<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; การปฎิบัติธรรมคืออะไร</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/before/practice/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/18/13356/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/18/13356/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jan 2012 00:20:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตบริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวเรา]]></category>
		<category><![CDATA[บริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดถือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13356</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/531225B-panya-dd.mp3"><strong>ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา</strong></a></p>
<div id="attachment_13415" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-13415" title="ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/43-The-Enlightenment-400x300.jpg" alt="ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>ศาสนาพุทธนะมุ่งมาที่ตัวปัญญาเนี่ยตัวสำคัญเลย<strong> ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่มีการสอนเรื่องการเจริญปัญญา</strong> ส่วน<strong>การทำทานการรักษาศีลการทำสมาธิมีมาตลอด มีมาตลอดไม่ขาดช่วง เรียกว่าสาธารณกุศล สาธารณกุศลหมายถึงเป็นบุญทั่วๆไป ไม่เฉพาะศาสนาพุทธ</strong>หรอก เค้าก็มี อย่างมุสลิมก็มีซะกาต ใครรู้จักมั้ยซะกาต ซะกาตเนี่ยถึงปีนะคนที่มีรายได้ต้องสละ คล้ายๆภาษีเป็นภาษีทางศาสนาสละเอาไปช่วยคนที่ยากจนกว่า เนี่ยเค้าก็ทำทานนะเป็นเรื่องดี เค้ามีสมาธิมั้ยก็มี การที่เค้าละหมาดวันละห้าครั้งคิดถึงพระเจ้าวันละห้าครั้งถ้าเทียบกับศาสนาพุทธก็คือเทวตานุสติ การระลึกถึงเทพนึกถึงเทวดาก็ได้สมาธิ เห็นมั้ยเค้าก็มีทำทานก็มีสมาธิก็มี ศีลเค้ามีมั้ยเค้าก็มีศีลอย่างของเค้าใช่มั้ย มีการดำรงชีวิตอย่างมีระเบียบมีวินัยเข้มงวดกวดขันมากกว่าเราซะอีก งั้นแค่ทำทานรักษาศีลทำสมาธิศาสนาอื่นก็มี</p>
<p><strong>มาถึงขั้นเจริญปัญญาพวกเราต้องเรียนให้มาก ถ้าเราลืมการเจริญปัญญาก็เท่ากับเราทิ้งศาสนาพุทธไปแล้ว พระพุทธเจ้าสอนบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญานะ ถ้าเราปราศจากปัญญาจิตเราจะบริสุทธิ์ไม่ได้ ถ้าจิตยังบริสุทธิ์ไม่ได้จิตยังต้องเจือต้องระคนด้วยความทุกข์เสมอไปยังมีความทุกข์ตลอดไป</strong> แต่ถ้าจิตเข้าถึงความบริสุทธิ์นะไม่มีอะไรย้อมจิตได้จิตก็ไม่ทุกข์อีก จิตที่มันทุกข์ขึ้นมาได้เพราะจิตโดยตัวของมันเป็นตัวรู้ จิตโดยตัวของมันไม่ใช่ตัวต้องมาเป็นทุกข์อะไร เป็นแค่ตัวรู้เท่านั้นเอง แต่เพราะกิเลสนะเพราะมันไม่บริสุทธิ์กิเลสมันย้อมจิตได้ มันเลยไม่ใช่ตัวรู้ที่ดีเป็นตัวรู้สกปรก ตัวรู้ที่สกปรกรู้ผิดๆเนี่ยก็เที่ยวไปหยิบไปฉวยไปยึดไปถือสิ่งต่างๆขึ้นมา ความทุกข์ก็เลยเยอะแยะไปหมดเลย <strong>ถ้าจิตบริสุทธิ์นะมันจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวมันเอง อัศจรรย์ตรงนี้แหล่ะมันปล่อยวางกระทั่งตัวมันเองได้ ถ้ามันปล่อยวางตัวมันเองได้แล้วมันจะไม่ไปหยิบฉวยอะไรขึ้นมาอีกแล้ว เพราะสิ่งที่จิตยึดถือเหนียวแน่นที่สุดนะคือตัวจิตเอง จิตนั่นแหล่ะยึดถือจิตอย่างเหนียวแน่นที่สุดว่าเป็นตัวเรา</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๘<br />
Track: ๕<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/038/mp3/531225B.mp3" target="_blank">531225B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓  วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/18/13356/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/531225B-panya-dd.mp3" length="2564022" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/038/mp3/531225B.mp3" length="23869520" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2012 23:59:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[กสิน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เอง]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13312</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540820_20.15_23.30.mp3" target='_blank'>ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</a></p>
<div id="attachment_13343" class="wp-caption alignnone" style="width: 368px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/00fi.gif" alt="ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา" title="ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา" width="358" height="269" class="size-full wp-image-13343" /><p class="wp-caption-text">ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>งั้น<strong>เราต้องใช้อะไรช่วย ใช้โยนิโสมนสิการช่วย สังเกตตัวเองเอากรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา</strong> อย่างหลวงพ่อสอนสังเกตมั้ย<strong>หลวงพ่อไม่ได้สอนบอกว่า กรรมฐานต้องแบบนี้ต้องแบบนี้</strong> นึกออกมั้ย <strong>จะสอนหลักให้นะเสร็จแล้วเราต้องไปสังเกตเอาว่าเราใช้กรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเราเอง ทำแบบไหนจิตเราจะสงบได้สมถะกรรมฐาน หลวงพ่อสอนหลักให้ว่าถ้าจะทำสมถะกรรมฐานนะ ศีลต้องมีนะไม่มีไม่ได้ ต้องมีศีลรองรับไว้ก่อน ต้องรู้จักเลือกอารมณ์ที่ว่าอยู่กับอารมณ์อันนั้นแล้วจิตใจมีความสุข</strong> <span style="text-decoration: underline;">อารมณ์นั้นต้องไม่ยั่วกิเลส</span> นี่อยู่อย่างมีความสุขแต่อยู่กับกิเลสอย่างนั้นใช้ไม่ได้ น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์​อันเดียว รู้ไปอย่างสบายๆ เคล็ดลับอยู่ที่สบายๆ</p>
<p>สอนหลัก ส่วนพวกเราก็ต้องไปดูเอาเอง คนนี้ไปดูไฟดูด้วยใจที่สบายๆ ถือศีลไว้ก่อนแล้วก็ไปดูไฟ ดูด้วยใจสบาย ดูแล้วชอบเห็นไฟนี้ชอบ ความจริงคนจำนวนมากชอบดูไฟนะ ยิ่งไฟไหม้นี่ชอบมากเลย พวกนี้ควรจะหัดกสิณไฟไว้นะ ใครเวลาไฟไหม้ชอบไปดูมีมั้ย ในห้องนี้มีมั้ย ยกมือให้หลวงพ่อดูซิ ไม่มีเลยเหรอ แปลก เห็นเวลาไฟไหม้ทีคนแน้นแน่นชอบดูไฟ ดูไฟมันสะบัดนะ ทำกสิณไฟก็ดูเปลวไฟนะมันไหวๆ มันจะเร้าใจสนใจ ถ้าใจชอบนะใจก็จดจ่อมีความสุข บางคนไม่ชอบดูไฟ ไปดูอย่างอื่น อย่างอาจารย์มหาวิบูลย์อยู่แม่สอด แรกๆดูไฟนะเล่นกสิณไฟ ทำกสิณไฟไว้วันนึงนะนั่งไปนั่งไป นั่งหลับตาเนี่ย โหวันนี้กสิณดีจังเลยนะได้กลิ่นไฟไหม้แล้วก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆจนเอ่ะใจลืมตานะ ไฟกำลังจะไหม้กุฏิแล้วเทียนมันล้มไปนะ หลัังจากนั้นท่านเปลี่ยนเป็นกสิณน้ำ ท่านเลยเก่งกสิณน้ำ หลวงปู่คำพันธ์ ใครเคยได้ยินชื่อหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย เก่งปฐวีกสิณเก่งกสิณดิน</p>
<p>เห็นมั้ยครูบาอาจารย์แต่ละองค์นะ ลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันแล้วนะ ครูบาอาจารย์ลงมาในรายละเอียดการปฏิบัติไม่เหมือนกันหรอก ต้องไปสำรวจตัวเองนะว่ากรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเอง อยู่แล้วมีความสุข อยู่แล้วรู้สึกตัวมีความสุขอยู่แล้วไม่ยั่วกิเลส ก็อยู่กับอารมณ์อันนั้นแหล่ะ ก็จะได้สมาธิได้สมถะกรรมฐาน นั้นหลวงพ่อจะสอนหลักนะ พวกเราต้องไปดูเอาเองว่าเราใช้กรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเอง อย่าเที่ยวเชื่อคนง่ายนะและอย่าตามอาจารย์​ หลวงพ่อทำอานาปานสติ ไม่ใช่ทุกคนต้องทำสมถะด้วยอานาปานสติ ไม่ใช่ หลวงพ่อเจริญวิปัสสนาโดยใช้จิตตานุปัสสนา ไม่ใช่ทุกคนต้องทำจิตตานุปัสสนา</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></p>
<p><em> CD: แสดงธรรมเทศนา สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540820.mp3">540820</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๕ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540820_20.15_23.30.mp3" length="3112678" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540820.mp3" length="15715500" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/08/13210/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/08/13210/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Jan 2012 20:50:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคุ้มครอง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อุทกภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ทุกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13210</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_0.25_4.11.mp3">มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ</a></p>
