<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; สติตัวจริง</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>สติทางโลก สติทางธรรม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/12/12375/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/12/12375/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Nov 2011 03:55:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ทางโลก ทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ขาดสติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติทางโลก]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฎฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12375</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_42.13_44.42.mp3">สติทางโลก สติทางธรรม</a></p>
<div id="attachment_12388" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12388" title="สติทางโลก สติทางธรรม" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/d397bc9b6badc17e1b9158579d0cfb4f-400x280.jpg" alt="สติทางโลก สติทางธรรม" width="400" height="280" /><p class="wp-caption-text">สติทางโลก สติทางธรรม</p></div>
<p><strong>โยม :</strong> ผมได้มีโอกาสได้สอนแฟนครับ เรื่องมีสติครับ แต่ว่าผมยังสอนเค้าไม่เข้าใจครับ ว่าสติแบบทางธรรม กับสติแบบทางโลกว่าเป็นยังไง ขอโอกาสหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : คือสตินะ สติแปลว่าความระลึก ความระลึกได้ เป็นตัวที่คอยรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจของเรา อันนี้เป็นสติในการปฏิบัติธรรม</strong> สติอย่างโลกๆนะ คือเมื่อไรที่จิตเป็นกุศลนะ เมื่อนั้นมีสติอยู่แล้ว แต่เป็นสติโลกๆ แต่ถ้าเมื่อไรจิตเป็นอกุศล เมื่อนั้นไม่มีสติ เราสนใจ ถ้าสอนเพื่อนนะ <strong>สอนให้มาทำสติปัฏฐานไว้ สติรู้กาย สติรู้ใจสอนตัวนี้บ่อยๆ แล้วสติโลกๆ ก็จะดีขึ้นเอง</strong>แหละ เราเอาสติชั้นยอดก่อน เดี๋ยวสติชั้นรองมันก็ได้เองแหละ ส่วนที่คนในโลกพูดเรื่องคำว่าสติ มันยืมคำว่าสติของพระพุทธเจ้าไปใช้ คนในโลกไม่มีสติ ขาดสติเป็นส่วนใหญ่ อย่างเมาเหล้า เมาเหล้าขับรถให้มีสติอะไรแบบนี้ ไม่มีหรอก เค้าแค่บอกว่า อะไรนะ อย่าใจลอย อย่าลืมตัว จริงๆ คนเราใจลอยตลอดเวลาไม่เห็นหรอก ในโลกนะหาคนมีสตินะหายากจริงๆ จิตหนีไปคิดหรือยัง</p>
<p><strong>โยม :</strong> หนีไปคิดแล้วครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> เอ่อขาดสติแหละ ให้รู้แบบนี้บ่อยๆ นะ ถ้าไปสอนเพื่อนนะ เวลาเพื่อนหนีไปคิดนะ ถ้าเค้ารู้ตรงนี้ได้ เค้าก็จะมีสติขึ้นมา จิตหนีไปคิดแล้วรู้บ่อยๆ จะมีทั้งสติ มีทั้งสมาธิเลย <strong>ไปสอนกรรมฐานนะ สอนเบื้องต้นเลยนะ ง่ายที่สุดเลย บอกให้รักษาศีล 5 ไว้ก่อน ถัดจากนั้นนะถ้าจิตหนีไปคิดแล้วคอยรู้ไว้ ตัวนี้จะได้ทั้งสติ จะได้ทั้งสมาธิเลย ถ้าเมื่อไรเค้ารู้ทัน ว่าจิตหนีไปคิดนะ ตรงที่รู้ทันนั้นมีสติ ทันทีที่รู้ทันนะ จิตก็จะตั้งมั่น มีสมาธิขึ้นมา พอจิตเค้าตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูได้แล้ว ถ้ดจากนั้นก็สอนให้เค้าเดินวิปัสสนาต่อ ให้เค้ารู้กายรู้ใจไป ดูกายดูใจมันทำงาน</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า<br />
</em><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3">540730B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๔๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/12/12375/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_42.13_44.42.mp3" length="2386266" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3" length="50300262" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2011 22:29:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11203</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href='http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.6m14-8m30.mp3' target="_blank">เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</a></p>
<div id="attachment_11208" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/Putha-400x300.jpg" alt="เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้" title="เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้" width="400" height="300" class="size-large wp-image-11208" /><p class="wp-caption-text">เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จะทำวิปัสสนากรรมฐาน จะรู้กายรู้ใจตรงความเป็นจริงได้ ต้องไม่ลำเอียง จิตที่ไม่ลำเอียงก็คือจิตที่เป็นผู้รู้นั่นแหละ ไม่ใช่ผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ไม่ใช่ผู้วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ผู้ตัดสิน ทำตัวเป็นแค่ผู้รู้เท่านั้นเอง นะ เรามาฝึกให้ได้จิตตัวนี้นะ</p>
<p><strong>วิธีที่จะทำให้ได้จิตผู้รู้ ก็คือรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนี่แหละ จิตเผลอ ตอนแรกพอรู้ทันว่าหลงไปคิดก็จะกลับมาเพ่ง เพ่งไปก่อนไม่เป็นไร เราก็รู้ว่าเพ่งเอา ต่อไปหลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ หลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ อย่าเพ่งตลอดกาล ถ้าเพ่งตลอดกาลเดี๋ยวมันไม่ยอมเผลอ ให้มันเผลอไว้ เผลอแล้วรู้ว่าเผลอดีที่สุดเลย ดีกว่าไปเพ่งไว้ไม่ยอมเผลอเลย ไปไหนไม่รอดนะ อยู่แค่นั้นแหละ กี่ปีกี่ชาติก็อยู่อย่างนั้นแหละ</strong></p>
<p>มีอยู่คราวหนึ่งนะ หลวงพ่อไปเจอ มีลูกศิษย์คนหนึ่งไปซุ่มภาวนาอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เรียนกับหลวงพ่ออยู่พักหนึ่งนะ แล้วก็ไปซุ่มอยู่เป็นปีๆเลยนะ หายไปนาน เราไปเจอเข้า จะบอกว่าบังเอิญก็ไม่มีคำว่าบังเอิญในศาสนาพุทธนะ เรียกว่ากรรมจัดสรรไปเจอกันเข้า กรรมของมันหรือของเราก็ไม่รู้ เห็นแล้วทนไม่ได้นะ มันไปเดินจงกรมนะ เราก็บอก.. เรียกชื่อเขานะ เฮ้ย..ดอกเตอร์ นึกออกมั้ย ไอ้ที่ทำอยู่ตอนนี้นะ เมื่อหลายปีก่อนก็ทำแบบนี้ อีกหลายปีข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้อีกแหละ ก็เลยได้สตินะ หันมาเจริญสติแทน งั้นก็เพ่งไว้นิ่งๆ นิ่งมาหลายปีแล้วนะ ไม่มีพัฒนาการก็ยังพอใจที่จะนิ่งอยู่อย่างนั้นน่ะ</p>
<p>นี่นะ<strong> เพ่งอยู่ไม่เจริญหรอก ได้แต่ความสุข ความสงบ ความสบาย ได้แต่ความดี เป็นคนดีมั้ย ดี ไม่ไปเกะกะระรานใครหรอก แต่มันไม่เจริญหรอก เจริญปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเพ่งไว้ จิตนิ่งทื่อๆ นิ่ง สงบ แล้วสบาย ไม่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ไม่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน<br />
</strong><br />
<em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๓๙<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" target="_blank">540226A</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๖ วินาทีที่ ๑๔ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๐</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.6m14-8m30.mp3" length="539376" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" length="27851484" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2011 00:40:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุแยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตคล่องแคล่วว่องไว]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตที่ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตที่เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตนุ่มนวล]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้คิด]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสงบ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเข้าถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ซื่อตรงในการรู้อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กายรู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนากรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[อารัมมณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญวิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[เดินปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11185</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.0m0-4m46.mp3" target="_blank">จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</a></p>
<div id="attachment_11191" class="wp-caption alignnone" style="width: 370px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/1295848770.gif" alt="จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา" title="จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา" width="360" height="256" class="size-full wp-image-11191" /><p class="wp-caption-text">จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ตอนนี้ออกไปหลายจังหวัด ไปเห็น เราก็ไปเทศน์ที่โน่นที่นี่ ก็พบปรากฏการณ์อันหนึ่งก็คือ ทั้งพระทั้งโยมนะ ภาวนามาถึงขั้น แยกธาตุแยกขันธ์เป็นน่ะ เยอะมาก เยอะๆ ยังไม่เคยเจอว่าทำกันได้เยอะขนาดนี้มาก่อน</strong></p>
