<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; ข้อธรรม</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : พระโสดาบัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[พระโสดาบัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13726</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/soda2.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13728" title="soda2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/soda2.jpg" alt="" width="500" height="347" /></a></p>
<p><strong>พระโสดาบัน</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม  : โสดาบันมีลักษณะพิเศษยังไงคะ เราจะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นแล้ว และมีไหมที่ได้โสดาบัน โดยที่ไม่รู้ตัวเอง ?</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระโสดาบัน คือผู้ที่ละสังโยชน์ 3 ได้คือ<br />
ละสักกายทิฏฐิได้ คือหมดความเห็นผิดว่ามีตัวตน<br />
ละวิจิกิจฉาได้ คือละความลังเลสงสัยต่อพระรัตนตรัยได้<br />
ละสีลัพพตปรามาสได้ คือละการยึดถือในศีลในวัตรปฏิบัติที่ผิดๆได้<br />
ลักษณะของพระโสดาบันอื่นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็คือ<br />
เป็นผู้ไม่ไปเกิดในอบายอีก จะพ้นทุกข์ได้ในอีกไม่เกิน 7 ชาติ<br />
ซึ่งจากลักษณะดังกล่าว จะเป็นการยากมากที่คนทั่วไปจะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน<br />
นอกจากผู้นั้นจะมีความแตกฉานในสภาวธรรมจริงๆ<br />
จึงจะแยกแยะออกว่า สามารถละสังโยชน์ ๓ ได้หรือยัง<br />
แต่ถึงกระนั้น หากไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็จะไม่สามารถรู้ได้อย่างแม่นยำจริงๆ<br />
ดังนั้นหากสงสัยว่าใครเป็นหรือไม่เป็น<br />
โดยเฉพาะถ้าสงสัยว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นละก็<br />
ขอให้รู้ทันจิตที่สงสัยไปเลยนะครับ<br />
อย่าไปยึดถือว่าใครเป็นไม่เป็น เราเป็นไม่เป็น<br />
แล้วก็เพียรภาวนาต่อไป เพราะแม้ใครจะเป็นหรือจะเป็นก็ตาม<br />
เราเองก็ยังต้องเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ต่อไปอีกจนกว่าจะพ้นทุกข์ <img title="ยิ้มกว้างๆ" src="http://202.170.126.21/forum/Smileys/default/cheesy.gif" border="0" alt=":D" /></span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าครูบาอาจารย์ : อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13718/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13718/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 15:56:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[พระอาจารย์สุจินต์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อมหาวิบูลย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13718</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPVB.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13719" title="LPVB" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPVB.jpg" alt="" width="405" height="604" /></a></p>
<p><strong>อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ  โดย คุณ วีรวงศ์</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อมหาวิบูลย์ท่านหนึ่ง<br />
เริ่มภาวนาด้วยการอ่านหนังสือเอง<br />
ตั้งแต่ตอนยังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี<br />
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<br />
โดยมีเพื่อนของท่านผู้นั้น เป็นลูกศิษย์ใน<br />
พระเดชพระคุณหลวงพ่อมหาวิบูลย์<br />
เมื่อเพื่อนทราบว่าท่านสนใจการภาวนา<br />
จึงได้พาท่านมากราบ<strong>หลวงพ่อมหาวิบูลย์</strong>ที่วัดอินทาราม<br />
เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว</span></p>
<p><span style="color: #008000;">หลวงพ่อได้ซักถามถึงวิธีการและผลการภาวนา<br />
หลวงพ่อได้กล่าวว่าถูกต้อง<br />
และท่านยังได้แนะนำการภาวนาเพิ่มเติม<br />
<strong>เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นั้นได้พระอาจารย์สอนกรรมฐาน</strong></span></p>
<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPsj.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13720" title="LPsj" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPsj.jpg" alt="" width="542" height="363" /></a></p>
<p><span style="color: #008000;">ต่อมา ท่านยังได้ศึกษาเพิ่มเติมในสำนักครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่รูปอื่น<br />
โดยมี <strong>หลวงปู่ดูลย์ อตุโล, หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร </strong>เป็นอาทิ<br />
เมื่อได้ลิ้มรสผลการภาวนามาพอสมควร จึงปรารภที่จะอุปสมบท<br />
แต่ติดขัดอยู่ที่ มีมารดาที่ต้องดูแล และท่านก็เป็นบุตรเพียงคนเดียว<br />
เมื่อมีเงินพอที่จะเลี้ยงมารดาต่อไปได้เอง<br />
และฝากไว้กับญาติได้แล้วจึงจะได้อุปสมบท<br />
ในสำนักของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นอุปัชฌาย์</span></p>
<p><span style="color: #800080;">หลวงพ่อมหาวิบูลย์ ท่านคงต้องการตอกย้ำความมั่นคงในการอุปสมบท<br />
ให้กับมารดาของศิษย์ท่านนี้ เมื่อมีโอกาสได้พบมารดาของศิษย์ท่านนั้น<br />
ท่านจึงได้ปรารภธรรมคติเพื่อให้รำลึกถึงคุณค่าของการอุปสมบทลูกให้มารดาฟังว่า</span></p>
