<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; ความสุข</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/08/13210/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/08/13210/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Jan 2012 20:50:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคุ้มครอง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อุทกภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ทุกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13210</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_0.25_4.11.mp3">มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ</a></p>
<div id="attachment_13266" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/36580_0-400x266.jpg" alt="มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ" title="มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ" width="400" height="266" class="size-large wp-image-13266" /><p class="wp-caption-text">มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เวลาชีวิตเราเกิดวิกฤติ มันคือเวลาที่จะทดสอบว่าการปฏิบัติที่เราฝึกฝนอบรมมานั้นมันได้ผลแค่ไหน <strong>คนที่ไม่เคยฝึกอบรมจิตใจเวลาปัญหาในชีวิตเกิดขึ้น สติแตก มีความทุกข์มากมายเหลือเกิน ความทุกข์ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ยังไม่พอนะยังแถมความทุกข์ทางใจเข้าไปด้วย</strong></p>
<p><strong>ส่วนคนซึ่งได้ศึกษาปฏิบัติธรรมได้ฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว มันมีความทุกข์แต่ทางร่างกาย</strong> ชีวิตความเป็นอยู่อะไรนี้ บางทีมีเงินนะแต่กรรมจะให้ผลติดอยู่ในบ้านน้ำท่วมกินแต่มาม่า ทั้งๆที่มีเงินน่ะไม่มีของจะกินน้ำจะกินก็ไม่ค่อยจะมี เวลากรรมให้ผลมันลำบาก แต่มันลำบากเฉพาะร่างกาย อย่างชีวิตความเป็นอยู่มันเปลี่ยนแปลง คนกรุงเทพน่าสงสาร จริงๆคนอื่นก็น่าสงสารเหมือนกัน คนชลบุรีก็น่าสงสารนะ คนกรุงเทพไปแย่งข้าวกินซะเกือบหมดเลย</p>
<p>ใครเจอปัญหาน้ำท่วมบ้าง ยกมือให้หลวงพ่อดูซิ เยอะ สอบตกหรือสอบได้ เอ้า ใครสอบได้ยกมือซิ ใครสอบตกมีมั้ย อย่างน้อยสอบได้เยอะกว่าสอบตก แสดงว่าคอร์สของเราใช้ได้คนสอบได้เยอะกว่า <strong>บางคนก็สงสัยอุตส่าห์ทำความดีทำไมน้ำท่วมบ้านบุญไม่ให้ผลเลยเหรอ อุตส่าห์เข้าวัดทำบุญทำทานทำไมทรัพย์สินยังเสียหายทั้งๆที่ทำทาน ทำไมชีวิตลำบาก ธรรมะไม่ได้แปลว่าทำให้น้ำไม่ท่วมบ้าน คนละเรื่องกัน <em>ถ้าบ้านเราอยู่ต่ำกว่าน้ำ น้ำก็ท่วมบ้าน ถึงจะมีบุญแค่ไหนก็ท่วม</em></strong></p>
<p><strong>เหมือนเมื่อก่อนนี้ไฟไหม้เมืองสุรินทร์ ไหม้ซะมากเลยนะ ไหม้มาถึงกำแพงวัดบูรพาราม ชาวบ้านไปประท้วงหลวงปู่เลยหลังจากไฟไหม้ เสียแรงทำบุญมาตั้งนานไม่คุ้มครองเลยบุญไม่คุ้มครองธรรมะไม่คุ้มครองเลยคุ้มครองแต่วัดไม่คุ้มครองชาวบ้าน <em>หลวงปู่ท่านก็บอกว่า ไฟมันมีหน้าที่ไหม้</em> ไม่ใช่ว่าเราทำบุญแล้วไฟไม่ไหม้ เพียงแต่ว่าถ้าไฟไหม้ขึ้นมาเราไม่ทุกข์ มันไหม้ได้แต่ของข้างนอกหรือไหม้ได้แต่ร่างกายแต่ใจเราไม่ได้ถูกไฟไหม้ไปด้วย</strong></p>
<p>งั้น<strong>การที่เรามาศึกษาปฏิบัติธรรมมาพัฒนาจิตใจเราเนี่ย ก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้ใจเรานั่นเอง</strong> ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนะไฟจะไหม้น้ำจะท่วม ลูกจะเป็นเอดส์ หลานจะติดยา อะไรๆก็เกิดได้เสมอเลย <strong>เราสามารถอยู่ได้ท่ามกลางปัญหาท่ามกลางความวุ่นวายโดยไม่ทุกข์ ปัญหาก็อยู่ส่วนปัญหาแต่ใจมันไม่ทุกข์ </strong>ใจมันไม่ไปหยิบเอาปัญหาเข้ามาใส่ตัวเอง</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></p>
<p><em> CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๔๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3">541218</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๕ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๐๒</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/08/13210/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_0.25_4.11.mp3" length="3607549" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3" length="40046627" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ที่ใจไม่หยุดดิ้นรน เพราะหลงผิดว่าสุขมีอยู่</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/07/13233/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/07/13233/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Jan 2012 01:52:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดถือ]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เที่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่ตัวตน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13233</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/460102_sufferinghappinesss.mp3" target="_blank">460102_suffering&amp;happinesss</a></p>
<div id="attachment_13259" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><a href="ที่ใจไม่หยุดดิ้นรน เพราะหลงผิดว่าสุขมีอยู่"><img class="size-full wp-image-13259" title="ที่ใจไม่หยุดดิ้นรน เพราะหลงผิดว่าสุขมีอยู่" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/im.jpg" alt="ที่ใจไม่หยุดดิ้นรน เพราะหลงผิดว่าสุขมีอยู่" width="400" height="301" /></a><p class="wp-caption-text">ที่ใจไม่หยุดดิ้นรน เพราะหลงผิดว่าสุขมีอยู่</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เวลาเราปฏิบัตินะ แต่เดิมเราก็จะหลงผิดว่าเราปฏิบัติให้มันมีความสุข <strong>เราเห็นว่าในโลกนี้มีทั้งความสุขและความทุกข์ เราก็จะพยายามหลบไอ้ตรงทุกข์ จะไปเอาตรงสุข ดิ้นไปเรื่อยๆ</strong> เวลาเจอความสุขก็พอใจ เพลิน เจอความทุกข์ก็พยายามจะหนี</p>
<p>ทุกข์กายทุกข์ใจ มี ๒ อัน ทางกายเราก็อยากจะไปเห็น อยากได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสที่มันดีๆ หนีที่ไม่ดี เวลาเจอของไม่ดีเราก็หวังว่าถ้าหนีอันนี้ไปได้แล้วจะได้ไปเจอของดี ลืมไปอันนึงว่าไอ้ต้นตอตัวหัวโจกเลยมันไม่ใช่รูปรสกลิ่นเสียงโผฏฐัพพะหรอก กระทั่งกายเรานี้ก็ไม่ใช่ของดิบดีอะไร ไม่มีความสุขจริง ทั้งกายนี้มีแต่ความทุกข์ จิตใจก็เหมือนกันนะ จิตใจก็เที่ยวหาอารมณ์ที่เป็นสุข ร่างกายของเรา เราก็อยากให้ร่างกายเราได้แต่อารมณ์ที่เป็นสุข ร่างกายจิตใจอยากจะเอาแต่สุข ไม่เอาทุกข์ แล้ว<strong>ที่ใจเราดิ้นรนไม่เลิกเนี่ย เพราะเรายังหลงผิดว่าสุขมันมีอยู่</strong> เจอทุกข์แล้วหลบให้ดีเหอะ เดี๋ยวเราจะเจอสุข <strong> </strong></p>
<p><strong>ถ้าศึกษาศาสนาพุทธอย่างถึงแก่นจริงๆจะพบว่าเราหลบหลีกไปไม่ได้นาน เพราะตัวเราเองเป็นตัวทุกข์ ร่างกายจิตใจของเราเองนั่นแหละตัวทุกข์ ไม่ใช่คนอื่นทุกข์นะ </strong>อย่างสมมติไปหาของอร่อยที่สุดมากิน ร่างกายก็ยังมีความทุกข์อีก ของที่อร่อยที่สุดไม่ได้ทำให้ร่างกายมีความสุขได้ถาวรอะไร รูปที่สวยที่สุดไม่ได้ทำให้ร่างกายมีความสุข อารมณ์ที่ดีก็ไม่ได้ทำให้จิตมีความสุขถาวรได้เพราะจิตไม่เที่ยง</p>
<p><strong>ถ้าเราเข้าใจว่าร่างกายจิตใจของเราบังคับไม่ได้ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ก็ค่อยคลายความยึดถือ มันจะไม่ไปดิ้นหาความสุข แล้วก็ไม่ดิ้นหนีความทุกข์</strong> แต่ก็ไม่ใช่โง่แช่ความทุกข์อยู่นะ ไม่ใช่นั่งภาวนา มดกัดให้มันกัดไป ไม่ใช่กายเรา เนี่ยโง่เกินไปแล้ว สุดโต่งไป</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><em><br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๖</em></p>
<p><em><br />
</em><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑</em><em><br />
</em> <em>ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๐๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/07/13233/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/460102_sufferinghappinesss.mp3" length="2455954" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/460102.mp3" length="44628953" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/25/12940/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/25/12940/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Dec 2011 23:30:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงตาเห็นธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่องใส]]></category>
		<category><![CDATA[เศร้าหมอง]]></category>
		<category><![CDATA[โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12940</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="../wp-content/uploads/2011/12/540910B_6.32_7.46.mp3"></a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540910B_0.56_2.46.mp3">ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น</a></p>
<div id="attachment_13017" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/3001054-400x266.jpg" alt="ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น" title="ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น" width="400" height="266" class="size-large wp-image-13017" /><p class="wp-caption-text">ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเราแต่เรามองไม่เห็นเพราะใจเราไม่มีคุณภาพ ใจเรามีคุณภาพระดับไหนนะเราก็เห็นสิ่งภายนอกในระดับนั้น</p>
<p>อย่างบางวันจิตใจเราเศร้าหมองนะ โลกทั้งโลกก็ดูเศร้าหมองไปหมด มันดูออกมาจากใจที่เศร้าหมอง โลกก็เลยดูเศร้าหมอง วันไหนเราผ่องใสนะเราดูโลกด้วยใจที่ผ่องใส โลกดูผ่องใส</p>
<p>จริงๆโลกก็เป็นโลกอยู่อย่างนั้นน่ะไม่ได้เศร้าหมองไม่ได้ผ่องใส แต่ใจเรามันไม่เหมือนกัน ถ้าใจเราไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาไม่มีความปรุงแต่ง มันจะไปเห็นนิพพาน มีคุณภาพพอ ใจมีคุณภาพระดับไหนก็เห็นสิ่งภายนอกนะระดับนั้น</p>
<p><strong>ใจไม่มีกิเลสตัณหาไม่มีความอยากไม่มีความดิ้นรนปรุงแต่ง เห็นนิพพานซึ่งเป็นธรรมะซึ่งไม่มีกิเลสตัณหาไม่มีความดิ้นรนปรุงแต่งไม่มีทุกข์</strong> ของมีอยู่แล้วแต่ไม่เห็น มาพัฒนาดวงตาให้มีดวงตาที่จะมองเห็น </p>