<p>ช่วงปีแรกๆที่หลวงพ่อเทศน์นะ พวกเราตื่นกันเยอะนะ จิตก็ตื่นขึ้นๆ จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน นับไม่ถ้วน ตอนนี้เลยขั้นนั้นมาแล้ว <strong>พอจิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้วนะ ก็ต้องมาฝึกแยกธาตุแยกขันธ์ เข้าสู่การเดินปัญญา จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</strong> ถ้าเราไม่มีจิตเป็นผู้รู้นะ เราเดินปัญญาไม่ได้ เพราะจิตที่ไม่เป็นผู้รู้มันจะเป็นสองอย่าง ถ้าไม่เป็นผู้คิดก็เป็นผู้เพ่ง จิตที่ไปหลงไปคิด แล้วเพ่ง</p>
<p>เพราะฉะนั้นช่วงแรกๆสอนพวกเรานะ จะสอนให้รู้จักสภาวะสองอย่าง เผลอไปกับเพ่งไว้ คนทั่วไปมันเผลอ ไม่เคยรู้เรื่องเลย หลงตลอดชีวิตไม่เคยรู้สึกตัว นักปฏิบัติก็เพ่งไม่ว่าไปที่ไหนก็เพ่งๆนะ ฝึกแบบไหนก็เพ่งทุกแบบเลย เหมือนกันหมดเลย พอเราไม่เผลอไม่เพ่งนะ ใจเราเป็นกลาง รู้ตื่นขึ้นมาได้ ค่อยๆฝึก ใจค่อย..</p>
<p>แต่เดิมคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องเพ่งเอา คนละเรื่องเลย การเพ่งจิตให้นิ่ง เป็นสมาธิชนิดทำสมถะ เรียกว่า อารัมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์อันเดียว จิตแนบอยู่ในอารมณ์อันเดียวนิ่งๆ ไม่เดินปัญญา แต่การที่เรารู้ทันจิตที่เผลอไป แล้วก็ไม่ไปเพ่งไว้ จิตเผลอไปทำอะไร จิตเผลอไปคิดเป็นส่วนใหญ่ ทันทีที่เรารู้ว่าจิตเผลอไปคิดนะ หัดใหม่ๆมันจะเพ่ง ถัดจากรู้ว่าเผลอจะเพ่ง ก็ฝึกไปเรื่อย เผลออีกก็รู้แล้วก็เพ่ง เผลอแล้วก็รู้แล้วก็เพ่ง</p>
<p>ทีแรกจับรู้ไม่ติดหรอก มองไม่ออกว่ามีรู้มาคั่น ระหว่างเผลอกับเพ่ง ทีนี้ฝึกมาช่วงหนึ่งแล้วเริ่มเห็นน่ะ จิตเผลอไป ตรงที่รู้ว่าเผลอนี่ ไม่เผลอด้วยไม่เพ่งด้วย อยู่ตรงกลางนี่เอง ทีนี้ความรักดี กล้วจะเผลออีกก็เลยไปเพ่งเอาไว้ นักปฏิบัติ พอรู้ทันว่าเอ้า..มันเกินจากรู้ไปแล้ว เริ่มคุ้นเคยกับรู้นะ จิตเผลอไปคิดแล้วรู้ทัน จิตเผลอไปคิดแล้วรู้ทัน ไม่ไปเพ่งต่อ คราวนี้ &#8220;รู้&#8221; ค่อยเด่นขึ้นๆ</p>
<p><strong>พอรู้เด่นขึ้นหลวงพ่อก็บอกว่า จิตมันตื่นแล้ว จิตตื่นแล้ว จิตตื่นเนี่ยจิตมันเข้าถึงฐานจริงๆนะ จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน จิตสงบ สะอาด สว่าง จิตเบา จิตนุ่มนวล อ่อนโยน คล่องแคล่วว่องไว จิตซื่อตรงในการรู้อารมณ์ จิตควรแก่การทำวิปัสสนา ควรแก่การงาน นี่ล่ะคือจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นขึ้นมา </strong></p>
<p>หลวงพ่อก็พยายามพาพวกเราเดินมาเป็นลำดับๆนะ หัดรู้เผลอรู้เพ่งก่อน จนกระทั่งในที่สุด ตัวรู้ก็ค่อยๆเด่นขึ้นๆ พอตัวรู้เด่นแล้วอย่าหยุดอยู่แค่นั้น มาเดินต่อ เรามาฝึกจนได้ตัวรู้มานี่น่ะ คล้ายๆเราเตรียมความพร้อมของจิตเพื่อการเดินวิปัสสนา เพื่อการเจริญปัญญา การเจริญปัญญาก็คือการทำวิปัสสนากรรมฐานนั่นแหละ</p>
<p><strong>หลักของการเดินปัญญาก็คือ ให้มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงไม่เข้าไปแทรกแซง และต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นกลาง คือจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นนั่นเอง มิใช่จิตผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ไม่ใช่จิตผู้เพ่ง ให้ไปรู้ด้วยจิตที่เป็นผู้รู้</strong> จิตที่หลุดออกจากโลกของความคิด มาอยู่ในโลกของความรับรู้ รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้จิตใจอย่างที่เขาเป็น เรียนรู้ทุกอย่างอย่างที่มันเป็น ทำตัวเป็นแค่คนดู ไม่เข้าไปแทรกแซง</p>
<p><strong>เมื่อเราทำตัวเป็นแค่คนดูโดยไม่เข้าไปแทรกแซง เราจะเห็นความจริง ถ้าเราเป็นคนดูแล้วแทรกแซงไปด้วย จะดูไม่ตรงกับความจริง</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๓๙<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" target="_blank">540226A</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐ วินาทีที่ ๐ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๖</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.0m0-4m46.mp3" length="1141133" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" length="27851484" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตตื่น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/05/10778/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/05/10778/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Aug 2011 21:28:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ดูความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[นุ่มนวล]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลงในโลกของความคิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10778</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download)</strong>: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/500916_1.54_5.34.mp3" target="_blank">จิตตื่นเป็นอย่างไร?</a></p>
<div id="attachment_10814" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/800px-Central_Heterochromia_Example_Blue__Brown-400x300.png" alt="จิตตื่น" title="จิตตื่น" width="400" height="300" class="size-large wp-image-10814" /><p class="wp-caption-text">จิตตื่น</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>คำว่าจิตตื่นของหลวงพ่อหมายถึง จิตซึ่งรู้สึกตัวขึ้นมา รู้สึกกาย รู้สึกใจ</strong> (รู้สึกความมีอยู่ของกายในขณะนั้น รู้สึกความมีอยู่ของใจในขณะนั้น &#8211; ผู้ถอด) <strong>ไม่ไปหลงเพลิดเพลินอยู่ในโลกของความคิด</strong></p>
<p>ในโลกนี้ หาคนที่ตื่นขึ้นมา.. ยากที่สุด เราตื่นเฉพาะร่างกาย แต่จิตใจไม่ตื่นหรอก นับตัวได้เลยนะในโลกนี้ ตอนแรกๆที่หลวงพ่อพูดอย่างนี้ คนไม่เชื่อนะ หาว่าดูถูกเหยียดหยามเสียอีก บอกว่า..ถ้าไม่ตื่นแล้วจะขับรถมาวัดได้อย่างไร ไม่ตื่นแล้วจะทำมาหากินได้อย่างไร มันตื่นแต่ร่างกาย จิตใจไม่ตื่น จิตใจหลงไปในโลกของความคิดความฝันตลอดเวลา ความทุกข์ทั้งหลายและกิเลสทั้งหลาย เกิดตอนที่ใจเราหลงไปอยู่ในโลกของความคิดนั้นเอง</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นจะคิดเพลินๆไปนะ คิดดีๆขึ้นมา มีความสุข คิดไม่ดีมีความทุกข์ขึ้นมา หลงไปอย่างนี้เรื่อยๆ แต่ถ้าเราภาวนา จนใจเราตื่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ใช่ตื่นแบบแห้งแล้งด้วยนะ ตื่นออกมาจิตใจนี้นุ่มนวล อ่อนโยน จิตใจสว่างไสว มีความสุข มีความเบิกบานผุดขึ้นมาเอง</strong></p>
<p>ความสุขที่เราเคยรู้จัก มันต้องเป็นความสุขที่มีสิ่งเร้า มีอะไรมายั่ว เช่น หนุ่มๆไปจีบสาวได้แล้วมีความสุข อะไรอย่างนี้ หรือว่าร่ำรวยขึ้นมามีความสุข ได้อยู่กับคนนี้มีความสุข ได้กินอันนี้มีความสุข ความสุขอย่างโลกๆ เป็นความสุขที่ต้องอาศัยสิ่งเร้าภายนอก</p>
<p>แต่<strong>ถ้าเรามีสติขึ้นมา เรามีความสุขผุดขึ้นมาจากภายใน ความสุขขึ้นมาเอง ไม่ต้องทำอะไร ทันทีที่จิตหยุดความปรุงแต่ง จิตก็มีความสุขผุดขึ้นมาเลย จิตที่มันทุกข์ทุกวันนี้เพราะมันปรุงไม่เลิก หลงไปในโลกของความปรุงแต่ง ให้เราคอยหัดรู้สึกนะ รู้สึกอยู่ในกาย รู้สึกอยู่ในใจ จนสติมันเกิด พอ</strong>(จิต-ผู้ถอด)<strong>จำสภาวะของรูปธรรมนามธรรมได้แม่นแล้ว สติจะเกิดเอง</strong> (หมายถึง สติเกิดโดยที่ไม่ได้จงใจให้เกิด &#8211; ผู้ถอด)</p>
<p><strong>ทันทีที่สติเกิด จิตจะตั้งมั่น จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสัมมาสมาธิ พอจิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้วเนี่ย เราะจะเห็นเลย ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าความสุขหรือความทุกข์ ไม่ว่ากุศลหรืออกุศลทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่เป็นของที่ผ่านมาแล้วผ่านไป</strong></p>
<p>เหมือนเรานั่งสบายๆ นั่งเล่น นอนเล่น อยู่ในบ้านเรา เรามองออกไปทางประตู มองออกไปทางหน้าต่าง เห็นคนเดินผ่านหน้าบ้าน เนี่ยความรู้สึกทั้งหลาย ความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศลทั้งหลาย เหมือนมันเดินผ่านหน้าบ้าน เราอยู่ในบ้าน สบายๆ ไม่เดือดร้อนอะไรกับใครเขา</p>
<p>สิ่งที่ผ่านหน้าบ้านเรา บางทีก็เป็นของสวยของงาม บางทีก็เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว เช่นหมาขี้เรื้อนวิ่งมา อะไรอย่างนี้ หมาบ้าวิ่งมาเนี่ย ผ่านหน้าบ้านไป อารมณ์ก็เหมือนกันนะ อารมณ์บางทีก็อารมณ์ที่ดี บางทีก็อารมณ์ที่เลว ผ่านมา แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่ดีหรืออารมณ์ที่เลว นักปฏิบัติที่แท้จริงจะเหมือนคนที่นอนเล่นในบ้าน ไม่วิ่งตามไป</p>
<p>ไม่ใช่เห็นสาวสวยเดินผ่านหน้าบ้าน ก็วิ่งตามเขาไปนะ เห็นหมาบ้าวิ่งมาก็วิ่งออกไปไล่ตีมัน จิตใจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น จิตใจจะแค่เป็นคนรู้คนดู แล้วก็สิ่งเหล่านั้นจะไม่แอบเข้าไปในบ้านเรา เหมือนผู้ร้ายไม่กล้าเข้าบ้าน เจ้าของบ้านยังตื่นอยู่ ใจเราตื่นขึ้นมานะ ผู้ร้ายคือกิเลสมันเข้ามาไม่ได้ แต่ถ้าใจเราหลับเมือไหร่นะ มันย่องเข้ามา ย่องเบา เบาจริงๆนะ ย่องเข้ามา ไม่ทันรู้สึกหรอก กว่าจะรู้สึกตัวก็คือ มันขึ้นมาขี่คอเรียบร้อยแล้วนะ ให้คอยรู้สึกนะ รู้สึก&#8230;</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมศาลาลุงชินครั้งที่ ๑๔<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๐<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมที่ศาลาลุงชินครั้งที่ ๑๔<br />