<p><strong><span style="font-size: large;"><span style="color: #4169e1;">&#8220;โยมอยากได้ลูกสะใภ้ หรืออยากได้ลูกพระ&#8221;</span></span></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;">&#8220;ลูกสะใภ้ จะดี หรือไม่ดีก็ไม่รู้&#8221;</span></p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">&#8220;แต่ลูกพระคิดถึงเมื่อไรแล้วก็สุขใจ&#8221;</span></strong></p>
<p><span style="color: #800000;">เมื่อท่านได้อุปสมบทเป็นพุทธชิโนรสแล้ว<br />
ยังได้สงเคราะห์มารดาด้วยธรรมะตามสมควร<br />
ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของบุตรอย่างเต็มที่ จนได้จากกันไป<br />
ซึ่งถ้าท่านมิได้อุปสมบท อาจมิได้ปฏิบัติได้ขนาดนี้<br />
ศิษย์ท่านนั้นได้เจริญในสมณเพศจนถึงปัจจุบัน<br />
ปัจจุบันศิษย์ที่กล่าวถึงนั้นท่านคือ<br />
พระเดชพระคุณ <strong>พระอาจารย์สุจินต์ สุจิณฺโณ</strong> ครับ</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ปล. จดจำจากคำบอกเล่าของ หลวงพ่อสุจินต์ ครับ _/|\_ _/|\_ _/|\_</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><em>*** พระอาจารย์สุจินต์ สุจิณฺโณ เป็นหนึ่งในศิษย์อาวุโสท่านหนึ่งของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และเป็นครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อปราโมทย์ให้ความเคารพมาก โดยในช่วงแรกของการออกบวชเป็นพระภิกษุของหลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้ไปอยู่จำวัดที่ สวนโพธิญาณ อรัญวาสี ซึ่งมี พระอาจารย์สุจินต์ เป็นเจ้าอาวาส ภายใต้การอนุญาตของพระอุปัชฌาย์ ***</em></span></p>
<p><span style="color: #800000;"><a href="http://www.romphosai.com/forums/หลวงพ่อมหาวิบูลย์-พุทธญาโณ/10813-เมตตาธรรมจากหลวงพ่อ-อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ.html">อ้างอิง  : http://www.romphosai.com/forums/หลวงพ่อมหาวิบูลย์-พุทธญาโณ/10813-เมตตาธรรมจากหลวงพ่อ-อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ.html</a></span></p>
<p><strong><em><br />
</em></strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13718/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตที่หลงไป</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 12:23:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตมีโมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตหลง]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดพ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13695</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/q091756.jpg"><img class="size-full wp-image-13696 aligncenter" title="q091756" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/q091756.jpg" alt="" width="544" height="569" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>จิตที่หลงไป</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800000;">ทุกครั้งที่รู้เท่าทันความดิ้นรนพยายาม<br />
ที่จะทำจิตให้เป็นไปตามที่อยากให้เป็น<br />
ก็จะเห็นว่า<br />
การพยายามทำจิตให้เป็นตามต้องการนั้น<br />
มันก็แค่จิตที่หลงไป<br />
บางทีก็หลงไป เพราะอยากเข้าใจธรรมะ<br />
บางทีก็หลงไป เพราะคิดว่าถ้าทำได้แล้วจะมีปัญญาหลุดพ้น<br />
บางทีก็หลงไป เพราะจิตเองไม่ยอมรับว่า แค่รู้แค่ดูก็พอ<br />
รวมความว่า หลงไปเพราะจิตยังโง่ ยังมีโมหะ ยังมีอวิชชาอยู่</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800000;">แต่ถ้ารู้ได้บ่อยๆ ว่าจิตหลงไป<br />
ถ้าเห็นจิตที่หลงดับลง ด้วยความมีสติมีความตั้งมั่นได้บ่อยๆ<br />
จิตที่หลงไป (จิตมีโมหะ) กับ จิตที่รู้ว่าหลงไป (จิตไม่มีโมหะ) นี่แหละ<br />
คือจิตคู่หนึ่งในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน<br />
ที่ใครเจริญให้มากแล้ว (จิตมีโมหะก็รู้ชัด จิตไม่มีโมหะก็รู้ชัด)<br />
จะเห็นจิตล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา<br />
จะกำจัดความยินดียินร้ายในโลกลงได้<br />
จะถึงความหลุดพ้นได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การย้อนดูจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 12:19:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ย้อนดูจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13661</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ppj1.jpg"><img class="size-full wp-image-13663 aligncenter" title="ppj" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ppj1.jpg" alt="" width="614" height="784" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><strong>การย้อนดูจิต</strong></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #ff0000;">ถาม : ได้ฟัง CD ของหลวงพ่อมีตอนหนึ่งที่หลวงพ่อถามโยมคนหนึ่งว่า จิตถึงฐานหรือยัง ซึ่งโยมคนนั้นก็ตอบว่าน่าจะถึงแล้ว หลวงพ่อจึงบอกให้โยมคนนั้นลองย้อนดูจิตดู ว่าเป็นอย่างไร หากดูแล้วจิตเด้งออกมาแสดงว่ายังไม่ถึงฐาน ดังนั้นจึงมีคำถามที่อยากทราบดังนี้ การย้อนดูจิตนั้นทำอย่างไร จิตที่ถึงฐานแล้วจะมีลักษณะอย่างไร จิตเด้งออกมาข้างนอกนั้นเป็นอย่างไรค่ะ</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #0000ff;">ตอบ : ตอนนี้ดูจิตที่สงสัยก่อนเลยครับ<br />
