<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; ทำสมถะไม่ได้</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/11/11895/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/11/11895/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Oct 2011 22:24:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสมถะไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุแยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ความตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ละขณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ดู]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พิจารณา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่านในธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11895</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540810A_66.08_68.29.mp3">ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้</a></p>
<div id="attachment_11922" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/2009513_85268-400x590.jpg" alt="ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้" title="ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้" width="400" height="590" class="size-large wp-image-11922" /><p class="wp-caption-text">ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>ค่ะ อย่างเรื่องสติปัฏฐานนี่นะคะ อย่างบางคนจิตฟุ้งซ่าน ไม่ยอมมีวิหารธรรม ไม่ว่าจะอยู่กับกายหรืออะไร แต่ว่าจะสามารถรู้ในขณะปัจจุบันอันนั้นได้ว่าตอนนี้รู้กายตอนนี้รู้สภาวธรรมทางใจที่เปลี่ยนแปลงไป หรืออาจจะคิดตรึกนึกถึงหัวข้อธรรมอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ จะใช้ได้มั้ยคะ คือแทนที่พุทโธๆจิตมันไม่ยอม อย่างนี้เจ้าค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>พุทโธแล้วจิตไม่ยอม ก็หาอย่างอื่นให้จิตมันยอมนะ คือยังไงก็ต้องมีจิตที่อยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าจิตมันฟุ้งๆไปเรื่อยถึงไปคิดธรรมะนะ เป็นความฟุ้งซ่านในธรรมะนะ</p>
<p>ต้องให้จิตตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว ต้องให้จิตถอนตัวออกจากโลกของความคิดโลกของความปรุงแต่ง มาอยู่ในโลกของความรู้สึกตัว มันจะถอนตัวเหมือนคนดูฟุตบอลนะ ถอยขึ้นมาอยู่บนอัฒจรรย์เห็นนักฟุตบอลวิ่งอยู่โน่น หรือเห็นเขาแข่งเรือกันในแม่น้ำ เราอยู่บนบกไม่กระโดดลงไปอยู่ในแม่น้ำ ถ้าจิตมันถอนตัวจิตมันตั้งมั่น แยกตัวออกมาได้ ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนไหวไปมา สักว่ารู้สักว่าเห็น อย่างนี้ถึงจะเดินปัญญาต่อได้นะ</p>
<p><strong>แต่ถ้าจิตเราฟุ้งๆ แล้วเราจับอะไรไม่ถูกเลยนะ เดี๋ยวก็ว่อกแว่กไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดูไม่ได้จริงหรอก อย่างน้อยก็ต้องมีสมาธิรองรับนะ จิตต้องตั้งมั่น จะตั้งได้ชั่วขณะก็ยังดี</strong> ตั้งได้ชั่วขณะเขาเรียกว่าขณิกสมาธิ ยกตัวอย่างใจไหลแว้บแล้วรู้สึกขึ้นมา ตรงที่รู้สึกขึ้นมาแล้วเกิดเห็นร่างกายสติเกิดระลึกรู้ร่างกายปุ๊บเนี่ย เห็นร่างกายไม่ใช่เรา ได้เห็นในแว้บเดียว แค่นี้ก็ยังดี ใช้ได้ ขนาดนี้ แต่ถ้าจิตไม่ได้ตั้งมั่นเลยแล้วไปพิจารณากาย ไปคิดหัวข้อธรรมะ อันนี้เป็นความฟุ้งซ่าน</p>
<p>เพราะฉะนั้นต้องใช้หลักที่หลวงพ่อพุธท่านบอก ที่เล่าให้ฟังตะกี้นะ <strong>ใจเราต้องมีสมาธิหนุนหลัง คือมันต้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมามันถึงจะเกิดปัญญา ถ้าจิตไม่มีสมาธิรองรับเนี่ยจะไม่มีปัญญา สมาธิคือความตั้งมั่นไม่ใช่ความสงบอย่างเดียว</strong> ในอภิธรรมท่านก็สอนนะ บอกว่าสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา เห็นมั้ย ถ้าขาดสมาธิความตั้งมั่นของจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้ดู เห็นปรากฏการณ์ของรูปธรรมนามธรรมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนะ ถ้าไม่มีจิตตัวนี้ก็เดินปัญญาไม่ได้</p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่</em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3">540810A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๖๖ วินาทีที่ ๐๘ ถึง นาทีที่ ๖๘ วินาทีที่ ๒๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/11/11895/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540810A_66.08_68.29.mp3" length="2261737" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" length="81757908" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ดูจิตไม่ได้ไม่มีสมาธิ แต่มีทีละขณะจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/03/11703/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/03/11703/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Oct 2011 21:48:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสมถะไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณะจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11703</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="../wp-content/uploads/2011/09/510324B_30.42_33.56.mp3"></a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_25.10_25.50.mp3" target="_blank">ดูจิตไม่ได้ไม่มีสมาธิ แต่มีทีละขณะจิต</a></p>
<div id="attachment_11815" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/3D-4-dotted-path-400x244.png" alt="ดูจิตไม่ได้ไม่มีสมาธิ แต่มีทีละขณะจิต" title="ดูจิตไม่ได้ไม่มีสมาธิ แต่มีทีละขณะจิต" width="400" height="244" class="size-large wp-image-11815" /><p class="wp-caption-text">ดูจิตไม่ได้ไม่มีสมาธิ แต่มีทีละขณะจิต</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>หลวงพ่อคะ แม่ชีจะเห็นแว้บไปแว้บมา เดี๋ยวก็เห็นอิริยาบถ เดี๋ยวก็เห็นจิต เดี๋ยวก็เห็นลมหายใจ ถูกต้องแล้วนะคะ?</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>นั่นถูกต้องแล้ว เพราะ<strong>เวลาสติจะเกิดนี้ เราเลือกไม่ได้ว่าสติจะระลึกรู้อะไร สติเป็นอนัตตา</strong> นึกออกหรือยัง</p>
<p><strong>โยม : </strong>ดูเหมือนคนไม่มีสมาธิ ดูเหมือนไม่มีหลักน่ะค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>เรามีสมาธิ แต่มีทีละขณะเดียว ขณะใดที่ว่าขณะเดียว ขณะปัจจุบัน</strong>ไง ไม่ใช่ขณะยาวๆ</p>
<p><strong>โยม : </strong>ค่ะ กราบขอบพระคุณ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>พวกที่บอกว่าสมาธิสั้น ไม่เห็นแปลกอะไร หลวงพ่อก็สมาธิสั้น ก็สั้นทีละขณะจิตหนึ่ง มันจะยาวไปได้อย่างไร</p>
<p><strong>โยม : </strong>เคยถามหลวงพ่อตอนมาครั้งแรก ก็อย่างนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3" target="_blank">510324B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๑๐ ถึงนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๕๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/03/11703/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_25.10_25.50.mp3" length="639536" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3" length="32992672" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่น มีสัมมาสมาธิ มี ๒ วิธี</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/15/5362/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/15/5362/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2010 05:22:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสมถะไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปีติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิตกวิจาร]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เอโกทิภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5362</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/511221-samma-dd.mp3"><strong>วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่น มีสัมมาสมาธิ มี ๒ วิธี</strong></a></p>