File: </em><a href="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/_128/500916.mp3" target="_blank">500916</a><br />
<em> ระหว่างนาทีที่  ๑ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/05/10778/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/500916_1.54_5.34.mp3" length="3521806" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/_128/500916.mp3" length="81587846" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/06/02/9326/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/06/02/9326/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Jun 2011 21:50:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[อยากบรรลุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[รีบร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติ]]></category>
		<category><![CDATA[เร่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ใจถึง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่ตัวเรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9326</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> <strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118A-hurry-dd.mp3" target="_blank"><strong>การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว</strong></a></p>
<div id="attachment_9536" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/walking_alone_by_mashat-400x347.jpg" alt="การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว" title="การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว" width="400" height="347" class="size-large wp-image-9536" /><p class="wp-caption-text">การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> มันจะเศร้า ๆ เพราะว่ามันกลัวว่าเวลามันมีน้อย</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> คือเวลาจะมีน้อย มีมาก มันช่วยไม่ได้ <strong>ในการปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด เร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว</strong>  มีแต่ว่าต้องรู้ไป ๆ ใจเขาพอ เขาก็ตัดสินความรู้เอง จะเร่งเอาตามใจชอบไม่ได้ ที่เห็นว่าเวลามีน้อยแล้วไม่ประมาท หัดเจริญสติ อย่างนี้ดี แต่พอเจริญสติแล้วรู้สีกเวลามีน้อยลุกลี้ลุกรน อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ยิ่งช้า</p>
<p><strong> ต้องใจถึง ๆ ต้องตั้งหลักแค่ว่าเรารู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะรู้ได้ ผลจะเป็นอย่างไรช่างมัน</strong>เราเรียนเพื่อจะรู้ว่าวันนึง กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตอนนี้ก็ฟังว่ามันไม่ใช่เราไว้ก่อน ไม่ต้องรีบร้อนให้มันดีหรอก <strong>ใจถึง ๆ นะ ถ้าใจไม่ถึงนะก็ช้า ใจไม่ถึงก็จะดิ้นๆๆ ยิ่งดิ้นใหญ่</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๙<br />
File: </em><a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118A.mp3" target="_blank"><em>491118A.mp3</em></a><br />
<em>ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๗ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๖</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/06/02/9326/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118A-hurry-dd.mp3" length="2776293" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118A.mp3" length="17707784" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการฝึกให้เกิดสติที่แท้จริง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/17/9167/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/17/9167/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 May 2011 23:31:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ขยับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[ถิรสัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถกรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สวดมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสังเกต]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9167</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/520429-practice-dd.mp3"><strong>วิธีการฝึกให้เกิดสติที่แท้จริง</strong></a></p>
<div id="attachment_9388" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/1293677163-400x479.jpg" alt="วิธีการฝึกให้เกิดสติที่แท้จริง" title="วิธีการฝึกให้เกิดสติที่แท้จริง" width="400" height="479" class="size-large wp-image-9388" /><p class="wp-caption-text">วิธีการฝึกให้เกิดสติที่แท้จริง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>พวกเรารู้สึกมั้ย จิตของพวกเราส่ายตลอดเวลา ดูออกมั้ย ยกตัวอย่างมานั่งฟังหลวงพ่อเนี่ย บางทีจิตก็วิ่งมาที่หลวงพ่อ บางทีจิตก็วิ่งมาตั้งใจฟ้ง ไม่ได้ดูหน้าหลวงพ่อแล้ว แต่มาตั้งใจฟัง ฟังอยู่ ๒ &#8211; ๓ คำ นะ จิตก็จะสวิตช์ตัวเองไป ไปคิด ฟังไปคิดไป เห็นมั้ยว่าจิตมันส่ายตลอดเวลา จิตมันเปลี่ยนตลอดเวลา ถ้าเรารู้ทันนะ เราจะเห็นเลยจิตเกิดดับ เดี๋ยวจิตเกิดที่ตา เดี๋ยวจิตเกิดที่หู เดี๋ยวจิตเกิดที่ใจ จิตไปคิด เปลี่ยนๆ ปั๊บๆ ปั๊บๆ ไป <strong>คอยรู้สึกนะ คอยรู้สึกอยู่ที่กาย คอยรู้สึกอยู่ที่ใจนะ</strong> ค่อยๆฝึก ไม่ยากๆ มันง่าย ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย</p>
<p>ขั้นแรกนะ อยากจะให้เกิดสติที่แท้จริงเนี่ย ทำกรรมฐานอะไรขึ้นสักอย่างหนึ่งก่อน เราจะมาฝึกรู้สึกตัวก่อน <strong>ก่อนที่เราจะเห็นความเป็นจริงของกายของใจได้ อันแรกเลย เราต้องเห็นกายเห็นใจเสียก่อน</strong> ถ้าเราลืมกายลืมใจ เราก็ไม่สามารถเห็นความเป็นจริงของกายของใจได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้สึกกายรู้สึกใจให้ได้เสียก่อน <strong>การรู้สึกตัว คือการรู้สึกกายรู้ใจนี้ จึงเป็นจุดตั้งต้นของการปฏิบัติ การเจริญวิปัสสนา</strong> เป็นจุดตั้งต้นเลย</p>
<p>จิตของเราจะหลงตลอดเวลา เดี๋ยวหลงไปดู หลงไปฟัง หลงไปคิด หลงไปดมกลิ่น หลงไปลิ้มรส หลงไปรู้สัมผัสทางกาย เช่นนั่งๆอยู่แล้วคัน เราก็เกาใช่มั้ย ขณะที่เราเกานะ เราสบายใจละ เราไม่รู้เลยว่าร่างกายกำลังเกาอยู่ ใจกำลังสบาย เราเกาอัตโนมัติ ในขณะนั้นลืมกายลืมใจ <strong>ทำอะไรเราก็ลืมกายลืมใจตลอดเวลา เรียกว่าขาดสติ สติที่หลวงพ่อพูด หมายถึง สติปัฏฐาน เป็นสติที่รู้กายรู้ใจ ถ้าเมื่อไหร่ลืมกายลืมใจ เมื่อนั้นเรียกว่าขาดสติ </strong>เราลองมาวัดใจของตัวเองดู ว่าเราลืมกายลืมใจบ่อยแค่ไหน สังเกตมั้ย เวลาที่เราไปคิด รู้สึกมั้ย ใจจะเหมือนไหลไปนะ ความรู้สึกอยู่ที่กายที่ใจนี้จะหายไป มีร่างกาย ร่างกายก็หายไป มีจิตใจ จิตใจก็หายไป ไม่รู้ รู้แต่เรื่องที่คิด</p>
<p>เพราะฉะนั้น<strong>เบื้องต้นนะ วิธีง่ายๆ พวกเราหาอารมณ์กรรมฐานมาสักอย่างหนึ่ง มาเป็นเครื่องสังเกตจิตใจ</strong> เช่น คนไหนถนัดรู้ลมหายใจ ก็ไปนั่งรู้ลมหายใจ รู้เล่นๆ ไม่ใช่รู้เพื่อให้สงบ คนไหนชอบไหว้พระสวดมนต์ ก็ไปไหว้พระสวดมนต์ สวดเล่นๆนะ ไม่ใช่สวดให้สงบ คนไหนชอบดูท้องพองยุบก็ดูไป คนไหนชอบเดินจงกรมก็เดินไป คนไหนชอบอิริยาบถ ๔ ก็ดูยืนเดินนั่งนอน คนไหนชอบขยับมือทำจังหวะ ก็ทำไป แต่ทำไปเพื่อจะรู้ทันใจตนเอง</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น<strong> เราหายใจ หายใจไป หายใจเล่นๆ จิตเราวิ่งไปอยู่ที่ลมหายใจนะ เราก็รู้ทัน จิตเราวิ่งไปคิด เราก็รู้ทัน จิตเป็นสุข จิตเป็นทุกข์ จิตดีจิตร้ายอะไรขึ้นมา คอยรู้ไปเรื่อยๆ หายใจไปแล้วคอยรู้ทันจิตใจไป</strong></p>
<p>หรือสวดมนต์ก็ได้นะ อรหังสัมมา.. อะไรอย่างนี้ พอสวดมนต์ไป พอใจไหลไปคิดแว้บ หนีไปคิดเรื่องอื่นแล้ว รู้ทันว่าจิตไหลไปแล้ว สวดมนต์ไปแล้วจิตสงบ รู้ว่าสงบ สวดไปแล้วจิตฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน <strong>สวดมนต์ไปแล้วก็คอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตไปเรื่อยๆ นี่เป็นการฝึกให้มีสติ</strong></p>
<p>ดูท้องพองยุบก็ได้นะ <strong>ดูท้องพองยุบไปแล้วจิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ก็รู้ทัน จิตหนีไปคิดก็รู้ทัน จิตไปทำอะไรก็รู้ทัน</strong></p>
<p>นี่เราเข้ามาถึงการฝึกหัดแล้วนะ เพราะฉะนั้นเบื้องต้น ทุกคนหาอารมณ์กรรมฐานมาสักอันหนึ่งก่อน อารมณ์อะไรก็ได้ที่เราถนัด ที่ทำแล้วสบายใจ รู้อารมณ์อันนั้นไป เช่นรู้พุทโธก็ได้นะ สัมมาอรหังก็ได้ หายใจก็ได้ รู้ท้องพองยุบก็ได้ เดินจงกรมก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ อะไรก็ได้ แต่<strong>ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตนิ่ง เราทำกรรมฐานไปแล้วเราคอยเห็นความเปลี่ยนแปลงความเคลื่อนไหวของจิตไปเรื่อยๆ </strong>เช่น เรา <strong>พุทโธๆ แล้วจิตหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าจิตนี้ไปคิดแล้ว พุทโธๆแล้วจิตสงบ รู้ว่าสงบ พุทโธๆแล้วจิตฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน หายใจไป หายใจเข้าหายใจออกไป จิตวิ่งไปอยู่ที่ลมหายใจ เรารู้ทัน จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นเรารู้ทัน จิตเป็นสุข จิตเป็นทุกข์ จิตมีปีติจิตมีความสุขอะไรขึ้นมา เราคอยรู้ทัน</strong></p>
