูนาม
ให้เห็นรูปนาม เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน หัดดูแบบนี้ไปเลยครับ
จิตจะได้เจริญปัญญาพ้นทุกข์ต่อไป
และถ้าเกิดเห็นพระ เห็นเทวดา เห็นแสงจ้าๆ ก็ไม่ต้องใส่ใจ
ให้เพียงแค่รู้ไป แล้วก็หัดดูว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นก็ไม่เที่ยง เกิดแล้วย่อมดับไปครับ

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

อ.สุรวัฒน์ ไขปัญหาดูจิต: ดูเวทนากับการดูจิต

ดูเวทนากับการดูจิต

การจะดูเวทนาให้เห็นไตรลักษณ์ ต้องมีจิตแยกออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดู
ซึ่งถ้าดูได้แบบนี้ ก็สามารถนั่งดูเวทนาได้ครับ
แต่ถ้าพอเกิดเวทนาแล้ว จิตไหลไปแช่เวทนา
แม้จิตจะแช่เวทนาไปจนเวทนาดับ
จะเป็นการทำสมถะอยู่ แต่จะไม่เห็นไตรลักษณ์

หรือถ้าไม่ถนัดจะดูเวทนา แต่จะทำวิปัสสนาด้วยการดูจิตบ้างเวทนาบ้าง
ก็สามารถทำได้ด้วยการ รู้เวทนาบ้าง แล้วมาดูจิตที่ดิ้นรน ที่ไม่ชอบ
(เหมือนกับที่ถามในข้อ ๓ นั่นเองครับ)

และพอเริ่มทนต่อเวทนาไม่ไหว ก็ให้มีสติรู้กายที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนท่านั่ง
(ตรงนี้ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง ตามที่ถามในข้อ ๒
การแทรกแซงหมายถึงการแทรกแซงจิตใจครับ)
แล้วก็มาดูเวทนาบ้าง ดูจิตต่อไปบ้าง
ซึ่งก็จะเห็นเวทนาไม่เที่ยง ค่อยๆคลายลง
แล้วพอดูจิตก็จะเห็นจิตเปลี่ยนแปลงจากที่ดิ้นรนไท่ชอบ
มาเป็นจิตมีความสุขสบาย แบบนี้ก็เป็นการเห็นไตรลักษณ์ได้ครับ

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

อ.สุรวัฒน์ ไขปัญหาดูจิต: เมื่อมีกระแสเย็นเกิดขึ้นในจิต

เมื่อมีกระแสเย็นเกิดขึ้นในจิต

กระแสเย็นๆนั้น อาจเกิดเองหรือน้อมให้เกิดก็ได้
ซึ่งผมเข้าใจว่า เป็นความปรุงแต่งอย่างหนึ่ง
ที่อาจเกิดจากการสั่งสม ฝึกฝนจิตมาทางสมถะ

ทีนี้ก็ต้องมาดูกันว่า ในขณะใดๆ เราจะภาวนาอย่างไร
จะทำสมถะ หรือจะทำวิปัสสนา

ถ้าจะทำสมถะ เมื่อเกิดกิเลสแล้ว ก็ให้จิตน้อมไปจับกระแสเย็นๆ จนจิตสงบลงไป
ก็จะได้ผลเป็นความสงบจากกิเลส ตามเป้าหมายของสมถะ

ส่วนถ้าจะทำวิปัสสนา ก็ไม่ต้องน้อมจิตไปหากระแสเย็นๆ
แต่ให้หัดดูจิตที่มีกิเลส และถ้าจิตน้อมไปหากระแสเย็นๆนั้นเองก็ไม่เป็นไร
แต่ต้องหัดรู้หัดดูจิตที่น้อมไปจับกระแสเย็นๆนั้น (ไม่ได้หวังผลเป็นความสงบเหมือนสมถะ)
หัดดูเพื่อจะให้เห็นว่า ทั้งจิตและกระแสเย็นๆนั้น
ก็ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

อ.สุรวัฒน์ ไขปัญหาดูจิต: เมื่อใดจึงละกิเลสได้

เมื่อใดจึงละกิเลสได้

ยังละไม่ได้หรอกครับถ้าจิตยังไม่เห็นแจ้งอริยสัจ จนวางความยึดขันธ์ลงได้
ตอนนี้ก็หมั่นทำเหตุเจริญปัญญาจนแจ้งอริยสัจ
ด้วยการมีสติ รู้สภาวะเหล่านี้ไปนะครับ
ถ้าไปทำอย่างอื่นโดยไม่เจริญปัญญาเลย ก็ไม่แจ้งหรอกครับ

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

อ.สุรวัฒน์ ไขปัญหาดูจิต : อย่าสร้างผลโดยไม่ทำเหตุ แต่ให้ทำเหตุไว้แล้วผลจึงจะเกิดขึ้น

