<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; อ.สุรวัฒน์</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : พระโสดาบัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[พระโสดาบัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13726</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/soda2.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13728" title="soda2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/soda2.jpg" alt="" width="500" height="347" /></a></p>
<p><strong>พระโสดาบัน</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม  : โสดาบันมีลักษณะพิเศษยังไงคะ เราจะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นแล้ว และมีไหมที่ได้โสดาบัน โดยที่ไม่รู้ตัวเอง ?</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระโสดาบัน คือผู้ที่ละสังโยชน์ 3 ได้คือ<br />
ละสักกายทิฏฐิได้ คือหมดความเห็นผิดว่ามีตัวตน<br />
ละวิจิกิจฉาได้ คือละความลังเลสงสัยต่อพระรัตนตรัยได้<br />
ละสีลัพพตปรามาสได้ คือละการยึดถือในศีลในวัตรปฏิบัติที่ผิดๆได้<br />
ลักษณะของพระโสดาบันอื่นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็คือ<br />
เป็นผู้ไม่ไปเกิดในอบายอีก จะพ้นทุกข์ได้ในอีกไม่เกิน 7 ชาติ<br />
ซึ่งจากลักษณะดังกล่าว จะเป็นการยากมากที่คนทั่วไปจะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน<br />
นอกจากผู้นั้นจะมีความแตกฉานในสภาวธรรมจริงๆ<br />
จึงจะแยกแยะออกว่า สามารถละสังโยชน์ ๓ ได้หรือยัง<br />
แต่ถึงกระนั้น หากไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็จะไม่สามารถรู้ได้อย่างแม่นยำจริงๆ<br />
ดังนั้นหากสงสัยว่าใครเป็นหรือไม่เป็น<br />
โดยเฉพาะถ้าสงสัยว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นละก็<br />
ขอให้รู้ทันจิตที่สงสัยไปเลยนะครับ<br />
อย่าไปยึดถือว่าใครเป็นไม่เป็น เราเป็นไม่เป็น<br />
แล้วก็เพียรภาวนาต่อไป เพราะแม้ใครจะเป็นหรือจะเป็นก็ตาม<br />
เราเองก็ยังต้องเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ต่อไปอีกจนกว่าจะพ้นทุกข์ <img title="ยิ้มกว้างๆ" src="http://202.170.126.21/forum/Smileys/default/cheesy.gif" border="0" alt=":D" /></span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตที่หลงไป</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 12:23:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตมีโมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตหลง]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดพ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13695</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/q091756.jpg"><img class="size-full wp-image-13696 aligncenter" title="q091756" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/q091756.jpg" alt="" width="544" height="569" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>จิตที่หลงไป</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800000;">ทุกครั้งที่รู้เท่าทันความดิ้นรนพยายาม<br />
ที่จะทำจิตให้เป็นไปตามที่อยากให้เป็น<br />
ก็จะเห็นว่า<br />
การพยายามทำจิตให้เป็นตามต้องการนั้น<br />
มันก็แค่จิตที่หลงไป<br />
บางทีก็หลงไป เพราะอยากเข้าใจธรรมะ<br />
บางทีก็หลงไป เพราะคิดว่าถ้าทำได้แล้วจะมีปัญญาหลุดพ้น<br />
บางทีก็หลงไป เพราะจิตเองไม่ยอมรับว่า แค่รู้แค่ดูก็พอ<br />
รวมความว่า หลงไปเพราะจิตยังโง่ ยังมีโมหะ ยังมีอวิชชาอยู่</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800000;">แต่ถ้ารู้ได้บ่อยๆ ว่าจิตหลงไป<br />
ถ้าเห็นจิตที่หลงดับลง ด้วยความมีสติมีความตั้งมั่นได้บ่อยๆ<br />
จิตที่หลงไป (จิตมีโมหะ) กับ จิตที่รู้ว่าหลงไป (จิตไม่มีโมหะ) นี่แหละ<br />
คือจิตคู่หนึ่งในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน<br />
ที่ใครเจริญให้มากแล้ว (จิตมีโมหะก็รู้ชัด จิตไม่มีโมหะก็รู้ชัด)<br />
จะเห็นจิตล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา<br />
จะกำจัดความยินดียินร้ายในโลกลงได้<br />
