หมวดหมู่

ขณะแรกที่ออกจากสมาธิ เป็นนาทีทองของคนทำสมาธิ

mp 3 (for download) : ขณะแรกที่ออกจากสมาธิ เป็นนาทีทองของคนทำสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: บางคนชอบทำสมาธิก็ทำสมาธิไปไม่ห้าม แต่พอออกจากสมาธินี่ให้มีสติรู้ทันจิตตั้งแต่ขณะแรกที่ออกจากสมาธิ ตัวนี้สำคัญที่สุดนะ  ขณะแรกที่ออกจากสมาธิเป็นนาทีทองของคนทำสมาธิ ในขณะที่อยู่ในสมาธินั้นเป็นที่พักผ่อน ไม่เกิดสติปัญญาอะไร แต่ขณะที่จิตถอยออกจากสมาธิให้มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของจิตเลย จิตตะกี้มีปิติ ออกมาแล้วไม่มี จิตตะกี้มีสุข ออกมาแล้วไม่มี จิตตะกี้สงบเฉยๆ พอออกมาแล้วฟุ้งซ่าน

เพราะฉะนั้น นาทีทองอยู่ตรงที่ถอยออกจากสมาธินะ สำหรับคนที่ทำสมาธิ แต่ถ้าออกจากสมาธิแล้วก็ยังทำหน้าอย่างนี้ทั้งวันนะ นี่ หลวงพ่อทำให้ดูนะ แล้วคิดว่าปฏิบัติอยู่ทั้งวัน นี่หลงผิดอยู่ทั้งวันนะ โมหะครอบอยู่ทั้งวันแล้วไปคิดว่าวิปัสสนาจริงๆ เราจะเจริญสติต้องทำซึมไว้ ทำยากนะ ลืมไปนานแล้ว (โยมหัวเราะ) นี่ เชิญด่าเลยนะ ไม่โกรธหรอก ด่าสามวันก็ไม่โกรธนะ มันไม่ใช่ไม่มีกิเลสนะ มันคือกรรมฐานที่เอาหินทับหญ้าไว้เฉยๆ กรรมฐานโง่นะ เพราะฉะนั้น ถ้าออกจากสมาธิแล้วอย่าให้ค้างอยู่ ออกแล้วออกเลย ดูความเปลี่ยนแปลงของจิตของใจไปเรื่อยๆ

สวนสันติธรรม
CD: ธรรมเทศนา ๔ วัน ในสวนสันติธรรม
File: 501017B.mp3
Time: 46.26 – 47.56

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ตอนตื่นนอนเป็นนาทีทองของนักปฏิบัติ

mp 3 (for download) : ตอนตื่นนอนเป็นนาทีทองของนักปฏิบัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

ใจมันจะปรุงแต่งเนี่ย ถ้าเมื่อไรเรารู้ทันการปรุงแต่งของเขาแล้ว มันจะหยุดไปเลย ขาดไป  งั้นอย่างหลวงพ่อจะบอกเรื่อยๆเลยว่า ตอนที่เราตื่นนอนใหม่ๆเนี่ย ตอนนี้เป็นนาทีทองของนักปฏิบัติ ตื่นนอนแล้ว ตื่นปุ๊บเนี่ย คนทั่วไปชอบซึมๆ ต่อไปอีกช่วงนึง แต่ถ้าเป็นนักปฏิบัติจริงๆ ตอนตื่นนอนแล้วให้ีรีบรู้ทันเลย ให้รีบสังเกต จิตมันจะทำงาน

เวลาที่เราเข้าไปติดในสภาวะอะไรที่เราดูไม่ออก อย่างเราติดทั้งวันเลยนะ ติดอยู่อย่างนั้นน่ะ ตอนตื่นนอนให้รีบรู้เลย มันจะเห็นเลย มันไหลกระดึ๊บๆ เข้าไปช่องเดิมนั่นแหล่ะ พอเรารู้ทันว่ามันจะเข้าทางนี้นะ ต่อไปมันจะไม่เข้า ไม่เข้าเองละ อย่างใจเรา มันจะไหลเข้าไปถูกโมหะครอบ มันจะไหลเข้าไป  ถ้ารู้ทัน มันก็จะไม่เข้า  งั้นตรงตื่นนอนปุ๊บเีนี่ยนะ เป็นนาทีทองเลย คอยรู้สึกเอา

