<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; ข้อคิด</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/quote/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>การภาวนาต้องเด็ดเดี่ยว</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/20/13352/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/20/13352/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 00:53:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเพียร]]></category>
		<category><![CDATA[สม่ำเสมอ]]></category>
		<category><![CDATA[สู้ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[อธิษฐานบารมี]]></category>
		<category><![CDATA[เหลาะๆแหละๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจเด็ดเดี่ยว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13352</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/531225B-resolute-dd.mp3"><strong>การภาวนาต้องเด็ดเดี่ยว</strong></a></p>
<div id="attachment_13455" class="wp-caption alignnone" style="width: 370px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/17_02.jpg" alt="การภาวนาต้องเด็ดเดี่ยว" title="การภาวนาต้องเด็ดเดี่ยว" width="360" height="288" class="size-full wp-image-13455" /><p class="wp-caption-text">การภาวนาต้องเด็ดเดี่ยว</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>คนเราลองตั้งใจแล้วทำให้ได้เป็นบารมีนะเรียกอธิษฐานบารมี ตัวนี้สำคัญมากเลย เท่าที่หลวงพ่อสังเกตผู้ปฏิบัติดูเนี่ย คนที่เค้าได้ผลเนี่ยไม่ใช่ว่าเค้าฉลาดหรือเค้าเก่งกล้าสามารถอะไรเหนือกว่าเรา แต่เค้าเด็ดเดี่ยว เนี่ยตัวนี้สำคัญมากเลย</strong> เวลาตั้งใจที่จะภาวนานะก็ต้องทำ ลำบากยากเย็นยังไงก็ทำ จะเป็นบารมีชื่ออธิษฐานบารมี เป็นความเด็ดเดี่ยว ตัวนี้สำคัญ </p>
<p>หลวงพ่อพุธเคยสอนหลวงพ่อนะว่าพระภาวนา ตอนนั้นเราไม่ได้บวชหรอกแต่ท่านก็เทศน์ให้ฟัง บอกว่าตั้งใจปฏิบัตินะต้องทำจริงๆเลย อย่างพระทุกวันจะต้องมีข้อวัตรต้องกวาดวัดต้องกวาดกุฏิต้องอะไรเงี้ย วันนึงท่านป่วยหนักท่านลุกไม่ขึ้นเลย พอถึงเวลากวาดวัดเนี่ยท่านทำไงรู้มั้ย ท่านเอามือนะขยับมือเนี่ยกวาดข้างๆตัว วางใจว่ากำลังทำข้อวัตรอยู่ นี่ขนาดนี้นะ ขนาดว่าจะตายมิตายแหล่ยังไม่เลิกเลยนะ ใกล้จะตายแล้วยังไม่ทิ้งข้อปฏิบัติเพราะตั้งใจว่าจะทำ หรือบางองค์บางองค์นี้ไม่ใช่คนยุคเรานะ ตั้งใจเดินจงกรมจะภาวนาเดินๆจนเท้าแตก เท้าแตกหมดเลยเดินไม่ได้แล้ว เดินไม่ได้ท่านคลานคลานจนเข่าแตกนะ คลานไม่ได้นะท่านลงไปนอนนะ กลิ้งไปกลิ้งมานะนอนพลิกซ้ายพลิกขวาพลิกซ้ายพลิกขวาไปเรื่อย ขยับทำความรู้สึกไปเรื่อย เห็นธาตุเห็นขันธ์นี้ทำงานไปเรื่อย ถึงขนาดเดินไม่ได้แล้วนะคลานก็ไม่ได้นะนอนพลิกไปพลิกมานะก็เป็นพระอรหันต์นะ</p>
<p>งั้นตัวความเด็ดเดี่ยวเนี่ยสำคัญมากเลย ฆราวาสนะหลวงพ่อวิจารณ์ซื่อๆเลยนะ สิ่งที่พวกเราขาดนะคือความเด็ดเดี่ยว พระเด็ดเดี่ยวมากกว่าเพราะอะไร อย่างมันจะตายมิตายแหล่นะมันต้องสู้ตายแหล่ะ สู้ตาย อย่างพระเนี่ยเวลากามราคะเกิดนะจะเป็นจะตายนะ ทุกข์ทรมานมาก โยมไม่เป็นอะไรเห็นมั้ย เพราะนั้นพระเนี่ยสู้เด็ดเดี่ยวมากเลย พระดีๆเป็นยากนะ สู้ตาย ใจต้องแข็งจริงๆเลย ใจเหลาะๆแหละๆเป็นไม่ได้</p>
<p>อย่างคนมาขอบวขหลวงพ่อให้ไปทบทวนใหม่ซะเป็นส่วนมากนะ บางคนขอตั้งหลายปีถึงให้ไปบวชได้ ใจไม่แข็งพอมันไม่ได้กินหรอก นี้โยมเนี่ยส่วนใหญ่อ่อนแอไปหน่อย อึดนะอึดไว้ <strong>ไม่ต้องเร่งความเพียรหามรุ่งหามค่ำหรอกแต่ทำความเพียรให้สม่ำเสมอ สำคัญกว่าเร่งหามรุ่งหามค่ำอีกนะ</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><br />
<em> แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม</em><br />
<em> บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em><br />
<em> แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๘<br />
Track: ๕<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/038/mp3/531225B.mp3" target="_blank">531225B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๒  วินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๕๕<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/20/13352/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/531225B-resolute-dd.mp3" length="2416273" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/038/mp3/531225B.mp3" length="23869520" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ความจริงของโลกจะบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/05/13070/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/05/13070/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jan 2012 22:09:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[มีทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มีนินทา]]></category>
		<category><![CDATA[มียศ]]></category>
		<category><![CDATA[มีลาภ]]></category>
		<category><![CDATA[มีสรรเสริญ]]></category>
		<category><![CDATA[มีสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อมยศ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อมลาภ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13070</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/521115-real-dd.mp3"><strong>ความจริงของโลกจะบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา</strong></a></p>
<div id="attachment_13218" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/752px-1000px-Southern_Chivalry_Argument_versus_Clubs-400x261.jpg" alt="ความจริงของโลกจะบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา" title="ความจริงของโลกจะบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา" width="400" height="261" class="size-large wp-image-13218" /><p class="wp-caption-text">ความจริงของโลกจะบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> ชีวิตเรามันมีแต่ความไม่แน่นอนนะ แข็งแรงอยู่ปุ๊บปั๊บๆก็ป่วยไปแล้ว <strong>ชีวิตเรานี้มีแต่ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โลกมันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา พวกเรามาหัดภาวนาเนี่ยเพื่อมาเข้าใจความจริงของชีวิต เข้าใจความจริงของโลก</strong> ชีวิตเราหรือโลกนี้มันก็มีแต่ความเจริญแล้วก็เสื่อมนะ มีลาภแล้วก็เสื่อมลาภ มียศแล้วเสื่อมยศ มีสรรเสริญแล้วก็มีนินทา มีสุขแล้วก็มีทุกข์ ไม่มีใครหนีพ้นนะ กระทั่ง<strong>พระพุทธเจ้าของเรา อย่างคนจะนินทาท่านก็มีนะ คนสรรเสริญท่านก็มากอะไรนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก บางทีท่านก็ต้องเจ็บป่วยเหมือนกัน บางครั้งท่านก็ไม่สบาย</strong> นั้นยังมีกายมีใจก็ยังเรียกว่ายังอยู่กับโลก</p>
<p><strong>เมื่ออยู่ในโลกเนี่ยโลกธรรมคือความจริงของโลกก็จะบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา สุขได้ก็ทุกข์ได้นะ มีสรรเสริญได้ก็มีนินทา มีผลประโยชน์ก็เสียผลประโยชน์อะไรเนี้ย มีสุขมีทุกข์หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มันไม่มีหรอกไอ้ที่จะได้ข้างเดียว มีลาภยศสรรเสริญสุขอย่างเดียวไม่มีเสื่อมลาภเสื่อมยศนินทาทุกข์เป็นไปไม่ได้ เพราะในโลกนี้เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง</strong></p>
<p>พวกเราที่มาหัดภาวนาเนี่ยไม่ใช่มาหัดเพื่อว่าจะได้มีลาภมากๆไม่เสื่อมซะทีนะมียศ บางคนมาไหว้พระนะขอตำแหน่งอะไรเนี้ย ขอให้ได้ยศอย่างนู้นอย่างนี้มันได้มาวันนึงก็เสียไป เมื่อก่อนเคยได้ยินเรื่องหลวงพ่อเที่ยง หลวงพ่อเที่ยงอยู่วัดม่วงชุมที่เมืองกาญฯ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ดัง สมัยนู้่นใครจะปลูกเสกพระต้องนิมนต์หลวงพ่อเที่ยงมา นี้ทางวัดสุทัศหรืออะไรนี่จำไม่ได้แล้วก็นิมนต์มา ทหารเค้าทำพิธีพุทธาภิเษกอะไรเนี้้ย พอทำพิธีเสร็จนะทหารคนนึงก็ไปกราบท่านบอกหลวงปู่ครับ ผมเป็นพันเอกมานานแล้วไม่ได้เป็นนายพลซักที ขอให้ผมได้เป็นนายพลทีเถอะครับ ท่านบอก โง่อย่างงี้ถึงไม่ได้เป็น อยากเป็นนายพลก็ไปขอนายสิมาขอพระทำไม ต้องสมเหตุสมผลนะ องค์นี้ท่านสมเหตุสมผลจริงๆ ถ้าเป็นนายพลตอนนั้นตอนนี้ก็เกษียณแล้วก็ไม่ได้เป็นแล้ว</p>
<p>เพราะนั้น<strong>ทุกสิ่งทุกอย่างเราเนี่ยนะ มันเป็นของที่มีอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเรานี่มันแค่ของชั่วคราว</strong> ถ้าเรายอมรับความจริงตรงนี้ได้เราจะไม่ทุกข์ อย่างเรายอมรับความจริงได้ว่ามีลาภแล้วก็ต้องเสื่อมลาภ เวลาไม่ได้รับผลประโยชน์​ขึ้นมานะก็ไม่กลุ้มใจเท่าไหร่ มันยอมรับความจริงได้ รวยขึ้นมาใช่มั้ยแล้วฟองสบู่แตกจนลงมาเนี่ย มันเป็นไปได้มั้ย มันก็เป็นไปได้ใช่มั้ย นั้นชีวิตมันเป็นอย่างนี้ถ้าเรายอมรับได้เราไม่ทุกข์ ร่างกายแข็งแรงอยู่วันนี้ป่วยไปแล้ว ถ้ายอมรับได้นะก็ไม่ทุกข์มากเท่าไหร่ อย่างบางคนนะหมอไปตรวจร่างกายประจำปีเป็นมะเร็งขึ้นมา มีความทุกข์นะเพราะยอมรับไม่ได้อยากจะแข็งแรงตลอดกาล เพราะนั้นมันอยู่ที่ใจเรายอมรับความจริงได้มั้ยว่าชีวิตมันเป็นอย่างนี้แหล่ะ ได้มาก็เสียไป เจริญแล้วก็เสื่อมไป เป็นธรรมชาติ</p>
<p>นี้ทำยังไงเราจะค่อยๆ<strong>พัฒนาใจของเราให้ยอมรับความจริงของชีวิตได้ อันนี้แหล่ะคือการปฏิบัติธรรม</strong>ล่ะ <strong>ถ้าเราปฏิบัติธรรมนี้ก็คือเรามาเรียนรู้ความจริงของชีวิต เรียนรู้ไปจนวันนึงยอมรับความจริงได้ ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป</strong> ถ้ายอมรับความจริงตัวนี้ได้ความทุกข์ก็จะค่อยๆหายไป <strong>การปฏิบัติธรรมก็คือการมาเรียนรู้ความจริงของชีวิต เราไม่ต้องไปเรียนที่อื่น เรามาเรียนอยู่ที่ตัวเราเอง ที่กายที่ใจนี้แหล่ะสำคัญที่สุด</strong></p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
</em><br />
<em><br />
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๔<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/034/521115.mp3" target="_blank">521115.mp3</a><br />
ระหว่างวินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/05/13070/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/521115-real-dd.mp3" length="3499519" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/034/521115.mp3" length="29842656" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภัยของสังสารวัฏฏ์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/04/28/8687/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/04/28/8687/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 Apr 2011 21:56:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[วิบาก]]></category>
		<category><![CDATA[สังสารวัฏ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8687</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530924-danger-dd.mp3" target='_blank'><strong>ภัยของสังสารวัฏ</strong></a></p>
<div id="attachment_8975" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/perfect-storm-wave-400x300.jpg" alt="ภัยของสังสารวัฏฏ์" title="ภัยของสังสารวัฏฏ์" width="400" height="300" class="size-large wp-image-8975" /><p class="wp-caption-text">ภัยของสังสารวัฏฏ์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>เห็นมั้ยว่าปัญหา มันเป็นของคู่กับชีวิต พูดมานานแล้วนะ <strong>ปัญหามันเป็นของที่คู่กับชีวิตเรา แต่ความทุกข์เป็นส่วนเกินของชีวิต</strong> แยกกันให้ออก ปัญหามาถึงเราเมื่อไหร่ก็ได้ เราไม่ได้สร้างปัญหา ปัญหาก็มาหาเราได้นะ</p>
<p>ถ้ามองไกลออกไปแบบชาวพุทธ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าท่านมอง ท่านก็มองว่า ปัญหาทั้งหลายก็เป็นวิบาก เป็นผลของกรรม หนีไม่พ้นน่ะ ทุกคนต้องเจอ ขนาดพระพุทธเจ้าท่านก็เจอปัญหานะ ทีนี้ปัญหามาถึงชีวิตเมื่อไหร่ก็ได้นะ ชีวิต ไม่มีอะไรเลยก็เจ็บไข้ได้ป่วย แก่ไป ตายไป หรือคนที่เรารักต้องตายไปบ้าง พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องเจอสิ่งที่ไม่รัก อะไรอย่างนี้ สมปราถนาบ้าง ไม่สมปราถนาบ้าง เนี่ย <strong>ชีวิตมันมีแต่ปัญหาอย่างนี้นานาชนิดเกิดขึ้นตลอดเวลานะ หมดเรื่องนี้ก็มีเรื่องโน้น เราจะไปหวังว่าชีวิตเราต้องไม่มีอะไรเลย สบายตลอดเวลา มันเป็นไปไม่ได้ เราไม่ได้ทำแต่ความดีล้วนๆ</strong></p>
<p>ขนาดพระพุทธเจ้านะ ในวันใกล้ปรินิพพาน ท่านยังบอกเลย ท่านถ่ายเป็นโลหิตนะ ก็เป็นวิบากของท่านนะ ท่านถูกใส่ร้าย ท่านจะถูกลอบฆ่า ถูกอะไรเหล่านี้ ท่านก็อธิบายได้ว่าเป็นวิบากของท่าน แต่พวกเรา เราไม่รู้หรอกว่าวิบากที่เราเจอนี้เป็นผลจากอะไร พวกเรายังไม่มีภูมิปัญญาจะรู้ได้ แต่ที่เรารู้ได้อย่างหนึ่งก็คือ ชีวิตนี้มีปัญหาตลอดเวลา เลี่ยงไม่ได้ เราไม่ได้สร้างนะปัญหาก็วิ่งมาถึงเรา ยกตัวอย่างเราขับรถดีๆนะ คนขับรถไม่ดีก็ชนเราได้<strong> มันอยู่ที่เราจะเตรียมความพร้อมของตนเอง ว่าเมื่อปัญหาผ่านเข้ามาในขีวิตแล้ว ทำอย่างไรจะไม่ทุกข์ เรื่องนี้เรื่องใหญ่กว่า จะหนีปัญหามันหนีไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่คนกำหนดคนเดียว ปัญหามากมายเลยที่เราไม่ใช่ผู้กำหนด</strong></p>
<p>ยกตัวอย่าง บ้านเราก็อยู่ดีๆนะ ไฟไหม้บ้าน มาจากที่อื่นนะ มาไหม้บ้านเราอะไรอย่างนี้ เราไม่ได้กำหนดน่ะ ขับรถดีๆคนอื่นมาชนเรา อะไรอย่างนี้ เราไม่ได้กำหนดนะ หรือคนมาไอ มาจาม ใส่เรา เราติดเชื้อหวัดแปลกๆนะ เรากำหนดไม่ได้</p>
<p>เพราะฉะนั้นทำอย่างไร เวลาที่ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะ <strong>นี่ล่ะวิถีของชาวพุทธ ปัญหามีได้แต่ว่าความทุกข์ไม่มี จิตที่ฝึกดีแล้วเนี่ย จะมีความสุข จิตที่คุ้มครองดีแล้วนะ ก็จะไม่ทุกข์</strong> อยู่ที่เราต้องฝึกจิตฝึกใจของเรา</p>
<p>หลวงพ่ออยู่เฉยๆ ปัญหายังวิ่งชนเราอยู่ตลอดเลย รู้สึกมั้ย วิ่งชนตลอดเวลา ดูกรณีที่เกิดกับหลวงพ่อนะ มันเป็นตัวที่สะท้อนให้เห็นภัยของสังสารวัฏฏ์เลย <strong>ถ้าพูดอย่างชาวพุทธนะ มันไม่ใช่ความผิดของใคร ยกตัวอย่าง คนมาด่าหลวงพ่อ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ถ้าพูดอย่างชาวพุทธแท้ๆเนี่ย มันเป็นความน่ากลัวของสังสารวัฏฏ์</strong></p>
<p>สังสารวัฏฏ์นี้น่ากลัวจริงๆ กระทบกระทั่งกันไปอย่างนี้เองนะ กระทบกระทั่งน่ากลัว ภัยของสังสารวัฏฏ์ที่อาศัยเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้แหละ เลยต้องเจอกับปัญหานานาชนิด เพราะฉะนั้นเราไม่โทษใคร ถ้าจะโทษสักอย่างหนึ่งนะ โทษภัยของสังสารวัฏฏ์นี้แหละ ที่ต้องเวียนตายเวียนเกิด ทำให้ต้องเจอปัญหา เจอทุกข์ร้อนอะไรเยอะแยะไปหมด<strong> มองโลกให้กว้างๆไว้ แล้วจะพบว่าเราไม่มีศัตรูหรอก มองโลกให้กว้างขึ้นไป ไม่มีศัตรู สังสารวัฏฏ์เป็นอย่างนี้แหละ ถ้ามองด้วยความเข้าใจ มีความเมตตานะ ไม่ได้มีความโกรธความแค้น</strong></p>
<p>ถ้าผู้ใดเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ก็ต้องขวนขวาย ขวนขวาย ทำอย่างไรเราจะพ้นจากมันไปได้ ตราบใดยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็ไม่พ้นหรอก ปัญหา มี<strong>วิธีที่จะพ้นจากสังสารวัฏฏ์นี้ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้แล้ว ธรรมะของท่านหมดจดงดงาม บริสุทธิ์ เรามีหน้าที่แค่ว่า ศึกษาให้ถ่องแท้ ทำความเข้าใจ รู้วิธีที่จะเดินตามท่านไป เมื่อรู้วิธีเดินตามท่านถ่องแท้แล้ว ก็ขยันเดิน เรียกว่าทำให้ถูก ทำให้ถูกทาง แล้วก็ทำให้พอ</strong> ถ้าทำให้ถูกด้วย ทำให้พอด้วย วันหนึ่งเราก็พ้นไปจากความวุ่นวาย วังวนอันนี้ ยังมีธาตุมีขันธ์เหลืออยู่ ก็มีปัญหาไปเรื่อยๆ สิ้นธาตุสิ้นขันธ์ไปก็สิ้นปัญหาไป ก็สบาย</p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓<br />
</em></div>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖<br />
Track: ๑๗<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530924.mp3" target="_blank">530924.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๘ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/04/28/8687/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530924-danger-dd.mp3" length="12519966" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530924.mp3" length="14854592" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>หน้าที่ชาวพุทธ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/04/22/8659/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/04/22/8659/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Apr 2011 20:37:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[บอกต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปริยัติ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8659</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): <a href='http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/510223_0.23_1.11.mp3' target='_blank'>หน้าที่ชาวพุทธ</a><br />