จะถึงความหลุดพ้นได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การย้อนดูจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 12:19:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ย้อนดูจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13661</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ppj1.jpg"><img class="size-full wp-image-13663 aligncenter" title="ppj" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ppj1.jpg" alt="" width="614" height="784" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><strong>การย้อนดูจิต</strong></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #ff0000;">ถาม : ได้ฟัง CD ของหลวงพ่อมีตอนหนึ่งที่หลวงพ่อถามโยมคนหนึ่งว่า จิตถึงฐานหรือยัง ซึ่งโยมคนนั้นก็ตอบว่าน่าจะถึงแล้ว หลวงพ่อจึงบอกให้โยมคนนั้นลองย้อนดูจิตดู ว่าเป็นอย่างไร หากดูแล้วจิตเด้งออกมาแสดงว่ายังไม่ถึงฐาน ดังนั้นจึงมีคำถามที่อยากทราบดังนี้ การย้อนดูจิตนั้นทำอย่างไร จิตที่ถึงฐานแล้วจะมีลักษณะอย่างไร จิตเด้งออกมาข้างนอกนั้นเป็นอย่างไรค่ะ</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #0000ff;">ตอบ : ตอนนี้ดูจิตที่สงสัยก่อนเลยครับ<br />
ถ้าดูจิตที่สงสัยได้ นั่นแหละครับคือการย้อนมาดูจิต<br />
และถ้าจิตถึงฐานได้ เมื่อย้อนมาดูจิต จิตก็จะมีความตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู<br />
อย่างถ้าย้อนมาดูจิตสงสัย แล้วเห็นจิตสงสัยดับไป<br />
เแล้วจิตไม่ไหลออกจมแช่ความสงสัย นั่นแหละครับคือจิตถึงฐาน<br />
และเมื่อย้อนไปดูกาย ก็เห็นกายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้<br />
เห็นกายกับจิตแยกเป็นคนละส่วนได้<br />
ส่วนที่หลวงพ่อหลวงพ่อบอกว่า แต่ถ้าย้อนมาดูจิตแล้วจิตเด้งออกมา<br />
ก็คือดูแล้วจิตไม่ถึงฐานนั่นแหละครับ<br />
เช่นดูจิตสงสัยแล้ว จิตก็ยังวกกลับสงสัยต่ออีก</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของผู้ที่เจริญสติปัฏฐานก็คือ อยากหลุดพ้น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 12:42:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[อยากหลุดพ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13644</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LB.jpg"><img class="size-full wp-image-13645 aligncenter" title="LB" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LB.jpg" alt="" width="454" height="545" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของผู้ที่เจริญสติปัฏฐานก็คือ อยากหลุดพ้น</strong></p>
<p><span style="color: #008000;">คุณเห็นไหมว่าตัวเองก็อยากหลุดพ้น ผมก็ยังอยากหลุดพ้นอยู่ อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ยังเจริญสติปัฏฐานไม่ต่อเนื่อง อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ ยังไม่เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม มีความเกิดขึ้น เสื่อมไปเป็นธรรมดา อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ ยังไม่อาจเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเพียงเครื่องอาศัยระลึกรู้โดยปราศจากความยินดียินร้าย เมื่อเป็นอย่างนี้ จิตก็ยังไม่อาจแหวกอวิชชาออกมาได้ ตอนนี้จึงต้องทำใจยอมรับทั้งสุขทั้งทุกข์ไปก่อน แล้วก็หาโอกาสเจริญสติปัฏฐานให้ต่อเนื่อง จนกระทั่งเห็นความเกิดขึ้นเสื่อมไปของกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเรื่องปกติธรรมดา จนกระทั่งรู้กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสักแต่ว่าอาศัยระลึก จนกระทั่งเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย จนกระทั่งไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ถ้าทำได้อย่างที่พระพุทธองค์บอกละก็ อิงหวังผลได้ในเวลาไม่เกิน 7 ปี สรุปว่า ถ้ายังไม่หลุดพ้น ก็ต้องเพียรที่จะรู้ทุกอย่างที่ปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลางต่อไป เห็นว่า มันเกิดขึ้น เสื่อมไปเป็นธรรมดา</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พูดถึงเรื่องความอยากหลุดพ้นแล้ว นึกถึงที่คุยกับหลวงพ่อปราโมทย์ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน (ช่วง ต.ค. 2546) ท่านบอกว่า &#8220;<span style="color: #ff6600;">รู้ทั้งรู้ว่าความอยากหลุดพ้นนี่แหละทำให้ไม่หลุดพ้น แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงไม่ให้อยาก พออยากหลุดพ้น ก็คอยจะรู้อารมณ์ รู้แล้วก็เห็นแต่ทุกข์ รู้แล้วก็มีแต่ทุกข์ แต่พอจะเลิกรู้ (เพราะรู้แล้วก็ทุกข์) ก็ไม่กล้าอีก ด้วยกลัวว่าเลิกรู้แล้วจะไม่หลุดพ้น (อารมณ์ที่ว่าคือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ </span>)&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #008000;">ไม่ใช่แปลว่าสนับสนุนให้เลิกรู้อารมณ์.. ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ผมบอกว่าเลิกรู้ หมายถึงเลิกที่จะมีเจตนาไปรู้ หากอิงสังเกตให้ดี การรู้อารมณ์ที่เราเป็นอยู่ จิตจะมีการมั่นหมายลงไปรู้อารมณ์เสมอ จิตยึดอย่างนี้มานาน คงต้องให้เวลามันเรียนรู้ ขนาดหลวงพ่อยังใช้เวลาร่วมๆ 20 ปีเลยครับ นับตั้งแต่ท่านเจอหลวงปู่ดูลย์นะครับ ก่อนหน้านั้นอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ พระพุทธองค์ถึงได้บอกว่า ให้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ &#8230;.. ท่านเอาความเพียรขึ้นก่อนตัวอื่นเลย</span></p>
