<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; เพ่ง / จงใจ / ประคอง</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2/peng/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13548/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13548/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 22:11:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กด]]></category>
		<category><![CDATA[ข่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่นเต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ทื่อๆ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13548</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-self-dd.mp3" target='_blank'><strong>ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้</strong></a></p>
<div id="attachment_13577" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/GetAttachmentb.aspx_.jpg" alt="ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้" title="ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้" width="400" height="300" class="size-full wp-image-13577" /><p class="wp-caption-text">ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้</p></div>
<p><strong>โยม :</strong> ตอนนี้สภาวะจิตหนูเป็นยังไงบ้างคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ตอนนี้เหรอบ อกหลวงพ่อได้มั้ยเป็นยังไง ทื่อๆรู้สึกมั้ย ทื่อๆไปข่มไว้ ตื่นเต้น ตื่นเต้นแล้วก็กดเอาไว้นะ แล้วก็ฟุ้งซ่านหน่อยๆรู้สึกมั้ย ใจวิ่งยุกยิกยุกยิกดูออกเปล่า เนี่ยหลงไปอีกแล้วเห็นมั้ย สงสัยทราบมั้ย เอ้อ อ๋อแล้ว หัดรู้สภาวะ</p>
<p><strong>ทำไมหลวงพ่อพาให้ดูอย่างนี้ หลวงพ่อพาให้ดูสภาวะนะ ถ้าเมื่อใดดูสภาวะได้แล้ว เราปฏิบัติได้ด้วยตนเองเมื่อนั้นเลย</strong> งั้นสิ่งที่หลวงพ่อสอนเนี่ย หลวงพ่อจะไม่ใช่ว่าขยักความรู้อะไรไว้นะ <strong>หลวงพ่อสอนเพื่อให้พวกเราเนี่ยพึ่งตัวเองได้ ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตัวเองได้นะ</strong> เรียนธรรมะไปเนี่ยวันนึงต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องพึ่งหลวงพ่อตลอดไป ต้องมาคอยถามหลวงพ่อว่าจะทำอย่างโง้นทำอย่างงี้ <strong>ถ้าเราเห็นสภาวะไปเรื่อยๆ แล้วสภาวะน่ะสอนเอง<span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;">สภาวะจะแสดงไตรลักษณ์</span></span></strong> อย่างเมื่อกี้ดูออกมั้ย จิตเดี๋ยวก็หนีไป เดี๋ยวก็รู้สึก เดี๋ยวก็หนีไป เดี๋ยวก็รู้สึก เนี่ยหัดรู้สึกอย่างนี้แหล่ะ ไม่ได้ฝึกเพื่อจะรู้สึกตัวตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นความจริงว่า เดี๋ยวจิตก็เผลอ เดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็เผลอ เดี๋ยวจิตก็รู้ บางคนเดี๋ยวจิตก็เผลอ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เพ่ง มีหลายแบบ</p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</p>
<p>CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๓<br />
 File: </em><a style="font-style: italic;" href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" target="_blank">510817.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๘</p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13548/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-self-dd.mp3" length="1074833" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" length="35849552" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/16/12760/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/16/12760/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2011 21:21:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กำหนด]]></category>
		<category><![CDATA[กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาผิด]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศลจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12760</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_10.46_12.10.mp3">ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล</a></p>
<div id="attachment_12857" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/22139-Clipart-Illustration-Of-A-Yellow-Emoticon-Face-With-Big-Glasses-Staring-With-An-Open-Mouth-400x406.jpg" alt="ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล" title="ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล" width="400" height="406" class="size-large wp-image-12857" /><p class="wp-caption-text">ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ส่วนใหญ่เวลาหัดทำสมาธิ นึกออกมั้ยสมัยก่อนที่พวกเราหัดปฏิบัติ <strong>ทันทีที่ลงมือปฏิบัติจิตแน่นๆเลย รู้สึกมั้ย พอลงมือปฏิบัติ (หลวงพ่อทำท่าเกร็ง) เนี่ยเอาเลยนะอกุศลชัดๆเลยคิดว่าจะเจริญวิปัสสนาเหรอ จิตเป็นอกุศลชัดๆเลยนะ<br />
</strong><br />
เพราะฉะนั้น<strong>เราต้องเรียนเรื่องจิตให้ชำนาญนะ แยกให้ออกว่าจิตชนิดไหนเป็นกุศล ชนิดไหนเป็นอกุศล ไม่งั้นนะพอคิดถึงการปฏิบัติทีไรนะ อกุศลเกิดทุกทีเลย</strong> เกิดตัวไหน ตัวไหนเกิดก่อน โลภะเกิดก่อน ก็เก่งเหมือนกัน จริงๆโมหะเกิดก่อน โง่ก่อน พอโง่นะก็อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากได้ อยากรู้ให้ชัด อยากรู้ตลอดเวลา โลภะเกิดเห็นมั้ย ไปนั่งจ้องไว้</p>
<p>จ้องแล้วมันไม่ค่อยยอมอย่างที่เป็น อย่างที่อยาก โทสะก็เกิดเนี่ย <strong>ทันทีที่จ้องรู้สึกมั้ย ทันทีที่จ้องลงไปแน่นขึ้นมาแล้ว รู้สึกมั้ย จิตที่แน่นๆเป็นอกุศลจิตนะ เพราะนั้นทันทีที่ลงมือปฏิบัตินะ กำหนดปุ๊บแน่นปั๊บเนี่ย นั่ันแหล่ะอกุศลเกิดแล้ว ภาวนาผิดแล้ว แทนที่จะภาวนาแล้วเกิดกุศลนะ กลายเป็นภาวนาได้อกุศล</strong> งั้นต้องระมัดระวังนะ ต้องเรียนให้ออกว่าอันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/16/12760/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_10.46_12.10.mp3" length="1345546" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 03:34:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายคตาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตพรากจากขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดับทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรมนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พระอนาคามี]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิริยาบถ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปจารสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3669</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5299" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why-249x300.jpg" alt="เราปฎิบัติเพื่ออะไร?" width="249" height="300" /></a>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3"><strong>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><span style="color: #993300;">ที่นี่หลวงพ่อจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติให้ หลักของการปฏิบัติเราก็ต้องรู้ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นยังไง ต้องตอบได้ชัดเจน เราจะปฏิบัติอะไร <strong>มีสองอย่างที่จะต้องปฏิบัติคือ &#8220;สมถะ&#8221; กับ &#8220;วิปัสสนา&#8221;</strong> ปฏิบัติเพื่ออะไร<strong> สมถะ ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะเดินวิปัสสนา ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะได้เห็นนู่นเห็นนี่มีตาทิพย์มีหูทิพย์</strong> บางคนอยากได้เจโตอยากได้ทิพจักษุ  หลวงพ่อเคยเจอนะ มีไอ้หนุ่มคนนึง มันภาวนาอยากได้ทิพจักษุ ถามว่าอยากได้ทำไม มันจะได้มองทะลุผ้าของคนอื่น มันเห็นธรรมะเป็นเรื่องอะไร จะทะลุฝาห้องของเค้าอะไรอย่างนี้ ได้เรื่องเลย มีจริงๆนะ สมถะนะ เราทำไปเพื่อให้ใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะทำวิปัสสนา </span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">วิปัสสนาทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา รู้ความจริงของกายของใจนี้ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดังนั้นทำเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ รู้แล้วได้อะไร รู้ถึงที่สุดแล้วมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ</span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดนะ อย่าไปวาดภาพพระอรหันต์ประหลาดเกินเหตุทำอะไรก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ วันๆต้องนั่งเซื่องๆเหมือนนกกระยางรอให้ปลามาใกล้ๆจะได้ฉกเอาเชื่องๆห้ามกระดุกกระดิก <strong>พระอรหันต์จริงๆก็คือท่านผู้ภาวนาจนมีปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์นะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์เห็นอย่างนี้ แล้วท่านปล่อยวางความยึดถือขันธ์ได้ จิตท่านแยกออกจากขันธ์ พรากออกจากขันธ์ ไม่ยึดถือขันธ์ ท่านเป็นอิสระจากขันธ์ ตัวขันธ์เป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เลยพ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่นี่พ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่ตายแล้วเค้าเรียกดับทุกข์คือขันธ์มันดับ</strong> ไม่ใช่ไปเกิดอีกนะ หลายคนวาดภาพเป็นพระอรหันต์ไปเกิดอีกไปอยู่ในโลกนิพพาน อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก <strong><em>พระอรหันต์ นิพพานแล้วเหมือนไฟที่ดับไปแล้ว ไฟที่ดับแล้วอยู่ที่ใหน ใครจะรู้ </em>เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ ภาวนาทำสมถะเพื่อให้มีแรง ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจได้มันจะหมดความยึดถือ ปล่อยวางได้ พอปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้ เพราะตัวกายตัวใจตัวขันธ์นี้แหล่ะตัวทุกข์</strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้ แล้วทำยังไง เราจะทำอะไร ทำสมถะและวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร บอกแล้ว ทำอย่างไร สมถะนี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้เคลิ้ม <strong>วิธีทำสมถะไม่ใช่น้อมใจให้เคลิ้มให้ซึมให้นิ่ง แต่ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก </strong>เคยได้ยินคำว่า&#8221;อานาปานสติ&#8221;มั้ย มีสตินะไม่ใช่ฝึกให้ไม่มีสติ ไม่ใช่ฝึก(เสียงกรน)คร้อกบรรลุแล้ว ฝึกให้มีสติหายใจเข้า ฝึกให้มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อยเลย หรือบางทีพิจารณากาย&#8221;กายคตาสติ&#8221; มีสติไล่ไปในกาย ดูอาการสามสิบสอง ดูอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีสติ เห็นมั้ย ไม่ได้บอกให้ขาดสติเลยนะ ไม่ได้ดูเอาแก้วแหวนเงินทอง เอาวิมานสวรรค์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ฝึกให้มันมีสติ รู้ลมหายใจก็ให้มันมีสติ พิจารณากายก็พิจารณาด้วยความมีสติ เรียกว่ากายคตาสติ ทำอะไรๆก็มีสติ คิดถึงพระพุทธเจ้าก็คิดถึงด้วยความมีสติ หัดพุทโธ ๆ แล้วรู้สึกตัวไป นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราจะทำยังไงพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ได้ภาวนาให้เคลิ้มๆ<strong> ภาวนาให้รู้สึกตัว ฉะนั้นเราอย่าทิ้งสติ ครูบาอาจารย์เคยสอนบอก &#8220;สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ฉะนั้น<strong>ทำสมถะก็ต้องมีสตินะ แต่มีสติอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อารมณ์อันเดียว</strong> ทำไมต้องอารมณ์อันเดียว อารมณ์หลายอันแล้วก็รู้ตัวยาก ปกติจิตมันจะหนีตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอเรามาทำสมถะนะ เรามีอารมณ์อันเดียว มาเป็นเหยื่อ เหยื่อล่อจิต อย่างถ้าจะตกปลานะ มีคนโยนเบ็ดพร้อมกันร้อยอัน ปลางงเลยจะกินอันใหนดีใช่มั้ย ว่างมาทางนี้ เอ๊ะ ไม่เอาตัวเล็กไป ว่ายทางนี้ ก็ใหญ่ไปเกินพอดี เกินคำ ไม่เอา วกไปวกมา ไม่ได้กิน ถ้ามีเหยื่ออันเดียวปลาฝูงนึงยิ่งดี มีเหยื่ออันเดียวล่อ จิตของเราปกติร่อนเร่ไปเรื่อยๆ วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนะ ร่อนเร่ไปเรื่อย เที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อย เหมือนปลาวิ่งหาเหยื่อไปเรื่อย ว่ายไปเรื่อยๆ เราหาอารมณ์อันนึงที่ชอบใจของปลาตัวนี้มาล่อมัน ไปเอาพุทโธก็ได้ คนไหนพุทโธแล้วสบายใจเอาพุทโธ คนไหนหายใจเข้าหายใจออกแล้วสบายใจเอาลมหายใจ คนไหนดูท้องพองยุบแล้วมีความสุขก็ดูท้องพองยุบไป คนไหนเดินจงกลมแล้วมีความสุขก็เดินไป ไม่ใช่เดินทรมาน เดินไปเครียดไป เดินไปเครียดไป สมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่ได้<strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอารมณ์ที่สบายๆ อยู่แล้วมีความสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong></strong><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg"><img title="db1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg" alt="" width="340" height="254" /></a></strong></span></p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ ฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เจ็ดขวบ พวกเราส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด หายใจแล้วมีความสุข พอจิตใจมีความสุข จิตจะสงบ จิตมันหิวอารมณ์นะ พอมันได้กินของชอบนะ มันเลยไม่ไปเที่ยวที่อื่น เอาอารมณ์มาล่อ อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่หนีไปไหน จิตเคล้าเคลียอยู่ แต่ระวังอย่างเดียว อย่าให้ขาดสติ อย่างเราหายใจไป ถ้าใจเคลิ้มก็รู้ทันว่าเคลิ้ม หายใจไปใจฟุ้งซ่านหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าใจฟุ้งซ่านไป ใจก็มีความสุข เคล้าเคลีย สงบอยู่กับลมหายใจ จนกระทั่งลมหายใจมันสว่างขึ้นมา หายใจไปเรื่อยๆ เวลาจะเข้าฌาน ไม่ใช่รู้ลมหายใจหรอกจะบอกให้ พวกเรามั่วๆนะ หายใจแล้วเข้าฌานรู้ลมหายใจแล้วเข้าฌาน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ลมหายใจเบื้องต้นเรียกว่า บริกรรมนิมิต รู้ลมไปเรื่อย สบาย จิตใจมีความสุข มันจะสว่างขึ้นมา ความสว่างมันเกิดขึ้นนะ ใจมันสงบลงมา ในทางร่างกายเวลาจิตสงบลงมา เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้ เลือดจะมาเลิ้ยงตรงนี้เยอะ มันจะให้ความรู้สึกที่สว่างขึ้นมา จิตมันก็สว่างนะ กายมันก็สว่างขึ้นมา ผ่องใส ความสว่างเกิดขึ้นแล้วเนี่ย เอาความสว่างนี้มาเป็นนิมิตแทนลมหายใจได้ ต่อไปความสว่างมันเข้มข้นขึ้นนะ เป็นดวงขึ้นมา ให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ จิตใจก็มีความสุข สนุก มีความสุขอิ่มเอิบเบิกบาน มีปีติขึ้นมา เข้าฌาน ไม่ใช่หายใจรู้ลมแล้ว (เสียงกรน คร้อก) บอกว่าหายใจจนลมระงับ ถามว่าลมระงับยังไง ลืมไปเลย หลับไปแล้ว บอกว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ไม่ใช่นะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">เพราะฉะนั้น<strong>หลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ</strong> วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา</span></p>
<p>ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู</p>
<p><span style="color: #008080;">เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า<strong> &#8220;จิตตสิกขา&#8221; ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว </strong>เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่</span></p>
<p><span style="color: #993366;">ต่อไปก็หัด <strong>นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา </strong>นี้พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกลมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง</span></p>
<p>พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ <strong>พอใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป </strong>เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg"><img title="db2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg" alt="" width="600" height="415" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #808000;">สมัยก่อน หลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนโน้น เข้าวัดไหนครูบาอาจารย์พูดแต่คำว่า&#8221;ผู้รู้&#8221; ท่านยังสอนด้วยซ้ำไปว่า ศาสนาพุทธ &#8220;พุทธ&#8221;แปลว่าอะไร พุทธ (อ่าน พุท-ธะ) แปลว่า&#8221;รู้&#8221; พุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ใจของเราชอบเป็นผู้คิด ใจของเราชอบเป็นผู้หลง เราฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ทำยังไงใจจะเป็นผู้รู้  ถ้ารู้ทันสภาวะที่กำลังปรากฎนะ ใจจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา เช่นเผลอไปรู้ว่าเผลอ ใจก็จะเป็นผู้รู้ขึ้นแว้บนึง เป็นผู้รู้ตรงขณะไหน ขณะที่รู้ว่าเผลอ ถัดจากนั้นอาจจะเป็นผู้เพ่ง ใจโกรธขึ้นมานะ รู้ว่าโกรธ ขณะที่โกรธนะ ขณะนึง ขณะที่รู้ว่าโกรธนี่แหล่ะ ใจเป็นผู้รู้ขึ้นมาแล้ว ถัดจากนั้นอยากให้หายโกรธนี่ ใจมีอกุศลแล้ว มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว <strong>ดังนั้นเราดูใจเราไปเรื่อยนะ ไม่ใช่ผู้รู้ต้องเที่ยงถวร ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ผู้รู้เองก็เกิดดับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ครูบาอาจารย์องค์นึงสอนดีมากเลยคือ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ บอกเลยว่า<strong> ผู้ใดเห็นว่าผู้รู้เที่ยงนะ เป็นมิจฉาทิฐิ จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยงแต่ว่าต้องมีอยู่อาศัยไว้ใช้ปฏิบัติเอา</strong> ของเราสังเกตสิ <strong>เดี๋ยวใจก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เมื่อไหร่รู้สภาวะตรงความเป็นจริง ใจก็เป็นผู้รู้ขึ้นมาแว้บนึง </strong>เอาแค่แว้บเดียวพอนะ ไม่ต้องตั้งอยู่เป็นชั่วโมงๆ คนที่ตั้งเป็นชั่วโมงๆได้ต้องพวกที่เค้าทรงฌาน ผ่านฌานมาเต็มที่แล้ว เต็มภูมิอย่างน้อยได้ฌานที่สองแล้ว ได้ฌานที่สองใจจะเด่น ออกจากฌานมา ยังเด่นอยู่เป็นวันๆเลย อาศัยสมาธิอย่างนี้ตามรู้ดูกายดูใจได้นาน <strong>พวกเราไม่ได้ทรงฌานเนี่ยสมาธิจะอยู่แว้บเดียวๆเรียกว่า &#8220;ขณิกสมาธิ&#8221;</strong> แต่อาศัย ขณิกสมาธิ เนี่ยแหล่ะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้ เพราะสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาจริงๆก็คือ ขณิกสมาธิ นี่แหล่ะดีที่สุดเลย รองลงมาก็คือตัว อุปจาร (คำเต็ม อุปจารสมาธิ) เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ ให้ใจมันตื่นขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #800000;">วิธีง่ายที่สุดเลย<strong> ทำฌานไม่ได้ ทำยังไงใจจะตื่น ใจตื่นก็ตรงข้ามกับใจที่ไม่ตื่น ใจที่ไม่ตื่นคือใจหลับ ใจหลับได้ใจก็ฝันได้ ความฝันของใจก็คือความคิด ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าฝันนะเมื่อนั้นจะตื่น เวลาที่ใจไหลไปคิด ถ้าเมื่อไหร่พวกเรารู้ว่าจิตแอบไปคิดนะ เราจะตื่นขึ้นชั่วขณะนึง </strong>รู้ทันว่าจิตไหลไปคิด ขณะที่รู้นั่นน่ะตื่น ไม่เฉพาะหลงไปคิดนะ โกรธขึ้นมาขณะที่รู้ว่าโกรธ ขณะนั้นก็ตื่นเหมือนกัน แต่ตัวนี้ดูยากกว่า ใจของเราหลงคิดทั้งวัน มันดูง่ายกว่า อย่างจะดูจิตที่โกรธนะ แล้วก็ตัวรู้ว่าโกรธ วันนี้ยังไม่โกรธใครเลยเนี่ย จะภาวนายังไง แต่มีมั้ยวันใหนชั่วโมงไหนที่ไม่คิดมีมั้ย ไม่มีเลย จิตที่คิดคือจิตฟุ้งซ่าน<strong> เป็นจิตมีโมหะเค้าเรียกว่า &#8220;อุทธัจจะ&#8221; โมหะชนิด อุทธัจจะ จิตมันฟุ้งซ่าน เป็นจิตที่เกิดบ่อยที่สุดเลยจิตฟุ้งซ่านเนี่ย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">เราเอาตัวที่เกิดบ่อยเนี่ยแหล่ะมาหัดทำกรรมฐาน เราจะได้ทำกรรมฐานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตไหลไปคิดแล้ว อ้อ หลงไปแล้ว มีคำว่า &#8220;แล้ว&#8221; นะ ทำไมต้องมี แล้ว ด้วย หมายถึงว่า หลงไปก่อน ไม่ได้ห้ามหลง หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง หลายคนภาวนาผิดนะ ไปจ้องรอดู ไหน เมื่อไหร่จะหลง เมื่อไหร่จะหลง จ้องใหญ่ ขณะที่รอดูนั่นหลงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีวันรู้เลยว่าหลงเป็นยังไงเพราะหลงไปเรียบร้อยแล้ว<strong> ดังนั้นให้มันหลงไปก่อนให้มันเผลอไปคิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้ว่าเผลอไป หลงไป ให้มันโกรธไปก่อน ให้มันโลภไปก่อน แล้วก็รู้ว่ามันโกรธ​รู้ว่ามันโลภ</strong> นี่หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆรู้ไปแล้วจะได้อะไร เห็นมั้ย คำสอนในศาสนาพุทธละเอียดนะ จะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำอย่างไรบอกแล้วนะ อย่างถ้าจะดูจิตดูใจเนี่ย <strong>ตามดูไป ให้สภาวะเกิดแล้วก็ตามรู้ไป หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ตามดูไปเรื่อยๆ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำแล้วได้ผลอะไร ถ้าเราตามดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็หลงเดี๋ยวจิตก็รู้  เดี๋ยวหลงเดี๋ยวรู้ นานๆจะมีอย่างอื่นแทรก เดี๋ยวโลภขึ้นมาเราก็รู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อ้าว เดี๋ยวโกรธขึ้นมา อีกแล้ว นานๆจะมีโลภแทรก นานๆจะมีโกรธแทรกที แต่หลงนี่มันยืนพื้นเลย มันเป็นกิเลสยืนพื้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ดังนั้นเราคอยรู้ทันเรื่อยๆ ไม่ใช่รู้เพื่อจะไม่ให้หลง แต่รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อจะรู้ว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง </strong></span><strong>เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตโลภตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง จะฝึกเพื่อให้เห็นว่า เมื่อกี้เป็นอย่างนึง เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนึง นี่คือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั่นเอง เห็นมั้ยเมื่อกี้จิตหลง ตอนนี้จิตหลงดับไปแล้ว เกิดจิตที่รู้ขึ้นมา เห็นมั้ยเมื่อกี้เป็นจิตโกรธ ตอนนี้เกิดเป็นจิตที่รู้ จิตโกรธดับไปแล้ว จิตที่รู้อยู่ไม่นาน เกิดจิตหลงขึ้นมาแทนอีกแล้ว เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg"><img title="db3" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg" alt="" width="600" height="406" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ดีแต่ฝึกจนเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้นี้ เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จิตโลภก็โลภชั่วคราว จิตโกรธก็โกรธชั่วคราว จิตหลงก็หลงชั่วคราว ทำไมหลงชั่วคราวเพราะมีตัวรู้มาคั่น มีจิตรู้มาคั่น เราก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลยมันก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลย มันก็จะมีแต่จิตหลง หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน เราจะรู้สึกว่าหลงแล้วเที่ยง จะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ <strong>แต่เรามีรู้ขึ้นมานะ เพื่อจะเห็นหลงมันขาดเป็นท่อนๆ หลงไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกตัวแว้บ เราเห็นเลยชีวิตที่หลงนะมันจบไปแล้ว มันเกิดชีวิตใหม่ที่รู้สึกตัว</strong> เสร็จแล้วหลงไปอีกห้านาที ก็รู้สึกอีกทีนึง หลงไปอีกชั่วโมงรู้สึกอีกที ต่อไปฝึกไปเรื่อยๆนะ หลงสามวินาทีรู้สึก หลงสองวินาทีรู้สึก ยิ่งฝึกเก่งนะยิ่งหลงบ่อย หลงแว้บรู้สึก ฝึกไปเรื่อย ไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง ไม่ได้ฝึกห้ามหลง ไม่ได้ฝึกที่จะให้รู้ตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่ดับทั้งสิ้น</span></p>
<p>ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">จิตจะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ</span></strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน</p>
<p><span style="color: #800000;">บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ <strong><em>คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ </em></strong>ดังนั้นเราฝึกนะจนกระทั่งเรารู้สึกขึ้นมา</span></p>
<p><strong>วิธีที่จะให้รู้ขึ้นมาก็คือ คอยไปหัดรู้ทันเวลาใจหลงไปคิด อันนี้เป็นการบ้านที่ง่ายๆเลย เพราะจิตที่หลงคิดคือจิตที่เกิดบ่อยที่สุด จิตโลภจิตโกรธอะไรนี่มีน้อยนะ จิตหลงเนี่ยมีทั้งวันเลย เพราะในขณะที่โลภ ในขณะที่โกรธเนี่ยต้องมีหลงประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่หลงจะไม่มีโลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ เพราะฉะนั้นจิตหลงเนี่ยเป็นตัวสาหัสสากันเลย ถ้าเราเรียนเรื่องจิตหลงได้ เราจะภาวนาได้ทั้งวัน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12487" title="db4" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กรรมฐานนะ เราควรจะเลือกกรรมฐานซึ่งมันเกิดบ่อยๆ เราจะได้ดูบ่อยๆ</strong> อย่างใจเราหลงเนี่ยหลงทั้งวัน แล้วก็รู้ ใจหลงไปแล้วรู้  มันจะเห็นสลับกันเร็ว เคยมีนะ ตอนอยู่เมืองกาญฯ มีหนุ่มคนนึงมาถามหลวงพ่อ ผมใช้สิ่งอื่นนอกจากในสติปัฏฐานได้มั้ย ที่จะมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถามว่าจะใช้อะไร ถ้าฟ้าร้องแล้วผมจะรู้สึกตัว ปีนึงมันร้องกี่ครั้งนะ นานมาก บางวันก็ไม่ร้องตั้งหลายเดือน แสดงว่าตลอดมาเนี่ยเอ็งไม่มีสติเลยใช่มั้ย เอ็งจะมีสติตอนหน้าฝนอย่างเดียว อย่างงี้ใช้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พวกเราไปดูสิอารมณ์ในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา หายใจออก หายใจเข้านี่ หายใจทั้งวันมั้ย ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน มีทั้งวันใช่มั้ย ไม่ยืนก็เดิน ไม่เดินก็นั่ง ไม่นั่งก็นอน อะไรนี้ เวียนไปนี้ ถ้า ยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวได้เกือบทั้งวันแล้ว ยกเว้นอิริยาบถประหลาดๆ เช่น กระโดดอะไรนี้นะ หรือไปว่ายน้ำ เป็นอิริยาบถ แปลกๆไป ท่านก็สอนล็อกไว้อีกอันนึงเรื่องสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ก็เคลื่อนไหวแล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งแล้วก็เคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งก็รู้สึก เคลื่อนไหวก็รู้สึก ก็รู้สึกตัวได้ทั้งวันแล้ว อารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะเกิดทั้งวัน อารมณ์เวทนาล่ะ มีทั้งวันมั้ย สุข ทุกข์ เฉยๆก็หมุนอยู่อย่างนี้ทั้งวันใช่มั้ย ถ้าสุขก็รู้ตัว ทุกข์ก็รู้ตัว เฉยๆก็รู้ตัว ก็คือรู้ตัวได้ทั้งวัน ดูจิตดูใจล่ะ จิตหลงไปแล้วรู้ เกิดได้ทั้งวัน หลงทั้งวัน ยกเว้นบางคนนั้นขี้โลภ เจออะไรมันก็อยากตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดถี่ยิบเลยทั้งวัน พวกนี้ก็เอาความอยากเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่เดี๋ยวมันอยากแว้บอยากดู รู้ทัน อยากฟังรู้ทัน อยากคิดรู้ทัน พวกโลภมากนะ ดูอยากเป็นวิหารธรรม มีจิตที่อยากกับจิตที่ไม่อยาก คู่เดียวก็พอแล้ว เกิดทั้งวันแล้ว คนไหนขี้โมโหนะ อะไรนิดนึงก็โมโห อะไรนิดนึงก็ขัดใจ ก็เอาจิตที่มีโมโหนี่แหล่ะมาเป็นวิหารธรรม จิตโกรธขึ้นมาก็รู้ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้นคือจิตที่รู้ จิตนั้นมันโกรธ เดี๋ยวก็โกรธอีก เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ เห็นมั้ยมันจะเกิดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เพราะฉะนั้นอารมณ์กรรมฐานที่เราใช้นั้นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวัน เราจะได้มีสติได้ทั้งวัน </span></strong>หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว เผลอไปรู้สึกตัว รู้ รู้ทันว่าเผลอ ก็รู้สึกตัว ก็เป็นจิตที่รู้ขึ้นมา ก็รู้ว่ามีจิตที่รู้อยู่ ทุกอย่างเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา<strong> เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น </strong>เราเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไรหรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป</strong></span></p>