<p>พระพุทธเจ้าประกาศธรรมะท่านหวังว่าคนมีดวงตาจะเห็น บอกเหมือนจุดไฟในที่มืืดจะเกิดแสงสว่างขึ้นมาหวังว่าคนมีดวงตาจะเห็น การจุดไฟของท่านก็คือการประกาศธรรมะ บอกวิธีปฏิบัติให้เรา <strong>เมื่อเราฝึกไปนะเรามีดวงตาขึ้นเมื่อไหร่ เราก็เห็นนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตานั่นแหล่ะ ไม่เหลือวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาคนนึงจะทำได้</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540910B.mp3">540910B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/25/12940/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540910B_0.56_2.46.mp3" length="1769358" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540910B.mp3" length="19208804" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 03:34:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายคตาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตพรากจากขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดับทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรมนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พระอนาคามี]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิริยาบถ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปจารสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3669</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5299" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why-249x300.jpg" alt="เราปฎิบัติเพื่ออะไร?" width="249" height="300" /></a>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3"><strong>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><span style="color: #993300;">ที่นี่หลวงพ่อจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติให้ หลักของการปฏิบัติเราก็ต้องรู้ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นยังไง ต้องตอบได้ชัดเจน เราจะปฏิบัติอะไร <strong>มีสองอย่างที่จะต้องปฏิบัติคือ &#8220;สมถะ&#8221; กับ &#8220;วิปัสสนา&#8221;</strong> ปฏิบัติเพื่ออะไร<strong> สมถะ ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะเดินวิปัสสนา ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะได้เห็นนู่นเห็นนี่มีตาทิพย์มีหูทิพย์</strong> บางคนอยากได้เจโตอยากได้ทิพจักษุ  หลวงพ่อเคยเจอนะ มีไอ้หนุ่มคนนึง มันภาวนาอยากได้ทิพจักษุ ถามว่าอยากได้ทำไม มันจะได้มองทะลุผ้าของคนอื่น มันเห็นธรรมะเป็นเรื่องอะไร จะทะลุฝาห้องของเค้าอะไรอย่างนี้ ได้เรื่องเลย มีจริงๆนะ สมถะนะ เราทำไปเพื่อให้ใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะทำวิปัสสนา </span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">วิปัสสนาทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา รู้ความจริงของกายของใจนี้ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดังนั้นทำเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ รู้แล้วได้อะไร รู้ถึงที่สุดแล้วมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ</span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดนะ อย่าไปวาดภาพพระอรหันต์ประหลาดเกินเหตุทำอะไรก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ วันๆต้องนั่งเซื่องๆเหมือนนกกระยางรอให้ปลามาใกล้ๆจะได้ฉกเอาเชื่องๆห้ามกระดุกกระดิก <strong>พระอรหันต์จริงๆก็คือท่านผู้ภาวนาจนมีปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์นะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์เห็นอย่างนี้ แล้วท่านปล่อยวางความยึดถือขันธ์ได้ จิตท่านแยกออกจากขันธ์ พรากออกจากขันธ์ ไม่ยึดถือขันธ์ ท่านเป็นอิสระจากขันธ์ ตัวขันธ์เป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เลยพ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่นี่พ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่ตายแล้วเค้าเรียกดับทุกข์คือขันธ์มันดับ</strong> ไม่ใช่ไปเกิดอีกนะ หลายคนวาดภาพเป็นพระอรหันต์ไปเกิดอีกไปอยู่ในโลกนิพพาน อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก <strong><em>พระอรหันต์ นิพพานแล้วเหมือนไฟที่ดับไปแล้ว ไฟที่ดับแล้วอยู่ที่ใหน ใครจะรู้ </em>เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ ภาวนาทำสมถะเพื่อให้มีแรง ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจได้มันจะหมดความยึดถือ ปล่อยวางได้ พอปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้ เพราะตัวกายตัวใจตัวขันธ์นี้แหล่ะตัวทุกข์</strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้ แล้วทำยังไง เราจะทำอะไร ทำสมถะและวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร บอกแล้ว ทำอย่างไร สมถะนี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้เคลิ้ม <strong>วิธีทำสมถะไม่ใช่น้อมใจให้เคลิ้มให้ซึมให้นิ่ง แต่ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก </strong>เคยได้ยินคำว่า&#8221;อานาปานสติ&#8221;มั้ย มีสตินะไม่ใช่ฝึกให้ไม่มีสติ ไม่ใช่ฝึก(เสียงกรน)คร้อกบรรลุแล้ว ฝึกให้มีสติหายใจเข้า ฝึกให้มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อยเลย หรือบางทีพิจารณากาย&#8221;กายคตาสติ&#8221; มีสติไล่ไปในกาย ดูอาการสามสิบสอง ดูอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีสติ เห็นมั้ย ไม่ได้บอกให้ขาดสติเลยนะ ไม่ได้ดูเอาแก้วแหวนเงินทอง เอาวิมานสวรรค์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ฝึกให้มันมีสติ รู้ลมหายใจก็ให้มันมีสติ พิจารณากายก็พิจารณาด้วยความมีสติ เรียกว่ากายคตาสติ ทำอะไรๆก็มีสติ คิดถึงพระพุทธเจ้าก็คิดถึงด้วยความมีสติ หัดพุทโธ ๆ แล้วรู้สึกตัวไป นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราจะทำยังไงพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ได้ภาวนาให้เคลิ้มๆ<strong> ภาวนาให้รู้สึกตัว ฉะนั้นเราอย่าทิ้งสติ ครูบาอาจารย์เคยสอนบอก &#8220;สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ฉะนั้น<strong>ทำสมถะก็ต้องมีสตินะ แต่มีสติอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อารมณ์อันเดียว</strong> ทำไมต้องอารมณ์อันเดียว อารมณ์หลายอันแล้วก็รู้ตัวยาก ปกติจิตมันจะหนีตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอเรามาทำสมถะนะ เรามีอารมณ์อันเดียว มาเป็นเหยื่อ เหยื่อล่อจิต อย่างถ้าจะตกปลานะ มีคนโยนเบ็ดพร้อมกันร้อยอัน ปลางงเลยจะกินอันใหนดีใช่มั้ย ว่างมาทางนี้ เอ๊ะ ไม่เอาตัวเล็กไป ว่ายทางนี้ ก็ใหญ่ไปเกินพอดี เกินคำ ไม่เอา วกไปวกมา ไม่ได้กิน ถ้ามีเหยื่ออันเดียวปลาฝูงนึงยิ่งดี มีเหยื่ออันเดียวล่อ จิตของเราปกติร่อนเร่ไปเรื่อยๆ วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนะ ร่อนเร่ไปเรื่อย เที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อย เหมือนปลาวิ่งหาเหยื่อไปเรื่อย ว่ายไปเรื่อยๆ เราหาอารมณ์อันนึงที่ชอบใจของปลาตัวนี้มาล่อมัน ไปเอาพุทโธก็ได้ คนไหนพุทโธแล้วสบายใจเอาพุทโธ คนไหนหายใจเข้าหายใจออกแล้วสบายใจเอาลมหายใจ คนไหนดูท้องพองยุบแล้วมีความสุขก็ดูท้องพองยุบไป คนไหนเดินจงกลมแล้วมีความสุขก็เดินไป ไม่ใช่เดินทรมาน เดินไปเครียดไป เดินไปเครียดไป สมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่ได้<strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอารมณ์ที่สบายๆ อยู่แล้วมีความสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong></strong><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg"><img title="db1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg" alt="" width="340" height="254" /></a></strong></span></p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ ฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เจ็ดขวบ พวกเราส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด หายใจแล้วมีความสุข พอจิตใจมีความสุข จิตจะสงบ จิตมันหิวอารมณ์นะ พอมันได้กินของชอบนะ มันเลยไม่ไปเที่ยวที่อื่น เอาอารมณ์มาล่อ อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่หนีไปไหน จิตเคล้าเคลียอยู่ แต่ระวังอย่างเดียว อย่าให้ขาดสติ อย่างเราหายใจไป ถ้าใจเคลิ้มก็รู้ทันว่าเคลิ้ม หายใจไปใจฟุ้งซ่านหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าใจฟุ้งซ่านไป ใจก็มีความสุข เคล้าเคลีย สงบอยู่กับลมหายใจ จนกระทั่งลมหายใจมันสว่างขึ้นมา หายใจไปเรื่อยๆ เวลาจะเข้าฌาน ไม่ใช่รู้ลมหายใจหรอกจะบอกให้ พวกเรามั่วๆนะ หายใจแล้วเข้าฌานรู้ลมหายใจแล้วเข้าฌาน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ลมหายใจเบื้องต้นเรียกว่า บริกรรมนิมิต รู้ลมไปเรื่อย สบาย จิตใจมีความสุข มันจะสว่างขึ้นมา ความสว่างมันเกิดขึ้นนะ ใจมันสงบลงมา ในทางร่างกายเวลาจิตสงบลงมา เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้ เลือดจะมาเลิ้ยงตรงนี้เยอะ มันจะให้ความรู้สึกที่สว่างขึ้นมา จิตมันก็สว่างนะ กายมันก็สว่างขึ้นมา ผ่องใส ความสว่างเกิดขึ้นแล้วเนี่ย เอาความสว่างนี้มาเป็นนิมิตแทนลมหายใจได้ ต่อไปความสว่างมันเข้มข้นขึ้นนะ เป็นดวงขึ้นมา ให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ จิตใจก็มีความสุข สนุก มีความสุขอิ่มเอิบเบิกบาน มีปีติขึ้นมา เข้าฌาน ไม่ใช่หายใจรู้ลมแล้ว (เสียงกรน คร้อก) บอกว่าหายใจจนลมระงับ ถามว่าลมระงับยังไง ลืมไปเลย หลับไปแล้ว บอกว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ไม่ใช่นะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">เพราะฉะนั้น<strong>หลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ</strong> วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา</span></p>
<p>ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู</p>
<p><span style="color: #008080;">เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า<strong> &#8220;จิตตสิกขา&#8221; ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว </strong>เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่</span></p>
<p><span style="color: #993366;">ต่อไปก็หัด <strong>นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา </strong>นี้พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกลมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง</span></p>