อย่าสร้างผลโดยไม่ทำเหตุ แต่ให้ทำเหตุไว้แล้วผลจึงจะเกิดขึ้น

การปฏิบัติภาวนานั้น เราย่อมมุ่งหวังผล

แรกเริ่มก็มุ่งหวังให้เกิดสติ เกิดจิตตั้งมั่น

ต่อไป ก็ให้เห็นไตรลักษณ์

ไปจนที่สุดคือให้เกิดมรรคจิต เกิดผลจิต พ้นทุกข์จริงๆ

หรือบางคนก็มุ่งหวัง โสดาปัตติผล สกิทาคามีผล

อนาคามีผล อรหัตตผล ไปตามลำดับ

แต่ในระหว่างการศึกษาปฏิบัติภาวนา

ในระหว่างที่ยังเป็นผู้ที่ต้องศึกษาเพราะยังไม่จบกิจที่พึงกระทำ

ยังต้องหัดรู้ทุกข์ ยังต้องหัดเจริญมรรค

เพื่อจะละสมุทัย เพื่อจะให้แจ้งนิโรธ

ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า …

ผลต่างๆ ตามที่มุ่งหวังกันอยู่นั้น

หาใช่ได้มาเพราะลงมือลงแรงปรุงแต่งสร้าง”ตัวผล”นั้นขึ้นมาตรงๆ

แต่ตัวผลนั้น เกิดขึ้นได้เพราะ

การหมั่นทำหมั่นสร้างเหตุปัจจัยของผลนั้น

เมื่อเหตุปัจจัยบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวงแล้ว

ผลที่มุ่งหวังก็จะเกิดขึ้นเอง

ในการหมั่นทำหมั่นสร้างเหตุปัจจัยอยู่นี้

หากเราพลาดไปสร้าวตัวผลตรงๆโดยไม่สร้างเหตุ

การภาวนาก็จะผิดพลาดไปเพราะตัวผลที่เราสร้างมันขึ้นมา

มันก็จะเป็นผลเทียม เป็นผลยังไม่เที่ยง ยังเป็นการหลงไปยึดถืออยู่

แล้วก็การลงมืลงแรงสร้างตัวผลขึ้นมานั้น

ก็ไม่ใช่การทำเหตุปัจจัยให้แจ้งอริยสัจหรือให้เกิดมรรคผล

บางคนพอได้ยินได้ฟังว่า

พระอรหันต์ท่านจะไม่หลง ไม่ขาดสติ ไม่เผลอลืมตัวไปเลย

ก็จะ “พยายามที่จะไม่ให้หลง”

แล้วพอไปได้ยินคนอื่นคุยกันว่า …

“ในการเจริญสตินั้น อย่าพยายามไม่ให้หลง

แต่พอหลงไปแล้ว ให้รู้ว่า เมื่อกี้หลงไป

เพราะถ้าขืนพยายามไม่ให้หลง ก็จะกลายเป็นการข่มบังคับจิต”…

ก็เกิดความเข้าใจผิดไปว่า

การพยายามไม่ให้หลงด้วยการกดข่มบังคับจิต เป็นการปฏิบัติภาวนาที่ผิดๆ

ซึ่งก็คงเข้าใจผิดไป เพราะไปเอาตัวผลมาทำโดยไม่ทำเหตุนั่นเอง

ทั้งที่จริงแล้ว

การไม่พยายามบังคับกดข่มจิตใจเพื่อไม่ให้หลงไปนั้น

เป็นหลักๆ หนึ่ง ในการเจริญสติด้วยการหัดรู้สภาวะทางใจ

ที่มีหลักในเบื้องต้นอยู่ว่า

“จิตเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ชัดว่าจิตเป็นอย่างนั้น”

เพราะฉะนั้นเมื่อจิตหลงไปก็ให้รู้ชัดว่าจิตหลงไป

ไม่ใช่ไปฝืนบังคับกดข่มจิตไม่ให้หลง

ขอให้เข้าใจว่า

จิตที่เผลอหลงไป เป็นจิตทั่วไปตามปกติธรรมดาของปุถุชนทุกคน

ส่วนการหัดรู้สภาวะของจิตที่เป็นไปตามปกติธรรมดานั้น

ก็คือการทำเหตุ เป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลคือ

เกิดจิตที่มีสติ มีความตั้งมั่น อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง

แล้วเมื่อเกิดจิตที่มีสติ มีความตั้งมั่นบ่อยๆ ต่อเนื่องไปได้ตามกำลัง

ก็จะเจริญต่อไปเป็น สามารถรู้สภาวธรรมอื่นๆ

ทั้งที่เป็นสภาวะทางกายและทางใจ

ได้ด้วยจิตที่มีสติ มีความตั้งมั่นเช่นกัน

การรู้สภาวธรรมต่างๆ ได้ต่อเนื่องอย่างมีสติ มีความตั้งมั่น

อันเป็นผลมาจากการหัดรู้สภาวะในเบื้องต้น

ก็จะกลายมาเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นความเกิดดับของรูปนาม

เห็นความเกิดดับของขันธ์ ๕

เห็นขันธ์ ๕ ที่เป็นอุปาทานขันธ์

ซึ่งก็เท่ากับเป็นการ “รู้ทุกข์” อันเป็นกิจของอริยสัจนั่นเอง

การรู้ทุกข์ รู้ความเกิดดับ

รู้ความไม่เที่ยง (รู้อนิจจัง) ของขันธ์ ๕

รู้ความถูกบีบคั้นให้ทนอยู่ไม่ได้ (รู้ทุกขัง) ของขันธ์ ๕

รู้ความไม่ควรยึดถือเอาขันธ์ ๕ มาเป็นตัวตนเป็นของตน

รวมแล้วก็คือ ผลในเบื้องกลางของการหัดรู้สภาวธรรมทั้งทางกายและทางใจ

และผลในเบื้องกลางนี้เอง ที่เป็นเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดผลในเบื้องปลาย

คือขณะจิตใดที่การทำเหตุด้วยการรู้ทุกข์ เต็มพร้อมบริบูรณ์

ก็จะเกิดปัญญาเต็มพร้อมบริบูรณ์ เกิดมรรคจิต เกิดผลจิตขึ้น

^_^

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

Page 1 of 812345...Last »