<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 03:34:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายคตาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตพรากจากขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดับทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรมนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พระอนาคามี]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิริยาบถ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปจารสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3669</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5299" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why-249x300.jpg" alt="เราปฎิบัติเพื่ออะไร?" width="249" height="300" /></a>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3"><strong>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><span style="color: #993300;">ที่นี่หลวงพ่อจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติให้ หลักของการปฏิบัติเราก็ต้องรู้ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นยังไง ต้องตอบได้ชัดเจน เราจะปฏิบัติอะไร <strong>มีสองอย่างที่จะต้องปฏิบัติคือ &#8220;สมถะ&#8221; กับ &#8220;วิปัสสนา&#8221;</strong> ปฏิบัติเพื่ออะไร<strong> สมถะ ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะเดินวิปัสสนา ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะได้เห็นนู่นเห็นนี่มีตาทิพย์มีหูทิพย์</strong> บางคนอยากได้เจโตอยากได้ทิพจักษุ  หลวงพ่อเคยเจอนะ มีไอ้หนุ่มคนนึง มันภาวนาอยากได้ทิพจักษุ ถามว่าอยากได้ทำไม มันจะได้มองทะลุผ้าของคนอื่น มันเห็นธรรมะเป็นเรื่องอะไร จะทะลุฝาห้องของเค้าอะไรอย่างนี้ ได้เรื่องเลย มีจริงๆนะ สมถะนะ เราทำไปเพื่อให้ใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะทำวิปัสสนา </span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">วิปัสสนาทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา รู้ความจริงของกายของใจนี้ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดังนั้นทำเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ รู้แล้วได้อะไร รู้ถึงที่สุดแล้วมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ</span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดนะ อย่าไปวาดภาพพระอรหันต์ประหลาดเกินเหตุทำอะไรก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ วันๆต้องนั่งเซื่องๆเหมือนนกกระยางรอให้ปลามาใกล้ๆจะได้ฉกเอาเชื่องๆห้ามกระดุกกระดิก <strong>พระอรหันต์จริงๆก็คือท่านผู้ภาวนาจนมีปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์นะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์เห็นอย่างนี้ แล้วท่านปล่อยวางความยึดถือขันธ์ได้ จิตท่านแยกออกจากขันธ์ พรากออกจากขันธ์ ไม่ยึดถือขันธ์ ท่านเป็นอิสระจากขันธ์ ตัวขันธ์เป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เลยพ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่นี่พ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่ตายแล้วเค้าเรียกดับทุกข์คือขันธ์มันดับ</strong> ไม่ใช่ไปเกิดอีกนะ หลายคนวาดภาพเป็นพระอรหันต์ไปเกิดอีกไปอยู่ในโลกนิพพาน อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก <strong><em>พระอรหันต์ นิพพานแล้วเหมือนไฟที่ดับไปแล้ว ไฟที่ดับแล้วอยู่ที่ใหน ใครจะรู้ </em>เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ ภาวนาทำสมถะเพื่อให้มีแรง ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจได้มันจะหมดความยึดถือ ปล่อยวางได้ พอปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้ เพราะตัวกายตัวใจตัวขันธ์นี้แหล่ะตัวทุกข์</strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้ แล้วทำยังไง เราจะทำอะไร ทำสมถะและวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร บอกแล้ว ทำอย่างไร สมถะนี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้เคลิ้ม <strong>วิธีทำสมถะไม่ใช่น้อมใจให้เคลิ้มให้ซึมให้นิ่ง แต่ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก </strong>เคยได้ยินคำว่า&#8221;อานาปานสติ&#8221;มั้ย มีสตินะไม่ใช่ฝึกให้ไม่มีสติ ไม่ใช่ฝึก(เสียงกรน)คร้อกบรรลุแล้ว ฝึกให้มีสติหายใจเข้า ฝึกให้มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อยเลย หรือบางทีพิจารณากาย&#8221;กายคตาสติ&#8221; มีสติไล่ไปในกาย ดูอาการสามสิบสอง ดูอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีสติ เห็นมั้ย ไม่ได้บอกให้ขาดสติเลยนะ ไม่ได้ดูเอาแก้วแหวนเงินทอง เอาวิมานสวรรค์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ฝึกให้มันมีสติ รู้ลมหายใจก็ให้มันมีสติ พิจารณากายก็พิจารณาด้วยความมีสติ เรียกว่ากายคตาสติ ทำอะไรๆก็มีสติ คิดถึงพระพุทธเจ้าก็คิดถึงด้วยความมีสติ หัดพุทโธ ๆ แล้วรู้สึกตัวไป นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราจะทำยังไงพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ได้ภาวนาให้เคลิ้มๆ<strong> ภาวนาให้รู้สึกตัว ฉะนั้นเราอย่าทิ้งสติ ครูบาอาจารย์เคยสอนบอก &#8220;สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ฉะนั้น<strong>ทำสมถะก็ต้องมีสตินะ แต่มีสติอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อารมณ์อันเดียว</strong> ทำไมต้องอารมณ์อันเดียว อารมณ์หลายอันแล้วก็รู้ตัวยาก ปกติจิตมันจะหนีตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอเรามาทำสมถะนะ เรามีอารมณ์อันเดียว มาเป็นเหยื่อ เหยื่อล่อจิต อย่างถ้าจะตกปลานะ มีคนโยนเบ็ดพร้อมกันร้อยอัน ปลางงเลยจะกินอันใหนดีใช่มั้ย ว่างมาทางนี้ เอ๊ะ ไม่เอาตัวเล็กไป ว่ายทางนี้ ก็ใหญ่ไปเกินพอดี เกินคำ ไม่เอา วกไปวกมา ไม่ได้กิน ถ้ามีเหยื่ออันเดียวปลาฝูงนึงยิ่งดี มีเหยื่ออันเดียวล่อ จิตของเราปกติร่อนเร่ไปเรื่อยๆ วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนะ ร่อนเร่ไปเรื่อย เที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อย เหมือนปลาวิ่งหาเหยื่อไปเรื่อย ว่ายไปเรื่อยๆ เราหาอารมณ์อันนึงที่ชอบใจของปลาตัวนี้มาล่อมัน ไปเอาพุทโธก็ได้ คนไหนพุทโธแล้วสบายใจเอาพุทโธ คนไหนหายใจเข้าหายใจออกแล้วสบายใจเอาลมหายใจ คนไหนดูท้องพองยุบแล้วมีความสุขก็ดูท้องพองยุบไป คนไหนเดินจงกลมแล้วมีความสุขก็เดินไป ไม่ใช่เดินทรมาน เดินไปเครียดไป เดินไปเครียดไป สมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่ได้<strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอารมณ์ที่สบายๆ อยู่แล้วมีความสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong></strong><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg"><img title="db1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg" alt="" width="340" height="254" /></a></strong></span></p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ ฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เจ็ดขวบ พวกเราส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด หายใจแล้วมีความสุข พอจิตใจมีความสุข จิตจะสงบ จิตมันหิวอารมณ์นะ พอมันได้กินของชอบนะ มันเลยไม่ไปเที่ยวที่อื่น เอาอารมณ์มาล่อ อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่หนีไปไหน จิตเคล้าเคลียอยู่ แต่ระวังอย่างเดียว อย่าให้ขาดสติ อย่างเราหายใจไป ถ้าใจเคลิ้มก็รู้ทันว่าเคลิ้ม หายใจไปใจฟุ้งซ่านหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าใจฟุ้งซ่านไป ใจก็มีความสุข เคล้าเคลีย สงบอยู่กับลมหายใจ จนกระทั่งลมหายใจมันสว่างขึ้นมา หายใจไปเรื่อยๆ เวลาจะเข้าฌาน ไม่ใช่รู้ลมหายใจหรอกจะบอกให้ พวกเรามั่วๆนะ หายใจแล้วเข้าฌานรู้ลมหายใจแล้วเข้าฌาน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ลมหายใจเบื้องต้นเรียกว่า บริกรรมนิมิต รู้ลมไปเรื่อย สบาย จิตใจมีความสุข มันจะสว่างขึ้นมา ความสว่างมันเกิดขึ้นนะ ใจมันสงบลงมา ในทางร่างกายเวลาจิตสงบลงมา เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้ เลือดจะมาเลิ้ยงตรงนี้เยอะ มันจะให้ความรู้สึกที่สว่างขึ้นมา จิตมันก็สว่างนะ กายมันก็สว่างขึ้นมา ผ่องใส ความสว่างเกิดขึ้นแล้วเนี่ย เอาความสว่างนี้มาเป็นนิมิตแทนลมหายใจได้ ต่อไปความสว่างมันเข้มข้นขึ้นนะ เป็นดวงขึ้นมา ให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ จิตใจก็มีความสุข สนุก มีความสุขอิ่มเอิบเบิกบาน มีปีติขึ้นมา เข้าฌาน ไม่ใช่หายใจรู้ลมแล้ว (เสียงกรน คร้อก) บอกว่าหายใจจนลมระงับ ถามว่าลมระงับยังไง ลืมไปเลย หลับไปแล้ว บอกว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ไม่ใช่นะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">เพราะฉะนั้น<strong>หลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ</strong> วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา</span></p>
<p>ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู</p>
<p><span style="color: #008080;">เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า<strong> &#8220;จิตตสิกขา&#8221; ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว </strong>เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่</span></p>
<p><span style="color: #993366;">ต่อไปก็หัด <strong>นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา </strong>นี้พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกลมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง</span></p>
<p>พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ <strong>พอใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป </strong>เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg"><img title="db2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg" alt="" width="600" height="415" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #808000;">สมัยก่อน หลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนโน้น เข้าวัดไหนครูบาอาจารย์พูดแต่คำว่า&#8221;ผู้รู้&#8221; ท่านยังสอนด้วยซ้ำไปว่า ศาสนาพุทธ &#8220;พุทธ&#8221;แปลว่าอะไร พุทธ (อ่าน พุท-ธะ) แปลว่า&#8221;รู้&#8221; พุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ใจของเราชอบเป็นผู้คิด ใจของเราชอบเป็นผู้หลง เราฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ทำยังไงใจจะเป็นผู้รู้  ถ้ารู้ทันสภาวะที่กำลังปรากฎนะ ใจจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา เช่นเผลอไปรู้ว่าเผลอ ใจก็จะเป็นผู้รู้ขึ้นแว้บนึง เป็นผู้รู้ตรงขณะไหน ขณะที่รู้ว่าเผลอ ถัดจากนั้นอาจจะเป็นผู้เพ่ง ใจโกรธขึ้นมานะ รู้ว่าโกรธ ขณะที่โกรธนะ ขณะนึง ขณะที่รู้ว่าโกรธนี่แหล่ะ ใจเป็นผู้รู้ขึ้นมาแล้ว ถัดจากนั้นอยากให้หายโกรธนี่ ใจมีอกุศลแล้ว มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว <strong>ดังนั้นเราดูใจเราไปเรื่อยนะ ไม่ใช่ผู้รู้ต้องเที่ยงถวร ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ผู้รู้เองก็เกิดดับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ครูบาอาจารย์องค์นึงสอนดีมากเลยคือ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ บอกเลยว่า<strong> ผู้ใดเห็นว่าผู้รู้เที่ยงนะ เป็นมิจฉาทิฐิ จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยงแต่ว่าต้องมีอยู่อาศัยไว้ใช้ปฏิบัติเอา</strong> ของเราสังเกตสิ <strong>เดี๋ยวใจก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เมื่อไหร่รู้สภาวะตรงความเป็นจริง ใจก็เป็นผู้รู้ขึ้นมาแว้บนึง </strong>เอาแค่แว้บเดียวพอนะ ไม่ต้องตั้งอยู่เป็นชั่วโมงๆ คนที่ตั้งเป็นชั่วโมงๆได้ต้องพวกที่เค้าทรงฌาน ผ่านฌานมาเต็มที่แล้ว เต็มภูมิอย่างน้อยได้ฌานที่สองแล้ว ได้ฌานที่สองใจจะเด่น ออกจากฌานมา ยังเด่นอยู่เป็นวันๆเลย อาศัยสมาธิอย่างนี้ตามรู้ดูกายดูใจได้นาน <strong>พวกเราไม่ได้ทรงฌานเนี่ยสมาธิจะอยู่แว้บเดียวๆเรียกว่า &#8220;ขณิกสมาธิ&#8221;</strong> แต่อาศัย ขณิกสมาธิ เนี่ยแหล่ะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้ เพราะสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาจริงๆก็คือ ขณิกสมาธิ นี่แหล่ะดีที่สุดเลย รองลงมาก็คือตัว อุปจาร (คำเต็ม อุปจารสมาธิ) เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ ให้ใจมันตื่นขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #800000;">วิธีง่ายที่สุดเลย<strong> ทำฌานไม่ได้ ทำยังไงใจจะตื่น ใจตื่นก็ตรงข้ามกับใจที่ไม่ตื่น ใจที่ไม่ตื่นคือใจหลับ ใจหลับได้ใจก็ฝันได้ ความฝันของใจก็คือความคิด ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าฝันนะเมื่อนั้นจะตื่น เวลาที่ใจไหลไปคิด ถ้าเมื่อไหร่พวกเรารู้ว่าจิตแอบไปคิดนะ เราจะตื่นขึ้นชั่วขณะนึง </strong>รู้ทันว่าจิตไหลไปคิด ขณะที่รู้นั่นน่ะตื่น ไม่เฉพาะหลงไปคิดนะ โกรธขึ้นมาขณะที่รู้ว่าโกรธ ขณะนั้นก็ตื่นเหมือนกัน แต่ตัวนี้ดูยากกว่า ใจของเราหลงคิดทั้งวัน มันดูง่ายกว่า อย่างจะดูจิตที่โกรธนะ แล้วก็ตัวรู้ว่าโกรธ วันนี้ยังไม่โกรธใครเลยเนี่ย จะภาวนายังไง แต่มีมั้ยวันใหนชั่วโมงไหนที่ไม่คิดมีมั้ย ไม่มีเลย จิตที่คิดคือจิตฟุ้งซ่าน<strong> เป็นจิตมีโมหะเค้าเรียกว่า &#8220;อุทธัจจะ&#8221; โมหะชนิด อุทธัจจะ จิตมันฟุ้งซ่าน เป็นจิตที่เกิดบ่อยที่สุดเลยจิตฟุ้งซ่านเนี่ย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">เราเอาตัวที่เกิดบ่อยเนี่ยแหล่ะมาหัดทำกรรมฐาน เราจะได้ทำกรรมฐานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตไหลไปคิดแล้ว อ้อ หลงไปแล้ว มีคำว่า &#8220;แล้ว&#8221; นะ ทำไมต้องมี แล้ว ด้วย หมายถึงว่า หลงไปก่อน ไม่ได้ห้ามหลง หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง หลายคนภาวนาผิดนะ ไปจ้องรอดู ไหน เมื่อไหร่จะหลง เมื่อไหร่จะหลง จ้องใหญ่ ขณะที่รอดูนั่นหลงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีวันรู้เลยว่าหลงเป็นยังไงเพราะหลงไปเรียบร้อยแล้ว<strong> ดังนั้นให้มันหลงไปก่อนให้มันเผลอไปคิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้ว่าเผลอไป หลงไป ให้มันโกรธไปก่อน ให้มันโลภไปก่อน แล้วก็รู้ว่ามันโกรธ​รู้ว่ามันโลภ</strong> นี่หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆรู้ไปแล้วจะได้อะไร เห็นมั้ย คำสอนในศาสนาพุทธละเอียดนะ จะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำอย่างไรบอกแล้วนะ อย่างถ้าจะดูจิตดูใจเนี่ย <strong>ตามดูไป ให้สภาวะเกิดแล้วก็ตามรู้ไป หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ตามดูไปเรื่อยๆ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำแล้วได้ผลอะไร ถ้าเราตามดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็หลงเดี๋ยวจิตก็รู้  เดี๋ยวหลงเดี๋ยวรู้ นานๆจะมีอย่างอื่นแทรก เดี๋ยวโลภขึ้นมาเราก็รู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อ้าว เดี๋ยวโกรธขึ้นมา อีกแล้ว นานๆจะมีโลภแทรก นานๆจะมีโกรธแทรกที แต่หลงนี่มันยืนพื้นเลย มันเป็นกิเลสยืนพื้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ดังนั้นเราคอยรู้ทันเรื่อยๆ ไม่ใช่รู้เพื่อจะไม่ให้หลง แต่รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อจะรู้ว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง </strong></span><strong>เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตโลภตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง จะฝึกเพื่อให้เห็นว่า เมื่อกี้เป็นอย่างนึง เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนึง นี่คือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั่นเอง เห็นมั้ยเมื่อกี้จิตหลง ตอนนี้จิตหลงดับไปแล้ว เกิดจิตที่รู้ขึ้นมา เห็นมั้ยเมื่อกี้เป็นจิตโกรธ ตอนนี้เกิดเป็นจิตที่รู้ จิตโกรธดับไปแล้ว จิตที่รู้อยู่ไม่นาน เกิดจิตหลงขึ้นมาแทนอีกแล้ว เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg"><img title="db3" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg" alt="" width="600" height="406" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ดีแต่ฝึกจนเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้นี้ เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จิตโลภก็โลภชั่วคราว จิตโกรธก็โกรธชั่วคราว จิตหลงก็หลงชั่วคราว ทำไมหลงชั่วคราวเพราะมีตัวรู้มาคั่น มีจิตรู้มาคั่น เราก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลยมันก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลย มันก็จะมีแต่จิตหลง หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน เราจะรู้สึกว่าหลงแล้วเที่ยง จะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ <strong>แต่เรามีรู้ขึ้นมานะ เพื่อจะเห็นหลงมันขาดเป็นท่อนๆ หลงไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกตัวแว้บ เราเห็นเลยชีวิตที่หลงนะมันจบไปแล้ว มันเกิดชีวิตใหม่ที่รู้สึกตัว</strong> เสร็จแล้วหลงไปอีกห้านาที ก็รู้สึกอีกทีนึง หลงไปอีกชั่วโมงรู้สึกอีกที ต่อไปฝึกไปเรื่อยๆนะ หลงสามวินาทีรู้สึก หลงสองวินาทีรู้สึก ยิ่งฝึกเก่งนะยิ่งหลงบ่อย หลงแว้บรู้สึก ฝึกไปเรื่อย ไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง ไม่ได้ฝึกห้ามหลง ไม่ได้ฝึกที่จะให้รู้ตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่ดับทั้งสิ้น</span></p>
<p>ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">จิตจะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ</span></strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน</p>
<p><span style="color: #800000;">บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ <strong><em>คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ </em></strong>ดังนั้นเราฝึกนะจนกระทั่งเรารู้สึกขึ้นมา</span></p>
<p><strong>วิธีที่จะให้รู้ขึ้นมาก็คือ คอยไปหัดรู้ทันเวลาใจหลงไปคิด อันนี้เป็นการบ้านที่ง่ายๆเลย เพราะจิตที่หลงคิดคือจิตที่เกิดบ่อยที่สุด จิตโลภจิตโกรธอะไรนี่มีน้อยนะ จิตหลงเนี่ยมีทั้งวันเลย เพราะในขณะที่โลภ ในขณะที่โกรธเนี่ยต้องมีหลงประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่หลงจะไม่มีโลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ เพราะฉะนั้นจิตหลงเนี่ยเป็นตัวสาหัสสากันเลย ถ้าเราเรียนเรื่องจิตหลงได้ เราจะภาวนาได้ทั้งวัน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12487" title="db4" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กรรมฐานนะ เราควรจะเลือกกรรมฐานซึ่งมันเกิดบ่อยๆ เราจะได้ดูบ่อยๆ</strong> อย่างใจเราหลงเนี่ยหลงทั้งวัน แล้วก็รู้ ใจหลงไปแล้วรู้  มันจะเห็นสลับกันเร็ว เคยมีนะ ตอนอยู่เมืองกาญฯ มีหนุ่มคนนึงมาถามหลวงพ่อ ผมใช้สิ่งอื่นนอกจากในสติปัฏฐานได้มั้ย ที่จะมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถามว่าจะใช้อะไร ถ้าฟ้าร้องแล้วผมจะรู้สึกตัว ปีนึงมันร้องกี่ครั้งนะ นานมาก บางวันก็ไม่ร้องตั้งหลายเดือน แสดงว่าตลอดมาเนี่ยเอ็งไม่มีสติเลยใช่มั้ย เอ็งจะมีสติตอนหน้าฝนอย่างเดียว อย่างงี้ใช้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พวกเราไปดูสิอารมณ์ในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา หายใจออก หายใจเข้านี่ หายใจทั้งวันมั้ย ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน มีทั้งวันใช่มั้ย ไม่ยืนก็เดิน ไม่เดินก็นั่ง ไม่นั่งก็นอน อะไรนี้ เวียนไปนี้ ถ้า ยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวได้เกือบทั้งวันแล้ว ยกเว้นอิริยาบถประหลาดๆ เช่น กระโดดอะไรนี้นะ หรือไปว่ายน้ำ เป็นอิริยาบถ แปลกๆไป ท่านก็สอนล็อกไว้อีกอันนึงเรื่องสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ก็เคลื่อนไหวแล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งแล้วก็เคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งก็รู้สึก เคลื่อนไหวก็รู้สึก ก็รู้สึกตัวได้ทั้งวันแล้ว อารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะเกิดทั้งวัน อารมณ์เวทนาล่ะ มีทั้งวันมั้ย สุข ทุกข์ เฉยๆก็หมุนอยู่อย่างนี้ทั้งวันใช่มั้ย ถ้าสุขก็รู้ตัว ทุกข์ก็รู้ตัว เฉยๆก็รู้ตัว ก็คือรู้ตัวได้ทั้งวัน ดูจิตดูใจล่ะ จิตหลงไปแล้วรู้ เกิดได้ทั้งวัน หลงทั้งวัน ยกเว้นบางคนนั้นขี้โลภ เจออะไรมันก็อยากตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดถี่ยิบเลยทั้งวัน พวกนี้ก็เอาความอยากเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่เดี๋ยวมันอยากแว้บอยากดู รู้ทัน อยากฟังรู้ทัน อยากคิดรู้ทัน พวกโลภมากนะ ดูอยากเป็นวิหารธรรม มีจิตที่อยากกับจิตที่ไม่อยาก คู่เดียวก็พอแล้ว เกิดทั้งวันแล้ว คนไหนขี้โมโหนะ อะไรนิดนึงก็โมโห อะไรนิดนึงก็ขัดใจ ก็เอาจิตที่มีโมโหนี่แหล่ะมาเป็นวิหารธรรม จิตโกรธขึ้นมาก็รู้ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้นคือจิตที่รู้ จิตนั้นมันโกรธ เดี๋ยวก็โกรธอีก เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ เห็นมั้ยมันจะเกิดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เพราะฉะนั้นอารมณ์กรรมฐานที่เราใช้นั้นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวัน เราจะได้มีสติได้ทั้งวัน </span></strong>หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว เผลอไปรู้สึกตัว รู้ รู้ทันว่าเผลอ ก็รู้สึกตัว ก็เป็นจิตที่รู้ขึ้นมา ก็รู้ว่ามีจิตที่รู้อยู่ ทุกอย่างเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา<strong> เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น </strong>เราเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไรหรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป</strong></span></p>
<p><span style="color: #800000;">มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย</span></p>
<p><strong>สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ</strong></p>
<p><strong>วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" target="_blank">520809A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3" length="6463520" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" length="15414528" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง รู้ใจตัวเองพอแล้ว</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/11/12232/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/11/12232/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2011 02:58:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ยินดี]]></category>
