<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; ประสบการณ์นักภาวนา</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/experience/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ใจที่เป็นกลาง ไม่ปฏิเสธสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13495/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13495/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 21:44:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผัสสะ/การกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องครูบาอาจารย์์]]></category>
		<category><![CDATA[กลิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหนาว]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิเสธสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[พอดี]]></category>
		<category><![CDATA[รส]]></category>
		<category><![CDATA[รูป]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่บุดดา]]></category>
		<category><![CDATA[เสียง]]></category>
		<category><![CDATA[โผฎฐัพพะ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจเป็นกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13495</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540501A-mid-dd.mp3"><strong>ใจที่เป็นกลาง ไม่ปฏิเสธสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ</strong></a></p>
<div id="attachment_13529" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/20090920115653_36-400x483.jpg" alt="หลวงปู่บุดดา ถาวโร" title="หลวงปู่บุดดา ถาวโร" width="400" height="483" class="size-large wp-image-13529" /><p class="wp-caption-text">หลวงปู่บุดดา ถาวโร</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ร้อนมั้ย ร้อน ไม่ร้อน จริงน่ะ ไม่จริงมั้ง มีครูบาอาจารย์หลวงปู่บุดดา น่ารัก อะไรๆท่านพอดีหมดเลย ร้อนก็ร้อนพอดี หนาวก็หนาวพอดี คนทำน้ำปานะไปถวายท่าน เห็นว่าท่านแก่แล้วต้องการวิตามินซีสูง ทำให้เปรี้ยวสุดๆเลย ตัวเองไม่ได้ชิมนะ เอาไปถวายท่าน เหลืออยู่หน่อยนึงนะแอบไปชิม โห เปรี้ยว อีกวันแก้ตัวทำให้หวาน ไปถามท่านว่าเมื่อวานน้ำปานะเปรี้ยวไปมั้ย ท่านบอกเปรี้ยวพอดี ถวายอันใหม่ไปนะท่านก็ฉันตัวเองเอามาชิมทีหลังนะ โห หวานไป ไปถามท่านนะหวานไปปล่าว ท่านบอกหวานพอดี เอากับท่านสิ</p>
<p>ถ้าใจพอดี คือใจไม่ปฏิเสธสิ่งแวดล้อม ใจท่านไม่ปฏิเสธ สิ่งแวดล้อมจะเป็นรูปเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรสเป็นโผฏฐัพพะ สิ่งที่มากระทบร่างกายความร้อนความหนาวความอ่อนความแข็ง สิ่งแวดล้อมที่มากระทบนี้ ใจท่านเป็นกลาง</p>
<p><strong>ใจเป็นกลางใจไม่ดิ้นไม่ปรุงแต่ง ถ้าใจไม่ดิ้นใจไม่ปรุงแต่งใจก็ไม่ทุกข์ มันทุกข์ขึ้นมาเพราะใจมันดิ้นรนปรุงแต่ง เกิดจากมันไม่ยอมรับความจริงของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่มากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ยอม เช่นสิ่งที่มากระทบมันไม่ดี อยากให้ดี สิ่งที่มากระทบมันไม่ดี อยากให้หายไป อยากให้หาย อยากให้สิ่งที่ดีๆมากระทบ ถ้าสิ่งดีๆมากระทบแล้วอยากให้อยู่ตลอด ไม่ยอมรับความจริงว่าทุกอย่างมันก็มาแล้วก็ไปมาแล้วก็ไป ทุกอย่างจะมาหรือไม่มาเพราะมันมีเหตุ สิ่งที่มากระทบเรานั้นจะชั่วหรือจะดีนะ มันมีเหตุ</strong><br />
<em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><br />
<em> แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม</em><br />
<em> บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em><br />
<em> แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๐<br />
Track: ๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540501A.mp3" target="_blank">540501A.mp3</a><br />
ระหว่างวินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๑๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/26/13495/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540501A-mid-dd.mp3" length="1888182" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2012 23:59:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[กสิน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เอง]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13312</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540820_20.15_23.30.mp3" target='_blank'>ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</a></p>
<div id="attachment_13343" class="wp-caption alignnone" style="width: 368px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/00fi.gif" alt="ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา" title="ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา" width="358" height="269" class="size-full wp-image-13343" /><p class="wp-caption-text">ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>งั้น<strong>เราต้องใช้อะไรช่วย ใช้โยนิโสมนสิการช่วย สังเกตตัวเองเอากรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา</strong> อย่างหลวงพ่อสอนสังเกตมั้ย<strong>หลวงพ่อไม่ได้สอนบอกว่า กรรมฐานต้องแบบนี้ต้องแบบนี้</strong> นึกออกมั้ย <strong>จะสอนหลักให้นะเสร็จแล้วเราต้องไปสังเกตเอาว่าเราใช้กรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเราเอง ทำแบบไหนจิตเราจะสงบได้สมถะกรรมฐาน หลวงพ่อสอนหลักให้ว่าถ้าจะทำสมถะกรรมฐานนะ ศีลต้องมีนะไม่มีไม่ได้ ต้องมีศีลรองรับไว้ก่อน ต้องรู้จักเลือกอารมณ์ที่ว่าอยู่กับอารมณ์อันนั้นแล้วจิตใจมีความสุข</strong> <span style="text-decoration: underline;">อารมณ์นั้นต้องไม่ยั่วกิเลส</span> นี่อยู่อย่างมีความสุขแต่อยู่กับกิเลสอย่างนั้นใช้ไม่ได้ น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์​อันเดียว รู้ไปอย่างสบายๆ เคล็ดลับอยู่ที่สบายๆ</p>
<p>สอนหลัก ส่วนพวกเราก็ต้องไปดูเอาเอง คนนี้ไปดูไฟดูด้วยใจที่สบายๆ ถือศีลไว้ก่อนแล้วก็ไปดูไฟ ดูด้วยใจสบาย ดูแล้วชอบเห็นไฟนี้ชอบ ความจริงคนจำนวนมากชอบดูไฟนะ ยิ่งไฟไหม้นี่ชอบมากเลย พวกนี้ควรจะหัดกสิณไฟไว้นะ ใครเวลาไฟไหม้ชอบไปดูมีมั้ย ในห้องนี้มีมั้ย ยกมือให้หลวงพ่อดูซิ ไม่มีเลยเหรอ แปลก เห็นเวลาไฟไหม้ทีคนแน้นแน่นชอบดูไฟ ดูไฟมันสะบัดนะ ทำกสิณไฟก็ดูเปลวไฟนะมันไหวๆ มันจะเร้าใจสนใจ ถ้าใจชอบนะใจก็จดจ่อมีความสุข บางคนไม่ชอบดูไฟ ไปดูอย่างอื่น อย่างอาจารย์มหาวิบูลย์อยู่แม่สอด แรกๆดูไฟนะเล่นกสิณไฟ ทำกสิณไฟไว้วันนึงนะนั่งไปนั่งไป นั่งหลับตาเนี่ย โหวันนี้กสิณดีจังเลยนะได้กลิ่นไฟไหม้แล้วก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆจนเอ่ะใจลืมตานะ ไฟกำลังจะไหม้กุฏิแล้วเทียนมันล้มไปนะ หลัังจากนั้นท่านเปลี่ยนเป็นกสิณน้ำ ท่านเลยเก่งกสิณน้ำ หลวงปู่คำพันธ์ ใครเคยได้ยินชื่อหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย เก่งปฐวีกสิณเก่งกสิณดิน</p>
<p>เห็นมั้ยครูบาอาจารย์แต่ละองค์นะ ลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันแล้วนะ ครูบาอาจารย์ลงมาในรายละเอียดการปฏิบัติไม่เหมือนกันหรอก ต้องไปสำรวจตัวเองนะว่ากรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเอง อยู่แล้วมีความสุข อยู่แล้วรู้สึกตัวมีความสุขอยู่แล้วไม่ยั่วกิเลส ก็อยู่กับอารมณ์อันนั้นแหล่ะ ก็จะได้สมาธิได้สมถะกรรมฐาน นั้นหลวงพ่อจะสอนหลักนะ พวกเราต้องไปดูเอาเองว่าเราใช้กรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเอง อย่าเที่ยวเชื่อคนง่ายนะและอย่าตามอาจารย์​ หลวงพ่อทำอานาปานสติ ไม่ใช่ทุกคนต้องทำสมถะด้วยอานาปานสติ ไม่ใช่ หลวงพ่อเจริญวิปัสสนาโดยใช้จิตตานุปัสสนา ไม่ใช่ทุกคนต้องทำจิตตานุปัสสนา</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></p>
<p><em> CD: แสดงธรรมเทศนา สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540820.mp3">540820</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๕ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540820_20.15_23.30.mp3" length="3112678" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540820.mp3" length="15715500" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สันตินันทอุบาสก สุภาพบุรุษนักภาวนา : ปฎิบัติธรรมแล้วมีความสุขตรงไหน ?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/26/13056/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/26/13056/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Dec 2011 11:28:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สันตินันทอุบาสก]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13056</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Happiness.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13057" title="Happiness" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Happiness.jpg" alt="" width="400" height="400" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #00b58b;">ผมรู้จักนักปฏิบัติมามาก ได้เห็นบทเรียนของแต่ละคน แล้วรู้สึกเสมอว่า ระหว่างการบวช กับการปฏิบัติธรรมในเพศฆราวาสนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจได้ง่ายๆ เวลามีน้องๆ มาบอกกับผมว่า อยากเลิกกับแฟนเพราะคิดว่าจะไปบวชในอนาคต ผมจะไม่เคยอนุโมทนาสาธุการให้เลย มีแต่บอกว่าให้กลับไปพิจารณาให้ดีก่อน หรือบางคนจะลาออกจากงานเพื่อไปบวชตลอดชีวิต อย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมเห็นด้วยง่ายๆ เพราะเหตุใด </span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><span style="color: #ff0000;">ก็เพราะเคยเห็นมาหลายรายแล้วครับ ที่เริ่มต้นด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า<br />