</strong></p>
<div id="attachment_8750" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/3798DSC_2116-2008-400x266.jpg" alt="หน้าที่ชาวพุทธ" title="หน้าที่ชาวพุทธ" width="400" height="266" class="size-large wp-image-8750" /><p class="wp-caption-text">หน้าที่ชาวพุทธ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> เราจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงนะ เราต้องศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ศึกษาอย่างเดียวไม่พอนะ ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ ด้วยจนเห็นผล พอเห็นผลแล้ว เราก็มีหน้าที่บอกต่อ เนี่ยหน้าที่ของชาวพุทธนะ ตัวเองต้องศึกษา ต้องฟังก่อน ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร เรียกว่าเรียนปริยัตินั้นเอง แล้วก็ลงมือปฏิบัติว่าได้ผลแล้วก็ต้องบอกต่อ ศาสนาถึงจะดำรงอยู่ได้ แต่ละคนมีภารกิจ อย่านึกว่าแค่ว่าเราจะมาฟังธรรมะเล่นๆ แต่ละคนมีความสำคัญทั้งนั้น</p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑<br />
</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔<br />
ลำดับที่  ๔<br />
File: <a href='http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510223.mp3' target='_blank'>510223</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๑๑</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/04/22/8659/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/510223_0.23_1.11.mp3" length="766597" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510223.mp3" length="14465904" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>พวกเราอย่าประมาท ต้องลงมือปฏิบัติตั้งแต่เดี๋ยวนี้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/01/15/6192/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/01/15/6192/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Jan 2011 22:44:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[พรหม]]></category>
		<category><![CDATA[พระศรีอาริย์]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติ]]></category>
		<category><![CDATA[เทวดา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6192</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/510914-careless-dd.mp3" target="_blank"><strong>พวกเราอย่าประมาท ต้องลงมือปฏิบัติตั้งแต่เดี๋ยวนี้</strong></a></p>
<div id="attachment_6213" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-6213" title="พวกเราอย่าประมาท ต้องลงมือปฏิบัติตั้งแต่เดี๋ยวนี้" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/252815643_9cbf53dce1-300x225.jpg" alt="พวกเราอย่าประมาท ต้องลงมือปฏิบัติตั้งแต่เดี๋ยวนี้" width="300" height="225" /><p class="wp-caption-text">พวกเราอย่าประมาท ต้องลงมือปฏิบัติตั้งแต่เดี๋ยวนี้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเดินทางเสียแต่วันนี้นะวันข้างหน้าก็ถึง ถ้าวันนี้ไม่เริ่มต้นนะ วันข้างหน้าไปไม่ได้หรอก</strong> ลองได้ยินธรรมะเกี่ยวกับการเจริญสติจนถึงขนาดนี้แล้ว แล้วยังไม่ทำเนี่ย จะทำเมื่อไหร่ ไม่เริ่มวันนี้จะเริ่มเมื่อไหร่ รอให้แก่รึ รอให้ตายรึ หรือจะไปเริ่มชาติหน้า หรือจะไปรอพระศรีอาริย์ ถ้านิสัยสันดานขี้เกียจขี้คร้าน ไปเจอพระศรีอาริย์ก็ยิ่งขี้เกียจกว่านี้อีก เพราะสะสมนิสัยไม่ดีไป</p>
<p>เพราะฉะนั้น<strong>ต้องฝึกนะ หัดเจริญสติตั้งแต่วันนี้เลย ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ สติปัฏฐานนี้เป็นธรรมะที่กลางๆ ไม่ยากเกินไปไม่ง่ายเกินไปหรอก เป็นธรรมะที่พอดีๆที่มนุษย์จะทำได้</strong></p>
<p>ทำไมเหมาะกับมนุษย์ กับเทวดายังไม่เหมาะเลย พรหมก็ไม่เหมาะนะ มนุษย์นี่เหมาะที่สุดเลย เพราะอะไร? เพราะมนุษย์นี่สำส่อน ใจเราเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เห็นมั้ย หมุนติ้วๆอยู่อย่างนี้ทั้งวัน ร่างกายของเราก็ไม่สุขเกินไปไม่ทุกข์เกินไป ทำให้ไม่ประมาทไม่มัวเมา อย่างเป็นเทวดาใช่มั้ย โอ๊ว.. มีแต่ความสุข จะดูอะไรล่ะ จะอยากปฏิบัติธรรมรึ เอาไว้ก่อนน่ะ อายุยังอีกเยอะ ถ้าเอาไว้ก่อนอายุยังอีกเยอะเนี่ยประมาทแล้ว พวกเราก็อย่าประมาทนะ ต้องลงมือปฏิบัติตั้งแต่เดี๋ยวนี้นะ ไม่ใช่ว่ามาบอกหลวงพ่อว่าขอฟังก่อนแล้วเดี๋ยวกลับบ้านจะไปปฏิบัติ นั่นพวกประมาทนะ รู้ได้อย่างไรว่าจะถึงบ้าน</p>
<p>เพราะฉะนั้น<strong>ต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย มีสตินะ จิตใจเรามีความสุขขึ้นมาก็รู้ จิตใจเราฟุ้งซ่านก็รู้</strong> เห็นมั้ยพอพูดมาถึงตรงนี้จิตใจเริ่มนิ่งๆแล้วส่วนใหญ่ รู้สึกมั้ย เนี่ยรู้ลงไปอย่างนี้ รู้ลงไป</p>
<p><em><br />
CD: บ้านอารีย์ วันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/510914.mp3" target="_blank">510914.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕๐ วินาทีที่ ๒๐ ถึง นาทีที่ ๕๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/01/15/6192/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/510914-careless-dd.mp3" length="398864" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/510914.mp3" length="37935584" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/17/6059/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/17/6059/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Dec 2010 21:54:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[อยากบรรลุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มรรคผล]]></category>
		<category><![CDATA[รีบ]]></category>
		<category><![CDATA[วินัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สม่ำเสมอ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6059</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520621-hurry-dd.mp3"><strong>การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ</strong></a></p>
<div id="attachment_6091" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-6091" title="การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/DSC04393-300x224.jpg" alt="การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ" width="300" height="224" /><p class="wp-caption-text">การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong>พวกเราก็ฝึกไปนะ วันนี้ยังทุกข์อยู่ ไม่เป็นไร อนาคตต้องให้ดีกว่านี้ให้ได้ ต้องเดินใกล้ มรรค ผล นิพพาน เข้าไปทุกวันๆ ไม่ต้องรีบเดินก็ได้นะ ถ้ารีบเดิน รีบจ้ำๆ จะตกถนนทุกรายเลย แต่<strong>ต้องทำสม่ำเสมอ รู้สึกกาย รู้สึกใจ ทำทุกวันสม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอดีกว่าความรีบร้อน</strong></p>
<p>ต้องสม่ำเสมอ มีวินัยในตัวเอง รักษาศีลไว้ก่อน มีศีล ๕ <strong>ศีล ๕ จำเป็นที่สุด</strong> ถ้าไม่มีศีล จิตจะไม่มีความสงบเลย เพราะฉะนั้น<strong>ถ้าจิตใจเรามีสุขมีความสงบแล้วนะ มีสติคอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของกาย มีสติรู้ความเปลี่ยนแปลงของใจ</strong> วันหนึ่งจะเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ตัวความเข้าใจนั้นแหละเรียกว่า <strong><em>&#8220;วิปัสสนาปัญญา&#8221;</em></strong> <strong>เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา</strong></p>
<p>เมื่อมันเข้าใจความเป็นจริงนะ จิตจะคลายความยึดถือ ไม่ยึดในกายไม่ยึดถือในใจ พอไม่ยึดถือมันก็หลุดพ้นออกไป ขันธ์ส่วนขันธ์นะ จิตที่พ้นจากความยึดถือขันธ์ก็อยู่ต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกัน ภาวนาแล้ววันหนึ่งพวกเราจะถึงความสิ้นทุกข์ <strong>ต้องอดทนนะ วันนี้ยังทุกข์อยู่ไม่เป็นไร ฝึกไปเรื่อย.. วันหนึ่งต้องพ้นทุกข์ให้ได้</strong> <strong>ถึงจะสมเป็นลูกพระพุทธเจ้า</strong></p>
<p><em><br />
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/030/520621.mp3" target="_blank">520621.mp3</a><br />
ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๐ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๑๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/17/6059/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520621-hurry-dd.mp3" length="3180668" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/030/520621.mp3" length="35740912" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/10/5807/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/10/5807/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Dec 2010 22:53:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะคือต้นทุน]]></category>
		<category><![CDATA[นั่งสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5807</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520528A.00m51-06m37.mp3" target="_blank">สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา</a></p>
<div id="attachment_5809" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-5809" title="สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดhttp://www.dhammada.net/wp-admin/post.php?action=edit&amp;post=5807า" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/learning-300x276.jpg" alt="สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา" width="300" height="276" /><p class="wp-caption-text">สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ศึกษาธรรมะนะ ดีแล้วล่ะ คนไหนมีธรรมะ ก็ชีวิตมีความมั่นคง เราไม่รู้อนาคตของแต่ละคนนะ ว่าเราจะเผชิญอะไรกับชีวิตบ้าง การที่เราเรียนธรรมะไว้เนี่ย เหมือนเราสร้างต้นทุนให้ตัวเองไว้ เพื่อจะต่อสู้กับชีวิต แต่ละคนๆนี่ กว่าจะตั้งหลักได้ ตั้งตัวได้ บางคนล้มลุกคลุกคลาน บางคนตั้งหลักตั้งตัวไม่ได้ทั้งชาติเลย</p>
<p>แต่ถ้าเรามีธรรมะไว้นะ เราจะชีวิตเรามีระเบียบ มีแบบแผน ไม่ค่อยตุปัดตุเป๋ออกนอกลู่นอกทาง โอกาสที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก็เยอะหน่อย อยู่กับโลก บางที เราระวังเต็มที่แล้ว อยู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ ซึ่งเราไม่คาดฝัน ในโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่คาดฝันไปไม่ถึง มันนำความทุกข์มาให้เรา เช่นเราอยู่ดีๆ พ่อแม่เราตายไป อะไรอย่างนี้ ก็เป็นไปได้ หรือว่ามีครอบครัว แฟนเรานอกใจเราอะไรอย่างนี้ ก็เป็นไปได้ ทำงานไปแล้วตกงาน หรือกิจการล้มละลาย ก็เป็นไปได้ มีลูกแล้วลูกเกเร ทำความหายนะให้ ทำความทุกข์ให้พ่อให้แม่ ก็เป็นไปได้อีก อยู่ดีๆยังแข็งแรงอยู่นะ อยู่ๆก็เจ็บป่วยขึ้นมาอะไรอย่างนี้ เป็นมะรงมะเร็ง เด็กๆก็เป็นนะ ไม่ใช่ไม่เป็น หลวงพ่อเคยเห็น ที่สถาบันมะเร็ง เด็กเล็กๆเลยก็เป็นมะเร็ง</p>
<p>เพราะฉะนั้น<strong>ชีวิตเรานี่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่แน่นอน เราก็ต้องศึกษาธรรมะเอาไว้ ถ้าคนไหนมีธรรมะไว้นี่ เราจะสามารถอยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างที่มีความมั่นคงพอสมควร</strong></p>
<p>ยิ่งถ้าเรามีธรรมะมากๆนะ เรารู้สึกแน่นอนเลย ที่ใจเราจะไม่ทุกข์ โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่ใจเราจะไม่ทุกข์ นี่ถ้าภาวนาสำเร็จนะ ถึงที่สุดจริงๆแล้วจะไม่ทุกข์อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสร้างต้นทุนให้ตัวเองไว้ ด้วยการศึกษาธรรมะเอาไว้</p>
<p>การศึกษาธรรมะ ไม่ใช่การศึกษาอะไรที่ยากๆหรอก อย่าไปคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องยากๆ ธรรมะเป็นเรื่องห่างไกล ธรรมะเนี่ยต้องเรียนอีกหลายชาติ นะ ถึงจะสำเร็จ ไม่ใช่เลย ถ้าพวกเราเข้าใจหลักที่พระพุทธเจ้าสอนเนี่ย เราจะพัฒนาจิตใจของตัวเองได้อย่างรวดเร็วมากเลย ใช้เวลาไม่นานหรอก บางคนใช้เวลาเดือนเดียวนะ เรียนกับหลวงพ่อเดือนหนึ่ง ใจก็เปลี่ยนแปลงไปมากเลย เคยมีความทุกข์มากๆนะ ก็เหลือทุกข์น้อยๆ เคยทุกข์นานๆ ก็เหลือทุกข์สั้นๆ จิตใจมันมีความอบอุ่น จิตใจมีความมั่นคง</p>
<p>คนในโลกนี้นะ ทุกวันนี้ คนไม่มีความอบอุ่นเลย ความมั่นคงก็ไม่มีหรอก ทุกอย่างเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง รวดเร็วมากเลย ความอบอุ่นก็ไม่มี ครอบครัวแตกกระจัดกระจายไป อะไรอย่างนี้ แต่ถ้าเรามีธรรมะแล้ว นอกจากจะมั่นคงแล้วเรายังอบอุ่นด้วย มันมีความสุขอยู่ได้ด้วยตนเอง สมมุติว่าเราเป็นลูกกำพร้าเราก็มีความสุขนะ เพราะเรารู้พ่อแม่ที่แท้จริงอีกท่านหนึ่งของเราก็ยังอยู่ คือ พระพุทธเจ้า</p>
<p>พระพุทธเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งเรานะ อยู่ในใจเรานี่เอง ใจของเราเข้าถึงธรรมะแล้วก็จะเจอพระพุทธเจ้า ท่านถึงบอก <em><strong>&#8220;ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา&#8221;</strong></em> พวกเราไม่ได้เจอร่างกายของพระพุทธเจ้า แต่ว่าถ้าเราเข้าใจธรรมะเราจะเจอพระพุทธเจ้าตัวจริง คนไหนได้ธรรมะแล้วจะรู้สึก มีชีวิตมีความอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ ไม่ขาดที่พึ่งที่อาศัย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องค่อยๆฝึก ค่อยๆเรียนธรรมะนะ</p>
<p><strong>การเรียนธรรมะไม่ใช่ยากอะไรหรอก เราอย่าไปวาดภาพว่าการปฎิบัติธรรมนั้นคือการนั่งสมาธินะ เราอย่าไปวาดภาพการปฎิบัติธรรมว่าคือการเดินจงกรม</strong> ต้องเดินสวยๆ ต้องเดินนานๆ ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่หรอก การนั่งสมาธิ การเดินจงกรมเป็นแค่รูปแบบของการปฎิบัติ เหมือนเครื่องแบบนักเรียนเท่านั้นเอง ดูสวยๆ แต่<strong>เนื้อแท้คือการมีสติของเรา จิตเรามีสติจริงมั้ย จิตเรามีสัมมาสมาธิมีความตั้งมั่นจริงมั้ย เราสามารถเจริญปัญญาได้ถ้ามีสติแล้วก็มีสัมมาสมาธิ นี้เป็นเนื้อแท้ของการปฎิบัติ</strong></p>
<p>การมีสติเนี่ย ไม่ใช่ว่าต้องเดินจงกรมอยู่ถึงมีสติ ต้องนั่งสมาธิอยู่ถึงมีสติ เราทำอะไรอยู่ก็มีสติได้นะ ถ้าค่อยๆฝึกไป เข้าห้องน้ำก็มีสติได้นะ นั่งถ่ายไป ท้องผูกท้องไม่ผูกอะไรเนี่ย ก็เจริญสติได้ จะกินข้าวเราก็มีสติได้ ทำอะไรๆเราก็มีสติได้ ยกเว้นเวลาเรียนหนังสือนะ เวลาอ่านหนังสือ เวลาไปเรียนหนังสือ ไม่ใช่เวลาเจริญสติปัฏฐาน แต่ต้องมีสติเรียนสิ่งที่อาจารย์สอน คนละอันกัน</p>
<p>คำว่าเจริญสติที่หลวงพ่อพูดว่า พูดถึง หมายถึง <strong><em>&#8216;สติปัฏฐาน&#8217; </em></strong>ได้แก่ <strong>สติที่คอยรู้กายรู้ใจ</strong> สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน <strong>สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา</strong> เวลาเราเรียนหนังสือ เวลาเราทำงานที่ต้องคิด เราใช้สติธรรมดา จดจ่ออยู่กับการเรียนนะ แต่เวลาที่เหลือเนี่ย พยายามมีสติปัฏฐาน <strong>สร้างสติปัฏฐาน คือคอยรู้สึกตัวไว้ คอยรู้สึกกาย คอยรู้สึกใจไปเรื่อย ถ้ารู้สึกได้นะ ความทุกข์มันจะค่อยๆหายไปเอง</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า</em></div>
<div><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520528A.mp3" target="_blank">521204B.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๑๒<br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๕๑ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๗</em></div>
<div><em> </em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/10/5807/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520528A.00m51-06m37.mp3" length="1373240" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520528A.mp3" length="15484000" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จุดอ่อนของฆราวาส คือ ไม่อดทน และไม่ต่อเนื่อง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/06/5228/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/06/5228/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Dec 2010 23:35:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อเนื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อดทน]]></category>
		<category><![CDATA[เหยาะแหยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5228</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>mp 3 (for download) :<a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/510202-stable-dd.mp3"><strong>จุดอ่อนของฆราวาส คือ ไม่อดทน และไม่ต่อเนื่อง</strong></a></p>