		<category><![CDATA[ยินร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้อย่างเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12232</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_41.03_41.48.mp3">ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง รู้ใจตัวเองพอแล้ว</a></p>
<div id="attachment_12368" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12368 " title="ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง รู้ใจตัวเองพอแล้ว" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/m259322-400x277.jpg" alt="ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร" width="400" height="277" /><p class="wp-caption-text">ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง รู้ใจตัวเองพอแล้ว</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>อยากถามหลวงพ่อว่า ไม่เข้าใจคำว่า ซึม กด ทื่อ อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ จะไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เอาอย่างนี้ ในใจเรารู้สึกมั๊ย บางวันก็ปลอดโปร่ง บางวันก็หนักๆ เคยรู้สึกมั้ย ไม่ต้องเข้าใจ ซึม ทื่อ อะไรก็ได้นะ ใจเราปลอดโปร่งรู้ว่าปลอดโปร่ง ใจมันหนักๆขึ้นมารู้ว่าหนักๆ ดูอย่างนี้ก็ได้</p>
<p><strong> </strong><strong>โยม : </strong>แล้วคำว่า น้อมใจ น่ะค่ะ หมายถึงยังไงคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ช่างมันเถอะ หลวงพ่อพูดกับคนอื่นนะ บอก เค้าน้อมใจไปแล้ว เค้ารู้เรื่อง <strong>เห็นมั้ยเป็นธรรมะเฉพาะตัว ดังนั้นเราไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง เราแค่รู้ใจของเรา เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย รู้เท่านี้พอแล้ว</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๐๓ ถึงนาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๔๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/11/12232/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_41.03_41.48.mp3" length="733994" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 May 2011 23:04:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กามสุขัลลิกานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[กุศลาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อพุธ]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศลาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[อปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตกิลมถานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9271</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491106-start-dd.mp3" target="_blank"><strong>สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</strong></a></p>
<div id="attachment_9491" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/282104427_85ed60a557-400x300.jpg" alt="สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" title="สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" width="400" height="300" class="size-large wp-image-9491" /><p class="wp-caption-text">สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>ตรงที่เราบอกว่าเราฟังธรรมเข้าใจเนี่ย   ความจริงไม่ได้เข้าใจด้วยการฟัง แต่เข้าใจด้วยการคิดเอาเอง</strong> การคิดเอาเองของเราเนี่ย  คิดถูกก็ได้  คิดผิดก็ได้ งั้นธรรมที่ฟัง ๆ เอานะยังใช้ไม่ได้ ฟังเอาพอเป็นแนว เพื่อจะมารู้กาย รู้ใจ  ศัตรูของการรู้กาย รู้ใจ  เบอร์หนึ่งเลยคือการที่เราหลงไปอยู่ในโลกของความคิด ลืมกาย ลืมใจที่เป็นปัจจุบัน รู้สึกไหม ขณะที่เราคิดไปเนี่ย เรานั่งอยู่เราก็ลืมไป จิตใจเราเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกุศล อกุศล เราก็ไม่รู้ นึกออกไหม   เนี่ยอย่างขณะนี้ลืมกาย ลืมใจแล้ว ตรงที่ไหลแว๊บไป</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นตราบใดที่คุณยังคิดไม่เลิกนะ  คุณไม่ได้ทำวิปัสสนาแน่นอน</strong> แล้วมันเป็นศัตรูด้วย   หลวงพ่อเลยไม่ส่งเสริมให้มานั่งคิดนั่งถามนะ ที่สงสัยได้เพราะคิดมาก   คิดมากก็สงสัยมาก สงสัยแล้วอยากถาม ถามไปแล้วก็จำเอาไว้แล้วหรือเอาไปคิดต่อ นะ มันจะเวียนไปอย่างนี้เรื่อย ๆ  วิปัสสนาจริง ๆ ไม่ใช่การคิด <strong>วิปัสสนาจริงๆ ในอภิธรรมสอนนะเริ่มจากตัวอุทยัพพยญาณ</strong> อุทยัพพยญาณเนี่ยมันเห็นความเกิดดับของรูปนามนะ <strong>แล้วระบุไว้ด้วยว่า ต้องพ้นจากความคิดด้วย</strong> ถ้ายังเห็นไตรลักษณ์ด้วยการคิดเอา เช่นคิดเอาว่าจิตตะกี้กับจิตเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนกัน เนี่ยแสดงว่าเป็นไตรลักษณ์ นี่ได้แค่สัมมสนญาณ ยังไม่ขึ้นวิปัสสนา <strong>เพราะฉะนั้นยังตราบใดที่ยังคิดอยู่ไม่ใช่วิปัสสนา</strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อพุธ</strong>เคยสอนนะบอกว่า <strong>“สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” ความคิดเนี่ยคือศัตรูเบอร์หนึ่งเลย   มันทำให้เราลืมกายลืมใจตัวเอง ส่วนศัตรูเบอร์สองคือการที่บังคับกาย บังคับใจ </strong>นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยคือนักบังคับกาย บังคับใจ   เพ่งเอา ๆ นะ กำหนดเอา ๆ กายก็ทื่อ ๆ ใจก็ทื่อ ๆ  ถ้าเราบังคับกาย บังคับใจ จนมันทื่อ ๆ ไปแล้วไตรลักษณ์มันจะไปอยู่ที่ไหน มันไม่แสดงตัวขึ้นมา</p>
<p><strong>ศัตรูของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอันแรก  หลงไป เผลอไป ขาดสติ ลืมเนื้อ ลืมตัว ตามใจกิเลสไปนี้เรียกว่า  อกุศลาภิสังขารมั่ง   อปุญญาภิสังขารมั่ง   เรียกว่า  กามสุขัลลิกานุโยคบ้าง</strong> มีหลายชื่อ</p>
<p><strong>ศัตรูหมายเลขสองคือการเพ่งกาย เพ่งใจ บังคับกาย บังคับใจ กำหนดกาย กำหนดใจ ควบคุมไว้ ทำกายทำใจให้ลำบากอันนี้เรียกว่า  ปุญญาภิสังขาร  ความปรุงแต่งฝ่ายที่เป็นบุญ  เรียกว่า กุศลาภิสังขาร ความปรุงแต่งที่เป็นกุศลเรียกว่า  อัตตกิลมถานุโยค  การบังคับตัวเอง</strong></p>
<p><strong>เนี่ยสองทางนี้แหละเป็นทางสุดโต่งสองด้านที่พระพุทธเจ้าห้าม</strong> ถ้าเรายังไปทำส่วนใหญ่ไปทำอย่างนั้นเองคือไปเพ่งเอา กำหนดเอา ใจแข็ง  ทื่อ ๆ จ้องเอาไว้ ๆ นั่นไม่ใช่การเจริญสติ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491106.mp3" target="_blank">491106.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491106-start-dd.mp3" length="8161697" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491106.mp3" length="15264394" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/02/27/7072/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/02/27/7072/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Feb 2011 21:35:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ดูฟุ้งซ๋าน]]></category>
		<category><![CDATA[นั่งสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีนั่งสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจถึง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=7072</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/530905B_2413_2508.mp3">นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี</a></p>
<div id="attachment_7911" class="wp-caption alignnone" style="width: 352px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/02/G2767355-15.jpg" alt="นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี" title="นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี" width="342" height="455" class="size-full wp-image-7911" /><p class="wp-caption-text">นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี</p></div>
<p>โยม นมัสการค่ะหลวงพ่อ คือเวลานั่งสมาธิมันฟุ้งซ่านน่ะค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>มันเป็นอะไรนะ</p>
<p><strong>โยม</strong>: ฟุ้งซ่านค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong> :ฟุ้งซ่านก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าไม่ฟุ้งซ่านก็เห็นไม่ต้องนั่งสมาธิน่ะสิ เพราะมันฟุ้งซ่านแหละเราถึงไปนั่งสมาธิ แต่ว่ามันมีวิธีการนะ<strong> เวลาที่จิตฟุ้งซ่านเนี่ย เราไปสั่งมันให้สงบเนี่ย มันไม่สงบหรอก</strong> เราต้องทำใจถึงๆหน่อย ใจกล้าๆหน่อย <strong>นั่งดูมันฟุ้งซ่านไป เราก็ท่องพุทโธๆ เล่นๆไปนะ จะสงบหรือไม่สงบก็ช่างมัน แต่จิตใจเราฟุ้งซ่าน เราพุทโธไปแล้วเราก็รู้ทันไป ใจมันฟุ้งซ่าน ดูมันเล่นๆไปน่ะ</strong></p>
<p>ถ้าดูเล่นๆได้นะ ใจสบาย ใจสบายใจก็สงบ แต่ถ้ามันฟุ้งซ่านอยู่ อยากสงบนะ ยิ่งบังคับมัน ยิ่งไม่สบาย ยิ่งไม่สบายยิ่งไม่สงบ เพราะ<strong>ตัวที่ทำให้จิตสงบนะคือความสุข ถ้าจิตมีความสุขจิตจะสงบ</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓<br />
</em></div>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖<br />
ลำดับที่ ๑๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530905B.mp3" target="_blank">530905B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๒๕วินาทีที่ ๐๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/02/27/7072/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/530905B_2413_2508.mp3" length="880359" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530905B.mp3" length="24309440" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราคิด หรือ จิตคิด?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/18/5586/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/18/5586/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Dec 2010 23:04:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ หรือ คิดว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เรื่องที่คิด]]></category>
		<category><![CDATA[เราคิด]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่ตัวเรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5586</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/500615A-think-dd.mp3"><strong>เราคิด หรือ จิตคิด?</strong></a></p>
<div id="attachment_5672" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-full wp-image-5672" title="เราคิด หรือจิตคิด" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/1_1328.jpg" alt="เราคิด หรือจิตคิด" width="300" height="284" /><p class="wp-caption-text">เราคิด หรือจิตคิด</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> เมื่อวาน หลวงพ่อบอกว่า อย่าคิดมาก ก็ สรุปแล้ว ทำไม่ได้ค่ะ หมายความว่า มันไม่สามารถทำได้</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ไม่ๆ อย่าคิดมากของหลวงพ่อ หมายถึงว่า อย่าไปช่วยมันคิด ส่วนจิตเนี่ย มันคิดทั้งวันอยู่แล้ว ต่อไปนี้พอจิตมันไหลไปคิดนะ รู้ทันแว้บเลย อย่าไปช่วยมันคิด ภาษามนุษย์นะ บางทีไม่ค่อยสื่อนะ ลำบาก ตัวสภาวธรรมก็คือ <strong>ปล่อยให้จิตมันคิดไป แล้วมีสติรู้ทัน อย่าไปช่วยมันคิด</strong></p>
<p>สมมุติว่า อยู่ๆมันคิดถึงยายชีคนนี้อยู่วัด อยู่กับเรา ที่ ที่อื่นนะ เกลี๊ยดเกลียดมัน อยู่ๆ ก็คิดถึงมันนะ ให้มีสติรู้ว่าไปคิดถึงเขาละ ให้มีสติรู้ว่าโทสะเกิด ให้รู้อย่างนี้นะ ไม่ใช่ไปช่วยเขาคิด</p>