<div id="attachment_5507" class="wp-caption alignnone" style="width: 250px"><img class="size-full wp-image-5507" title="หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรี่ราชา ชลบุรี" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/lppramote21.jpg" alt="หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรี่ราชา ชลบุรี" width="240" height="360" /><p class="wp-caption-text">หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรี่ราชา ชลบุรี</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต วิธีฝึกมี ๒ วิธี <strong>วิธีหนึ่งทำฌานสำหรับคนที่ทำฌานได้</strong> ทำฌานไปจนถึงฌานที่ ๒ ละวิตก ละวิจารณ์ได้ วิตกคือการตรึกถึงอารมณ์ วิจารณ์คือการตรอง เคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์ มีความจงใจที่จะตรึกนะ แต่ตรงวิจารณ์มันเคล้าเคลียไม่ได้จงใจเคล้าแล้ว</p>
<p>แต่ตรงนี้ วิตกวิจารณ์นี้ ยังปนอยู่กับการคิดอยู่ ยังมีการหยิบยกอารมณ์ จงใจหยิบยกอารมณ์ขึ้นมา ใจไปจงใจเคล้าเคลียอยู่กับอารมณ์ ใจจะยังไม่ตื่น เพราะยังเพ่งเล็งอยู่ที่ตัวอารมณ์</p>
<p>พอพ้นจากฌานที่ ๑ ไปนะ ดับวิตกดับวิจารณ์ไป มีปีติ มีความสุข มีจิตตั้งมั่นขึ้นมา มันจะมีสภาวธรรมตัวหนึ่ง เรียกว่า<strong><em> &#8220;เอโกทิภาวะ&#8221;</em></strong> <strong>ภาวะแห่งความตื่นเกิดขึ้น จิตจะเป็นผู้ตื่นขึ้นมา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดูได้</strong></p>
<p>เมื่อเราออกจากสมาธิแล้ว ตัวความตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูนี้ มันจะทรงอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆ หรือเป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วัน ก็เสื่อม เป็นของเสื่อมได้ แต่ว่าตอนที่ยังไม่เสื่อม ก็<strong>อาศัยมีใจที่ตั้งมั่นขึ้นมา คอยรู้กายที่เคลื่อนไหวไป ดูกายไปเรื่อย</strong> อย่าไปดูจิตนะ ถ้าทำสมาธิออกมา แล้วก็จิตมันติดความนิ่งความเฉยนะ ต้องระวัง ถ้าไปดูจิตเดี๋ยวจะไปนิ่งใหญ่</p>
<p>เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ชอบสอนว่า ออกจากสมาธิแล้วคอยรู้กาย แต่คนไหนถนัดดูจิต ออกจากสมาธิแล้วก็ดูจิตต่อไปได้เลย ก็ไม่มีข้อห้ามหรอก แต่ส่วนใหญ่แล้วควรจะมารู้กาย เห็นร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน เห็นว่าร่างกายที่ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา นี่ จิตมันแยกออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู เรียกว่ามีจิตผู้รู้</p>
<p><strong>อีกวิธีหนึ่ง สำหรับคนทำฌานไม่ได้</strong> คือ พวกเราส่วนใหญ่ทำฌานไม่ได้ <strong>วิธีที่จะทำให้จิตเกิดความตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ก็ใช้วิธีที่มีสติ คอยรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น</strong> จิตของเราจะไหลตลอดเวลา เรียนมาช่วงหนึ่งแล้วรู้สึกมั้ย จิตไหลตลอดเวลา เดี๋ยวไหลไปดู ใช่มั้ย ลืมตัวเอง ไหลไปฟังลืมตัวเอง ไหลไปคิดลืมตัวเอง เวลาภาวนาก็ไหลไปเพ่ง ไหลไปอยู่กับลมหายใจ ไหลไปอยู่กับท้องพองยุบ ไหลไปอยู่ที่เท้า อันนี้เป็นเรื่องของสมถะทั้งสิ้นเลย จิตมันไหลไป มันไม่ตั้งมั่น ไม่ตั้งมั่นสักว่ารู้สักว่าเห็น แต่จิตมันไหลไปแช่อยู่ในตัวอารมณ์ เป็นการเพ่งตัวอารมณ์ อันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ</p>
<p>ถ้าจะให้เป็นสัมมาสมาธิ จิตต้องตั้งมั่น เป็นแค่ผู้รู้อารมณ์ จิตอยู่ต่างหาก เห็นร่างกายอยู่ต่างหาก ร่างกายกับจิตมันแยกกัน เห็นเวทนากับจิตมันแยกกัน เห็นความปรุงแต่ง เช่นโลภ โกรธ หลง กับจิตเนี่ย มันแยกกัน</p>
<p>เห็นจิตเกิดดับไปทางทวารทั้ง ๖ เกิดที่ตาดับที่ตา เกิดที่หูดับที่หู เกิดที่ใจดับที่ใจ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็หลงไป มันเกิดดับให้ดู</p>