<p>ทำอะไรก็ได้นะ เบื้องต้น ทำกรรมฐานมาสักอันหนึ่งก่อน เป็นเครื่องสังเกต ปกติจิตเราจะร่อนเร่ตลอดเวลา วิ่งตลอด ดูยาก<strong> เราก็ทำกรรมฐานขึ้นมาเป็นตัวสังเกต </strong>สมมุติว่านี่เป็นพุทโธ นี่เป็นลมหายใจ เราพุทโธหรือหายใจอยู่ แล้วจิตเราวิ่งมาที่นี่ วิ่งมาที่พุทโธ วิ่งมาที่ลมหายใจ วิ่งมาที่ท้อง รู้ทันว่าจิตวิ่งมา จิตวิ่งไปที่อื่น รู้ทัน เนี่ยเราจะเห็นได้ชัด <strong>ถ้าเราไม่มีเครื่องสังเกตเลย จิตมันส่ายไปตลอด ดูยาก </strong>เพราะฉะนั้น <strong>เบื้องต้น หาอารมณ์กรรมฐานมาสักอันหนึ่งนะ อะไรก็ได้ ทำอะไรไม่เป็นเลย สวดมนต์ไปเรื่อยๆก็ได้ หรือฟังซีดีหลวงพ่อก็ได้ ฟังไปแล้วใจลอยไป รู้ ฟังไปแล้วขำขึ้นมา รู้ ฟังแล้วงงขึ้นมา รู้ หัดรู้ทันใจตัวเองบ่อยๆ</strong></p>
<p><strong>การที่เราหัดรู้สภาวะบ่อยๆนี้แหละจะทำให้เกิดสติ</strong> เพราะสติไม่ได้เกิดจากการบังคับ <strong>สติเป็นอนัตตา ไม่มีใครสั่งสติให้เกิดได้ สติมีเหตุ สติถึงจะเกิด เหตุของสติคือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะจิตเห็นสภาวะบ่อยๆ</strong> เราหัดดูสภาวะไปนะ ทำกรรมฐานมาอันหนึ่ง แล้วคอยสังเกตความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของจิตใจเราไปเรื่อย..</p>
<p>เช่นพุทโธๆ จิตไหลไปคิดก็รู้ หรือสวดมนต์ อรหังสัมมา.. จิตไหลไปคิดแล้ว ก็รู้ สัมพุทโธ ภควา.. อ้าวหนีไปอีกแล้ว เราก็คอยรู้ ฝึกแบบนี้บ่อยๆ ต่อไปพอจิตเคลื่อนตัวไปนะ จิตหลงไปคิดแว้บ..เดียว สติจะเกิดเองเลย <strong>สติไม่ได้เกิดจากการสั่งให้เกิด สติเกิดขึ้นเพราะว่าจิตจำสภาวะได้แม่น </strong>ในพระอภิธรรมถึงบอกว่า <strong>ถิรสัญญา ถิรสัญญาคือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ เพราะฉะนั้นเราหัดดูสภาวะไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งสติเกิด</strong></p>
<p>พอสติที่แท้จริงเกิดนะ คอยสังเกตไป พอมันจะรู้สึกตัวขึ้นมา <strong>พอรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว คราวนี้ไม่มีแล้วว่ากรรมฐานของเราจะทำสายไหน </strong>สายกายสายจิตอะไรอย่างนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว เบื้องต้นอาจจะดูมาจากกาย บางคนดูจากเวทนา บางคนดูจากจิต อันนั้นแค่จุดตั้งต้นเท่านั้นเอง คือทำกรรมฐานมาอันหนึ่งเป็นเครื่องสังเกต พอรู้ทันจิตมามากๆเข้า สติเกิดเองแล้วเนี่ย ถัดจากนั้นไม่มีสายไหนๆแล้ว<strong> มีแต่ว่าขณะนี้มีสติ หรือว่าขณะนี้ขาดสติ ขณะนี้มีสติ บางทีสติระลึกรู้กาย บางทีสติระลึกรู้เวทนา บางทีสติระลึกรู้จิต เลือกไม่ได้หรอกว่าจะรู้กายหรือรู้จิต</strong> ถ้าใครยังเลือกว่าจะรู้กายอันเดียว หรือจะรู้จิตอันเดียว จะตกไปสู่สมถกรรมฐาน เพราะฉะนั้น<strong>สติที่แท้จริงเกิดเมื่อไหร่นะ เลือกไม่ได้หรอก บางทีก็รู้กาย บางทีก็รู้เวทนา บางทีก็รู้จิต</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช<br />
เมื่อวันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒<br />
</em></p>
<p><em>CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/520429.mp3" target="_blank">520429.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๓ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๕๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/17/9167/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/520429-practice-dd.mp3" length="16683884" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/520429.mp3" length="40353104" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>กลัวภาวนาไม่ดี</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/25/5943/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/25/5943/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 23:10:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[อยากบรรลุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[สติไม่เกิดร่วมกับอกุศล]]></category>
		<category><![CDATA[อย่ากลัวไม่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[อย่ากลัวไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5943</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Mp3 for download: </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/500707B_dontbeafraid1.mp3">500707B_dontbeafraid</a></p>
<div id="attachment_6129" class="wp-caption alignnone" style="width: 298px"><img class="size-full wp-image-6129" title="กลัวภาวนาไม่ดี" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/dont-be-afraid-of-the-dark_288x288.jpeg" alt="กลัวภาวนาไม่ดี" width="288" height="288" /><p class="wp-caption-text">กลัวภาวนาไม่ดี</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ใจถึงๆหน่อย อย่ากลัวไม่ดี อย่ากลัวไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน<strong> ความกลัวความกังวลนั้นเป็นโทสะ ถ้าตราบใดที่มันยังครอบครองพื้นที่ในจิตใจของเราอยู่ สติจะไม่เกิด เกิดไม่ได้เลย สติไม่เกิดร่วมกับอกุศล</strong></p>
<p>ถ้าเราไม่กลัวมันนะ <strong>เราเห็นใจมันกลัว ไม่ใช่เรากลัว</strong> แต่ใจมันกลัว ใจเราเป็นแค่คนดู เราเห็นว่ามันกลัว ความกลัวมันจะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเลย เพราะเราไม่เข้าไปแทรกแซง</p>
<p>เพราะฉะนั้น จิตใจจะปรุงแต่งอะไรก็ได้ ดีก็ได้ ชั่วก็ได้ สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ หยาบก็ได้ ละเอียดก็ได้ วิ่งไปข้างใน วิ่งไปข้างนอก หรือเป็นกลางๆก็ได้ <strong>ให้รู้ด้วยความเป็นกลางไป รู้สภาวะทุกอย่างตามที่เขาเป็นแหละ ไม่ต้องไปอยากให้เขาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เราจะเห็นสภาวะทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีตัวเราในนั้นเลย</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐</em></div>
<div><em>CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/021/mp3/500707B.mp3" target="_blank">500707B</a><br />
ระหว่างนาที่ที่ ๙ วินาที่ที่ ๔๗ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๘</em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/25/5943/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/500707B_dontbeafraid.mp3" length="969273" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/021/mp3/500707B.mp3" length="33746672" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/08/15/3184/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/08/15/3184/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Aug 2010 15:11:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[กรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายานุปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทาน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุศีล]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบันขณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบันสันตติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[สังโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมากัมมันตะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวาจา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาวายามะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสังกัปปะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาอาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่มั่น]]></category>
		<category><![CDATA[หิริโอตัปปะ]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[อัปปนาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อุเบกขา]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เทวทัต]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[เอกัคคตา]]></category>
		<category><![CDATA[โภคทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ใจลอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3184</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/672.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-3196" title="672" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/672.gif" alt="" width="292" height="229" /></a></p>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/530425A-muck-dd.mp3"><strong>ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค</strong></a></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔<br />
Track: ๑๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530425A.mp3" target="_blank">530425A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๕ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๑๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/08/15/3184/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/530425A-muck-dd.mp3" length="27798046" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530425A.mp3" length="14081040" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เบื้องต้นหากสติ สมาธิ ปัญญายังไม่อัตโนมัติ ต้องอดทน ต้องฝึกซ้อม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/07/28/2834/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/07/28/2834/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 00:15:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[จำสภาวะได้]]></category>