<div id="attachment_13266" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/36580_0-400x266.jpg" alt="มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ" title="มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ" width="400" height="266" class="size-large wp-image-13266" /><p class="wp-caption-text">มีธรรมะแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ทุกข์ใจ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เวลาชีวิตเราเกิดวิกฤติ มันคือเวลาที่จะทดสอบว่าการปฏิบัติที่เราฝึกฝนอบรมมานั้นมันได้ผลแค่ไหน <strong>คนที่ไม่เคยฝึกอบรมจิตใจเวลาปัญหาในชีวิตเกิดขึ้น สติแตก มีความทุกข์มากมายเหลือเกิน ความทุกข์ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ยังไม่พอนะยังแถมความทุกข์ทางใจเข้าไปด้วย</strong></p>
<p><strong>ส่วนคนซึ่งได้ศึกษาปฏิบัติธรรมได้ฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว มันมีความทุกข์แต่ทางร่างกาย</strong> ชีวิตความเป็นอยู่อะไรนี้ บางทีมีเงินนะแต่กรรมจะให้ผลติดอยู่ในบ้านน้ำท่วมกินแต่มาม่า ทั้งๆที่มีเงินน่ะไม่มีของจะกินน้ำจะกินก็ไม่ค่อยจะมี เวลากรรมให้ผลมันลำบาก แต่มันลำบากเฉพาะร่างกาย อย่างชีวิตความเป็นอยู่มันเปลี่ยนแปลง คนกรุงเทพน่าสงสาร จริงๆคนอื่นก็น่าสงสารเหมือนกัน คนชลบุรีก็น่าสงสารนะ คนกรุงเทพไปแย่งข้าวกินซะเกือบหมดเลย</p>
<p>ใครเจอปัญหาน้ำท่วมบ้าง ยกมือให้หลวงพ่อดูซิ เยอะ สอบตกหรือสอบได้ เอ้า ใครสอบได้ยกมือซิ ใครสอบตกมีมั้ย อย่างน้อยสอบได้เยอะกว่าสอบตก แสดงว่าคอร์สของเราใช้ได้คนสอบได้เยอะกว่า <strong>บางคนก็สงสัยอุตส่าห์ทำความดีทำไมน้ำท่วมบ้านบุญไม่ให้ผลเลยเหรอ อุตส่าห์เข้าวัดทำบุญทำทานทำไมทรัพย์สินยังเสียหายทั้งๆที่ทำทาน ทำไมชีวิตลำบาก ธรรมะไม่ได้แปลว่าทำให้น้ำไม่ท่วมบ้าน คนละเรื่องกัน <em>ถ้าบ้านเราอยู่ต่ำกว่าน้ำ น้ำก็ท่วมบ้าน ถึงจะมีบุญแค่ไหนก็ท่วม</em></strong></p>
<p><strong>เหมือนเมื่อก่อนนี้ไฟไหม้เมืองสุรินทร์ ไหม้ซะมากเลยนะ ไหม้มาถึงกำแพงวัดบูรพาราม ชาวบ้านไปประท้วงหลวงปู่เลยหลังจากไฟไหม้ เสียแรงทำบุญมาตั้งนานไม่คุ้มครองเลยบุญไม่คุ้มครองธรรมะไม่คุ้มครองเลยคุ้มครองแต่วัดไม่คุ้มครองชาวบ้าน <em>หลวงปู่ท่านก็บอกว่า ไฟมันมีหน้าที่ไหม้</em> ไม่ใช่ว่าเราทำบุญแล้วไฟไม่ไหม้ เพียงแต่ว่าถ้าไฟไหม้ขึ้นมาเราไม่ทุกข์ มันไหม้ได้แต่ของข้างนอกหรือไหม้ได้แต่ร่างกายแต่ใจเราไม่ได้ถูกไฟไหม้ไปด้วย</strong></p>
<p>งั้น<strong>การที่เรามาศึกษาปฏิบัติธรรมมาพัฒนาจิตใจเราเนี่ย ก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้ใจเรานั่นเอง</strong> ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนะไฟจะไหม้น้ำจะท่วม ลูกจะเป็นเอดส์ หลานจะติดยา อะไรๆก็เกิดได้เสมอเลย <strong>เราสามารถอยู่ได้ท่ามกลางปัญหาท่ามกลางความวุ่นวายโดยไม่ทุกข์ ปัญหาก็อยู่ส่วนปัญหาแต่ใจมันไม่ทุกข์ </strong>ใจมันไม่ไปหยิบเอาปัญหาเข้ามาใส่ตัวเอง</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></p>
<p><em> CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๔๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3">541218</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๕ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๐๒</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/08/13210/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_0.25_4.11.mp3" length="3607549" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3" length="40046627" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/06/13213/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/06/13213/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Jan 2012 22:13:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์เพราะอยาก]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับ]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[อยาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13213</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_4.11_6.41.mp3">ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับปัญหา</a></strong></p>
<div id="attachment_13244" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/iowa7-400x241.jpg" alt="ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง" title="ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง" width="400" height="241" class="size-large wp-image-13244" /><p class="wp-caption-text">ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>พวกเราสังเกตมั้ยเวลาน้ำท่วม <strong>ตัวที่ทำให้ความทุกข์เข้ามาสู่ใจเราไม่ใช่น้ำแต่เป็นความอยาก</strong> น้ำมาแล้วอยากให้ไม่มา ใช่มั้ย อยากให้น้ำไม่มา ก็น้ำจะต้องมาอย่าให้น้ำไปไหน น้องทรายก็กั้นน้องน้ำไม่ได้หรอกน้ำมันจะมา ความอยากของเรามันไร้เดียงสา น้ำมาแล้วน้ำมันขังอยากให้น้ำไปเร็วๆ ที่เราต่ำน้ำก็ไปช้า เรามีความอยากซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เยอะแยะเลย</p>
<p><strong>ถ้าของที่มันเป็นไปตามใจเราต้องการ เราก็ไม่มานั่งอยาก เราก็ไม่ต้องอยาก ไอ้ที่อยากเพราะมันไม่เป็นอย่างที่ต้องการ</strong> นี่ความต้องการของเรามันไม่ยอมรับความจริงฝืนความจริง น้ำจะท่วมอยากให้ไม่ท่วม เราจะต้องแก่อยากให้ไม่แก่ เราจะต้องเจ็บไข้อยากให้ไม่เจ็บไข้ เราจะต้องตายอยากให้มันไม่ตาย เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักจากคนที่เรารักเราไม่อยากพลัดพราก เราต้องเจอสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจเราไม่อยากเจอ ใจที่ไม่อยากนี้เองทำให้ใจดิ้นรน หาความสุขหาความสงบไม่ได้</p>
<p><strong>ถ้าใจเรายอมรับสภาวะทุกสิ่งทุกอย่างได้ ใจจะไม่ทุกข์</strong> อย่างยอมรับได้ว่าต้องแก่ แก่ขึ้นมาก็ไม่ทุกข์ ยอมรับได้ว่าต้องเจ็บ เจ็บขึ้นมาก็ไม่ทุกข์ ยอมรับว่าต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจเป็นครั้งเป็นคราว ยอมรับได้ก็ไม่ทุกข์ ยอมรับไม่ได้ก็ทุกข์ นี่ทำไงใจเราจะยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างได้</p>
<p>ตัวนี้แหละที่พระพุทธเจ้าสอนเรา สอนเราว่าทำยังไงเราจะยอมรับปรากฎการณ์ทั้งหลายทั้งปวงได้ งั้นน้ำท่วมก็ไม่ทุกข์นะ อะไรเกิดขึ้นก็ไม่ทุกข์ถ้าใจยอมรับได้ใจไม่ดิ้น <strong>วิธีการที่จะฝึกจิตฝึกใจให้ยอมรับความจริงที่ต้องเผชิญได้ก็คือวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง เรามาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนะ วิธีเรียนไม่จำเป็นต้องไปเรียนอะไรไกลตัว เรียนที่ง่ายๆเลย เรียนอยู่ที่ใจของเรานี่เอง<br />
</strong><br />
<em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></p>
<p><em> CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๔๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3">541218</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๑ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/06/13213/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_4.11_6.41.mp3" length="2409260" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3" length="40046627" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/16/12760/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/16/12760/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2011 21:21:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กำหนด]]></category>
		<category><![CDATA[กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาผิด]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศลจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12760</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_10.46_12.10.mp3">ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล</a></p>
<div id="attachment_12857" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/22139-Clipart-Illustration-Of-A-Yellow-Emoticon-Face-With-Big-Glasses-Staring-With-An-Open-Mouth-400x406.jpg" alt="ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล" title="ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล" width="400" height="406" class="size-large wp-image-12857" /><p class="wp-caption-text">ต้องหัดแยกให้ออก จิตแบบไหนกุศล แบบไหนอกุศล</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ส่วนใหญ่เวลาหัดทำสมาธิ นึกออกมั้ยสมัยก่อนที่พวกเราหัดปฏิบัติ <strong>ทันทีที่ลงมือปฏิบัติจิตแน่นๆเลย รู้สึกมั้ย พอลงมือปฏิบัติ (หลวงพ่อทำท่าเกร็ง) เนี่ยเอาเลยนะอกุศลชัดๆเลยคิดว่าจะเจริญวิปัสสนาเหรอ จิตเป็นอกุศลชัดๆเลยนะ<br />