ถ้าดูจิตที่สงสัยได้ นั่นแหละครับคือการย้อนมาดูจิต<br />
และถ้าจิตถึงฐานได้ เมื่อย้อนมาดูจิต จิตก็จะมีความตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู<br />
อย่างถ้าย้อนมาดูจิตสงสัย แล้วเห็นจิตสงสัยดับไป<br />
เแล้วจิตไม่ไหลออกจมแช่ความสงสัย นั่นแหละครับคือจิตถึงฐาน<br />
และเมื่อย้อนไปดูกาย ก็เห็นกายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้<br />
เห็นกายกับจิตแยกเป็นคนละส่วนได้<br />
ส่วนที่หลวงพ่อหลวงพ่อบอกว่า แต่ถ้าย้อนมาดูจิตแล้วจิตเด้งออกมา<br />
ก็คือดูแล้วจิตไม่ถึงฐานนั่นแหละครับ<br />
เช่นดูจิตสงสัยแล้ว จิตก็ยังวกกลับสงสัยต่ออีก</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13613/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13613/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 22:07:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฏฐิวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[วิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเป็นอนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13613</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540917A-calm-dd.mp3" target='_blank'><strong>การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ</strong></a></p>
<div id="attachment_13655" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/1184898151-400x258.jpg" alt="การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ" title="การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ" width="400" height="258" class="size-large wp-image-13655" /><p class="wp-caption-text">การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ใจเรามันดื้อ ใจเรามันเรียนรู้สิ่งผิดๆมาเยอะ รู้ผิดเข้าใจผิดมาตลอดนะสะสมมาในสังสารวัฏ ตั้งแต่เกิดมานะ เราก็ถูกย้ำถึงความมีตัวมีตน ถูกสอนว่าเราเป็นใครเป็นลูกใครอยู่ในตระกูลไหน ถูกปลูกฝังย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามีตัวตนจริงๆ ไปโรงเรียนก็มีเพื่อนมีครูโรงเรียนของเราเพื่อนเราครูเรา มันมีเราขึ้นมาตลอดถูกย้ำตลอดเวลา</p>
<p>การที่จิตมันถูกย้ำแล้วย้ำอีก <strong>จิตมีธรรมชาติเรียนรู้ได้ จิตเป็นอนัตตานะแต่จิตเป็นธรรมชาติที่อบรมสั่งสอนให้การเรียนรู้ได้</strong> พอมันถูกสั่งสอนถูกเรียนรู้มาผิดๆมาตั้งแต่แรกเกิด มันถูกสอนให้สำคัญมั่นหมายถึงความมีตัวมีตน ก็ฝังความรู้สึกนี้เข้าไปจนลึกเลย ต่อไปไม่ว่าทำอะไรนะมันก็จะมีเราซ่อนอยู่ข้างหลังตลอดเวลา กระทั่งจะแต่งผมจะแต่งหน้านะ ไปดูให้ดีเถอะต้องมีเราซ่อนอยู่ คงไม่แต่งหมาแต่งแมวเนอะวันๆแต่งเราเนี่ยแหล่ะ จะเดินจะยืนจะนั่งจะนอนนะมันประกาศความเป็นตัวตนอยู่ เวลาเราอยู่คนเดียวท่าเดินเราเหมือนตอนที่คนอื่นเห็นมั้ย ไม่เหมือนหรอกไม่เหมือน ท่านั่งท่านอนก็ไม่เหมือนกัน เวลาคุยกับคนรู้ตัวอยู่นะก็คุยดูเรียบร้อยนะ เคยเห็นคนเวลาโทรศัพท์มั้ยเดินโทรศัพท์นะผู้หญิงนะสวยเชียวนะแต่งตัวสวยเดินไปแคะฟันไปเผลอๆ โถความงามของเจ้าหล่อนนะผู้ชายเห็นแล้วสยองเลย ความจริงผู้ชายทำยิ่งกว่านั้นอีกนะ มันถูกย้ำมันถูกย้ำความมีตัวมีตนอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>งั้น<strong>มันฝังลึกมันเข้าไปอยู่ในเรียกว่าสัญญามันลงไปอยู่ในใจ ในที่สุดมันก็ไปหมายรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปแบบผิดๆหมายรู้ว่ามีตัวมีตนขึ้นมา มองอะไรก็มองแง่ของความมีตัวมีตนเสมอซ้ำแล้วซ้ำอีกปลูกฝังมาอย่างนั้น การที่จะล้างความคิดผิดเรียกจิตวิปลาสความเห็นผิดเรียกทิฐิวิปลาส การหมายรู้ผิดๆเรียกสัญญาวิปลาส จะแก้ จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส สัญญาวิปลาสแก้วันเดียวแก้ไม่ตกหรอก คราบสกปรกมันฝังลึกสะสมมานาน</strong></p>
<p>งั้นต้องใจเย็นๆ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ปฏิบัติปุ๊บปั๊บๆเพื่อหลุดพ้น ไม่ใช่ ยกเว้นคนซึ่งเคยทำมาก่อนแล้ว อย่างชาติก่อนๆเค้าได้โสดา สกทาคาอะไรงี้นะชาตินี้เค้ามาภาวนาปุ๊บปั๊บๆนะเค้าไปเร็ว ของเราถ้ายังไม่เคยได้จะเริ่มต้นขั้นที่หนึ่งในชาตินี้แหล่ะก็ลำบากหน่อยก็ทนเอาหน่อย กว่าจะล้างความเห็นผิดได้ว่ามีตัวมีตนเค้าภาวนากันนานดูของจริงนาน แต่เดิมนะชอบคิดเอา ถูกปลูกฝังให้เชื่อถูกปลูกฝังให้คิดว่ามีตัวมีตน <strong>จะทำลายความเชื่อทำลายความคิดนะทำลายความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้ต้องดูของจริง ต้องเอาความจริงเท่านั้นเข้าไปสู้นะ</strong></p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒<br />
Track: ๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/042/mp3/540917A.mp3" target="_blank">540917A.mp3</a><br />
ระหว่างวินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13613/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540917A-calm-dd.mp3" length="3351770" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/042/mp3/540917A.mp3" length="13341702" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของผู้ที่เจริญสติปัฏฐานก็คือ อยากหลุดพ้น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 12:42:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[อยากหลุดพ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13644</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LB.jpg"><img class="size-full wp-image-13645 aligncenter" title="LB" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LB.jpg" alt="" width="454" height="545" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของผู้ที่เจริญสติปัฏฐานก็คือ อยากหลุดพ้น</strong></p>