<p><strong>&#8230;อีกนานแค่ไหนฉันก็จะเพียร&#8230;</strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 12:19:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตส่งออกนอก]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[อย่าส่งจิตออกนอก]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์แห่งจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13626</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="alignnone" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Dul1.jpg" alt="" width="347" height="522" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นึกถึงเรื่องที่คุยเมื่อวาน มีช่วงหนึ่งได้พูดถึงความไม่เข้าใจวิธีการภาวนา ได้คุยกันว่า ส่วนมากแล้ว<span style="color: #000000;">นักภาวนามักจะเข้าใจผิดคือ มักจะคิดเข้าใจผิดไปว่า การภาวนานั้นต้องคอยรักษาจิตไม่ให้ส่งออก พอจิตส่งออกก็เลยไม่ยินดี แล้วก็พยายามหาอุบายมาทำให้จิตไม่ส่งออก มาทำให้จิตมีความรู้ตัว</span> ผมก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะศึกษาหรืออ่านคำสอนไม่ครบถ้วน อย่างเช่นเรื่องอริยสัจจ์แห่งจิตที่หลวงปู่ดูลย์สอนเอาไว้ ส่วนมากจะอ่านกันแค่ท่อนแรกคือ </span></p>
<div id="_mcePaste"><span style="color: #ff6600;">&#8220;จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ&#8221;</span></div>
<div><span style="color: #ff6600;"><br />
</span></div>
<div id="_mcePaste"><span style="color: #0000ff;">พออ่านแค่ท่อนนี้ ก็เลยไปตั้งความเห็นไว้ว่า จิตต้องไม่ส่งออก ต้องทำไม่ให้จิตส่งออก ซึ่งที่จริงแล้ว ข้อความท่อนนี้ เป็นการพูดถึงอริยสัจจ์แห่งจิต ไม่ได้พูดถึงวิธีการภาวนา หากจะจับเอาวิธีการภาวนา ก็ต้องอ่านท่อนต่อไปด้วย ท่อนต่อไปที่ว่า มีอยู่ในหนังสือ วิมุตติปฏิปทา หัวข้อ บันเทิงธรรม ที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้เรียบเรียงไว้ตั้งแต่ก่อนบวช ซึ่งมีข้อความว่า&#8230;.</span></div>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="color: #008000;">&#8221; อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ก็แต่ว่า ถ้าจิตส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. จิตเกิดหวั่นไหวหรือเกิดกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ เป็นทุกข์ ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อม เพราะมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นนิโรธ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตไม่ส่งออกนอก. จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม เป็นวิหารธรรม. จบอริยสัจจ์ 4 &#8220;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">จากข้อความในตอนนี้ หากจะจับหลักการภาวนา ก็ต้องจับเอาจากที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">&#8220;อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ซึ่งโดยเนื้อความแล้วก็คือ ปกติของคนเรา จิตนั้นก็ย่อมต้องมีการส่งออกเสมอ จึงไม่ใช่วิสัยที่เราจะไปบังคับเพื่อไม่ให้จิตส่งออก การภาวนาจึงมาอยู่ตรงที่ ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่หวั่นไหวหรือไม่กระเพื่อมเมื่อส่งออกไปรับรู้อารมณ์แล้ว ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ก็ได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า&#8230;ให้มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ หากเราสามารถทำให้เกิดมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ได้ภายหลังจากที่จิตส่งออกไปแล้ว นั่นก็คือ การเจริญมรรค อันเป็นกิจที่พึงทำเพื่อการพ้นทุกข์ ซึ่งการทำให้เกิดสติอยู่อย่างสมบูรณ์ภายหลังที่จิตส่งออกไปรับอารมณ์แล้ว สามารถทำได้ด้วยการฝึกตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้สอนนั่นเอง พอฝึกไปๆ จนถึงจุดหนึ่ง จิตก็จะไม่ส่งออกอีกเลย ถึงตรงนั้นก็คือ มีจิตที่ไม่ส่งออกเป็นวิหารธรรม อันเป็นหลักชัยของนักภาวนา</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม : ถ้าอย่างนั้น คำสอนที่ว่า &#8220;อย่าส่งจิตออกนอก&#8221; จะให้ความหมายว่าอย่างไรถึงจะไม่เป็นการเข้าใจผิด แล้วทำให้บังคับห้ามไม่ให้จิตส่งออกนอกล่ะค่ะ </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : ต้องอ่านให้ครบเนื้อหา ไม่ใช่อ่านกันแค่ประโยคเดียว ซึ่งหากอ่านในวิธีเจริญภาวนาของหลวงปู่ดูลย์ เรื่องอย่าส่งจิตออกนอก มีข้อความกล่าวไว้ว่า <span style="color: #ff6600;">&#8220;กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไป ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ&#8221; </span>ซึ่งท่านได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า เราทำให้จิตไม่ส่งออกหรือห้ามไม่ให้ส่งออกไม่ได้ เมื่อเผลอหรือส่งออกไปแล้ว ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม ไม่ใช่ว่าต้องคอยบังคับหรือรักษาไม่ให้จิตส่งออกนอก ถ้าจะรักษาก็ต้องรักษาสัมปชัญญะเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-size: x-small;"><br />