<p><span style="color: #800000;">มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย</span></p>
<p><strong>สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ</strong></p>
<p><strong>วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" target="_blank">520809A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3" length="6463520" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" length="15414528" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Oct 2011 21:24:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ดักจ้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ดักดู]]></category>
		<category><![CDATA[ตามดู]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11707</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/530111_2039_2127.mp3" target="_blank">อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</a></p>
<div id="attachment_11847" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/fishbones-400x262.jpg" alt="อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้" title="อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้" width="400" height="262" class="size-large wp-image-11847" /><p class="wp-caption-text">อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>เวลาที่เราจะดูจิตดูใจ เราอย่าไปดักจ้องไว้ก่อน</strong> บางคนไปจ้องรอดูว่าเมื่อไหร่จิตจะมีปฎิกริยาอะไรขึ้นมา ถ้าเราไปจ้องไว้ จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ ไม่มีอะไรให้ดูเลย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นการดูจิตที่ดี ปล่อยให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้เอา</strong> มันโกรธขึ้นมา อ้อ มันโกรธขึ้นมาแล้ว มีคำว่าแล้วด้วย มันโกรธขึ้นมาแล้วเรารู้ทัน จิตมันโกรธขึ้นมา มันอยากแล้ว มันเห็นสาวมันอยากจีบเค้าเนี่ย รู้ว่ามันอยากแล้ว นี่ความอยากเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าอยาก ความโกรธเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ใจลอยไปก่อนแล้วรู้ว่าใจลอย ฟุ้งซ่านไปก่อนแล้วรู้ว่าฟุ้งซ่าน หดหู่ไปก่อนแล้วรู้ว่าหดหู่ ให้ความรู้สึกมันเกิดขึ้นก่อน อย่าไปดักดู ถ้าเราดักดูละก็จะไม่มีอะไรให้ดู ทุกอย่างมันจะนิ่งไปหมด</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สนามบินสุวรรณภูมิ<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: แสดงธรรมนอกสถานที่สนามบินสุวรรณภูมิ<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/530111.mp3" target="_blank">530111</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๙ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/530111_2039_2127.mp3" length="763760" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/530111.mp3" length="81082785" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Sep 2011 00:27:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มาครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[จิตทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ติดเพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างภพ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งรู้ว่าเพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11627</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_11695" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/195852-bigthumbnail-400x300.jpg" alt="จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง" title="จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง" width="400" height="300" class="size-large wp-image-11695" /><p class="wp-caption-text">จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง</p></div><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510414A_18.42_19.46.mp3" target="_blank">จิตมีหน้าที่ปรุงแต่ง เราไม่ห้าม เพียงแค่ดูเขาปรุง</a></p>
<p><strong>โยม : </strong>กราบนมัสการหลวงพ่อครับ มาครั้งแรกครับผม</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>กล้าหาญนะ กล้าหาญมากเลย มาครั้งแรกมานั่งหน้า</p>
<p><strong>โยม : </strong>ก็รู้สึกว่ายังมี รู้สึกเพ่งๆอยู่น่ะครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ถูกต้อง</p>
<p><strong>โยม : </strong>ทีนี้..ก็ไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไปครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ให้รู้ไปนะ เพ่งอยู่รู้ว่าเพ่ง จิตใจเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นกุศล-อกุศลคอยรู้ จิตใจทำงานอะไรคอยรู้ไปเรื่อยๆ <strong>การทำงานของจิตก็คือการสร้างภพ หรือความปรุงแต่ง หรือที่เรียกว่าสังขารนั่นเอง</strong> เขาปรุงไปเรื่อยๆเขาก็ทุกข์ขึ้นมาแหละ ให้เราเรียนรู้ไป อย่าไปเกลียดเขา เขาต้องปรุงนะ <strong>หน้าที่ของเขา เขาต้องปรุง ให้เราคอยรู้คอยเห็นไปอย่างที่เขาเป็นเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งใจมันปิ๊งขึ้นมาว่าทั้งหมดนี้ไม่มีเราเลย</strong> มีกระบวนการปรุงแต่ง มีกระบวนการทำงานของจิต แต่ไม่มีเรา ขันธุ์ ๕ ก็ทำงานของมันไป มีปรากฏการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดไม่มีตัวเรา ดูอย่างนี้เรื่อยๆ เดี๋ยวมันเห็นเอง</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/024/128/510414A.mp3" target="_blank">510414A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๒ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510414A_18.42_19.46.mp3" length="1029492" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/024/128/510414A.mp3" length="21890126" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/16/11522/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/16/11522/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Sep 2011 22:09:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ลม]]></category>
		<category><![CDATA[ลักขณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[อารัมาณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งอารมณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11522</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_7.46_10.17.mp3">เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์</a></p>
<div id="attachment_11553" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/2152561318_b1b33b2d16-400x266.jpg" alt="เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์" title="เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์" width="400" height="266" class="size-large wp-image-11553" /><p class="wp-caption-text">เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>การเพ่งตัวอารมณ์ ภาษาปริยัติเรียกว่า &#8220;อารัมณูปนิชฌาน&#8221;</strong> อารัมณู อารัมณะนะ แล้วก็ ปนิชฌาน คือการเพ่งตัวอารมณ์ นี่คือการทำสมถกรรมฐาน เกือบทั้งหมดนะ <strong>ตัววิปัสสนากรรมฐานมีชื่อว่า &#8220;ลักขณูปนิชฌาน&#8221; การที่เราไปเห็นลักษณะ เห็นไตรลักษณ์</strong> เพราะฉะนั้นจะเห็นไตรลักษณ์ก็อย่าไปเพ่งเอา ถ้าเพ่งตัวอารมณ์แล้วมันจะนิ่งๆ อารมณ์ไม่เคลื่อนไหว</p>
<p>เหมือนสมมุตินี้เป็นกระต่ายสักตัวหนึ่งนะ หรือแมวสักตัวหนึ่งนะ มันวิ่งไปวิ่งมานะ เราไปเพ่งมันก็คล้ายๆเราไปกดไว้อย่างนี้ มันกระดุกกระดิกไม่ได้ มันแสดงไตรลักษณ์ไม่ได้ ทีนี้พอเราไม่เพ่ง อะไรจะเกิดขึ้น ไอ้ตัวนี้เคยถูกกดมานาน พอเลิกกดนี่นะจะหนีๆหนีๆหนีๆไป เพราะฉะนั้นพวกที่เพ่งเก่งๆน่ะ พอเลิกเพ่งนะจะฟุ้งซ่านสุดๆเลย จะรู้สึกตัวยาก มันคิดดอกเบี้ยนะเพราะไปบังคับมันไว้นานแล้ว หน้าที่เราก็คือพยายามรู้สึกตัวไป</p>
<p>อาจจะมีเครื่องอยู่อะไรสักอันหนึ่งถ้าเราไม่ได้ติดเพ่งรุนแรงมาก่อนนะ จะรู้อะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวตั้ง สมมุติว่าบางคนท่องพุทโธ เอาพุทโธเป็นตัวตั้ง พุทโธแล้วไม่ใช่บังคับจิตให้ไปอยู่ที่พุทโธ พุทโธแล้วจิตไปอยู่กับพุทโธนี่ก็รู้ จิตหนีไปที่อื่นก็รู้  พุทโธแล้วก็รู้ทันนะ เห็นจิตหนีไปหนีมา เห็นจิตสุขจิตทุกข์ จิตดีจิตร้าย พุทโธไว้เป็นตัวตั้งเพื่อที่จะดูจิต</p>
<p>บางคนถนัดรู้ลมหายใจ ถ้าไม่ไปเพ่งใส่ลมหายใจนะ เรารู้จิต เอาลมหายใจเป็นตัวตั้งแล้วมารู้จิต เช่น จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจเราก็รู้ จิตหนีไปอยู่ที่อื่นเราก็รู้ จิตไปคิดเราก็รู้ จิตไปทำอะไรเราก็รู้ จิตสุขจิตทุกข์ จิตดีจิตร้าย เราก็รู้ไปเรื่อย รู้จิต เอาลมหายใจเป็นแบ็คกราวด์ไว้</p>