		<category><![CDATA[ถิรสัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[นอน. ตามดู]]></category>
		<category><![CDATA[นั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกซ้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สติเกิดเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[หายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อดทน]]></category>
		<category><![CDATA[เดิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2834</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/139867.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2976" title="139867" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/139867-210x300.jpg" alt="" width="210" height="300" /></a></p>
<p><strong>mp3 : (for download) : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/530423_20.20_24.53.mp3">สติ สมาธิ ปัญญายังไม่อัตโนมัติ ต้องอดทน ต้องฝึกซ้อม</a></strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ต้องสู้นะ ต้องสู้ ต้องอดทนน่ะ อยู่ๆมันจะได้ง่ายๆ ไม่ได้หรอก จริงๆที่หลวงพ่อบอกว่าการปฏิบัติมันง่ายๆ ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกนะ หลายองค์เวลาไปอยู่ด้วยท่านก็ปรารภขึ้นมา โอ้..การภาวนาง่ายนะ ปราโมทย์ ง่ายนะ เสร็จแล้วจะเงียบๆไปพักหนึ่งแล้วจะพูดต่อ แต่มันก็ยากเหมือนกันน่ะ</p>
<p>มันง่ายนะ ถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้ว ใจเราตื่นแล้วเราดูกายทำงานดูใจทำงาน เราไม่ต้องทำอะไร  เราทำตัวเป็นคนดู มันไม่ยากเพราะเราไม่ต้องทำอะไรดูอย่างที่มันเป็น แต่ว่ามันยากมากเลยกว่าที่เราจะตื่นขึ้นมา ในโลกนะมันมีแต่คนหลงคนหลับ <strong>ยากเหลือเกินที่คนๆหนึ่งจะตื่นขึ้นมาได้ แต่ไม่ยากนะที่คนที่ตื่นขึ้นมาแล้ว คอยรู้กายรู้ใจเนืองๆ จะบรรลุมรรคผลนิพพานในชีวิตนี้</strong> เพราะฉะนั้นที่ครูบาอาจารย์บางองค์ว่ายากๆ ยากเพราะว่ามันไม่ตื่น บางองค์ท่านก็ว่ามันง่ายนะ ง่ายเพราะอะไร เพราะไม่ได้ทำอะไรเลย</p>
<p><strong>พอสติ สมาธิ ปัญญา มันอัตโนมัติขึ้นมานะ สติมันก็รู้กายรู้ใจเองนะ สมาธิก็ตั้งมั่นโดยไม่ต้องรักษา ปัญญาก็หยั่งรู้ความจริงของกายของใจ ทำงานของมันเอง</strong> ไม่เห็นมีอะไรยากเลย <strong>แต่ก่อนที่สติจะอัตโนมัติ ก่อนที่สมาธิจะอัตโนมัติ ก่อนที่ปัญญาจะอัตโนมัติ ตรงนี้ยากสุดๆเลย</strong> ตรงที่ใจเราตื่นขึ้นมาเนี่ยเราได้สมาธินะ แล้วก็มีสติรู้กายรู้ใจเขาทำงานไปเรื่อยในที่สุดปัญญามันจะเกิด</p>
<p><strong>แรกๆสติก็ไม่อัตโนมัติหรอก ต้องฝึกต้องซ้อม</strong> วิธีฝึกวิธีซ้อมก็หัดดูสภาวะเรื่อยไปนะ ความโลภเกิดขึ้นก็รู้ ความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความดีใจเสียใจ ความสุขความทุกข์อะไรเกิดขึ้นในจิตใจก็คอยรู้ไป ความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกายก็คอยรู้นะ ร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้า ร่างกายยืนเดินนั่งนอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด นะ ทั้งกายทั้งใจทำงานนะ คอยมีสติตามดูมันเรื่อยๆไป</p>
<p><strong>ดูมากๆนะ ต่อไปจิตจะจำสภาวะได้แม่น พอจิตจำสภาวะได้แม่น สติจะเกิดเอง ไม่ได้เจตนาให้เกิด</strong> อย่างเราหัดเบื้องต้นนะ เราต้องจงใจไว้ก่อนนะ ค่อยๆสังเกตไป จิตใจเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ แรกๆก็ดู วันนี้กับเมื่อวานไม่เหมือนกัน แต่ละวันจิตใจไม่เคยเหมือนกันเลย หัดดูอย่างนี้ พอดูแต่ละวันไม่เหมือนกันได้ก็ดูให้ละเอียดขึ้น ในวันเดียวกันเนี่ย เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ไม่เหมือนกัน ดูอย่างนี้นะ ในที่สุดต่อไปก็จะเห็นว่า ในแต่ละขณะ แต่ละขณะ ก็ไม่เหมือนกัน ดูมันจะละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น</p>
<p>ดูไปเรื่อยๆเราจะเห็นเลย มีแต่ความเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถ้าดูจนชำนิชำนาญนะ ต่อไปไม่เจตนาจะดู พอมีอะไรเกิดขึ้นในกายเกิดขึ้นในใจ สติระลึกได้เอง เนี่ยต้องฝึกจนสติระลึกเองนะ</p>
<p>อย่างหลวงพ่อไปหัดจากหลวงปู่ดูลย์มา ท่านสอนให้ดูจิต มาหัดดูเรื่อย มันสุขก็รู้ มันทุกข์ก็รู้ มันโลภ มันโกรธ มันหลงนะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นก็รู้ มันดับไปก็รู้ เนี่ยหัดรู้ไปเรื่อย ต่อมาไม่ได้เจตนาจะรู้นะ มันรู้เอง วันที่มันรู้เองนะวันนั้นพายุใหญ่มา ๒๓ กันยายน ๒๕๒๕ มีพายุเข้ามา กางร่มออกจากที่ทำงาน พายุมันตีร่มเนี่ยพับขึ้นไป ในที่สุดเราเลยต้องเก็บร่มนะ เดี๋ยวร่มเราหักอีกอันหนึ่งแย่เลย เก็บร่มไปแล้วเดินตากฝนไป เข้าไปที่วัด วัดโสมฯนี่แหละ ใกล้ๆที่ทำงาน เข้าไปในกุฏิเก่าของท่านเจ้าคุณ สมเด็จพระวันรัตน์ พระวันรัตน์(ทับ) เจ้าอาวาสองค์แรกเลยเป็นกุฏิกรรมฐานของท่าน อยู่ข้างโบสถ์ เดี๋ยวนี้ท่านรื้อไปแล้ว ไปนั่งกอดเข่าอยู่นั่น นั่งกอดเข่า แล้วใจมันกังวลขึ้นมาว่าเปียกฝนเนี่ยนะคงจะเป็นหวัด ทีนี้เราเคยหัดรู้สภาวะจนชินนะ พอใจกังวลปุ๊บนี่นะ สติมันระลึกโดยไม่เจตนาจะระลึก มันรู้ของมันเอง ใจมันระลึกได้เอง</p>
<p>หรืออย่าง<strong>สมาธิเราก็ต้องฝึก สติเนี่ยเราหัดดูสภาวะไปเรื่อย โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ หัดรู้ไปเรื่อย ถึงจุดหนึ่งพอสภาวะเกิดแล้วสติรู้เองโดยไม่ต้องเจตนาจะรู้ แต่ก่อนจะรู้ได้เองก็ต้องซ้อมนะ ต้องฝึก</strong> ไม่ใช่อยู่ก็เอาละ หลวงพ่อปราโมทย์บอกไม่ต้องทำอะไรงั้นก็นอนมันทั้งวัน ไม่ได้กินหรอกนะ ต้องฝึก หัดดูสภาวะไปจนสติเกิด</p>
<p><strong><span style="font-weight: normal;">CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530423.mp3">530423.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๐ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๓</span></strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/07/28/2834/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/530423_20.20_24.53.mp3" length="4361540" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530423.mp3" length="15210480" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สติปัฏฐานมีสองส่วน คือ ส่วนที่ทำให้เกิดสติ กับส่วนที่ทำให้เกิดปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/06/14/2494/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/06/14/2494/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2010 14:43:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กายานุปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ถลำ]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สักว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2494</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/500109A-2parts-dd.mp3"><strong>สติปัฏฐานมีสองส่วน คือ ส่วนที่ทำให้เกิดสติ กับส่วนที่ทำให้เกิดปัญญา</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong></p>
<p><strong>สติปัฏฐานมีสองส่วน </strong>ส่วนที่ทำเพื่อให้เกิดสติ และทำให้เกิดปัญญา</p>
<p><strong>ส่วนที่ทำเพื่อให้เกิดสติ ให้ตามรู้กาย ตามรู้เวทนา ตามรู้จิตไป </strong></p>
<p><strong>ส่วนที่ทำให้เกิดปัญญานี้นะ รู้กายลงไปเป็นปัจจุบัน แล้วก็ตามรู้จิต</strong> จะต่างกันนะ</p>
<p>ฉนั้น<strong>ในขั้นที่เราจะกระตุ้นให้สติเกิด ก็ตามรู้ทั้งกายทั้งจิตนั่นแหล่ะ </strong>อย่าไปดูลงปัจจุบันที่กาย เพราะถ้าดูลงปัจจุับันที่กาย จะไปเพ่งกายอัตโนมัติเลย</p>
<p>ในสติปัฏฐาน ท่านถึงใช้คำว่า &#8220;<strong>กายานุปัสสนา</strong>&#8220;  &#8220;ปัสนา&#8221; คือการเห็น ตามเห็นเนืองๆ ซึ่งกาย   ตามเห็นน่ะ เป็น &#8220;อนุ&#8221; แปลว่าตาม ตามเห็นเวทนา ตามเห็นจิต ทีนี้ตามเห็นไปเรื่อยๆ แล้วมันเกิดสติ แล้วจิตมันจำสภาวะได้ กำลังเผลอๆ อยู่นี่ เกิดขยับตัววับนะ สติก็เกิดแล้ว หรือกำลังเผลอๆ อยู่ เกิดความรู้สึกทุกข์อะไรแว๊บขึ้นมานะ สติก็เกิด  หรือกำลังเผลออยู่ จิตเป็นกุศลอกุศลขึ้นมา สติก็เกิด  คนไหนเคยตามรู้กายเนืองๆ พอร่างกายเคลื่อนไหวปุ๊บ สติเกิด  คนไหนตามรู้จิตเนืองๆ พอจิตเคลื่อนไหว สติก็เกิด</p>
<p><strong>พอสติเกิดแล้ว คราวนี้มารู้กายลงเป็นปัจจุบัน </strong> รู้สึกเลย ตัวที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนะ ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นรูปธรรมอันนึงที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีธาตุไหลเข้า ธาตุไหลออกตลอด แล้วธาตุที่ประกอบขึ้นเป็นกายนี้ ก็เปลี่ยนแปลงตลอด</p>
<p>รู้ลงปัจจุับันนะ ถ้าดูจิตก็ตามดูัมันไปเรื่อยๆ  ดูกายมีสอง step  ถ้าดูจิตนะ ดูตั้งแต่ต้นจนจบ ดูอย่างเดียว ดูอย่างเดียวกัน แต่ตอนดูก็ให้สติเกิดเอง <strong>ก่อนดูให้สติเกิดเอง</strong> อย่าจงใจให้เกิด  จงใจให้เกิดแล้วกลายเป็นเพ่งจ้อง  <strong>ระหว่างรู้ก็อย่าถลำลงไปรู้</strong> ให้สักว่ารู้ ให้สักว่าเห็น <strong>ดูแบบคนวงนอก ไม่มีส่วนได้เสีย</strong> ดูกายเหมือนเราดูกายคนอื่น  ดูจิตใจเหมือนเราดูจิตใจคนอื่น ดูแบบไม่มีส่วนได้เสีย</p>