หลวงพ่อก็ใช้วิธีนี้สังเกตนะ เราไม่มีครูบาอาจารย์อยู่ใกล้ๆ  หลวงพ่อปฏิบัติเนี่ย ไปเรียนกับครูบาอาจารย์ไม่มากหรอก แต่ใช้การสังเกตเอา  เราไม่มีโอกาสใกล้ชิดครูบาอาจารย์มากนัก สามเดือนสี่เดือนไปหนนึง  อย่างตอนหลังๆเนี่ย ตอนมาภาวนาที่สวนบัวนะ ครูบาอาจารย์ตายไปหมดแล้ว ไม่เหลือละ องค์สุดท้ายที่เรียนกับท่าน คือหลวงปู่สุวัฒน์ ก็ไม่อยู่แล้ว  สิ่งที่ช่วยเราได้ คือ การสังเกตเอา  ฉนั้นถ้าขาดกัลยาณมิตรคือครูบาอาจารย์  โยนิโสมนสิการสำคัญที่สุดเลย  แล้วจุดที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุดนะ คือตอนตื่นนอน  ตอนที่จิตมันเพิ่งเริ่มทำงานน่ะ  พอมันขึ้นจากภวังค์นะ เราคิดถึงการปฏิบัติปั๊บ มันจะเข้าช่องเดิมเลย

อย่างบวชปีแรก ปีแรกๆเนี่ย เช้าขึ้นมาจิตมันสว่างจ้าเลย แล้วสบายอยู่อย่างนั้นน่ะนะ  อยู่ไปหลายวันแล้ว อืม ไม่ใช่น่ะ นิพพานอะไรหมองๆได้  นิพพานจอมปลอม มีเข้าๆออกๆ ได้นะ   ครูบาอาจารย์เคยสอนว่า นิพพานไม่ใช่เข้าๆ ออกๆ นะ  เราสังเกต เอ มันไปหลงตรงไหนเนี่ย ไปเดินผิดตรงจุดไหนเนี่ย มองไม่ออก  งั้นค่อยๆสังเกตตั้งแต่ตื่นเลย อ๋อ มันผิดตั้งแต่ตื่น พอตื่นนอน ทันที่ที่คิดเรื่องปฏิบัติปุ๊บนะ มันจะไปหยิบฉวยจิตขึ้นมาดู กุ๊กกิ๊กๆ สองสามทีนะ แล้วก็ทำเป็นวางไป นี่ แกล้งวางได้ด้วยนะ โอ๊ย เจ้าเล่ห์แสนกลนะกิเลสน่ะ   มีการไปหยิบมาพลิกซ้ายพลิกขวาสองทีนะแล้ววาง  เราไม่เห็นตรงที่ไปหยิบฉวยขึ้นมาแล้วก็จงใจวางลงไป เราก็ โอ ว่างตลอด ๆ ของเก๊แท้ๆเลย  สภาวะอะไรที่รู้ทัน แล้วถึงจะผ่านได้  ถ้ารู้ไม่ทันก็ไปติดกับมันอยู่

สวนสันติธรรม
CD: 17
File: 491229A.mp3
Time: 1.00 – 4.04

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ปฎิบัติแล้วรู้สึกเฉย ๆ ต่ออารมณ์

mp3 (for download) : ปฎิบัติแล้วรู้สึกเฉย ๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม :นมัสการค่ะหลวงพ่อ ตอนนี้ก็คือฝึกหัดตามดูอารมณ์นะคะ ก็คือส่วนใหญ่จะรู้ว่าหลงไปคิดค่ะ แต่อารมณ์อื่นจะเฉยๆ จะไม่ค่อยรู้สึกค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เฉยเพราะเราไปประคองใจให้นิ่งหรือเปล่า?