<p><strong>เอาพุทโธเป็นแบ็คกราวด์ เอาลมเป็นแบ็คกราวด์ คนไหนถนัดพองยุบโดยที่ไม่ได้เข้าไปเพ่งท้องนะ ก็เอาพองยุบเป็นแบ็คกราวด์ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไป เนี่ยไม่ว่ากรรมฐานอะไรนะ ถ้ามันเนืองด้วยกายด้วยใจของเราล่ะก็ เอามาใช้เป็นเครื่องมือในการปฎิบัติได้ทั้งหมด ถ้าเรามีเครื่องมือเครื่องสังเกตไว้อันหนึ่ง คล้ายๆเป็นที่สังเกต เป็นที่หมาย ถ้าจิตไหลมาที่นี่ก็รู้ จิตไหลไปก็รู้เนี่ยนะ ในที่สุดเราจะเห็นจิตได้ชัดเจน ต้องฝึกอย่างนี้นะมันจะไม่เผลอนาน แต่ถ้าอยู่ๆก็ปล่อยทิ้งทั้งหมดเลยนะ อย่างนี้ เรากดไว้นานนะ คราวนี้เตลิดเปิดเปิงไป หลงไปตั้งวัน ค่อยฝึกเอา</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3">510324B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/16/11522/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_7.46_10.17.mp3" length="2430909" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3" length="32992672" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2011 22:29:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11203</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href='http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.6m14-8m30.mp3' target="_blank">เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</a></p>
<div id="attachment_11208" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/Putha-400x300.jpg" alt="เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้" title="เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้" width="400" height="300" class="size-large wp-image-11208" /><p class="wp-caption-text">เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จะทำวิปัสสนากรรมฐาน จะรู้กายรู้ใจตรงความเป็นจริงได้ ต้องไม่ลำเอียง จิตที่ไม่ลำเอียงก็คือจิตที่เป็นผู้รู้นั่นแหละ ไม่ใช่ผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ไม่ใช่ผู้วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ผู้ตัดสิน ทำตัวเป็นแค่ผู้รู้เท่านั้นเอง นะ เรามาฝึกให้ได้จิตตัวนี้นะ</p>
<p><strong>วิธีที่จะทำให้ได้จิตผู้รู้ ก็คือรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนี่แหละ จิตเผลอ ตอนแรกพอรู้ทันว่าหลงไปคิดก็จะกลับมาเพ่ง เพ่งไปก่อนไม่เป็นไร เราก็รู้ว่าเพ่งเอา ต่อไปหลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ หลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ อย่าเพ่งตลอดกาล ถ้าเพ่งตลอดกาลเดี๋ยวมันไม่ยอมเผลอ ให้มันเผลอไว้ เผลอแล้วรู้ว่าเผลอดีที่สุดเลย ดีกว่าไปเพ่งไว้ไม่ยอมเผลอเลย ไปไหนไม่รอดนะ อยู่แค่นั้นแหละ กี่ปีกี่ชาติก็อยู่อย่างนั้นแหละ</strong></p>
<p>มีอยู่คราวหนึ่งนะ หลวงพ่อไปเจอ มีลูกศิษย์คนหนึ่งไปซุ่มภาวนาอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เรียนกับหลวงพ่ออยู่พักหนึ่งนะ แล้วก็ไปซุ่มอยู่เป็นปีๆเลยนะ หายไปนาน เราไปเจอเข้า จะบอกว่าบังเอิญก็ไม่มีคำว่าบังเอิญในศาสนาพุทธนะ เรียกว่ากรรมจัดสรรไปเจอกันเข้า กรรมของมันหรือของเราก็ไม่รู้ เห็นแล้วทนไม่ได้นะ มันไปเดินจงกรมนะ เราก็บอก.. เรียกชื่อเขานะ เฮ้ย..ดอกเตอร์ นึกออกมั้ย ไอ้ที่ทำอยู่ตอนนี้นะ เมื่อหลายปีก่อนก็ทำแบบนี้ อีกหลายปีข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้อีกแหละ ก็เลยได้สตินะ หันมาเจริญสติแทน งั้นก็เพ่งไว้นิ่งๆ นิ่งมาหลายปีแล้วนะ ไม่มีพัฒนาการก็ยังพอใจที่จะนิ่งอยู่อย่างนั้นน่ะ</p>
<p>นี่นะ<strong> เพ่งอยู่ไม่เจริญหรอก ได้แต่ความสุข ความสงบ ความสบาย ได้แต่ความดี เป็นคนดีมั้ย ดี ไม่ไปเกะกะระรานใครหรอก แต่มันไม่เจริญหรอก เจริญปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเพ่งไว้ จิตนิ่งทื่อๆ นิ่ง สงบ แล้วสบาย ไม่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ไม่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน<br />
</strong><br />
<em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๓๙<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" target="_blank">540226A</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๖ วินาทีที่ ๑๔ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๐</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.6m14-8m30.mp3" length="539376" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" length="27851484" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2011 00:40:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุแยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตคล่องแคล่วว่องไว]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตที่ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตที่เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตนุ่มนวล]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้คิด]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสงบ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเข้าถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ซื่อตรงในการรู้อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กายรู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนากรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[อารัมมณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญวิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[เดินปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11185</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.0m0-4m46.mp3" target="_blank">จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</a></p>
<div id="attachment_11191" class="wp-caption alignnone" style="width: 370px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/1295848770.gif" alt="จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา" title="จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา" width="360" height="256" class="size-full wp-image-11191" /><p class="wp-caption-text">จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ตอนนี้ออกไปหลายจังหวัด ไปเห็น เราก็ไปเทศน์ที่โน่นที่นี่ ก็พบปรากฏการณ์อันหนึ่งก็คือ ทั้งพระทั้งโยมนะ ภาวนามาถึงขั้น แยกธาตุแยกขันธ์เป็นน่ะ เยอะมาก เยอะๆ ยังไม่เคยเจอว่าทำกันได้เยอะขนาดนี้มาก่อน</strong></p>
<p>ช่วงปีแรกๆที่หลวงพ่อเทศน์นะ พวกเราตื่นกันเยอะนะ จิตก็ตื่นขึ้นๆ จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน นับไม่ถ้วน ตอนนี้เลยขั้นนั้นมาแล้ว <strong>พอจิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้วนะ ก็ต้องมาฝึกแยกธาตุแยกขันธ์ เข้าสู่การเดินปัญญา จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</strong> ถ้าเราไม่มีจิตเป็นผู้รู้นะ เราเดินปัญญาไม่ได้ เพราะจิตที่ไม่เป็นผู้รู้มันจะเป็นสองอย่าง ถ้าไม่เป็นผู้คิดก็เป็นผู้เพ่ง จิตที่ไปหลงไปคิด แล้วเพ่ง</p>
<p>เพราะฉะนั้นช่วงแรกๆสอนพวกเรานะ จะสอนให้รู้จักสภาวะสองอย่าง เผลอไปกับเพ่งไว้ คนทั่วไปมันเผลอ ไม่เคยรู้เรื่องเลย หลงตลอดชีวิตไม่เคยรู้สึกตัว นักปฏิบัติก็เพ่งไม่ว่าไปที่ไหนก็เพ่งๆนะ ฝึกแบบไหนก็เพ่งทุกแบบเลย เหมือนกันหมดเลย พอเราไม่เผลอไม่เพ่งนะ ใจเราเป็นกลาง รู้ตื่นขึ้นมาได้ ค่อยๆฝึก ใจค่อย..</p>
<p>แต่เดิมคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องเพ่งเอา คนละเรื่องเลย การเพ่งจิตให้นิ่ง เป็นสมาธิชนิดทำสมถะ เรียกว่า อารัมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์อันเดียว จิตแนบอยู่ในอารมณ์อันเดียวนิ่งๆ ไม่เดินปัญญา แต่การที่เรารู้ทันจิตที่เผลอไป แล้วก็ไม่ไปเพ่งไว้ จิตเผลอไปทำอะไร จิตเผลอไปคิดเป็นส่วนใหญ่ ทันทีที่เรารู้ว่าจิตเผลอไปคิดนะ หัดใหม่ๆมันจะเพ่ง ถัดจากรู้ว่าเผลอจะเพ่ง ก็ฝึกไปเรื่อย เผลออีกก็รู้แล้วก็เพ่ง เผลอแล้วก็รู้แล้วก็เพ่ง</p>
<p>ทีแรกจับรู้ไม่ติดหรอก มองไม่ออกว่ามีรู้มาคั่น ระหว่างเผลอกับเพ่ง ทีนี้ฝึกมาช่วงหนึ่งแล้วเริ่มเห็นน่ะ จิตเผลอไป ตรงที่รู้ว่าเผลอนี่ ไม่เผลอด้วยไม่เพ่งด้วย อยู่ตรงกลางนี่เอง ทีนี้ความรักดี กล้วจะเผลออีกก็เลยไปเพ่งเอาไว้ นักปฏิบัติ พอรู้ทันว่าเอ้า..มันเกินจากรู้ไปแล้ว เริ่มคุ้นเคยกับรู้นะ จิตเผลอไปคิดแล้วรู้ทัน จิตเผลอไปคิดแล้วรู้ทัน ไม่ไปเพ่งต่อ คราวนี้ &#8220;รู้&#8221; ค่อยเด่นขึ้นๆ</p>
<p><strong>พอรู้เด่นขึ้นหลวงพ่อก็บอกว่า จิตมันตื่นแล้ว จิตตื่นแล้ว จิตตื่นเนี่ยจิตมันเข้าถึงฐานจริงๆนะ จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน จิตสงบ สะอาด สว่าง จิตเบา จิตนุ่มนวล อ่อนโยน คล่องแคล่วว่องไว จิตซื่อตรงในการรู้อารมณ์ จิตควรแก่การทำวิปัสสนา ควรแก่การงาน นี่ล่ะคือจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นขึ้นมา </strong></p>
<p>หลวงพ่อก็พยายามพาพวกเราเดินมาเป็นลำดับๆนะ หัดรู้เผลอรู้เพ่งก่อน จนกระทั่งในที่สุด ตัวรู้ก็ค่อยๆเด่นขึ้นๆ พอตัวรู้เด่นแล้วอย่าหยุดอยู่แค่นั้น มาเดินต่อ เรามาฝึกจนได้ตัวรู้มานี่น่ะ คล้ายๆเราเตรียมความพร้อมของจิตเพื่อการเดินวิปัสสนา เพื่อการเจริญปัญญา การเจริญปัญญาก็คือการทำวิปัสสนากรรมฐานนั่นแหละ</p>
<p><strong>หลักของการเดินปัญญาก็คือ ให้มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงไม่เข้าไปแทรกแซง และต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นกลาง คือจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นนั่นเอง มิใช่จิตผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ไม่ใช่จิตผู้เพ่ง ให้ไปรู้ด้วยจิตที่เป็นผู้รู้</strong> จิตที่หลุดออกจากโลกของความคิด มาอยู่ในโลกของความรับรู้ รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้จิตใจอย่างที่เขาเป็น เรียนรู้ทุกอย่างอย่างที่มันเป็น ทำตัวเป็นแค่คนดู ไม่เข้าไปแทรกแซง</p>