ลาออกจากงานบ้าง เลิกกับแฟนบ้าง แล้วก็โกนผม ลุยเข้าวัดขอบวชเลย ประเภทยอมเอาชีวิตเข้าแลกกับพระสัทธรรม แต่กิเลสนั้นมันไม่เข้าใครออกใคร มันไม่เคยกลัวผ้าเหลือง เมื่อหักหาญกันอย่างรุนแรงไปสักช่วงหนึ่งด้วยความทุกข์ทรมาน ทั้งอดกิน อดนอน ทั้งลำบากตรากตรำต่อสู้สารพัดรูปแบบ จึงเริ่มพบความจริงว่า มรรคผลนิพพานนั้น อยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทลงไปนั้น ไม่ทราบว่าจะผลิดอกออกผลเมื่อใด คราวนี้จะทำอย่างไรดี อยู่ก็ไม่มีอนาคต ถอยก็ไม่รู้จะถอยไปไหน เพราะเวลาที่ศรัทธานั้น ลืมนึกถึงทางถอยของตนเองไปอย่างสิ้นเชิง พวกเราลองนึกถึงสภาพเช่นนี้เถอะครับ ว่ามันแย่ขนาดไหน</span><span>ดังนั้น ไม่ว่าเราจะศรัทธาในพระศาสนามากเพียงใด ก็ต้องมีความสมเหตุสมผล และมองความพร้อมของตนเองให้ออกจริงๆ เสียก่อน มรรคผลนิพพานเป็นที่น่าปรารถนาก็จริง แต่ความอยากได้มรรคผลอย่างเดียว ไม่ช่วยให้เราได้มรรคผลหรอกครับ</span></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #00b58b;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;">- = <strong>การรู้จักเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุดต่างหาก กลับจะช่วยให้เราเข้าใกล้มรรคผลไปตามลำดับ</strong> = -</span></span> </span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800080;">ในระหว่างเส้นทางเดินนั้น หากพบคนที่ควรร่วมทางไปด้วยกัน ก็เดินเป็นเพื่อนกันไป แต่หากไม่พบเพื่อนร่วมทางที่ดี ก็ควรนึกถึงภาษิตบทหนึ่งที่ว่า &#8220;เอโก จเร ขักคะ วิสานะ กัปโป &#8211; พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด&#8221; ผมปฏิบัติธรรมมาโดยในตอนเริ่มต้นระวังเรื่องศีลข้อ 4 อย่างเดียว เพราะผมมีธรรมชาติไม่รังแก ไม่ขโมย ไม่ทำผิดในกาม และไม่เสพย์สิ่งเสพติด เพียงแต่เดิมนั้นชอบพูดเล่นตลกคะนอง เพราะชอบอ่าน พล นิกร กิมหงวน มาแต่เด็ก ดังนั้นสิ่งเดียวที่คอยควบคุมตนเองคือ การพูดเพ้อเจ้อ ส่วนสิ่งอื่นๆ นอกกรอบของศีล 5 ไม่เคยบังคับตนเองเลย เช่นไปอยู่วัดป่า ก็ไม่ได้ถือศีล 8 เหมือนคนอื่นเขา หิวก็กิน ง่วงก็นอน</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><span><span style="text-decoration: underline;"><strong>สิ่งที่ทำจริงจังมีเพียงการเฝ้าเรียนรู้จิตใจของตนเองไปเรื่อยๆ เท่านั้น</strong></span> ซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะทุกข์ยากอะไรนักหนา ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมนั้น ได้รับมาอย่างเป็นขั้นตอน นับตั้งแต่ความสุขของฌานสมาบัติ เวลากำหนดจิตลงไปจนไม่มีกายเหลือในความรู้สึก มีเพียงความรับรู้อันสว่างไสว หรือประณีตจนหมดความคิดนึกในบางคราว เป็นความสุขในสมาธิที่ไม่ทราบจะบรรยายอย่างไรได้ แต่เมื่อเจริญปัญญาชำนาญแล้ว ความจงใจเข้าไปเสพย์ความสุขชนิดนี้ก็หมดไป เดี๋ยวนี้ถ้าจิตจะเข้าพัก ก็พักเพียงแว้บๆ แล้วก็ออกมาทำงานต่อ เว้นแต่บางคราวที่จิตจะหลบอะไรบางอย่าง เช่นหลบการรบกวนไม่เลือกเวลาของโอปปาติกะ จิตก็จะดับเงียบหายไปเลยจนถึงเช้า พ้นจากการรบกวนสิ้นเชิง มีความสุขกับการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในจิตใจตนเอง เห็นกลไกการทำงานของจิต เห็นความสัมพันธ์ของจิตกับอารมณ์ รู้จักกิเลส ตัณหา รู้จักขันธ์ 5 ก็เป็นความสุขความเพลิดเพลินในการเจริญปัญญา </span></span></p>
<p style="text-align: center;"><span><span style="color: #993300;">แต่ความสุขทั้งความสงบและการเจริญปัญญานั้น ก็ยังไม่เท่ากับความสุขอีกอย่างหนึ่ง คือความรู้สึกมั่นคง รู้สึกพึ่งตนเองได้ รู้จักตนเองว่ามีที่มาและที่ไปอย่างไร เหมือนคนที่เคยหลงทาง แล้วพบทางกลับบ้าน พ้นจากความคาดเดา หรือลังเลสงสัยว่า ชีวิตคืออะไร เรามาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน จะเกิดในอบายภูมิอีกหรือไม่ ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนคนเรือแตกในทะเล แต่ก็กระเสือกกระสนจนปลายเท้าหยั่งเข้าถึงชายฝั่ง ก็เกิดความสุข เพราะรู้สึกมั่นคงในจิตใจขึ้นมา ที่ช่วยตนเองได้แล้ว สรุปแล้ว ปฏิบัติธรรมแล้วมีความสุขมากครับ</span></span></p>
<p style="text-align: center;"><span><span style="color: #000000;"><strong>โดย คุณ สันตินันท์ เมื่อ 14 ก.พ. 2542</strong></span></span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/26/13056/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุขทุกข์อยู่ที่ใจเราเอง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/22/12942/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/22/12942/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Dec 2011 22:05:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์มาก]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิภวตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[อยู่ที่ใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12942</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="../wp-content/uploads/2011/12/530228B_suffering.mp3">530228B_suffering</a></p>
<div id="attachment_12953" class="wp-caption alignnone" style="width: 384px"><img class="size-full wp-image-12953" title="สุขทุกข์อยู่ที่ใจเราเอง" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/suffer.jpg" alt="สุขทุกข์อยู่ที่ใจเราเอง" width="374" height="400" /><p class="wp-caption-text">สุขทุกข์อยู่ที่ใจเราเอง</p></div>
<p><strong>โยม :</strong> พอจุดที่ไปอยู่แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ๆ มีความสุขนะเจ้าคะ มันก็ไปอินกับความเศร้าอยู่พักนึง แล้วก็มันไม่มีกำลัง</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> ที่ๆ อยู่ จุดที่อยู่หมายถึงอะไร จุดข้างในนี้หรือ</p>
<p><strong>โยม : </strong>ที่ๆ เลือก สถานที่ที่เลือกไปเจ้าคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จะบอกให้ว่า <strong>จะไปอยู่ที่ไหนก็จะไม่มีความสุขหรอก เพราะว่าความทุกข์มันอยู่กับตัวเราเอง</strong> ไม่ว่าจุ๊จะย้ายไปอยู่ตรงไหน ความทุกข์ก็จะตามไป</p>
<p><strong>โยม : </strong>แล้วตอนนี้มันก็ มันเหมือนเริ่มเห็นว่าจุดที่จะเลือกใหม่ มันก็กลัวเจ้าคะ ก็เลยจะกลับไปสู้กันอีกตั้งนึง</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ที่</strong><strong>ไหนก็ทุกข์เหมือนกันนะ เราไม่ต้องกังวลมากหรอก เพราะว่าอะไร เพราะว่าที่ทุกข์มากๆ ก็เพราะใจเรานี่เอง </strong>ใจเราปฎิเสธสิ่งแวดล้อม เราไม่อยากได้อย่างนี้ เราก็ทุกข์สิ ถ้าเรารู้ทันเนี่ย โอ้ <strong>ความทุกข์มาเกิดขึ้นในใจเราเนี่ย เพราะใจเราไม่เป็นกลาง มีวิภวตัณหาเกิดขึ้น ไม่ชอบ เป็นตัณหา มีตัณหาก็ต้องมีทุกข์แหละ</strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>จุ๊ก็เลยนับหนึ่งใหม่ พอีหนอณัฐบอกให้กระตุ้นความรู้สึกตัว ก็เลยเริ่มพยายามที่กลับมาทำ ก็เลยมากราบขอคำแนะนำหลวงพ่อค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>นั้นแหละ ก็แนะถูกแล้วนะ รู้สึกตัวไป รู้สึกบ่อยๆ</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><em><br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า</em><em> </em></p>
<p><em><br />
</em><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔</em><br />
<em>File: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/530228B.mp3">530228B</a></em><br />
<em>ระหว่างนาทีที่ ๔๓ วินาทีที่ ๐๓ ถึง นาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๑๗</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/22/12942/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/530228B_suffering.mp3" length="1161116" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/530228B.mp3" length="27939872" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราไม่ได้ภาวนาเอาเจริญ เพราะเจริญไม่เที่ยง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/04/12560/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/04/12560/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Dec 2011 03:24:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ภาวนาดี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ขาลง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12560</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Buddha-Statue-31349.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12659" title="Buddha-Statue-31349" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Buddha-Statue-31349.jpg" alt="" width="864" height="540" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_14.33_15.57.mp3">เราไม่ได้ภาวนาเอาเจริญ เพราะเจริญไม่เที่ยง</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong>โยม :</strong> กราบนมัสการครับหลวงพ่อครับ ก็ช่วงที่ผ่านมาติดหลงโลกอยู่ ก็ มันทั้งมานะอัตตา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ภาวนาดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ</p>
