<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; ความเป็นกลาง</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/pawana/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>เราไม่ได้ภาวนาเอาเจริญ เพราะเจริญไม่เที่ยง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/04/12560/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/04/12560/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Dec 2011 03:24:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ภาวนาดี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ขาลง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12560</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Buddha-Statue-31349.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12659" title="Buddha-Statue-31349" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Buddha-Statue-31349.jpg" alt="" width="864" height="540" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_14.33_15.57.mp3">เราไม่ได้ภาวนาเอาเจริญ เพราะเจริญไม่เที่ยง</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong>โยม :</strong> กราบนมัสการครับหลวงพ่อครับ ก็ช่วงที่ผ่านมาติดหลงโลกอยู่ ก็ มันทั้งมานะอัตตา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ภาวนาดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ</p>
<p><strong>โยม </strong><strong>: </strong>ครับ แต่มันก็ยังไปหลงอยู่น่ะครับหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่างน้อยเรารู้ว่าหลงบ้างนะก็ยังดี</p>
<p><strong>โยม : </strong>รู้ครับ แต่ว่ามันก็เพลิดเพลิน สุขไปกับทางโลกค่อนข้างเยอะนะครับ ก็ แต่ว่าในการปฏิบัติ ก็ปฏิบัติทุกวัน สวดมนต์ทุกวันครับ ดูกายดูใจทุกวัน ก็เห็นว่าช่วงนี้พอฟังซีดีหลวงพ่อก็จะรู้ว่า มันก็มีขึ้นมีลงนะครับ ช่วงนี้ก็เป็น คงเป็นช่วงขาลงมั้งครับเดือนนี้ แต่ก็ยังพอดูออก ก็เห็นน่ะครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>สารวัตรเห็นมั้ยว่า ทั้งๆที่ขาลงแต่จิตเป็นกลางมากขึ้น ตัวนี้ดูออกมั้ย (<strong>โยม : </strong>ใช่ครับ) <strong>เพราะฉะนั้นขาขึ้นหรือขาลงไม่สำคัญนะ สำคัญที่รู้ด้วยความเป็นกลางต่างหาก เจริญกับเสื่อมเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ภาวนาเอาเจริญหรอกเพราะเจริญไม่เที่ยง แต่ว่าพอปัญญามันแก่รอบเนี่ย จิตจะเป็นกลางต่อความเจริญและความเสื่อม ตัวนี้ต่างหากที่ทำให้ใจไม่ดิ้นรนปรุงแต่งต่อ</strong> ภาวนาดีขึ้นนะ ไม่ใช่แย่ลง</p>
<p><strong>โยม :</strong> แล้วก็เห็นว่าจิตมันไม่เที่ยงนะครับ (<strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อ้อ ดี<strong> </strong>)<strong> </strong>ก็เห็นตัวนี้ขึ้นมาครับหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่างนั้นแหล่ะ มันค่อยคลายออกนะ</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๓ ถึงนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/04/12560/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_14.33_15.57.mp3" length="1360176" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ว่างหรือไม่ว่างต่างก็เท่าเทียมกัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/01/12556/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/01/12556/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Dec 2011 03:36:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ประคองตัวรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12556</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/746.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12625" title="746" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/746.jpg" alt="" width="333" height="333" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_11.25_14.03.mp3">ว่างหรือไม่ว่างต่างก็เท่าเทียมกัน</a></p>