</strong><br />
เพราะฉะนั้น<strong>เราต้องเรียนเรื่องจิตให้ชำนาญนะ แยกให้ออกว่าจิตชนิดไหนเป็นกุศล ชนิดไหนเป็นอกุศล ไม่งั้นนะพอคิดถึงการปฏิบัติทีไรนะ อกุศลเกิดทุกทีเลย</strong> เกิดตัวไหน ตัวไหนเกิดก่อน โลภะเกิดก่อน ก็เก่งเหมือนกัน จริงๆโมหะเกิดก่อน โง่ก่อน พอโง่นะก็อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากได้ อยากรู้ให้ชัด อยากรู้ตลอดเวลา โลภะเกิดเห็นมั้ย ไปนั่งจ้องไว้</p>
<p>จ้องแล้วมันไม่ค่อยยอมอย่างที่เป็น อย่างที่อยาก โทสะก็เกิดเนี่ย <strong>ทันทีที่จ้องรู้สึกมั้ย ทันทีที่จ้องลงไปแน่นขึ้นมาแล้ว รู้สึกมั้ย จิตที่แน่นๆเป็นอกุศลจิตนะ เพราะนั้นทันทีที่ลงมือปฏิบัตินะ กำหนดปุ๊บแน่นปั๊บเนี่ย นั่ันแหล่ะอกุศลเกิดแล้ว ภาวนาผิดแล้ว แทนที่จะภาวนาแล้วเกิดกุศลนะ กลายเป็นภาวนาได้อกุศล</strong> งั้นต้องระมัดระวังนะ ต้องเรียนให้ออกว่าอันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/16/12760/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_10.46_12.10.mp3" length="1345546" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีหัดเรียนรู้จิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Dec 2011 21:10:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เบื้องต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้จิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12757</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_7.56_10.46.mp3">วิธีหัดเรียนรู้จิต</a></p>
<div id="attachment_12828" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/sound_wave_2.jpg" alt="วิธีหัดเรียนรู้จิต" title="วิธีหัดเรียนรู้จิต" width="400" height="300" class="size-full wp-image-12828" /><p class="wp-caption-text">วิธีหัดเรียนรู้จิต</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>เรียนรู้จิตนี่ใช้วิธีสังเกตเอานะ สังเกตเอา จิตใจของเราแต่ละวันแต่ละเวลาไม่เคยเหมือนกัน</strong> แรกๆหัดดูเป็นวันๆก่อน วันนี้ตื่นขึ้นมาก็สดชื่นแล้ว วันนี้เป็นวันที่แจ่มใส อีกวันเป็นวันที่เซ็ง อีกวันหงุดหงิดทั้งวันเลย นะ หัดดูอย่างนี้ก่อน หัดดูเป็นวันๆ ดูเป็นวันๆได้แล้วก็มาดูเป็นเวลา วันเดียวนี้แหละ เช้า สาย บ่าย เย็น ตอนกลางคืน จิตไม่เหมือนกัน ดูเป็นเวลา</p>
<p><strong>ต่อไปชำนาญขึ้น ดูเป็นขณะ ขณะที่ตามองเห็นจิตเป็นอย่างหนึ่ง ขณะที่หูได้ยินเสียงจิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง จมูกได้กลิ่นลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจคิดนึกปรุงแต่ง จิตเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ เนี่ยดูความเปลี่ยนแปลง ดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไป หัดรู้หัดดูไปเรื่อยนะ ค่อยๆสังเกตไปเรื่อย<br />
</strong><br />
<strong>ต่อไปก็แยกออกน่ะ จิตที่เป็นกุศลมันเป็นยังไง จิตที่เป็นอกุศลมันเป็นยังไง</strong> จิตที่เป็นอกุศลก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง แทรกอยู่ แรกๆก็จะเห็นแต่ว่า กิเลสหยาบๆถึงจะรู้ กิเลสละเอียดไม่รู้ หัดรู้หัดดูบ่อยๆ ต่อไปกิเลสละเอียดเกิดขึ้นก็เห็น อย่างแต่เดิมต้องโกรธแรงๆถึงเห็น ต่อมาหัดรู้หัดดูบ่อยๆ ขัดใจเล็กๆก็เห็น ตอนนี้ใครเห็นความขัดใจเล็กๆบ้าง ยกมือซิ มีมั้ย เอ่อ ดีนะ ดี จะไม่ตกนรกนะ เพราะว่าเรารู้ทันโทสะแล้ว ถ้ารู้ไม่ทันโทสะนะ ตกนรกนะ</p>
<p>แต่เดิมต้องโลภแรงๆนะ ต้องโลภแรงๆ อยากได้อย่างรุนแรงถึงจะเห็น เดี๋ยวนี้ใจอยากได้นิดหน่อยก็เห็นแล้ว อย่างอากาศร้อนจัดๆนะ ลมโชยมา เย็นสบาย เกิดความยินดีพอใจ เนี่ยราคะแทรกแล้วนะ ยินดีพอใจในความสุข ลมมันโชยมา ตอนนี้ใครเห็น ลมโชยมาแล้วเห็นราคะบ้าง มีมั้ย ยกมือซิ นี่น้อยกว่าโทสะนะ แต่ก็ยังเยอะอยู่</p>
<p>โมหะๆ โมหะนี้เป็นความฟุ้งซ่านกับความสงสัยเป็นตัวหลัก ความฟุ้งซ่าน ใครรู้จักฟุ้งซ่าน แต่เดิมต้องฟุ้งแรงๆถึงรู้นะ ต่อมาเนี่ย ใจเคลื่อนไปนิดเดียวก็เห็นแล้ว ใจไหลออกไปนิดเดียวก็เห็นแล้ว เช่น เวลาจะดูอะไรใจก็เคลื่อนไปดู เวลาฟังอะไรใจก็เคลื่อนไปฟัง มันไม่ตั้งมั่นนะ มันไหลไป มันฟุ้งซ่าน มันเคลื่อน ตอนนี้ใครเห็นจิตที่เคลื่อนได้บ้าง ยกมือซิ โอ้..ก็ยังเยอะอยู่นะ แสดงว่าเก่งเข้าขั้นแล้ว</p>
<p><strong>หัดดูไป ทีแรกจะเห็นของหยาบก่อน ต่อมาก็รู้ของละเอียดขึ้นนะ ถ้าจิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ อยู่ล่ะก็ จิตเป็นอกุศล ถ้าจิตไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ จิตมันจะเบา มันจะนุ่ม มันจะสบาย มันโปร่ง มันโล่ง มันปราดเปรียวว่องไว ไม่หนัก ไม่แน่น ไม่แข็ง ไม่ซึม ไม่ทื่อ นะ เนี่ยหัดรู้จักไปเรื่อย</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_7.56_10.46.mp3" length="2726483" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/09/12705/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/09/12705/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Dec 2011 22:54:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ถือศีล]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติรักษาจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลนุสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลสิกขา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12705</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_0.13_4.38.mp3">อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง</a></p>
<div id="attachment_12739" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/lotus11-400x301.jpg" alt="อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง" title="อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง" width="400" height="301" class="size-large wp-image-12739" /><p class="wp-caption-text">อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง</p></div>
<p>คือ<strong>การพัฒนาคุณภาพของจิตใจเราทิ้งหลักของ&#8221;ไตรสิกขา&#8221;ไม่ได้</strong> ถ้าทิ้งหลักไตรสิกขาละก็ ไม่ใช่ชาวพุทธแท้หรอก <strong>ไตรสิกขาคือเรื่องศีลสิกขา เรื่องจิตสิกขา เรื่องปัญญาสิกขา</strong> เราจะเรียนเรื่องศีลเรียนเรื่องจิตเรียนเรื่องการเจริญปัญญา ศีลในเบื้องต้นเนี่ยต้องเจตนา งดเว้นการทำบาปอกุศลทางกายทางวาจาไว้ก่อน เบื้องต้นต้องตั้งใจงดเว้นไว้ก่อน ต่อมาเรามาฝึกอาศัยสตินี่แหล่ะ คอยรู้ทัน ใจมันทำผิดศีลได้นะเพราะกิเลสมันครอบงำจิต ให้เราคอยรู้ทันจิตไว้ กิเลสอะไรเกิดขึ้นเรารู้ทัน กิเลสอะไรเกิดรู้ทันนะ กิเลสจะครอบงำไม่ได้ อย่างโทสะเกิดเนี่ยรู้ทันมัน โทสะครอบงำจิตไม่ได้ มันไม่ฆ่าใครไม่ตีใครไม่ด่าใครไม่เบียดเบียนใคร ราคะเกิดขึ้นเรามีสติรู้ทันไม่ครอบงำจิต เราก็ไม่ไปลักใครขโมยใครไม่เป็นชู้กับใคร ไม่ปลิ้นปล้อนตลบแตลงล่อลวงเค้า เนี่ยกิเลสทั้งนั้นเลยนะ</p>
<p><strong>คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสครอบงำจิตได้ กิเลสเล็กกิเลสน้อยก็อย่าไปไว้ใจมันนะ อย่ามีข้อยกเว้นแก่กิเลส บางคนเห็นว่ากิเลสเล็กๆน้อยๆไม่เป็นไร แรกๆไม่เป็นไรนะ ตัวเล็กไม่เป็นไรต่อไปตัวกลางๆก็ไม่เป็นไรเหมือนกันนะ สุดท้ายตัวใหญ่ๆก็ไม่เป็นไร</strong></p>
<p>อย่างตอนเด็กๆหัดรังแกสัตว์ตัวเล็กๆก็รังแกสัตว์ตัวใหญ่ได้มากขึ้นๆ สุดท้ายมันก็แกล้งคนได้ ฆ่าคนได้ ใจมันเคยชินที่จะเบียดเบียน นั้น<strong>เรามีสตินะ รักษาจิตไว้ให้ดี อย่าให้กิเลสครอบงำจิตได้ คอยรู้ทันมันเข้าไป ศีลมันจะเกิดขึ้น พอจิตเรามีศีลเนี่ยสมาธิจะเกิดง่าย</strong> คนที่ไม่มีศีลนะจะฟุ้งซ่าน ฟุ้งไปในกาม ฟุ้งไปในความไม่พอใจ กามและปฏิฆะมายั่วจิตให้ฟุ้งไป เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง อยากได้กลิ่น อยากได้รส <strong>ถ้าเรามีสติคุ้มครองจิตอยู่ กิเลสมันครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสหยาบๆนะครอบงำไม่ได้ สติปัญญาเร็วขึ้นๆนะ ต่อไปกิเลสอย่างกลางก็ครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสอย่างหยาบเนี่ยเอาศีลกั้นไว้ ราคะ โทสะ โมหะแรงๆเกิดขึ้นนะ จะทำผิดศีลไม่ทำ ตั้งใจงดเว้นไม่ทำ ทุกวันต้องคิดว่าเราจะรักษาศีลตื่นเช้าขึ้นมา</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/09/12705/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_0.13_4.38.mp3" length="4248691" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/08/12712/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/08/12712/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Dec 2011 22:29:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[คล่องแคล่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ควรแก่การงาน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตคล่องแคล่วว่องไว]]></category>