<p><span style="color: #008000;">คุณเห็นไหมว่าตัวเองก็อยากหลุดพ้น ผมก็ยังอยากหลุดพ้นอยู่ อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ยังเจริญสติปัฏฐานไม่ต่อเนื่อง อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ ยังไม่เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม มีความเกิดขึ้น เสื่อมไปเป็นธรรมดา อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ ยังไม่อาจเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเพียงเครื่องอาศัยระลึกรู้โดยปราศจากความยินดียินร้าย เมื่อเป็นอย่างนี้ จิตก็ยังไม่อาจแหวกอวิชชาออกมาได้ ตอนนี้จึงต้องทำใจยอมรับทั้งสุขทั้งทุกข์ไปก่อน แล้วก็หาโอกาสเจริญสติปัฏฐานให้ต่อเนื่อง จนกระทั่งเห็นความเกิดขึ้นเสื่อมไปของกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเรื่องปกติธรรมดา จนกระทั่งรู้กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสักแต่ว่าอาศัยระลึก จนกระทั่งเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย จนกระทั่งไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ถ้าทำได้อย่างที่พระพุทธองค์บอกละก็ อิงหวังผลได้ในเวลาไม่เกิน 7 ปี สรุปว่า ถ้ายังไม่หลุดพ้น ก็ต้องเพียรที่จะรู้ทุกอย่างที่ปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลางต่อไป เห็นว่า มันเกิดขึ้น เสื่อมไปเป็นธรรมดา</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พูดถึงเรื่องความอยากหลุดพ้นแล้ว นึกถึงที่คุยกับหลวงพ่อปราโมทย์ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน (ช่วง ต.ค. 2546) ท่านบอกว่า &#8220;<span style="color: #ff6600;">รู้ทั้งรู้ว่าความอยากหลุดพ้นนี่แหละทำให้ไม่หลุดพ้น แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงไม่ให้อยาก พออยากหลุดพ้น ก็คอยจะรู้อารมณ์ รู้แล้วก็เห็นแต่ทุกข์ รู้แล้วก็มีแต่ทุกข์ แต่พอจะเลิกรู้ (เพราะรู้แล้วก็ทุกข์) ก็ไม่กล้าอีก ด้วยกลัวว่าเลิกรู้แล้วจะไม่หลุดพ้น (อารมณ์ที่ว่าคือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ </span>)&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #008000;">ไม่ใช่แปลว่าสนับสนุนให้เลิกรู้อารมณ์.. ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ผมบอกว่าเลิกรู้ หมายถึงเลิกที่จะมีเจตนาไปรู้ หากอิงสังเกตให้ดี การรู้อารมณ์ที่เราเป็นอยู่ จิตจะมีการมั่นหมายลงไปรู้อารมณ์เสมอ จิตยึดอย่างนี้มานาน คงต้องให้เวลามันเรียนรู้ ขนาดหลวงพ่อยังใช้เวลาร่วมๆ 20 ปีเลยครับ นับตั้งแต่ท่านเจอหลวงปู่ดูลย์นะครับ ก่อนหน้านั้นอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ พระพุทธองค์ถึงได้บอกว่า ให้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ &#8230;.. ท่านเอาความเพียรขึ้นก่อนตัวอื่นเลย</span></p>
<p><strong>&#8230;อีกนานแค่ไหนฉันก็จะเพียร&#8230;</strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 12:19:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตส่งออกนอก]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[อย่าส่งจิตออกนอก]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์แห่งจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13626</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="alignnone" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Dul1.jpg" alt="" width="347" height="522" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นึกถึงเรื่องที่คุยเมื่อวาน มีช่วงหนึ่งได้พูดถึงความไม่เข้าใจวิธีการภาวนา ได้คุยกันว่า ส่วนมากแล้ว<span style="color: #000000;">นักภาวนามักจะเข้าใจผิดคือ มักจะคิดเข้าใจผิดไปว่า การภาวนานั้นต้องคอยรักษาจิตไม่ให้ส่งออก พอจิตส่งออกก็เลยไม่ยินดี แล้วก็พยายามหาอุบายมาทำให้จิตไม่ส่งออก มาทำให้จิตมีความรู้ตัว</span> ผมก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะศึกษาหรืออ่านคำสอนไม่ครบถ้วน อย่างเช่นเรื่องอริยสัจจ์แห่งจิตที่หลวงปู่ดูลย์สอนเอาไว้ ส่วนมากจะอ่านกันแค่ท่อนแรกคือ </span></p>
<div id="_mcePaste"><span style="color: #ff6600;">&#8220;จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ&#8221;</span></div>
<div><span style="color: #ff6600;"><br />
</span></div>