<p><strong>เมื่อเราทำตัวเป็นแค่คนดูโดยไม่เข้าไปแทรกแซง เราจะเห็นความจริง ถ้าเราเป็นคนดูแล้วแทรกแซงไปด้วย จะดูไม่ตรงกับความจริง</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๓๙<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" target="_blank">540226A</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐ วินาทีที่ ๐ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๖</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.0m0-4m46.mp3" length="1141133" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" length="27851484" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/26/10278/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/26/10278/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Jul 2011 21:29:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตกใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัวตลอดเวลา]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอไป]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10278</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/501018B-empty-dd.mp3" target="_blank"><strong>ภาวนาแล้วติดว่าง</strong></a></p>
<div id="attachment_10666" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/523515-topic-2-400x300.jpg" alt="ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต" title="ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต" width="400" height="300" class="size-large wp-image-10666" /><p class="wp-caption-text">ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต</p></div>
<p><strong>โยม : </strong> ทุกครั้งที่ทำก็จะมี รู้สึก เหมือนเจอแต่ที่ว่างน่ะครับ แบบไม่ได้รู้สึกอะไรมากเท่าไหร่</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong> <strong>ถ้าอยู่ๆดูลงไปทีไรก็ว่าง ยังจงใจดูอยู่</strong> เลิกปฏิบัติซะ แล้วให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ไปตามธรรมดา พอกระทบแล้วปล่อยให้จิตใจเกิดความรู้สึก ปฏิกริยาทั้งหลายเนี่ย รู้สึกขึ้นมาตามธรรมชาติของมัน อย่าไปจงใจปฏิบัติด้วยการทำความรู้สึกตัวไว้ตลอดเวลา <strong>ถ้าจงใจทำความรู้สึกตัว มันจะเหมือนแกล้งรู้สึกนะ จะรู้สึกๆตลอดเวลาเลย จะกลายเป็นการเพ่งเอาไว้</strong> จะโล่งๆ ใจมันจะโล่งๆไม่มีอะไร แต่ถ้าเราไม่ได้เจตนาจะรู้สึกเนี่ย เผลอๆไป เห็นคนนี้ก็ดีใจ เดินๆอยู่งูเลื้อยผ่านมาแล้วตกใจ มันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมา</p>
<p>ของคุณมันเป็นประคองไว้นิดนึง มันก็เลยเฉย คอยดูนะ สังเกตมั้ย เรายังจงใจรักษาจิตไว้ อย่ารักษามัน เราไม่มีหน้าที่รักษาจิตนะ <strong>หน้าที่ของการรักษาจิตเป็นหน้าที่ของสติ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ทันทีที่สติเกิดเนี่ย สติจะรักษาจิตโดยอัตโนมัติ รักษาอย่างไร ถ้าจิตในขณะนั้นเป็นอกุศลอยู่ อกุศลจะดับ รักษาอย่างไร อกุศลจะเกิดขึ้นมาไม่ได้ในขณะที่มีสติ รักษาอย่างไร ทันทีที่มีสติ จิตก็เกิดกุศลเรียบร้อยแล้ว แล้วก็กุศลจะเกิดมากขึ้นๆ สติจะเกิดได้เร็วขึ้นๆนะ</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นสตินั่นแหละมีหน้าที่รักษาจิต เราไม่มีหน้าที่รักษา ถ้าเมื่อไหร่เราคิดจะรักษาจิต <strong>อยากรู้สึกตัวตลอดเวลาเนี่ย เราจะไปเพ่งจิต</strong> มันเลยกลายเป็นการเพ่ง ไม่ใช่การรักษาจิตอะไรหรอก กลายเป็นการเพ่งให้จิตนิ่งๆ อย่าไปรักษามันอย่างนั้น ให้หัดฝึกไปจนสติเกิด แล้วสติก็รักษาจิตของเขาเอง</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๓๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/26/10278/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/501018B-empty-dd.mp3" length="4636211" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/22/10326/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/22/10326/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2011 21:21:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[มโนสัญญเจตนา]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะเจตนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10326</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/511019B-concentrate-dd.mp3" target="_blank"><strong>ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้</strong></a></p>
<div id="attachment_10625" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/1215795777-400x265.jpg" alt="ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้" title="ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้" width="400" height="265" class="size-large wp-image-10625" /><p class="wp-caption-text">ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong> ของคุณรู้สึกมั้ย มันมีตัวหนึ่งที่นิ่งยืนพื้นอยู่ ตัวที่นิ่งยืนพื้นอยู่นี้แหละ เราประคองไว้ <strong>ถ้าตราบใดที่มีตัวหนึ่งนิ่งอยู่ ตัวอื่นแสดงไตรลักษณ์ แต่เหลือตัวหนึ่งนิ่งอยู่เนี่ย แสดงว่ายังจงใจอยู่</strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>ก็คอยรู้สึกกายอยู่ตลอดเวลา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่าจงใจรู้สึก ปัญหาของคุณจงใจรู้สึกนะ ถ้าคุณจงใจรู้สึก จะมีตัวหนึ่งที่เกินจริง นิ่งอยู่นิดหนึ่ง ถ้าลดความจงใจลงแล้วง่าย</p>
<p>ในหนังสือวิถีแห่งความรู้แจ้ง ๒ นะ หลวงพ่อพูดถึงคำว่า โลภะเจตนา อยู่ท้ายๆเรื่องน่ะ โลภะเจตนานี่ดูยากมาก มันเป็นความจงใจที่เจือด้วยความอยาก <strong>ความจงใจที่เจือด้วยความอยาก มันจะทำให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานทางใจ</strong> เพราะฉะนั้นตัวโลภะเจตนาเนี่ยนะ <strong>มันทำให้จิตใจเราปรุงแต่ง ปรุงการปฎิบัติขึ้นมา ตราบใดที่เรายังปรุงการปฏิบัติเนี่ย เรายังเข้าสู่มรรคผลในขณะนั้นไม่ได้เลย เพราะว่าความปรุงแต่งยังดำเนินอยู่</strong></p>
<p><strong>ให้เรารู้ทันความจงใจที่เจือด้วยโลภะนี้</strong> ถึงความจงใจใดๆทางใจนะ เรียกว่ามโนสัญญเจตนา ความจงใจทางใจเนี่ย ความจงใจทางใจที่เจือด้วยสัญญา จงใจแบบรู้ตัวว่าจงใจอย่างนี้แหละ อันนี้แหละทำให้เกิดการกระทำกรรม เพราะฉะนั้นถ้าจงใจทางดี ก็เจือด้วยโลภะนะลึกๆน่ะ จงใจทางไม่ดีก็เจือด้วยโลภะอยู่ลึกๆ หรือเจือด้วยโทสะ</p>
<p>ถ้าจงใจขึ้นเมื่อไหร่ก็เกิดการทำงาน จิตจะหมุนเวียนทำงาน เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ดิ้นรน เดี๋ยวก็ประคองไว้ เดี๋ยวกดไว้ เดี๋ยวกระโจนไปวิ่งจับอารมณ์ เดี๋ยวอย่างโน้นเดี๋ยวอย่างนี้ เกิดการทำงานขึ้นมา ทุกคราวที่เกิดการทำงานขึ้นมาความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น</p>
<p><strong>ให้เรารู้ทันแต่ไม่ให้เราละ รู้การทำงานของเขา ไม่ละ ละเนี่ยเป็นเรื่องของปัญญา ปัญญามีหน้าที่ละ ปัญญามีหน้าที่ตัด เรามีหน้าที่รู้ สติมีหน้าที่ระลึกเท่านั้นเอง ระลึกด้วยใจที่ตั้งมั่น เป็นกลาง เรียกว่ามีสัมมาสมาธิ</strong> ถ้ารู้แล้วใจไม่เป็นกลางก็เรียกว่าไม่มีสัมมาสมาธิ</p>
<p><strong>ถ้าปราศจากสัมมาสมาธิ ปัญญาจะไม่เกิด</strong> ปัญญาไม่เกิดเนี่ย ถึงกิเลสโผล่ขึ้นมานะ สภาวะก็ยังอยู่อย่างนั้นแหละ มันตัดไม่ได้จริงเท่าไหร่หรอก เพราะปัญญาจะเกิดนะ เกิดร่วมกับสตินะ แต่สติเกิดตัวเดียวได้ ไม่มีปัญญาก็ได้ </p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๖<br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๒๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/22/10326/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/511019B-concentrate-dd.mp3" length="6289240" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สภาวะมีสองอย่าง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/17/10549/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/17/10549/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jul 2011 22:17:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ดูความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[เคลิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10549</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/two-sapawa.mp3" target="_blank">two sapawa</a></p>
<div id="attachment_10561" class="wp-caption alignnone" style="width: 405px"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/sakid_girl_0.out_.jpg"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/sakid_girl_0.out_.jpg" alt="สภาวะมีสองอย่าง" title="สภาวะมีสองอย่าง" width="395" height="462" class="size-full wp-image-10561" /></a><p class="wp-caption-text">สภาวะมีสองอย่าง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>ถ้าเราฝึกจิตใจของเราถึงช่วงนึง <strong>เราจะพบว่ามันเกิดสภาวะสองอย่างเท่านั้นเอง สภาวะที่ขณะนี้รู้ตัว หรือว่าขณะนี้เผลอไปแล้ว</strong></p>
<p>พอเผลอไปก็จะไปปรุงแต่งอะไรเยอะแยะ เช่น เผลอไปเรื่องโลกๆ คิดเรื่องโลกๆ ใหญ่เลย นี่เผลอไปจริงๆ เผลอไปนั่งคิดๆ <strong>รู้เรื่องที่คิดแต่ไม่รู้ตัวเอง ก็เผลอเหมือนกัน</strong></p>