</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ความเผลอ กับ ความรู้ตัว อย่างไหนปกติ อย่างไหนผิดปกติ?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 13:19:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13610</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ToF.jpg"><img class="size-full wp-image-13611 aligncenter" title="ToF" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ToF.jpg" alt="" width="480" height="308" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ความเผลอ กับ ความรู้ตัว อย่างไหนปกติ อย่างไหนผิดปกติ?</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">ความเผลอ กับ ความรู้ตัว ล้วนแต่เป็นสิ่งปกติครับ ความเผลอ กับ ความรู้ตัว ต่างกันที่เผลอไม่มีสัมปชัญญะ รู้ตัวมีสัมปชัญญะ อ้อ แล้วก็ คนทั่วไปจะเผลอมากกว่ารู้ตัว จึงอาจทำให้คนทั่วไปมองว่ารู้ตัวเป็นสิ่งผิดปกติ แต่นักภาวนาจะเห็นความเผลอเป็นสิ่งไม่ปกติ ก็เลยเกิดความไม่ยินดีกับความเผลอ พอไม่ยินดี ก็คอยที่จะปั้นความรู้ตัว คอยที่จะจ้อง ที่จะเพ่ง เพื่อไม่ให้ให้เผลอ เมื่อใดที่เห็นว่าเผลอ-รู้ตัว ต่างก็เป็นสิ่งปกติ ก็จะไม่พยายามรู้ตัว ไม่พยามจ้อง ไม่พยายามเพ่ง เพราะจิตเป็นกลางกับความเผลอ-รู้ตัว</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปัญญาจากการดูจิต (จิตตานุปัสสนา)</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13572/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13572/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 13:07:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตานุปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13572</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/screenshot-1.png"><img class="alignnone size-full wp-image-13573" title="screenshot-1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/screenshot-1.png" alt="" width="410" height="338" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ปัญญาจากการดูจิต (จิตตานุปัสสนา)</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">จิตมันย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ เมื่อวานก็เป็นอย่าง วันนี้ก็อาจเป็นอีกอย่าง แม้แต่ในวันเดียวกัน ตอนเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ จิตก็ไม่เหมือนกันแล้ว ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ถ้าเหตุดีจิตก็ดี เหตุไม่ดีจิตก็ไม่ดี เราภาวนากันนี้ไม่ได้ภาวนาเพื่อให้จิตมันดี มันจะดีหรือไม่ดี เรามีหน้าที่รู้มันด้วยความเป็นกลางเท่านั้น ไม่ต้องไปดูที่เหตุก็ได้ ดูไปที่จิตเลยว่าดีหรือไม่ดี ดูไปเพื่อให้เห็นความไม่เที่ยงของจิต ดูไปเพื่อให้เห็นว่า การจะทำให้จิตเหมือนๆ กันตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะจิตมันเป็นอนัตตา มันย่อมเปลี่ยนไปตามเหตุ</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13572/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เป้าหมายอันแท้จริงของการภาวนาอยู่ที่ใด?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/29/13554/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/29/13554/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jan 2012 12:39:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13554</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/bullseye.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13555" title="bullseye" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/bullseye.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>เป้าหมายอันแท้จริงของการภาวนาอยู่ที่ใด?