<div id="_mcePaste"><span style="color: #0000ff;">พออ่านแค่ท่อนนี้ ก็เลยไปตั้งความเห็นไว้ว่า จิตต้องไม่ส่งออก ต้องทำไม่ให้จิตส่งออก ซึ่งที่จริงแล้ว ข้อความท่อนนี้ เป็นการพูดถึงอริยสัจจ์แห่งจิต ไม่ได้พูดถึงวิธีการภาวนา หากจะจับเอาวิธีการภาวนา ก็ต้องอ่านท่อนต่อไปด้วย ท่อนต่อไปที่ว่า มีอยู่ในหนังสือ วิมุตติปฏิปทา หัวข้อ บันเทิงธรรม ที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้เรียบเรียงไว้ตั้งแต่ก่อนบวช ซึ่งมีข้อความว่า&#8230;.</span></div>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="color: #008000;">&#8221; อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ก็แต่ว่า ถ้าจิตส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. จิตเกิดหวั่นไหวหรือเกิดกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ เป็นทุกข์ ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อม เพราะมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นนิโรธ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตไม่ส่งออกนอก. จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม เป็นวิหารธรรม. จบอริยสัจจ์ 4 &#8220;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">จากข้อความในตอนนี้ หากจะจับหลักการภาวนา ก็ต้องจับเอาจากที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">&#8220;อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ซึ่งโดยเนื้อความแล้วก็คือ ปกติของคนเรา จิตนั้นก็ย่อมต้องมีการส่งออกเสมอ จึงไม่ใช่วิสัยที่เราจะไปบังคับเพื่อไม่ให้จิตส่งออก การภาวนาจึงมาอยู่ตรงที่ ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่หวั่นไหวหรือไม่กระเพื่อมเมื่อส่งออกไปรับรู้อารมณ์แล้ว ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ก็ได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า&#8230;ให้มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ หากเราสามารถทำให้เกิดมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ได้ภายหลังจากที่จิตส่งออกไปแล้ว นั่นก็คือ การเจริญมรรค อันเป็นกิจที่พึงทำเพื่อการพ้นทุกข์ ซึ่งการทำให้เกิดสติอยู่อย่างสมบูรณ์ภายหลังที่จิตส่งออกไปรับอารมณ์แล้ว สามารถทำได้ด้วยการฝึกตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้สอนนั่นเอง พอฝึกไปๆ จนถึงจุดหนึ่ง จิตก็จะไม่ส่งออกอีกเลย ถึงตรงนั้นก็คือ มีจิตที่ไม่ส่งออกเป็นวิหารธรรม อันเป็นหลักชัยของนักภาวนา</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม : ถ้าอย่างนั้น คำสอนที่ว่า &#8220;อย่าส่งจิตออกนอก&#8221; จะให้ความหมายว่าอย่างไรถึงจะไม่เป็นการเข้าใจผิด แล้วทำให้บังคับห้ามไม่ให้จิตส่งออกนอกล่ะค่ะ </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : ต้องอ่านให้ครบเนื้อหา ไม่ใช่อ่านกันแค่ประโยคเดียว ซึ่งหากอ่านในวิธีเจริญภาวนาของหลวงปู่ดูลย์ เรื่องอย่าส่งจิตออกนอก มีข้อความกล่าวไว้ว่า <span style="color: #ff6600;">&#8220;กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไป ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ&#8221; </span>ซึ่งท่านได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า เราทำให้จิตไม่ส่งออกหรือห้ามไม่ให้ส่งออกไม่ได้ เมื่อเผลอหรือส่งออกไปแล้ว ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม ไม่ใช่ว่าต้องคอยบังคับหรือรักษาไม่ให้จิตส่งออกนอก ถ้าจะรักษาก็ต้องรักษาสัมปชัญญะเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-size: x-small;"><br />
</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13582/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13582/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 22:06:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สุขถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13582</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/520719-change-dd.mp3"><strong>การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม</strong></a></p>
<div id="attachment_13624" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/3d-circular-up-and-down-arrows-thumb6076739.jpg" alt="การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม" title="การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม" width="400" height="400" class="size-full wp-image-13624" /><p class="wp-caption-text">การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>สงสัยว่าบางวันน่ะค่ะ ก็รู้สึกเหมือนรู้น่ะค่ะ แต่บางวันก็เหมือนไม่แน่ใจว่าไม่รู้คิดหรือรู้</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เป็นอย่างนั้นทุกคนแหล่ะ  เป็นอย่างนั้นทุกคนนะ บางวันภาวนาง่าย บางวันเหมือนภาวนาไม่เป็น เป็นทุกคน <strong>พอรู้สึกว่าภาวนาไม่เป็นอย่าไปดิ้นรนค้นคว้าให้รู้ว่าใจมันเหมือนกับไม่รู้เรื่อง ดูไม่รู้เรื่องก็รู้ว่าดูไม่รู้เรื่องไป</strong> ถ้าเราไม่ชอบเราไปยิ่งดิ้นรนค้นคว้านะ ยิ่งเสียเลย ยิ่งดูไม่ออก <strong>การภาวนามันมีแต่เจริญแล้วเสื่อมเจริญแล้วเสื่อมไปเรื่อยนะ</strong> บางทีก็รู้บางทีก็หลงบางทีก็รู้บางทีก็หลง <strong>ไม่มีหรอกดีถาวรสุขถาวรสงบถาวร ไม่มี</strong></p>
<p><em> CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๑</em><br />
<em> File: </em><a style="font-style: italic;" href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/031/520719.mp3" target="_blank">520719.mp3</a><br />