<p><img class="alignnon size-medium wp-image-5294" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/stable-241x300.jpg" alt="จุดอ่อนของฆราวาส คือ ไม่อดทน และไม่ต่อเนื่อง" width="241" height="300" /></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เมื่อก่อนเขียนไว้ บอกว่า อะไรนะ <strong>หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย ลงมือเสียแต่วันนี้ ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป เพราะถ้าถึงวันนนั้นนะ เราจะระหกระเหินอีกแสนนาน</strong></p>
<p><strong>ลงมือแต่วันนี้นะ ลงมือเจริญสตินะ</strong> ไม่ใช่ลงมือทำอย่างอื่น อย่างอื่นทำมาเยอะแล้ว ลงมือเจริญสติ หัดรู้สึกกาย หัดรู้สึกใจ กายเป็นอย่างไรรู้มันไป จิตเป็นอย่างไรรู้มันไป ฝึกอยู่อย่างนี้แหละ เดี๋ยววันหนึ่งก็จะเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นเป็นลำดับ ลำดับไป ต้องสู้นะ เส้นทางนี้ต้องอดทน</p>
<p><strong>อดทนอย่างแรกเลย อดทนต่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์</strong> ต้องอดทน <strong>อดทนอันที่สองนะ อดทนต่อความยากลำบากทางร่างกาย</strong> อย่างบางทีจะมาเรียนใช่มั้ย ต้องตื่นนอน ต้องเบิ่งตาใช่มั้ย มันตื่นไม่ขึ้น ต้องทรมาน อุตส่าห์มา พากเพียรมา เหน็ดเหนื่อย มาเรียนได้ชั่วโมงกว่าๆ ขับรถกลับบ้านไปละ เสียเวลาไปหนึ่งวันแน่ะ เหนื่อย</p>
<p>ต้องอดทนต่อความลำบากทางกาย อดทนต่อกิเลส นี้ตัวสำคัญเลย <strong>ต้องอดทนต่อกิเลสตัณหาที่มันจะมายั่วยวนให้เราไม่ปฏิบัติ มายั่วยวนให้เราเลิกรู้กายรู้ใจ</strong> ตัวนี้ต้องอดทนมากเลย อาศัยความอดทนนี้นะ ถึงจะผ่านไปได้ เรียนให้รู้หลักแล้วอดทน ปฎิบัติไปด้วยความอดทน รู้กายรู้ใจไป <strong>จุดอ่อนของฆราวาสนะ คือไม่อดทน ไม่ต่อเนื่อง ทำบ้างหยุดบ้าง เหยาะๆแหยะๆ อยากได้ของดีนะแต่เหยาะแหยะ ไม่ได้กินหรอกนะ</strong></p>
<p>รัชกาลที่ ๖ ท่านแต่งกลอน บอกอะไรนะ ไม่คิดสอยมัวแต่คอยดอกไม้ร่วง ใช่มั้ย คงชวดดวง บุปผชาติ สะอาดหอม ไม่คิดสอยนะ นั่ง..เมื่อไหร่จะบรรลุ.. บรรลุอะไร บรรลุโมหะสิ <strong>ต้องสู้นะ ขี้เกียจ ก็อย่าไปปล่อยให้ความขี้เกียจครอบงำ ขี้เกียจได้ แต่ต้องปฏิบัติ ลุกขึ้นมาเดินจงกรม ลุกขึ้นมาไหว้พระสวดมนต์ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว</strong> ต้องเข้มแข็งนะ ต้องอดทนนะ ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ อย่ามาพูดเลยว่าจะอยากได้ มรรค ผล นิพพาน ไม่ได้อยากจริง อยากแต่ปาก อยากแต่เวลามาพูดเอาใจหลวงพ่อนะว่า หนูอยากนิพพาน พูดเอาใจเรา ลับหลังเราไปช็อปปิ้งเพลินเลย ใช่มั้ย <strong>ต้องสู้นะ ต้องเด็ดเดี่ยว ไม่มีอะไรสำคัญเท่าอดทนเลย</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๓<br />
Track: ๑๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/023/mp3/510202.mp3" target="_blank">510202.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๒๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/06/5228/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/510202-stable-dd.mp3" length="2379022" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/023/mp3/510202.mp3" length="14493984" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>พวกเราต้องอดทน โดยเฉพาะอดทนต่อความอยากได้ผล</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/01/5884/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/01/5884/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Nov 2010 21:58:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[อยากบรรลุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ความปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สู้]]></category>
		<category><![CDATA[อดทน]]></category>
		<category><![CDATA[อยากดี]]></category>
		<category><![CDATA[อยากบรรลุ]]></category>
		<category><![CDATA[เพียร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5884</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520816-patience-dd.mp3"><strong>พวกเราต้องอดทน โดยเฉพาะอดทนต่อความอยากได้ผล</strong></a></p>
<div id="attachment_5892" class="wp-caption alignnone" style="width: 277px"><img class="size-medium wp-image-5892" title="พวกเราต้องอดทน" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/patience-267x300.jpg" alt="พวกเราต้องอดทน" width="267" height="300" /><p class="wp-caption-text">พวกเราต้องอดทน</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> พวกเรามีบุญ เกิดในแผ่นดินที่ยังมีธรรมะอยู่ อดทนนะ อดทน พากเพียรเข้า <strong>หลวงพ่อไม่ใช่คนเก่งหรอก แต่หลวงพ่อเป็นคนที่ทนมากเลยในการฝึกตัวเอง อาศัยความอดทน ตามรู้ตามดู อดทนที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ ทนต่อความอยากได้ผลสำเร็จ</strong> ตัวนี้ยากที่สุดเลยนะ ต้องภาวนาจนวันหนึ่งน่ะมันถอดใจเลยว่า โอ้..ไม่มีปัญญาแล้ว ไม่สามารถทำให้ผ่านด่านอันนี้ได้แล้วนะ ใจมันยอมรับความจริงแล้วว่า ไม่มีทางทำเลยนะ สู้จนหมดสติหมดปัญญาเลยนะ มันถึงจะผ่านได้ เป็นเรื่องแปลกจริงๆนะ</p>
<p>ถ้ายังมีแรงต่อสู้อยู่ ยังไม่ผ่านหรอก แต่อาศัยแรงที่ต่อสู้นั้น มาเจริญสติ มารู้กายรู้ใจไปนี่แหละ ถึงวันที่เขาพอนะ เขาจะหยุดความปรุงแต่งลงชั่วขณะนะ ถ้าหยุดลงได้จริงๆนะ จิตพรากออกจากความปรุงแต่งได้จริงๆ แล้วไม่เข้ามาปนกันอีกนะ ก็หมดธุระกันตรงนั้น ขันธ์ส่วนขันธ์นะ จิตส่วนจิต ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ไม่ได้ยึดถือจิตไว้ด้วย</p>
<p>ไม่ใช่ธรรมะที่เหลือวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะทำได้ <strong>อดทนนะ อดทน อดทนต่อความขี้เกียจ อดทนต่อความอยากดี อยากบรรลุเร็วๆ คอยรู้ทันเข้า</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ ๓๒<br />
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒</em></div>
<div><em>CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๒<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/032/520816.mp3" target="_blank">520816.mp3</a><br />
ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๓๗ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๖</em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/01/5884/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520816-patience-dd.mp3" length="3144097" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/032/520816.mp3" length="36351808" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>คนจริงถึงจะได้ของจริง คนใจเสาะไม่ได้ของจริงหรอก</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/20/5465/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/20/5465/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 23:18:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ของจริง]]></category>
		<category><![CDATA[คนจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจถึง]]></category>
		<category><![CDATA[ใจเสาะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5465</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/480618A_16.19_16.39.mp3">คนจริงถึงจะได้ของจริง คนใจเสาะไม่ได้ของจริงหรอก</a></p>
<div id="attachment_5473" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-5473" title="คนจริง ถึงจะได้ของจริง" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/29_1245733690-300x286.jpg" alt="คนจริง ถึงจะได้ของจริง" width="300" height="286" /><p class="wp-caption-text">คนจริง ถึงจะได้ของจริง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> ก่อนนี้ไปเรียน ต้องเรียนเอาเองนะ อยากเรียน ครูบาอาจารย์ถึงสอน เดี๋ยวนี้ต้องอ้อนวอน ฝึกไปเถอะ ฝึกแล้วมีความสุขนะ พูดหยาบๆ บอกว่า &#8220;ห่วยแตก&#8221; นะ ใจถึงๆ หน่อย <strong>ธรรมะของจริงนะ คนจริงถึงจะได้ของจริง คนใจเสาะไม่ได้ของจริงหรอก</strong></p>
<p><em><br />
CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๙<br />
ลำดับที่ ๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/009/mp3/480618A.mp3" target="_blank">480618A</a><br />
นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๑๙ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/20/5465/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/480618A_16.19_16.39.mp3" length="332470" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/009/mp3/480618A.mp3" length="10951683" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อปลาบปลื้ม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/10/5333/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/10/5333/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Nov 2010 21:57:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาบปลื้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5333</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/25510412_3028_3045.mp3">สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อปลาบปลื้ม</a></p>
<div id="attachment_5499" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/smile1-300x200.jpg" alt="สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อปลาบปลื้ัม" title="สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อปลาบปลื้ัม" width="300" height="200" class="size-medium wp-image-5499" /><p class="wp-caption-text">สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อปลาบปลื้ัม</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ทุกวันนี้สิ่งที่หลวงพ่อปลาบปลื้มมีอันเดียว มีลูกศิษย์ที่ปฏิบัติบูชา มีลูกศิษย์ที่ขยันภาวนา นอกนั้นไม่ได้ทำให้เราปลื้มสักอย่างเลย เฉยๆ เพราะฉะนั้น ขยันนะ ขยันภาวนาเข้า</p>
<p><em>CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๒๓<br />
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510412.mp3" target="_blank">25510412</a><br />
นาทีที่ ๓๐.๒๘ ถึงนาทีที่ ๓๐.๔๕</p>
<p>﻿</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/10/5333/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/25510412_3028_3045.mp3" length="278420" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510412.mp3" length="14946176" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรายึดอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/08/31/3478/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/08/31/3478/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Aug 2010 21:51:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ตราสังข์]]></category>
		<category><![CDATA[ยึด]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจถึง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3478</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_3557" class="wp-caption alignnone" style="width: 201px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/Atlas-191x300.jpg" alt="เรายึดอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น" title="เรายึดอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น" width="191" height="300" class="size-medium wp-image-3557" /><p class="wp-caption-text">เรายึดอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น</p></div>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/500331B-hold-dd.mp3"><strong>เรายึดอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> การภาวนาไม่ใช่เรื่องยากเรื่องเย็นนะ แต่ต้องใจถึงๆ จริงจัง ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซึ่อสัตย์กับตัวเองที่จะเรียนรู้ตัวเอง ความไม่ดีของเรา ซ่อนเร้นอยู่เยอะ แต่ละคน เก็บขยะไว้เต็มไปหมดเลย เก็บขยะ เปิดคลังมหาสมบัติออกมา เจอขยะ เพชรๆ พลอยๆ ไม่ค่อยมีหรอก ส่วนมาก อาศัยความตั้งใจจริง กล้าสละประโยชน์ส่วนน้อย ประโยชน์ส่วนน้อยก็คือความสุขอย่างโลกๆเลย ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เห็นจะมีอะไรนักหนาเลย ความสุขของโลกมีนิดเดียว คับแคบ</p>
<p>ลองมาศึกษาปฏิบัติธรรม จะพบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ ความสุขในโลกมันเหมือนเราเป็นแค่ปลาเงินปลาทองอะไรอย่างนี้  อยู่ในตู้แคบๆ ถูกเขาเลี้ยงไว้ อยู่ไปวันๆ ถึงเวลาก็มีกินมีอยู่ไปวันๆนะ เดี๋ยวก็ตาย แล้วเขาก็เอาตัวอื่นมาเลี้ยงแทน บ้านเรานะอยู่ๆไป ตายไป คนอื่นก็มาอยู่แทน เมื่อก่อนมีเพลงด้วยซ้ำไปนะ พอเราตาย อะไร ทรามวัยพ้นมือ เมียเราก็ไม่รู้ว่าเป็นเมียใคร อะไรน่ะ จำไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องกล้า อย่าไปหลงกับความสุข ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มากนัก ศึกษา ปฏิบัติธรรม เรียนรู้ลงมาในกายเรียนรู้ลงมาในใจของเราบ่อยๆ สิ่งที่มันเป็นภาระที่สุด สำหรับพวกเราก็คือ กายกับใจของเรานี่แหละ เป็นภาระมาก กายกับใจ</p>
<p>อย่างร่างกาย ดูสิ เราต้องดูแลมันเยอะนะ ตั้งแต่หัวถึงเท้า ดูสิ เยอะแยะเลย รักหวงแหนที่สุด ทั้งที่เป็น &#8220;ขี้&#8221; ทั้งนั้นเลยนะ ลองไล่ลงมาตั้งแต่ขี้หัวถึงขี้ตีน เห็นมั้ย สูงสุดจนถึงต่ำสุด มันวิเศษวิโสอะไรนักหนา ไปหลงกับมันทำไม ดูลงมานะ ดูลงมาในกาย ดูลงมาในใจ เมื่อไรหมดความรักในกาย หมดความรักในใจ ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจ จะไม่ยึดถืออะไรในโลกแล้ว เพราะสิ่งที่เรายึดถือมากที่สุดคือกายกับใจของเรานี่เอง พอเราไม่ยึดถือในกายในใจ มันไม่มีอะไรให้ยึดถืออีกแล้ว จิตใจมันจะมีอิสรภาพ เพราะว่าไม่ว่าเราไปยึดอะไรเอาไว้นะ เราจะไม่เป็นอิสระเพราะสิ่งนั้นแหละ</p>
<p>ยกตัวอย่าง เรายึดในทรัพย์สมบัติ เราจะไปไหนไม่รอดเลย ไปไหนเราก็ห่วงสมบัตินะ ไปไหนไม่ได้ เนี่ยเราไปยึดอะไรเราก็ไปติดอันนั้น ไปไม่รอด ยึดลูกยึดเมียไว้ก็ไปไหนไม่ได้ ใจเป็นห่วง</p>
<p>คนโบราณท่านเปรียบดีนะ บอก เวลาคนตาย เขาจะผูกมัดตราสังข์ไว้ เขาจะมัด ๓ ข้อ มัดคอนะ มัดคอไว้อันหนึ่ง มัดมือ แล้วก็มัดเท้า มัดคอ มีลูก มีลูกนะ เหมือนเอาเชือกผูกคอไว้ ทำไมผูกคอ รัดแน่นๆ กินไม่ลงนะ อย่างพ่อแม่คนไหนจนหน่อยๆ ไม่มีเงินมาก เจอของอร่อยๆกินไม่ลงนะ คิดถึงลูก กินไม่ลง มันถูกผูกคอไว้</p>
<p>มีสามีภริยาก็บอกว่า เหมือนถูกเอาปอผูกศอก นี่ภาษาอีสานนะ คุณแม่น้อยเคยท่องให้หลวงพ่อฟัง มีลูกเหมือนเอาเชือกผูกคอ มีเมียเหมือนเอาปอผูกศอก มีสมบัติเหมือนเอาปลอกติดขา เวลาเรามีแฟนมีคู่รู้สึกมั้ย เราไม่อิสระ เหมือนเราถูกมัดมือละ บางทีถูกมัดมือชกนะ มันไม่อิสระ นี่ความสุขของโลก เห็นมั้ย มีลูกเราทุกข์เพราะลูกใช่มั้ย มีสามีมีภรรยา เราก็ไม่อิสระ ไม่อิสระ จะทำอะไรเคยอิสระก็ไม่อิสระ มันไม่คล่องตัว</p>
<p>มีสมบัติ เหมือนเอาปลอกติดขา ปลอกติดขาไว้คือไปไหนไม่ได้ มีสมบัติแล้วต้องนั่งเฝ้าสมบัติ ไปไหนเดี๋ยวกลัวหาย เราก็เป็นทุกข์นะ มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นในโลกเรามีอะไร เราก็ทุกข์เพราะอันนั้น พระพุทธเจ้าจึงบอก มีวัวทุกข์เพราะวัว มีนาก็ทุกข์เพราะนา มีทรัพย์สมบัติทุกข์เพราะทรัพย์สมบัติ คนในโลกไม่เข้าใจว่ามันเป็นทุกข์นะ ก็อยู่ตามๆกันมาก็เที่ยวแสวงหาหวังว่ามันจะดี ได้มายิ่งเยอะยิ่งดี ไม่รู้ว่ายิ่งภาระเยอะนะ คนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากในชีวิตของเราจริงๆ มีแต่ความต้องการเทียมเยอะ ความต้องการเพื่อเอาหน้าเอาตาหลอกๆ </p>
<p>เนี่ยถ้าเรามาดูนะ ดูลงในกายในใจ เรายึดอะไรไว้ เราก็ทุกข์เพราะอันนั้น สิ่งที่เรารักที่สุดนะ คือกายกับใจ ไม่ใช่ลูกนะ บางคนบอกรักลูกที่สุด ไม่ใช่ ไม่ใช่รักสามีภรรยามากที่สุด ไม่มีหรอก โกหก ใครมาบอกเรา ผมรักคุณมากกว่าชีวิตของผม โกหก ชี้หน้าไปเลยนะ โกหก บอก คนที่เขาจิตปราดเปรียว เขารู้นะ อย่ามาโกหกนะ ไม่มีอะไรรักมากเท่าตัวเอง หรือเรารักจิตใจของเรา เราอยากให้จิตใจมีแต่ความสุข สนุกสนาน ใช่มั้ย เรารัก ทีนี้จิตใจมันก็สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดีบ้าง ร้ายบ้าง บ้าๆบอๆไปตามเรื่องของมัน แกว่งขึ้นแกว่งลงไปตามเรื่องของมัน มันไม่มีความสุขที่แท้จริง</p>