<p>จิตมันโกรธขึ้นมานะ ก็ดูเหมือนเห็นคนอื่นโกรธ เห็นความโกรธไหลมาไหลไป ดูอย่างไม่มีส่วนได้เสีย ดูอยู่ห่างๆ มันจะเหมือนเราอยู่ห่างๆ ไม่เข้าไปคลุกกับมัน เหมือนเราอยู่บนยอดตึำกนะ มองลงมา เห็นรถวิ่งเต็มถนนนะ  รถจะชนกันข้างล่างนะ ก็ไม่ได้มากระเทือนถึงเราที่เป็นแค่คนดู   จิตใจเป็นกุศลอกุศล จิตใจเป็นสุขเป็นทุกข์อะไรเนี่ย ก็ไม่กระเทือนเข้ามาถึงคนดู</p>
<p><strong>พอรู้แล้วก็อย่าไปแทรกแซงมัน </strong> ก่อนจะรู้อย่าจงใจรู้  ระหว่างรู้นะให้สักว่ารู้ อย่าถลำลงไปรู้  รู้แล้วอย่าแทรกแซง  เกือบทั้งหมดก็แทรกแซง เจอกุศลก็อยากให้เกิดบ่อยๆ เกิดแล้วก็อยากให้อยู่นานๆ  เจอสุขก็อยากให้เกิดบ่อยๆ อยากให้อยู่นานๆ  เจออกุศล เจอทุกข์ก็อยากให้หายไปเร็วๆ หรือไม่อยากให้เกิดขึ้น  ตรงที่เข้าไปแทรกแซงมีปัญหามาก ลำพังกายนี้ใจนี้ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดีบ้าง ร้ายบ้าง  มันเรื่องของกายเรื่องของใจ เรื่องของธาตุเรื่องของขันธ์ ไม่เกี่ยวกับเรา  ถ้าเมื่อไรเราหลงยินดียินร้าย  อย่างความโกรธเกิด อยากให้หาย  พออยากให้หายนะ ใจมันจะดิ้น  ใจจะดิ้นรนขึ้นมาทำงาน   พอใจดิ้นรนทำงาน ความทุกข์เกิดซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก อันนี้เป็นความทุกข์ที่เกิดจากตัณหา</p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: 17<br />
File: 500109A.mp3<br />
Time: 3.25 – 7.16</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/06/14/2494/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/500109A-2parts-dd.mp3" length="3694340" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้าเราจงใจให้สติเกิด เรียกว่ามีโลภเจตนา จะไม่เกิดสติแท้ ๆ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/06/03/2439/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/06/03/2439/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jun 2010 02:14:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งใจ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[มหาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะเจตนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2439</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/520816_11.07_12.31.mp3">ถ้าเราจงใจให้สติเกิด มีโลภะเจตนา จะไม่เกิดสติแท้ ๆ</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>การที่เราหัดรู้สภาวะไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนี่งสติจะเกิดเอง ถ้าเราจงใจให้ เกิด เช่น เราตั้งใจ ต่อไปนี้เราจะไม่เผลอเลย เราก็มารู้ลมหายใจหายใจออก คอยรู้หายใจเข้าคอยรู้ เราจ้องไม่ให้เผลอไปที่อื่นเลย อันนี้มี <strong><em>โลภเจตนา</em></strong> ซ่อนอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติ มีความโลภนะ โลภอะไร โลภอยากจะดี อยากจะรู้สึกตัว อยากจะให้เกิดสติ อยากจะให้เกิดปัญญา มีความโลภอยู่</p>
<p><strong>ตราบใดที่ยังมีโลภะอยู่สติแท้ ๆ ไม่มีหรอก สติแท้ๆ ไม่เกิดร่วมกับโลภะหรอก</strong> ที่นี้เราต้องหัดจนกระทั้งจิตมันเคยชินที่จะเกิดสติ หัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ แล้ววันหนี่งสติเกิดเอง ตรงที่สติเกิดได้เองนี่ครูบาอาจารย์แต่ก่อนท่านชอบใช้คำว่า <strong><em>มหาสติ</em></strong><strong><em> </em></strong>พวกเราเคยได้ยินไหม <strong><em>มหาสติ </em></strong><strong><em>มหาปัญญา</em></strong> บางทีครูบาอาจารย์ใช้ <strong><em>มหาสติ</em></strong> คือสติอัตโนมัติ <strong><em>มหาปัญญา</em></strong><em><strong> </strong></em>ปัญญารู้แจ้งความจริงของกายของใจโดยอัตโนมัติ ก่อนจะมีปัญญาอัตโนมัติ ต้องฝึกให้มีสติอัตโนมัติก่อน ถ้าขาดสติไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้น เราค่อยๆฝึกหัดดูสภาวะไปเรื่อย แล้ววันหนี่งจิตมันจะเห็นสภาวะได้เอง พอจิตมันเห็นสภาวะปุ๊บ โดยที่ไม่เจตนานะ จิตมันจ ะรู้เนื้อรู้ตัว มันจะตื่นขึ้นมาเต็มที่เลย มันจะเห็นความจริงเลยว่า สภาวะทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา</p>
<p>ศาลาลุงชิน ๓๒</p>
<p><a href="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/_128/520816.mp3" target="_blank">520816</a></p>
<p>11.07 &#8211; 12.31
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/06/03/2439/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/520816_11.07_12.31.mp3" length="1358929" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/_128/520816.mp3" length="72874140" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 May 2010 02:40:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขยับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิวรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งแช่]]></category>
		<category><![CDATA[ประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สังโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2403</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491123B-samma-dd.mp3"><strong>ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong></p>
<p><strong>เครื่องมือในการเจริญสติ เครื่องมือหลักๆ ก็คือ<em>สติ</em> <em>สัมมาสมาธิ</em> คือเครื่องมือหลักๆ ผลผลิตของมันก็เป็น<em>ปัญญา</em> พอปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาทำหน้าที่ประหารกิเลส ทำลาย ตัดกิเลส ตัดสังโยชน์ ถ้าตัดสังโยชน์นี่เรียกว่าเป็นปัญญาในระดับอริยมรรค</strong> เพราะฉะนั้นต้องเรียนมากๆ เรื่องสติ กับสัมมาสมาธิ ต้องเรียนสองอันนี้เยอะๆ หน่อย <strong><em>ถ้ามีสติอย่างเดียวนะ ขาดสัมมาสมาธินี่ มันไม่มีกำลังที่จะตัดสินความรู้</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>สัมมาสมาธิเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ความตั้งมั่นของจิต</em></strong> เราจะรู้สึกว่าพอจิตมันถึงฐานของมันจริงๆ นะ มันรู้สึกเลย จิตใจตั้งมั่น จะสามารถสักว่ารู้สักว่าดูอะไรได้หมด นี้ส่วนใหญ่พวกเราจิตใจไม่ตั้งมั่น สมาธิที่พวกเรารู้จักนี่มันเป็นมิจฉาสมาธิ จิตมันชอบเข้าไปตั้งแช่ในอารมณ์ ยกตัวอย่างเวลาเรารู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใจเราชอบไหลเข้าไปอยู่ที่ลม พอรู้ลมนี่ใจก็ไหลไปอยู่ที่ลม เราไปดูท้องพองยุบ ใจไหลไปอยู่ที่ท้อง เราเดินจงกรมยกเท้าย่างเท้า ใจไหลไปอยู่ที่เท้า</p>
<p>บางสำนัก สายหลวงพ่อเทียนท่านขยับมือ ขยับมือ ลูกศิษย์จำนวนมากเลย ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ กับไหลเข้าไปอยู่ที่ท้อง ไหลไปอยู่ที่เท้า ไหลไปอยู่ในลมหายใจ มันก็ไหลเหมือนกัน ใจไม่ตั้งมั่น <strong><em>พอใจไม่ตั้งมั่นนะ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ปัญญาจะเกิดไม่ได้จริงหรอก ได้แต่เพ่ง</em></strong> ใจจะเข้าไปแนบ อยู่ในอารมณ์อันเดียว อย่างต่อเนื่อง สงบ ดีแล้วเกิดปีติ ขนลุกขนพอง ตัวลอย ตัวเบา ตัวโพรง ตัวใหญ่ ตัวหนัก มีสารพัด อาการที่แปลกๆ กว่าปกติทั้งหลาย เป็นอาการของปีติ ขนลุกขนพอง วูบๆ วาบๆ นะ เหมือนฟ้าแลบแปล๊บๆ ปล๊าบๆ อะไรอย่างนี้ มันเป็นอาการที่ใจมันทำสมถะ เข้าไปแช่ในอารมณ์นานๆ แล้วจิตใต้สำนึกก็ทำงานปรุงอะไรต่ออะไรขึ้นมา แล้วแต่มันจะชอบ บางคนปรุงเห็นผีเห็นสางอะไรก็ได้นะ บอกว่าผีหลอก จริงๆ หลอกตัวเอง</p>
<p>ค่อยๆ สังเกตไปใจที่ตั้งมั่นกับใจที่ไหลไป วิธีหัดง่ายๆ เลย หัดสังเกตจิตใจของเรา อย่างนั่งฟังหลวงพ่อพูดนะ เดี๋ยวใจก็ไหลไปคิด เดี๋ยวก็ตั้งใจฟัง ฟังแล้วก็ไหลไปคิด ดูออกมั้ย คุณนี่ ฟังไปแล้วก็คิดไป สลับ ดูออกมั้ย แต่เราไม่เคยเห็นจิตที่ไหลไป เพราะฉะนั้นจิตเราไม่ได้ตั้งมั่นจริง คุณลองดูท้องพองยุบซิ ลองเคยทำดูพองยุบมั้ย เคยใช่มั้ย ลองทำเหมือนที่เคยปฏิบัติ ลองเลย ทำจริงๆ ลืมหลวงพ่อซะ นี่รู้สึกมั้ย ใจเรารวมไปอยู่ที่ท้อง ใจเราเคลื่อนไปอยู่ที่ท้อง นึกออกมั้ย นี่แหละคือการทำสมถะล่ะ นะ แล้วพวกเราชอบคิดว่าวิปัสสนา ไม่ใช่วิปัสสนา จิตไม่ตั้งมั่น จิตไหลไปแล้ว ไหลไป งั้นวิธีการที่ง่ายๆ นะ ที่คุณจะดูก็คือ จิตเราไหลไปเรารู้ทันว่าไหล อย่าดึงนะ อย่าออกแรงดึงนะ ถ้าเราเห็นไหลไปแล้วเราดึงนี่ จะแน่นขึ้นมา นี่ส่งใจไปดูอีกแล้วรู้สึกมั้ย ใจเราเคลื่อนไปดู ให้รู้ว่าเราหลงไปดูแล้ว มันคล้ายๆ เราดูโทรทัศน์น่ะ หรือเราจ้องจอคอมพิวเตอร์ ในนี้เหมือนมีจอคอมพิวเตอร์อันนึง เราจ้องไปที่จอ รู้สึกมั้ยเราถลำไปที่จอ ใช้ไม่ได้<em>นะ</em><em> </em><strong><em>ที่นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยพลาด ก็พลาดตรงนี้เอง จิตไม่ตั้งมั่น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>กับจิตตั้งแช่</em></strong> เข้าไปแช่นิ่งๆ อยู่ที่ท้อง เข้าไปแช่อยู่ที่ลม เข้าไปแช่อยู่ที่เท้า ตราบใดจิตตั้งแช่ มันก็ได้แต่สมถะ สงบไปเฉยๆ แหละ  แต่ถ้าจิตตั้งมั่นนะ มันจะเห็นเลย จิตอยู่ต่างหากนะ ความคิดก็ส่วนความคิด จิตส่วนจิต รูปส่วนรูป นามส่วนนาม ไม่ก้าวก่ายกันหรอก จิตหลุดออกจากโลกของความคิดเลย แล้วก็ไม่ได้เพ่งกายไม่ได้เพ่งใจนะ แต่รู้กายรู้ใจ</p>