<em> ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๔๙ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๗</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13582/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/520719-change-dd.mp3" length="525530" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/031/520719.mp3" length="35543184" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ความเผลอ กับ ความรู้ตัว อย่างไหนปกติ อย่างไหนผิดปกติ?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 13:19:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13610</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ToF.jpg"><img class="size-full wp-image-13611 aligncenter" title="ToF" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ToF.jpg" alt="" width="480" height="308" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ความเผลอ กับ ความรู้ตัว อย่างไหนปกติ อย่างไหนผิดปกติ?</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">ความเผลอ กับ ความรู้ตัว ล้วนแต่เป็นสิ่งปกติครับ ความเผลอ กับ ความรู้ตัว ต่างกันที่เผลอไม่มีสัมปชัญญะ รู้ตัวมีสัมปชัญญะ อ้อ แล้วก็ คนทั่วไปจะเผลอมากกว่ารู้ตัว จึงอาจทำให้คนทั่วไปมองว่ารู้ตัวเป็นสิ่งผิดปกติ แต่นักภาวนาจะเห็นความเผลอเป็นสิ่งไม่ปกติ ก็เลยเกิดความไม่ยินดีกับความเผลอ พอไม่ยินดี ก็คอยที่จะปั้นความรู้ตัว คอยที่จะจ้อง ที่จะเพ่ง เพื่อไม่ให้ให้เผลอ เมื่อใดที่เห็นว่าเผลอ-รู้ตัว ต่างก็เป็นสิ่งปกติ ก็จะไม่พยายามรู้ตัว ไม่พยามจ้อง ไม่พยายามเพ่ง เพราะจิตเป็นกลางกับความเผลอ-รู้ตัว</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปัญญาจากการดูจิต (จิตตานุปัสสนา)</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13572/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13572/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 13:07:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตานุปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13572</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/screenshot-1.png"><img class="alignnone size-full wp-image-13573" title="screenshot-1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/screenshot-1.png" alt="" width="410" height="338" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ปัญญาจากการดูจิต (จิตตานุปัสสนา)</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">จิตมันย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ เมื่อวานก็เป็นอย่าง วันนี้ก็อาจเป็นอีกอย่าง แม้แต่ในวันเดียวกัน ตอนเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ จิตก็ไม่เหมือนกันแล้ว ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ถ้าเหตุดีจิตก็ดี เหตุไม่ดีจิตก็ไม่ดี เราภาวนากันนี้ไม่ได้ภาวนาเพื่อให้จิตมันดี มันจะดีหรือไม่ดี เรามีหน้าที่รู้มันด้วยความเป็นกลางเท่านั้น ไม่ต้องไปดูที่เหตุก็ได้ ดูไปที่จิตเลยว่าดีหรือไม่ดี ดูไปเพื่อให้เห็นความไม่เที่ยงของจิต ดูไปเพื่อให้เห็นว่า การจะทำให้จิตเหมือนๆ กันตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะจิตมันเป็นอนัตตา มันย่อมเปลี่ยนไปตามเหตุ</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13572/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคถึงจะได้ผล</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13551/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13551/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jan 2012 22:10:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตใจเคลื่อนไหว]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกอยู่ในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกายเคลื่อนไหว]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เว้นวรรค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13551</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-abstain-dd.mp3" target='_blank'><strong>การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคถึงจะได้ผล</strong></a></p>
<p><div id="attachment_13565" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/Favim.com-2788-400x265.jpg" alt="การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคถึงจะไ้ด้ผล" title="การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคถึงจะไ้ด้ผล" width="400" height="265" class="size-large wp-image-13565" /><p class="wp-caption-text">การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคถึงจะไ้ด้ผล</p></div><br />
<strong><br />
โยม :</strong> แล้วระหว่างวันล่ะคะ? เราทำแบบอาจารย์เขาทำเช้าเย็น แล้วระหว่างวันเราควรจะทำอย่างไร</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> ระหว่างวันเราก็ดูไป อย่าไปเว้นวรรคนะ ถ้าเราจะดูเวทนา เวทนามีทั้งวันนี่ ไม่ใช่มีเฉพาะตอนนั่ง ตอนเรากวาดบ้านถูบ้านเวทนาก็มีนี่ ตอนเราซักผ้าเวทนาก็มี การปฏิบัติจะได้ผลดีถ้าเราไม่เว้นวรรค</p>
<p>ถ้าเราบอกว่าเช้าปฏิบัติ ๑ ชั่วโมง เสร็จแล้วเลิกเลย แล้วเย็นปฏิบัติอีก ๑ ชั่วโมง วันหนึ่งปฏิบัติ ๒ ชั่วโมงเอง อีก ๒๒ ชั่วโมงนั้น กิเลสครอบงำ เพราะฉะนั้นเราพยายามรู้สึกตัวอยู่ อย่างพอเรานั่งได้ ๑ ชั่วโมง เราลุกขึ้นมา เรารู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ นั่งได้ครบแล้ว ดีใจ ดีใจรู้ว่าดีใจไปเลย ไปทำงานร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก ฝึกอยู่ในชีวิตประจำวัน</p>