<p><strong>โยม </strong><strong>: </strong>ครับ แต่มันก็ยังไปหลงอยู่น่ะครับหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่างน้อยเรารู้ว่าหลงบ้างนะก็ยังดี</p>
<p><strong>โยม : </strong>รู้ครับ แต่ว่ามันก็เพลิดเพลิน สุขไปกับทางโลกค่อนข้างเยอะนะครับ ก็ แต่ว่าในการปฏิบัติ ก็ปฏิบัติทุกวัน สวดมนต์ทุกวันครับ ดูกายดูใจทุกวัน ก็เห็นว่าช่วงนี้พอฟังซีดีหลวงพ่อก็จะรู้ว่า มันก็มีขึ้นมีลงนะครับ ช่วงนี้ก็เป็น คงเป็นช่วงขาลงมั้งครับเดือนนี้ แต่ก็ยังพอดูออก ก็เห็นน่ะครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>สารวัตรเห็นมั้ยว่า ทั้งๆที่ขาลงแต่จิตเป็นกลางมากขึ้น ตัวนี้ดูออกมั้ย (<strong>โยม : </strong>ใช่ครับ) <strong>เพราะฉะนั้นขาขึ้นหรือขาลงไม่สำคัญนะ สำคัญที่รู้ด้วยความเป็นกลางต่างหาก เจริญกับเสื่อมเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ภาวนาเอาเจริญหรอกเพราะเจริญไม่เที่ยง แต่ว่าพอปัญญามันแก่รอบเนี่ย จิตจะเป็นกลางต่อความเจริญและความเสื่อม ตัวนี้ต่างหากที่ทำให้ใจไม่ดิ้นรนปรุงแต่งต่อ</strong> ภาวนาดีขึ้นนะ ไม่ใช่แย่ลง</p>
<p><strong>โยม :</strong> แล้วก็เห็นว่าจิตมันไม่เที่ยงนะครับ (<strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อ้อ ดี<strong> </strong>)<strong> </strong>ก็เห็นตัวนี้ขึ้นมาครับหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่างนั้นแหล่ะ มันค่อยคลายออกนะ</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๓ ถึงนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/04/12560/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_14.33_15.57.mp3" length="1360176" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตจะเสื่อมหรือเจริญก็ต้องภาวนาไปเรื่อย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/03/12589/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/03/12589/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Dec 2011 04:45:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกขัง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาจิต]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ห้า]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญแล้วเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[เศร้าหมอง]]></category>
		<category><![CDATA[แก้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12589</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/turtle.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12647" title="turtle" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/turtle.jpg" alt="" width="455" height="456" /></a></p>
<p>Mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B_decay22.mp3">451117B_decay2</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong><strong>:</strong> พยายามจะให้มันดีทุกวัน กะว่าถ้ามันดีตลอดยาวๆ วันนึงเราจะรู้ธรรม ไม่รู้หรอก คนละเรื่องเลย ถ้าขืนมันดีตลอดนี่ซวยตายเลย ต้องใช้คำนี้ เพราะเราจะเกิดความหลงผิดว่าจิตนี้เป็นตัวตนของเรา บังคับได้ แต่งเอาได้ตามใจชอบ</p>
<p>แต่จิตมันไม่ยอมแมว <em>(โยมผู้ส่งการบ้านหลวงพ่อ &#8211; ผู้เรียบเรียง)</em> หรอก มันก็จะเป็นไปตามที่มันเป็นน่ะ คือเจริญแล้วเสื่อมๆ ผู้ปฏิบัติก็ตกใจ พอเสื่อมแล้วตกใจ ดิ้นใหญ่ ดิ้นพราดๆๆๆ หาทางแก้ใหญ่ แก้ไปแก้มามันดีขึ้นมาอีก โอ๊ย ฉันแก้เก่ง ความจริงไม่ต้องแก้มันก็ดีเองแหละ เพราะว่าไอ้เสื่อมมันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน พอมันดี โอ๊ยรักษาๆ รักษายังไงก็เสื่อมอีก เพราะมันของเสื่อม</p>
<p>เพราะฉะนั้นจับหลักให้ดี ทำความเข้าใจให้ดี เราจะเฝ้ารู้มันแต่ละวัน วันนี้จิตเจริญรู้ว่าเจริญ เจริญแล้วเกิดภูมิใจรู้ว่าภูมิใจนะ กิเลสหลอกต่อละ วันนี้จิตเสื่อม รู้ว่าจิตเสื่อม เสื่อมแล้วเศร้าหมองก็ถูกหลอกอีกละ</p>
<p><strong>ทำไปเรื่อยเลย จะเห็นแต่เจริญแล้วเสื่อมๆ ถึงจุดนึงเนี่ย ใจเรายอมรับความจริงว่าขันธ์ห้าโดยเฉพาะตัวจิตเนี่ย เป็นของที่บังคับไม่ได้หรอก นั้นน่ะคือการเข้าใจธรรมะจะเกิดขึ้นมา ต้องทำความเข้าใจตัวนี้นะ ตัวนี้ตัวสัมมาทิฐิ ให้เห็นสภาพธรรมทั้งหลายเนี่ยเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมทั้งจิตของเราด้วย </strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นแมวเดินจงกรมไป ทำแล้วเดินไป <strong>จิตเจริญก็เดิน เสื่อมก็เดิน</strong> <strong>เหมือนหลวงพ่อชาสอนน่ะขยันก็ปฏิบัติ ขี้เกียจก็ปฏิบัติ</strong> แต่บางคนเจ้าเล่ห์พอได้ยินหลวงพ่อสอนบอกว่าจิตเจริญแล้วเสื่อมๆนะ เขาก็เดินจงกรม 3 วัน เจริญละ ตอนนี้ไม่เดินขอไปเที่ยวก่อน เดี๋ยวมันต้องเสื่อมอีก ฉันจะดูว่ามันจะเสื่อมยังไง อย่างนี้ไม่ได้กินหรอก เพราะว่าจิตมันจะเกิดความสำคัญผิดเข้าไปอีกว่าถ้าเราทำมันก็เจริญ มันเสื่อมเพราะเราไม่ทำต่างหากล่ะ เพราะฉะนั้น<strong>มีหน้าที่ทำให้สม่ำเสมอนะ เดินไปเรื่อยๆ เดินไป จะเดินจะยืนจะนั่งอะไรก็ได้ แล้วก็คอยรู้ทันมันไปเรื่อย มันมีความสุข มันมีความทุกข์ มันเจริญมันเสื่อมรู้มันไปเรื่อยๆ เจริญกะเสื่อมมันเป็นธรรมะที่เท่าเทียมกันนะ</strong><strong> </strong></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><em><br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ หลังฉันเช้า</em><em> </em></p>
<p><em> </em><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑</em><br />
<em>File: </em><em><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B1.mp3">451117B</a><br />
</em><em>ระหว่างนาทีที่ ๘วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๓๓</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/03/12589/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B_decay21.mp3" length="2207711" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B_decay22.mp3" length="2207711" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B1.mp3" length="12798644" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภาวนาเก่งแค่ไหนจิตก็ต้องเสื่อม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/30/12572/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/30/12572/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2011 11:08:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาจิต]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ห้า]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดพ้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญแล้วก็เสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ไข]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12572</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/sunset.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12620" title="sunset" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/sunset.jpg" alt="" width="784" height="588" /></a></p>
<p>Mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B_decay3.mp3">451117B_decay</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong><strong>:</strong> มาเล่าบอกกรรมฐานมันเสื่อม  เคาะๆไปแล้วจิตมันเสื่อมไปเนี่ยนะ หาทางแก้มาเป็นปีๆ แก้ไม่ตกหรอก บอกอ๋อ แก้ยังไงก็ไม่ตกหรอก ที่จริงเนี่ยเคาะไปเนี่ยนะ เคาะกระทบๆไป จิตตื่นขึ้นมาละ ต่อมากระทบอยู่อย่างเก่าเนี่ย จิตเสื่อม จิตแสดงธรรมะให้ดูแล้วว่า<strong>จิตเป็นของที่บังคับไม่ได้ เจริญได้ก็เสื่อมได้</strong> <strong>แต่ว่าเราไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง </strong>พอเจริญแล้วเราก็ดีใจใช่มั้ย ทั้งๆที่ทำอย่างเดิมมันเสื่อมได้นี่ เสื่อมคราวนี้ไม่พอใจละ หาทางแก้ไขจะไม่ให้เสื่อม นี่กำลังทำอะไร เหมือนคนที่หาทางจะไม่ตายน่ะ เกิดแล้วจะไม่ตายน่ะ พอมันแก่ลง ตีนกาขึ้น โอ๊ยทำยังไง  ทำอะไรไม่ได้ก็ไปหลอก ดึงเอา แก้จากข้างในไม่ได้แล้วนี่</p>
<p>จิตก็เหมือนกัน มันเจริญได้ก็เสื่อมได้ ถ้าเข้าใจธรรมชาติตรงนี้ปั๊บนะ ไม่ยึดมั่นในความเสื่อม จิตก็ผ่านไปเลย ง่ายนิดเดียว ทีนี้พอมาเสื่อม ตกใจ ตกใจหาทางแก้กรรมฐานใหญ่ <strong>ยิ่งแก้ยิ่งไปสิ เพราะยิ่งปรุงแทนที่จะรู้ ก็เลยไม่ตื่นเลย</strong> เพราะฉะนั้น<strong>นักปฏิบัตินะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนนะ จิตก็ต้องเสื่อม</strong></p>
<p>รู้จักหลวงตามหาบัวมั้ย เรอะ เป็นเพื่อนกับท่านเรอะถึงรู้จัก หรือว่าแค่เคยเห็น อ้อเคยเห็นท่าน บอกว่ารู้จัก หึๆ หลวงตานะ ท่านจะเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นอะไรนี่ก็เรื่องของท่าน ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เดี๋ยวท่านเป็นจะเดือดร้อน ท่านบอกว่าตอนที่ท่านอาจารย์มั่นสิ้นเนี่ย  ท่านไม่มีอาจารย์ละต้องช่วยตัวเอง ท่านก็ไปปฏิบัติอยู่บนดอยธรรมเจดีย์</p>
<p>จิตของท่านเนี่ยเป็นผู้รู้ รู้ตัวอยู่ได้ตลอดเลย ท่านก็พยายามรักษาความรู้สึกตัวนี้้ไว้ รักษาตัวรู้ไว้ รู้ตัวไปเรื่อยไม่ให้เผลอไม่ให้หลงน่ะ จิตใจไม่เศร้าหมองเลย รู้หมด อะไรกิเลสอะไรมา เห็นหมดเลย รู้มาแล้วดับไปหมด ท่านก็พยายามจะรักษาจิตผู้รู้ให้มันอยู่ตลอดไป</p>