<p><strong>เผลอไปนั่งเพ่ง ไปจับอารมณ์ขึ้นมาอันนึงแล้วก็เพ่งนิ่งอยู่กับอารมณ์อันเดียว ก็ยังเผลอ ยังหลงอยู่อีก</strong> หรือน้อมใจเข้าหาความสงบ น้อมไปเรื่่อย น้อมจนซึม ซึมเคลิ้มๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ส่วนใหญ่จะคิดว่าดี ไม่ดีหรอก มันขาดสติ เพราะฉะนั้นการที่น้อมใจ ปรุงแต่งใจนั้นทำได้หลายรูปแบบ</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑<br />
File: <a href="../wp-content/uploads/2011/07/451117A.mp3" target="_blank">451117A</a><br />
Track: ๑๑<br />
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๑๕ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๐๕</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/17/10549/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/two-sapawa.mp3" length="761984" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/two-sapawa1.mp3" length="761984" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/25/9293/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/25/9293/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 22:07:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนนี้ภาวนาเป็นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด /เกร็ง /ปวดหัว /ปวดหว่างคิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[คลาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[รูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึก]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรมาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9293</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118B-develop-dd.mp3" target="_blank"><strong>ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส</strong></a></p>
<div id="attachment_9500" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/financial-report-400x266.jpg" alt="ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส " title="ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส " width="400" height="266" class="size-large wp-image-9500" /><p class="wp-caption-text">ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส </p></div>
<p><strong>โยม</strong><strong> :</strong> ขอเรียนถามหลวงพ่อหน่อยครับ คือช่วงนี้ ไม่ทราบว่าสภาวะจิตของผมเป็นยังไงบ้างครับ มันเลวร้ายมากรึเปล่าครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong><strong> :</strong> ไม่เลวร้ายนะ ถ้าพูดตรงไปตรงมา สภาวะตอนนี้ดี แต่ก่อนนี้อึดอัดรู้สึกมั้ย แน่นกว่านี้เยอะเลย แต่ก่อนเพ่งลูกเดียว แล้วมีทิฏฐิด้วยว่า มีทฤษฎีน่ะ ทิฏฐิ คือทฤษฎี ว่าต้องเพ่ง ที่นี้เราคอยรู้สึกเอา รู้สึกเอา ทีแรกหลวงพ่อบอกให้รู้สึกตัวนะ ยังไม่มั่นใจ ต้องภาวนา ต้องมีรูปแบบ ต้องเพ่งไว้ กำหนดไว้ ตอนนี้ใจมันเริ่มคลายออก เริ่มเป็นความรู้สึกตัว ที่ภาวนาตอนนี้ถือว่ามีพัฒนาการนะ <strong>อย่างเวลาเราดูพัฒนาการทางจิตใจนี่ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส</strong> ดูแบบสภาพัฒน์นะ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๑๐<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118B.mp3" target="_blank">491118B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๓๙ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๓๐</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/25/9293/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118B-develop-dd.mp3" length="2079346" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118B.mp3" length="26262154" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 May 2011 23:04:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กามสุขัลลิกานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[กุศลาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อพุธ]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศลาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[อปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตกิลมถานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9271</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491106-start-dd.mp3" target="_blank"><strong>สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</strong></a></p>
<div id="attachment_9491" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/282104427_85ed60a557-400x300.jpg" alt="สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" title="สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" width="400" height="300" class="size-large wp-image-9491" /><p class="wp-caption-text">สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>ตรงที่เราบอกว่าเราฟังธรรมเข้าใจเนี่ย   ความจริงไม่ได้เข้าใจด้วยการฟัง แต่เข้าใจด้วยการคิดเอาเอง</strong> การคิดเอาเองของเราเนี่ย  คิดถูกก็ได้  คิดผิดก็ได้ งั้นธรรมที่ฟัง ๆ เอานะยังใช้ไม่ได้ ฟังเอาพอเป็นแนว เพื่อจะมารู้กาย รู้ใจ  ศัตรูของการรู้กาย รู้ใจ  เบอร์หนึ่งเลยคือการที่เราหลงไปอยู่ในโลกของความคิด ลืมกาย ลืมใจที่เป็นปัจจุบัน รู้สึกไหม ขณะที่เราคิดไปเนี่ย เรานั่งอยู่เราก็ลืมไป จิตใจเราเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกุศล อกุศล เราก็ไม่รู้ นึกออกไหม   เนี่ยอย่างขณะนี้ลืมกาย ลืมใจแล้ว ตรงที่ไหลแว๊บไป</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นตราบใดที่คุณยังคิดไม่เลิกนะ  คุณไม่ได้ทำวิปัสสนาแน่นอน</strong> แล้วมันเป็นศัตรูด้วย   หลวงพ่อเลยไม่ส่งเสริมให้มานั่งคิดนั่งถามนะ ที่สงสัยได้เพราะคิดมาก   คิดมากก็สงสัยมาก สงสัยแล้วอยากถาม ถามไปแล้วก็จำเอาไว้แล้วหรือเอาไปคิดต่อ นะ มันจะเวียนไปอย่างนี้เรื่อย ๆ  วิปัสสนาจริง ๆ ไม่ใช่การคิด <strong>วิปัสสนาจริงๆ ในอภิธรรมสอนนะเริ่มจากตัวอุทยัพพยญาณ</strong> อุทยัพพยญาณเนี่ยมันเห็นความเกิดดับของรูปนามนะ <strong>แล้วระบุไว้ด้วยว่า ต้องพ้นจากความคิดด้วย</strong> ถ้ายังเห็นไตรลักษณ์ด้วยการคิดเอา เช่นคิดเอาว่าจิตตะกี้กับจิตเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนกัน เนี่ยแสดงว่าเป็นไตรลักษณ์ นี่ได้แค่สัมมสนญาณ ยังไม่ขึ้นวิปัสสนา <strong>เพราะฉะนั้นยังตราบใดที่ยังคิดอยู่ไม่ใช่วิปัสสนา</strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อพุธ</strong>เคยสอนนะบอกว่า <strong>“สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” ความคิดเนี่ยคือศัตรูเบอร์หนึ่งเลย   มันทำให้เราลืมกายลืมใจตัวเอง ส่วนศัตรูเบอร์สองคือการที่บังคับกาย บังคับใจ </strong>นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยคือนักบังคับกาย บังคับใจ   เพ่งเอา ๆ นะ กำหนดเอา ๆ กายก็ทื่อ ๆ ใจก็ทื่อ ๆ  ถ้าเราบังคับกาย บังคับใจ จนมันทื่อ ๆ ไปแล้วไตรลักษณ์มันจะไปอยู่ที่ไหน มันไม่แสดงตัวขึ้นมา</p>
<p><strong>ศัตรูของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอันแรก  หลงไป เผลอไป ขาดสติ ลืมเนื้อ ลืมตัว ตามใจกิเลสไปนี้เรียกว่า  อกุศลาภิสังขารมั่ง   อปุญญาภิสังขารมั่ง   เรียกว่า  กามสุขัลลิกานุโยคบ้าง</strong> มีหลายชื่อ</p>
<p><strong>ศัตรูหมายเลขสองคือการเพ่งกาย เพ่งใจ บังคับกาย บังคับใจ กำหนดกาย กำหนดใจ ควบคุมไว้ ทำกายทำใจให้ลำบากอันนี้เรียกว่า  ปุญญาภิสังขาร  ความปรุงแต่งฝ่ายที่เป็นบุญ  เรียกว่า กุศลาภิสังขาร ความปรุงแต่งที่เป็นกุศลเรียกว่า  อัตตกิลมถานุโยค  การบังคับตัวเอง</strong></p>
<p><strong>เนี่ยสองทางนี้แหละเป็นทางสุดโต่งสองด้านที่พระพุทธเจ้าห้าม</strong> ถ้าเรายังไปทำส่วนใหญ่ไปทำอย่างนั้นเองคือไปเพ่งเอา กำหนดเอา ใจแข็ง  ทื่อ ๆ จ้องเอาไว้ ๆ นั่นไม่ใช่การเจริญสติ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491106.mp3" target="_blank">491106.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491106-start-dd.mp3" length="8161697" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491106.mp3" length="15264394" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/19/9203/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/19/9203/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 May 2011 22:15:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้โมโห / ขี้หงุดหงิด / เจ้าโทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[กด]]></category>
		<category><![CDATA[ข่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ต้านน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่านมา]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่านไป]]></category>
		<category><![CDATA[สมอ]]></category>
		<category><![CDATA[สักว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[สักว่าเห็น]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บกด]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เรือ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็นกิเลส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9203</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491222_3.13_5.06.mp3" target="_blank">ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ</a></p>