<p>ช่วยเขาคิดมีหลายแบบนะ ช่วยเพิ่มกิเลส ไปช่วยแบบสู้กิเลส ช่วยเพิ่มกิเลสก็คือ ป่านนี้มันคงตายไปแล้ว มันทำชั่วมาก ช่วยแบบเพิ่มกิเลสตัวเอง อีกช่วย อีกช่วยหนึ่ง ช่วยข่มกิเลส อย่าไปโกรธเขาเลยน่ะ เขาหลงผิดไปชั่วครั้งชั่วคราว อีกหน่อยเขาคงจะดี เห็นมั้ย ขณะที่ไปช่วยคิดเพื่อจะไปสู้กิเลส ลืมตัวเองอีกแล้ว</p>
<p>เพราะฉะนั้นเรา ใจของเรานะ เหมือนเรืออยู่ในแม่น้ำทอดสมอไว้ ไม่ไหลตามน้ำไป ไม่ต้านน้ำ ให้น้ำไหลผ่านไป ปล่อยให้ความคิด ให้จิตใจนี่แหละทำงานไปตามปกติ ไม่ไปต้านมัน ปล่อย <strong>มีหน้าที่รู้ลูกเดียว แต่อย่าไปคล้อยตามมัน</strong> พอรู้เรื่องมั้ย สำนวนนี้ หรือต้องเปลี่ยน เปลี่ยนสำนวน</p>
<p><strong>โยม:</strong> เข้าใจค่ะ เวลาที่มันมีความคิดเกิดน่ะค่ะ มัน มันเห็นเหมือนว่า มี หมายความว่าความคิด กับสิ่งที่มันคิด มันคนละอย่างกัน</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ใช่.. แล้วคนที่รู้ว่าคิด ก็มีอยู่ต่างหาก นะ มัน ขันธ์นะกระจายตัวออกไป เห็นมั้ยเรื่องราวที่คิดอันหนึ่ง ใจที่คิดอันหนึ่ง ให้รู้อาการที่ใจคิดนะ ไม่ใช่รู้เรื่องที่คิด รู้เรื่องที่คิดเป็นการรู้อารมณ์บัญญัติ คนที่ไม่ภาวนาก็รู้เหมือนกัน หมาก็รู้นะ อย่างไอ้เหลืองมันคิดได้นะ หมาก็ฝันเป็นนะ เออ.. ไม่ใช่ว่าหมาฝันไม่เป็น คิดไม่เป็น</p>
<p>เพราะฉะนั้น ไปรู้เรื่องราวที่คิดที่ฝันเนี่ย กระทั่งสัตว์ก็ทำเป็น ตัวสำคัญคือ รู้..ว่าใจไปคิด เนี่ย ที่<strong>หลวงพ่อเทียน</strong>สอนน่ะ <strong>รู้ว่าจิตไปคิดน่ะได้ต้นทางแล้ว</strong></p>
<p>พอเรารู้ว่าจิตไปคิด จิตจะหลุดออกจากโลกของความคิด มาเกิดโลกของความรู้สึกตัวขึ้นมา จะตื่นขึ้นมา พอตื่นขึ้นมา มันให้เห็นกายที่เคลื่อนไหวอยู่นี่ ที่ขยับอยู่เนี่ย ท่านให้ขยับไปเรื่อย เห็นกายที่เคลื่อนไหวอยู่นี่ไม่ใช่ตัวเราเลย เห็นทันทีนะ ไม่ต้องคิดเลยว่าเป็นเรามั้ย จะเห็นทันทีว่าไม่ใช่เรา</p>
<p>และถ้าจิตเคลื่อนไหว ทำงานขึ้นมา ก็จะเห็นทันทีว่าไม่ใช่เราอีก ตัวเราไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าใจหนีไปคิด ให้รู้ว่าไปคิดนะ ให้รู้อาการที่ใจหนีไปคิด ไม่ใช่รู้เรื่องที่คิดนะ ถ้ารู้เรื่องที่คิดเป็นสมมุติบัญญัติ หมามันก็รู้เหมือนกัน ไม่เห็นบรรลุอะไร แต่ถ้ารู้อาการที่ใจคิดเนี่ย รู้อารมณ์ปรมัตถ์<strong> เรารู้จิตที่คิด การรู้อารมณ์ปรมัตถ์นี่เป็นการทำวิปัสสนา เราจะเห็นเลย จิตจะคิดห้ามมันไม่ได้นะ มันคิดของมันเอง มันทำงานได้เอง มันไม่ใช่ตัวเราหรอก</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๐<br />
Track: ๑๕<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/020/mp3/500615A.mp3" target="_blank">500615A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๒๔</p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/18/5586/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/500615A-think-dd.mp3" length="7845093" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/020/mp3/500615A.mp3" length="17057648" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ขี้เกียจ ต้องสู้ด้วยการตั้งอธิษฐานบารมี</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/14/5793/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/14/5793/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Dec 2010 22:02:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[ความขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดไหล]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งใจมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[นั่งสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติตามรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้ไม่ติด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาพุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[สวดมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[อธิษฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5793</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download:</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.42m45-46m08.mp3" target="_blank">ขี้เกียจ ต้องสู้ด้วยการตั้งอธิษฐานบารมี</a></p>
<div id="attachment_5795" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-5795" title="ขี้เกียจ ต้องสู้ด้วยการตั้งอธิษฐานบารมี" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/164-300x200.jpg" alt="ขี้เกียจ ต้องสู้ด้วยการตั้งอธิษฐานบารมี" width="300" height="200" /><p class="wp-caption-text">ขี้เกียจ ต้องสู้ด้วยการตั้งอธิษฐานบารมี</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ นมัสการครับหลวงพ่อ จะรบกวนขอสอบถามเกี่ยวกับสภาวะที่ๆพบน่ะครับ คือหลังจากส่งการบ้านหลวงพ่อครั้งที่แล้วครับ ผมก็ปฏิบัติตามรูปแบบตลอดน่ะครับ ก็สวดมนต์ ปฏิบัติสมาธิ เดินจงกรม อะไรอย่างนี้ครับ ก็มีคืนหนึ่งผมก็สวดมนต์เสร็จครับ ก็ตั้งใจว่าคืนนี้จะขอนอนดูจิตหน่อย แต่ว่าคืนนั้นผมสวดมนต์รู้สึกว่ามัน มันคลายมาก นอนรู้สึกสบาย แต่ปรากฎว่า ทั้งคืนนั้น ผมก็เหมือนภาวนาพุทโธไว้น่ะครับ แล้วก็ดู ก็มีความคิดไหลไปเรื่อยๆน่ะครับ สุดท้ายผมมารู้ตัวอีกที เหมือนผมไม่ได้นอนทั้งคืนเลยครับ คือตื่นมาก็เช้าแล้ว</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ก็ดีนี่..</p>
<p><strong>โยม:</strong> แล้วผมก็รู้สึกว่า ทั้งวันเนี่ย ผมไม่ง่วงเลย ผมก็เลยงง ก็เลยคุยกับภรรยาว่า เอ๊..ตกลงผมเนี่ย ผมอดหลับอดนอนหรือเปล่า</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ไม่นอนไม่อดหลับอดนอน ร่างกายมันนอนนะ แต่จิตมันภาวนา จิตมันอยู่ในสมาธิ จิตมันเดินปัญญา มันได้พักอยู่ในตัวของมันแล้ว</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ ก็เลยสงสัยน่ะครับว่า ตอนนั้นว่า ตกลงผมคิด เพราะว่าผมเป็นคนที่คิดเยอะ คิดครั้งหนึ่งจะคิดไปทีเดียวอีก ๓ &#8211; ๔ ช็อตติดกันน่ะครับ ก็เลย..แต่ช่วงนี้หลังจากที่ แต่หลังจากวันนั้นผมก็คิดว่า เอ๊ะ..ผมจะลองทำอีก ใช่มั้ยฮะ ปรากฏว่าก็ไม่ได้แล้ว</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> อยากแล้วไม่ได้</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ มันก็ไม่ได้แล้วครับ ก็ แต่ช่วงนี้ การภาวนาก็คือรู้สึกว่าจะเริ่มมี มันจะสัมผัสได้เร็วขึ้นน่ะครับว่า เดี๋ยวบางเรื่องมันจะโกรธเร็วขึ้น บางเรื่องจะหลงเร็วขึ้น แต่ว่า มัน มันขึ้นถี่มากครับ ถี่จนบางทีเรารู้สึกว่า อืมม..เราเหนื่อยมากน่ะครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ถ้าเหนื่อยเราก็ทำสมถะนะ บริกรรมไป อะไรก็ได้</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ เพราะช่วงนี้ผมก็อาศัยว่าผมก็ทำทุกๆ อย่างครับ ทั้งสวดมนต์ด้วย เพราะผมเห็นว่าสวดมนต์มันจะไปได้เร็ว</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ดี</p>
<p><strong>โยม:</strong> สวดปุ๊บมันเห็นวิ่งปื๊ดไปเลยครับ แล้วก็เดินจงกรมนี่ผมอาศัยว่า..</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> คุณ คุณเห็นมั้ย จิตของคุณเปลี่ยนไป แต่ก่อนมันฟุ้งแรงใช่มั้ย ตอนนี้มันเริ่มสงบ เริ่มตั้งมั่นขึ้นมาแล้วนะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> แล้วที่เริ่มรู้สึกก็คือว่า อ่ะ..รู้สึกว่ามัน มันสุขไม่สุดน่ะครับ แล้วก็ทุกข์ แล้วก็ทุกข์ไม่สุดน่ะครับ เหมือนไปดูหนังอย่างนี้ครับ บางทีเหมือน ดูแป๊บนึงแล้วเราก็ เหมือนสติมัน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดน่ะครับ เหมือนสติมันจับปึ๊บ มัน มันจะจบไป มันก็เป็น ช็อต ช็อต ช็อต</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ใช่ ใช่</p>
<p><strong>โยม:</strong> ก็เลยมองอะไรไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ไม่สนุกหรอก โลกนี้นะ สนุกสนานสำหรับคนหลงโลกนะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ยกตัวอย่าง พระพุทธเจ้าท่านเคยบอกหรอกว่า<strong> ภิกษุทั้งหลาย ให้เธอดูโลก อันวิจิตรสวยงามดุจราชรถทรงของพระราชาที่คนเขลาพากันหลงติดอยู่ </strong>ผู้รู้ไม่ติดหรอก ผู้รู้เมื่อไม่เห็นว่ามันจะสุขตรงไหนเลย เห็นมั้ย อย่างเคยดูหนังสนุกนะ ก็งั้นๆแหละ เคยกินอันนี้อร่อยนะ ก็รู้สึกงั้นๆแหละ โลกนี้จะมีแรงดึงดูดให้ใจเราหลงใหลเนี่ย ได้น้อยลง น้อยลง นะ วันหนึ่งเราก็พ้นไป</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ แล้วพอดีช่วงนี้คือ ผมคิดว่า ผมน่าจะเจอ เจอ อุปสรรคอีกสักอย่างก็คือ เริ่มมีความขี้เกียจเข้ามา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> อันนี้ไม่ดีเลย</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ แต่ว่ารู้ ตอนนี้คือ คือผม ผมรู้ครับ รู้ รู้ รู้</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> <strong>ตอนนี้เราต้องสู้ด้วยการตั้งอธิษฐานบารมี สร้างไว้ ตั้งใจมั่น หมายถึงทุกวันเราจะภาวนาในรูปแบบ</strong> อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง สมมุติว่าอย่างนี้นะ แล้วสู้ตาย</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> <strong>ขี้เกียจอย่างไรก็ต้องทำ</strong></p>
<p><strong>โยม:</strong> ก็เลยตั้งใจเหมือนที่หลวงพ่อได้ให้คำแนะนำครับ ก็คิดว่าก็คงจะสู้ตายครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เออ..นะ..</p>
<p><strong>โยม:</strong> ชาตินี้ชาติเดียวครับ ขอสู้ตายครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เอ้า..</p>
<p><strong>โยม:</strong> ขอบพระคุณครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ถ้าสู้ไม่ ยังไม่จบ ก็ชาติหน้าสู้อีกนะ อย่าสู้ชาติเดียวนะ สู้มันทุกชาติเลย ให้จบให้ได้</p>
<p><strong>โยม:</strong> ขอบพระคุณครับหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> โมทนา</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า</em></div>
<div><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" target="_blank">521204B.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๔๖ วินาทีที่ ๘</em></div>
<div><em> </em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/14/5793/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.42m45-46m08.mp3" length="812368" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" length="23604736" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ดูจิต ที่ฟุ้งซ่าน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/13/5783/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/13/5783/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 12 Dec 2010 22:11:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[จิตไม่มีกำลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ดูลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องพองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[นั่งสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ภพ]]></category>
		<category><![CDATA[ภพมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ภพสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ภพอสุรกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ภพเปรต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันในภาพรวม]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5783</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download:</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.35m11-37m33.mp3" target="_blank">ดูจิต ที่ฟุ้งซ่าน</a></p>