</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เป้าหมายอันแท้จริง จะอยู่ที่ การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นอะไรๆ ในโลก แม้จะไม่ทราบคำตอบของความสงสัย แต่ถ้าปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นอะไรๆ ในโลกเสียได้ ก็เท่ากับจบกิจที่พึงทำ ความสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการภาวนา เป็นปัญหาใหญ่ของนักภาวนาทีเดียว หากใครเกิดความสงสัยแล้วไม่อาจรู้ทันได้ด้วยความมีสติสัมปชัญญะต่อความสงสัยละก็ ก็จะทำให้จิตต้องแบกภาระ ต้องเป็นทุกข์เพราะไม่อาจปล่อยวางความยึดมั่นต่อความสงสัยได้ อย่างเช่นที่คุณประสบอยู่ ความสงสัยจนเป็นทุกข์นี้ มักเกิดเพราะความเข้าใจผิดว่า หากไม่มีความรู้แล้ว มรรคผลจะไม่เกิด โดยไม่เข้าใจว่า ความรู้ &#8211; ปัญญานั้นเป็นคนละอย่างกัน การหาคำตอบในเรื่องสงสัย จะเป็นแค่ความรู้ แต่การที่ปล่อยวางความสงสัยจะเป็นปัญญา เพราะเมื่อวางได้ก็ไม่ทุกข์</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/29/13554/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ทำสมถะกับวิปัสสนาไปพร้อมกันได้ไหม?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13535/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13535/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 14:20:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13535</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ZenStory1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13536" title="ZenStory1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ZenStory1.jpg" alt="" width="320" height="320" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ทำสมถะกับวิปัสสนาไปพร้อมกันได้ไหม?</strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;">สมาธิมีสองอย่างคือตั้งใจมั่น กับสมาธิที่เป็นจิตสงบ (สมถะ)  สมถะ คือการรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องกัน สมาธิ หรือสัมมาสมาธิ คือจิตตั้งมั่น รู้อารมณ์ด้วยความรู้ตัว ความสงบเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น ความสงบ อาจเกิดจากการทำสมถะ หรือเจริญสติสัมปชัญญะก็ได้ จิตที่ตั้งมั่นรู้ความสงบด้วยความรู้ตัว (รู้ด้วยสติ สัมปชัญญะ) เป็นสมาธิ จิตที่จมแช่ความสงบ ไม่เป็นสมาธิ-ไม่เป็นสัมมาสมาธิ (แต่คนส่วนมากเข้าใจคำว่าสมาธิคือการทำความสงบ) </span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">การทำสมถะ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสงบเป็นสำคัญ หากทำสมถะด้วยความรู้ตัว เห็นความสงบไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็เท่ากับเป็นวิปัสสนา สมถะ-วิปัสสนาจึงทำควบคู่กันได้ และในกรณีที่เจริญสติปัฏฐาน 4 เป็น ความสงบกับปัญญาจะผลัดเปลี่ยนกันปรากฏเสมอๆ การดูจิตเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา บางครั้งดูจิตแล้วเกิดสงบต่อเนื่องก็เป็นสมถะ บางครั้งดูจิตแล้วเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ก็เป็นวิปัสสนา แต่ส่วนมากการดูจิตจะแสดงความเป็นวิปัสสนาออกมามากกว่า เพราะอารมณ์มักไม่ต่อเนื่องกันนาน</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13535/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ฐานของจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/25/13523/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/25/13523/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 12:36:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ฐานของจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13523</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<dd style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/35ac115e.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13524" title="35ac115e" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/35ac115e.jpg" alt="" width="800" height="600" /></a></dd>
<dd style="text-align: center;"><strong>ฐานของจิต</strong></dd>
<dd style="text-align: center;"><strong><span style="color: #008000;"><br />
</span></strong></dd>
<dd style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">ฐานของจิต เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะคราใดที่จิตอยู่ที่ฐานที่ถนัด ก็จะทำให้เกิดความสงบรำงับ และมีสติสัมปชัญญะได้ง่าย อย่างคราใดที่มีกามราคะมาก ถ้าจิตสามารถกลับไปอยู่ในฐานที่ถนัด เช่นลมหายใจ ก็จะทำให้กามราคะดับได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีฐานให้จิตอยู่ จิตก็จะไหลไปกับกามราคะนาน ฐานของจิตก็คือที่ตั้งของจิต ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม นั่นเองครับ หรือจะเรียกว่า เครื่องอาศัยระลึกของจิตก็ได้ครับ ไม่ใช่ว่าเป็นตำแหน่งในร่างกายนะครับ</span></dd>