โยม : ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ

หลวงพ่อ : ถ้ามันเฉยเพราะว่าเรารักษาจิตเอาไว้นะ ใช้ไม่ได้  แต่ถ้าเฉยเพราะปัญญา ถึงจะใช้ได้ แต่เฉยเพราะปัญญาเนี่ย ต้องฝึกกันช่วงหนึ่ง เช่น มันเห็นว่าสุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วก็ชั่วคราว อะไรอย่างนี้ เห็นอย่างนี้บ่อยๆนะ ใจจะเป็นกลาง

ของคุณตอนนี้มันมีการกดอยู่นิดนึงนะ ถ้านิ่งถ้าเฉยเพราะตรงนี้ ละเพ่งเอา ยังเพ่งอยู่ แต่ว่ามาเพ่งเพราะว่ากลัวหลวงพ่อตอนนี้แหล่ะ อยู่ข้างนอกก็เพ่งน้อยกว่านี้

ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ แล้วตามดู การภาวนานะ ปลดปล่อยตัวเองออกมา  ปลดปล่อยตัวจริงของแต่ละคนออกมานะ ตัวจริงของแต่ละคนน่าเกลียดมาก ฉนั้นเราอย่าไปสร้างเปลือกที่สวยๆ แล้วหุ้มเอาไว้ หลอกตัวเองก่อน แล้วก็ไปหลอกคนอื่นทีหลัง

เราปลดปล่อยตัวแท้ๆ ของเรา ตัวชั่วร้ายในใจนะ อย่าไปกดมันไว้ อย่าไปเพ่งมันไว้นะ  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ไป แล้วเราไม่เพ่งอารมณ์ไว้เนี่ย แล้วตัวจริงๆ มันจะโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เราถือศีลไว้ก่อน จิตใจจะชั่วร้ายยังไงนะ ก็ไม่ละเมิดไปถึงคนอื่น ต้องระวังตรงนี้

ต่อไปนี้ กิเลสใดๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ เรารู้ทัน รู้ทันไปเรื่อย มันจะค่อยสลายตัวไป

ศาลาลุงชิน ๓๒

520816

44.06 – 45.35

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค

mp 3 (for download) : ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

เครื่องมือในการเจริญสติ เครื่องมือหลักๆ ก็คือสติ สัมมาสมาธิ คือเครื่องมือหลักๆ ผลผลิตของมันก็เป็นปัญญา พอปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาทำหน้าที่ประหารกิเลส ทำลาย ตัดกิเลส ตัดสังโยชน์ ถ้าตัดสังโยชน์นี่เรียกว่าเป็นปัญญาในระดับอริยมรรค เพราะฉะนั้นต้องเรียนมากๆ เรื่องสติ กับสัมมาสมาธิ ต้องเรียนสองอันนี้เยอะๆ หน่อย ถ้ามีสติอย่างเดียวนะ ขาดสัมมาสมาธินี่ มันไม่มีกำลังที่จะตัดสินความรู้ สัมมาสมาธิเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น ความตั้งมั่นของจิต เราจะรู้สึกว่าพอจิตมันถึงฐานของมันจริงๆ นะ มันรู้สึกเลย จิตใจตั้งมั่น จะสามารถสักว่ารู้สักว่าดูอะไรได้หมด นี้ส่วนใหญ่พวกเราจิตใจไม่ตั้งมั่น สมาธิที่พวกเรารู้จักนี่มันเป็นมิจฉาสมาธิ จิตมันชอบเข้าไปตั้งแช่ในอารมณ์ ยกตัวอย่างเวลาเรารู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใจเราชอบไหลเข้าไปอยู่ที่ลม พอรู้ลมนี่ใจก็ไหลไปอยู่ที่ลม เราไปดูท้องพองยุบ ใจไหลไปอยู่ที่ท้อง เราเดินจงกรมยกเท้าย่างเท้า ใจไหลไปอยู่ที่เท้า