<p>แล้ว<strong>ถ้าใจเราคอยรู้นะ รู้ทันใจที่มันไหลไปไหลมาเนี่ย ใจมันจะตั้งมั่นขึ้นเอง</strong> พอใจตั้งมั่นขึ้นเอง ที่หลวงพ่อชอบใช้คำว่า <strong>จิตมันถึงฐานแล้ว</strong> มันรู้ตัวเต็มที่แล้ว มันตื่นเต็มที่แล้ว ตรงนี้ ตรงนี้ <strong>จิตตรงนี้น่ะสำคัญ</strong> <strong>ถ้าจิตยังไหลตามอารมณ์ไปนะ ไม่สามารถทำวิปัสสนาให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริงได้</strong> แต่ถ้าจิตเราตั้งมั่นขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ดู เราจะเห็นเลย ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา เห็นทันทีเลยนะ เห็นเวทนาไม่ใช่เรา เห็นสังขาร โลภ โกรธ หลง อะไรพวกนี้ไม่ใช่เรา แล้วก็เห็นจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖ นี้เป็นการเจริญปัญญา เพราะการเจริญปัญญาต้องเห็นไตรลักษณ์นะ ไม่ใช่เห็นอย่างอื่น</p>
<p><em><br />
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๖<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/026/511221.mp3" target="_blank">511221.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/15/5362/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/511221-samma-dd.mp3" length="8991346" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/026/511221.mp3" length="35470096" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เจริญสติในชีวิตประจำวัน ก็ต้องทำสมถะทำตามรูปแบบด้วย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/09/27/4099/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/09/27/4099/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Sep 2010 22:10:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จริต]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสมถะไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สวดมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาณ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้อแป้]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีกำลัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=4099</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_4433" class="wp-caption alignnone" style="width: 228px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/meditation-218x300.jpg" alt="สมถะตามรูปแบบ" title="สมถะตามรูปแบบ" width="218" height="300" class="size-medium wp-image-4433" /><p class="wp-caption-text">สมถะตามรูปแบบ</p></div>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/491022A-daily-dd.mp3"><strong>เจริญสติในชีวิตประจำวัน ก็ต้องทำสมถะทำตามรูปแบบด้วย</strong></a></p>
<p><strong>โยม: </strong>งานเยอะ แล้วก็มันวุ่นๆ ยุ่งๆ แล้วรู้สึกว่าเหมือนมันไม่ได้ทำอะไรไปเลยน่ะค่ะ หลวงพ่อ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>ต้องทำนะ อย่าทิ้งการทำในรูปแบบ เป็นเครื่องช่วย ถ้าเราจะเจริญสติในชีวิตประจำวัน ก็ไม่ใช่อยู่ๆ ก็เจริญไปเรื่อยๆ นะ ถึงวันหนึ่งกำลังก็ไม่พอ ครูบาอาจารย์วัดป่าจะสอน อย่างสายวัดป่านี่ การปฏิบัติมี ๓ สเต็ป ต้องทำทั้งสามอัน</p>
<p>อันแรกเลย<strong>ทำความสงบให้จิตตั้งมั่น</strong> จิตสงบ มีกำลังขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา ที่นี้คนส่วนมากพอจิตสงบตั้งมั่นแล้วขี้เกียจ ขี้เกียจนี่ครูบาอาจารย์จะสอนให้<strong>พิจารณากาย</strong> อันนี้ก็เป็นสมถะอีกแบบหนึ่ง ให้คิดพิจารณากาย พอหมดเวลาปฏิบัติในรูปแบบแล้ว คราวนี้ต้อง<strong>มีสติในชีวิตประจำวัน</strong> เพราะฉะนั้นสติในชีวิตประจำวันนี่ตัวสำคัญที่สุด แต่การที่ทำใจสงบตั้งมั่น ทำใจให้ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน อันนั้นก็เป็นตัวสนับสนุนที่สำคัญมาก</p>