<div id="attachment_5785" class="wp-caption alignnone" style="width: 295px"><img class="size-medium wp-image-5785" title="ดูจิต ที่ฟุ้งซ่าน" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/11390-frog-285x300.gif" alt="ดูจิต ที่ฟุ้งซ่าน" width="285" height="300" /><p class="wp-caption-text">ดูจิต ที่ฟุ้งซ่าน</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> นมัสการครับ ขอโอกาสครับ คือ รู้สึกว่าจิตไม่ค่อยมีกำลังครับ ก็เลยไปนั่งสมาธิเพิ่มน่ะครับ แล้วก็เวลานั่ง ก็ปรากฎว่า คือ จิตมันเดี๋ยวก็ไปดูท้องพองยุบ เดี๋ยวก็มาขึ้นมาพุทโธ ดูลมหายใจน่ะครับ แล้วก็คราวนี้ พอจิตมันไหลไป ก็รู้ แล้วคราวนี้พอ พอรู้เสร็จปุ๊บ ก็จะเข้า เข้าสู่ เข้าสู่วิหารธรรมเดิมน่ะครับ ก็ จิตมันก็ไม่รู้ว่าจะไปจับตัวไหนว่า คือจับไม่ถูกว่าจะไปท้อง หรือว่าจะไปลมหายใจ หรือว่าจะไปพุทโธอะไรพวกนี้ครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ถ้ามันส่ายไปทางโน้นทางนี้นะ เรารู้ทันจิตเข้าไปเลย ว่าจิตกำลังฟุ้งซ่านอยู่ จิตก็จะสงบลงมา ทีนี้พอสงบลงมาแล้ว มันจะไปอยู่ที่ท้อง เราก็รู้ทัน มันหนีไปอีกก็รู้ทัน แต่บางทีเปลี่ยนเร็ว หนีตรงโน้น ปุ๊บปั๊บๆ <strong>ถ้าเวลามันเปลี่ยนเร็วนี่นะ ให้รู้ทันในภาพรวม ไม่ต้องไปดูทีละอัน</strong> <strong>รู้ทันในภาพรวมว่าจิตกำลังฟุ้งซ่านอยู่ มันก็จะสงบลงมา</strong> พอสงบลงมานะ มันก็จะค่อยๆเปลี่ยนช้าๆ จะค่อยไหลเนิบๆมา ไม่เปลี่ยนวุบวับวุบวับดูไม่ทันหรอก</p>
<p><strong>โยม:</strong> ผมต้อง ต้องเลือกเอาอย่างไหนอย่างหนึ่งหรือเปล่าครับ หรือว่า</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เบื้องต้นก็เอาไว้อย่างหนึ่งก่อน นะ แต่ว่าจุดหลัก ถ้าฟังอย่างที่คุณว่าเนี่ย คุณใช้อะไรเป็นวิหารธรรมรู้เปล่า? คุณใช้จิตเป็นวิหารธรรม คุณเห็นจิตมันเคลื่อนไปเคลื่อนมาตลอด คุณก็รู้ทันจิตที่เคลื่อนไปเคลื่อนมา นะ แต่อย่าไปไหลตามมันไป เห็นจิตมันเคลื่อน ใจเราเป็นคนดูอยู่นะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> ครับ แต่ว่า บางทีพอจิตมันรวมนิดนึงครับหลวงพ่อ แล้วก็มันสบายกว่าเดิม แต่ว่าตอนนี้ไม่แน่ใจว่าไปสร้างภพอะไรอยู่ เพิ่มหรือเปล่า</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> อย่าไปกลัวนะ <strong>การภาวนาทั้งหลายเนี่ย เป็นภพทั้งสิ้นล่ะ แต่เป็นภพที่จะทำให้เกิดสติเกิดปัญญา เพื่อจะพ้นจากภพนะ</strong> เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวภพเลย ถึงเราไม่ไปจงใจปฏิบัติเป็นภพขึ้นมา จิตก็มีภพอยู่ดี เดี๋ยวก็เป็นภพมนุษย์ ภพสัตว์ ภพเปรต ภพอสุรกาย เป็นไปเรื่อย <strong>จิตเราเปลี่ยนภพอยู่ตลอดเวลาแล้ว การที่เราลงมือปฏิบัติก็เป็นภพเหมือนกันนะ ไม่ต้องกลัวหรอก แต่เป็นภพที่เกื้อกูลให้มีสติมีปัญญา</strong> <strong>ภพส่วนใหญ่เกื้อกูลให้หลงนะ</strong></p>
<p><strong>โยม:</strong> ขอบคุณครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ไปฝึกนะ จิตดีขึ้นแล้วล่ะ รู้สึกตัวมั้ย เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า เมื่อก่อนเครียดกว่านี้เยอะเลย</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า</em></div>
<div><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" target="_blank">521204B.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๑๑ ถึง นาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๓๓</em></div>
<div><em> </em></div>
<div><em> </em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/13/5783/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.35m11-37m33.mp3" length="566616" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" length="23604736" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>กิเลสที่ทำให้เนิ่นช้า</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5575/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5575/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Nov 2010 22:07:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด /เกร็ง /ปวดหัว /ปวดหว่างคิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กดข่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ความปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ปปัญจธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[มานะ]]></category>
		<category><![CDATA[อยากปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[เนิ่นช้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5575</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/480911A-slow-dd.mp3"><strong>กิเลสที่ทำให้เนิ่นช้า</strong></a></p>
<div id="attachment_5675" class="wp-caption alignnone" style="width: 240px"><img class="size-medium wp-image-5675" title="กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/18332-230x300.jpg" alt="กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า" width="230" height="300" /><p class="wp-caption-text">กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> การปฏิบัตินี่ไม่ใช่ให้เราลงมือทำอะไร <strong>เราไม่ทำอะไรเกินจากการรู้ตามความเป็นจริงนะ รู้กายตามความเป็นจริง รู้ใจตามความเป็นจริง</strong> แค่นี้เรียกว่าปฏิบัติ ถ้าเกินจากนี้ไม่ใช่ละ <strong>เกินจากนี้เป็นการหลงความปรุงแต่งฝ่ายกุศลแล้ว</strong></p>
<p>อยากจะดีก็ปรุงใหญ่เลยนะ กดข่มบังคับ เครียด เก็บกด มันทำของง่ายให้กลายเป็นของยาก สิ่งที่ทำของง่ายให้กลายเป็นของยากนะ ท่านเรียกว่า<strong><em> &#8216;ปปัญจธรรม&#8217;</em> ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า</strong> มีตัณหา อยากปฏิบัติมาก ก็ยิ่งดิ้นมาก มีทิฎฐิ คิดมาก ก็ยิ่งฟุ้งซ่านมาก เปรียบเทียบไปเรื่อย ไม่ยอมรู้กายรู้ใจ มีมานะมาก ถือว่ากูเก่ง กูรู้หมดแล้ว กูเลยเรียนอะไรไม่ได้เลย หรือกูโง่สุดๆ แล้ว กูก็เลยเรียนอะไรไม่ได้เหมือนกันเพราะใจฝ่อ เพราะฉะนั้นอย่าให้กิเลส ๓ ตัวนี้มาครอบงำ</p>
<p><strong>ความอยากปฏิบัตินั้นแหละตัวดีเลย ทันทีที่อยากปฏิบัติมันจะเกิดการหมายรู้ มันจะหมายลงไป จะจงใจเข้าไปรู้ ทันทีที่จงใจเข้าไปรู้เกิดการกระทำกรรมแล้ว</strong> การกระทำกรรมคือการจงใจเข้าไปรู้ <strong>เมื่อจงใจเข้าไปรู้ปุ๊บ วิบากคือความทุกข์ก็จะเกิดทันทีเลย</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี<br />
หนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี<br />
เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘</em></div>
<div><em>CD: สวนโพธิญาณอรัญวาสี แผ่นที่ ๑๐<br />
Track: ๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/010/mp3/480911A.mp3" target="_blank">480911A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๑๒ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๓๕</em></div>
<div><em> </em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5575/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/480911A-slow-dd.mp3" length="3301876" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/010/mp3/480911A.mp3" length="9791637" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภาวนาให้เหมือนเป็นคนวงนอก</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/10/01/4094/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/10/01/4094/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Sep 2010 23:45:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[คนวงนอก]]></category>
		<category><![CDATA[คลุกวงใน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูห่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ตะลุมบอน]]></category>
		<category><![CDATA[ทวาร]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[ส่ายแส่]]></category>
		<category><![CDATA[อกหัก]]></category>
		<category><![CDATA[เมาหมัด]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=4094</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_4618" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/feyelivDM0508_468x310-300x198.jpg" alt="ภาวนาให้เหมือนเป็นคนวงนอก" title="ภาวนาให้เหมือนเป็นคนวงนอก" width="300" height="198" class="size-medium wp-image-4618" /><p class="wp-caption-text">ภาวนาให้เหมือนเป็นคนวงนอก</p></div><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/510323-outside-dd.mp3"><strong>ภาวนาใหเหมือนเป็นคนวงนอก</strong></a></p>
<p>mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/510323-outside-dd.mp3" target="_blank"></a></p>
<p><strong>โยม:</strong> คือเมื่อสองสามวันก่อนมันฟุ้งซ่านมากเลยค่ะ หลวงพ่อ แล้วพอมันรู้สึกว่าแก้ปัญหาจบนี่ หมดหน้าที่นี่ มันกลับมาเบิกบานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นน่ะค่ะ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นการกดอยู่หรือเปล่าน่ะค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ไม่ได้กดนะ ไม่ได้กด คือใจของเรานี่มันยังไม่ได้พ้นจากความยึดถือ เพราะฉะนั้นเวลาทำงานมันก็เข้าไปคลุกวงใน อดเข้าไปคลุกไม่ได้หรอก เวลาตะลุมบอนนี่ห้ามมันก็ไม่ได้ แต่พอหมดภาระแล้วใจที่เคยฝึกไว้ดีแล้วก็ถอยออกมา รู้สึกไหมถอยออกมาอยู่วงนอก ไม่เข้าไปคลุกวงใน</p>
<p><strong>โยม:</strong> ค่ะ รู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องของคนอื่นแล้ว</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> มันเป็นเรื่องคนอื่น เวลาเราเข้าไปคลุกวงในก็ไปตะลุมบอน ทีนี้ทั้งหมัด ทั้งเท้า ทั้งศอก ทั้งเข่านะ ตะลุมบอนเข้าไป พอไปตีกับเขาเสร็จ ถอยออกมานะ ผ่านไป ไม่รู้ไปตีกับเขาทำไม มันเหมือนเรื่องของคนอื่นทั้งหมดเลย อันนี้กระทั่งความรู้สึกทั่วๆ ไปก็จะรู้สึกนะ เวลาพวกเด็กๆ น่ะ บางคนอกหัก บางคนมีปัญหาชีวิตอะไรอย่างนี้ บางคนกลุ้มใจแฟนเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันเหมือนเผชิญอยู่กับปัญหา เหมือนคลุกวงในอยู่ มองปัญหาไม่ออก หาทางออกไม่ได้ พวก advisor เขาเรียกว่าอะไร พวก consultant พวกนี้เลยหากินได้ พวกนี้ไม่ได้คลุกวงใน</p>
<p>แต่พอเราออกห่างจากปัญหามา ปัญหามันผ่านไปแล้วนะ เราจะดูๆ มันเหมือนเรื่องของคนอื่นทั้งหมดเลย พอผ่านไปแล้วก็เหมือนเรื่องของคนอื่น ปัญหาที่เคยยิ่งใหญ่ไม่ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผ่านไปหมด แต่ถ้าเราเคยฝึกภาวนา ทุกอย่างในชีวิตเราผ่านไปหมดแล้วนะ เราก็เหลือแต่ความสุขความสงบของเราอยู่ แต่คนที่ไม่มีการภาวนาพอหมดเรื่องนี้มันก็จะดิ้นหาเรื่องอื่นไปอีก เขาเรียกว่าแส่หาเรื่อง สังเกตไหม ใครยอมรับไหมว่ามีนิสัยแส่หาเรื่อง ใครไม่เป็นลองยกมือ มีไหมใครไม่เป็น ไม่มี</p>
<p>จิตใจของเรานี่แส่ทั้งวัน มันเลยมีศัพท์คำหนึ่ง คำว่า &#8220;ส่ายแส่&#8221; รู้สึกมั้ย ส่ายไปแล้วก็แส่หาเรื่อง ส่ายไปแล้วก็แส่หาเรื่อง จิตมีธรรมชาติส่ายแส่ ส่ายไปส่ายมา ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรผลักให้ส่าย ตัณหาผลักให้ส่าย ส่ายไปแล้วก็ไปแส่ หาเรื่องมาใส่ตัวเอง วิ่งไปทางตาก็วิ่งไปเอาความทุกข์มาใส่ตัวเอง วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย วิ่งไปคิดไปนึกนะ ก็วิ่งไปเอาความทุกข์มาใส่ตัวเองล้วนๆเลย</p>