<p>วันหนึ่งท่านเริ่มสังเกตว่าจิตผู้รู้มันไม่เที่ยง มันหมองๆได้อีก พยายามทำยังไงมันก็ยังเสื่อมได้ พอรู้ว่ามันเสื่อมได้นะ หาทางแก้ยังไงก็ไม่สำเร็จนะ วันนึงก็เฉลียวใจขึ้นมาว่า โอ้ จิตมันเป็นอนัตตานี่ บังคับมันไม่ได้นี่ พอเห็นว่าจิตเป็นของบังคับไม่ได้ เลิกคิดที่จะบังคับมัน เลิกคิดที่จะให้มันดีตลอด มันจะเป็นยังไงเรื่องของมันต่างหากล่ะ ท่านปล่อยวางจิตนะ ท่านบอกว่า ตอนนั้นท่านหลุดพ้นเลย</p>
<p>เพราะฉะนั้น <strong>ความหลุดพ้นเนี่ยไม่ได้เกิดจากการที่เราฝึกจิตของเราให้ดี ดีจนเที่ยง ดีถาวร ไม่ใช่ แต่เกิดจากการที่เราเข้าไปเห็นความจริงของธรรมชาติ ของขันธ์น่ะ ขันธ์ห้าทั้งหมด รวมทั้งจิตด้วย มันอยู่ในวิญญาณขันธ์น่ะ ว่ามันเจริญแล้วเสื่อมๆ พอเห็นความจริงแล้วปล่อยวาง แล้วถึงจะหลุดพ้น ความหลุดพ้นเกิดจากการปล่อยวาง ความหลุดพ้นไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งที่ไม่เที่ยงให้เที่ยง</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><em><br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ หลังฉันเช้า</em><em> </em></p>
<p><em> </em><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑</em></p>
<p><em>File: </em><em><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B.mp3">451117B</a><br />
</em><em>ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๙</em></p>
<p><strong> </strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/30/12572/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B_decay2.mp3" length="2973411" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B_decay3.mp3" length="2973411" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/451117B.mp3" length="12798644" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ความว่างที่คู่กับความวุ่นยังเป็นที่พึ่งไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/25/12045/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/25/12045/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Oct 2011 22:42:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ความว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ติดว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[ภพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิญญาณัญจายตนะ]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[อปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[อวิชชา]]></category>
		<category><![CDATA[อากาสานัญจายตนะ]]></category>
		<category><![CDATA[อากิญจัญญายตนะ]]></category>
		<category><![CDATA[อเนญชาภิสังขาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12045</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_8.08_11.25.mp3" target="_blank">ความว่างที่คู่กับความวุ่นยังเป็นที่พึ่งไม่ได้</a></p>
<div id="attachment_12163" class="wp-caption alignnone" style="width: 409px"><img class="size-large wp-image-12163" title="ความว่างที่คู่กับความวุ่นยังเป็นที่พึ่งไม่ได้" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/1172181-399x414.jpg" alt="ความว่างที่คู่กับความวุ่นยังเป็นที่พึ่งไม่ได้" width="399" height="414" /><p class="wp-caption-text">ความว่างที่คู่กับความวุ่นยังเป็นที่พึ่งไม่ได้</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>กราบนมัสการค่ะหลวงพ่อ จิตของหนูมันกลัวหลวงพ่อมาก เมื่อตะกี้นี้หลวงพ่อเทศน์ มันสั่นกลัวไปหมดเลย</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่ได้กลัวหลวงพ่อหรอก กลัวต้องส่งการบ้าน</p>
<p><strong>โยม : </strong>หนูไปภาวนาที่เชียงดาวมา 6 อาทิตย์ เพิ่งกลับมาค่ะหลวงพ่อ ตอนนี้หนูเห็นแล้วว่า ถ้าเกิดเมื่อไหร่เรามีความคิด เมื่อนั้นเรามีตัวตน เมื่อไหร่ที่เราอยู่กับ.. มันจะเป็นว่างหลังจากที่เราคิดแล้ว ตรงนั้นไม่มีตัวตน ไม่มีสุขทุกข์ มันไม่มีเราอยู่ในนั้น</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่าไปเอา ว่างตัวนี้ไม่เอานะ ว่างตัวนี้ยังใช้ไม่ได้ มันเป็นว่างที่คู่กับวุ่น ว่างได้ก็ยังวุ่นได้อีก เป็นภพๆหนึ่งที่จิตของเราไปสร้างขึ้นมานะ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปติดอยู่ในภพนี้นะ ถ้าสติปัญญาไม่พอเราจะรู้สึกมีความสุขนะ แต่จริงๆแล้วไม่ดีหรอก</p>
<p><strong>เราต้องอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างเท่าเทียมกันนะ จิตปรุงแต่งเราก็อยู่ได้เท่าเทียมกันกับจิตว่างๆ</strong> ว่างก็ปรุงแต่งอีกแบบหนึ่ง <strong>ความปรุงแต่งมี 3 แบบนะ ปรุงแต่งฝ่ายชั่วเรียกว่าอปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่ฝ่ายดีเรียกว่าปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งว่างๆเนี่ยเรียกอเนญชาภิสังขาร รากเหง้าอันเดียวกันเลยคืออวิชา อย่าเอาตัวนี้เป็นที่พึ่งที่อาศัยนะ ไม่งั้นจะหนีโลก</strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>แล้วเวลาที่จิตของเราเข้าไปอยู่ตรงนั้นสักพักหนึ่ง แล้วมันก็ถอยออกมา คือเหมือนกับว่า มันจะมีความคิดแทรกเข้ามาอย่างนี้</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>นั่นแหละ <strong>จิตมีหน้าที่คิดนะ กระทั่งจิตพระอรหันต์ก็คิด ทำไมไม่มีตัวตนล่ะ ทำไมไม่มีความทุกข์ล่ะ เพราะฉะนั้นตัวที่ชี้ขาดว่าจะทุกข์หรือไม่ทุกข์นี้ ไม่ใช่คิดหรือไม่คิดหรอก แต่เข้าใจหรือไม่เข้าใจต่างหาก</strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>คือเรารู้มันลงไปว่าตรงนั้นมันเป็นแค่ภพๆหนึ่งหรือคะหลวงพ่อ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ใช่ๆ หนูรู้ ดูไปนะ <strong>ว่างๆนั้นเป็นภพๆหนึ่งเท่านั้น เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้นะ ภพตัวนี้ชื่อ อากาสานัญจายตนะ ภพตัวนี้ แล้วสังเกตดูภพตัวนี้มีจิตเป็นคนดู ถ้ามาสังเกตที่สิ่งที่ถูกรู้เนี่ย จะเป็นความว่าง ถ้ามาสังเกตที่จิต มีจิตเป็นคนดู</strong> <span style="color: #993300;">ถ้า<span style="text-decoration: underline;"><strong>จงใจ</strong></span>อยู่ในว่าง <span style="text-decoration: underline;"><strong>ติด</strong></span>อยู่ในว่าง ก็<span style="text-decoration: underline;"><strong>ติด</strong></span>อยู่ในอากาสานัญจายตนะ ถ้า<span style="text-decoration: underline;"><strong>จงใจ</strong></span>มาจับเอาตัวจิตตัวผู้รู้นี้ เป็น วิญญาณัญจายตนะ ถ้ายังเห็นว่า ว่างเอาไว้ก็ทุกข์ จิตเอาไว้ก็ทุกข์ ทิ้งสองตัวนี้ <span style="text-decoration: underline;"><strong>จงใจ</strong></span>นะทิ้งสองตัวนี้ ชื่ออากิญจัญญายตนะ</span></p>
<p><strong>โยม : </strong>มันยากหมดเลยหลวงพ่อ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงอยู่ตรงนั้น ใครมาเรียนกับหลวงพ่อแล้วว่างๆก็เสร็จหลวงพ่อหมดน่ะ เราไม่เอา <strong>ครูบาอาจารย์สั่งนะ ระวังอย่าให้จิตไปติดเฉย หลวงปู่ดูลย์ก็สอนนะ สอนบอกว่า เพิกรูปถอดก็ถึงความว่าง เพิกความว่างถึงจะถึงมหาสุญญตา</strong> ต้องไม่ติดความว่างนี้อีก ถ้าติดความว่างนี้ก็ปล่อยมันไม่ได้</p>
<p><strong>โยม : </strong>ถ้าอย่างนั้น เวลาที่เราเข้าไปเห็นตัวนี้ เราควรทำอย่างไรคะหลวงพ่อ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ก็เหมือนเราเห็นหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง</p>
<p><strong>โยม : </strong>ไม่ต้องให้ค่ามัน</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตให้ค่า รู้ว่า(จิต)ให้ค่า ไม่มีคำว่า &#8220;ต้อง&#8221; <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #800000;">ให้รู้</span></span>อย่างที่มันเป็น</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๐๘ ถึงนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๕<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/25/12045/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_8.08_11.25.mp3" length="3143608" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Sep 2011 00:27:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มาครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[จิตทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ติดเพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างภพ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งรู้ว่าเพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11627</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_11695" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/195852-bigthumbnail-400x300.jpg" alt="จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง" title="จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง" width="400" height="300" class="size-large wp-image-11695" /><p class="wp-caption-text">จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง</p></div><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510414A_18.42_19.46.mp3" target="_blank">จิตมีหน้าที่ปรุงแต่ง เราไม่ห้าม เพียงแค่ดูเขาปรุง</a></p>
<p><strong>โยม : </strong>กราบนมัสการหลวงพ่อครับ มาครั้งแรกครับผม</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>กล้าหาญนะ กล้าหาญมากเลย มาครั้งแรกมานั่งหน้า</p>
<p><strong>โยม : </strong>ก็รู้สึกว่ายังมี รู้สึกเพ่งๆอยู่น่ะครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ถูกต้อง</p>