<p><strong>การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคเลยนะ ถึงจะได้ผล ถ้าเว้นวรรคล่ะก็ ไม่ได้หรอก</strong></p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</p>
<p>CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๓<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" target="_blank">510817.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕๘ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๕๙ วินาทีที่ ๑๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/30/13551/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-abstain-dd.mp3" length="813348" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" length="35849552" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เป้าหมายอันแท้จริงของการภาวนาอยู่ที่ใด?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/29/13554/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/29/13554/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jan 2012 12:39:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13554</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/bullseye.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13555" title="bullseye" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/bullseye.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>เป้าหมายอันแท้จริงของการภาวนาอยู่ที่ใด?</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เป้าหมายอันแท้จริง จะอยู่ที่ การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นอะไรๆ ในโลก แม้จะไม่ทราบคำตอบของความสงสัย แต่ถ้าปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นอะไรๆ ในโลกเสียได้ ก็เท่ากับจบกิจที่พึงทำ ความสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการภาวนา เป็นปัญหาใหญ่ของนักภาวนาทีเดียว หากใครเกิดความสงสัยแล้วไม่อาจรู้ทันได้ด้วยความมีสติสัมปชัญญะต่อความสงสัยละก็ ก็จะทำให้จิตต้องแบกภาระ ต้องเป็นทุกข์เพราะไม่อาจปล่อยวางความยึดมั่นต่อความสงสัยได้ อย่างเช่นที่คุณประสบอยู่ ความสงสัยจนเป็นทุกข์นี้ มักเกิดเพราะความเข้าใจผิดว่า หากไม่มีความรู้แล้ว มรรคผลจะไม่เกิด โดยไม่เข้าใจว่า ความรู้ &#8211; ปัญญานั้นเป็นคนละอย่างกัน การหาคำตอบในเรื่องสงสัย จะเป็นแค่ความรู้ แต่การที่ปล่อยวางความสงสัยจะเป็นปัญญา เพราะเมื่อวางได้ก็ไม่ทุกข์</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/29/13554/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ทำสมถะกับวิปัสสนาไปพร้อมกันได้ไหม?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13535/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13535/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 14:20:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13535</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ZenStory1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13536" title="ZenStory1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ZenStory1.jpg" alt="" width="320" height="320" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ทำสมถะกับวิปัสสนาไปพร้อมกันได้ไหม?</strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;">สมาธิมีสองอย่างคือตั้งใจมั่น กับสมาธิที่เป็นจิตสงบ (สมถะ)  สมถะ คือการรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องกัน สมาธิ หรือสัมมาสมาธิ คือจิตตั้งมั่น รู้อารมณ์ด้วยความรู้ตัว ความสงบเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น ความสงบ อาจเกิดจากการทำสมถะ หรือเจริญสติสัมปชัญญะก็ได้ จิตที่ตั้งมั่นรู้ความสงบด้วยความรู้ตัว (รู้ด้วยสติ สัมปชัญญะ) เป็นสมาธิ จิตที่จมแช่ความสงบ ไม่เป็นสมาธิ-ไม่เป็นสัมมาสมาธิ (แต่คนส่วนมากเข้าใจคำว่าสมาธิคือการทำความสงบ) </span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">การทำสมถะ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสงบเป็นสำคัญ หากทำสมถะด้วยความรู้ตัว เห็นความสงบไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็เท่ากับเป็นวิปัสสนา สมถะ-วิปัสสนาจึงทำควบคู่กันได้ และในกรณีที่เจริญสติปัฏฐาน 4 เป็น ความสงบกับปัญญาจะผลัดเปลี่ยนกันปรากฏเสมอๆ การดูจิตเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา บางครั้งดูจิตแล้วเกิดสงบต่อเนื่องก็เป็นสมถะ บางครั้งดูจิตแล้วเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ก็เป็นวิปัสสนา แต่ส่วนมากการดูจิตจะแสดงความเป็นวิปัสสนาออกมามากกว่า เพราะอารมณ์มักไม่ต่อเนื่องกันนาน</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13535/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใจที่เป็นกลาง ไม่ปฏิเสธสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13495/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13495/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 21:44:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผัสสะ/การกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องครูบาอาจารย์์]]></category>
		<category><![CDATA[กลิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหนาว]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิเสธสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[พอดี]]></category>