		<category><![CDATA[ซื่อตรง]]></category>
		<category><![CDATA[นุ่มนวล]]></category>
		<category><![CDATA[ปาคุญญตา]]></category>
		<category><![CDATA[ว่องไว]]></category>
		<category><![CDATA[อ่อนโยน]]></category>
		<category><![CDATA[เบา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12712</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_6.27_7.52.mp3">จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<div id="attachment_12725" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/enlightment-400x533.jpg" alt="จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร " title="จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร " width="400" height="533" class="size-large wp-image-12725" /><p class="wp-caption-text">จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร </p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ทีนี้พอมีศีลแล้วเราก็ต้องมาเรียนบทเรียนที่สองนะ บทเรียนที่สองชื่อ <strong>จิตตสิกขา ต้องเรียนเรื่องจิต</strong> ใครจะบอกว่าไม่เอาดูจิตไม่อยากเรียนเรื่องจิตก็ปล่อยเขาไป เป็นพวกที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเรียนเรื่องจิต เพราะบทเรียนที่สองของชาวพุทธชื่อจิตตสิกขา ต้องเรียนเรื่องจิต ต้องแยกให้ออกว่าจิตชนิดไหนเป็นกุศล จิตชนิดไหนอกุศล ไม่เหมือนกัน</p>
<p><strong>ส่วนใหญ่นะมีจิตอกุศล เอาจิตอกุศลไปเจริญวิปัสสนา เป็นไปไม่ได้</strong> จิตไม่มีคุณภาพนะ อย่างจิตที่เป็นอกุศลนะ มันจะหนักๆแน่นๆ แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ จิตที่เป็นกุศลมี <strong>ลหุตา</strong> มีความเบา มี<strong>มุทุตา</strong> มีความนุ่มนวลอ่อนโยน มี<strong>ปาคุญตา</strong> คล่องแคล่วไม่ใช่ซึมซื่อบื้ออยู่ทั้งวัน มี<strong>กัมมัญญตา</strong> ควรแก่การงาน เห็นมั้ยไม่ใช่จิตขี้เกียจขี้คร้านไม่ยอมรับรู้อะไรสักอย่างเดียว ประคองจิตให้นิ่งให้ว่างแล้วเพลินไปอยู่อย่างนั้น อันนั้นไม่ใช่จิตของดีของวิเศษอะไร จิตต้องคล่องแคล่วในการทำงาน ทำอะไร จิตทำอะไร <strong>จิตมีหน้าที่รู้อารมณ์นะ เพราะฉะนั้นจิตรู้อารมณ์ไม่ใช่ฝึกจิตให้ไม่รู้อารมณ์อะไร</strong> เนี่ยต้องฝึก จิตต้องมีความซื่อตรงเรียก <strong>อุชุกตา</strong> ซื่อตรงในการรับรู้นะ ไม่เข้าไปแทรกแซง ถ้ายังอยากแทรกแซง ยินดียินร้ายขึ้นมา ไม่ใช่จิตที่เป็นกุศลแล้ว</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๗ ถึงนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/08/12712/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_6.27_7.52.mp3" length="1366026" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่ากังวลเรื่องปฎิบัติถูกหรือผิด ค่อยๆ สังเกตกายใจตนเองไป</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/21/12225/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/21/12225/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2011 03:26:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[อยากบรรลุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[พยายาม]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ทำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12225</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_29.34_30.24.mp3">อย่ากังวลเรื่องปฎิบัติถูกหรือผิด ค่อยๆ สังเกตกายใจตนเองไป</a></p>
<div id="attachment_12426" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12426" title="อย่ากังวลเรื่องปฎิบัติถูกหรือผิด ค่อยๆ สังเกตกายใจตนเองไป" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/dance1-400x297.jpg" alt="อย่ากังวลเรื่องปฎิบัติถูกหรือผิด ค่อยๆ สังเกตกายใจตนเองไป" width="400" height="297" /><p class="wp-caption-text">อย่ากังวลเรื่องปฎิบัติถูกหรือผิด ค่อยๆ สังเกตกายใจตนเองไป</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่าไปกังวลเรื่องปฏิบัติถูก ปฏิบัติผิด พวกเราทุกคนปฏิบัติผิด เวลาถูกมันถูกแว่บเดียว นอกนั้นผิดทั้งนั้นแหละ แค่จงใจปฏิบัติก็ผิดแล้ว ทำไมปฏิบัติจะไม่ผิด ปฎิบัติเมื่อไรก็ผิดเมื่อนั้นแหละ เราต้องไม่ปฏิบัติ <strong>คำว่าไม่ปฏิบัติของหลวงพ่อคือเราไม่ทำอะไรนะ เราคอยดูร่างกายมันทำงาน คอยดูจิตใจมันทำงาน เราไม่ทำอะไร</strong> <strong>อย่างจิตใจของเราเนี่ย เดี๋ยวก็วิ่งไปฟัง เดี๋ยวก็วิ่งไปคิด รู้สึกไหม เนี่ยเราหน้าที่เราก็คอยรู้ไป มันไปฟังก็รู้ มันไปคิดก็รู้ เราไม่ได้ทำอะไร เราไม่ต้องปฏิบัติอะไรหรอก เราแค่รู้ทันมันเท่านั้นเอง</strong> ถ้าฝึกอย่างนี้แล้วจะง่าย ถ้าเราคิดว่าทำยังไงเราจะบรรลุมรรคผลนิพพานนะ เราพยายามจะปฏิบัติ พยายามจะทำยิ่งช้าใหญ่เลย เพราะความโลภมันเข้าไปแทรก สติมันไม่เกิด</p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/21/12225/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_29.34_30.24.mp3" length="796270" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 03:34:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายคตาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตพรากจากขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดับทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรมนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พระอนาคามี]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิริยาบถ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปจารสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3669</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5299" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why-249x300.jpg" alt="เราปฎิบัติเพื่ออะไร?" width="249" height="300" /></a>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3"><strong>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><span style="color: #993300;">ที่นี่หลวงพ่อจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติให้ หลักของการปฏิบัติเราก็ต้องรู้ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นยังไง ต้องตอบได้ชัดเจน เราจะปฏิบัติอะไร <strong>มีสองอย่างที่จะต้องปฏิบัติคือ &#8220;สมถะ&#8221; กับ &#8220;วิปัสสนา&#8221;</strong> ปฏิบัติเพื่ออะไร<strong> สมถะ ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะเดินวิปัสสนา ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะได้เห็นนู่นเห็นนี่มีตาทิพย์มีหูทิพย์</strong> บางคนอยากได้เจโตอยากได้ทิพจักษุ  หลวงพ่อเคยเจอนะ มีไอ้หนุ่มคนนึง มันภาวนาอยากได้ทิพจักษุ ถามว่าอยากได้ทำไม มันจะได้มองทะลุผ้าของคนอื่น มันเห็นธรรมะเป็นเรื่องอะไร จะทะลุฝาห้องของเค้าอะไรอย่างนี้ ได้เรื่องเลย มีจริงๆนะ สมถะนะ เราทำไปเพื่อให้ใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะทำวิปัสสนา </span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">วิปัสสนาทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา รู้ความจริงของกายของใจนี้ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดังนั้นทำเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ รู้แล้วได้อะไร รู้ถึงที่สุดแล้วมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ</span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดนะ อย่าไปวาดภาพพระอรหันต์ประหลาดเกินเหตุทำอะไรก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ วันๆต้องนั่งเซื่องๆเหมือนนกกระยางรอให้ปลามาใกล้ๆจะได้ฉกเอาเชื่องๆห้ามกระดุกกระดิก <strong>พระอรหันต์จริงๆก็คือท่านผู้ภาวนาจนมีปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์นะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์เห็นอย่างนี้ แล้วท่านปล่อยวางความยึดถือขันธ์ได้ จิตท่านแยกออกจากขันธ์ พรากออกจากขันธ์ ไม่ยึดถือขันธ์ ท่านเป็นอิสระจากขันธ์ ตัวขันธ์เป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เลยพ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่นี่พ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่ตายแล้วเค้าเรียกดับทุกข์คือขันธ์มันดับ</strong> ไม่ใช่ไปเกิดอีกนะ หลายคนวาดภาพเป็นพระอรหันต์ไปเกิดอีกไปอยู่ในโลกนิพพาน อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก <strong><em>พระอรหันต์ นิพพานแล้วเหมือนไฟที่ดับไปแล้ว ไฟที่ดับแล้วอยู่ที่ใหน ใครจะรู้ </em>เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ ภาวนาทำสมถะเพื่อให้มีแรง ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจได้มันจะหมดความยึดถือ ปล่อยวางได้ พอปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้ เพราะตัวกายตัวใจตัวขันธ์นี้แหล่ะตัวทุกข์</strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้ แล้วทำยังไง เราจะทำอะไร ทำสมถะและวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร บอกแล้ว ทำอย่างไร สมถะนี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้เคลิ้ม <strong>วิธีทำสมถะไม่ใช่น้อมใจให้เคลิ้มให้ซึมให้นิ่ง แต่ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก </strong>เคยได้ยินคำว่า&#8221;อานาปานสติ&#8221;มั้ย มีสตินะไม่ใช่ฝึกให้ไม่มีสติ ไม่ใช่ฝึก(เสียงกรน)คร้อกบรรลุแล้ว ฝึกให้มีสติหายใจเข้า ฝึกให้มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อยเลย หรือบางทีพิจารณากาย&#8221;กายคตาสติ&#8221; มีสติไล่ไปในกาย ดูอาการสามสิบสอง ดูอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีสติ เห็นมั้ย ไม่ได้บอกให้ขาดสติเลยนะ ไม่ได้ดูเอาแก้วแหวนเงินทอง เอาวิมานสวรรค์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ฝึกให้มันมีสติ รู้ลมหายใจก็ให้มันมีสติ พิจารณากายก็พิจารณาด้วยความมีสติ เรียกว่ากายคตาสติ ทำอะไรๆก็มีสติ คิดถึงพระพุทธเจ้าก็คิดถึงด้วยความมีสติ หัดพุทโธ ๆ แล้วรู้สึกตัวไป นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราจะทำยังไงพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ได้ภาวนาให้เคลิ้มๆ<strong> ภาวนาให้รู้สึกตัว ฉะนั้นเราอย่าทิ้งสติ ครูบาอาจารย์เคยสอนบอก &#8220;สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ฉะนั้น<strong>ทำสมถะก็ต้องมีสตินะ แต่มีสติอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อารมณ์อันเดียว</strong> ทำไมต้องอารมณ์อันเดียว อารมณ์หลายอันแล้วก็รู้ตัวยาก ปกติจิตมันจะหนีตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอเรามาทำสมถะนะ เรามีอารมณ์อันเดียว มาเป็นเหยื่อ เหยื่อล่อจิต อย่างถ้าจะตกปลานะ มีคนโยนเบ็ดพร้อมกันร้อยอัน ปลางงเลยจะกินอันใหนดีใช่มั้ย ว่างมาทางนี้ เอ๊ะ ไม่เอาตัวเล็กไป ว่ายทางนี้ ก็ใหญ่ไปเกินพอดี เกินคำ ไม่เอา วกไปวกมา ไม่ได้กิน ถ้ามีเหยื่ออันเดียวปลาฝูงนึงยิ่งดี มีเหยื่ออันเดียวล่อ จิตของเราปกติร่อนเร่ไปเรื่อยๆ วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนะ ร่อนเร่ไปเรื่อย เที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อย เหมือนปลาวิ่งหาเหยื่อไปเรื่อย ว่ายไปเรื่อยๆ เราหาอารมณ์อันนึงที่ชอบใจของปลาตัวนี้มาล่อมัน ไปเอาพุทโธก็ได้ คนไหนพุทโธแล้วสบายใจเอาพุทโธ คนไหนหายใจเข้าหายใจออกแล้วสบายใจเอาลมหายใจ คนไหนดูท้องพองยุบแล้วมีความสุขก็ดูท้องพองยุบไป คนไหนเดินจงกลมแล้วมีความสุขก็เดินไป ไม่ใช่เดินทรมาน เดินไปเครียดไป เดินไปเครียดไป สมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่ได้<strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอารมณ์ที่สบายๆ อยู่แล้วมีความสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong></strong><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg"><img title="db1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg" alt="" width="340" height="254" /></a></strong></span></p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ ฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เจ็ดขวบ พวกเราส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด หายใจแล้วมีความสุข พอจิตใจมีความสุข จิตจะสงบ จิตมันหิวอารมณ์นะ พอมันได้กินของชอบนะ มันเลยไม่ไปเที่ยวที่อื่น เอาอารมณ์มาล่อ อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่หนีไปไหน จิตเคล้าเคลียอยู่ แต่ระวังอย่างเดียว อย่าให้ขาดสติ อย่างเราหายใจไป ถ้าใจเคลิ้มก็รู้ทันว่าเคลิ้ม หายใจไปใจฟุ้งซ่านหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าใจฟุ้งซ่านไป ใจก็มีความสุข เคล้าเคลีย สงบอยู่กับลมหายใจ จนกระทั่งลมหายใจมันสว่างขึ้นมา หายใจไปเรื่อยๆ เวลาจะเข้าฌาน ไม่ใช่รู้ลมหายใจหรอกจะบอกให้ พวกเรามั่วๆนะ หายใจแล้วเข้าฌานรู้ลมหายใจแล้วเข้าฌาน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ลมหายใจเบื้องต้นเรียกว่า บริกรรมนิมิต รู้ลมไปเรื่อย สบาย จิตใจมีความสุข มันจะสว่างขึ้นมา ความสว่างมันเกิดขึ้นนะ ใจมันสงบลงมา ในทางร่างกายเวลาจิตสงบลงมา เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้ เลือดจะมาเลิ้ยงตรงนี้เยอะ มันจะให้ความรู้สึกที่สว่างขึ้นมา จิตมันก็สว่างนะ กายมันก็สว่างขึ้นมา ผ่องใส ความสว่างเกิดขึ้นแล้วเนี่ย เอาความสว่างนี้มาเป็นนิมิตแทนลมหายใจได้ ต่อไปความสว่างมันเข้มข้นขึ้นนะ เป็นดวงขึ้นมา ให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ จิตใจก็มีความสุข สนุก มีความสุขอิ่มเอิบเบิกบาน มีปีติขึ้นมา เข้าฌาน ไม่ใช่หายใจรู้ลมแล้ว (เสียงกรน คร้อก) บอกว่าหายใจจนลมระงับ ถามว่าลมระงับยังไง ลืมไปเลย หลับไปแล้ว บอกว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ไม่ใช่นะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">เพราะฉะนั้น<strong>หลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ</strong> วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา</span></p>
<p>ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู</p>
<p><span style="color: #008080;">เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า<strong> &#8220;จิตตสิกขา&#8221; ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว </strong>เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่</span></p>
<p><span style="color: #993366;">ต่อไปก็หัด <strong>นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา </strong>นี้พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกลมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง</span></p>
<p>พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ <strong>พอใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป </strong>เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg"><img title="db2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg" alt="" width="600" height="415" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #808000;">สมัยก่อน หลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนโน้น เข้าวัดไหนครูบาอาจารย์พูดแต่คำว่า&#8221;ผู้รู้&#8221; ท่านยังสอนด้วยซ้ำไปว่า ศาสนาพุทธ &#8220;พุทธ&#8221;แปลว่าอะไร พุทธ (อ่าน พุท-ธะ) แปลว่า&#8221;รู้&#8221; พุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ใจของเราชอบเป็นผู้คิด ใจของเราชอบเป็นผู้หลง เราฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ทำยังไงใจจะเป็นผู้รู้  ถ้ารู้ทันสภาวะที่กำลังปรากฎนะ ใจจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา เช่นเผลอไปรู้ว่าเผลอ ใจก็จะเป็นผู้รู้ขึ้นแว้บนึง เป็นผู้รู้ตรงขณะไหน ขณะที่รู้ว่าเผลอ ถัดจากนั้นอาจจะเป็นผู้เพ่ง ใจโกรธขึ้นมานะ รู้ว่าโกรธ ขณะที่โกรธนะ ขณะนึง ขณะที่รู้ว่าโกรธนี่แหล่ะ ใจเป็นผู้รู้ขึ้นมาแล้ว ถัดจากนั้นอยากให้หายโกรธนี่ ใจมีอกุศลแล้ว มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว <strong>ดังนั้นเราดูใจเราไปเรื่อยนะ ไม่ใช่ผู้รู้ต้องเที่ยงถวร ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ผู้รู้เองก็เกิดดับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ครูบาอาจารย์องค์นึงสอนดีมากเลยคือ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ บอกเลยว่า<strong> ผู้ใดเห็นว่าผู้รู้เที่ยงนะ เป็นมิจฉาทิฐิ จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยงแต่ว่าต้องมีอยู่อาศัยไว้ใช้ปฏิบัติเอา</strong> ของเราสังเกตสิ <strong>เดี๋ยวใจก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เมื่อไหร่รู้สภาวะตรงความเป็นจริง ใจก็เป็นผู้รู้ขึ้นมาแว้บนึง </strong>เอาแค่แว้บเดียวพอนะ ไม่ต้องตั้งอยู่เป็นชั่วโมงๆ คนที่ตั้งเป็นชั่วโมงๆได้ต้องพวกที่เค้าทรงฌาน ผ่านฌานมาเต็มที่แล้ว เต็มภูมิอย่างน้อยได้ฌานที่สองแล้ว ได้ฌานที่สองใจจะเด่น ออกจากฌานมา ยังเด่นอยู่เป็นวันๆเลย อาศัยสมาธิอย่างนี้ตามรู้ดูกายดูใจได้นาน <strong>พวกเราไม่ได้ทรงฌานเนี่ยสมาธิจะอยู่แว้บเดียวๆเรียกว่า &#8220;ขณิกสมาธิ&#8221;</strong> แต่อาศัย ขณิกสมาธิ เนี่ยแหล่ะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้ เพราะสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาจริงๆก็คือ ขณิกสมาธิ นี่แหล่ะดีที่สุดเลย รองลงมาก็คือตัว อุปจาร (คำเต็ม อุปจารสมาธิ) เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ ให้ใจมันตื่นขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #800000;">วิธีง่ายที่สุดเลย<strong> ทำฌานไม่ได้ ทำยังไงใจจะตื่น ใจตื่นก็ตรงข้ามกับใจที่ไม่ตื่น ใจที่ไม่ตื่นคือใจหลับ ใจหลับได้ใจก็ฝันได้ ความฝันของใจก็คือความคิด ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าฝันนะเมื่อนั้นจะตื่น เวลาที่ใจไหลไปคิด ถ้าเมื่อไหร่พวกเรารู้ว่าจิตแอบไปคิดนะ เราจะตื่นขึ้นชั่วขณะนึง </strong>รู้ทันว่าจิตไหลไปคิด ขณะที่รู้นั่นน่ะตื่น ไม่เฉพาะหลงไปคิดนะ โกรธขึ้นมาขณะที่รู้ว่าโกรธ ขณะนั้นก็ตื่นเหมือนกัน แต่ตัวนี้ดูยากกว่า ใจของเราหลงคิดทั้งวัน มันดูง่ายกว่า อย่างจะดูจิตที่โกรธนะ แล้วก็ตัวรู้ว่าโกรธ วันนี้ยังไม่โกรธใครเลยเนี่ย จะภาวนายังไง แต่มีมั้ยวันใหนชั่วโมงไหนที่ไม่คิดมีมั้ย ไม่มีเลย จิตที่คิดคือจิตฟุ้งซ่าน<strong> เป็นจิตมีโมหะเค้าเรียกว่า &#8220;อุทธัจจะ&#8221; โมหะชนิด อุทธัจจะ จิตมันฟุ้งซ่าน เป็นจิตที่เกิดบ่อยที่สุดเลยจิตฟุ้งซ่านเนี่ย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">เราเอาตัวที่เกิดบ่อยเนี่ยแหล่ะมาหัดทำกรรมฐาน เราจะได้ทำกรรมฐานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตไหลไปคิดแล้ว อ้อ หลงไปแล้ว มีคำว่า &#8220;แล้ว&#8221; นะ ทำไมต้องมี แล้ว ด้วย หมายถึงว่า หลงไปก่อน ไม่ได้ห้ามหลง หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง หลายคนภาวนาผิดนะ ไปจ้องรอดู ไหน เมื่อไหร่จะหลง เมื่อไหร่จะหลง จ้องใหญ่ ขณะที่รอดูนั่นหลงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีวันรู้เลยว่าหลงเป็นยังไงเพราะหลงไปเรียบร้อยแล้ว<strong> ดังนั้นให้มันหลงไปก่อนให้มันเผลอไปคิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้ว่าเผลอไป หลงไป ให้มันโกรธไปก่อน ให้มันโลภไปก่อน แล้วก็รู้ว่ามันโกรธ​รู้ว่ามันโลภ</strong> นี่หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆรู้ไปแล้วจะได้อะไร เห็นมั้ย คำสอนในศาสนาพุทธละเอียดนะ จะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำอย่างไรบอกแล้วนะ อย่างถ้าจะดูจิตดูใจเนี่ย <strong>ตามดูไป ให้สภาวะเกิดแล้วก็ตามรู้ไป หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ตามดูไปเรื่อยๆ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำแล้วได้ผลอะไร ถ้าเราตามดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็หลงเดี๋ยวจิตก็รู้  เดี๋ยวหลงเดี๋ยวรู้ นานๆจะมีอย่างอื่นแทรก เดี๋ยวโลภขึ้นมาเราก็รู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อ้าว เดี๋ยวโกรธขึ้นมา อีกแล้ว นานๆจะมีโลภแทรก นานๆจะมีโกรธแทรกที แต่หลงนี่มันยืนพื้นเลย มันเป็นกิเลสยืนพื้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ดังนั้นเราคอยรู้ทันเรื่อยๆ ไม่ใช่รู้เพื่อจะไม่ให้หลง แต่รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อจะรู้ว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง </strong></span><strong>เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตโลภตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง จะฝึกเพื่อให้เห็นว่า เมื่อกี้เป็นอย่างนึง เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนึง นี่คือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั่นเอง เห็นมั้ยเมื่อกี้จิตหลง ตอนนี้จิตหลงดับไปแล้ว เกิดจิตที่รู้ขึ้นมา เห็นมั้ยเมื่อกี้เป็นจิตโกรธ ตอนนี้เกิดเป็นจิตที่รู้ จิตโกรธดับไปแล้ว จิตที่รู้อยู่ไม่นาน เกิดจิตหลงขึ้นมาแทนอีกแล้ว เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg"><img title="db3" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg" alt="" width="600" height="406" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ดีแต่ฝึกจนเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้นี้ เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จิตโลภก็โลภชั่วคราว จิตโกรธก็โกรธชั่วคราว จิตหลงก็หลงชั่วคราว ทำไมหลงชั่วคราวเพราะมีตัวรู้มาคั่น มีจิตรู้มาคั่น เราก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลยมันก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลย มันก็จะมีแต่จิตหลง หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน เราจะรู้สึกว่าหลงแล้วเที่ยง จะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ <strong>แต่เรามีรู้ขึ้นมานะ เพื่อจะเห็นหลงมันขาดเป็นท่อนๆ หลงไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกตัวแว้บ เราเห็นเลยชีวิตที่หลงนะมันจบไปแล้ว มันเกิดชีวิตใหม่ที่รู้สึกตัว</strong> เสร็จแล้วหลงไปอีกห้านาที ก็รู้สึกอีกทีนึง หลงไปอีกชั่วโมงรู้สึกอีกที ต่อไปฝึกไปเรื่อยๆนะ หลงสามวินาทีรู้สึก หลงสองวินาทีรู้สึก ยิ่งฝึกเก่งนะยิ่งหลงบ่อย หลงแว้บรู้สึก ฝึกไปเรื่อย ไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง ไม่ได้ฝึกห้ามหลง ไม่ได้ฝึกที่จะให้รู้ตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่ดับทั้งสิ้น</span></p>
<p>ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">จิตจะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ</span></strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน</p>
<p><span style="color: #800000;">บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ <strong><em>คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ </em></strong>ดังนั้นเราฝึกนะจนกระทั่งเรารู้สึกขึ้นมา</span></p>
<p><strong>วิธีที่จะให้รู้ขึ้นมาก็คือ คอยไปหัดรู้ทันเวลาใจหลงไปคิด อันนี้เป็นการบ้านที่ง่ายๆเลย เพราะจิตที่หลงคิดคือจิตที่เกิดบ่อยที่สุด จิตโลภจิตโกรธอะไรนี่มีน้อยนะ จิตหลงเนี่ยมีทั้งวันเลย เพราะในขณะที่โลภ ในขณะที่โกรธเนี่ยต้องมีหลงประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่หลงจะไม่มีโลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ เพราะฉะนั้นจิตหลงเนี่ยเป็นตัวสาหัสสากันเลย ถ้าเราเรียนเรื่องจิตหลงได้ เราจะภาวนาได้ทั้งวัน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12487" title="db4" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กรรมฐานนะ เราควรจะเลือกกรรมฐานซึ่งมันเกิดบ่อยๆ เราจะได้ดูบ่อยๆ</strong> อย่างใจเราหลงเนี่ยหลงทั้งวัน แล้วก็รู้ ใจหลงไปแล้วรู้  มันจะเห็นสลับกันเร็ว เคยมีนะ ตอนอยู่เมืองกาญฯ มีหนุ่มคนนึงมาถามหลวงพ่อ ผมใช้สิ่งอื่นนอกจากในสติปัฏฐานได้มั้ย ที่จะมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถามว่าจะใช้อะไร ถ้าฟ้าร้องแล้วผมจะรู้สึกตัว ปีนึงมันร้องกี่ครั้งนะ นานมาก บางวันก็ไม่ร้องตั้งหลายเดือน แสดงว่าตลอดมาเนี่ยเอ็งไม่มีสติเลยใช่มั้ย เอ็งจะมีสติตอนหน้าฝนอย่างเดียว อย่างงี้ใช้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พวกเราไปดูสิอารมณ์ในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา หายใจออก หายใจเข้านี่ หายใจทั้งวันมั้ย ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน มีทั้งวันใช่มั้ย ไม่ยืนก็เดิน ไม่เดินก็นั่ง ไม่นั่งก็นอน อะไรนี้ เวียนไปนี้ ถ้า ยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวได้เกือบทั้งวันแล้ว ยกเว้นอิริยาบถประหลาดๆ เช่น กระโดดอะไรนี้นะ หรือไปว่ายน้ำ เป็นอิริยาบถ แปลกๆไป ท่านก็สอนล็อกไว้อีกอันนึงเรื่องสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ก็เคลื่อนไหวแล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งแล้วก็เคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งก็รู้สึก เคลื่อนไหวก็รู้สึก ก็รู้สึกตัวได้ทั้งวันแล้ว อารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะเกิดทั้งวัน อารมณ์เวทนาล่ะ มีทั้งวันมั้ย สุข ทุกข์ เฉยๆก็หมุนอยู่อย่างนี้ทั้งวันใช่มั้ย ถ้าสุขก็รู้ตัว ทุกข์ก็รู้ตัว เฉยๆก็รู้ตัว ก็คือรู้ตัวได้ทั้งวัน ดูจิตดูใจล่ะ จิตหลงไปแล้วรู้ เกิดได้ทั้งวัน หลงทั้งวัน ยกเว้นบางคนนั้นขี้โลภ เจออะไรมันก็อยากตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดถี่ยิบเลยทั้งวัน พวกนี้ก็เอาความอยากเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่เดี๋ยวมันอยากแว้บอยากดู รู้ทัน อยากฟังรู้ทัน อยากคิดรู้ทัน พวกโลภมากนะ ดูอยากเป็นวิหารธรรม มีจิตที่อยากกับจิตที่ไม่อยาก คู่เดียวก็พอแล้ว เกิดทั้งวันแล้ว คนไหนขี้โมโหนะ อะไรนิดนึงก็โมโห อะไรนิดนึงก็ขัดใจ ก็เอาจิตที่มีโมโหนี่แหล่ะมาเป็นวิหารธรรม จิตโกรธขึ้นมาก็รู้ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้นคือจิตที่รู้ จิตนั้นมันโกรธ เดี๋ยวก็โกรธอีก เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ เห็นมั้ยมันจะเกิดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เพราะฉะนั้นอารมณ์กรรมฐานที่เราใช้นั้นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวัน เราจะได้มีสติได้ทั้งวัน </span></strong>หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว เผลอไปรู้สึกตัว รู้ รู้ทันว่าเผลอ ก็รู้สึกตัว ก็เป็นจิตที่รู้ขึ้นมา ก็รู้ว่ามีจิตที่รู้อยู่ ทุกอย่างเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา<strong> เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น </strong>เราเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไรหรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป</strong></span></p>