<p><strong>โยม : </strong>ทีนี้..ก็ไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไปครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ให้รู้ไปนะ เพ่งอยู่รู้ว่าเพ่ง จิตใจเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นกุศล-อกุศลคอยรู้ จิตใจทำงานอะไรคอยรู้ไปเรื่อยๆ <strong>การทำงานของจิตก็คือการสร้างภพ หรือความปรุงแต่ง หรือที่เรียกว่าสังขารนั่นเอง</strong> เขาปรุงไปเรื่อยๆเขาก็ทุกข์ขึ้นมาแหละ ให้เราเรียนรู้ไป อย่าไปเกลียดเขา เขาต้องปรุงนะ <strong>หน้าที่ของเขา เขาต้องปรุง ให้เราคอยรู้คอยเห็นไปอย่างที่เขาเป็นเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งใจมันปิ๊งขึ้นมาว่าทั้งหมดนี้ไม่มีเราเลย</strong> มีกระบวนการปรุงแต่ง มีกระบวนการทำงานของจิต แต่ไม่มีเรา ขันธุ์ ๕ ก็ทำงานของมันไป มีปรากฏการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดไม่มีตัวเรา ดูอย่างนี้เรื่อยๆ เดี๋ยวมันเห็นเอง</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/024/128/510414A.mp3" target="_blank">510414A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๒ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510414A_18.42_19.46.mp3" length="1029492" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/024/128/510414A.mp3" length="21890126" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/18/11356/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/18/11356/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Sep 2011 21:58:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริงของชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[พลัดพราก]]></category>
		<category><![CDATA[สูญเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[อยากหายทุกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11356</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810B_0.23_10.16.mp3">เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<div id="attachment_11576" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/a4.jpg" alt="เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก" title="เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก" width="400" height="304" class="size-full wp-image-11576" /><p class="wp-caption-text">เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก</p></div>
<p><strong>พ่อปราโมทย์ : </strong>วันนี้เรามาพบกันในงานศพ ก็เป็นโอกาสของการฟังธรรม ชาวพุทธเราจะไม่ปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ หน้าที่ของชาวพุทธก็ต้องศึกษาธรรมะ มาพบกันในโอกาสงานศพก็ต้องพูดธรรมะกัน</p>
<p><strong>ธรรมะนี้เป็นเครื่องถอดถอนความเศร้าโศกออกจากจิตใจ คนที่เรารักตาย จิตใจของเราเศร้าโศกเป็นเรื่องธรรมดา ห้ามไม่ได้ </strong>ใครๆก็กลัวตายเพราะเราไม่มั่นใจว่าตายแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ชีวิตหลังความตายมีหรือไม่มีก็ไม่รู้นะ แต่กลัวไว้ก่อน กลัวไม่มีนั่นแหละ ถ้ามีก็กลัวไม่ดี</p>
<p><strong>ถ้าเราเตรียมความพร้อม หัดพัฒนาจิตใจของเราให้ดี มีศีลมีสมาธิมีปัญญา สะสมไป เราไม่กลัวความตาย</strong> ความตายไม่ได้น่ากลัวอะไร มันน่ากลัวสำหรับคนซึ่งไม่มั่นใจในคุณงามความดีของตัวเอง ถ้ามั่นใจในคุณงามความดีของตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย เราจะเผชิญความตายด้วยความองอาจกล้าหาญ</p>
<p>ในส่วนของคนแต่ละคนนะ ที่จะตายก็ต้องเตรียมความพร้อม พวกเราญาติมิตรลูกหลานก็ต้องเตรียมความพร้อม บางคนก็ร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ทำไมต้องเสียใจ เพราะไม่อยากให้ตาย ก็เลยคิดว่าความตายของคนที่เรารักเนี่ยทำให้เราเศร้าโศก ความจริงแล้วความตายของใครก็ไม่ได้ทำให้เราต้องเป็นทุกข์นะ เราเป็นทุกข์เพราะใจเราไม่ยอมรับความจริงว่าเขาต้องตาย เราอยากให้เขาอยู่นานๆ เราทุกข์เพราะความอยากของเราเอง ไม่ใช่ทุกข์เพราะผู้ตาย</p>
<p>เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจตรงนี้นะ<strong> คนที่เรารักตายนั่นก็คือสภาวะธรรมดา ยังไงวันหนึ่งก็ต้องพลัดพราก เราไม่พลัดพรากจากเขา ก็เขาพลัดพรากจากเรา</strong> ก็ต้องมีข้างหนึ่งล่ะ ยังไงก็ต้องพลัดพรากจากกันนะ ตายพร้อมๆกันก็ยังต้องพลัดพรากจากกันอีก ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิต <strong>เกิดมาแล้วยังไงเราก็หนีความตายไม่พ้นนะ หนีความพลัดพรากจากคนที่เรารักไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับความจริง ถ้าเรายอมรับความจริงไม่ได้เราก็มีความทุกข์ ยังยอมรับความตายไม่ได้ พอมีความตายเกิดขึ้นเราก็ทุกข์ </strong>ใจเราอยาก อยากให้เขาไม่ตาย พอเขาตายแล้วเราก็ทุกข์ อยากให้ฟื้นเขาไม่ยอมฟื้นก็ทุกข์อีก</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นจริงๆเราทุกข์เพราะความอยากของตนเอง</strong> ไม่ใช่ทุกข์เพราะว่าเขาตายหรอกนะ เพราะฉะนั้นเรามาฝึกจิตฝึกใจของเรา ให้ข้ามพ้นความอยากไป ไม่ใช่เฉพาะอยากเรื่องให้คนตายแล้วฟื้นหรืออยากให้คนไม่ตาย อยากอะไรก็ตามเถอะ ความอยากอะไรเกิดขึ้นทีไรความทุกข์ก็เกิดขึ้นทุกที <strong>มีความอยากทีไรก็มีความทุกข์ทุกทีแหละ</strong></p>
<p><strong>ทีนี้ห้ามใจไม่ให้อยากมันห้ามไม่ได้ เราต้องมาพัฒนาใจของเราให้มันฉลาด ทำไมใจเรามีความอยาก มันหวังว่ามันจะได้สิ่งที่ดีๆ หวังว่าจะไม่พลัดพรากจากสิ่งที่ดีๆ มันมีความอยากมีความหวังอยู่อย่างนี้ ห้ามมันไม่ได้</strong></p>
<p>แต่ถ้ามาเรียนรู้ความจริงของชีวิต ชีวิตของเราไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไรนักหรอก ร่างกายจิตใจที่ประกอบกันเป็นตัวเรานะ คนตายเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป เราเองวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป ร่างกายนี้ที่เรารักเราหวงแหนนี้ ยังหนุ่มยังสาวเราก็ว่ามันดี พออยู่ไปนานๆแล้วรู้เลยมันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย ในร่างกายของเราถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่คนที่ไม่มีปัญญาก็มองไม่เห็น มันทุกข์ยังไง เดี๋ยวก็หิวเดี๋ยวก็หนาวเดี๋ยวก็ร้อนนะ เดี๋ยวก็อย่างโน้นเดี๋ยวก็อย่างนี้ นานๆเข้าก็ป่วยหนักๆสักทีหนึ่ง อะไรอย่างนี้</p>
<p><strong>ถ้าเรามีสติ มีปัญญา เรารู้ลงในร่างกายเราบ่อยๆ เราเห็นร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์</strong> ยกตัวอย่างคนไม่สบายก็มีความทุกข์เยอะ เราอยากให้ญาติของเราไม่ตายเนี่ย เขาไม่สบายมาตั้งนานแล้ว เราอยากให้เขาทุกข์นานๆหรือเปล่า? เราอยากให้เขาอยู่อย่างเดียวนะไม่ได้อยากให้เขาทุกข์นะ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เป็นความอยากที่ขัดกับความจริงน่ะ ก็เขาไม่สบายเขาอยู่นานเขายิ่งทุกข์มากเลยนะ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราก็ไม่กังวลหรอก เขาตายก็สมควรตายแล้่ว</p>
<p>หลวงพ่อตอนนั้นยังไม่บวชนะ ตอนเตี่ยของหลวงพ่อตาย มีทำกงเต๊กด้วยหลวงพ่อชอบที่สุดเลยเรื่องทำกงเต๊กเนี่ย มันส์มากเลย เสียดายเขาไม่นิมนต์มาดูกงเต๊ก เตี่ยตายแทนที่เราจะเศร้าโศกนะ จิตมันร่าเริงนะ จิตใจมันร่าเริงมันยอมรับความจริงน่ะว่า วันหนึ่งเขาต้องตาย เขาอยู่แล้วเขาทรมานมากกว่าเขาตายอีก ทีนี้บางทีก็เป็นความเห็นแก่ตัวของเรานะ เราพยายามยื้อคนที่ป่วยหนักๆไม่ให้ตายเนี่ย เรากลัวความพลัดพราก ถ้าเราเมตตาสงสารเขาบางทีก็ต้องปล่อยให้เขาตายนะ ตามธรรมชาตินี้ดีที่สุดเลย ไปปั๊มพ์มากๆทรมานมาก เหนื่อย เหนื่อยทุกฝ่าย เราก็ลุ้นไม่ให้เขาตาย สุดท้ายก็ตาย</p>
<p><strong>อยู่ที่ใจเรานะ ใจเราค่อยเรียนรู้ความจริงลงไป ชีวิตนี้ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไรที่จะต้องหวงแหนมากมาย ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์น่ะ ถ้าเรารู้สึกนะ คอยรู้สึกอยู่ในร่างกาย เห็นร่างกายมีแต่ความทุกข์ มาคอยดูจิตดูใจของเรา ใจเราไม่เคยเต็มอิ่มเลย ใจเราก็มีแต่ความทุกข์เต็มไปหมดเลย เพราะวันหนึ่งความอยากเกิดขึ้นตั้งมากมาย ความอยากเกิดขึ้นทีไรความทุกข์เกิดขึ้นทุกที ไปสังเกตดูนะ สังเกตดูว่าจริงหรือไม่จริงว่าความอยากเกิดขึ้นแล้วความทุกข์จะตามมา</strong></p>
<p>ถ้าคนที่สติปัญญาไม่มากพอก็คิดว่าถ้าอยากนะยังไม่ทุกข์ ต้องไม่สมอยากก่อนถึงจะทุกข์ แต่ถ้าคนมีสติมีปัญญามากขึ้นหัดภาวนา ดูของจริง ในจิตในใจของตนเอง จะรู้เลยว่าในทันทีที่ความอยากเกิดขึ้น จิตมีความเครียดเกิดขึ้นแล้ว มันจะทุกข์น่ะ อยากแล้วมันก็ลุ้นใช่มั้ยว่าจะได้อย่างที่อยากมั้ย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเรามาเฝ้ารู้อยู่ที่ใจเรานะ</strong> จะเห็นเลยว่าในใจนี้เต็มไปด้วยความอยาก เพราะฉะนั้นใจนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นทั้งกายทั้งใจที่ประกอบขึ้นมาเป็นคนนะ ประกอบเป็นสัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นตัวทุกข์ทั้งหมดเลยนะ เรามาคอยรู้คอยดูอยู่ <strong>นี่เป็นวิธีปฏิบัติธรรม</strong></p>
<p>การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องอะไรที่ลึกลับ ไม่ใช่เรื่องการไปนั่งหลับหูหลับตาอะไรมากมายนะ ทำสมาธิทำไปเหมือนกันไม่ใช่ไม่ทำ ทำพอให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรง พอจิตใจมีเรี่ยวมีแรงแล้วต้องมาดูความจริงของร่างกาย มาดูความจริงของจิตใจ <strong>ความจริงของร่างกาย ร่างกายมีแต่ความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลยนะ ความจริงของจิตใจก็คือมีความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลย เนี่ยเฝ้ารู้ลงไปๆแล้วเราจะรู้เลยว่า สิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่นี้ไม่มีอะไรนอกจากตัวทุกข์ทั้งนั้น</strong> ถ้าเราเห็นได้อย่างนี้เราจะไม่กลัวตาย</p>