<p>พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ <strong>พอใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป </strong>เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg"><img title="db2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg" alt="" width="600" height="415" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #808000;">สมัยก่อน หลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนโน้น เข้าวัดไหนครูบาอาจารย์พูดแต่คำว่า&#8221;ผู้รู้&#8221; ท่านยังสอนด้วยซ้ำไปว่า ศาสนาพุทธ &#8220;พุทธ&#8221;แปลว่าอะไร พุทธ (อ่าน พุท-ธะ) แปลว่า&#8221;รู้&#8221; พุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ใจของเราชอบเป็นผู้คิด ใจของเราชอบเป็นผู้หลง เราฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ทำยังไงใจจะเป็นผู้รู้  ถ้ารู้ทันสภาวะที่กำลังปรากฎนะ ใจจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา เช่นเผลอไปรู้ว่าเผลอ ใจก็จะเป็นผู้รู้ขึ้นแว้บนึง เป็นผู้รู้ตรงขณะไหน ขณะที่รู้ว่าเผลอ ถัดจากนั้นอาจจะเป็นผู้เพ่ง ใจโกรธขึ้นมานะ รู้ว่าโกรธ ขณะที่โกรธนะ ขณะนึง ขณะที่รู้ว่าโกรธนี่แหล่ะ ใจเป็นผู้รู้ขึ้นมาแล้ว ถัดจากนั้นอยากให้หายโกรธนี่ ใจมีอกุศลแล้ว มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว <strong>ดังนั้นเราดูใจเราไปเรื่อยนะ ไม่ใช่ผู้รู้ต้องเที่ยงถวร ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ผู้รู้เองก็เกิดดับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ครูบาอาจารย์องค์นึงสอนดีมากเลยคือ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ บอกเลยว่า<strong> ผู้ใดเห็นว่าผู้รู้เที่ยงนะ เป็นมิจฉาทิฐิ จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยงแต่ว่าต้องมีอยู่อาศัยไว้ใช้ปฏิบัติเอา</strong> ของเราสังเกตสิ <strong>เดี๋ยวใจก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เมื่อไหร่รู้สภาวะตรงความเป็นจริง ใจก็เป็นผู้รู้ขึ้นมาแว้บนึง </strong>เอาแค่แว้บเดียวพอนะ ไม่ต้องตั้งอยู่เป็นชั่วโมงๆ คนที่ตั้งเป็นชั่วโมงๆได้ต้องพวกที่เค้าทรงฌาน ผ่านฌานมาเต็มที่แล้ว เต็มภูมิอย่างน้อยได้ฌานที่สองแล้ว ได้ฌานที่สองใจจะเด่น ออกจากฌานมา ยังเด่นอยู่เป็นวันๆเลย อาศัยสมาธิอย่างนี้ตามรู้ดูกายดูใจได้นาน <strong>พวกเราไม่ได้ทรงฌานเนี่ยสมาธิจะอยู่แว้บเดียวๆเรียกว่า &#8220;ขณิกสมาธิ&#8221;</strong> แต่อาศัย ขณิกสมาธิ เนี่ยแหล่ะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้ เพราะสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาจริงๆก็คือ ขณิกสมาธิ นี่แหล่ะดีที่สุดเลย รองลงมาก็คือตัว อุปจาร (คำเต็ม อุปจารสมาธิ) เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ ให้ใจมันตื่นขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #800000;">วิธีง่ายที่สุดเลย<strong> ทำฌานไม่ได้ ทำยังไงใจจะตื่น ใจตื่นก็ตรงข้ามกับใจที่ไม่ตื่น ใจที่ไม่ตื่นคือใจหลับ ใจหลับได้ใจก็ฝันได้ ความฝันของใจก็คือความคิด ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าฝันนะเมื่อนั้นจะตื่น เวลาที่ใจไหลไปคิด ถ้าเมื่อไหร่พวกเรารู้ว่าจิตแอบไปคิดนะ เราจะตื่นขึ้นชั่วขณะนึง </strong>รู้ทันว่าจิตไหลไปคิด ขณะที่รู้นั่นน่ะตื่น ไม่เฉพาะหลงไปคิดนะ โกรธขึ้นมาขณะที่รู้ว่าโกรธ ขณะนั้นก็ตื่นเหมือนกัน แต่ตัวนี้ดูยากกว่า ใจของเราหลงคิดทั้งวัน มันดูง่ายกว่า อย่างจะดูจิตที่โกรธนะ แล้วก็ตัวรู้ว่าโกรธ วันนี้ยังไม่โกรธใครเลยเนี่ย จะภาวนายังไง แต่มีมั้ยวันใหนชั่วโมงไหนที่ไม่คิดมีมั้ย ไม่มีเลย จิตที่คิดคือจิตฟุ้งซ่าน<strong> เป็นจิตมีโมหะเค้าเรียกว่า &#8220;อุทธัจจะ&#8221; โมหะชนิด อุทธัจจะ จิตมันฟุ้งซ่าน เป็นจิตที่เกิดบ่อยที่สุดเลยจิตฟุ้งซ่านเนี่ย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">เราเอาตัวที่เกิดบ่อยเนี่ยแหล่ะมาหัดทำกรรมฐาน เราจะได้ทำกรรมฐานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตไหลไปคิดแล้ว อ้อ หลงไปแล้ว มีคำว่า &#8220;แล้ว&#8221; นะ ทำไมต้องมี แล้ว ด้วย หมายถึงว่า หลงไปก่อน ไม่ได้ห้ามหลง หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง หลายคนภาวนาผิดนะ ไปจ้องรอดู ไหน เมื่อไหร่จะหลง เมื่อไหร่จะหลง จ้องใหญ่ ขณะที่รอดูนั่นหลงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีวันรู้เลยว่าหลงเป็นยังไงเพราะหลงไปเรียบร้อยแล้ว<strong> ดังนั้นให้มันหลงไปก่อนให้มันเผลอไปคิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้ว่าเผลอไป หลงไป ให้มันโกรธไปก่อน ให้มันโลภไปก่อน แล้วก็รู้ว่ามันโกรธ​รู้ว่ามันโลภ</strong> นี่หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆรู้ไปแล้วจะได้อะไร เห็นมั้ย คำสอนในศาสนาพุทธละเอียดนะ จะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำอย่างไรบอกแล้วนะ อย่างถ้าจะดูจิตดูใจเนี่ย <strong>ตามดูไป ให้สภาวะเกิดแล้วก็ตามรู้ไป หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ตามดูไปเรื่อยๆ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำแล้วได้ผลอะไร ถ้าเราตามดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็หลงเดี๋ยวจิตก็รู้  เดี๋ยวหลงเดี๋ยวรู้ นานๆจะมีอย่างอื่นแทรก เดี๋ยวโลภขึ้นมาเราก็รู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อ้าว เดี๋ยวโกรธขึ้นมา อีกแล้ว นานๆจะมีโลภแทรก นานๆจะมีโกรธแทรกที แต่หลงนี่มันยืนพื้นเลย มันเป็นกิเลสยืนพื้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ดังนั้นเราคอยรู้ทันเรื่อยๆ ไม่ใช่รู้เพื่อจะไม่ให้หลง แต่รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อจะรู้ว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง </strong></span><strong>เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตโลภตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง จะฝึกเพื่อให้เห็นว่า เมื่อกี้เป็นอย่างนึง เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนึง นี่คือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั่นเอง เห็นมั้ยเมื่อกี้จิตหลง ตอนนี้จิตหลงดับไปแล้ว เกิดจิตที่รู้ขึ้นมา เห็นมั้ยเมื่อกี้เป็นจิตโกรธ ตอนนี้เกิดเป็นจิตที่รู้ จิตโกรธดับไปแล้ว จิตที่รู้อยู่ไม่นาน เกิดจิตหลงขึ้นมาแทนอีกแล้ว เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg"><img title="db3" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg" alt="" width="600" height="406" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ดีแต่ฝึกจนเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้นี้ เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จิตโลภก็โลภชั่วคราว จิตโกรธก็โกรธชั่วคราว จิตหลงก็หลงชั่วคราว ทำไมหลงชั่วคราวเพราะมีตัวรู้มาคั่น มีจิตรู้มาคั่น เราก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลยมันก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลย มันก็จะมีแต่จิตหลง หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน เราจะรู้สึกว่าหลงแล้วเที่ยง จะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ <strong>แต่เรามีรู้ขึ้นมานะ เพื่อจะเห็นหลงมันขาดเป็นท่อนๆ หลงไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกตัวแว้บ เราเห็นเลยชีวิตที่หลงนะมันจบไปแล้ว มันเกิดชีวิตใหม่ที่รู้สึกตัว</strong> เสร็จแล้วหลงไปอีกห้านาที ก็รู้สึกอีกทีนึง หลงไปอีกชั่วโมงรู้สึกอีกที ต่อไปฝึกไปเรื่อยๆนะ หลงสามวินาทีรู้สึก หลงสองวินาทีรู้สึก ยิ่งฝึกเก่งนะยิ่งหลงบ่อย หลงแว้บรู้สึก ฝึกไปเรื่อย ไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง ไม่ได้ฝึกห้ามหลง ไม่ได้ฝึกที่จะให้รู้ตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่ดับทั้งสิ้น</span></p>
<p>ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">จิตจะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ</span></strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน</p>
<p><span style="color: #800000;">บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ <strong><em>คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ </em></strong>ดังนั้นเราฝึกนะจนกระทั่งเรารู้สึกขึ้นมา</span></p>
<p><strong>วิธีที่จะให้รู้ขึ้นมาก็คือ คอยไปหัดรู้ทันเวลาใจหลงไปคิด อันนี้เป็นการบ้านที่ง่ายๆเลย เพราะจิตที่หลงคิดคือจิตที่เกิดบ่อยที่สุด จิตโลภจิตโกรธอะไรนี่มีน้อยนะ จิตหลงเนี่ยมีทั้งวันเลย เพราะในขณะที่โลภ ในขณะที่โกรธเนี่ยต้องมีหลงประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่หลงจะไม่มีโลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ เพราะฉะนั้นจิตหลงเนี่ยเป็นตัวสาหัสสากันเลย ถ้าเราเรียนเรื่องจิตหลงได้ เราจะภาวนาได้ทั้งวัน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12487" title="db4" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กรรมฐานนะ เราควรจะเลือกกรรมฐานซึ่งมันเกิดบ่อยๆ เราจะได้ดูบ่อยๆ</strong> อย่างใจเราหลงเนี่ยหลงทั้งวัน แล้วก็รู้ ใจหลงไปแล้วรู้  มันจะเห็นสลับกันเร็ว เคยมีนะ ตอนอยู่เมืองกาญฯ มีหนุ่มคนนึงมาถามหลวงพ่อ ผมใช้สิ่งอื่นนอกจากในสติปัฏฐานได้มั้ย ที่จะมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถามว่าจะใช้อะไร ถ้าฟ้าร้องแล้วผมจะรู้สึกตัว ปีนึงมันร้องกี่ครั้งนะ นานมาก บางวันก็ไม่ร้องตั้งหลายเดือน แสดงว่าตลอดมาเนี่ยเอ็งไม่มีสติเลยใช่มั้ย เอ็งจะมีสติตอนหน้าฝนอย่างเดียว อย่างงี้ใช้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พวกเราไปดูสิอารมณ์ในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา หายใจออก หายใจเข้านี่ หายใจทั้งวันมั้ย ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน มีทั้งวันใช่มั้ย ไม่ยืนก็เดิน ไม่เดินก็นั่ง ไม่นั่งก็นอน อะไรนี้ เวียนไปนี้ ถ้า ยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวได้เกือบทั้งวันแล้ว ยกเว้นอิริยาบถประหลาดๆ เช่น กระโดดอะไรนี้นะ หรือไปว่ายน้ำ เป็นอิริยาบถ แปลกๆไป ท่านก็สอนล็อกไว้อีกอันนึงเรื่องสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ก็เคลื่อนไหวแล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งแล้วก็เคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งก็รู้สึก เคลื่อนไหวก็รู้สึก ก็รู้สึกตัวได้ทั้งวันแล้ว อารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะเกิดทั้งวัน อารมณ์เวทนาล่ะ มีทั้งวันมั้ย สุข ทุกข์ เฉยๆก็หมุนอยู่อย่างนี้ทั้งวันใช่มั้ย ถ้าสุขก็รู้ตัว ทุกข์ก็รู้ตัว เฉยๆก็รู้ตัว ก็คือรู้ตัวได้ทั้งวัน ดูจิตดูใจล่ะ จิตหลงไปแล้วรู้ เกิดได้ทั้งวัน หลงทั้งวัน ยกเว้นบางคนนั้นขี้โลภ เจออะไรมันก็อยากตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดถี่ยิบเลยทั้งวัน พวกนี้ก็เอาความอยากเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่เดี๋ยวมันอยากแว้บอยากดู รู้ทัน อยากฟังรู้ทัน อยากคิดรู้ทัน พวกโลภมากนะ ดูอยากเป็นวิหารธรรม มีจิตที่อยากกับจิตที่ไม่อยาก คู่เดียวก็พอแล้ว เกิดทั้งวันแล้ว คนไหนขี้โมโหนะ อะไรนิดนึงก็โมโห อะไรนิดนึงก็ขัดใจ ก็เอาจิตที่มีโมโหนี่แหล่ะมาเป็นวิหารธรรม จิตโกรธขึ้นมาก็รู้ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้นคือจิตที่รู้ จิตนั้นมันโกรธ เดี๋ยวก็โกรธอีก เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ เห็นมั้ยมันจะเกิดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เพราะฉะนั้นอารมณ์กรรมฐานที่เราใช้นั้นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวัน เราจะได้มีสติได้ทั้งวัน </span></strong>หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว เผลอไปรู้สึกตัว รู้ รู้ทันว่าเผลอ ก็รู้สึกตัว ก็เป็นจิตที่รู้ขึ้นมา ก็รู้ว่ามีจิตที่รู้อยู่ ทุกอย่างเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา<strong> เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น </strong>เราเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไรหรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป</strong></span></p>