<p>ถ้าเรารู้ลงในกาย รู้ลงในใจ พอไม่ยึดกาย เราไม่ทุกข์เพราะกาย ไม่ยึดใจ ก็ไม่ทุกข์เพราะจิตใจ จะมีความสุขที่นึกไม่ถึง น้ำตาร่วงเลยนะ ว่าโอ้อย่างนี้ก็มีด้วยเหรอ ความสุขชนิดนี้ก็มีด้วยเหรอ อัศจรรย์ คำสอนของพระพุทธเจ้าอัศจรรย์จริงๆ สอนให้เรารู้กาย สอนให้เรารู้ใจ จนปล่อยวางกายปล่อยวางใจ เข้าถึงธรรมะที่มีแต่ความสุขล้วนๆเลย อัศจรรย์ที่สุด ความสุขอย่างโลกๆนะ ความสุขคับแคบ สุขที่เจือด้วยความทุกข์เต็มไปหมดเลย รักอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้นแหละ</p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๙<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/019/mp3/500331B.mp3" target="_blank">500331B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๕<br />
</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/08/31/3478/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/500331B-hold-dd.mp3" length="6143163" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/019/mp3/500331B.mp3" length="31884959" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ได้ภาวนาเอาดี เอาสุข เอาสงบ แล้วเราภาวนาเพื่ออะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/07/21/2797/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/07/21/2797/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jul 2010 01:40:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริงของกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริงของใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ความว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดี. ชั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกขัง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ยึดถือ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เที่ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2797</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/resize_of__250.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-2991" title="resize_of__250" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/resize_of__250.jpg" alt="" width="299" height="450" /></a></p>
<p><strong>mp 3 (for download) : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/530423_0.33_6.34.mp3">ไม่ได้ภาวนาเอาดี เอาสุข เอาสงบ แล้วเราภาวนาเพื่ออะไร?</a></strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>ขั้นแรกเลยของการภาวนานะ <strong>เราต้องรู้ว่าเราภาวนาเพื่ออะไร เราไม่ได้ภาวนาเพื่อหาความสุข</strong> เพื่อเอาความสุข เอาความดี เอาความสงบ เพราะความสุข ความดี ความสงบ เป็นแค่ผลพลอยได้ ถ้าภาวนาแล้วก็มีเองแหละแต่ไม่ใช่เป้าหมาย เป็นของแถมของระหว่างทาง</p>
<p>ถ้าเรามุ่งภาวนาเอาความดี ความสุข ความสงบ ดีมันยังไม่เที่ยง สุขก็ยังไม่เที่ยง สงบก็ยังไม่เที่ยง ถ้ามุ่งเอาของไม่เที่ยง มันก็ได้มาแล้วไม่นานก็เสียไป ดีได้ก็ยังชั่วได้อีก สงบได้ก็ฟุ้งซ่านได้อีก มีความสุขได้ก็มีความทุกข์ได้อีก เพราะของเหล่านี้ยังไม่เที่ยง เราจะภาวนาเอาของที่ดีกว่านั้น แต่ถ้าภาวนาไปเราก็จะเป็นคนดีนะ มีความสุข มีความสงบ มากขึ้น มากขึ้น อันนั้นเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ตัวหลักหรอก</p>
<p><strong>เราภาวนาเนี่ย มุ่งไปเพื่อให้เห็นความจริง ความจริงของกาย ความจริงของใจ ความจริงของมันก็คือ ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นทนอยู่ไม่ได้ เป็นของที่บังคับไม่ได้ไม่อยู่ในอำนาจ ทั้งกายทั้งใจนะ จะเคลื่อนไหว จะเปลี่ยนแปลง จะตั้งอยู่ จะเกิด จะตั้งอยู่ หรือจะดับไปเนี่ย เป็นไปตามเหตุทั้งสิ้น ไม่ใช่ของที่สั่งได้ ไม่ใช่ของที่บังคับได้ เรียกว่าอนัตตา</strong></p>
<p><strong>ถ้าเราภาวนามาให้เห็นกายเห็นใจ เป็นไตรลักษณ์แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการปล่อยวางจะเกิดขึ้น เราจะคลายความยึดถือในกายยึดถือในใจ เมื่อไรไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจ</strong> อย่างท่านพุทธทาสท่านบอกไม่ยึดในตัวกูของกู นะ ไม่ยึดตัวกูของกู ความทุกข์ไม่มีที่ตั้งนะ ความทุกข์มันตั้งอยู่ที่กาย ความทุกข์มันตั้งอยู่ที่ใจ <strong>เราวางกายวางใจลงไปแล้ว ความทุกข์มันไม่มีที่อาศัยอยู่ ใจมันจะพ้นจากความทุกข์ไป</strong></p>
<p>ตรงนี้เรายังไม่เห็นด้วยตัวเราเอง นะ แต่เวลาเราภาวนาเนี่ย เราจะเริ่มเห็นเหมือนกัน เห็นร่องรอย ว่าเมื่อไหร่หมดความยึดถือนะก็จะหมดความทุกข์ ร่องรอยของมันก็คือ<strong> เราจะเห็น ใจเราค่อยๆคลายออกจากโลก ภาวนาไปนะ ใจค่อยห่างโลกออกไปเรื่อย คลายออกจากโลก ยิ่งใจเราคลายออกจากโลกมากเท่าไหร่นะความทุกข์ก็ยิ่งลดลงเท่านั้น ห่างออกไป ก็ความทุกข์มันอยู่ที่กายความทุกข์มันอยู่ที่ใจ พอเราไม่หยิบฉวยกายไม่หยิบฉวยใจขึ้นมา ครอบครองเป็นเจ้าของ ความทุกข์มันก็หล่นหายไปด้วย</strong> เนี่ยระหว่างภาวนาก็เริ่มเห็นแล้วอันนี้</p>
<p><strong>เวลาที่ใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะเห็นโลกอยู่ห่างออกไป ร่างกายก็อยู่ห่างออกไป มันเริ่มเห็นร่างกายนี้เป็นเหมือนวัตถุธาตุ หรือบางคนเห็นเหมือนกายของคนอื่นไม่ใช่ของเราแล้ว อยู่ห่างๆออกไป ความรู้สึกสุขทุกข์ก็อยู่ห่างๆออกไป กุศลอกุศลทั้งหลาย แต่เดิมเคยครอบงำจิตใจได้ ก็เริ่มเห็นกุศลอกุศลทั้งหลายอยู่ห่างๆออกไป มันห่าง มันห่างออกไปนะ <span style="text-decoration: underline;">ในที่สุดมันพรากออกจากกัน มันแยกออกจากกันถาวรนะ</span> ไม่อยู่ด้วยกันหรอก</strong></p>
<p>แต่จิตนั้นกระจายตัวรวมเข้ากับธรรมชาติ เข้ากับความว่าง เพราะทุกอย่างมันจะว่างในตัวของมันอยู่แล้ว เป็นจิตที่ไม่ยึดถืออะไร จะกระจายตัวออกไป รวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับความว่าง <strong>หลวงปู่ดูลย์บอกว่า พอจิตเนี่ยรวมเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์ของจักรวาล เป็นหนึ่ง เรียกว่านิพพาน ตรงนั้นไม่มีความทุกข์เหลืออยู่นะ มีแต่ความสุข เพราะนิพพานมีความสุข <span style="text-decoration: underline;">จิตสัมผัสกับนิพพาน</span> <span style="text-decoration: underline;">จิตมีความสุขมาก</span></strong></p>
<p><strong>เนี่ยเราจะสัมผัสกับนิพพานได้นะ ต้องวางความยึดถือกายยึดถือใจให้ได้</strong> ยังวางไม่ได้ก็ทุกข์ แบกเอาไว้มากก็ทุกข์ <strong>เพราะขันธ์ ๕ รูปนามกายใจนั้นเป็นตัวทุกข์ เป็นภาระ เป็นของหนัก</strong> ตราบใดที่เรายังต้องแบกของหนักอยู่ตลอดเวลา ก็จะทุกข์อยู่ ท่านบอกพระอรหันต์นะ <strong>พระอริยเจ้า วางของหนักลงแล้ว แล้วไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ก็พ้นจากทุกข์ </strong>เพราะฉะนั้นตัวที่ทำให้เราพ้นจากทุกข์ได้ก็คือตัววางนี่เอง ถ้าแบกอยู่ก็ทุกข์อยู่ ถ้าวางไปก็พ้นทุกข์ไป <strong>แต่วางได้เพราะอะไร เพราะปัญญาแก่รอบนะ เพราะเห็นความจริง ความจริงของรูปธรรมนามธรรมว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่ของดี ไม่ใช่ของวิเศษ ไม่ใช่ของน่ารักน่าหวงแหนอย่างที่เคยรู้สึก</strong> ถ้าเห็นได้ก็จะวางเห็นไม่ได้ก็ไม่วาง เห็นได้นิดหน่อยก็วางนิดหน่อย เห็นได้แจ่มแจ้งก็วางหมด</p>
<p>หัดภาวนาก็เริ่มเห็นเป็นลำดับ ลำดับไป ค่อยหัดไป ทุกวัน ทุกวัน ไม่ท้อถอย ความสุขรออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ภาวนาเอาความสุขนะ ถ้าภาวนาเอาความสุขเอาความดี ความสุขความดีตัวนี้ไม่เที่ยง ยังไม่เที่ยงอยู่ มีความสุขที่เที่ยงรออยู่ข้างหน้า คือ นิพพาน <strong>นิพพานจะเจอได้ก็ต่อเมื่อเราวางความยึดถือในกายในใจได้ วางความยึดถือในกายในใจได้เพราะมีปัญญาแก่รอบเห็นความจริง ความจริงของกายของใจ</strong> ไม่ใช่ความจริงเรื่องอื่นด้วย เราจะ<strong>เห็นความจริงของกายของใจว่าเป็นทุกข์นะ เป็นไตรลักษณ์ เป็นทุกข์ เป็นก้อนทุกข์ล้วนๆเลย ถ้าเห็นอย่างนั้นก็วาง</strong> ไม่แบกไว้ละ ไม่ใช่ของดี</p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530423.mp3">530423.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๓๓ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๔</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/07/21/2797/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/530423_0.33_6.34.mp3" length="5790960" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530423.mp3" length="15210480" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าประมาทในธรรม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/05/18/2319/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/05/18/2319/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 May 2010 00:25:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[เพียร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2319</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/5002190-careless-dd1.mp3"><strong>อย่าประมาทในธรรม</strong></a></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: 18<br />