บางสำนัก สายหลวงพ่อเทียนท่านขยับมือ ขยับมือ ลูกศิษย์จำนวนมากเลย ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ กับไหลเข้าไปอยู่ที่ท้อง ไหลไปอยู่ที่เท้า ไหลไปอยู่ในลมหายใจ มันก็ไหลเหมือนกัน ใจไม่ตั้งมั่น พอใจไม่ตั้งมั่นนะ ปัญญาจะเกิดไม่ได้จริงหรอก ได้แต่เพ่ง ใจจะเข้าไปแนบ อยู่ในอารมณ์อันเดียว อย่างต่อเนื่อง สงบ ดีแล้วเกิดปีติ ขนลุกขนพอง ตัวลอย ตัวเบา ตัวโพรง ตัวใหญ่ ตัวหนัก มีสารพัด อาการที่แปลกๆ กว่าปกติทั้งหลาย เป็นอาการของปีติ ขนลุกขนพอง วูบๆ วาบๆ นะ เหมือนฟ้าแลบแปล๊บๆ ปล๊าบๆ อะไรอย่างนี้ มันเป็นอาการที่ใจมันทำสมถะ เข้าไปแช่ในอารมณ์นานๆ แล้วจิตใต้สำนึกก็ทำงานปรุงอะไรต่ออะไรขึ้นมา แล้วแต่มันจะชอบ บางคนปรุงเห็นผีเห็นสางอะไรก็ได้นะ บอกว่าผีหลอก จริงๆ หลอกตัวเอง

ค่อยๆ สังเกตไปใจที่ตั้งมั่นกับใจที่ไหลไป วิธีหัดง่ายๆ เลย หัดสังเกตจิตใจของเรา อย่างนั่งฟังหลวงพ่อพูดนะ เดี๋ยวใจก็ไหลไปคิด เดี๋ยวก็ตั้งใจฟัง ฟังแล้วก็ไหลไปคิด ดูออกมั้ย คุณนี่ ฟังไปแล้วก็คิดไป สลับ ดูออกมั้ย แต่เราไม่เคยเห็นจิตที่ไหลไป เพราะฉะนั้นจิตเราไม่ได้ตั้งมั่นจริง คุณลองดูท้องพองยุบซิ ลองเคยทำดูพองยุบมั้ย เคยใช่มั้ย ลองทำเหมือนที่เคยปฏิบัติ ลองเลย ทำจริงๆ ลืมหลวงพ่อซะ นี่รู้สึกมั้ย ใจเรารวมไปอยู่ที่ท้อง ใจเราเคลื่อนไปอยู่ที่ท้อง นึกออกมั้ย นี่แหละคือการทำสมถะล่ะ นะ แล้วพวกเราชอบคิดว่าวิปัสสนา ไม่ใช่วิปัสสนา จิตไม่ตั้งมั่น จิตไหลไปแล้ว ไหลไป งั้นวิธีการที่ง่ายๆ นะ ที่คุณจะดูก็คือ จิตเราไหลไปเรารู้ทันว่าไหล อย่าดึงนะ อย่าออกแรงดึงนะ ถ้าเราเห็นไหลไปแล้วเราดึงนี่ จะแน่นขึ้นมา นี่ส่งใจไปดูอีกแล้วรู้สึกมั้ย ใจเราเคลื่อนไปดู ให้รู้ว่าเราหลงไปดูแล้ว มันคล้ายๆ เราดูโทรทัศน์น่ะ หรือเราจ้องจอคอมพิวเตอร์ ในนี้เหมือนมีจอคอมพิวเตอร์อันนึง เราจ้องไปที่จอ รู้สึกมั้ยเราถลำไปที่จอ ใช้ไม่ได้นะ ที่นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยพลาด ก็พลาดตรงนี้เอง จิตไม่ตั้งมั่น กับจิตตั้งแช่ เข้าไปแช่นิ่งๆ อยู่ที่ท้อง เข้าไปแช่อยู่ที่ลม เข้าไปแช่อยู่ที่เท้า ตราบใดจิตตั้งแช่ มันก็ได้แต่สมถะ สงบไปเฉยๆ แหละ  แต่ถ้าจิตตั้งมั่นนะ มันจะเห็นเลย จิตอยู่ต่างหากนะ ความคิดก็ส่วนความคิด จิตส่วนจิต รูปส่วนรูป นามส่วนนาม ไม่ก้าวก่ายกันหรอก จิตหลุดออกจากโลกของความคิดเลย แล้วก็ไม่ได้เพ่งกายไม่ได้เพ่งใจนะ แต่รู้กายรู้ใจ