<p>ตอนตะลุมบอนมองไม่ออกนะ คนวงนอกมองออก ทีนี้ทำอย่างไรเราจะสามารถฝึกจนเกิดคนวงนอกอยู่ในนี้ การเจริญสติปัฏฐานจะทำให้เรากลายเป็นคนวงนอกสำหรับกายนี้และใจนี้ เราจะมาอยู่วงนอกนะ เราจะเห็นกายเห็นใจมันทำงานไป เราไม่เกี่ยวหรอก เราเห็นมันทำงานไปเรื่อยๆเลย เพราะฉะนั้นมันจะทำผิด ทำถูก ทำดี ทำไม่ดี มันเห็นได้ชัดเพราะเราไม่ได้คลุกวงใน ถ้าคลุกวงในแล้วมันเกิดอคติขึ้นมา </p>
<p><strong>โยม:</strong> หลวงพ่อคะ แล้วในกรณีที่เรารู้สึกว่า ถ้าเราไม่ไปคลุก มันเหมือนกับเราละเลยหน้าที่อะไรบางอย่าง</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> นั่นแหละ กิเลสมันหลอก เราสามารถทำหน้าที่โดยไม่คลุกวงในได้ เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหา เราต้องแก้ปัญหาด้วยใจที่ตั้งมั่น เป็นกลาง เราจะมองปัญหาได้ชัด ที่นี้กิเลสมันจะหลอกให้ต้องทุ่มให้สุดเนื้อสุดตัว กระโดดเข้าไปคลุกวงใน แก้ปัญหาได้ไม่ดี เพราะมองอะไรก็ไม่ชัด มองอย่างคนนอก จะมองง่าย แก้ปัญหาง่าย เพราะฉะนั้นพวกที่ปรึกษาเลยหากินง่ายนะ ไม่ได้ฉลาดกว่าเรานะ ที่พวกเราต้องจ้างบริษัทฯที่ปรึกษามาทำโน่นทำนี่ พวกนี้ไม่ได้รู้งานของเรามากกว่าเรา พวกนี้ไม่ได้มีไอเดียหรือฉลาดอะไรมากกว่าเรา แต่พวกนี้ไม่มีผลประโยชน์กับเรา เราจะเจ๊งก็ไม่ว่าอะไร ขอให้จ่ายเงินก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นเขามองอะไรได้ง่ายกว่าเรา</p>
<p>ทำอย่างไรเราจะเป็นคนวงนอกสำหรับตัวเองโดยไม่ต้องจ้างใครมาช่วยมอง เป็นคนวงนอกก็ได้เห็นเลย กายไม่ใช่เรา รู้สึกมั้ย กายอยู่ห่างๆ จะรู้สึกทันทีเลย กายอยู่ห่างๆ เวทนา ความสุข ความทุกข์ อยู่ห่างๆ กุศล อกุศล อยู่ห่างๆ เหมือนคนเดินผ่านหน้าบ้าน เราไม่เข้าไปคลุกกับเขา ดูอย่างนี้นะ แล้วทุกอย่างจะผ่านมาแล้วก็ผ่านไปให้ดู โอ้..ภาวนาแล้วจะมีแต่ความสุข  </p>
<p><strong>โยม:</strong> ตอนนี้มันเป็นลักษณะที่ รู้ทฤษฎี แต่พอเวลาถึงจังหวะจริงๆ..</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> นั่นแหละ นั่นแหละ มันยังเมาหมัดอยู่ เพราะว่ามันชกมานาน มันชกมานับภพนับชาติไม่ถ้วน มันไม่เคยทำตัวเป็นแค่ ผู้รู้ ผู้ดู ผู้สังเกตการณ์ เพราะเราเข้าวงในตลอด</p>
<p>พระพุทธเจ้าสอนเรา ให้ฝึกจิตฝึกใจของเรานะ จนจิตใจของเราตั้งมั่นขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ดูนะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่คลุกวงใน พอพระพุทธเจ้าสอนเรา จนใจของเราตั้งมั่นขึ้นมา บทเรียนที่ทำให้จิตตั้งมั่นขึ้นมาอย่างนี้เรียกว่า &#8220;จิตตสิกขา&#8221; จิตตสิกขา เราจะศึกษาไปจนจิตของเราตั้งมั่นขึ้นมา เป็นแค่คนดู เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่นักประพันธ์ ไม่ใช่นักวิจารณ์ ไม่ใช่นักแสดง เป็นแ่ค่คนดู พอดูแล้วคราวนี้ล่ะเห็นชัดเลย ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำงานนี้ไม่ใช่เราสักอันหนึ่ง ร่างกายที่ทำงานอยู่ไม่ใช่เรา เวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ ไม่ใช่เรา สังขารที่เป็นกุศล อกุศล ไม่ใช่เรา จิตที่เกิดดับทางทวารทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่เรา ดูอย่างนี้นะ มันถอนเอาความเป็นเราออกมาแล้วมาคอยรู้คอยดูไปเรื่อยๆ ทำตัวเป็นแค่คนดู ถ้าคลุกวงในจะไม่เห็น</p>
<p>เหมือนเขาเตะฟุตบอลกันนะ เราอยากดูให้ชัดนะ กระโดดลงไปยืนกลางสนามนะ เราจะเจอเท้า ๔๔ ข้าง นะ ใช่มั้ย ๔๖ มีกรรมการอีกคน ดีไม่ดีโดนเหยียบ หลบคนนี้ เจออีกคนนี้ อะไรอย่างนี้ ถ้าเรานั่งบนอัฒจรรย์ดู เราเห็นหมดเลย เห็นภาพชัด</p>
<p>หรือเหมือนกับคนชกมวยกับคนดูมวยนะ คนชกมวยนะ มันเก่งแสนเก่ง เวลาชกนะ สังเกตมั้ย พวกที่ยืนข้างเวทีเป็นคนสอน ชกตรงนั้นสิ ชกตรงนี้สิ เพราะมันไม่มีส่วนได้เสีย มันดูง่าย เนี่ย บอก &#8220;เอ็งเซ่อ เอาหน้าไปให้เขาชกอยู่เรื่อย หลบสักนิดหนึ่งก็พ้นแล้ว&#8221; แต่ตอนเมาหมัดน่ะมันไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าเมาหมัดนะ เวลาภาวนาห้ามเมาหมัด จำไว้นะ อย่าคลุกวงใน อย่าตะลุมบอนกับกิเลส ดูอยู่ห่างๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ดูห่างๆไว้นะ</p>
<p>คำว่าดูห่างๆนี้เป็นสภาวะนะ ถ้าภาวนาเป็นถึงจะรู้ัจัก ถ้าภาวนาไม่เป็น ดูห่างๆไม่เป็น ไม่เข้าใจหรอกว่าห่างอย่างไร ได้ยินหลวงพ่อพูดแล้วก็งงๆ แต่ถ้าภาวนาเป็นจะรู้เลย กายกับจิตนี้มีระยะทางนะ มีช่องว่าง มีระยะห่าง จิตกับเวทนาก็มีระยะห่าง จิตกับสังขารก็มีระยะห่าง แถมจิตที่ว่ามีระยะห่างนั้นยังเกิดดับเสียอีก ไปๆมาๆหาตัวเราไม่ได้สักตัวเดียว</p>
<p><em><br />
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม<br />
เมื่่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑</p>
<p>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔<br />
ลำดับที่: ๑๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510323.mp3" target="_blank">510323.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๒ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๓๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/10/01/4094/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/510323-outside-dd.mp3" length="6890474" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510323.mp3" length="26782000" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตที่มีสัมมาทิฏฐิมีแนวโน้มไปสู่นิพพาน เว้นแต่จะไปติดขัดอยู่กลางทาง เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/09/10/3090/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/09/10/3090/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Sep 2010 22:07:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทางสายกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[กาม]]></category>
		<category><![CDATA[กามคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[กามธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทุศีล]]></category>
		<category><![CDATA[ท่อนไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ภพ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมปชัญญะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อยากเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[เกยตื้น]]></category>
		<category><![CDATA[เน่าใน]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3090</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_3870" class="wp-caption alignnone" style="width: 241px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/lumb-231x300.jpg" alt="เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ" title="เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ" width="231" height="300" class="size-medium wp-image-3870" /><p class="wp-caption-text">เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ</p></div>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/501020B-river-dd.mp3"><strong>จิตที่มีสัมมาทิฏฐิมีแนวโน้มไปสู่นิพพาน เว้นแต่จะไปติดขัดอยู่กลางทาง เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ</strong></a></p>
<p>หลวงพ่อปราโมทย์: พระพุทธเจ้าท่านเคยเทียบ บอกว่าจิตของเราเนี่ย ที่แสวงหาความหลุดพ้นเนี่ยนะ เหมือนท่อนไม้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคา ท่านไม่ยกว่าเป็นแม่น้ำเจ้าพระยานะ ท่านยกแม่น้ำคงคา บอกว่า ท่านชี้ให้พระดูท่อนไม้ลอยน้ำ ท่านบอกว่าไม้ท่อนนี้นะ ถ้ามันลอยไปเรื่อยๆ มันไม่ไปติดฝั่งซ้าย ไม่ไปติดฝั่งขวา ไม่ไปเกยตื้น ไม่ไปติดเกาะอะไรอย่างนี้นะ ไม่ไปถูกมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำวน ไม่เน่าใน ไม่ผุพังเสียเอง ถึงวันหนึ่งมันจะไปสู่ทะเล</p>
<p>จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ สิ่งที่พวกเราเรียนจากหลวงพ่อคือตัวสัมมาทิฎฐินั่นเอง จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิรู้ทิศทางว่าเราจะทำอะไรเพื่ออะไรจะทำอย่างไร ระหว่างทำไม่หลงไม่เผลอ จิตมันมีสัมมาทิฎฐิอยู่อย่างนี้ ระดับเบื้องต้นซึ่งเรียกว่า &#8220;สัมปชัญญะ&#8221; รู้ทิศทาง รู้แนวทาง จิตที่มีสัมมาทิฎฐินั้นนะ มีแนวโน้ม น้อมโน้ม โน้มเอียง ลาดลุ่ม ไปสู่นิพพาน เหมือนท่อนไม้นี้ไหลตามน้ำไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ไปติดฝั่งซ้ายฝั่งขวา เกยตื้น ไม่ถูกมนุษย์ อมนุษย์ จับไว้ ไม่เน่าใน ไม่ถูกน้ำวนดูดไปนะ ไม้ท่อนนี้ต้องไปถึงทะเล</p>
<p>จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ จิตของเรานี้ไม่ต้องไปทำอะไรมัน อย่าไปเกยอยู่ที่ไหนก็แล้วกัน มันจะไหลไปสู่นิพพานเอง จะไหลไปสู่มรรคผลนิพพานเอง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ต้องทำอะไร แต่อย่ามัวไปเกยตื้นอยู่ที่ไหนซะล่ะ</p>
<p>คำว่าติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวา ก็คือไปหลงในสิ่งที่เป็นคู่ๆ เช่นอายตนะภายในภายนอกนี่คู่หนึ่ง ตัวอย่างนะ ไปติดในความสุข หรือไปติดในความทุกข์ ติดในความทุกข์ก็คือเกลียดทุกข์ รักสุขเกลียดทุกข์อะไรอย่างนี้ ใจก็ยังดิ้นอีก เนี่ยติดในสิ่งที่เป็นคู่ๆ ติดความดี ความเลว เจออะไรเลวๆแล้วทนไม่ได้ ทุรนทุราย อยากจะให้โลกนี้ดี สวยงามอย่างเดียว อะไรอย่างนี้ จิตก็วุ่นวายติดในสิ่งที่เป็นคู่ๆ</p>
<p>ไปเกยตื้น ก็คือไปติดในผลประโยชน์ทั้งหลาย ถ้าเป็นพระก็เรียกว่าไปติดลาภสักการะ ติดครอบครัวโน้น ตระกูลนี้ อะไรอย่างนี้ ไปถูกมนุษย์จับไว้ อย่างพวกเรา คุณสุเมธ ถูกมนุษย์จับไว้ ถูกมนุษย์เป็นร้อยๆเลยนะ คุณสุเมธก็ห่วง มาหรือยัง มาหรือยัง กลัวเขาไม่ดี นี่เรียกว่าถูกมนุษย์จับไว้ ถูกอมนุษย์จับไว้ เช่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเด่น นี่ถูกอมนุษย์จับไว้ หรือติดใน อยากขึ้นสวรรค์นะ ไปเป็นเทวดาเป็นพรหมอะไรอย่างนี้ นี่เรียกว่าถูกอมนุษย์จับไว้ </p>
<p>ไปหลงลาภสักการะ นี่ก็ไปเกยตื้นไว้ ถูกอมนุษย์จับก็หลงชื่อเสียง เป็นอาจารย์กรรมฐานดัง หลงอย่างนี้เสร็จเลยนะ ไปนิพพานไม่ได้ ถูกน้ำวนก็คือหลงอยู่ในกาม วันๆคิดแต่จะหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือความเพลิดเพลินทางใจ นี่เรียกว่ากามทั้งหมดเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่ากามคุณ ทางใจเรียกว่ากามธรรม เช่นเราคิดเพลิดเพลินไปในกาม นี่คิดเอาเอง ก็เป็นกามเหมือนกัน บางคนก็ชอบคิดใช่มั้ย ฝันๆ แหมมีความสุข คิดไปในอดีต แก่หน่อยก็คิดไปในอดีตใช่มั้ย เด็กๆก็ฝันไปในอนาคต อะไรอย่างนี้ นี่ก็หลงๆไปนะ</p>
<p>พวกเน่าในคือพวกทุศีล พวกไม่มีศีล ๕ ศีล ๕ จำเป็น อย่าดูถูกเด็ดขาดนะ ศีล ๕ จำเป็นที่สุดเลย ขาดศีล ๕ อย่าพูดเรื่องมรรคผลนิพพานเลย ศีล ๕ จำเป็นมาก แต่ถ้าทำผิดศีลไปแล้วอย่ากังวล ตั้งใจระวังรักษาเอาใหม่ อย่าให้การทำบาปอกุศลที่ทำไปแล้ว มากดถ่วง ทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปไม่ได้ เพราะเรา สมมุติว่าเราทำผิดศีลอะไรมาอย่างนี้ ยังไงก็ไม่มากเท่าที่พระองคุลีมาลเคยทำใช่มั้ย เราฆ่าคนไม่ได้พันคนหรอก ทำไมท่านไปได้ ใช่มั้ย เพราะฉะนั้นถ้าเราผิดศีลแล้วเรา ก็อย่าทำอีก นะ อย่าให้กังวลใจ</p>
<p>ถ้าหากจิตใจเราไม่ได้ติดในสิ่งเหล่านี้ ที่กล่าวมานี้นะ ๗ ประการ ไปนับเอาเองก็แล้วกัน เจ็ดประการนี้ถ้าเราไม่ติดนะ แล้วเรามีสัมมาทิฎฐิ เรารู้แล้วว่าการปฏิบัตินี่เราต้องรู้กายรู้ใจตัวเอง ด้วยจิตที่เป็นกลาง รู้ลงปัจจุบัน รู้แล้วไม่ไปแทรกแซง รู้จนเห็นความจริงของเขา ว่าเขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์ เขาเป็นอนัตตา รู้จนไม่ยึดถืออะไร นี่ถ้าเรารู้ มีสัมมาทิฎฐิอย่างนี้นะ แล้วเราไม่ไปติด ๗ ข้อนั้นนะ ยังไงก็นิพพาน</p>
<p>นี่ไม่ใช่หลวงพ่อพูดเองนะ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ เราก็สำรวจตัวเองนะ เราไปติดอะไรบ้าง ติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวามั้ย ไปเกยตื้นมั้ย ไปเกยตื้นยกตัวอย่าง บางคนภาวนา พวกที่ติดสมถะนั้นแหละ พวกเกยตื้น วันๆก็ไปสร้างภพที่ละเอียด ปราณีต ว่างๆ ทำให้ดูก็ได้&#8230; เนี่ย แล้วก็ไปอยู่ในความว่าง เหมือนอยู่คนละโลกกัน นะ เห็นมั้ย เสียงยังเปลี่ยนเลย&#8230;</p>
<p>อย่างนี้เกยตื้น กี่ปีกี่ชาติก็อยู่ตรงนี้แหละ นะ ใ้ช้ไม่ได้ ไปดูเอานะ แล้วสำรวจตัวเอง ที่พวกเราได้จากหลวงพ่อกับได้จากพรรคพวกรุ่นพี่ ต้องเรียกว่ารุ่นพี่นะ เขาเป็นซือเฮีย ซือเจ๊ ใช่มั้ย ถึงเราอายุ ๕๙ แล้ว เด็กๆพวกนี้ก็ยังเป็นซือเฮีย ซือเจ๊</p>
<p>เนี่ย อาศัยการได้ฟังธรรมนะ เรารู้ว่าเราจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไรแล้ว แล้วก็รู้ไปเรื่อย ปฏิบัติไปเรื่อย นะ อย่าไปเกยตื้น อย่าไปติดอะไรอยู่ที่ไหนซะ สำรวจตัวเองเป็นระยะๆ การสำรวจตัวเองว่าไปติดไปข้องอะไรใน ๗ ประการนั้นไว้ ก็เรียกว่าโยนิโสมนสิการ สำรวจตัวเองไปเรื่อย เรื่อย เรื่อย ในที่สุดใจนี้ก็จะไหลไปถึงมหาสมุทร ใจนี้แหละจะบรรลุพระนิพพานโดยตัวของเขาเอง ไม่ใช่เราไปเสือกไสไม้นี้ไปสู่มหาสมุทรนะ มันไหลไปเอง</p>
<p>จิตนี้เหมือนกัน ถ้ามีสัมมาทิำฎฐิแล้วไหลไปสู่นิพพานเอง สิ่งที่เราทำขึ้นมาไม่ใช่ช่วยใ้ห้มันไปเร็วขึ้น สิ่งที่เราทำก็คือ ๗ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเลิกซะ แล้วก็รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้กายอย่างที่เขาเป็น ไปเรื่อยๆ</p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๘<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/09/10/3090/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/501020B-river-dd.mp3" length="6502190" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/08/15/3184/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/08/15/3184/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Aug 2010 15:11:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[กรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายานุปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทาน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุศีล]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบันขณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบันสันตติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[สังโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมากัมมันตะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวาจา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวายามะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสังกัปปะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาอาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่มั่น]]></category>
		<category><![CDATA[หิริโอตัปปะ]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[อัปปนาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อุเบกขา]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เทวทัต]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[เอกัคคตา]]></category>
		<category><![CDATA[โภคทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ใจลอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3184</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/672.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-3196" title="672" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/672.gif" alt="" width="292" height="229" /></a></p>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/530425A-muck-dd.mp3"><strong>ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค</strong></a></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔<br />
Track: ๑๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530425A.mp3" target="_blank">530425A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๕ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๑๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/08/15/3184/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/530425A-muck-dd.mp3" length="27798046" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530425A.mp3" length="14081040" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>บทเรียนที่พระพุทธเจ้าสอน มี ๓ บท ชื่อ ไตรสิกขา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/08/02/2896/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/08/02/2896/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2010 22:07:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ถิรสัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[นามรูปปริจเฉทญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ลักขณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[สังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สีลสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชฌา]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[อสังขาริกัง]]></category>
		<category><![CDATA[อัปปนาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อารัมมณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[อินทรียสังวรศีล]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[เอโกทิภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[แยกรูปนาม]]></category>
		<category><![CDATA[โทมนัส]]></category>
		<category><![CDATA[โลภเจตนา]]></category>
		<category><![CDATA[โสดาปัตติผล]]></category>
		<category><![CDATA[ใจลอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2896</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/R711-48.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-2997" title="R711-48" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/R711-48.jpg" alt="" width="233" height="350" /></a></p>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/510628-tri-dd.mp3"><strong>บทเรียนที่พระพุทธเจ้าสอน มี ๓ บท ชื่อ ไตรสิกขา</strong></a></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕<br />
Track: ๑๙<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/025/mp3/510628.mp3" target="_blank">510628.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๕๓ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/08/02/2896/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/510628-tri-dd.mp3" length="25406901" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/025/mp3/510628.mp3" length="14551184" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ขณะแรกที่ออกจากสมาธิ เป็นนาทีทองของคนทำสมาธิ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/06/21/2562/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/06/21/2562/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2010 02:07:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปีติ]]></category>
		<category><![CDATA[พักผ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2562</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/501017B-first-dd.mp3"><strong>ขณะแรกที่ออกจากสมาธิ เป็นนาทีทองของคนทำสมาธิ</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> บางคนชอบทำสมาธิก็ทำสมาธิไปไม่ห้าม แต่พอออกจากสมาธินี่ให้มีสติรู้ทันจิตตั้งแต่ขณะแรกที่ออกจากสมาธิ ตัวนี้สำคัญที่สุดนะ  <strong>ขณะแรกที่ออกจากสมาธิเป็นนาทีทองของคนทำสมาธิ</strong> <strong>ในขณะที่อยู่ในสมาธินั้นเป็นที่พักผ่อน ไม่เกิดสติปัญญาอะไร แต่ขณะที่จิตถอยออกจากสมาธิให้มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของจิตเลย</strong> จิตตะกี้มีปิติ ออกมาแล้วไม่มี จิตตะกี้มีสุข ออกมาแล้วไม่มี จิตตะกี้สงบเฉยๆ พอออกมาแล้วฟุ้งซ่าน</p>
<p>เพราะฉะนั้น นาทีทองอยู่ตรงที่ถอยออกจากสมาธินะ สำหรับคนที่ทำสมาธิ แต่ถ้าออกจากสมาธิแล้วก็ยังทำหน้าอย่างนี้ทั้งวันนะ นี่ หลวงพ่อทำให้ดูนะ แล้วคิดว่าปฏิบัติอยู่ทั้งวัน นี่หลงผิดอยู่ทั้งวันนะ โมหะครอบอยู่ทั้งวันแล้วไปคิดว่าวิปัสสนาจริงๆ เราจะเจริญสติต้องทำซึมไว้ ทำยากนะ ลืมไปนานแล้ว (โยมหัวเราะ) นี่ เชิญด่าเลยนะ ไม่โกรธหรอก ด่าสามวันก็ไม่โกรธนะ มันไม่ใช่ไม่มีกิเลสนะ มันคือกรรมฐานที่เอาหินทับหญ้าไว้เฉยๆ กรรมฐานโง่นะ เพราะฉะนั้น <strong>ถ้าออกจากสมาธิแล้วอย่าให้ค้างอยู่ ออกแล้วออกเลย ดูความเปลี่ยนแปลงของจิตของใจไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: ธรรมเทศนา ๔ วัน ในสวนสันติธรรม<br />
File: 501017B.mp3<br />
Time: 46.26 – 47.56</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/06/21/2562/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/501017B-first-dd.mp3" length="1407685" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 May 2010 02:40:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขยับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิวรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งแช่]]></category>
		<category><![CDATA[ประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สังโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2403</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491123B-samma-dd.mp3"><strong>ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong></p>
<p><strong>เครื่องมือในการเจริญสติ เครื่องมือหลักๆ ก็คือ<em>สติ</em> <em>สัมมาสมาธิ</em> คือเครื่องมือหลักๆ ผลผลิตของมันก็เป็น<em>ปัญญา</em> พอปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาทำหน้าที่ประหารกิเลส ทำลาย ตัดกิเลส ตัดสังโยชน์ ถ้าตัดสังโยชน์นี่เรียกว่าเป็นปัญญาในระดับอริยมรรค</strong> เพราะฉะนั้นต้องเรียนมากๆ เรื่องสติ กับสัมมาสมาธิ ต้องเรียนสองอันนี้เยอะๆ หน่อย <strong><em>ถ้ามีสติอย่างเดียวนะ ขาดสัมมาสมาธินี่ มันไม่มีกำลังที่จะตัดสินความรู้</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>สัมมาสมาธิเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ความตั้งมั่นของจิต</em></strong> เราจะรู้สึกว่าพอจิตมันถึงฐานของมันจริงๆ นะ มันรู้สึกเลย จิตใจตั้งมั่น จะสามารถสักว่ารู้สักว่าดูอะไรได้หมด นี้ส่วนใหญ่พวกเราจิตใจไม่ตั้งมั่น สมาธิที่พวกเรารู้จักนี่มันเป็นมิจฉาสมาธิ จิตมันชอบเข้าไปตั้งแช่ในอารมณ์ ยกตัวอย่างเวลาเรารู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใจเราชอบไหลเข้าไปอยู่ที่ลม พอรู้ลมนี่ใจก็ไหลไปอยู่ที่ลม เราไปดูท้องพองยุบ ใจไหลไปอยู่ที่ท้อง เราเดินจงกรมยกเท้าย่างเท้า ใจไหลไปอยู่ที่เท้า</p>