<p><span style="color: #800000;">มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย</span></p>
<p><strong>สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ</strong></p>
<p><strong>วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" target="_blank">520809A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3" length="6463520" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" length="15414528" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>มองโลกในแง่ดีบ้าง เราทำกรรมดีนะจึงเกิดมาในยุคที่ธรรมะยังเหลืออยู่</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/20/12049/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/20/12049/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 22:53:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[กรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ร่มเย็น]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนาพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[สว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[โลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12049</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_0.01_3.03.mp3" target="_blank">มองโลกในแง่ดีบ้าง เราทำกรรมดีนะจึงเกิดมาในยุคที่ธรรมะยังเหลืออยู่</a></p>
<div id="attachment_12069" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/spotlight-400x300.jpg" alt="มองโลกในแง่ดีบ้าง เราทำกรรมดีนะจึงเกิดมาในยุคที่ธรรมะยังเหลืออยู่" title="มองโลกในแง่ดีบ้าง เราทำกรรมดีนะจึงเกิดมาในยุคที่ธรรมะยังเหลืออยู่" width="400" height="300" class="size-large wp-image-12069" /><p class="wp-caption-text">มองโลกในแง่ดีบ้าง เราทำกรรมดีนะจึงเกิดมาในยุคที่ธรรมะยังเหลืออยู่</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>มองโลก มองแง่ดีบ้างนะ อย่าไปมองให้เครียดเกินไป ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก มาฝึกจิตฝึกใจของเรานะ เราต้องอยู่กับมันน่ะ เราต้องอยู่ในสังคมอย่างนี้แหละ บ้านเมืองมันเป็นอย่างนี้แหละ ไม่ต้องไปทุกข์กับมันหรอกนะ ช่วยทางไหนได้ก็ช่วยไป</p>
<p><strong>เราก็ต้องทำกรรมเอาไว้นะ เราถึงต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ สภาพแวดล้อมที่ธรรมะยังเหลืออยู่ กรรมดีนะไม่ใช่กรรมชั่ว ถ้าคนไหนทำกรรมมาไม่ดีตอนนี้ก็บอกว่าอยู่ในสังคมที่ไม่ดีเลย อยู่ที่เลือกอยู่ต่างหากนะ ฉลาดก็เลือกอยู่ในสังคมที่มีธรรมะ ธรรมะยังมีอยู่ เรามาศึกษาธรรมะกัน เรายกระดับจิตใจของเราขึ้นไป อกุศลให้ผลมาก็ไม่สนใจธรรมะ สนใจโลกๆก็เศร้าใจไปเรื่อย</strong></p>
<p>ไม่แก้ที่อื่น แก้ที่อื่นก็ดีเหมือนกัน แต่มันแก้ลำบาก เรามาแก้ที่ใจเราก่อน อย่างน้อยเราสร้างสังคมที่ร่มเย็นนะ เป็นจุดเล็กๆขึ้นมารอบๆตัวเรา แต่ละคนมาเรียนธรรมะแล้วก็ใจเราร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมา สังคมเล็กๆรอบตัวเราก็จะร่มเย็นขึ้น</p>
<p><strong>อันแรกเลยในครอบครัว ที่มาเรียนธรรมะกับหลวงพ่อนะ แล้วจิตใจร่มเย็นเปลี่ยนแปลงไป คนในครอบครัวสัมผัสได้แล้วก็เลยมาเรียนกันทั้งครอบครัว</strong> ต่อไปก็ไปอยู่ในสังคมที่ทำงาน คนอื่นเขาปากกัดตีนถีบ ถีบคนอื่นกัดคนอื่นตลอดน่ะ</p>
<p>เรามีตาดูมีหูฟัง มีใจคิดสร้างสรร ต่อไปคนอื่นเขาเริ่มเห็นนะ เขามีความทุกข์มีความเดือดร้อนอะไร เขาก็มาถามเรา ทำไมดูเราผ่องใส ดูเราสดชื่น ท่ามกลางความวุ่นวาย เรามีความสุขอยู่ได้อย่างไร เขาสนใจขึ้นมา</p>
<p><strong>ถ้าเราปฏิบัติให้เขาเห็นนะ ไม่ได้ไปนั่งสมาธิให้เขาเห็นหรอก แต่หน้าเรานะจะผ่องใสนะ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข คนรอบๆตัวในที่ทำงานก็สัมผัสบ้าง พอเขาได้ศึกษาธรรมะขึ้น ต่อไปเขาก็ไปสร้างสังคมในครอบครัวของเขาบ้าง ให้ร่มเย็นขึ้นมา</strong></p>
<p>นี่แก้ทั้งระบบเราทำไม่ไหวนะ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เราช่วยกันสร้างจุดที่ร่มเย็นนะ จุดเล็กๆนี่แหละ ค่อยๆกระจายออกไป เผื่อว่าสังคมจะได้ร่มเย็นมากขึ้นในวันหนึ่งข้างหน้านะ ส่วนมากจะไปคิดแก้คนอื่น แก้ไม่ได้จริงหรอก</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๐๑ ถึงนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๐๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/20/12049/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_0.01_3.03.mp3" length="2905789" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าทำคนใกล้ตัวที่เรารักให้เดือดร้อน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/26/11065/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/26/11065/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Aug 2011 21:54:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เมตตา]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทบกระทั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[คนใกล้ตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ดูใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11065</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_7.04_10.33.mp3">อย่าทำคนใกล้ตัวที่เรารักให้เดือดร้อน</a></p>
<div id="attachment_11175" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-11175" title="อย่าทำคนใกล้ตัวที่เรารักให้เดือดร้อน" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/argue-400x300.jpg" alt="อย่าทำคนใกล้ตัวที่เรารักให้เดือดร้อน" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">อย่าทำคนใกล้ตัวที่เรารักให้เดือดร้อน</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : การที่เราหัดสังเกตใจตัวเองเนี่ย เราจะได้ตั้งแต่การดำรงชีวิตอยู่ในโลก หรือการอยู่กับเพื่อนร่วมงาน อยู่กับคนในครอบครัว ถ้าเราไม่สังเกตใจตนเองนะ ก็จะมีปัญหากระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลา</strong></p>
<p>หลายคนเลยที่.. ยกตัวอย่างเราอยู่กับลูกค้าใช่มั้ย เราถูกฝึก เราถูกสอน ว่าต้องยิ้มไว้ก่อน ลูกค้าร้ายแค่ไหนก็ต้องยิ้มไว้ก่อน มันเครียดนะ บางคนเราเห็นหน้ามันขับรถเข้ามาจอดใกล้ๆ เราก็เกลียดหน้ามันแล้ว มีมั้ย บางคนหน้ามันมีพรสวรรค์นะ เห็นแล้วอยากเอาอะไรยันมันออกไป</p>
<p>เราต้องเครียดน่ะ เราต้องเจอสิ่งที่ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ทั้งวัน ใจมันเครียด พอเครียดแล้วเราไม่มีทางระบายใช่มั้ย อยู่ในตู้.. ไปว่าเขา แป๊บเดียวก็ไปแล้ว ไม่ทันจะว่า กลับบ้านแล้ว เราก็มาระบายใส่คนที่บ้าน พ่อบ้านผู้น่าสงสารก็ต้องรับฟัง เราจะระบายอารมณ์ใส่ ระบายของสกปรกที่เราเก็บมาในแต่ละวัน หรือคุณพ่อบ้านก็ระบายของโสโครกใส่คุณแม่บ้าน</p>
<p>เนี่ย.. <strong>เราทำความเดือดร้อนให้กับคนใกล้ตัวของเรา แทนที่เราต้องทำอย่างนั้นนะ เรามามีสติไว้ สติสำคัญมากนะ มีสติ คอยรู้ทันจิตใจตนเอง ใจมันเครียดขึ้นมาคอยรู้ทัน ความเครียดมันจะหายไปเอง เป็นเรื่องแปลกนะ ความเครียดความทุกข์ทั้งหลายนี้ ไม่ต้องไปไล่มันหรอก แค่เรามีสติรู้ทันมันก็หายไปเองละ</strong></p>
<p>ค่อยๆลองฝึกดู คอยมีสติรู้ทัน กิเลสอะไรเกิดขึ้นที่ใจคอยรู้ทัน ฝึกอย่างนี้เรื่อยๆนะ เราก็จะบริโภคน้อยลง เราจะไประบายอารมณ์ใส่คนใกล้ตัวน้อยลง คนใกล้ตัวเราเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดเลย เพราะว่าเราระบายอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย หลายคน กับคนอื่น คนนอกบ้าน คนไกลตัวนะ เราพูดกับเขาดีๆ คนในบ้านเรา เราพูดร้ายๆได้ เรารู้สึกปลอดภัย</p>
<p>เราก็มาแก้ตรงนี้เสีย เราอย่าไปทำบ้านให้ร้อน อย่าไปทำคนที่เรารักให้เดือดร้อนนะ ด้วยการมาฝึกจิตฝึกใจของเรา มีสติ รู้ทันจิตของตัวเองไว้ เราก็จะไม่เก็บขยะเข้าบ้าน ชีวิตจะดีขึ้น ในทุกๆด้านเลย ลูกหลานเกเรอะไรอย่างนี้</p>
<p>หลวงพ่อเคยเจอนะ ผู้หญิงคนหนึ่ง ไปจับลูกมา พาลูกมาหา บอกให้หลวงพ่อช่วยอบรมลูกหน่อย เด็กคนนี้เลวที่สุดเลย เนี่ย ไม่เคยเจอเรามาก่อนเลยนะ มาถึงก็ด่าลูกต่อหน้าเราเลย เลวอย่างโน้น ฉอดๆ ฉอดๆ ฉอดๆ เราดูแล้วๆ จะแก้ปัญหาที่ลูกต้องแก้ปัญหาที่แม่ก่อนแล้วล่ะ เรามานึกดูนะ แม่อย่างนี้เราก็ไม่อยากอยู่ด้วย เลยบอกให้แม่ลองดูใจของตัวเองสิ ใจมันเครียดนะ ใจของแกวันๆหนึ่งเป็นที่ปรึกษาวัยรุ่น คอยแก้ปัญหาให้พวกวัยรุ่น แล้วเครียดน่ะ ในที่สุดเอาความเครียดมาระบายทีบ้าน ลูกเลยมีปัญหาวัยรุ่นเสียเองเลย</p>
<p><strong>นี่นะ ถ้าเราไม่อยากให้ชีวิตของเราย่ำแย่ ย่ำแย่แบบนี้ เราลองมาฝึกมีสติรู้ทันจิตใจตัวเอง เห็นมั้ยหลวงพ่อวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องให้มีสติรู้ทันใจของตัวเองนี่แหละ มีสติรู้ทันใจตัวเองนะ แล้วหนี้สินก็จะลดลง เพราะเราจะไม่บริโภคฟุ่มเฟือยไร้สาระ การปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว คนในที่ทำงาน หรือคนที่บ้าน ก็จะดีขึ้น</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย</em><br />
<em> แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย</em><br />