<dd style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"> หลวงปู่ดูลย์ท่านว่า ฐานของจิต นี่มีที่อยู่ไม่แน่นอนในแต่ละวัน พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว</span></p>
</dd>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/25/13523/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : คนเราล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/24/13515/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/24/13515/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 14:13:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์มาก]]></category>
		<category><![CDATA[ล่วงทุกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13515</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<dd style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/Ltuk.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13516" title="Ltuk" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/Ltuk.jpg" alt="" width="471" height="373" /></a></dd>
<dd style="text-align: center;"><strong>คนเราล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร</strong></dd>
<dd style="text-align: center;"><strong><br />
</strong></dd>
<dd style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">โดยหลักจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจิตจะเป็นอย่างไร เราก็เพียงรู้ว่าจิตเป็นอย่างนั้น ถ้ายังไม่อาจมีความตั้งมั่นเป็นกลางต่อความหวั่นไหวของจิตได้ จึงเกิดเป็นความต้องการให้ความหวั่นไหวนั้นหายไป การที่เราพากันมาเจริญสติสัมปชัญญะกันอยู่นี้ ไม่ได้ทำกันไปเพื่อให้ทุกอาการของจิตหายไปหลังจากรู้ มันจะหายไป หรือไม่หาย หรือเปลี่ยนเป็นอาการอื่นๆ เรามีหน้าที่เพียงแค่รู้มันเท่านั้น ความต้องการให้จิตหายจากอาการที่เป็นอยู่ จริงๆ มันก็คือเหตุให้เกิดทุกข์อันใหม่ขึ้น คือทุกข์เพราะจิตไม่หายจากอาการที่เป็นตามที่เราต้องการนั่นเองครับ</span></dd>
<dd style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"> แต่มันก็เป็นธรรมดาของพวกเราๆ ที่ยังไม่อาจทำให้การรู้เป็นเพียงแค่รู้ แต่จะตามมาด้วยความคิดปรุงแต่งบ้าง ความอยากบ้าง ถึงแม้ทุกข์จะเกิดไปแล้ว เราก็ต้องเพียรรู้ทุกข์นั้นครับ ไม่ใช่อยากให้ทุกข์หายไป แต่ก็ยากครับที่จะแค่รู้ทุกข์นั้นได้ เพราะทุกข์ทีไรเราก็อยากจะหนีมัน ขับไล่มันเสียทุกที จึงต้องมีความเพียรที่จะรู้ให้มากๆ ครับ ที่จริงถ้าสามารถรู้ได้ว่า เรากำลังอยากหนีทุกข์ นั่นก็มีความก้าวหน้าแล้วครับ</span></p>
</dd>
<dd style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"> ถ้าทุกข์จนยากที่จะรู้ทุกข์นั้นได้ ก็อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนก็ได้ครับ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ หาอะไรมาให้จิตรู้ไปก่อน เช่น พอทุกข์มากๆ ก็หันไปรู้ลมหายใจแทนเป็นต้น หรือถ้าถนัดจะรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ลมก็ได้ครับ การทำอย่างนี้ก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้จิตจมแช่ทุกข์อยู่ แต่ที่สำคัญคือ พอเราหันไปรู้อย่างอื่น เราก็ควรรู้ด้วยสติสัมปชัญญะครับ</span></p>
</dd>
<dd style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"> ต้องเพียรกลับมารู้ลมหายใจให้บ่อยๆ ครับ แม้จะรู้ได้ไม่นานก็ต้องเพียรต่อไปครับ ไม่มีทางอื่นอีกแล้วครับ ที่จริงเพียงแค่กลับมารู้ลมครั้งหนึ่ง ก็เท่ากับวางทุกข์ลงได้ทีหนึ่งแล้ว เพียรบ่อยๆ ก็จะวางทุกข์ลงได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ครับ พระพุทธองค์ก็ตรัสเอาไว้ว่า&#8230;.<strong><span style="color: #ff6600;">คนเราล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร</span></strong>&#8230;.ครับ</span></p>
</dd>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/24/13515/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เกร็ดสำคัญในการภาวนา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/23/13477/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/23/13477/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Jan 2012 15:19:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[การตามรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การรู้ตัว]]></category>