<p>บางสำนัก สายหลวงพ่อเทียนท่านขยับมือ ขยับมือ ลูกศิษย์จำนวนมากเลย ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ กับไหลเข้าไปอยู่ที่ท้อง ไหลไปอยู่ที่เท้า ไหลไปอยู่ในลมหายใจ มันก็ไหลเหมือนกัน ใจไม่ตั้งมั่น <strong><em>พอใจไม่ตั้งมั่นนะ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ปัญญาจะเกิดไม่ได้จริงหรอก ได้แต่เพ่ง</em></strong> ใจจะเข้าไปแนบ อยู่ในอารมณ์อันเดียว อย่างต่อเนื่อง สงบ ดีแล้วเกิดปีติ ขนลุกขนพอง ตัวลอย ตัวเบา ตัวโพรง ตัวใหญ่ ตัวหนัก มีสารพัด อาการที่แปลกๆ กว่าปกติทั้งหลาย เป็นอาการของปีติ ขนลุกขนพอง วูบๆ วาบๆ นะ เหมือนฟ้าแลบแปล๊บๆ ปล๊าบๆ อะไรอย่างนี้ มันเป็นอาการที่ใจมันทำสมถะ เข้าไปแช่ในอารมณ์นานๆ แล้วจิตใต้สำนึกก็ทำงานปรุงอะไรต่ออะไรขึ้นมา แล้วแต่มันจะชอบ บางคนปรุงเห็นผีเห็นสางอะไรก็ได้นะ บอกว่าผีหลอก จริงๆ หลอกตัวเอง</p>
<p>ค่อยๆ สังเกตไปใจที่ตั้งมั่นกับใจที่ไหลไป วิธีหัดง่ายๆ เลย หัดสังเกตจิตใจของเรา อย่างนั่งฟังหลวงพ่อพูดนะ เดี๋ยวใจก็ไหลไปคิด เดี๋ยวก็ตั้งใจฟัง ฟังแล้วก็ไหลไปคิด ดูออกมั้ย คุณนี่ ฟังไปแล้วก็คิดไป สลับ ดูออกมั้ย แต่เราไม่เคยเห็นจิตที่ไหลไป เพราะฉะนั้นจิตเราไม่ได้ตั้งมั่นจริง คุณลองดูท้องพองยุบซิ ลองเคยทำดูพองยุบมั้ย เคยใช่มั้ย ลองทำเหมือนที่เคยปฏิบัติ ลองเลย ทำจริงๆ ลืมหลวงพ่อซะ นี่รู้สึกมั้ย ใจเรารวมไปอยู่ที่ท้อง ใจเราเคลื่อนไปอยู่ที่ท้อง นึกออกมั้ย นี่แหละคือการทำสมถะล่ะ นะ แล้วพวกเราชอบคิดว่าวิปัสสนา ไม่ใช่วิปัสสนา จิตไม่ตั้งมั่น จิตไหลไปแล้ว ไหลไป งั้นวิธีการที่ง่ายๆ นะ ที่คุณจะดูก็คือ จิตเราไหลไปเรารู้ทันว่าไหล อย่าดึงนะ อย่าออกแรงดึงนะ ถ้าเราเห็นไหลไปแล้วเราดึงนี่ จะแน่นขึ้นมา นี่ส่งใจไปดูอีกแล้วรู้สึกมั้ย ใจเราเคลื่อนไปดู ให้รู้ว่าเราหลงไปดูแล้ว มันคล้ายๆ เราดูโทรทัศน์น่ะ หรือเราจ้องจอคอมพิวเตอร์ ในนี้เหมือนมีจอคอมพิวเตอร์อันนึง เราจ้องไปที่จอ รู้สึกมั้ยเราถลำไปที่จอ ใช้ไม่ได้<em>นะ</em><em> </em><strong><em>ที่นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยพลาด ก็พลาดตรงนี้เอง จิตไม่ตั้งมั่น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>กับจิตตั้งแช่</em></strong> เข้าไปแช่นิ่งๆ อยู่ที่ท้อง เข้าไปแช่อยู่ที่ลม เข้าไปแช่อยู่ที่เท้า ตราบใดจิตตั้งแช่ มันก็ได้แต่สมถะ สงบไปเฉยๆ แหละ  แต่ถ้าจิตตั้งมั่นนะ มันจะเห็นเลย จิตอยู่ต่างหากนะ ความคิดก็ส่วนความคิด จิตส่วนจิต รูปส่วนรูป นามส่วนนาม ไม่ก้าวก่ายกันหรอก จิตหลุดออกจากโลกของความคิดเลย แล้วก็ไม่ได้เพ่งกายไม่ได้เพ่งใจนะ แต่รู้กายรู้ใจ</p>
<p>รู้กายรู้ใจกับเพ่งกายเพ่งใจไม่เหมือนกัน เวลาเราเพ่งกายเพ่งใจนะ เบื้องต้นเราเกิดอยากก่อน อยากปฏิบัติ พออยากปฏิบัติเราก็จงใจกำหนดรูปกำหนดนาม เราคิดว่าถ้าเอาสติไปกำหนด สติมีหน้าที่กำหนด ถ้าเรียนอภิธรรมอย่าง อาจารย์อนัตตาจะทราบ สติไม่ได้แปลว่ากำหนด <em>สติแปลว่าความไม่ประมาท ความไม่หลงลืม</em><em> </em><em>ความไม่เลื่อนลอยๆ</em> แต่จิตใจของเราชอบเลื่อยลอย รู้สึกมั้ยลอยไปลอยมา ตอนเนี้ยลอยไปคิดแล้ว นึกออกมั้ย จิตเราลอยไปคิด เวลาที่เราไม่ได้นึกเรื่องปฏิบัติจิตเราก็ลอยไปคิด เค้าเรียกว่าขาดสติ เวลาเรานึกถึงการปฏิบัติเราก็ไปเพ่งใส่ลงไป จิตเราเคลื่อนไป จ่อนิ่งๆ ไว้ อันนั้นไม่ใช่การรู้รูปนาม แต่เป็นการเพ่ง เพ่งรูปเพ่งนาม เพ่งรูปเพ่งนามเป็นสมถะนะ หลายคนเข้าใจว่า ถ้ารู้รูปนามแล้วก็ ถ้ามีอารมณ์รูปนามแล้วต้องเป็นวิปัสสนา ไม่จำเป็นนะ ทำวิปัสสนานี่ต้องใช้อารมณ์รูปนาม ต้องรู้ อารมณ์รูปนาม อันนี้แน่นอน จะไปรู้อารมณ์บัญญัติหรือไปรู้อารมณ์นิพพานไม่ได้ ไม่ใช่วิปัสสนา แต่สมถะนี่ใช้อารมณ์บัญญัติก็ได้ อารมณ์รูปนามก็ได้ กระทั่งอารมณ์นิพพานก็ใช้ทำสมถะได้ พระอริยะเจ้าทำสมถะโดยใช้อารมณ์รูปนามก็ได้ ใช้บัญญัติก็ได้ ใช้อารมณ์นิพพานก็ได้ คนทั่วๆ ไปทำสมถะได้โดยใช้อารมณ์บัญญัติคือเรื่องราวที่คิด กับรูปนาม เพ่งรูปเพ่งนาม เป็นสมถะ งั้นอย่างที่เราเดินจงกรมแล้วใจเราไปแนบเข้าไปที่เท้านี่นะ ทำสมถะอยู่ แต่ถ้าใจของเราตั้งมั่น มันจะเห็นเลย ตัวที่เดินนี้ไม่ใช่ตัวเรา เห็นทันทีนะ นี่เราเริ่มเห็นไตรลักษณ์ ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่นี่ สักแต่ว่าเคลื่อนไหว สักแต่ว่าเป็นธาตุ มันรู้ด้วยใจ รู้สึกเอา ไม่ใช่คิดนะ ถ้าคิดใช้ไม่ได้ มันรู้สึกเอาถึงความเป็นธาตุของร่างกาย รู้สึกเอาถึงความไหวของร่างกาย จะไม่รู้สึกว่าเราไหว หรือว่าธาตุนี้เป็นตัวเรา เพราะว่าเราหลุดออกจากโลกของความคิดได้แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องบริกรรมนะ ไม่ต้องบริกรรม เมื่อไรบริกรรมเมื่อนั้นตกจากวิปัสสนาทันทีเลย อย่างเรามีสตินะ สมมติเราใจลอยไป เรามีสติระลึกได้ว่าใจลอย นี่ระลึกได้แล้ว ใช้ได้ นี่มีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะต่อตามมาอีก เห็นเลย จิตจะใจลอยห้ามมันไม่ได้ จิตจะรู้สึกตัวสั่งไม่ได้ นี่แสดงความไม่เที่ยง แสดงอนัตตาได้ แต่ถ้าใจลอยไป รู้ว่าใจลอยปุ๊ป ดึงไว้ปั๊ป นี่เป็นสมถะนะ ใจลอยแล้วใจของเราก็ลอยตามมันไปด้วยเลย หลงไป เนี้ยหลงไป</p>
<p>ค่อยๆ ดูสภาวะนะ มาเรียนที่หลวงพ่อไม่ใช่เรียนปริยัตินะ หลายคนไปคุยกันบอกหลวงพ่อปราโมทย์สอนอภิธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้เรียนอภิธรรมนะ แต่หลวงพ่อพูดเรื่องสภาวะล้วนๆ เลย อภิธรรมมันเป็นเรื่องของสภาวะล้วนๆ ต่างหากล่ะ งั้นไม่ใช่หลวงพ่อสอนอภิธรรมนะ หลวงพ่อสอนแต่เรื่องสภาวะ แต่บังเอิญๆ อภิธรรมมันคือสภาวะนั่นเอง เนี้ยสภาวะที่เราเห็นด้วยการปฏิบัตินะ กับสภาวะในตำรา อันเดียวกันน่ะ แต่สภาวะในตำราจะหยาบๆ นะ หยาบๆ อย่างโทสะนี่แยกได้ไม่กี่อย่าง พวกเราแยกได้เยอะเลย ขัดใจนิดหน่อยใช่มั้ย โมโหจนเห็นช้างเท่าหมู มีดีกรีด้วย ดีใจเสียใจ นี่แต่ละอันมันกระจายออกไป โอ้ยมีเยอะแยะ เยอะแยะเลย</p>
<p><strong><em>หัดรู้สภาวะเรื่อยๆ แล้วสติจะเกิด หัดรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น แล้วจิตจะตั้งมั่น</em> </strong>ฉะนั้นหัดสองอันเนี้ย หัดรู้สภาวะไป เช่นใจเราลอยไปเรารู้ ใจเราไปคิดเรารู้ ใจเราไปเพ่งเรารู้ นะ ใจหนีไปคิดอีกแล้วทราบมั้ย นี่หลวงพ่อบอกแล้วนึกออกมั้ย คอยดูไปเรื่อยๆ นะพอใจเราไหลไป อย่าไปตั้งใจดูนะ ห้ามไปจ้องไว้ก่อน ต้องตามดู ต้องตามดูนะ ตรงนี้ก็เป็นหลักการสำคัญ<span> </span></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: 16<br />
File: 491123B.mp3<br />
Time: 0.14 – 9.15</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491123B-samma-dd.mp3" length="8648828" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อินทรีย์ ๕ กำลังในการปฏิบัติ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/05/04/2178/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/05/04/2178/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 May 2010 00:23:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>s031979</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อินทรีย์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[กัลยาณมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[วิริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัทธา]]></category>
		<category><![CDATA[สังเกต]]></category>
		<category><![CDATA[อินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2178</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/25500106-organic-dd2.mp3"><strong>อินทรีย์๕ กำลังในการปฏิบัติ</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> จริงๆ <strong>กำลังในการปฏิบัติมี ๕ อัน ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องคอยเช็คตัวเองว่า อันใดมากอันใดน้อยไป เช็คตัวเองแล้วก็ปรับสมดุลมันไป</strong> ถ้าเราดูของเราออก เราก็แก้ไปเองได้ เอาตัวรอดไปได้ ดูไม่ออกก็อาศัยเพื่อนสหธรรมิก อาศัยครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตร อะไรอย่างนี้ บอกให้ แต่ที่ดีที่สุดนะ อาศัยการสังเกต หลวงพ่ออาศัยการสังเกตมากเลยเพราะไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์ หลวงพ่อสามเดือนสี่เดือนไปทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลือนี่ใช้การสังเกตเอา</p>
<p>บางช่วง<strong>ศรัทธา</strong>มากไป ชักจะโง่แล้ว งมงาย คิดว่าทำๆ ไปเดี๋ยวมันก็พ้นเอง นี่ค่อนข้างโง่นะ ทำๆ ไป มันต้องมีเหตุมีผลนะ ไม่ใช่ดุ่ยๆ ไปเรื่อย ทำผิดทำถูกหรือเปล่าไม่รู้นี่ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ แล้วก็บรรลุได้นะ ถ้าทำผิดมันไม่บรรลุหรอก มันต้องมีสติปัญญารู้เลย ไม่ใช่เชื่องมงายนะว่าทำๆ ทนๆ ไปแล้ววันหนึ่งรู้ ไม่ใช่</p>
<p>มี<strong>ความเพียร</strong> ความเพียรมากไป หรือความเพียรน้อยไป วัดตัวเองดู บางช่วงขี้เกียจขี้คร้าน ก็เอาข้ออ้างนะ มีข้ออ้างนะ เวลาขี้เกียจขึ้นมาก็บอกว่า โอ จิตมันไม่ใช่เรา ไม่รู้จะขยันไปทำไม ไม่ใช่เรา ถ้าขยันเดี๋ยวจิตเป็นเราขึ้นมาอีก นี่ หาข้ออ้าง บางช่วงขยันเกินไป ภาวนาหามรุ่งหามค่ำจิตใจไม่ได้พักผ่อนเลย ไม่มีความสุข แห้งแล้ง เหน็ดเหนื่อยเกินไป ใช้ไม่ได้เหมือนกัน</p>
<p><strong>สติ </strong>สติของเราเกิดเอง หรือว่าสติบังคับให้เกิด สติเกิดเองใจก็โปร่งโล่งเบา สติบังคับให้เกิดนี่ใช้ไม่ได้ หรือสติคมกล้าเกินไป แข็งไป แข็งปึกเลย อะไรไหวแว๊บนี่รู้หมดเลยนะ รู้แบบคมกริบเลย คมเกินไปก็ใช้ไม่ได้อีก ต้องค่อยๆ สังเกตตัวเอง</p>
<p><strong>สมาธิ </strong>ใจเราตั้งมั่นจริงไหม หรือใจเราไปซึมเซาอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง หรือว่าใจเราตั้งมั่นสักว่ารู้สักว่าเห็นอารมณ์ ต้องคอยสังเกตเอา บางช่วงภาวนาไปแล้วเห็นสภาวะนะไม่ขาดสักทีหนึ่ง ดูใหญ่ๆ อยากให้มันขาดนะ เห็นแต่มันเกิดดับๆ ไปเรื่อยนะ ไม่ขาดไป สังเกตให้ดี ขาดสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ขึ้นมา หรือทำสมาธิพักผ่อนนิดเดียวนะ พอถอยออกมาเห็นสภาวะนะขาดสะบั้นเลย นี่สมาธิไม่พอ ต้องสังเกตเอา</p>
<p><strong>ปัญญา</strong>ก็ต้องสังเกตนะ ปัญญาฟุ้งซ่าน หรือว่าปัญญารู้จริงๆ ปัญญาคิด ปัญญานึก ปัญญาน้อม ปัญญาฟุ้งซ่าน ปัญญารู้ก็ปัญญาตัวจริง แต่บางครั้งก็ต้องอาศัยการคิดการน้อมเหมือนกัน มีศิลปะนะ มันไม่ใช่เป็นศาสตร์อย่างเดียวนะ การปฏิบัติเป็นศิลปะด้วย อีกหน่อยใครมีศิลปะเก่งๆ หลวงพ่อจะออกใบรับรองประกอบโรคศิลป์ มีศิลปะนะ มีศิลปะในการปฏิบัติ มันเป็นชั้นเชิงนะ เราไม่ได้วัวได้ควายมีแต่เรี่ยวแรงแล้วทุ่มเอาๆ หรือว่าชั้นเชิงมากจนไม่ต่อยสักทีนะ ฟุตเวิร์คสวยอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ได้กินอีกนะ</p>
<p><strong>นี่มันต้องสังเกตตัวเองเลย ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่มันพอเหมาะพอควรไหม อันใดมากอันใดน้อยใช้ไม่ได้ นี่สติ ยกเว้นสตินะ สติยิ่งบ่อยยิ่งดี แต่สติกล้าแข็งไม่ดี ศรัทธามากก็โง่ วิริยะมากก็ฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อย สมาธิมากก็ซึมเซา ปัญญามากก็ฟุ้งซ่านอีก หรือไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อตัวเอง กูเก่งๆ พวกปัญญากล้า ปัญญาอย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาทางศาสนาพุทธหรอก ปัญญาคิดมาก</strong></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: 17<br />
File: 500106.mp3<br />
Time: 12.17 – 17.25</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/05/04/2178/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/25500106-organic-dd2.mp3" length="3881586" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