รู้กายรู้ใจกับเพ่งกายเพ่งใจไม่เหมือนกัน เวลาเราเพ่งกายเพ่งใจนะ เบื้องต้นเราเกิดอยากก่อน อยากปฏิบัติ พออยากปฏิบัติเราก็จงใจกำหนดรูปกำหนดนาม เราคิดว่าถ้าเอาสติไปกำหนด สติมีหน้าที่กำหนด ถ้าเรียนอภิธรรมอย่าง อาจารย์อนัตตาจะทราบ สติไม่ได้แปลว่ากำหนด สติแปลว่าความไม่ประมาท ความไม่หลงลืม ความไม่เลื่อนลอยๆ แต่จิตใจของเราชอบเลื่อยลอย รู้สึกมั้ยลอยไปลอยมา ตอนเนี้ยลอยไปคิดแล้ว นึกออกมั้ย จิตเราลอยไปคิด เวลาที่เราไม่ได้นึกเรื่องปฏิบัติจิตเราก็ลอยไปคิด เค้าเรียกว่าขาดสติ เวลาเรานึกถึงการปฏิบัติเราก็ไปเพ่งใส่ลงไป จิตเราเคลื่อนไป จ่อนิ่งๆ ไว้ อันนั้นไม่ใช่การรู้รูปนาม แต่เป็นการเพ่ง เพ่งรูปเพ่งนาม เพ่งรูปเพ่งนามเป็นสมถะนะ หลายคนเข้าใจว่า ถ้ารู้รูปนามแล้วก็ ถ้ามีอารมณ์รูปนามแล้วต้องเป็นวิปัสสนา ไม่จำเป็นนะ ทำวิปัสสนานี่ต้องใช้อารมณ์รูปนาม ต้องรู้ อารมณ์รูปนาม อันนี้แน่นอน จะไปรู้อารมณ์บัญญัติหรือไปรู้อารมณ์นิพพานไม่ได้ ไม่ใช่วิปัสสนา แต่สมถะนี่ใช้อารมณ์บัญญัติก็ได้ อารมณ์รูปนามก็ได้ กระทั่งอารมณ์นิพพานก็ใช้ทำสมถะได้ พระอริยะเจ้าทำสมถะโดยใช้อารมณ์รูปนามก็ได้ ใช้บัญญัติก็ได้ ใช้อารมณ์นิพพานก็ได้ คนทั่วๆ ไปทำสมถะได้โดยใช้อารมณ์บัญญัติคือเรื่องราวที่คิด กับรูปนาม เพ่งรูปเพ่งนาม เป็นสมถะ งั้นอย่างที่เราเดินจงกรมแล้วใจเราไปแนบเข้าไปที่เท้านี่นะ ทำสมถะอยู่ แต่ถ้าใจของเราตั้งมั่น มันจะเห็นเลย ตัวที่เดินนี้ไม่ใช่ตัวเรา เห็นทันทีนะ นี่เราเริ่มเห็นไตรลักษณ์ ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่นี่ สักแต่ว่าเคลื่อนไหว สักแต่ว่าเป็นธาตุ มันรู้ด้วยใจ รู้สึกเอา ไม่ใช่คิดนะ ถ้าคิดใช้ไม่ได้ มันรู้สึกเอาถึงความเป็นธาตุของร่างกาย รู้สึกเอาถึงความไหวของร่างกาย จะไม่รู้สึกว่าเราไหว หรือว่าธาตุนี้เป็นตัวเรา เพราะว่าเราหลุดออกจากโลกของความคิดได้แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องบริกรรมนะ ไม่ต้องบริกรรม เมื่อไรบริกรรมเมื่อนั้นตกจากวิปัสสนาทันทีเลย อย่างเรามีสตินะ สมมติเราใจลอยไป เรามีสติระลึกได้ว่าใจลอย นี่ระลึกได้แล้ว ใช้ได้ นี่มีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะต่อตามมาอีก เห็นเลย จิตจะใจลอยห้ามมันไม่ได้ จิตจะรู้สึกตัวสั่งไม่ได้ นี่แสดงความไม่เที่ยง แสดงอนัตตาได้ แต่ถ้าใจลอยไป รู้ว่าใจลอยปุ๊ป ดึงไว้ปั๊ป นี่เป็นสมถะนะ ใจลอยแล้วใจของเราก็ลอยตามมันไปด้วยเลย หลงไป เนี้ยหลงไป