<em> File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3">540216</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๗ วินาทีที่ ๐๔ ถึง นาทีที่ ๑๐วินาทีที่ ๓๓</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/26/11065/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_7.04_10.33.mp3" length="3350097" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3" length="70880046" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/06/26/10100/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/06/26/10100/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Jun 2011 01:07:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกขัง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมหนึ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ยึดถือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10100</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/500105_2.52_8.09.mp3" target="_blank">เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์</a></p>
<div id="attachment_10152" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/peace-meditation-photo.jpg"><img class="size-large wp-image-10152" title="เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/peace-meditation-photo-400x299.jpg" alt="เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์" width="400" height="299" /></a><p class="wp-caption-text">เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>กายกับใจนั้น เขาแปรปรวน เขาเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา เขาเป็นทุกข์นะ ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ห้ามเขาไม่ได้หรอก ทีนี้เราไม่ฉลาด เราอยากให้เขาดี เราอยากให้เขาสุข เราอยากให้เขาสุขสงบถาวรด้วย เราไปอยากในสิ่งที่ไม่มีจริง</p>
<p><strong>การที่เรามาเจริญสตินี้ เราก็ได้ค่อยๆเรียนรู้ ความเป็นจริงของกายของใจ จนวันหนึ่งเขายอมรับนะ เขายอมรับความเป็นจริงของกายของใจ แล้วเขาก็ไม่ยึดถือ มันพันทุกข์เพราะไม่ยึดถือ มีความสุขมากเลย ไม่มีอะไรเหมือนเลย</strong></p>
<p>ความสุขอย่างโลกๆ หลวงพ่อก็รู้จักนะ ยกตัวอย่างพวกเราชาวโลกสุขอย่างไร หลวงพ่อก็เคยเป็นฆราวาสก็รู้จักนะ ความสุขของคนในโลกนะ มันเหมือนความสุขของเด็กน่ะ เด็กเล่นหิน เล่นทราย เล่นดิน สกปรกมอมแมมนะ มันก็มีความสุข มิใช่ว่าในโลกไม่มีความสุข แต่มันสุขแบบมอมแมม แต่ถ้าเราภาวนาเป็นนะ มันจะมีความสุขอีกชนิดหนึ่งที่สะอาด หมดจด มีความสุขจริงๆ</p>
<p><strong>ความสุขในโลกมีแต่ความแปรปรวน ความสุขในธรรมนี้นะ ถาวร คงที่ ความสุขในโลกนี้อิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่น ความสุขในธรรมไม่ได้อิงอาศัยอะไรเลย เป็นความสุขของคนที่เป็นอิสระ</strong></p>
<p>ทีนี้ใจของเรา ยังไม่เห็นความจริง เราก็พามันดูไปเรื่อยๆ ใจไม่ยอมรับธรรมะนะ ใจของเราแต่ละคนมันไม่ยอมรับธรรมะนะ ก็คือมันไม่ยอมรับความจริง ยกตัวอย่างร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่เป็นความจริงนะ เราไม่ยอมรับนะ เราไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย จิตใจของเราต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง เราก็ไม่ยอมรับ เราอยากสุขอย่างเดียว จิตใจของเราเป็นของบังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล เราบังคับไม่ได้ เราก็ไม่ยอมรับ เราอยากบังคับให้ได้ อยากให้มันดีถาวร</p>
<p><strong>การที่เรามาหัดเจริญสติ รู้กายรู้ใจ เพื่อวันหนึ่งจิตใจจะได้ยอมรับความจริง เมื่อมันยอมรับความจริง มันจะเห็นเลย สภาวธรรมทั้งหลาย เสมอภาคโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว</strong> ความสุขและความทุกข์ก็เสมอภาคกันนะ เนี่ยเป็นเรื่องอัศจรรย์เลย ของเราๆรู้สึกเลย ความสุขกับความทุกข์ไม่เสมอกัน กุศลและอกุศลก็เสมอภาคกัน เราก็รู้สึกว่าไม่เสมอ แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายเสมอภาคกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ล้วนแต่ไม่เที่ยงเหมือนกันหมดเลย ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ล้วนแต่เป็นทุกข์ ทั้งกายทั้งใจนี้เป็นทุกข์นะ แล้วก็บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีอะไรบังคับได้แม้สักอันเดียว ใจเราไม่ยอมรับตรงนั้น</p>
<p><strong> แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายนี้เสมอกันหมด ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งดีและชั่ว ธรรมะที่เป็นคู่ๆทั้งหลายเสมอกัน ใจเราต่างหากที่ไม่เสมอกัน ใจเราจะรักอันหนึ่ง เกลียดอันหนึ่ง รักสุขเกลียดทุกข์ รักดีเกลียดชั่ว พอใจเราไม่เสมอภาค ใจเราจะดิ้นรน ใจเราดิ้นรนปรุงแต่ง ใจเราทำงานขึ้นมา ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าวันหนึ่งปัญญาเรารู้แจ้งแทงตลอดลงไปนะ ธรรมะที่เป็นคู่ๆทั้งหลาย สุขทุกข์ดีชั่วอะไรเนี่ย เสมอภาคกันหมด คือเกิดแล้วดับทั้งหมดเลย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว ทุกอย่างชั่วคราว พอใจมันมีปัญญาเห็นอย่างนี้นะ ใจก็เข้าสู่ความเป็นกลาง พอใจเป็นกลางใจก็จะไม่ดิ้นรน ใจไม่ดิ้นรนใจก็ไม่ทุกข์นะ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ปัญญาเกิด เห็นสภาวธรรมทั้งหลายเสมอกันหมด ใจก็จะไม่ดิ้น ใจไม่ดิ้นใจไม่ทุกข์</strong></p>
<p>ของเราไม่เห็น เรารู้สึกไม่เสมอกัน รู้สึกมั้ย สุขดีกว่าทุกข์ กุศลดีกว่าอกุศล เราจะมีสิ่งที่เป็นคู่ๆอยู่เยอะ ละเอียดดีกว่าหยาบ ที่ใกล้ดีกว่าที่ไกล ภายในดีกว่าภายนอก เราไปหลงธรรมะที่เป็นคู่ๆ ธรรมะภายในเช่น แหมสงบอยู่ข้างในดี ฟุ้งซ่านออกข้างนอกไม่ดี ธรรมะอยู่ใกล้ๆ อยู่กับกายกับใจแล้วดี ออกไปข้างนอกไม่ดี ยุ่งกับตัวเองดี ไปยุ่งกับคนอื่นไม่ดี ความจริงเสมอกันแหละ ยุ่งเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้นน่ะ ต้องเรียนนะ เรียนเพื่อให้เห็นความจริง สภาวะทั้งหลายเสมอภาคกัน ใจของเราต่างหากที่ไม่เสมอ ไม่เสมอภาค รักอันหนึ่งเกลียดอันหนึ่ง แล้วก็ดิ้นรน ดิ้นรนแล้วก็ทุกข์</p>
<p><strong>ถ้าเมื่อไรปัญญาแจ่มแจ้ง ธรรมที่เป็นคู่เสมอภาคกันหมด ใจก็ไม่ดิ้นรนนะ ใจไม่ดิ้นรนใจก็พ้นทุกข์ นิพพานเป็นความสิ้นราคะ สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก นิพพานเป็นวิสังขาร สิ้นความปรุงแต่งดิ้นรน เมื่อไรใจเราหมดความหิวโหย ในอารมณ์อันโน้น เกลียดอารมณ์อันนี้ หมดความปรุงแต่งอย่างโน้นอย่างนี้ จิตใจจะเข้าถึงสันติสุข เข้าถึงนิพพาน</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/500105.mp3" target="_blank">500105</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐๒ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๐๘ วินาทีที่ ๐๙</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/06/26/10100/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/500105_2.52_8.09.mp3" length="5078353" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/500105.mp3" length="35186388" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ความสุขอยู่ที่ไหน?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/06/17/9838/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/06/17/9838/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2011 21:42:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[จับเงา]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพลวงตา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาระ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ้นตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[เหยื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[แสวงหา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9838</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/540530_0.37_5.10.mp3">ความสุขอยู่ที่ไหน?</a><a href="../wp-content/uploads/2011/05/491222_21.32_22.22.mp3"></a></p>
<div id="attachment_10003" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-10003" title="ความสุขอยู่ที่ไหน?" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/meditation-400x300.jpg" alt="ความสุขอยู่ที่ไหน?" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">ความสุขอยู่ที่ไหน?</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>คือธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นของดีของวิเศษ เป็นมรดกที่สำคัญของมนุษยชาติเลย ถ้าเราเข้าใจศึกษาและเข้าใจแล้ว น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติ เราจะมีความสุข <strong>ใครๆ ก็ต้องการความสุขนะ ดิ้นรนหาความสุขกันแทบเป็นแทบตาย เมื่อความสุขมาอยู่ต่อหน้าแล้วก็หลุดมือไปทุกที เหมือนวิ่งไล่จับเงาไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตนะ</strong></p>
<p>ตอนเด็กๆก็คิดนะว่าโตขึ้นเรียนหนังสือจบแล้วคงจะสบายขึ้น มีอิสระมากขึ้น ปรากฏว่าอิสระน้อยลงอีก ก็คิดว่าถ้ามีงานดีๆ ทำจะมีความสุข ยิ่งทำงานนะยิ่งใหญ๋ยิ่งโตขึ้นมายิ่งเครียดกว่าเก่าอีก คิดว่ามีครอบครัวจะมีความสุข มีครอบครัวมีลูกมีอะไร ก็มีเรื่องกลุ้มใจเยอะแยะ เปลี่ยนจากอิสระชนเป็นคนที่มีภาระมาก มีพันธะมาก ยิ่งเลี้ยงลูกยุคนี้นะเหมือนเลี้ยงบอล รับลูกส่งลูกเลี้ยงลูก เหมือนนักฟุตบอลนะ วิ่ง วิ่ง วิ่ง ตกเย็นก็พาลูกวิ่งไปเรียนพิเศษอะไรต่ออะไร มีสารพัดจะมี ภาระทั้งนั้นเลย มีบ้านก็กลัวขโมยมางัด กลัวไฟจะไหม้ กลัวน้ำจะท่วม</p>
<p><strong>เราคิดว่าจะมีอะไรต่ออะไรแล้วเราจะมีความสุข สุดท้ายมีอะไรแล้วก็ไม่เห็นมันจะสุขเท่าไร สุขมันเหมือนภาพลวงตาที่หลอกให้เราวิ่งไปเรื่อย</strong> คิดว่าทำอย่างโน่นจะมีความสุข ทำอย่างนี่จะมีความสุข เราวิ่งตลอดชีวิตเลย วิ่งจนแก่นะ พอทำงานมากๆเข้า คิดว่าถ้าเกษียณหรือ early ได้ก็จะมีความสุข early ออกมา เกษียณออกมา ก็ไม่มีความสุขอีก อย่างแก่มากๆ ก็ไม่มีความสุข จนตายก็วิ่งหาความสุขมาตลอดชีวิต เหมือนๆจะได้แล้วก็ไม่ได้</p>
<p><strong>ชีวิตของคนในโลกเป็นแบบนี้ น่าสงสารที่สุดเลย มันไม่มีทางออก เราไม่รู้ว่าทางออกของชีวิตอยู่ที่ไหน เราดิ้นรนหาความสุข </strong>คล้ายๆ เป็นเหยื่อล่อให้เราวิ่ง วิ่งชั่วชีวิตแล้วก็ว่างเปล่า ไม่ได้ ได้ภาพลวงตามา มีความสุขประเดี๋ยวประด๋าว มีความทุกข์ มีภาระอะไรต่ออะไรตามมาเยอะแยะเลย</p>
<p><strong>พระพุทธเจ้าให้ทางออกกับชีวิตเรา ถ้าเรายอมรับท่าน เปิดใจรับธรรมะขึ้นม</strong>า ท่านแจกให้ฟรีๆนะ ประกาศธรรมะให้ด้วยความกรุณาของท่าน ท่านเองเคยลำบากแบบพวกเรานี่เอง เวียนว่ายตายเกิด ทนทุกข์ทรมานมากมาย ดิ้นรน แสวงหาทางพ้นทุกข์ ทำยังไงชีวิตจะพ้นจากความทุกข์ได้ ทำยังไงชีวิตจะมีความสุขที่สมบูรณ์แบบได้จริงๆ ไม่ใช่ความสุขแบบวิ่งไล่ตามแล้วไม่เจอ หลอกเราให้วิ่งๆๆ ทั้งชีวิตนะ เราก็ไม่ได้มาหรอก</p>