<p>สิ่งที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็คือตัวทุกข์นะ  เวลาจะตายก็คือตัวทุกข์มันจะตาย มันไม่ใช่ของดีของวิเศษมันกำลังจะตาย เราจะเห็นเลยว่าตัวทุกข์มันจะตาย ถ้าตัวทุกข์มันจะตายเราจะไปกลุ้มใจทำไม</p>
<p><strong>พระอรหันต์นะ ถึงเวลาวันที่จะตายเนี่ย จะผ่องใสมากเลยนะ จะผ่องใสเป็นพิเศษเลย เพราะตัวทุกข์มันกำลังจะตายละ</strong> สมน้ำหน้ามันนะ นี่จิตใจจะห้าวหาญเหมือนนักรบที่กล้าหาญมากๆ ได้ยินเสียงกลองศึกแล้วคึกคัก ไม่ใช่เข่าอ่อนใจฝ่อนะ ไม่เหมือนอย่างพวกเราหลายคนเลยใจฝ่อ เคยเห็นมั้ยคนจะตายร้องไห้ ไม่อยากตายๆ</p>
<p>หลวงพ่อเคยเจอคนหนึ่งนะ ไม่อยากตายๆ สุดท้ายมันตายนะ คนที่เขามีหูมีตาก็บอกว่า มันไม่ยอมไปไหนเลยมันเฝ้าศพอยู่อย่างนั้นน่ะ หวังว่าจะมีหมอมารักษาให้มันฟื้นได้อีก พยายามลองไปนอนทับศพนะ พยายาม กะว่าถ้าลงไปนอนพอดีแล้วจะลุกขึ้นมาได้ ขืนมันลุกขึ้นมานะ คนที่กำลังร้องไห้รักมันอยู่นะจะวิ่งหนีหมดศาลาเลย มันไม่รักจริงหรอก เนี่ย ถ้าลุกขึ้นมาเอามั้ย รักนักหนา.. ลุกขึ้นมาไม่เอาแล้ว ไปฮวงซุ้ยเหอะ ไป</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้นะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตแล้วเราจะไม่กลัวตาย เราจะไม่เศร้าโศกเพราะความตาย</strong> เรารู้เลยว่า ที่เราเศร้าโศกที่เห็นคนตายที่เห็นคนที่รักตายนั้น จริงแล้วเราเศร้าโศกเพราะว่าใจเราอยากนั้นเอง อยากให้เขาอยู่ อยากให้เขามีชีวิตอยู่นานๆ <strong>อยากให้เขาไม่ตายอะไรอย่างนั้น เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา ใครๆมันก็ตายกันทั้งนั้นแหละ ถ้าเข้าใจอันนี้ก็ไม่กล้วแล้ว คนที่เรารักจะตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ตัวเราจะตายก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะตัวเรานะมีแต่ตัวทุกข์นะ ตัวทุกข์จะตายจะไปเสียดายทำไม</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นอยู่ที่สติปัญญานะ จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครอื่นหรอก จะหวังว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราตลอดไป เราถึงจะไม่ทุกข์ อย่างนี้หวังไม่ได้ ไม่จากตายก็จากเป็น ยังไงก็จาก เพราะฉะนั้นเราฝึกฝนใจของเราไปเรื่อย ต่อไปใจเรามีความสุขนะ</p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร</em><em><br />
</em><em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em>วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร</em><em><br />
</em><em>File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/other/128/540810B.mp3">540810B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/18/11356/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810B_0.23_10.16.mp3" length="9486579" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/other/128/540810B.mp3" length="18449385" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เริ่มต้นภาวนาอย่างไร ?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/22/11071/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/22/11071/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Aug 2011 00:33:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[มาครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันใจ]]></category>
		<category><![CDATA[หัวใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มฝึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11071</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_49.19_52.26.mp3" target="_blank">เริ่มต้นภาวนาอย่างไร</a></p>
<div id="attachment_11109" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-11109" title="เริ่มต้นภาวนาอย่างไร ?" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/kb3-400x596.jpg" alt="เริ่มต้นภาวนาอย่างไร ?" width="400" height="596" /><p class="wp-caption-text">เริ่มต้นภาวนาอย่างไร ?</p></div>
<p><strong>โยม : </strong> กราบนมัสการหลวงพ่อเจ้าค่ะ คือลูกก็สนใจธรรมะมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ว่าด้านการปฏิบัตินี่เพิ่งจะเริ่มขั้นอนุบาลน่ะเจ้าค่ะ แล้วก็อยากจะขอคำแนะนำจากหลวงพ่อค่ะว่า จะเริ่มต้นวิธีไหนที่จะเหมาะสมกับจริตของเรา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ถือศีล ๕ ไว้ก่อนนะ ตั้งใจไว้ก่อน แล้วก็มีสติ พัฒนาสติขึ้นมา สติเป็นเครื่องมือของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะปฏิบัติวิธีไหน ก็ต้องมีสติทั้งนั้นแหละ แล้วก็คอยรู้ทัน อะไรเกิดขึ้นแก่ใจคอยรู้ทันเรื่อยๆ หรือร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้ทันมันนะ ร่างกายยิ้ม ร่างกายหัวเราะ อะไรอย่างนี้ คอยรู้ทันไปเรื่อยๆ สติจะเกิดเร็วขึ้นๆ ต่อมาก็ฝึกสมาธิ จิตแอบไปคิดรู้ทัน จิตแอบไปคิดรู้ทัน จะได้สมาธิขึ้นมา</p>
<p>จำไหวมั้ย อันแรกนะ ถือศีล ๕ ไว้ก่อน จงใจถือไว้ก่อน แล้วมีสติคอยรู้ทันใจของเรา เอาง่ายๆเลยนะ เอาย่อๆเลย ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นรู้ทัน แล้วก็ ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก คอยรู้สึกอย่างนี้เรื่อยๆ แล้วจิตหนีไปคิดคอยรู้สึก ยังงง เอาใหม่</p>
<p><strong>อันแรกเลย ถือศีล ๕ ไว้ก่อนนะ อันที่สองคอยรู้ทันจิตของตัวเองไว้ จิตใจเคลื่อนไหวก็คอยรู้สึก แล้วก็รู้ทันร่างกายด้วย ร่างกายเคลื่อนไหวก็คอยรู้สึก ดูกายก็ได้ ดูจิตก็ได้ ไม่ต้องดูจิตอย่างเดียวหรอก แล้วก็จิตแอบไปคิดคอยรู้สึก รู้จักจิตแอบไปคิดมั้ย รู้สึกมั้ยคิดทั้งวัน รู้จักจิตคิดเนี่ย ไปดูตรงนี้เลย ดูบ่อยๆ จิตจะหนีไปคิดทั้งวันนะ คอยรู้บ่อยๆไว้ ถ้าเห็นตรงนี้ได้บ่อยๆนะ จิตจะตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ตื่นขึ้นมานะ หลุดออกจากโลกของความคิดได้</strong></p>
<p><strong>พอจิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หลุดออกจากโลกของความคิดแล้วนี่นะ จิตพร้อมที่จะเดินปัญญา เวลาร่างกายเคลื่อนไหวจิตเป็นผู้รู้อยู่ จะเห็นเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เห็นเองเลย เวลาที่จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้อยู่นะ จิตใจเคลื่อนไหว เช่นความสุขความทุกข์ กุศล-อกุศลเกิดนะ สติระลึกรู้ปั๊บ จิตตั้งมั่นเป็นผู้ดูอยู่นี่ จะเห็นเลย สุขทุกข์ กุศล-อกุศล ไม่ใช่ตัวเรา</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นเราภาวนา เราต้องรู้นะ เป้าหมายของการภาวนาของพวกเรานี่น่ะ เพื่อล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน นี่นะขั้นแรกนะเราต้องตั้งเป้ามาตรงนี้ก่อน ทุกๆคนนะ ตั้งเป้ามาว่าเราจะฝึกกรรมฐานนี่น่ะเพื่อล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน เพราะคนใดล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้คือพระโสดาบัน เอาตรงนี้ก่อน ยังไม่ต้องถึงขนาดว่าจะข้ามภพข้ามชาติอย่างไร เอาโสดาให้ได้ก่อน อย่าเพิ่งไปชกมวยข้ามรุ่น</p>
<p>เพราะฉะนั้นตั้งหลักตรงนี้ พอเรารู้ว่าเราจะต้องดูจนกระทั่งเห็นว่าไม่มีตัวไม่มีตน ความจริงไม่มีตัวไม่มีตนอยู่แล้ว ความเป็นตัวเป็นตนเกิดจากการคิดขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นเราพยายามฝึกรู้สึกตัว รู้สึกตัว จิตหลุดออกจากโลกของความคิด เวลาเห็นกายจะเห็นเลย กายไม่ใช่ตัวตน เห็นจิตก็จะเห็นว่าจิตไม่ใช่ตัวตน ความเป็นตัวตนเกิดจากความคิดทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ฝึกเอาง่ายที่สุดเลยนะ ถ้าจิตหนีไปคิดน่ะ คอยรู้ทันไว้ ไปฝึกตัวนี้ให้เยอะเลยนะ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย</em><br />
<em> แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย</em><br />
<em> File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3" target="_blank">540216</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๔๙ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๕๒ วินาทีที่ ๒๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/22/11071/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_49.19_52.26.mp3" length="2999430" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3" length="70880046" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>งานทางโลกและงานทางธรรม คือ งานเดียวกัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/20/11075/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/20/11075/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Aug 2011 21:50:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ทางโลก ทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[งานทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[งานทางโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทางโลก]]></category>
		<category><![CDATA[สติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11075</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="../wp-content/uploads/2011/08/540216_7.04_10.33.mp3"></a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_35.37_40.23.mp3" target="_blank">งานทางโลกและงานทางธรรม คืองานเดียวกัน</a></p>