ค่อยๆ ดูสภาวะนะ มาเรียนที่หลวงพ่อไม่ใช่เรียนปริยัตินะ หลายคนไปคุยกันบอกหลวงพ่อปราโมทย์สอนอภิธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้เรียนอภิธรรมนะ แต่หลวงพ่อพูดเรื่องสภาวะล้วนๆ เลย อภิธรรมมันเป็นเรื่องของสภาวะล้วนๆ ต่างหากล่ะ งั้นไม่ใช่หลวงพ่อสอนอภิธรรมนะ หลวงพ่อสอนแต่เรื่องสภาวะ แต่บังเอิญๆ อภิธรรมมันคือสภาวะนั่นเอง เนี้ยสภาวะที่เราเห็นด้วยการปฏิบัตินะ กับสภาวะในตำรา อันเดียวกันน่ะ แต่สภาวะในตำราจะหยาบๆ นะ หยาบๆ อย่างโทสะนี่แยกได้ไม่กี่อย่าง พวกเราแยกได้เยอะเลย ขัดใจนิดหน่อยใช่มั้ย โมโหจนเห็นช้างเท่าหมู มีดีกรีด้วย ดีใจเสียใจ นี่แต่ละอันมันกระจายออกไป โอ้ยมีเยอะแยะ เยอะแยะเลย

หัดรู้สภาวะเรื่อยๆ แล้วสติจะเกิด หัดรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น แล้วจิตจะตั้งมั่น ฉะนั้นหัดสองอันเนี้ย หัดรู้สภาวะไป เช่นใจเราลอยไปเรารู้ ใจเราไปคิดเรารู้ ใจเราไปเพ่งเรารู้ นะ ใจหนีไปคิดอีกแล้วทราบมั้ย นี่หลวงพ่อบอกแล้วนึกออกมั้ย คอยดูไปเรื่อยๆ นะพอใจเราไหลไป อย่าไปตั้งใจดูนะ ห้ามไปจ้องไว้ก่อน ต้องตามดู ต้องตามดูนะ ตรงนี้ก็เป็นหลักการสำคัญ

สวนสันติธรรม
CD: 16
File: 491123B.mp3
Time: 0.14 – 9.15

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

 ทางสู่นิพพานและข้อควรระวังของความว่าง

MP3 (for down load): ทางสู่นิพพานและข้อควรระวังของความว่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

จะเห็นนิพพานได้นะ ต้องรู้แจ้งรูปนาม ต้องรู้แจ้งในกายในใจ นี่เป็นทางเดียวเลย เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าสติปัฏฐานเป็นทางสายเดียวที่จะสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น

อยากจะถึงนิพพานที่แท้จริงอย่าน้อมใจให้เฉย อย่าน้อมใจให้นิ่ง ให้คอยมีสติรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ด้วยจิตที่เป็นกลาง รู้ทุกอย่างอย่างสบายๆ รู้อย่างเบาๆ รู้อย่างนุ่มนวล รู้แล้วไม่ไปเพ่ง รู้แล้วไม่ถลำลงไป รู้แล้วสบายๆ ปัญญามันจึงจะเกิด มันเห็นความจริงของรูปของนาม พอมันเห็นความจริงแจ่มแจ้งมันจะปล่อยวาง มันจะไม่ยึดไม่ถือ    พอปล่อยวางได้จะพ้นจากรูปนาม ก็จะไปเห็นนิพพานไม่พ้นไปจากอย่างอื่นหรอก   แต่ถ้าอยู่ๆเราจะไปทิ้งรูปนาม เราจะไปอยู่ในบัญญัติ เพราะสติปัญญาไม่พอ ที่จะปล่อยวางรูปนาม อยู่ๆจะปล่อยเอาตามใจชอบไม่ได้นะ   น้อมใจไม่ให้ความรู้สึกเลือนลางบางคนไอ้โน่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้โน่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา เป็นมิจฉาทิฐิ เรียก นัตถิกทิฐิ อยู่ๆก็น้อมใจให้ว่าง น้อมไปทำไมความว่าง น้อมไปแล้วสบาย เป็นสมถกรรมฐานชนิดหนึ่ง น้อมใจให้อยู่ในความว่างๆ เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ น้อมใจไปไม่ให้คิดไม่ให้นึกไม่ให้ปรุงไม่ให้แต่ง เรียก วิญญาจัญญายตนะ น้อมใจให้ไปอยู่กับความไม่มีอะไรเลย นู่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอาไม่มีอะไรเลย เรียก อากิญจัญญายตนะ   น้อมใจไม่ให้ความรู้สึกเลือนรางลงไป แทบจะไม่รู้สึกเลย เรียก เนวสัญญานา สัญญายตนะ