<p>ที่นี้ถ้าพวกเราทำฌานไม่ได้ แต่ละวันนะ แบ่งเวลาไว้หน่อย ไหว้พระไว้ สวดมนต์ไว้นะ ได้สมถะ สวดมนต์แล้วจิตใจสงบได้สมถะ ถ้าสวดมนต์แล้วขี้เกียจให้รู้ว่าขี้เกียจ เราไหว้พระสวดมนต์แล้วเราก็แบ่งเวลาปฏิบัติในรูปแบบ ห้านาที สิบนาที สิบห้านาทีอะไรอย่างนี้ ต้องทำ อย่างที่หลวงพ่อพูดตั้งแต่ต้นแล้วนะ <strong>แบ่งเวลาไว้แล้วก็ทำในรูปแบบไว้หน่อย แล้วหัดรู้สภาวะไป การหัดรู้สภาวะทุกวันๆ มีประโยชน์มาก มันจะทำให้เรามีกำลัง สติมันจะมีกำลังที่จะเจริญสติในชีวิตประจำวันได้ ถ้าเราทิ้งการทำในรูปแบบไปเลยนะ มันจะไม่มีกำลังจริง มันเหมือนรู้นะ แต่ใจจะกระจายๆ รู้อย่างนี้ ผึ้งรู้สึกไหม รู้แบบไม่มีแรง รู้แบบป้อแป้ๆ ไม่มีแรง</strong></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491022A.mp3" target="_blank">491022A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/09/27/4099/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/491022A-daily-dd.mp3" length="2062209" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491022A.mp3" length="16598311" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การปฏิบัติธรรมคล้ายขับรถ  บางเวลาก็ต้องเหยียบคันเร่ง บางเวลาก็เหยียบเบรก</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/04/21/2084/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/04/21/2084/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2010 06:51:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสมถะไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[พักผ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2084</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/04/25491104-drive-dd.mp3"><strong>การปฏิบัติธรรมคล้ายขับรถ บางเวลาก็ต้องเหยียบคันเร่ง บางเวลาก็เหยียบเบรก</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong></p>
<p><strong>สมัยก่อนครูบาอาจารย์ท่านสอนสมาธินะ</strong> พอจิตใจเราสงบ เช่น เราพุทธโธ หรือ หายใจ จิตใจสงบแล้วมักจะขี้เกียจขี้คร้าน เพราะมีความสุข ท่านจะไล่ให้ออกมาพิจารณากาย หรือ ออกมาเจริญสติข้างนอกนี้ คนที่ติดในความสุข ความสงบ พอตัวเองออกมาทำงาน ไม่ชอบนะ มันเหนื่อย เหนื่อย มันคล้ายๆเรานอนมานานแล้วเลยขี้เกียจออกจากบ้าน พอออกมาแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก รู้สึกร้อนมาก แต่พอเราออกมาทำงานไปเรื่อยๆ บางทีทำงานไปช่วงหนึ่ง เพลินกับงาน ไม่ยอมพักแล้ว คราวนี้เพลินกับงาน ครูบาอาจารย์ก็จะบอกว่า &#8220;ไปเพิ่มสมถะหน่อยช่วงนี้ ทำความสงบบ้าง พักบ้าง ให้จิตทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ดี ไม่มีแรง&#8221;</p>
<p><strong>การปฏิบัติธรรมคล้ายๆขับรถนะ บางเวลาก็ต้องเหยียบคันเร่ง บางเวลาก็เหยียบเบรก</strong> ขาที่เหยียบคันเร่งกับขาที่เหยียบเบรกขาเดียวกัน ใช่ไหม ไม่ใช่เหยียบคันเร่งพร้อมกับเหยียบเบรก บางเวลาเราก็ต้องทำความสงบเข้ามา บางวันสงบมากแล้วนะ ก็ต้องออกมารู้กายรู้ใจ ฝืนๆมัน มันไม่อยากดู ไม่อยากรู้ เพราะว่ามันไม่สบาย</p>
<p>เคยอ่านประวัติท่านอาจารย์มหาบัว ท่านเล่า เคยอ่านไหม ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น บอกว่า ช่วงแรกๆไปอยู่กับหลวงปู่มั่นนะ เช้าๆหลวงปู่มั่นจะถามว่า &#8220;ท่านมหาท่านภาวนาเป็นอย่างไร ท่านบอกว่า มีความสุข ความสงบ&#8221; ทุกวันรายงานอย่างนี้ นานๆไป หลวงปู่มั่นท่านก็ดุเอานะว่า <strong>เอาแต่ความสุข ความสงบไม่ได้ ให้ออกมาพิจารณา ออกมารู้กายรู้ใจ</strong> ก็รู้ไปเถอะ พอท่านออกมาพิจารณา ท่านเริ่มต้นด้วยพิจารณากาย พิจารณาไปเรื่อย แล้วก็เพลิดเพลิน เช้าๆหลวงปู่มั่นมาถามอีก ท่านก็บอก หมู่นี้มีปัญญาดี เจริญปัญญา ทุกวันพูดแต่เจริญปัญญานะ ลืมสมถะอีก ท่านบอกจิตของท่านมันโลดโผน</p>