File: 500210.mp3<br />
Time: 16.08 – 22.47</em></p>
<p>เราต้องกล้าหาญนะ ต้องเสียสละ อย่ามัวแต่เพลินๆ เพลินแป๊บเดียวแก่ละ แก่แล้วไม่มีเรี่ยวมีแรงจะปฏิบัติ  <strong>มันต้องพากเพียรเอาตั้งแต่ยังมีแรงอยู่ </strong> มีหลายคนเลย ตอนแข็งแรงอยู่นะ ชวนให้ปฏิบัติไม่เอา  พอเจ็บหนักมากๆ ร่อแร่ๆมาถามว่าจะภาวนายังไง  โอ จะภาวนายังไง เตรียมตายได้แล้ว  จิตใจมีแต่ทุรนทุราย ทำอะไรไม่ไหวแล้ว เหมือนไม่หัดว่ายน้ำไปก่อน ตกน้ำไปแล้วมาถามหาวิธีว่ายน้ำ ก็ตายเท่านั้นเอง</p>
<p><strong>การภาวนานี้ อย่าประมาทนะ</strong> <strong>เราไม่รู้เลยว่าชีวิตเรายาวแค่ไหน </strong>ตายเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องแก่แล้วถึงจะตาย ถ้าเผลอๆแว๊บเดียว แก่ไปละ หรือตายไปละ เสียโอกาส  ชาติไหนจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกยังไม่แน่เลย <strong>เกิดเป็นคนยากนะ</strong> สัตว์เต็มโลกเต็มจักรวาล มีคนอยู่ไม่กี่พันล้านคน มีอนิดเดียวเอง  สัตว์เยอะแยะไปหมดเลย ในวัดหลวงพ่อนี้ สัตว์คงเยอะกว่ามนุษย์ทั้งโลกรวมกัน เยอะแยะเลย ตัวเล็กตัวน้อย</p>
<p>โอกาสที่จะได้เป็นคน ยากที่สุดเลย  เป็นคนแล้วสติปัญญาสมประกอบอย่างพวกเรา ยิ่งยากหนักเข้าไปอีก  จะมีสติปัญญาสมประกอบ มีกายมีใจสมประกอบแล้ว สนใจศึกษาปฏิับัติธรรม หายากนะ  ศึกษาแล้วไม่หลงไปทำอะไรผิดๆ ถูกๆ ศึกษาแล้วมาได้ศึกษาเรื่องการเจริญสติ รู้กายรู้ใจ ก็ยาก   ลงมือทำก็ยากอีก  มีคนน้อยคนที่จะทำจริงๆ  ฉนั้นจากคนหลายพันล้าน จากสัตว์จำนวนนับไ่ม่ถ้วน บีบมาเป็นคนหลายพันล้าน จนมาถึงคนที่ปฏิบัติเข้าถึงธรรม มีในหลักสิบหลักร้อยเท่านั้นเองนะ มีไม่มากหรอก น้อยเต็มที</p>
<p><strong>พวกเราเป็นกลุ่มที่มีโอกาสแล้ว </strong>ให้มันบีบเข้ามาจนเป็นครีม เป็นจุดที่มีคนไม่มากแล้วที่เข้ามาได้อย่างพวกเรา  หลวงพ่อไม่แน่ใจว่าคนทั้งประเทศไทย ที่ตื่นแล้ว ถึงหมื่นคนหรือเปล่า ไม่แน่ใจตรงนี้ด้วยซ้ำไป เดินไปสำนักต่างๆ เที่ยวไปดูเรื่อยๆ นะ ไม่ค่อยมีคนที่ตื่นขึ้นมา  ที่จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน สามารถรู้กายรู้ใจตรงความเป็นจริงได้ แทบไม่มี  พวกเราจำนวนมากตื่นขึ้นมา คือคนกลุ่มน้อยเต็มทีนะ</p>
<p>พวกเราพอมีสติขึ้นมา <strong>สิ่งสำคัญคือความต่อเนื่อง</strong>น<strong>ะ</strong>ต่อไปนี้ ทำเนืองๆ ทำบ่อยๆ รู้บ่อยๆ อย่าเลิก รู้เข้าไป ในกลุ่มเล็กนิดเดียวซึ่งมีจำนวนหลักพัน พวกเรามาเรียนที่หลวงพ่อที่ตื่นขึ้นมา ถ้าทำไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้งนะ โอกาสที่จะเข้าถึงธรรมะในชีวิตนี้ก็มี แต่ถ้าจิตไม่ตื่น ไม่มีโอกาสหรอก</p>
<p>เมื่ออาทิตย์ก่อนไปสอน มีเด็กมาเรียนเจ็ดสิบกว่าคน เมื่อวานเขาบอกยอด ลืมไปละ  มีเยอะเหมือนกัน มีคนที่ยังไม่ตื่นห้าหกคนเอง  นอกนั้นตื่นโพลงไปหมดเลยนะ สว่างโพลงไปทั้งห้องเลย  คือสติมันเกิดอัตโนมัติแล้ว  อะไรเกิดขึ้นในกายรู้ อะไรเกิดขึ้นในจิตรู้  ถ้ามีกายเคลื่อนไหวระลึกรู้ มีจิตเคลื่อนไหว สติระลึกรู้เองอัตโนมัติ  ระลึกรู้โดยไม่ได้จงใจจะรู้เนี่ยจิตมันจะตื่น เป็นผู้รู้ผู้ตื่น จิตมีสัมมาสมาธิ ตั้งมั่นขึ้นมา</p>
<p>พอจิตใจตั้งมั่น อยู่กับเนื้อกับตัว  จิตอ่อน จิตเบา จิตคล่องแคล่วว่องไว จิตควรแก่การงาน จิตไม่ถูกกิเลสครอบงำ จิตซื่อๆ จิตตรงๆ จิตใจเป็นอย่างนี้แล้วเนีี่ย มีสติรู้กาย ก็เห็นกายตรงตามความเป็นจริง มีสติรู้จิต ก็เห็นจิตตรงตามความเป็นจริง พอเห็นตรงตามความจริง มันค่อยๆ ถอดถอนความเห็นผิดไป  เบื้องต้นเห็นเลยว่าไม่ใช่เรา กายกับจิตไ่ม่ใช่เรา ได้โสดาบัน  มีสติรู้เข้าไปอีก รู้เข้าไปอีกนะ สติมันไวอัตโนมัติเลย กิเลสไหวตัววั๊บ สติเห็นทันที ขาดสะบั้นตรงนั้นเลยนะ   ฝึกไปเรื่อยๆ  ต่อไปเห็นกายนี้ทุกข์ล้วนๆเลย จิตวางกายลงไป  เห็นจิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตวางจิตลงไป</p>
<p>งานนี้ฟังแล้วยากนะ <strong>ไม่ยากหรอก อดทนตั้งใจทำ</strong> สามปีเจ็ดปี ทำไป ไม่ได้นานอะไร ไม่ได้นาน  เราเรียนหนังสือตั้งสิบปียี่ิสิบปี เราก็เรียนได้ใช่ไหม  ทำไมเราจะเรียนรู้ตัวเอง ขนานไปกับการดำรงชีวิตปกติ ไม่ได้กินเวลาเรา ทำไมเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่อยากทำเองน่ะ  เราหาข้ออ้างไม่ปฏิบัติเท่านั้นเอง   ถ้าไม่หาข้ออ้างนะ รู้ลงไป รู้กายรู้ใจ ถึงเวลาทำงานก็ทำไป ถึงเวลาต้องติดต่อกับคนอื่น ก็ติดต่อไป หมดเวลาไม่ต้องติดต่อกับใครก็มาเรียนรู้ตัวเอง ไม่เอาเวลาไปเสียเปล่าๆ</p>
<p>หลวงพ่อเป็นคนที่หวงเวลาที่สุดเลย ภาวนาจะใช้เวลาส่วนใหญ่เรียนรู้ตัวเอง ไม่ยุ่ง กระทั่งไปหาครูบาอาจารย์ ไปประเดี๋ยวประด๋าวหรอก ไปแป๊บๆ พอรู้หลักแล้วก็กลับมาดูของเราเอง ไม่เสียเวลา</p>
<p>เ<strong>วลาของแต่ละคน เป็นทรัพยากรที่หายาก</strong>นะ  หายาก  แต่ถ้าพูดอย่างหลวงปู่เทกส์นะ ท่านบอกว่าหาง่าย ตราบใดที่มีกิเลส มันก็มีอีก  อันนั้นหมายถึงหาแบบไร้ทิศทางนะ แต่จะมีเวลาที่ได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เนี่ย อยู่ในวัยที่เหมาะสม มีสติ มีปัญญา มีศรัทธา มีความเพียร มีโอกาสได้ฟังธรรม ตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติ  องค์ประกอบเหล่านี้หายากมาก  หลวงพ่อคิดว่าคนที่ตื่นขึ้นมาเนี่ยนะ มีไม่ถึงหมื่นคนหรอก จริงๆมีน้อยเต็มที ฉนั้นเราฟังธรรมจนกระทั่งจิตเราตื่นขึ้นมาได้นี่ ยากมาก นี่เป็นจุดแรกเลยที่ยากมาก  เราต้องเห็นสภาวะตรงตามความเป็นจริงได้โดยไม่เจตนา  จิตจึงจะตื่น  ถัดจากนั้นก็ต้องตามรู้ตามดู จนเ้ข้าไปแจ่มแจ้ง  ปล่อยวางได้นี่ยากขึ้นไปอีกนะ เหลือน้อยลงน้อยลง
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/05/18/2319/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/5002190-careless-dd1.mp3" length="6369697" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ข้อเตือนใจ:-จิตตั้งมั่นนานๆแล้วนิ่งให้ระวัง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/04/01/1891/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/04/01/1891/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Apr 2010 14:15:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตนิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเที่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่หล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=1891</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/04/cautionjit.mp3">MP3 (for download): ข้อเตือนใจ:- จิตตั้งมั่นนานๆแล้วนิ่งให้ระวัง</a></p>
<h3>&#8220;ผู้ใดเห็นว่าจิต(ผู้รู้)เที่ยง ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่&#8221; : หลวงปู่หล้า เขมปัตโต</h3>
<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/04/LPlar.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-1893" title="LPlar" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/04/LPlar.jpg" alt="" width="372" height="512" /></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>แต่ถ้ารู้นะ รู้อยู่ห่างๆ นะ จิตตั้งมั่นอยู่แล้วเห็นทุกอย่างมันทำงานอยู่ ถึงจะเป็นวิปัสสนา แต่ตรงที่จิตตั้งมั่นอย่าให้ตั้งนาน ไม่ใช่ตั้งหลายๆ วันนะ แล้วก็นิ่งอยู่อย่างนั้นเอง เราจะเห็นทุกสิ่งเป็นไตรลักษณ์แต่จิตเที่ยงอยู่อันเดียวก็ใช้ไม่ได้อีก กลายเป็นว่าจิตเที่ยง จิตเที่ยงก็ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ</p>
<p>มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งนะ <strong>หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ</strong> สอนดี ท่านบอกว่า ถ้าใครเห็นว่าจิตผู้รู้เที่ยงถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ <strong>ใครเห็นจิตเที่ยงเป็นมิจฉาทิฏฐิ </strong>จิตเกิดดับตลอดเวลา จิตไม่เที่ยงหรอก เพราะฉะนั้น อย่าไปประคองให้เที่ยง
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/04/01/1891/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/04/cautionjit.mp3" length="291210" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