<p>รู้กายรู้ใจกับเพ่งกายเพ่งใจไม่เหมือนกัน เวลาเราเพ่งกายเพ่งใจนะ เบื้องต้นเราเกิดอยากก่อน อยากปฏิบัติ พออยากปฏิบัติเราก็จงใจกำหนดรูปกำหนดนาม เราคิดว่าถ้าเอาสติไปกำหนด สติมีหน้าที่กำหนด ถ้าเรียนอภิธรรมอย่าง อาจารย์อนัตตาจะทราบ สติไม่ได้แปลว่ากำหนด <em>สติแปลว่าความไม่ประมาท ความไม่หลงลืม</em><em> </em><em>ความไม่เลื่อนลอยๆ</em> แต่จิตใจของเราชอบเลื่อยลอย รู้สึกมั้ยลอยไปลอยมา ตอนเนี้ยลอยไปคิดแล้ว นึกออกมั้ย จิตเราลอยไปคิด เวลาที่เราไม่ได้นึกเรื่องปฏิบัติจิตเราก็ลอยไปคิด เค้าเรียกว่าขาดสติ เวลาเรานึกถึงการปฏิบัติเราก็ไปเพ่งใส่ลงไป จิตเราเคลื่อนไป จ่อนิ่งๆ ไว้ อันนั้นไม่ใช่การรู้รูปนาม แต่เป็นการเพ่ง เพ่งรูปเพ่งนาม เพ่งรูปเพ่งนามเป็นสมถะนะ หลายคนเข้าใจว่า ถ้ารู้รูปนามแล้วก็ ถ้ามีอารมณ์รูปนามแล้วต้องเป็นวิปัสสนา ไม่จำเป็นนะ ทำวิปัสสนานี่ต้องใช้อารมณ์รูปนาม ต้องรู้ อารมณ์รูปนาม อันนี้แน่นอน จะไปรู้อารมณ์บัญญัติหรือไปรู้อารมณ์นิพพานไม่ได้ ไม่ใช่วิปัสสนา แต่สมถะนี่ใช้อารมณ์บัญญัติก็ได้ อารมณ์รูปนามก็ได้ กระทั่งอารมณ์นิพพานก็ใช้ทำสมถะได้ พระอริยะเจ้าทำสมถะโดยใช้อารมณ์รูปนามก็ได้ ใช้บัญญัติก็ได้ ใช้อารมณ์นิพพานก็ได้ คนทั่วๆ ไปทำสมถะได้โดยใช้อารมณ์บัญญัติคือเรื่องราวที่คิด กับรูปนาม เพ่งรูปเพ่งนาม เป็นสมถะ งั้นอย่างที่เราเดินจงกรมแล้วใจเราไปแนบเข้าไปที่เท้านี่นะ ทำสมถะอยู่ แต่ถ้าใจของเราตั้งมั่น มันจะเห็นเลย ตัวที่เดินนี้ไม่ใช่ตัวเรา เห็นทันทีนะ นี่เราเริ่มเห็นไตรลักษณ์ ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่นี่ สักแต่ว่าเคลื่อนไหว สักแต่ว่าเป็นธาตุ มันรู้ด้วยใจ รู้สึกเอา ไม่ใช่คิดนะ ถ้าคิดใช้ไม่ได้ มันรู้สึกเอาถึงความเป็นธาตุของร่างกาย รู้สึกเอาถึงความไหวของร่างกาย จะไม่รู้สึกว่าเราไหว หรือว่าธาตุนี้เป็นตัวเรา เพราะว่าเราหลุดออกจากโลกของความคิดได้แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องบริกรรมนะ ไม่ต้องบริกรรม เมื่อไรบริกรรมเมื่อนั้นตกจากวิปัสสนาทันทีเลย อย่างเรามีสตินะ สมมติเราใจลอยไป เรามีสติระลึกได้ว่าใจลอย นี่ระลึกได้แล้ว ใช้ได้ นี่มีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะต่อตามมาอีก เห็นเลย จิตจะใจลอยห้ามมันไม่ได้ จิตจะรู้สึกตัวสั่งไม่ได้ นี่แสดงความไม่เที่ยง แสดงอนัตตาได้ แต่ถ้าใจลอยไป รู้ว่าใจลอยปุ๊ป ดึงไว้ปั๊ป นี่เป็นสมถะนะ ใจลอยแล้วใจของเราก็ลอยตามมันไปด้วยเลย หลงไป เนี้ยหลงไป</p>
<p>ค่อยๆ ดูสภาวะนะ มาเรียนที่หลวงพ่อไม่ใช่เรียนปริยัตินะ หลายคนไปคุยกันบอกหลวงพ่อปราโมทย์สอนอภิธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้เรียนอภิธรรมนะ แต่หลวงพ่อพูดเรื่องสภาวะล้วนๆ เลย อภิธรรมมันเป็นเรื่องของสภาวะล้วนๆ ต่างหากล่ะ งั้นไม่ใช่หลวงพ่อสอนอภิธรรมนะ หลวงพ่อสอนแต่เรื่องสภาวะ แต่บังเอิญๆ อภิธรรมมันคือสภาวะนั่นเอง เนี้ยสภาวะที่เราเห็นด้วยการปฏิบัตินะ กับสภาวะในตำรา อันเดียวกันน่ะ แต่สภาวะในตำราจะหยาบๆ นะ หยาบๆ อย่างโทสะนี่แยกได้ไม่กี่อย่าง พวกเราแยกได้เยอะเลย ขัดใจนิดหน่อยใช่มั้ย โมโหจนเห็นช้างเท่าหมู มีดีกรีด้วย ดีใจเสียใจ นี่แต่ละอันมันกระจายออกไป โอ้ยมีเยอะแยะ เยอะแยะเลย</p>
<p><strong><em>หัดรู้สภาวะเรื่อยๆ แล้วสติจะเกิด หัดรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น แล้วจิตจะตั้งมั่น</em> </strong>ฉะนั้นหัดสองอันเนี้ย หัดรู้สภาวะไป เช่นใจเราลอยไปเรารู้ ใจเราไปคิดเรารู้ ใจเราไปเพ่งเรารู้ นะ ใจหนีไปคิดอีกแล้วทราบมั้ย นี่หลวงพ่อบอกแล้วนึกออกมั้ย คอยดูไปเรื่อยๆ นะพอใจเราไหลไป อย่าไปตั้งใจดูนะ ห้ามไปจ้องไว้ก่อน ต้องตามดู ต้องตามดูนะ ตรงนี้ก็เป็นหลักการสำคัญ<span> </span></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: 16<br />
File: 491123B.mp3<br />
Time: 0.14 – 9.15</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491123B-samma-dd.mp3" length="8648828" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สติอัตโนมัติจะช่วยเราตอนที่จะตาย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/05/20/2324/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/05/20/2324/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 May 2010 03:20:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[กรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[นรก]]></category>
		<category><![CDATA[นิมิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[สติอัตโนมัตื]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2324</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491116B-die-dd.mp3"><strong>สติอัตโนมัติจะช่วยเราตอนที่จะตาย</strong></a></p>
<p><strong>ถ้าคนไหนไม่สามารถเจริญสติในชีวิตประจำวันได้</strong><strong> </strong><strong>ยังไกลต่อมรรคผลนิพพาน</strong> เพราะว่าเวลาเราทำกรรมฐาน วันหนึ่งๆ มีไม่มากเท่าไหร่หรอกที่ทำในรูปแบบ เวลาส่วนใหญ่อยู่ข้างนอกนี่แหละ ถ้าเราสามารถยืนเดินนั่งนอนอยู่ในชีวิตประจำวันแล้วก็มีสติตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตใจตัวเองได้เป็นระยะๆ นะ สติเกิดได้ทั้งวันเลย คือปฏิบัติทั้งวัน หลวงพ่อเป็นฆราวาสหลวงพ่อก็ปฏิบัติด้วยวิธีนี้เอง คือดูจิตใจตัวเอง จะมานั่งสมาธิทั้งวันอย่างตอนอยู่ไปบวชแล้วมานั่งอยู่ในวัดนะ นั่งสมาธิได้นานๆ เดินจงกรมนานๆ อยู่แต่ในรูปแบบ เป็นฆราวาสมันทำไม่ได้ ทำไม่ได้ งั้น<strong>ต้องฝึกให้สามารถเจริญสติในชีวิตประจำวันได้</strong><strong> </strong><strong>ถ้าเราสามารถปฏิบัติได้เฉพาะตอนทำสมาธิ ทำในรูปแบบอะไรอย่างนี้</strong><strong> </strong><strong>ชีวิตเราจะแยกเป็นสองส่วน ชีวิตส่วนหนึ่งเป็นเวลาปฏิบัติ</strong><strong> </strong><strong>ชีวิตส่วนใหญ่เป็นเวลาไม่ได้ปฏิบัติ งั้นเหมือนเราพายเรือนะทวนน้ำไป</strong><strong> </strong><strong>เราพายไปห้านาทีแล้วก็นอนด้วย ชั่วโมงหนึ่งนะ มันจะไม่อยู่ที่เก่าเอา</strong><strong> </strong><strong>มันจะไหลลงไปต่ำกว่าเดิม</strong><strong> </strong></p>
<p>               <strong>พระพุทธเจ้าถึงบอกธรรมชาติของจิตไหลลงต่ำ อย่าประมาทเชียวนะ</strong><strong> </strong><strong>ไหลลงต่ำเร็วมากเลย เรานึกว่าเราแน่ๆ เราแน่ เผลอแวบเดียวลงต่ำ ถอยไม่ได้นะ ต้องสู้</strong><strong> </strong><strong>มีสติในชีวิตประจำวัน ตามดูกายตามดูใจ ตื่นนอนตอนเช้าหรือว่าก่อนนอนตอนค่ำ</strong><strong> </strong><strong>มีเวลาเนี่ยต้องทำในรูปแบบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ต้องทำให้ได้</strong> ชาวพุทธนะไหว้พระสวดมนต์ทำสมาธิเดินจงกรมวันละครั้งนะ ทำไมทำไม่ได้ มุสลิมละหมาดวันละห้าครั้งเขายังทำได้เลย วันละห้าครั้งนะ ของเราหนึ่งครั้ง ไม่ได้ ต้องสู้นะ กิเลสมันจะพาขี้เกียจ ถ้าเราทำในรูปแบบทำความสงบมาดูกายดูใจนะ หัดดูสภาวะไป จิตใจหนีไปก็รู้ จิตไปเพ่งก็รู้ จิตสงบจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นสุขเป็นทุกข์ จิตโลภโกรธหลง คอยตามรู้เรื่อยๆ การทำในรูปแบบนี่เราตัดการกระทบอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายไปก่อน มาเหลือแต่การทำงานทางใจอันเดียวนะ เช่นเรามาหายใจเข้าหายใจออกเนี่ย ใจเราหนีไปเรารู้ทัน ใจไปเพ่งรู้ทัน เรารู้ทันการทำงานทางใจอยู่ที่เดียวเลย แต่อย่าไปเพ่งใส่จิตนะ อย่าไปเพ่งใส่จิตใส่ใจ ให้เขาทำงานไป เรามีหน้าที่แค่ตามดูไปเรื่อยๆ ดูท้องพองยุบไปก็ดูจิตใจเขาทำงานไป เดี๋ยวเขาก็ไปคิดนะ คิดกระทั่งคำบริกรรมนะ บริกรรมว่าพองหนอยุบหนอ นี่ก็คือการคิดนั่นเอง ก็ให้รู้ทันว่าจิตหนีไปคิด หนีไปคิดเรื่องอื่นเราก็รู้ทัน แล้วก็ไปเพ่งใส่ท้องเราก็รู้ทัน หัดรู้สภาวะนะ ต่อไปเวลาเราอยู่ในชีวิตธรรมดา จิตจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอะไรเนี่ย เห็นหมดเลย เห็นอัตโนมัตินะ</p>
<p>      พวกเราเมื่อวานไม่ได้มา เมื่อวานหรือ อ้อ&#8230; ไม่ใช่ ก่อนที่จะปิด ก่อนวานซืนอีกวันหนึ่ง วันสุดท้ายที่หลวงพ่อเปิดแล้วหยุดมาสองวัน มีผู้หญิงคนหนึ่งมา ชื่อโอ่งนะ ชื่อโอ่ง หุ่นก็เหมือนโอ่งจริงๆ ภาวนาเก่งมากเลย บอกเขาไม่ได้ทำอะไร แต่กระทั่งเขานอนหลับนะ จิตมันฝันเขายังรู้เลย แล้วเขาพบว่าความฝันก็คือความคิดนั่นเอง พอไม่ดีปุ๊บ ขาดสะบั้นเลยนะ เขาจะนอนพลิกซ้ายพลิกขวาเขารู้ทั้งคืนเลย ใจเขาไหลไปคิดในความฝันนะ ไหลแวบรู้สึกเลย มีแต่ขาดปั๊บๆ ปั๊บๆ นี่แค่กลางคืนนะ ไม่ต้องพูดถึงกลางวันเลย ทำได้ทั้งวันทั้งคืนเลย ฝึกหัดมีสติอย่างที่หลวงพ่อบอกนี่แหละ ถึงจุดหนึ่งนะจะมีสติได้ทั้งวันทั้งคืน ตรงที่นอนไปแล้วยังช่วยตัวเองได้ มีสติขึ้นมาช่วยตัวเองได้นี่สำคัญนะ มันเป็นเหตุมันเป็นผลจากการที่เราฝึกเจริญสติตอนกลางวัน เราจะเอาไว้ใช้ตอนจะตายเนี่ย ความรู้อันนี้จะใช้ตอนจะตาย เวลาที่เราจะตาย จิตมันจะตัดความรับรู้กายออกไปก่อนนะ แล้วมันจะไปรู้ที่ใจอันเดียว จะมาทำกรรมฐานที่กายอันเดียว ระวังก็แล้วกันนะ กายหายไปแล้ว นาทีสุดท้ายไม่มีกายนะ จะทำยังไงทำกรรมฐานอะไร ต้องฝึกจนชำนิชำนาญ เข้ามาที่จิตอัตโนมัติให้ได้ เวลาคนเราจะตายมันจะเกิดนิมิต อันหนึ่งเรียกว่ากรรมนิมิต นิมิตถึงสิ่งที่เคยทำนะ อีกอันหนึ่งเรียกว่ากรรมอารมณ์ กรรมนิมิตเนี่ยมันจะไปนิมิตถึงเรื่องราวที่เคยทำ อีกอันหนึ่งเรียกคตินิมิตจะเห็นที่ไปข้างหน้า มีสามอัน มีกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ คตินิมิตอารมณ์ มีสามอัน รวมความแล้วก็คือมันฝันนั่นเอง ฝันไปถึงเรื่องราวที่เคยทำมาในอดีต เช่น คนหนึ่งนะหลวงพ่อเคยรู้จัก เป็นพ่อของเพื่อน ใจดีนะ ตอนหนุ่มๆ เพื่อนมาบ้านทุกวันเลยมาสีซอกัน เล่นปี่พาทย์ เล่นสีซอ ทุกวันจะสั่งลูกน้องเชือดไก่วันละตัวเลี้ยงเพื่อน เวลาจะตายเนี่ยเกิดนิมิตเห็นไก่นะ เห็นไก่มารออยู่ข้างหน้าแล้ว บางทีก็เห็นที่ไปข้างหน้าที่จะไปเกิด เกิดเห็นไฟท่วมขึ้นมาเลย จะไปเกิดแล้วในที่ไม่ดี แต่ถ้าหากฝึกสติไว้จนชำนาญนะ พอเห็นไก่ปุ๊บใจมันย้อนดูจิตเลย มันเคยชินที่จะฆ่าไก่ พอเห็นไก่ปุ๊บ แหมมันอยากเชือดคอขึ้นมา สติเกิดวับเลย มันอยากฆ่าไก่แล้ว เห็นปั๊บนิมิตนั้นดับ ไม่ไปเกิดเป็นตรงนั้นแล้ว หรือฝันไปเห็นนรก นิมิตไปเห็นนรกปุ๊บกลัว สติระลึกถึงความกลัวปุ๊บขาดเลย นรกดับไปเลยนะ ทุกคนสร้างนรกของตัวเองนะ ทางใครทางมัน เพราะฉะนั้นนรกไม่เคยเต็ม อย่าเล่นๆ นะไม่ใช่ของหลอกเด็กนะ อย่าเล่นๆ นะ ตอนยังไม่รู้ไม่เห็น ผยอง พอรู้เห็นก็คร่ำครวญ ช่วยอะไรก็ไม่ได้ เป็นภูมิที่ช่วยไม่ได้แล้วนะ เป็นภูมิที่ช่วยไม่ได้ ไม่มีใครเข้าไปช่วยได้เลย ถ้าเป็นเปรตยังช่วยได้ ถ้าเราฝึกสติไว้ดีนะ พอนิมิตไม่ดีเกิดปุ๊บ ขาด เราจะตื่นขึ้นมาจะไปสู่สุคติ งั้นสำคัญนะ ฝึกสติในชีวิตประจำวันนี่จนมันอัตโนมัตินะ กระทั่งหลับมันก็ทำงานได้ สติปัญญาต้องฝึกเอา ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยนะ<span> </span></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: 16<br />
File: 491116B.mp3<br />
Time: 8.14 – 15.21</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/05/20/2324/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491116B-die-dd.mp3" length="6814405" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/03/27/1575/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/03/27/1575/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 03:58:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[มาครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญปัญญา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=1575</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>mp3 (for download) : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/03/490505A_15_04_19_38.mp3">หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>ถ้าเมื่อไรรู้สภาวะตรงตามความเป็นจริงลงปัจจุบัน เมื่อนั้นสติก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าอยากให้สติเกิดนะ ไม่มีใครสั่งให้สติเกิดได้ <strong>สติเป็นอนัตตา</strong> สติเองก็ตกอยู่ใต้อนัตตา <strong>ไม่มีใครสั่งสติให้เกิด</strong> <strong>แต่ถ้ามีเหตุสติถึงจะเกิด</strong> เพราะฉะนั้นมาเรียนที่หลวงพ่อนะ ถ้ามาเรียนบ่อยๆ จะรู้เลย <strong>หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ เหตุให้เกิดสติก็คือการที่จิตนี้จำสภาวะธรรมได้</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นมาเรียนที่หลวงพ่อ ไม่ได้มาเรียนเรื่องอื่นหรอก เรียนเรื่องสภาวะธรรม เช่น ความโลภเป็นอย่างนี้ ความโกรธ ความหลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ อิจฉา ดีใจ เสียใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ หัดรู้สภาวะแต่ละอย่างๆ สภาวะอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจคอยหัดรู้หัดดูไป ต่อไปจิตมันจำสภาวะได้ พอสติมันจำสภาวะได้นี่ พอสภาวะอันนั้นเกิดขึ้นสติจะเกิดเอง ทันทีที่สติเกิดเอง สัมมาสมาธิก็เกิดเอง จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเลย จิตจะรู้ ตื่น เบิกบาน จิตจะสงบ สะอาด สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็จะเห็นสภาวะธรรมทั้งหลายเกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป นี่เป็นการเจริญปัญญา</p>
<p>เพราะฉะนั้นเราจะเรียนนี่ ต้องเรียนจนสติตัวจริงเกิด ถ้ามาเรียนที่หลวงพ่อ จะเห็นว่าหลวงพ่อไม่ได้เน้นว่าให้นั่งท่าไหน ให้เดินท่าไหน หรือว่าห้ามกินข้าว หรือว่าห้ามนอนอะไรอย่างนี้ ไม่ได้เน้นตรงนั้น เพราะจริตนิสัยคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ใครเคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำอย่างนั้นแหละ ถนัดอะไรก็ใช้กรรมฐานอันนั้นแหละ เพียงแต่ว่าทำให้สติตัวจริงมันเกิด</p>
<p>ส่วนใหญ่ที่เราทำกรรมฐานแล้วสติไม่ค่อยเกิดเพราะอะไร เพราะเราชอบไปเพ่ง เราไปเพ่งใส่ตัวอารมณ์กรรมฐาน เช่น เราดูท้อง เราก็ไปเพ่งท้อง เราดูลมหายใจ เราก็ไปเพ่งลมหายใจ เราขยับมือทำจังหวะ เราก็ไปเพ่งใส่มือ เราเดินจงกรม เราก็ไปเพ่งใส่เท้า พอไปเพ่งใจมันก็แข็งๆ ทื่อๆ นะ มันจงใจปฏิบัติ สติตัวจริงไม่ได้เกิดขึ้นมา สติตัวจริงไม่เกิด จิตใจก็ไม่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่น ไม่อ่อนโยน ไม่นุ่มนวล ไม่คล่องแคล่วว่องไว ไม่ควรแก่การงาน</p>
<p>เพราะฉะนั้นเรียนกับหลวงพ่อ บางคนฟังแล้วจะงง มาใหม่ๆ จะงงนะ ว่าหลวงพ่อพูดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้ก็ได้ <strong>หลวงพ่อสอนให้พวกเราหัดดูสภาวะธรรมนั่นเอง</strong> ต้องหัดรู้สภาวะธรรม <strong>สภาวะธรรมก็คือตัวรูปธรรม นามธรรม</strong> ถ้ามาเรียนที่หลวงพ่อบางคนหลวงพ่อก็สอนให้ดูกาย ทำสมาธิก่อนแล้วก็ดูกาย แต่ส่วนมากจะสอนให้ดูจิตใจตัวเอง เพราะอะไร เพราะคนที่มาที่นี่ส่วนมากเป็นพวกคิดมาก พวกทิฏฐิจริต พวกคิดมาก วันๆ นะนั่งคิดทั้งวัน พวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต</p>
<p>การดูจิตนี้ให้ตามรู้ตามดูไปเลย จิตใจเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คอยรู้คอยดูไปเรื่อย ในที่สุดจิตจะจำสภาวะธรรมได้ เมื่อจิตจำสภาวะธรรมได้แล้ว พอสภาวะธรรมใดๆ ปรากฏขึ้นมานี่สติจะเกิดเอง ไม่ต้องแกล้งให้เกิดนะ เกิดเอง สติที่เกิดเองเพราะมีเหตุคือจิตจำสภาวะได้นี่อัศจรรย์ อกุศลจะดับทันทีเลย กุศลจะเกิดขึ้นทันทีเลย อย่างเรากำลังเผลอๆ อยู่ จิตมันรู้จักว่าเผลอเป็นอย่างไร มาเรียนที่หลวงพ่อๆ ชอบไล่นะว่า เผลอไปแล้วๆ นี่เพราะอะไร เพราะเผลอนี่เป็นกิเลสที่เกิดบ่อยที่สุด ความหลง โมหะ เกิดบ่อยที่สุด ถ้าเรารู้ว่าเผลอคืออะไร เราจะปฏิบัติได้แทบทั้งวันแล้ว เพราะเราเผลอทั้งวัน</p>
<p>ทีนี้พอเราจำสภาวะได้ เช่น จำว่าเผลอเป็นแบบนี้ ใจเราเผลอ เราหลงไปคิดเป็นแบบนี้ พอมันเผลอไปคิดปั๊บ สติจะเกิดเลย จะระลึกได้นะว่าเผลอไปแล้ว อ้อ เผลอไปแล้วๆ นี่จิตจะตื่นขึ้นในฉับพลันโดยที่ไม่ต้องเจตนาจะตื่นเลยนะ จิตจะตื่นในฉับพลัน จะรู้สึกตัวขึ้นมาเลย ใจก็จะตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว สัมมาสมาธิก็เกิดขึ้น เราก็จะเห็นเลยทุกสิ่งล้วนแต่ไหลมาแล้วไหลไป ผ่านมาแล้วผ่านไป นี่เป็นขั้นเจริญปัญญา เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี่ขั้นต้นทำให้มีสติ ขั้นกลาง ขั้นปลายนี่ทำให้มีปัญญา คอยรู้ไปเรื่อย</p>
<p>สวนสันติธรรม 12</p>
<p><a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/012/mp3/490505A.mp3" target="_blank">490505A</a></p>
<p>15.04 &#8211; 19.38
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/03/27/1575/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/012/mp3/490505A.mp3" length="14195673" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/03/490505A_15_04_19_38.mp3" length="4390018" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เวลาดูจิตรู้ได้แวบเดียวทีละขณะๆ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/03/23/1611/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/03/23/1611/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 17:03:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ หรือ คิดว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ทีละขณะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=1611</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>MP3 (for download):<a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/03/C-doojitshort.mp3"> เวลาดูจิตรู้ได้แวบเดียวทีละขณะๆ </a></p>
<p><strong>โยม:</strong> จะเห็นได้บางมาก แล้วก็แป๊บเดียวเองครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> แป๊บเดียวหมายถึงอย่างไร หลงนานหรือว่าเวลารู้ๆ แป๊บเดียว</p>
<p><strong>โยม:</strong> เวลารู้ๆ แป๊บเดียวเองครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ก็ถูกแล้วล่ะ ปัจจุบันสั้นนิดเดียว ปัจจุบันไม่ใช่หนึ่งนาที ไม่ใช่หนึ่งชั่วโมง เวลารู้ๆ ทีละขณะๆ ได้แว๊บเดียว หลงก็หลงทีละแว๊บนะ เพียงแต่มัน แว๊บๆๆๆ บ่อย ก็เลยรู้สึกยาว อย่างตอนนี้ใจหลงไปแล้วทราบไหม นี่รู้อย่างนี้ ตรงที่รู้ตะกี้มันก็รู้ขึ้นมาแว๊บหนึ่ง แล้วตอนนี้มันก็หลงไปคิดใหม่ ดูออกไหม มันรู้ได้แว๊บหนึ่งแล้วมันก็หลงไปคิดอีก คิดอีกรู้อีก คิดอีกรู้อีกนะ รู้เล่นๆ ไม่ต้องรู้ตลอดเวลา ถ้าอยากจะรู้ตลอดเวลาจะเครียด การภาวนาถ้าเครียดเมื่อไร ผิดเมื่อนั้น เพราะจิตที่เครียดเป็นอกุศลจิต การภาวนาต้องรู้ไปด้วยจิตที่สบายๆ
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/03/23/1611/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/03/C-doojitshort.mp3" length="344942" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