<div id="attachment_11093" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/60928-400x288.jpg" alt="งานทางโลกและงานทางธรรม คืองานเดียวกัน" title="งานทางโลกและงานทางธรรม คืองานเดียวกัน" width="400" height="288" class="size-large wp-image-11093" /><p class="wp-caption-text">งานทางโลกและงานทางธรรม คืองานเดียวกัน</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>กราบเรียนถามหลวงพ่อนะครับ คือ สมมุติว่ามี ๒ เส้นทางนะครับ สำหรับการดำเนินชีวิตของเรา เส้นทางแรกคือเส้นทางทางโลกน่ะครับ เป้าหมายก็คือ การงานอาชีพ กับอีกเส้นทางหนึ่งก็คือ เส้นทางทางธรรมนะครับ ซึ่งเป้าหมายก็คือนิพพาน คือทั้งสองเส้นนี้จะมีทางมาบรรจบกันหรือมีทางขนาน..</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : มันต้องไปด้วยกันนะ ต้องไปด้วยกันนั้นแหละ ไม่ใช่ต้องเลือกหรอก ตอนนี้เรามีฐานะเป็นฆราวาส เราก็ทำงานทำหน้าที่ไป เพื่อเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว ทำตามหน้าที่ของเรา ไม่ทิ้งหน้าที่นะนักปฏิบัติ อย่างเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัว อะไรอย่างนี้ ต้องทำตามหน้าที่</strong></p>
<p><strong>ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครห้ามเราถือศีล ไม่มีใครเขาห้ามเราเจริญสมาธิ ไม่มีใครเขาห้ามเรามีสติรู้กายรู้ใจ เจริญปัญญา เราก็ทำควบไปได้ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่ง.. ตอนนี้เราก็ทำมาหากินไป มีเวลาเราก็ภาวนาไป ทำไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งซึ่งภาระทางโลกเราหมดแล้ว เราอยากจะไปให้เร็วกว่านั้นเราก็ไปภาวนาเอา ไปมุ่งภาระทางธรรมเป็นหลัก แต่ไม่ใช่อยู่ๆก็ทิ้งภาระทางโลกนะ ทิ้งพ่อทิ้งแม่ ไปบวช ไม่ใช่หรอก</strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>ตัวเวลานี่น่ะครับ ตัวสำคัญ..</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>หือ.. ถ้าเข้าใจการปฏิบัตินี่นะ จะพบว่าการปฏิบัติธรรมไม่เบียดบังเวลาทำมาหากินนะ คือเราอย่าไปวาดภาพการปฏิบัตินะ เป็นแบบฤๅษีชีไพรอย่างเดียว ต้องนั่งสมาธิเป็นวันๆนะ นั่งไปจนกระทั่งหนวดยาวนะ นกกระจอกมาทำรังได้ อย่างนั้นถึงจะเก่ง ไม่ใช่</p>
<p><strong>เมื่อใดมีสติ เมื่อนั้นมีการปฏิบัติ เมื่อไรขาดสติเมื่อนั้นขาดการปฏิบัติ</strong> เพราะฉะนั้นเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ในทาง โลกนี่นะ สมมุติว่าเรารับเงินอยู่นะ แค่มองเห็นหน้าลูกค้า เราก็เกิดความชอบบ้าง ความไม่ชอบบ้าง ใจเราไม่เท่ากันแล้ว นี่นะให้เรารู้ทัน บางคนจะจ่ายค่าผ่านทางนิดเดียว เอาแบงก์พันมาให้อะไรอย่างนี้นะ เราหงุดหงิดมั้ย หรือปลื้มวันนี้ได้จับแบงก์พัน มันไม่ใช่แบงก์ของเรามันไม่ปลื้มหรอก เนี่ย ให้ดูใจของเรา มันไม่ได้เบียดบังเวลาทำมาหากินของเรานะ</p>
<p><strong>การปฏิบัติธรรมเนี่ย ไม่ได้เบียดบังเวลาทำมาหากิน ยกเว้นการทำมาหากิน การทำงาน ที่ใช้ความคิดเท่านั้น ถ้าไม่ต้องใช้ความคิดมากๆเนี่ย เราเจริญสติรู้กายรู้ใจได้ตลอดเลย ยกตัวอย่างงานแม่บ้านนะ กวาดบ้านไป กวาดบ้านไปด้วยความรู้สึกตัว เนี่ยไม่ได้เบียดบังเวลาปฏิบัติเลยนะ ไม่ได้เบียดบังเวลาทำงานด้วย ทำไปด้วยกันได้</strong></p>
<p>หัดมีสติให้มากไว้ แล้วจะเข้าใจแก่นของการปฏิบัติ ไม่ยากเท่าที่คิดหรอก ไม่ใช่ว่าเราต้องแบ่งเวลานี้เป็นเวลาทำงาน หมดเวลาทำงานแล้วถึงจะเป็นเวลาภาวนา ถ้าเรายังแบ่งชีวิตเราเป็นสองส่วน มรรคผลยังอยู่ห่าง แต่ถ้าเมื่อไรเรารู้เลยว่าชีวิตนี้เรามีแต่งานหลักกับงานรอง ไม่ใช่งานสองอย่างนะ มีงานหลักกับงานรอง</p>
<p><strong>งานหลักของเราแต่ละคนก็คือ เราจะต้องยกระดับจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้นไป ให้พ้นความทุกข์ออกไปเรื่อยๆ นี่งานหลักของชีวิต งานรองคือการทำมาหากินตามหน้าที่ เพื่อจะเลี้ยงชีวิตอยู่กับโลกเท่านั้นเอง อยู่ไปได้ไม่นานใช่มั้ย เดี๋ยว ๖๐ เขาก็ไม่ให้ทำแล้วอะไรอย่างนี้ แต่งานหลักของเรายังมีอยู่</strong></p>
<p>ที่นี้เราไม่ให้งานรองเบียดบังงานหลักของเรานะ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำงานทางโลกนี่นะ เราคอยมีสติเอาไว้ กิเลสเกิดเราคอยรู้ไว้ เราได้ปฏิบัติธรรมทั้งวัน หลวงพ่อปฏิบัติตอนทำงานนะ ตอนแรกอยู่สภาความมั่นคง งานหนักนะ คิดหนักทั้งวันเลย วิเคราะห์วิจัยอะไรอย่างนี้นะ หนัก ก็คอยดูเอา นั่งทำงานนะหัวหมุนเลย คิดมาก ไม่สามารถดูจิตได้หรอก เวลาเดินไปห้องน้ำนี่นะ เห็นร่างกายเดินไปห้องน้ำ ดูกายเลย ไปห้องน้ำเสร็จนะ ก็เดินกลับมานะ ใจสบายขึ้นละ ดูจิตที่สบายออกมา ไม่ได้ทิ้งการปฏิบัติเลย จะกินข้าวก็ปฏิบัติ จะอาบน้ำก็ปฏิบัติ จะขึ้นรถก็ปฏิบัติ ทำอะไรๆก็ปฏิบัติ ไม่ได้แยกชีวิตออกเป็นสองส่วนหรอก</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่า เวลานี้เป็นเวลาปฏิบัติ เวลานี้ไม่ต้องปฏิบัติ เวลาของชีวิตนี้ทั้งหมดนั้นแหละคือเวลาของการปฏิบัติ งานหลักของเราคือการปฏิบัติธรรม ยกระดับจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้นไป จนพ้นจากความทุกข์ การทำมาหากินนั้นเป็นงานสนับสนุน ทำให้เราพออยู่กับโลกได้ ไม่ใช่สองงานที่เท่าๆกัน</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3">540216</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๓๕ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๔๐ วินาทีที่ ๒๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/20/11075/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_35.37_40.23.mp3" length="4573464" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3" length="70880046" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/04/10141/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/04/10141/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Aug 2011 22:15:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมเตรียมพร้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วันบูรพาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อพุธ]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์พระมหาบัว]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์มหาบัว]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องโง่]]></category>
		<category><![CDATA[ไหวยิบๆยับๆ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10141</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-samati-dd.mp3"><strong>เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ</strong></a></p>
<div id="attachment_10804" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-10804" title="เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/37025-attachment-400x300.jpg" alt="เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : มีช่วงหนึ่งนะ มันเห็นแต่สภาวะ เห็นทั้งวันเห็นทั้งคืน ไหวยิบแย็บๆๆ ทั้งหลับทั้งตื่น เห็นอยู่อย่างนั้น ยิบแย็บๆ</strong> เหนื่อย เหนื่อยมากเลยก็นึก วันนี้ขอไม่ภาวนาสักวันเถอะ ขอไม่ดู ขอไม่ดูก็ไม่ได้ เพราะสติเป็นอัตโนมัติ ทำอย่างไรก็ไม่หาย ทำอย่างไรก็ผ่านตรงนี้ไม่ได้นะ เหนื่อยมากเลย เครียด</p>
<p>วิ่งไปหาหลวงพ่อพุธ จำได้เลย ไปวันบูรพาจารย์ คนเต็มวัดเลย พระก็คอยมาเร่ง บอกหลวงพ่อ เขาพร้อมกันแล้ว ให้หลวงพ่อไปเทศน์ที่ศาลา หลวงพ่อบอกว่า ยังๆ ต้องแก้ตรงนี้ก่อน ตรงนี้สำคัญ นั่งแก้กรรมฐานให้หลวงพ่ออยู่ชั่วโมงหนึ่ง เหนื่อยมากเลยนะ เราก็เหนื่อย ท่านก็เหนื่อย ใจมันไม่ลง</p>
<p>ท่านบอกว่า เมื่อภาวนาไปถึงขั้นละเอียดเนี่ย มันเห็นแต่สภาวะยิบยับๆนี้แหละ ให้สักว่ารู้สักว่าเห็นไป เราก็รู้นะ ฟังท่านพูด ก็รู้แต่ทฤษฎีนะ ใจมันไม่ยอม มันเหนื่อย แต่สุดท้ายก็ต้องบอกท่าน นิมนต์หลวงพ่อไปเทศน์ที่ศาลาเถอะ คนรออยู่นานแล้ว ทั้งพระ ทั้งโยม เราก็กลับมา ไม่รู้จะทำอย่างไรนะ</p>
<p>เขียนจดหมายไปหา อาจารย์มหาบัว แต่ก่อนเรียกท่านว่า ท่านอาจารย์พระมหาบัว ไม่ได้ไปเรียกท่านว่าหลวงตาบัวนะ เขียนจดหมายไปถึงท่านอาจารย์พระมหาบัว เรียนท่านว่าสภาวะเป็นอย่างนี้ๆ ธรรมดาเขียนไปท่านจะเขียนตอบมา สอนกรรมฐานให้เราทางจดหมาย คราวนั้นท่านตอบมาสั้นๆ บอกว่า เราเพิ่งไปผ่าตามา เขียนจดหมายยาวไม่ได้ เอาหนังสือไปอ่านเอง ส่งหนังสือธรรมเตรียมพร้อมมาให้เล่มหนึ่ง เบ้อเริ่มเลย เห็นแล้วท้อใจ เราไม่ชอบอ่านหนังสือ เราน่ะสงสัยอยู่จุดเล็กนิดเดียวนะ เอาหนังสือมาให้เราเล่มใหญ่ ท่านให้มาแล้วก็ยกมือไหว้นะ กราบท่าน ยกมือไหว้ หยิบหนังสือมาเปิด พลัวะ หน้านั้นเลยที่เปิดออกมา เรื่องภาวะที่ยิบยับๆนี่แหละ มาอ่านดูก็เหมือนที่หลวงพ่อพุธบอกหมดนะ ใจไม่ลงอีกละ กลุ้มใจ</p>
<p>เสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นไปทำงาน ไปขึ้นรถเมล์ ตอนรอรถเมล์เนี่ย <strong>โอ้&#8230; เหนื่อยเต็มประดาแล้ว วันนี้ขอพักดีกว่า ทำสมถะดีกว่า หายใจเข้าพุทธ.. หายใจออกโธ.. นับหนึ่งนะ นับไปถึง ๒๘ จิตก็รวมเข้ามานะ พอจิตถอยออกมานะ สภาวะนี้ขาดสะบั้นเลย เรารู้เลยว่า เราเจริญแต่ปัญญา เราทิ้งสมาธิ นี่ก็โง่อีกแบบหนึ่ง</strong></p>