เวลาภาวนาผิดจะพลาดไปพรหมโลก คำสอนที่บอกว่าให้ไปดูความว่าง ให้น้อมจิตไปอยู่ในความว่าง นี่เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยคิดว่าวิปัสสนากรรมฐานอยู่ อันตรายมากเลย   ตอนนี้ดูจิตๆ ดูจิตหลายคนเลยไม่ได้ดูจิตให้เกิดสติปัญญานะ มาเรียนกับหลวงพ่อช่วงหนึ่ง รู้สึกถามหลวงพ่อไม่ได้ วิ่งไปถามคนโน้นคนนี้นะ เขาก็พาไปอยู่ในความว่างเสร็จกันพอดีนะ   พระศรีอาริยะฯ ตรัสรู้ขึ้นมา พอนึกถึงแล้วท่านอยากจะโปรดเรา ท่านจะอุทานว่า ฉิบหายแล้ว พลาดจากคุณอันใหญ่แล้ว  พระศรีอาริยะฯมาแล้วยังกลับมาไม่ทันเลยถ้าน้อมไปอยู่ในความว่างๆ

ไม่น้อมไปอยู่ในความว่างนะ รู้สึกตัวไว้ รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็นเมื่อจิตพ้น รู้จนแจ่มแจ้งในกายในใจในรูปในนามนี้แหละ   เมื่อแจ่มแจ้งแล้วจิตจะหมดความยึดถือในรูปในนามในกายในใจนี้   เมื่อจิตไม่ยึดรูปนามจิตจะพ้นจากรูปจากนามจิตจะสัมผัสอยู่กับพระนิพพาน   นี่เป็นทางสายเอกทางสายเดียว ไม่มีทางที่สองเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นนะ   ไปดูในสติปัฏฐานได้เลย มีแต่เรื่องกายานุปัสสนา ให้รู้กาย, เวทนานุปัสสนา รู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ การเสวยอารมณ์, จิตตานุปัสสนา ให้รู้ทันจิต ซึ่งมันถูกสังขารปรุงแต่ง เดี๋ยวเป็นจิตโกรธ จิตโลภ จิตหลง จิตรู้เนื้อรู้ตัว จิตอย่างโน้นจิตอย่างนี้, ธรรมานุปัสสนา คือ รูปกับนามมีทั้งรูปมีทั้งนาม  รวมแล้วในสติปัฏฐานมีแต่เรื่องรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ไม่เคยมีสุญญุตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่เคยมีเลย

ถ้าใครสอนสุญญุตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พวกเราเรียนหลักมาแม่นๆแล้วเราต้องรู้นะ นั่นไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ถึงแต่ใส่จีวรก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราต้องแม่นในหลักนะเราจะได้ไม่พลาด เรียนรู้กายรู้ใจไปเรื่อยอย่าน้อมให้นิ่ง   ไม่เอานะว่างสว่างบริสุทธิ์ไม่เอาทั้งสิ้นเลย รู้กายอย่างเดียวรู้ใจอย่างเดียว รู้ไปอย่างที่มันเป็นไป พอถึงมันปล่อยวางรูปปล่อยว่างนามแล้วจะถึงความว่างจริง นั่นเป็นผลหรอก อย่าเอาผลมาทำเป็นเหตุนะ ให้ทำเหตุคือรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

Page 1 of 212