<p>ศาสนาพุทธนะเรียนไปเพื่อจะได้เข้าถึงความพันทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง <strong>ความสุขอย่างยิ่ง ไม่มีสุขอะไรเสมอเหมือนกับพระนิพพาน</strong> เราอย่าไปวาดภาพนิพพานว่าไกลเกินไป <strong>นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหา นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหา ถ้าเมื่อไรใจเราหมดความอยาก ใจก็หมดความดิ้นรน เมื่อไรใจหมดความดิ้นรน ใจก็หมดความเร้าร้อน หมดความทุกข์ เมื่อไรใจมีความอยาก ใจก็มีความดิ้นรน เมือไรมีความดิ้นรนนะ ก็มีความเร่าร้อน มีความทุกข์ขึ้นมา</strong></p>
<p><strong>พระพุทธเจ้าสอนเราให้รู้จักละตัณหาเสีย ถ้าเราละตัณหาได้ ละความอยากได้ จิตใจก็จะไม่ดิ้นรน จิตใจก็จะไม่เร่าร้อน เข้าสู่ความสงบสุขที่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน</strong> ไม่มีอะไรเหมือนจริงๆ มันเป็นความสุขที่สัมผัสได้ ทีอยู่กับความสุขอย่างนั้นได้ มันไม่เหมือนความสุขอย่างโลกq เหมือนๆ จะมี แล้วก็ไม่มี หลอก</p>
<p><strong>ความสุขที่อมตะจริงๆ ที่แท้จริง คือความสุขที่จิตมันพ้นความดิ้นรนปรุงแต่งนั่นเอง</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><br />
<em>แสดงธรรมที่การไฟฟ้าผ่านผลิตแห่งประเทศไทย<br />
ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย นนทบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540530.mp3">540530</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/06/17/9838/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/540530_0.37_5.10.mp3" length="4376192" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540530.mp3" length="72057237" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภาวนาเป็นแล้วจะสงบแต่ร่าเริง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/06/08/9644/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/06/08/9644/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Jun 2011 22:02:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ร่าเริง]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เบิกบาน]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[แข็งกระด้าง]]></category>
		<category><![CDATA[แห้งแล้ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9644</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491105B-rejoice-dd.mp3" target="_blank"><strong>ภาวนาเป็นแล้วจะสงบแต่ร่าเริง</strong></a></p>
<div id="attachment_9849" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/k.jpg" alt="ภาวนาเป็นแล้วจะสงบแต่ร่าเริง" title="ภาวนาเป็นแล้วจะสงบแต่ร่าเริง" width="400" height="300" class="size-full wp-image-9849" /><p class="wp-caption-text">ภาวนาเป็นแล้วจะสงบแต่ร่าเริง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong><strong>:</strong> พอใจของเรารู้ตื่นขึ้นมานะ มีความสุข มีความตั้งมั่น มีความสงบ สังเกตมั้ยคนที่นั่งแถวหน้าๆ เนี่ย ดูเขาสงบ รู้สึกมั้ย</p>
<p><strong>โยม:</strong> รู้สึก</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong><strong>:</strong> แต่ดูอีกอย่างนึง ดูออกไหม เขาร่าเริงด้วย เขาสงบแต่ร่าเริงนะ ไม่ใช่สงบแบบแห้งแล้งแข็งกระด้าง <strong>ชาวพุทธเมื่อภาวนาเป็นเนี่ย จะสงบแต่ร่าเริง ไม่ใช่สงบแบบแห้งแล้งนะ หรือไม่ใช่ว่าฟุ้งซ่าน</strong> ไม่ใช่</p>
<p>สมัยพุทธกาล หลวงพ่อจำไม่ได้แล้ว พระสูตรอะไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้ ต้องถามป๋อง ป๋องจำไม่ได้เหรอ มีคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วไปชมกับพระพุทธเจ้า บอกสาวกของพระองค์ สงบแต่ร่าเริง ไม่ได้มีไปชมกับพระพุทธเจ้านะ สาวกของพระองค์ซึมๆ พระเจ้าข้า น่าเลื่อมใสเพราะซึม ไม่ได้ชมอย่างนั้นนะ หรือสาวกของพระองค์เครียดดีพระเจ้าข้า แสดงว่าจริงจัง เครียดดีจังเลย ไม่ได้ชมอย่างนั้นนะ สงบแต่ร่าเริง</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไรมีสติขึ้นมา เราจะสงบแล้วก็ร่าเริง</strong> ทำไมล่ะ เพราะจิตมันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน มีความสุข <em>ไอ้หนุ่มนี่ดีขึ้นเยอะเลยนะ ดีแล้วเข้าร่องเข้ารอยแล้ว ดีละ ดูไปเรื่อยๆ แล้วมันก็เจริญมั่งเสื่อมมั่งนะ ไม่ต้องดีตลอดนะ พยายามให้ดีตลอดเดี๋ยวเสียหมด ดูไปเรื่อยๆ ใช้ได้</em></p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๕<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491105B.mp3" target="_blank">491105B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/06/08/9644/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491105B-rejoice-dd.mp3" length="3600717" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491105B.mp3" length="30358363" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/14/9164/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/14/9164/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 May 2011 22:47:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด /เกร็ง /ปวดหัว /ปวดหว่างคิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ขยับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[ท่านพ่อลี]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนากรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถกรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อเทียน]]></category>
		<category><![CDATA[อุบาย]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9164</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> <strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/520429-samata-dd.mp3" target="_blank"><strong>เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ</strong></a></p>
<div id="attachment_9260" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/buddha49-400x267.jpg" alt="เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ" title="เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ" width="400" height="267" class="size-large wp-image-9260" /><p class="wp-caption-text">เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong><strong>สมถกรรมฐาน มุ่งไปที่ความสุข ความสงบ ความดี วิปัสสนามุ่งให้เกิดปัญญา ปัญญาคือการเห็นความจริงของกายของใจ</strong> เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน วิธีการก็ไม่เหมือนกัน เราจะต้องเรียน <strong>ต้องแยกแยะให้ออกนะว่า การดำเนินจิตแบบไหนเป็นสมถกรรมฐาน การดำเนินจิตแบบไหนเป็นวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าแยกไม่ได้ ส่วนใหญ่จะไปทำสมถะ แล้วคิดว่าทำวิปัสสนาอยู่</strong></p>
<p>สมถกรรมฐาน หลักการของมัน ไม่ยากเท่าไหร่ หลักการของสมถกรรมฐานก็คือ ให้เราสังเกตความจริงของจิตใจของเราเองก่อน จิตใจของเรานั้น ร่อนเร่ ซัดส่าย ตลอดเวลา เดี๋ยวหลงไปทางโน้น เดี๋ยวหลงไปทางนี้ เดี๋ยวจับอารมณ์อันโน้น เดี๋ยวจับอารมณ์อันนี้ ฟุ้งซ่าน จับอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ จิตใจนั้นเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง อุตลุดตลอดเวลา คนที่ภาวนาไม่เป็นก็พยายามบังคับใจ ให้สงบ ให้ดี บังคับยังไงมันก็ไม่สงบนะ มีแต่เครียด เพราะฉะนั้น<strong>พวกที่ภาวนาแล้วเครียดนะ แสดงว่าไปทำสมถะแบบผิด ผิดวิธีด้วย ถ้าทำถูกวิธีจะไม่เครียด</strong></p>
<p>จิต ถ้าเรารู้จักลักษณะของจิตนะ จิตมันคล้ายๆเด็ก เหมือนเด็กซนๆคนหนึ่ง จิต เดี๋ยวก็วิ่งไปทางโน้น เดี๋ยวก็วิ่งไปทางนี้ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ จิตมันเป็นอย่างนี้ <strong>ถ้าเราทำสมถะผิดนะ ก็คล้ายๆว่าเราเอาไม้เรียวไป ไปยืนเฝ้าเด็กไว้ บังคับไม่ให้มันกระดุกกระดิก เด็กมันจะเครียด</strong> จิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราไปบังคับให้มันนิ่งนะ มันจะเครียด เราต้องใช้อุบายวิธี หาอารมณ์ที่จิตชอบใจมาเป็นเหยื่อล่อ หาอารมณ์ที่จิตชอบใจมาเป็นเหยื่อล่อ คล้ายๆกับว่า <strong>เรารู้ว่าเด็กคนนี้ชอบกินไอติม เราก็บอกเด็กว่า อย่าซนนอกบ้าน มา เข้ามาในบ้าน มากินไอติมให้สบายใจ เห็นมั้ย เด็กจะสมัครใจเข้ามาในบ้าน เด็กก็มีความสุขด้วย ใช่มั้ย แล้วเด็กก็ไม่ร่อนเร่ออกไปนอกบ้านด้วย</strong></p>
<p>หลักของการทำสมถกรรมฐานก็แบบเดียวกัน เราต้องเลือก ว่าจิตใจของเรานี้ รู้อารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุข บางคนรู้ลมหายใจแล้วมีความสุข ก็รู้ลมหายใจไปอย่างมีความสุข ไม่ต้องไปคิด ว่าจะทำอย่างไรจิตจะสงบ ถ้ารู้ลมแล้วสบายใจนะ รู้ลมไป บางคนดูท้องพองยุบแล้วจิตสบายใจ ก็ดูท้องพองยุบ บางคนเดินจงกรม บางคนภาวนาพุทโธ บางคนขยับมือ ทำจังหวะแบบหลวงพ่อเทียน ทำแล้วจิตใจสบาย มีความสุข ก็ทำอย่างนั้น <strong>ความสุขนี้แหละเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ พอจิตมันมีความสุขนะ จิตจะไม่หนี ซัดส่าย ไปที่อื่น มันจะเคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์ที่มันมีความสุข นี่เคล็ดลับมันอยู่ตรงนี้</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นบางคนภาวนานะ ทำอย่างไรก็ไม่สงบๆ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะไปพยายามบังคับจิตให้สงบ มันไม่ยอมสงบหรอก ต้องหาอารมณ์ที่มีความสุขมาล่อมัน ยกตัวอย่างหลวงพ่อตอนเด็กๆ หลวงพ่อชอบลมหายใจ ไปเรียนหายใจออก หายใจเข้า จากท่านพ่อลี วัดอโศการาม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๒ ส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด พอหายใจแล้วมีความสุข พอมีความสุขแล้วจิตสงบ คล้ายๆเด็กได้กินไอติม เด็กก็ไม่ไปซน นี่<strong>เคล็ดลับของสมาธินะ เคล็ดลับของสมถะ คือเลือกอารมณ์ที่เรามีความสุข แล้วจิตจะสงบเอง</strong> ถ้าจิตสงบโดยที่ไม่ได้บังคับ จิตจะไม่เครียด</p>