		<category><![CDATA[การเจริญปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13477</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/important.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13479" title="important" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/important.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>เกร็ดสำคัญในการภาวนา</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม : การเจริญปัญญาเป็นเช่นไรครับ  ?</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : การเจริญปัญญาคือ การที่จิตมีความรู้สึกตัวขึ้นเอง โดยไม่ต้องคอยจ้องหรือคอยดู เมื่อเกิดรู้สึกตัวขึ้นเอง จะมีแวบนึงที่จิตจะระลึกถึงสภาวะธรรมได้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ซึ่งจะเป็นเหตุให้จิตเองเห็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง โดยไม่ต้องใช้การคิดการชี้นำหรือคอยดูแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม  : การตามรู้สภาวะที่ถูกต้องจะต้องเป็นเช่นไรครับ ?</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : การตามรู้นั้น จะต้องเป็นไปเองนะครับ ไม่ใช่ว่าไปกำหนดหรือเจตนาที่จะตามรู้อะไร มีแต่ช่วงแรก ๆ ที่อาจต้องเจตนาที่จะรู้สึกตัวบ้าง พอรู้สึกตัวได้เองแล้ว การตามรู้ตามดูจะเป็นไปเอง ส่วนจิตสนใจจะไปรู้ไปดูอะไรก็แล้วแต่ว่าในขณะนั้นๆ จิตเขาสนใจจะรู้อะไรหรือมีอะไรเด่นที่ให้รู้ได้ ถ้าไม่เห็นความ อยากเป็นคนดี ก็ห้ามไปความหานะครับ</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม  : การรู้ตัวมักจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆรู้ได้ไม่ยาวนาน ใช้ได้ไหมครับ ?</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : การรู้ตัวจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ แบบนี้แหละครับ ถ้าเกิดนานละก็ต้องเฉลียวใจไว้ก่อนว่า น่าจะไม่ถูกแล้ว จิตไหลไปจมแช่สิ่งต่างๆ นั้น เป็นเรื่องปกติของทุกคนครับ ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้หัดภาวนา ก็จะไหลไปนานมากๆ แล้วก็ไม่รู้ตัวเลย ส่วนคนที่หัดภาวนา เมื่อไหลไประยะหนึ่งก็จะเกิดรู้ขึ้น รู้แล้วก็ไหลไปอีก ไหลไปแล้วก็รู้ขึ้นอีก เป็นแบบนี้สลับกันไปตลอด เรามีหน้าที่ตามรู้ตามดูไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละครับ แล้วจิตจะเข้าใจความจริงได้ จะเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนได้ก็ด้วยการตามรู้แบบนี้ครับ การรู้จะเกิดเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่วนมากก็แวบเดียวเอง จากนั้นจิตจะไหลไปทันที ซึ่งไม่มีทางบังคับมันได้เลย และไม่รู้ด้วยว่ามันจะไปไหน&#8230; นี่ไงละครับไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะที่แท้จริงของจิต การเฝ้าดูจึงไม่ใช่การเจริญปัญญาไงครับ</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม  : คนที่ไม่สามารถทำฌานจนมีจิตผู้รู้ได้ จิตที่ตั้งมั่นจะเกิดได้ตอนไหนครับ  ?</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : จิตตั้งมั่น ก็ตอนที่เกิดรู้แวบขึ้นมานั่นแหละครับ เป็นการตั้งมั่นแบบชั่วขณะ หรือที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ พอหมดกำลังตั้งมั่น ก็ไหลไปอีก&#8230; ตรงกับที่ครูบาอาจารย์บอกว่า มีแค่รู้กับเผลอ</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/23/13477/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เป้าหมายแรกของการภาวนา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/22/13478/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/22/13478/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 11:16:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13478</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/langkah-.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13481" title="langkah" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/langkah-.jpg" alt="" width="380" height="285" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>เป้าหมายแรกของการภาวนา</strong></p>
<p><span style="color: #008000;">เป้าหมายแรกของการภาวนาก็คือ สามารถรู้สึกตัวได้โดยอัตโนมัติ ต่อไปก็จะรู้อารมณ์ได้โดยอัตโนมัติครับ แต่ตอนแรกก็ยังต้องใช้ความพยายามที่จะรู้ตัวหรือพยายามที่จะรู้อารมณ์ ลองสังเกตนะครับว่า ตอนที่มีความโกรธ คุณเห็นความโกรธเองใช่ไหมครับ การเห็นความโกรธเองนั้นไม่ใช่การพยายามที่จะเห็น แต่หลังจากเห็นเองแล้ว เราก็มักที่จะพยายามดูความโกรธ เมื่อพยายามดูความโกรธที่เกิดขึ้น เราจะดูแบบไม่มีความรู้สึกตัวที่แท้จริง ความโกรธก็เลยไม่ดับ แต่ถ้าหลังจากที่เราเห็นเองแล้วว่ามีความโกรธ แล้วเราไม่พยายามดูต่อ เกิดความรู้สึกตัวขึ้น ความโกรธก็จะดับได้เร็ว</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/22/13478/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : กิจอริยสัจจ์ทั้ง ๔ คือกิจอย่างเดียวกัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/21/13467/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/21/13467/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Jan 2012 11:57:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[อริยะสัจจ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13467</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/Image-09-1pw.