		<category><![CDATA[รส]]></category>
		<category><![CDATA[รูป]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่บุดดา]]></category>
		<category><![CDATA[เสียง]]></category>
		<category><![CDATA[โผฎฐัพพะ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจเป็นกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13495</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540501A-mid-dd.mp3"><strong>ใจที่เป็นกลาง ไม่ปฏิเสธสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ</strong></a></p>
<div id="attachment_13529" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/20090920115653_36-400x483.jpg" alt="หลวงปู่บุดดา ถาวโร" title="หลวงปู่บุดดา ถาวโร" width="400" height="483" class="size-large wp-image-13529" /><p class="wp-caption-text">หลวงปู่บุดดา ถาวโร</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ร้อนมั้ย ร้อน ไม่ร้อน จริงน่ะ ไม่จริงมั้ง มีครูบาอาจารย์หลวงปู่บุดดา น่ารัก อะไรๆท่านพอดีหมดเลย ร้อนก็ร้อนพอดี หนาวก็หนาวพอดี คนทำน้ำปานะไปถวายท่าน เห็นว่าท่านแก่แล้วต้องการวิตามินซีสูง ทำให้เปรี้ยวสุดๆเลย ตัวเองไม่ได้ชิมนะ เอาไปถวายท่าน เหลืออยู่หน่อยนึงนะแอบไปชิม โห เปรี้ยว อีกวันแก้ตัวทำให้หวาน ไปถามท่านว่าเมื่อวานน้ำปานะเปรี้ยวไปมั้ย ท่านบอกเปรี้ยวพอดี ถวายอันใหม่ไปนะท่านก็ฉันตัวเองเอามาชิมทีหลังนะ โห หวานไป ไปถามท่านนะหวานไปปล่าว ท่านบอกหวานพอดี เอากับท่านสิ</p>
<p>ถ้าใจพอดี คือใจไม่ปฏิเสธสิ่งแวดล้อม ใจท่านไม่ปฏิเสธ สิ่งแวดล้อมจะเป็นรูปเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรสเป็นโผฏฐัพพะ สิ่งที่มากระทบร่างกายความร้อนความหนาวความอ่อนความแข็ง สิ่งแวดล้อมที่มากระทบนี้ ใจท่านเป็นกลาง</p>
<p><strong>ใจเป็นกลางใจไม่ดิ้นไม่ปรุงแต่ง ถ้าใจไม่ดิ้นใจไม่ปรุงแต่งใจก็ไม่ทุกข์ มันทุกข์ขึ้นมาเพราะใจมันดิ้นรนปรุงแต่ง เกิดจากมันไม่ยอมรับความจริงของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่มากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ยอม เช่นสิ่งที่มากระทบมันไม่ดี อยากให้ดี สิ่งที่มากระทบมันไม่ดี อยากให้หายไป อยากให้หาย อยากให้สิ่งที่ดีๆมากระทบ ถ้าสิ่งดีๆมากระทบแล้วอยากให้อยู่ตลอด ไม่ยอมรับความจริงว่าทุกอย่างมันก็มาแล้วก็ไปมาแล้วก็ไป ทุกอย่างจะมาหรือไม่มาเพราะมันมีเหตุ สิ่งที่มากระทบเรานั้นจะชั่วหรือจะดีนะ มันมีเหตุ</strong><br />
<em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><br />
<em> แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม</em><br />
<em> บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em><br />
<em> แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๐<br />
Track: ๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540501A.mp3" target="_blank">540501A.mp3</a><br />
ระหว่างวินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๑๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13495/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540501A-mid-dd.mp3" length="1888182" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ฐานของจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/25/13523/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/25/13523/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 12:36:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ฐานของจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13523</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<dd style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/35ac115e.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13524" title="35ac115e" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/35ac115e.jpg" alt="" width="800" height="600" /></a></dd>
<dd style="text-align: center;"><strong>ฐานของจิต</strong></dd>
<dd style="text-align: center;"><strong><span style="color: #008000;"><br />
</span></strong></dd>
<dd style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">ฐานของจิต เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะคราใดที่จิตอยู่ที่ฐานที่ถนัด ก็จะทำให้เกิดความสงบรำงับ และมีสติสัมปชัญญะได้ง่าย อย่างคราใดที่มีกามราคะมาก ถ้าจิตสามารถกลับไปอยู่ในฐานที่ถนัด เช่นลมหายใจ ก็จะทำให้กามราคะดับได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีฐานให้จิตอยู่ จิตก็จะไหลไปกับกามราคะนาน ฐานของจิตก็คือที่ตั้งของจิต ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม นั่นเองครับ หรือจะเรียกว่า เครื่องอาศัยระลึกของจิตก็ได้ครับ ไม่ใช่ว่าเป็นตำแหน่งในร่างกายนะครับ</span></dd>
<dd style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"> หลวงปู่ดูลย์ท่านว่า ฐานของจิต นี่มีที่อยู่ไม่แน่นอนในแต่ละวัน พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว</span></p>
</dd>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/25/13523/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