<p><span style="color: #800000;">มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย</span></p>
<p><strong>สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ</strong></p>
<p><strong>วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" target="_blank">520809A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3" length="6463520" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" length="15414528" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>หากรักษาเนื้อแท้ไว้ได้ นิกายใดก็ทำให้พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/30/12079/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/30/12079/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Oct 2011 00:56:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[กรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[กระพี้]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[นิกาย]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธแท้]]></category>
		<category><![CDATA[มหายาน]]></category>
		<category><![CDATA[เถรวาท]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อแท้]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือก]]></category>
		<category><![CDATA[แก้กรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12079</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="../wp-content/uploads/2011/10/510315_11.44_13.49.mp3" target="_blank"></a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_1.32_3.39.mp3">หากรักษาเนื้อแท้ไว้ได้ นิกายใดก็พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน</a></p>
<div id="attachment_12210" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/desert_mirage_1102297-400x265.jpg" alt="หากรักษาเนื้อแท้ไว้ได้ นิกายใดก็ทำให้พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน" title="หากรักษาเนื้อแท้ไว้ได้ นิกายใดก็ทำให้พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน" width="400" height="265" class="size-large wp-image-12210" /><p class="wp-caption-text">หากรักษาเนื้อแท้ไว้ได้ นิกายใดก็ทำให้พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : มหายานที่ดี เขาก็รักษาเนื้อแท้ของศาสนาพุทธไว้ได้</strong> มหายานไม่ดีก็รักษาไม่ได้ เหมือนเถรวาทเหมือนกันนะ <strong>คำสอนที่ดีๆในฝ่ายเถรวาทก็มี แต่คำสอนที่เป็นเนื้องอกก็เยอะมาก</strong>เลย</p>
<p>อย่าง<strong>คำสอนนานาชนิดที่มีทุกวันนี้นะ เรื่องแก้กรรมแก้เวร อะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่ชาวพุทธแท้ๆ ไม่ใช่คำสอนอย่างพุทธะแท้ๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนแก้กรรมอะไรอย่างนี้</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงก็คือ ตัวเนื้อแท้ของศาสนานะ ของเถรวาทก็มี ของมหายานก็มี ตัวเปลือกที่มาห่อหุ้มจนกระทั่งปิดบังเนื้อแท้ไปเลยก็มี ผู้ใดมีปัญญาก็แหวกเปลือกเข้าไปเห็นเนื้อแท้ได้ เหมือนลูกทุเรียนนะ หน้าตาน่าเกลียดนะ มีหนาม หน้าตาไม่น่าดูเลย แต่เนื้อในดี (จะเข้าถึง-ผู้ถอด)ธรรมะเขาก็ต้องแหวกสิ่งห่อหุ้มเข้าไป เข้าไปในถึงเนื้อใน</p>
<p><strong>ถ้าเข้าไปถึงเนื้อในของธรรมะนะ จะพบว่าไม่มีอะไร กายนี้ว่างเปล่า ใจนี้ว่างเปล่า</strong> (ว่างเปล่าจากความเป็นตัวเป็นตน เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาด้วยธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ &#8211; ผู้ถอด) <strong>ทุกสิ่งในชีวิตเราเหมือนภาพลวงตา เป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้นเอง</strong> คนที่ไม่รู้ความจริงก็คิดว่ามีจริงๆ เหมือนภาพ ภาพลวงตา เดินอยู่ในทะเลทรายแล้วก็เห็นต้นไม้ อะไรอย่างนี้ เป็นภาพที่ไหนก็ไม่รู้ เดินเข้าไปถึงตรงนั้นก็ไม่มี</p>
<p>ที่จริงแล้วเราอยู่ในโลกที่ลวง เต็มไปด้วยภาพลวงตา <strong>เรามาหัดเจริญสติ เราหลุดออกจากโลกของความฝัน หลุดออกจากโลกของภาพลวง มาอยู่ในโลกของความเป็นจริง โลกของความเป็นจริงก็คือ ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก จิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา สิ่งที่เรียกว่าตัวเราไม่มี ไม่มีความหมายอะไรเลย</strong></p>
<p><span style="color: #808080;">*หมายเหตุ ในฝ่ายมหายานมีคำสอนหนึ่งซึ่งศึกษากันมาก คือ &#8220;มายา&#8221; ซึ่งจะสอดคล้องกับคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ในเรื่อง &#8220;โลกของความฝัน&#8221; &#8211; ผู้ถอด</span></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๓๒ ถึงนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/30/12079/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_1.32_3.39.mp3" length="2039698" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ได้ฝึกเพื่อจะทำอะไร แต่ฝึกให้รู้ทันว่าจิตแอบไปทำ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/27/12176/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/27/12176/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Oct 2011 23:01:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ทำ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันจิต]]></category>
		<category><![CDATA[แอบไปทำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12176</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_18.37_19.21.mp3" target="_blank">ไมได้ฝึกเพื่อจะทำอะไร แต่ฝึกให้รู้ทันว่าจิตแอบไปทำ</a></p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img alt="ไม่ได้ฝึกเพื่อจะทำอะไร แต่ฝึกให้รู้ทันว่าจิตแอบไปทำ" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/work.3278762.2.flat550x550075f.log-in-the-stream.jpg" title="ไม่ได้ฝึกเพื่อจะทำอะไร แต่ฝึกให้รู้ทันว่าจิตแอบไปทำ" width="400" height="267" /><p class="wp-caption-text">ไม่ได้ฝึกเพื่อจะทำอะไร แต่ฝึกให้รู้ทันว่าจิตแอบไปทำ</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>แต่พอ หลังจาก 2 &#8211; 3 วัน ก็ปรากฎว่า มันค่อยๆหายไปแล้ว จนถึงตอนนี้ก็คือ เหมือนทำอะไรไม่เป็นแล้ว</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ก็ดีแล้วนี่ ก็ไม่ต้องทำอะไร นะ ก็<strong>รู้ตัวไปอย่างนี้แหละ รู้ว่าไม่ได้ทำอะไร รู้ว่าทำอะไร รู้ว่าทำอะไรไม่ได้</strong></p>
<p>แต่สังเกตมั้ย ใจมันโปร่งๆ โล่งๆ ก็รู้ว่ามันโปร่งๆโล่งๆ เพราะมันไม่ได้ทำอะไร เราไม่ได้ฝึกเพื่อจะทำนะ <strong>เราฝึกเพื่อรู้ทันว่าจิตแอบไปทำอะไร ฝึกตรงนี้ต่างหาก ไม่ได้ฝึกทำอะไร แต่ฝึกเพื่อรู้ทันว่าจิตแอบไปทำอะไรอยู่</strong> เช่นจิตแอบไปเพ่ง เรารู้ทัน มันก็เลิกเพ่ง จิตแอบไปคิด เรารู้ทัน มันก็เลิกคิดไป จิตปรุงแต่งขึ้นมา เรารู้ทัน มันก็หมดความปรุงแต่งไป</p>
<p><span style="color: #808080;">*หมายเหตุ เมื่อรู้ทัน กระบวนการปรุงแต่งต่างๆก่อนหน้านั้นจะดับไป แต่เมื่อดับไปแล้วก็อาจไปปรุงแต่งอย่างเก่ากลับมาได้ใหม่ ให้ตามรู้ตามดูต่อไปเป็นระยะๆ อย่าไปพยายามทำให้ไม่ปรุงแต่ง อย่าไปพยายามทำให้จิตปรุงแต่งแต่กุศล อย่าไปพยายามห้ามจิตไม่ให้มีกิเลส &#8211; ผู้ถอด</span></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๗ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/27/12176/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_18.37_19.21.mp3" length="691780" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 22:50:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เบลอ รู้ไม่ชัด]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยินดี]]></category>
		<category><![CDATA[ยินร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12041</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_6.46_8.02.mp3" target="_blank">เราต้องอยู่ได้ในทุกสถานการณ์</a></p>