<p>เห็นมั้ยวันนี้เล่าแต่เรื่องโง่ๆของหลวงพ่อ เห็นมั้ย โง่ไปติดสมาธิ โง่ไปหาจิต โง่ไปแก้อาการของจิต นี่เรื่องโง่ๆทั้งนั้นเลย นี่โง่ทิ้งสมาธิไป ทิ้งสมถะ เพราะฉะนั้นสมถะก็ทิ้งไม่ได้นะ แต่ทำสมถะอย่างเดียวก็ไม่บรรลุ มรรค ผล นิพพาน คนละเรื่องกันเลย แต่ไม่มีสมถะเลยก็ไม่มีเรี่ยวมีแรง เหมือนมีมีดทื่อๆ ฟันอะไรก็ไม่เข้า เพราะฉะนั้น<strong>เราต้องมีความสงบเป็นช่วงๆไป เพียงแต่สงบแล้วต้องออกมารู้กาย สงบแล้วต้องออกมารู้ใจ</strong></p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๒<br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๑๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/04/10141/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-samati-dd.mp3" length="7186807" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/26/10278/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/26/10278/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Jul 2011 21:29:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตกใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัวตลอดเวลา]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอไป]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10278</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/501018B-empty-dd.mp3" target="_blank"><strong>ภาวนาแล้วติดว่าง</strong></a></p>
<div id="attachment_10666" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/523515-topic-2-400x300.jpg" alt="ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต" title="ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต" width="400" height="300" class="size-large wp-image-10666" /><p class="wp-caption-text">ถ้าอยากรู้สึกตัวตลอดเวลา จะเป็นการเพ่งจิต</p></div>
<p><strong>โยม : </strong> ทุกครั้งที่ทำก็จะมี รู้สึก เหมือนเจอแต่ที่ว่างน่ะครับ แบบไม่ได้รู้สึกอะไรมากเท่าไหร่</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong> <strong>ถ้าอยู่ๆดูลงไปทีไรก็ว่าง ยังจงใจดูอยู่</strong> เลิกปฏิบัติซะ แล้วให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ไปตามธรรมดา พอกระทบแล้วปล่อยให้จิตใจเกิดความรู้สึก ปฏิกริยาทั้งหลายเนี่ย รู้สึกขึ้นมาตามธรรมชาติของมัน อย่าไปจงใจปฏิบัติด้วยการทำความรู้สึกตัวไว้ตลอดเวลา <strong>ถ้าจงใจทำความรู้สึกตัว มันจะเหมือนแกล้งรู้สึกนะ จะรู้สึกๆตลอดเวลาเลย จะกลายเป็นการเพ่งเอาไว้</strong> จะโล่งๆ ใจมันจะโล่งๆไม่มีอะไร แต่ถ้าเราไม่ได้เจตนาจะรู้สึกเนี่ย เผลอๆไป เห็นคนนี้ก็ดีใจ เดินๆอยู่งูเลื้อยผ่านมาแล้วตกใจ มันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมา</p>
<p>ของคุณมันเป็นประคองไว้นิดนึง มันก็เลยเฉย คอยดูนะ สังเกตมั้ย เรายังจงใจรักษาจิตไว้ อย่ารักษามัน เราไม่มีหน้าที่รักษาจิตนะ <strong>หน้าที่ของการรักษาจิตเป็นหน้าที่ของสติ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ทันทีที่สติเกิดเนี่ย สติจะรักษาจิตโดยอัตโนมัติ รักษาอย่างไร ถ้าจิตในขณะนั้นเป็นอกุศลอยู่ อกุศลจะดับ รักษาอย่างไร อกุศลจะเกิดขึ้นมาไม่ได้ในขณะที่มีสติ รักษาอย่างไร ทันทีที่มีสติ จิตก็เกิดกุศลเรียบร้อยแล้ว แล้วก็กุศลจะเกิดมากขึ้นๆ สติจะเกิดได้เร็วขึ้นๆนะ</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นสตินั่นแหละมีหน้าที่รักษาจิต เราไม่มีหน้าที่รักษา ถ้าเมื่อไหร่เราคิดจะรักษาจิต <strong>อยากรู้สึกตัวตลอดเวลาเนี่ย เราจะไปเพ่งจิต</strong> มันเลยกลายเป็นการเพ่ง ไม่ใช่การรักษาจิตอะไรหรอก กลายเป็นการเพ่งให้จิตนิ่งๆ อย่าไปรักษามันอย่างนั้น ให้หัดฝึกไปจนสติเกิด แล้วสติก็รักษาจิตของเขาเอง</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๓๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/26/10278/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/501018B-empty-dd.mp3" length="4636211" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/01/10138/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/01/10138/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Jun 2011 21:34:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้ามภพข้ามชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10138</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-disappear-dd.mp3" target="_blank"><strong>การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน</strong></a></p>
<div id="attachment_10260" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/lightHouse2.jpg"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/lightHouse2-400x266.jpg" alt="การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน" title="การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน" width="400" height="266" class="size-large wp-image-10260" /></a><p class="wp-caption-text">การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong><strong>คำว่าอานาปานสติมันไม่ได้แปลว่ารู้ลมหายใจอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก อานาปานสติถ้าจะแปลให้ถูกนะคือมีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก</strong> แต่ก่อนยังไม่เข้าใจตัวนี้ ก็เข้าใจว่าให้เรารู้ลมหายใจ อย่าให้เผลอไปที่อื่น เพราะงั้นเวลามาภาวนาอยู่บ้าน ยังเด็กเล็กๆ 7 ขวบ นั่งหายใจอยู่บ้าน หายใจอยู่วันสองวันเท่านั้น จิตก็รวมละ เพราะเด็กๆเนี่ยมันซื่อๆ มันภาวนา ครูบาอาจารย์ให้ทำก็ทำลูกเดียวเลย ไม่ได้คิดนะว่าทำแล้วจะได้อะไร จิตรวมลงไปก็ออกไปเที่ยวข้างนอกได้นะ อยากรู้อยากเห็นนะ ก็เที่ยวๆไป เที่ยวไปหลายวันนะ</p>
<p>วันนึงเกิดเฉลียวใจ เนี่ยของเก่าเราเคยสร้างมา เวลามันเดินผิดทางนะ มันจะมาเตือนเรา มันจะมาเตือนเรา รู้สึกว่าเอ๊ เราออกไปเห็นเทวดา เราก็ไม่ใช่เทวดา เราจะไปอยู่กับเทวดา เขาก็ไม่่ให้อยู่นะ เนี่ย เพราะงั้นมันจะมีประโยชน์อะไร เราไปดูสมบัติชาวบ้าน อย่างเนี้ยแล้วใจเคลิ้มๆออกไป เที่ยวรู้เที่ยวเห็น ถ้าเกิดไปเจอผีละจะทำยังไง เป็นคนกลัวผีนะ หลวงพ่อนะกลัวผีสุดๆ เลย ขนาดแมวที่บ้านตายนะ กลางคืนไม่กล้านอนหลับ กลัวผีแมวมาเข้าฝัน ผีลูกแมวด้วย ไม่ใช่ผีแมวตัวโตนะ กลัว ยังนึกเอ๊ ยังคิดว่าถ้าเราส่งออกนอกเราไปเจอผีจะทำยังไง สู้มันไม่ได้นะ กลัว <strong>ต่อไปนี้จะต้อง<span style="text-decoration: underline;">ไม่ให้เคลิ้ม</span> เพราะฉะนั้นนั่งรู้ลมหายใจแล้วไม่ให้เคลิ้มนะ</strong></p>
<p>เนี่ยเริ่มเปลี่ยนการหายใจละ หายใจไปก็เห็นไอ้ตัวนี้มันหายใจไปด้วย ได้แต่ความสงบอย่างเดียว ไม่ออกเที่ยวข้างนอกเท่านั้นแหละ หลวงพ่อทำอานาปานสติเพื่อความสงบมา 22 ปี ไม่ขาดเลยนะ มันมีอุปนิสัยที่จะปฏิบัติ นี่ครูบาอาจารย์ไม่ต้องมาเตือนไม่ต้องมาเร่งรัด ภาวนา ทุกวันหายใจเข้าหายใจออก นับพุทโธไป เข้าพุทออกโธนับหนึ่ง เข้าพุทออกโธนับสอง นับไปเรื่อยๆ ท่านพ่อลีให้นับถึงสิบแล้วลงมาเก้าใหม่ ลงมาแปดอะไรอย่างนี้ หลวงพ่อรู้สึกว่านับแค่สิบมันน้อยไป จิตมันรำคาญ ไม่ชอบ นับมันถึงร้อยเลย เราก็ปรับให้เข้ากับจริตนิสัยของเรา จิตใจก็ได้แต่ความสงบ</p>
<p>ทีนี้อยู่มาเรื่อยๆวันนึงสิบขวบ กำลังนั่งเล่นลูกหินอยู่หน้าบ้าน บ้านเป็นตึกแถว เล่นลูกหินอยู่นะ ไฟไหม้ข้างๆบ้านห่างไปสี่ห้าห้อง พอเห็นไฟไหม้ ตกใจ ตกใจเนี่ยนะรีบกระโดดคว้าลูกหินไว้ก่อน ของของเราเราไม่ทิ้งนะ เห็นมั้ยไม่ขาดสติถึงวิ่งทิ้งของ เรียกว่างกนั่นแหละ คว้าลูกหินมาได้ก็วิ่งเลย จะไปบอกพ่อ วิ่งเข้าบ้าน วิ่งไปฉับๆๆ สามก้าวเท่านั้น สติเกิดขึ้นอัตโนมัติเลย มันย้อนกลับมาเห็นความตกใจ เห็นความกลัวโดยอัตโนมัติ เรื่องนี้เคยไปเล่าถวายหลวงพ่อพุธ <strong>หลวงพ่อพุธท่านก็บอกว่าของเคยทำมาแต่ชาติก่อนๆ <span style="text-decoration: underline;">ในเวลาที่เรากระทบอารมณ์ที่รุนแรง</span>มันจะกลับมาเอง <span style="text-decoration: underline;">สติเนี่ยมันจะกลับมาเอง</span></strong></p>
<p>มีพระองค์นึงท่านมาเรียนกับหลวงพ่อ ท่านเรียนอยู่หกเดือนนะเข้าใจธรรมะ องค์นี้<strong>ท่านก็เล่าให้ฟัง พอท่านเข้าใจธรรมะแล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า พอเข้าใจขึ้นมาแล้ว จำได้เลยว่านี่ของเก่า ความรู้สึกตัวอย่างนี้ ความมีสติอย่างนี้ เป็นของซึ่งเคยมีมาแล้วในอดีต</strong> ตอนท่านเด็กๆเป็นวัยรุ่นโตกว่าหลวงพ่อนะ หลวงพ่อสิบขวบเห็นไฟไหม้ ท่านเป็นวัยรุ่นไปเที่ยวลอยกระทง เดินเพลินๆอยู่ <strong>เขาจุดพลุเปรี้ยงขึ้นมาข้างๆ ตกใจ สะดุ้งสุดตัวเลย เห็นจิตที่ตกใจ ความตกใจก็ขาดสะบั้นลงตรงนั้นเลย  เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมาแทน</strong> เนี่ยสภาวะอย่างเนี้ย สังเกตมั้ยว่ามันจะเป็นสภาวะที่เจือด้วยโทสะ ความกลัว ความตกใจอะไรเนี่ย หรือถ้าโกรธแรงๆนะ ตระกูลโทสะเนี่ยมันดูง่าย</p>
<p><strong>งั้นอย่างเวลาเราฝึกปฏิบัติไว้ ชาตินี้ยังไม่ได้ ชาติหน้าข้ามภพข้ามชาติไปนะ</strong> เวลาเราไปกระทบอารมณ์ที่รุนแรงสติจะเกิดขึ้นเอง เพราะงั้นไม่หายไปนะ ไม่ใช่เหมือนเรียนปรัยัติ เรียนปริยัติแล้วพอแก่ก็ลืมละ หรือพอสอบเสร็จก็ลืมหมดละ แต่เรียนปฏิบัติเนี่ย ฝังเข้าถึงจิตถึงใจ ไม่ลืม นี่ ตอนสิบขวบนะ มันมาดูจิตได้ แต่ว่าลืมไปอีก ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ไม่มีครูบาอาจารย์</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๒<br />
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๓๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/01/10138/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-disappear-dd.mp3" length="11067558" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