<div id="attachment_9410" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/coldironingformarinevessels1-400x288.jpg" alt="ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ" title="ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ" width="400" height="288" class="size-large wp-image-9410" /><p class="wp-caption-text">ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>คือ ตรงที่เราเห็นโทสะเนี่ย ดีแล้วนะ ตรงที่ข่มไว้เนี่ย เป็นส่วนเกิน แต่ว่าโดยที่เรายังไม่ชำนิชำนาญการปฏิบัติ ข่มไว้ก่อนก็ดี จะได้ไม่ทำอะไรผิดทางกายทางวาจา แต่<strong>ถ้าเราเจริญสติชำนิชำนาญขึ้น พอจิตมีโทสะ เรารู้ว่ามีโทสะ เราจะเห็นเลย จิตที่มีโทสะมันไม่ใช่ตัวเรา มันมีของมันเอง ใจของเราเป็นแค่คนดู เป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู เห็นจิตมีโทสะเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ ก็ดับไป</strong></p>
<p><strong>ต่อไปสภาวะอย่างอื่น นอกเหนือจากโทสะ เช่น ราคะ โมหะ อะไรต่ออะไรนะ อิจฉา กังวล อะไรเกิดขึ้นมา เราก็ดูแบบเดียวกัน คือเห็นว่า มันเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ดับไป เราไม่ได้ไปแก้ไขมัน</strong> ทีนี้การปฏิบัติเนี่ย มันมี ส่วนมากพวกเราชอบเก็บกด เราไปกดมัน พอสภาวธรรม ยกตัวอย่างกิเลสอะไรเกิดขึ้นมา เราไปพยายามเพ่ง ไปกดๆมัน มันจะไปซ่อนตัวไว้ อย่างนี้ไม่ดี</p>
<p><strong>ถ้าเราเห็นกิเลสโผล่ขึ้น เราสักว่ารู้ สักว่าเห็นนะ จะเห็นมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะไม่ไปกดมันไว้ ต่อไปใจเราจะนิ่ง เบา สบาย ยิ่งภาวนาดี จะยิ่งสบาย</strong> แต่ถ้าเราฝืน เราต่อต้านกิเลสนะ เราจะเหนื่อย</p>
<p><strong>เราจะทำกับจิตใจเรา ให้คล้ายเรือลำใหญ่ๆ จอดอยู่ในแม่น้ำ ในทะเล จอดทอดสมออยู่ น้ำไหลมา เรือนี้ไม่ไหลตามน้ำ คือใจเราไม่ไหลไปตามกิเลส ในขณะเดียวกัน เรือไม่เคยต้านน้ำ เรือก็จะปล่อยให้น้ำไหลผ่านไป ใจเราจะสักว่ารู้สักว่าเห็น ไม่ต้าน</strong> ถ้าเราไปพยายามแก้ พยายามเก็บกด พยายามอะไรอย่างนี้ เราไปต้านมัน</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗<br />
ลำดับที่  ๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/491222.mp3" target="_blank">491222</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐๓ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๐๕ วินาทีที่ ๐๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/19/9203/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491222_3.13_5.06.mp3" length="1812497" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/14/9164/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/14/9164/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 May 2011 22:47:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด /เกร็ง /ปวดหัว /ปวดหว่างคิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ขยับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[ท่านพ่อลี]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนากรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถกรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อเทียน]]></category>
		<category><![CDATA[อุบาย]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9164</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> <strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/520429-samata-dd.mp3" target="_blank"><strong>เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ</strong></a></p>
<div id="attachment_9260" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/buddha49-400x267.jpg" alt="เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ" title="เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ" width="400" height="267" class="size-large wp-image-9260" /><p class="wp-caption-text">เคล็ดลับของสมาธิ เคล็ดลับของสมถะ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong><strong>สมถกรรมฐาน มุ่งไปที่ความสุข ความสงบ ความดี วิปัสสนามุ่งให้เกิดปัญญา ปัญญาคือการเห็นความจริงของกายของใจ</strong> เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน วิธีการก็ไม่เหมือนกัน เราจะต้องเรียน <strong>ต้องแยกแยะให้ออกนะว่า การดำเนินจิตแบบไหนเป็นสมถกรรมฐาน การดำเนินจิตแบบไหนเป็นวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าแยกไม่ได้ ส่วนใหญ่จะไปทำสมถะ แล้วคิดว่าทำวิปัสสนาอยู่</strong></p>
<p>สมถกรรมฐาน หลักการของมัน ไม่ยากเท่าไหร่ หลักการของสมถกรรมฐานก็คือ ให้เราสังเกตความจริงของจิตใจของเราเองก่อน จิตใจของเรานั้น ร่อนเร่ ซัดส่าย ตลอดเวลา เดี๋ยวหลงไปทางโน้น เดี๋ยวหลงไปทางนี้ เดี๋ยวจับอารมณ์อันโน้น เดี๋ยวจับอารมณ์อันนี้ ฟุ้งซ่าน จับอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ จิตใจนั้นเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง อุตลุดตลอดเวลา คนที่ภาวนาไม่เป็นก็พยายามบังคับใจ ให้สงบ ให้ดี บังคับยังไงมันก็ไม่สงบนะ มีแต่เครียด เพราะฉะนั้น<strong>พวกที่ภาวนาแล้วเครียดนะ แสดงว่าไปทำสมถะแบบผิด ผิดวิธีด้วย ถ้าทำถูกวิธีจะไม่เครียด</strong></p>
<p>จิต ถ้าเรารู้จักลักษณะของจิตนะ จิตมันคล้ายๆเด็ก เหมือนเด็กซนๆคนหนึ่ง จิต เดี๋ยวก็วิ่งไปทางโน้น เดี๋ยวก็วิ่งไปทางนี้ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ จิตมันเป็นอย่างนี้ <strong>ถ้าเราทำสมถะผิดนะ ก็คล้ายๆว่าเราเอาไม้เรียวไป ไปยืนเฝ้าเด็กไว้ บังคับไม่ให้มันกระดุกกระดิก เด็กมันจะเครียด</strong> จิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราไปบังคับให้มันนิ่งนะ มันจะเครียด เราต้องใช้อุบายวิธี หาอารมณ์ที่จิตชอบใจมาเป็นเหยื่อล่อ หาอารมณ์ที่จิตชอบใจมาเป็นเหยื่อล่อ คล้ายๆกับว่า <strong>เรารู้ว่าเด็กคนนี้ชอบกินไอติม เราก็บอกเด็กว่า อย่าซนนอกบ้าน มา เข้ามาในบ้าน มากินไอติมให้สบายใจ เห็นมั้ย เด็กจะสมัครใจเข้ามาในบ้าน เด็กก็มีความสุขด้วย ใช่มั้ย แล้วเด็กก็ไม่ร่อนเร่ออกไปนอกบ้านด้วย</strong></p>
<p>หลักของการทำสมถกรรมฐานก็แบบเดียวกัน เราต้องเลือก ว่าจิตใจของเรานี้ รู้อารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุข บางคนรู้ลมหายใจแล้วมีความสุข ก็รู้ลมหายใจไปอย่างมีความสุข ไม่ต้องไปคิด ว่าจะทำอย่างไรจิตจะสงบ ถ้ารู้ลมแล้วสบายใจนะ รู้ลมไป บางคนดูท้องพองยุบแล้วจิตสบายใจ ก็ดูท้องพองยุบ บางคนเดินจงกรม บางคนภาวนาพุทโธ บางคนขยับมือ ทำจังหวะแบบหลวงพ่อเทียน ทำแล้วจิตใจสบาย มีความสุข ก็ทำอย่างนั้น <strong>ความสุขนี้แหละเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ พอจิตมันมีความสุขนะ จิตจะไม่หนี ซัดส่าย ไปที่อื่น มันจะเคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์ที่มันมีความสุข นี่เคล็ดลับมันอยู่ตรงนี้</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นบางคนภาวนานะ ทำอย่างไรก็ไม่สงบๆ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะไปพยายามบังคับจิตให้สงบ มันไม่ยอมสงบหรอก ต้องหาอารมณ์ที่มีความสุขมาล่อมัน ยกตัวอย่างหลวงพ่อตอนเด็กๆ หลวงพ่อชอบลมหายใจ ไปเรียนหายใจออก หายใจเข้า จากท่านพ่อลี วัดอโศการาม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๒ ส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด พอหายใจแล้วมีความสุข พอมีความสุขแล้วจิตสงบ คล้ายๆเด็กได้กินไอติม เด็กก็ไม่ไปซน นี่<strong>เคล็ดลับของสมาธินะ เคล็ดลับของสมถะ คือเลือกอารมณ์ที่เรามีความสุข แล้วจิตจะสงบเอง</strong> ถ้าจิตสงบโดยที่ไม่ได้บังคับ จิตจะไม่เครียด</p>
<p>ถ้าคนไหนภาวนาแล้วก็เครียด แสดงว่าสมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่มี ถ้าภาวนาแล้วจิตใจมีความสุข มีความสงบ อยู่ในตัวเอง ได้สมถะ โดยไม่ได้บังคับ ทีนี้พอมีความสุขแล้ว มีความสงบแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่นี้ ถ้าลำพังการปฏิบัติธรรมนะ มุ่งเอาความสุข ความสงบ ยังตื้นเกินไป ศาสนาพุทธมีสิ่งที่ปราณีต ลึกซึ้ง กว่านั้นอีกเยอะ <strong>ลำพังแค่ภาวนาเพื่อให้จิตมีความสุข มีความสงบเนี่ย ไม่มีพระพุทธเจ้า เขาก็สอนกันได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา แล้วคนอื่นไม่มี คือ วิปัสสนากรรมฐาน</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช<br />
เมื่อ วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒</em></p>
<p><em>CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/520429.mp3" target="_blank">520429.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๔๐</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/14/9164/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/520429-samata-dd.mp3" length="9729044" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/mp3/520429.mp3" length="40353104" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