<p>ถ้าคนไหนภาวนาแล้วก็เครียด แสดงว่าสมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่มี ถ้าภาวนาแล้วจิตใจมีความสุข มีความสงบ อยู่ในตัวเอง ได้สมถะ โดยไม่ได้บังคับ ทีนี้พอมีความสุขแล้ว มีความสงบแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่นี้ ถ้าลำพังการปฏิบัติธรรมนะ มุ่งเอาความสุข ความสงบ ยังตื้นเกินไป ศาสนาพุทธมีสิ่งที่ปราณีต ลึกซึ้ง กว่านั้นอีกเยอะ <strong>ลำพังแค่ภาวนาเพื่อให้จิตมีความสุข มีความสงบเนี่ย ไม่มีพระพุทธเจ้า เขาก็สอนกันได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา แล้วคนอื่นไม่มี คือ วิปัสสนากรรมฐาน</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช<br />
เมื่อ วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒</em></p>
<p><em>CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/520429.mp3" target="_blank">520429.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๔๐</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/14/9164/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/520429-samata-dd.mp3" length="9729044" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/520429.mp3" length="40353104" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เพราะสำคัญมั่นหมายว่ากายใจคือตัวเรา เราจึงดิ้นรนหนีทุกข์ แสวงหาความสุข</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/11/8773/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/11/8773/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 May 2011 21:42:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[กาย]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เท่าทัน]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[หนีทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[อวิชชา]]></category>
		<category><![CDATA[แก่นสาร]]></category>
		<category><![CDATA[แสวงหาสุข]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8773</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/491129_23.02_25.49.mp3" target="_blank">เพราะสำคัญมั่นหมายว่ากายใจคือตัวเรา เราจึงดิ้นรนหนีทุกข์ แสวงหาความสุข</a></p>
<div id="attachment_8799" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><a rel="attachment wp-att-8799" href="http://www.dhammada.net/2011/05/11/8773/attachment/4/"><img class="size-medium wp-image-8799" title="ดิ้นรนหาทุกข์ แสวงหาความสุข" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/4-300x225.jpg" alt="ดิ้นรนหาทุกข์ แสวงหาความสุข" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">ดิ้นรนหาทุกข์ แสวงหาความสุข</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> จิตใจจริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่อ่อนแอมาก มันหนีทุกข์ตลอดเวลามันดิ้นๆๆๆ หนีทุกข์ตลอดเวลา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>มันดิ้นหนีทุกข์ มันดิ้นหาความสุข มันถึงต้องทำงาน ถ้าเมื่อไหร่มันไม่ดิ้นหนีทุกข์ ไม่ดิ้นหาความสุขนะ มันก็ไม่ทำงาน <strong>ทำไมมันถึงต้องดิ้นหนีทุกข์ ดิ้นหาความสุข เพราะมันสำคัญมั่นหมายว่ามันคือตัวเรา งั้นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมดคืออวิชชา เราไม่รู้ความจริง จิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก เราไปสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราขึ้นมา ไปยึดถือว่าเป็นตัวเราขึ้นมา เพราะอยากให้มันสุขอยากให้มันพ้นทุกข์ ก็พามันดิ้นไปเรื่อย ยิ่งดิ้นยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งดิ้น สัตว์ในโลกข้องอยู่ตรงนี้เอง</strong></p>
<p>ยิ่งดิ้นแล้วยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ยิ่งดิ้นนะ ส่วนมากก็ดิ้นไปหาความสุขทางโลกๆ ตอบสนองกิเลสแล้วรู้สึกจะมีความสุข แต่พอได้มานะ ก็ไม่สะใจต้องดิ้นอีก หรือพวกเข้าวัดเข้าวา ฝึกทำความสงบเพื่อตอบสนองกิเลสตัวนี้แหละ เพื่อเราจะได้มีความสุข <strong>อุตส่าห์เข้าวัดภาวนานะ ก็เพื่อให้เรามีความสุข ไม่สามารถละความเห็นผิดว่าจิตเป็นเราได้ ไม่สามารถละความยึดถือในตัวจิตได้ </strong>งั้นการปฏิบัติจะเป็นแค่ลูบๆคลำๆไปเรื่อยๆแหละ ไม่เข้าเป้าซักที ถ้าไม่เข้ามาที่จิต ไม่ได้เป้าหรอก</p>
<p>หลวงปู่เทสก์ถึงขนาดสอนบอกว่า <strong>ถ้าภาวนาเข้าถึงจิตถึงใจ ถึงจะได้แก่นสารของการปฏิบัติ</strong> ถ้าภาวนาไม่ถึงจิตถึงใจตัวเองนะ รู้ไม่เท่าทันจิตใจตัวเองนะ ยังอยู่ผิวๆนะ เปลือกๆ ปฏิบัติลูบๆ คลำๆ ไปเรื่อย เช่น ทำอย่างไงจิตจะสงบนะ วันนี้ทำสงบ พรุ่งนี้ฟุ้งอีก มาทำอีก ลืมนึกไปว่าทำไมต้องให้จิตสงบ จิตสงบเพราะรักตัวเองนั่นแหละ เพราะว่ายึดถึอว่าจิตคือตัวเรา อยากให้มันดี นี่เป็นวิธีของคนดีนะ วิธีของคนชั่วเค้าวิ่งหาอารมณ์ภายนอก วิธีของคนดี ก็คือ มาสำรวมจิตสำรวมใจเข้ามา</p>
<p><strong> ส่วนวิธีที่พระพุทธเจ้าค้นพบนะ หันหน้ามาเรียนรู้จิตใจตัวเอง รู้ลงมาในกายรู้ลงมาในใจ</strong> เพิกกายออกไปแล้วก็มาถึงจิตถึงใจ บางคนดูเข้าที่จิตได้เลยก็ดู บางคนดูเข้ามาที่จิตไม่ได้ ดูกายไปก่อน กายเป็นบ้านของจิต วันหนึ่งรื้อบ้านออกไปเห็นเจ้าของบ้าน พอมาเห็นถึงตัวจิตตัวใจ รู้เลย โอ้ ตัวนี้เองดิ้นรนแส่ส่ายหาความทุกข์ตลอดเวลา ทำไมดิ้นรนแส่ส่ายหาความทุกข์มาใส่ตัวเอง เพราะมันอยากมีความสุขนะ แต่มันมีความสุข อยากด้วยวิธีที่โง่ๆ ตะเกียกตะกายหาความสุขเข้าไป แต่ว่าได้มาคือความทุกข์</p>
<p><strong>พระพุทธเจ้าสอนเราเข้ามาดูจนเห็นความจริง กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรานะ ดูเข้ามาตัวนี้นะ ถึงจะตัดการดิ้นรนนี้ขาดออกไปได้ในวันหนึ่ง</strong></p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙<br />
</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗<br />
ลำดับที่  ๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/491129.mp3" target="_blank">491129</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๐๒ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๔๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/11/8773/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/491129_23.02_25.49.mp3" length="2670567" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/491129.mp3" length="12463023" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/02/8713/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/02/8713/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 May 2011 23:09:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[สุกขวิปัสสกะ]]></category>
		<category><![CDATA[อินทรีย์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อินทรีย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8713</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530917B-slow-fast-dd.mp3"><strong>สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์</strong></a></p>
<div id="attachment_9064" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/backpack-bike-m-400x267.jpg" alt="สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์" title="สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์" width="400" height="267" class="size-large wp-image-9064" /><p class="wp-caption-text">สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>เจริญปัญญารวดเดียว จิตจะแห้งแล้ง ไม่มีความสุขหรอก ไปไม่ไหว ไปยาก ลำบาก <strong>ถ้าไปเจริญปัญญารวดนะ คล้ายๆคนเดินทางไกลนะ แต่ไปแบบยากจน ซำเหมาทัวร์</strong> มีเป้ใบหนึ่งแล้วเดินไปเรื่อยนะ รองเท้าขาดก็ปะเอา แล้วก็เดินต่อไป มืดที่ไหนก็ไปนอนแถวนั้นน่ะ ดูซิ มีลำห้วย ลำธาร บ่อน้ำมั้ย หาอะไรกินไป ไปเจอกล้วยก็กิน อะไรอย่างนี้ ก็พออยู่นะ พอไปได้ ไปลำบาก</p>
<p>ถ้าเป็นคนที่มีสมาธิเป็นที่พักผ่อนนะ เที่ยวแบบเจ้าสัว นั่งรถไปเที่ยวนะ ตรงนี้ก็ขึ้น ฮ. (เฮลิคอปเตอร์) ตรงนี้นั่งเครื่องร่อนนะ ไปเรื่อย ถึงเวลาพักผ่อน มีโรงแรมให้นอน มีอาหารมาเสิร์ฟ ก็ไม่เหมือนกัน</p>
<p>แต่เราจะไปอิจฉาเศรษฐีไม่ได้นะ ถ้าเราจนน่ะ เพราะฉะนั้นเราภาวนา ถ้าเราได้แค่จนๆ เราก็เอาจนๆนี้แหละ ไปแบบคนจนนะ ไม่ต้องง้อเศรษฐี ถ้าทำความสงบได้ก็สบาย ภาวนาเหมือนเศรษฐี มีความสุข</p>
<p>แต่อาจจะช้าก็ได้นะ ไม่ได้บอกว่าภาวนามีความสุขแล้วจะเร็วกว่าพวกที่ภาวนาลำบากนะ แล้วก็ไม่ใช่ว่าพวกภาวนาลำบากแล้วจะเร็วกว่าพวกที่ภาวนาแล้วมีความสุข คนละเรื่องกัน คนละพวกกัน ไม่เกี่ยวกันสองเรื่องนี้ <strong>ระหว่างช้าเร็วนะ กับมีความสุขหรือมีความทุกข์ในการปฏิบัติเนี่ย เป็นคนละประเด็น พวกไหน กิเลสหนาหน่อยก็ภาวนาลำบาก พวกกิเลสเบาบางก็ภาวนามีความสุขหน่อย พวกไหนอินทรีย์แก่กล้าแล้วก็บรรลุเร็ว อินทรีย์ไม่แก่กล้าก็บรรลุช้า คนละประเด็นกัน</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นภาวนาแบบแห้งแล้ง สุกขวิปัสสกะ ไม่จำเป็นต้องช้า ไม่ช้า พวกที่ทำสมาธิมากอาจจะช้าก็ได้ เพราะมัวแต่ไปนั่งสมาธิเพลินไป ไม่ยอมเจริญปัญญา</p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖<br />
Track: ๑๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530917B.mp3" target="_blank">530917B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/02/8713/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530917B-slow-fast-dd.mp3" length="4838921" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530917B.mp3" length="25427024" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/04/21/8662/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/04/21/8662/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Apr 2011 21:23:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ควบคุมไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข ชั่วคราว]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วคราว]]></category>
		<category><![CDATA[ทนอยู่ไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[บีบคั้น]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เที่ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8662</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/510223_3.54_5.44.mp3">ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ</a><br />
</strong></p>