<p>เพราะฉะนั้น เราต้องดูตัวเองนะ <strong>ช่วงไหนควรเจริญปัญญา ช่วงไหนควรทำสมถะ</strong> สมถะเป็นที่พักผ่อนนะ ที่ดีไม่ใช่ไม่ดีนะ บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด เจริญสติในชีวิตประจำวัน นึกว่าหลวงพ่อบอกไม่ต้องทำสมถะ เราทำเท่าที่เราทำได้ บางคนทำอย่างไรมันก็ทำไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย ก็ไหว้พระสวดมนต์ไว้ก็ยังดีนะ ได้สมถะนิดๆหน่อยๆ</p>
<p><em>สวนสันติธรรม CD: 16<br />
File: 25491104.mp3<br />
Time: 25.55-28.33</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/04/21/2084/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/04/25491104-drive-dd.mp3" length="2515695" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>คนไม่มีฌานทำให้จิตตั้งมั่น(มีสมาธิ)ได้อย่างไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/02/18/466/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/02/18/466/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Feb 2010 13:55:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสมถะไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีฌาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=466</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>MP3:<a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/02/Nocharn.mp3"> คนไม่มีฌานทำให้จิตตั้งมั่น(มีสมาธิ)ได้อย่างไร?</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ให้เราสังเกตจิตของเราไป   ทำฌานไม่ได้ก็ไม่เป็นไร</p>
<p>ให้มีสติรู้ทัว่าตอนนี้กำลังหลงไปหาแล้วว่าจะดูอะไรดี ตอนนี้ถลำลงไปเพ่งแล้ว ตอนนี้เข้าไปแทรกแทรงด้วยความยินดียินร้ายแล้ว</p>
<p>ถ้ารู้ทันอย่างนี้นะจิตจะตั้งมั่นขึ้นมาได้ นี่เป็นวิธีที่สำหรับคนที่ทำฌานไม่ได้นะ ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา</p>
<p>รู้ว่ามันไหลไปมันจะตั้งมั่นขึ้นมาเริ่มต้นไหลอยากเห็นอยากปฏิบัติ   จิตไหลไปค้นคว้าแสวงหาว่าจะดูอะไรดี จิตไม่ตั้งมั่น พอไปเจออะไรจิตก็ไปถลำลงไปจ้อง จิตไม่ตั้งมั่น</p>
<p>ถ้าเรามีสติรู้ทันว่ากำลังหาอยู่ จิตก็จะตั้งมั่น</p>
<p>รู้ว่ากำลังถลำไปแช่ไปจ้องอยู่ รู้ทันจิตก็จะตั้งมั่น</p>
<p>รู้ว่ากำลังหลงไปแทรกแทรงอยู่ จิตก็จะตั้งมั่น</p>
<p>ถ้าเรามี ที่หลวงพ่อบอก หลวงพ่อสอนสองอัน <strong>(๑)รู้สภาวะ (๒)รู้สภาวะให้เป็น</strong></p>
<p>การรู้สภาวะ คือ มีสติ   การรู้สภาวะเป็น คือ มีสัมมาสมาธิ มีความจิตตั้งมั่น</p>
<p>ที่รู้ผิดคือจิตไม่ตั้งมั่น จิตไหลไป บางคนดูพองยุบจิตก็ไหลไปอยู่ที่ท้อง เดินจงกรมจิตก็ไหลไปอยู่ที่เท้า รู้ลมหายใจจิตไหลไปอยู่ที่ลมจิตไม่ตั้งมั่น</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">อันนี้เป็นวิธีสำหรับคนทำฌานไม่ได้นะ </span></p>
<p>พวกเรายุคนี้หาคนที่ทำฌานได้จริงมีน้อย มีแต่ชานที่แปลว่าพื้น ลงไปแล้วลงไปเลี้อยไปคานนั่งแล้วขาดสติ</p>
<p>ฌานจริงๆไม่ค่อยมี ลูกศิษย์หลวงพ่อที่ทำฌานได้มีอยู่คนสองคนเอง นอกนั้นก็โม้ไปอย่างนั้นเอง ผมทำฌานได้ ไม่ได้เรื่อง!</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ทำฌานไม่ได้ไม่เป็นไรนะ ให้รู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเอง</span></p>
<p>เรามีสองตัวแล้วเราจะได้สติ หัดรู้หัดดูสภาวะไปเรื่อยแล้วสติจะเกิดนะ รู้จิตที่ไม่ตั้งมั่น รู้ให้เป็น ถ้ารู้ไม่เป็นจิตไม่ตั้งมั่น ถ้ารู้เป็นจิตจะตั้งมั่นขึ้น ถ้าจิตตั้งมั่นแล้วจะตั้งมั่นยิ่งกว่า</p>
<p>คราวนี้รู้แล้วจะเกิดปัญญาถ้าจิตตั้งมั่น จะเห็นเลยร่างกายที่กำลังปรากฏอยู่ไม่ใช่เรา รูปที่ปรากฎอยู่ไม่ใช่เรา นามธรรมทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ไม่ใช่เรา ไม่ยากอะไรหรอก</p>
<p>ง่ายๆ หลวงพ่อไม่เห็นว่ามันจะยากเลย</p>
<p><em>*หมายเหตุ*</em></p>
<p><em>คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/02/18/466/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/02/Nocharn.mp3" length="1264595" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