<div id="attachment_12062" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/screen2-400x250.jpg" alt="เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์" title="เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์" width="400" height="250" class="size-large wp-image-12062" /><p class="wp-caption-text">เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>มืดมาเหรอ มืดก็รู้ เวลาเราป่วยไข้ สมมุติว่าเราป่วยหนัก โคม่าแล้วนะ แหมจะให้จิตประภัสสรเหรอ บางทีมันไม่เป็นน่ะ เจ็บมากเลย ทุรนทุรายเลย รู้มันด้วยความเป็นกลางเลย เห็นร่างกายทุรนทุราย จิตรู้ด้วยความเป็นกลาง ตายอย่างนี้ไม่เสียประโยชน์เลย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ให้ได้ในทุกๆสถานการณ์ ทุกปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ทางบวกเราก็เป็นกลาง ปรากฏการณ์ทางลบเราก็เป็นกลาง ถ้ามันไม่เป็นกลางขึ้นมาให้รู้ทัน รู้ทันนะมันจะเป็นกลางของมันเอง ตัวนี้สำคัญนะ ไม่ใช่ฝึกเอาดี เพราะดีไม่เที่ยง ไม่ใช่ฝึกเอาสุขนะ เพราะสุขมันไม่เที่ยง</strong></p>
<p>แต่ถ้าฝึกแล้วนะ สุดขีดแล้วนะ มันดีนะ มันสุขนะ มันสงบนะ สงบนะโลกจะแตกมันก็ยังสงบอยู่อย่างนั้นนะ เพราะโลกมันกระเทือนเข้ามาไม่ถึงจิต ใครจะทุกข์อย่างไรนะ ธาตุขันธ์จะแตกจะดับ จะทุกข์ขนาดไหน จิตก็มีความสุขอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะว่าสิ่งต่างๆกระทบเข้ามาไม่ถึงจิต จิตที่ฝึกดีแล้วจึงนำความสุขมาให้ แต่ไม่ใช่สุขอย่างที่พวกเราสัมผัส เป็นความสุขที่พ้นจากความปรุงแต่ง</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๐๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_6.46_8.02.mp3" length="1223085" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/17/11995/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/17/11995/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2011 23:06:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ปฎิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้มาใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มาใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11995</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_19.51_22.32.mp3">ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร</a></p>
<div id="attachment_9252" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/nightmoon-400x3001.jpg" alt="ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร" title="กส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร" width="400" height="300" class="size-full wp-image-9252" /><p class="wp-caption-text">ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>นมัสการหลวงพ่อครับ ผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศแล้วก็ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน อยากจะให้หลวงพ่อช่วยแนะนำหน่อยครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ปฏิบัติธรรมอย่าไปนึกเรื่องคำว่าปฏิบัติธรรมมากไปนะ วุ่นวายเปล่าๆ เรามาเรียนรู้ตัวเองดีกว่านะ สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็คือกายกับใจนะ คอยเรียนรู้ เอา..ลองเริ่มจากเรียนรู้จิตใจของเราก็ได้</p>
<p>สังเกตมั้ยจิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็ตื่นขึ้นมาก็สดชื่น บางวันตื่นมาก็แห้งแล้งแล้ว มาเรียนรู้ใจของตัวเองไปเรื่อยๆนะ ลืมคำว่าปฏิบัติไป มันจะไปหลอกให้เราทำโน้นทำนี่มากมายขึ้นมา มันคือการเรียนรู้ตัวเองนะ</p>
<p>พอเราดูได้ว่าแต่ละวันใจของเราไม่เคยเหมือนกัน ต่อไปก็ดูละเอียดขึ้น ในวันเดียวกันนะ เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ไม่เหมือนกัน ต่อไปก็ดูได้ละเอียดขึ้นอีก เป็นขณะเลย ขณะที่มองเห็นความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่ได้ยินความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่คิดความรู้สึกก็เปลี่ยนไป คอยรู้ทันความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆภายหลังการกระทบอารมณ์นะ นี่มันจะละเอียดขึ้นๆ</p>
<p>แล้วอย่างอื่นๆมันรู้เองแหละ พอไหวมั้ยอย่างนี้ ไปดูนะ พอนึกออกมั้ย แต่ละเวลาแต่ละวันนี่ ใจเราไม่เหมือนเดิม ไม่ได้ไปฝึกให้มันดีนะ ไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่ง เราต้องการเรียนให้เห็นเลยว่าจิตใจของเรานี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด จิตใจนี้ถูกความอยากบีบคั้น มีแต่ความทุกข์เพราะความอยากเกิดขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ทั้งวัน เรียนให้เห็นความจริงว่าจิตใจเป็นของบังคับไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ เนี่ยเรียกว่าเราเรียนรู้ความจริงของตัวเราเองนะ เรียนอย่างนี้แหละ แล้วก็จะเข้าใจธรรมะในเวลาสั้นๆ</p>
<p>ถ้าเราไปคิดว่าจะต้องปฏิบัติธรรมเราก็จะไปคิดถึงรูปแบบของการปฏิบัติเสียมากกว่า <strong>จริงๆการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเอง คนเขาก็ไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเองนะ ก็คิดว่าการปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกบังคับจิตของตัวเองให้มันดี ให้มันสุข ให้มันสงบ มันผิดเป้า(หมาย)ไป จริงๆแล้วทำยาก เพราะอะไร จะเอาดีเป็นเป้าหมาย ดีไม่เที่ยง เอาความสุขเป็นเป้าหมาย ความสุขไม่เที่ยง เอาความสงบเป็นเป้าหมาย ความสงบก็ไม่เที่ยง</strong></p>
<p><strong>แต่ถ้าเรามาเรียนรู้ความจริงนะ จะเห็นเลย จิตนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานะ มันจะคลายความยึดถือออกไป มันจะมีความสุขขึ้นมาแทน มีความสงบอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา นิพพานก็คือความสงบอย่างหนึ่งนะ นิพพานโดยสภาวะของนิพพานคือสันติ ยกตัวอย่างที่นี่คือสวนสันติธรรม สันติธรรมคืออะไร คือนิพพานนั่นแหละ</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/17/11995/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_19.51_22.32.mp3" length="2578945" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมะยังสมบูรณ์ แต่เราลงมือปฎิบัติให้สมควรแก่ธรรมหรือยัง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/14/11901/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/14/11901/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Oct 2011 19:47:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฎฐาน ๔]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สมควรแก่ธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11901</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540810A_81.50_82.53.mp3" target='_blank'>ธรรมะยังสมบูรณ์ แต่เราลงมือปฎิบัติให้สมควรแก่ธรรมหรือยัง</a></p>
<div id="attachment_11973" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/Green_Way_by_NoNicknameNeeded.jpg" alt="ธรรมะยังสมบูรณ์ แต่เราลงมือปฎิบัติให้สมควรแก่ธรรมหรือยัง" title="ธรรมะยังสมบูรณ์ แต่เราลงมือปฎิบัติให้สมควรแก่ธรรมหรือยัง" width="300" height="446" class="size-full wp-image-11973" /><p class="wp-caption-text">ธรรมะยังสมบูรณ์ แต่เราลงมือปฎิบัติให้สมควรแก่ธรรมหรือยัง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>รักษาศีล ๕ ไว้ รู้สึกตัวบ่อยๆ แล้วดูกายดูใจทำงาน มรรคผลนิพพานไม่ไปไหนหรอก</strong> พระพุทธเจ้าเคยสอนนะ ใครเจริญสติปัฏฐาน ๔ เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปี ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ก็พระอนาคาฯ ถ้าเราบารมีไม่ถึงนะ ได้โสดาฯก็ยังดีนะ อยู่ที่เราทำหรือเปล่า</p>
<p><strong>ธรรมะของท่านยังสมบูรณ์ เต็มเปี่ยม ไม่ขาดตกบกพร่อง อยู่ที่เราเรียนให้รู้เรื่อง แล้วก็ลงมือทำให้สมควรแก่ธรรมเท่านั้นเอง</strong> ไม่ใช่นับเวลานะ แต่วันทำวันละนิดๆหน่อยๆ หลงวันละเยอะๆ แล้วบอกว่าเนี่ยทำมาเจ็ดปีแล้วไม่บรรลุสักที โถ.. รวมเวลาแล้ว ได้สามชั่วโมงหรือเปล่ายังไม่รู้เลยนะ </p>
<p>เนี่ย.. <strong>ทำให้สมควรแก่ธรรมนะ ธรรมะยังไม่หนีไปไหน</strong> แล้วเราจะได้รู้เลยว่า อัศจรรย์ อัศจรรย์เหลือเกินพระพุทธเจ้า อัศจรรย์จริงๆพระธรรม อัศจรรย์จริงๆนะพระสงฆ์ ไม่มีอะไรเหมือนเลยนะ</p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่</em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" target='_blank'>540810A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๘๑ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๘๒ วินาทีที่ ๕๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/14/11901/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540810A_81.50_82.53.mp3" length="997410" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" length="81757908" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