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13468" title="Image-09-1pw" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/Image-09-1pw.jpg" alt="" width="640" height="800" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>กิจอริยสัจจ์ทั้ง ๔ คือกิจอย่างเดียวกัน</strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;">เวลาที่ไม่รู้ตัวก็เป็นแบบนั้นแหละครับ อวิชชามันบังไม่เห็นว่ากำลังทุกข์ พอเราไม่เห็น ไม่รู้ทุกข์ ก็ทำให้ยิ่งหลงยิ่งเผลอไป พระพุทธองค์จึงได้ให้หลักของ กิจแห่งอริยสัจจ์ไว้เป็นข้อแรกว่า ทุกข์ให้รู้ ซึ่งผมคิดว่า.. ถ้ารู้ทุกข์ได้ กิจอีก ๓ ข้อก็จะตามมา อย่างใครที่ชอบเพ่ง ถ้าวันไหนเห็นว่า ตอนที่เพ่งมันทุกข์ชัดๆ ก็จะเลิกเพ่งไปเองเลย ถ้ายังไม่เห็นว่าเพ่งแล้วทุกข์ ก็จะหลงเพ่งอยู่นั้นแหละ หรือแม้แต่ตอนที่เผลอไป ถ้าเกิดเห็นว่าเผลอไปนี้ก็ทุกข์ ก็จะเกิดฉันทะที่จะเพียรรู้ตัวได้เอง ถ้ามองตรงนี้ออก ก็จะเห็นพระปรีชาของพระพุทธเจ้าที่หาผู้ใดเทียบไม่ได้เลย ต่อการสอนสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์</span></p>
<p><span style="color: #008000;">กิจอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ข้อ แม้ใครทำได้จริงเพียงข้อเดียว ก็พ้นทุกข์ได้ แค่ข้อแรกนี่ก็สุดยอดแล้ว&#8230; ทุกข์ให้รู้ ถ้าเพียรรู้ทุกข์ไปก็พ้นทุกข์ได้แน่ หรือใครไปทำข้อ ๒ ละสมุทัย.. ถ้าละได้ก็พ้นทุกข์กันเลย หรือใครจะไปทำข้อ ๓ ทำนิโรธให้แจ้ง &#8230; ถ้ารู้วิธีทำและทำให้แจ้งได้ ก็จบกันไปเลย ส่วนข้อ ๔ นี่เป็นมาตรฐานของการปฏิบัติ&#8230; มรรคเจริญให้มาก&#8230; เจริญมรรคได้ก็พ้นทุกข์ได้ หรือจะมองอีกมุมก็ได้ว่า&#8230; การรู้ทุกข์ ก็คือการเจริญมรรค เพราะต้องรู้ทุกข์ด้วยสัมมาทิฏฐิ&#8230;. ไปจนถึง สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จะละสมุทัยได้ก็ต้องรู้สมุทัยด้วยสัมมาทิฏฐิ &#8230;. ไปจนถึง สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นิโรธจะทำให้แจ้งได้ก็ด้วยทำ สัมมาทิฏฐิ &#8230;. ไปจนถึง สัมมาสติ สัมมาสมาธิ <strong><span style="color: #000000;">สรุปแล้ว กิจอริยสัจจ์ทั้ง ๔ จริงๆ แล้วก็คือกิจอย่างเดียวกันนั่นเอง</span></strong></span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/21/13467/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ภาพพจน์นักภาวนา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/20/13460/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/20/13460/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 13:04:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพพจน์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13460</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/b_02694_002.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13461" title="b_02694_002" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/b_02694_002.jpg" alt="" width="347" height="352" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ภาพพจน์นักภาวนา</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;">อย่าวาดภาพนักภาวนาว่าต้องไม่โกรธนะครับ นักภาวนาในห้องนี้ทุกคน ล้วนแต่เกิดราคะ โทสะ โมหะ กันวันละนับครั้งไม่ถ้วนเลย บางทีก็กว่าจะกลับมารู้ตัวได้ก็ปาเข้าไปเป็นวันๆ เลย ที่สำคัญคือ พอกลับมารู้ตัวแล้ว ก็ไม่ต้องรำพึงรำพัน ให้ตั้งใจเริ่มเจริญสติต่อไป ไม่ต้องเสียอกเสียใจกับอดีต ใครจะมองว่ายังไงก็ไม่ต้องกังวล บางคนวาดภาพนักภาวนาซะเลิศหรู พอตัวเองไม่เป็นอย่างที่นึกวาดภาพไว้ ก็เลยหมดแรงภาวนาต่อ หรือไม่ก็วิตก เสียอกเสียใจ ก็เลยทำให้สติที่แตกไป หรือจิตที่แตกไป ไม่สามารถกลับมารวมได้ง่ายๆ ขอให้นึกเอาไว้ว่า..คราใดที่พลาดท่าออกท่าออกทางไม่ดีไปแล้ว ก็ให้แล้วกันไป รอรับวิบาก (ผลจากการกระทำไม่ดี) ที่จะเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกตัว แล้วก็ตั้งใจที่จะภาวนาต่อไปด้วยใจที่ไม่ท้อแท้ กรรมที่ทำไปแล้วเราตามกลับมาแก้ไขไม่ได้ แต่เราตั้งใจที่จะฝึกตัวเองเพื่อไม่ทำกรรมใหม่ได้</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/20/13460/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