<div id="attachment_8684" class="wp-caption alignnone" style="width: 320px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/AtlasAwardLG.gif" alt="ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ" title="ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ" width="310" height="566" class="size-full wp-image-8684" /><p class="wp-caption-text">ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong> เพราะฉะนั้นให้เรารู้ทุกข์นะ ให้เรารู้กาย ให้เรารู้ใจ สิ่งที่เรียกว่า &#8220;ทุกข์&#8221; ไม่ได้แปลว่า &#8220;ความทุกข์&#8221; <strong>คำว่า &#8220;ทุกข์&#8221; ในทางศาสนาพุทธหมายถึงขันธ์ ๕ หมายถึงกายกับใจนี้ รูปกับนามคือตัวทุกข์</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้น<strong>ตัวความสุขก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง ทำไมความสุขเป็นตัวทุกข์อย่างหนึ่ง ความสุขเป็นของทนอยู่ไม่ได้ มันถูกบีบคั้น ทนอยู่ไม่ได้จริงหรอก เป็นของยังแปรปรวนอยู่ เกิดๆดับๆอยู่ เป็นของซึ่งใครก็ไปปฏิเสธไม่ได้ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือมัน</strong> ทั้งความสุข ทั้งความทุกข์ ทั้งกุศลทั้งอกุศลนะ เราควบคุมมันไม่ได้ ความสุขสั่งให้เกิดก็ไม่ได้ ความทุกข์ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ความสุขเกิดแล้วสั่งให้อยู่นานๆก็ไม่ได้ ความทุกข์มาแล้วไล่มันก็ไม่ไป</p>
<p><strong>การที่เรารู้กายรู้ใจนะ จะเห็นเลย เราไม่มีอำนาจเหนือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เนี่ยเรียกว่าเรารู้ทุกข์แล้ว</strong> รู้ความจริงของกายของใจ รู้ลงไปเรื่อยๆ เพราะรู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย มันน่าเบื่อมั้ยความสุขชั่วคราว น่าเบื่อนะ ความทุกข์ชั่วคราวก็น่าเบื่อ อะไรๆก็น่าเบื่อหมด ความทุกข์นะยิ่งถาวรก็ยิ่งน่าเบื่อใช่มั้ย แล้วจริงๆเราทุกข์ถาวรนะ เราไม่ได้ทุกข์ชั่วคราวหรอก มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ความสุขน่ะ เราอยากได้มันก็ไม่อยู่นาน ความสุขจะสั้นเกินไปเสมอ ความทุกข์ก็ยาวเกินไปเสมอ</p>
<p><strong>ให้รู้ทุกข์นะ รู้กายรู้ใจไป เพราะรู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ พอความความยึดถือก็หลุดพ้น<br />
</strong></p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑<br />
</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔<br />
ลำดับที่  ๔<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510223.mp3">510223</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/04/21/8662/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/510223_3.54_5.44.mp3" length="1760504" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510223.mp3" length="14465904" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วันหนึ่งเห็นความจริงของกายของใจ ก็ปล่อยวาง มีความสุข</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/03/24/6812/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/03/24/6812/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Mar 2011 21:48:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[ข้ามภพข้ามชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะที่พ้นความยึดถือกายยึดถือใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดถือ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กายรู้ใจด้วยจิตที่มั่นเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นความสุขเป็นความเต็มอิ่มอยู่ในตัวเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6812</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/520426B.07m23-09m28.mp3" target="_blank">วันหนึ่งเห็นความจริงของกายของใจ ก็ปล่อยวาง มีความสุข</a></p>
<div id="attachment_6816" class="wp-caption alignnone" style="width: 450px"><img class="size-full wp-image-6816" title="happiness2.jpg" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/happiness2.jpg" alt="happiness2.jpg" width="440" height="393" /><p class="wp-caption-text">happiness2.jpg</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ถ้าหลวงพ่อหยิบพัดนี้ขึ้นมา ทำอย่างไรจะปล่อยวางพัดได้เนี่ย เหมือนที่พวกเราทำอยู่ตอนนี้ ทำอย่างไรจะปล่อยกายปล่อยจิตได้นะ จับไว้แน่นเลยจะไปปล่อยอะไร ถ้าเมื่อไรหันมาดู อุ๊ย..นี่มันกิ้งกือนี่ มันก็โยนแล้ว มันไม่เอาแล้ว นี่รู้สึกว่าพัดนี้ท่าทางจะแพง อันหนึ่งตั้ง 3-4 บาท แพง หวง ก็ไม่ปล่อยสิ</p>
<p><strong>ถ้าเมื่อไรเห็นความจริงนะ ทั้งกายทั้งใจ ไม่ใช่ของดี มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลยนะ มันจะทิ้งของมันเอง ไม่ต้องเชิญให้ทิ้ง มันจะรีบทิ้ง ทิ้งแบบหัวซุกหัวซุนเลย เหวี่ยงทิ้งเลย พอเราปล่อยวางไปได้ ไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจ เราจะเข้าถึงธรรมะที่พ้นจากความยึดถือกายยึดถือใจ ธรรมะชนิดนี้นะมีความสุขที่สุดเลย เป็นบรมสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่ไม่อิงอาศัยคนอื่น ไม่อิงอาศัยสิ่งอื่นเลย เป็นความสุขเป็นความเต็มอิ่มอยู่ในตัวเอง</strong></p>
<p>ทำไมล่ะ เรามีโอกาสที่จะเข้าถึงสภาวะอย่างนี้นะ เราเป็นชาวพุทธ เรามีโอกาสเข้าถึงสภาวะที่ว่านี้กันทุกๆคน ทำไมเราไม่ตั้งใจศึกษาปฏิบัติ ศึกษาว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร วิธีปฏิบัติทำอย่างไร นี่ ศึกษาให้ได้อันนี้ พอศึกษารู้วิธีปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ลงมือรู้กาย ลงมือรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเป็นกลางไป รู้ไปเรื่อยนะ วันหนึ่งก็เห็นความจริงของกายของใจก็ปล่อยวาง ก็มีความสุข</p>
<p>แค่เริ่มต้นนะ ปล่อยได้บ้าง หยิบเอาไว้บ้าง ก็มีความสุข พวกเรารู้สึกมั้ย บางคนภาวนามาช่วงหนึ่ง บางทีก็ปล่อยออกไปมันก็มีความสุขนะ ไปคว้าเข้ามาใหม่มันก็มีความทุกข์อีก หยิบๆปล่อยๆไปเรื่อยๆ ยังปล่อยได้ไม่หมด <strong>วันหนึ่งปัญญามันแจ้ง เห็นอริยสัจจ์ เห็นเลยว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ มันปล่อยหมดเลยคราวนี้ พอปล่อยหมดก็ข้ามภพข้ามชาตินะ</strong></p>
<p>ใครรู้แจ้งอริยสัจจ์ก็ข้ามภพข้ามชาติ ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ยังเห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นของดีของวิเศษอยู่ ยังเที่ยวแสวงหากายหาใจอยู่ ก็ยังไปเกิดเรื่อยๆไป</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า</em></div>
<p>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426B.mp3" target="_blank">520426B.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๕<br />
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๒๘
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/03/24/6812/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/520426B.07m23-09m28.mp3" length="497456" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426B.mp3" length="26609712" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ยิ่งรีบร้อนยิ่งไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/03/21/6689/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/03/21/6689/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Mar 2011 13:30:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ทำผิดไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[มหากุศลจิต]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติรู้กายรู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อย่าหวังผล]]></category>
		<category><![CDATA[อุเบกขาเวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[โสมนัสเวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ยาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6689</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/520426A.14m18-15m57.mp3" target="_blank">ยิ่งรีบร้อนยิ่งไม่ได้</a></p>
<div id="attachment_6691" class="wp-caption alignnone" style="width: 289px"><img class="size-medium wp-image-6691" title="ยิ่งรีบร้อนยิ่งไม่ได้" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/Hurry-03-279x300.png" alt="ยิ่งรีบร้อนยิ่งไม่ได้" width="279" height="300" /><p class="wp-caption-text">ยิ่งรีบร้อนยิ่งไม่ได้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ภานาอย่าหวังผล ภาวนาให้มุ่งทำเหตุไป การที่เราคอยมีสติรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางนั้น มันเป็นคุณงามความดี ทำไปแล้วก็มีความสุขในปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนถึงผลของมันเลย เราก็<strong>รู้</strong>ของเราไปทุกวันๆ มันก็มีความสุขน่ะ ไม่ใช่ว่า<strong>รู้</strong>แล้วทุกข์ทรมานเมื่อไหร่ ถ้ารู้แล้วทุกข์ทรมานแปลว่าทำผิด ถ้าทำถูก จิตเป็นกุศล จิตที่เป็นมหากุศลจิตเนี่ย จะมีเวทนาได้สองอย่างเท่านั้น คือโสมนัสเวทนา มีความสุขผุดขึ้นมา จะมีอุเบกขาเวทนา เป็นกลาง ความเป็นกลางของจิตก็เป็นความสุขนะ บนความเป็นกลางของเวทนาตัวนี้ ก็เป็นความสุขชนิดหนึ่ง เป็นความสุขที่ปราณีตยิ่งกว่าโสมนัสเสียอีก</p>
<p>เพราะ<strong>จิตที่เป็นกุศลมันมีความสุขอยู่ในตัวของมันเอง การที่เรามีสติรู้กายรู้ใจไปเรื่อยๆนี่เป็นกุศล เรามีความสุขอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนว่าจะต้องบรรลุเมื่อไหร่เลย ยิ่งรีบร้อนยิ่งไม่ได้ จำไว้นะ ทำเหตุไปเรื่อย ผลมันเกิดขึ้นเอง หน้าที่ของเราทำเหตุให้มากๆ มีสติรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางเรื่อยไป วันหนึ่ง เหตุมันสมควรกับผลนะ ผลมันก็เกิดขึ้น</strong> ค่อยๆฝึกไป ไม่ยากเท่าที่คิดนะ ไม่ยากหรอก แต่ว่าขี้เกียจไม่ได้นะ ไม่ทำไม่ได้ ทำผิดก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมาเรียนกับหลวงพ่อเนี่ย สิ่งที่หลวงพ่อพยายามบอกพวกเราก็คือ<strong>วิธีทำที่ถูก ให้มีสติรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง</strong>นะ นี่บอกวิธีให้</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า</em></div>
<p>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426A.mp3" target="_blank">520426A.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๑๘ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๗
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/03/21/6689/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/520426A.14m18-15m57.mp3" length="397928" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426A.mp3" length="11467936" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