<p><strong>โยม :</strong> แล้วเมื่อวานนี้หนูเดินจงกลมอยุู่ในศาลาค่ะหลวงพ่อ ก็ เห็นใจที่มันคือ เดินๆอยู่แล้วก็เห็นใจที่มันค่อยๆไหลลงไปเต็มฐานน่ะค่ะ แล้วมันก็ดีดตัวออกมา มันก็รู้ คือ แต่ไอ้ตัวรู้เนี่ยเมื่อก่อนมันจะ ที่หลวงพ่อบอกมันว่างแล้วมัน เอ่อ ที่หนูบอกหลวงพ่อว่า มันว่างแล้วมันก็สลับกับรู้ เอ่ะ ไม่ใช่ ว่างแล้วก็สลับกับหลง อย่างนี้ค่ะหลวงพ่อ แต่คราวนี้พอมันดีดมารู้ปุ๊บ มันจะเห็นว่างตัวนี้ มันจะเป็นว่างที่แบบ นานเกือบสิบนาที คือหนูเดินดูตัวเองที่แบบ เหมือนเป็นศพน่ะค่ะ เพราะว่า มันไม่มีตัวเราอยู่ในนั้นเลย แล้วก็แขนขา มันไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นแขนขา มันเป็นก้านๆแล้วมันก็เดินไปเดินมา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> หนูรู้สึกมั้ย ไอ้ตัวดูนี่ นิ่งๆ ทุกอย่างไม่เที่ยง ยกเว้นตัวดู</p>
<p><strong>โยม :</strong> อ๋อ มันก็คือ ตัวเดียวกันกับที่หลวงพ่อบอกเมื่อตะกี้นี้</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> มันก็ไปติดนะแหล่ะ มันก็ไปภพอีกภพนึง เห็นมั้ย ทุกอย่างแสดงไตรลักษณ์นะ ยกเว้นจิต ตัวรู้นี้เที่ยง แล้วเที่ยงกันเป็นกัลป์ๆเลยนะ ตรงนี้ถ้าหลุดไปพรหมโลก การดูจิตเนี่ย ถ้าพลาดนะจะไปอรูปภูมิ ไปอรูปพรหม เป็นอรูปพรหม ดูกายนะ ดูพลาดไปเป็นรูปพรหม</p>
<p><strong>โยม :</strong> งั้น หนูก็แค่รู้มันไป</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อืม แค่รู้มันนะ มันก็คือสภาวะอันนึงที่จิตไปรู้เข้า เท่าเทียมกับทุกๆสภาวะนั่นแหล่ะ ไม่ใช่ว่าว่างดีกว่าไม่ว่าง ถ้าว่างดีกว่าไม่ว่างยังเป็นภาวะแห่งความเป็นคู่อยู่ ยังมีความต่างอยู่ เพราะฉะนั้น จิตจะดิ้นรนเอาความว่าง จะดิ้นรนหนีจากความวุ่นวาย ถ้าจิตยังปรุงแต่งจิตยังดิ้นรนอยู่ สร้างภพสร้างชาติไม่เลิกหรอก แต่ถ้าเห็นสภาวะทั้งหลายนั้นเท่าเทียมกันหมดเลยนะ จิตไม่ปรุงต่อ  เห็นแล้วจบลงจริงๆเลยไม่ปรุงต่อด้วยปัญญาอันยิ่งนะ ไม่ใช่ประคองไว้ ไม่ใช่ตัวนี้นิ่ง ตัวอย่างอื่นปรุง ไม่ใช่ ในท่ามกลางความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนะ เห็นจิตเกิดดับไปด้วยนะ แต่ว่าไม่ยินดียินร้ายกับมันนะ นั่นแหล่ะ ถึงจะไม่ยึดถือจริงๆ ถ้ายังประคองตัวรู้อยู่ ไม่ใช่หรอก (โยม : ขอบพระคุณเจ้าค่ะ) ปล่อยให้ออกนะ หนูมุ่งไปทางอรูปมากไป</p>
<p><strong>โยม : </strong>คือหนูรู้ลงไปแล้วก็ยังไงก็ได้ใช่มั้ยคะหลวงพ่อยอมรับมัน</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>หนูรู้ลงไปอะไรก็ได้ สุข ทุกข์ ดี ชั่ว ว่างไม่ว่าง เสมอกันหมดเลย อยู่ที่จิตเรา จิตจะเกิดปฏิกิริยาอะไร ให้รู้ทัน เห็นว่างแล้วจิตพอใจ รู้ทัน เห็นว่างแล้วจิตนิ่งๆ เฉยๆ รู้ว่านิ่งๆเฉยๆ เห็นมันก็ยังตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งความว่างทั้งจิตนั่นแหล่ะดีที่สุด</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๕ ถึงนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๐๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/01/12556/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_11.25_14.03.mp3" length="2531715" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ทุกข์เป็นสิ่งที่หนีไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/24/12498/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/24/12498/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2011 03:06:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12498</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/running_away.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-12529" title="running_away" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/running_away.gif" alt="" width="349" height="372" /></a></p>
<p>Mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/520704B_suffering-cant-be-denied1.mp3">520704B_suffering can&#8217;t be denied</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ถ้ารู้สภาวะนะ ให้รู้สภาวะตามความเป็นจริง  เป็นจริงของมันก็คือทุกข์นั่นแหละ  รู้ด้วยความเป็นกลาง ถ้าใจเราไม่เป็นกลาง  ใจเรายังรังเกียจทุกข์อยู่ก็ยังไม่พ้นหรอก มันก็จะทุกข์ไปเรื่อย ไปรู้อันนี้ จิตไปเกาะอันนี้ก็ทุกข์ จิตไปเกาะอันนี้ก็ทุกข์ มีแต่ทุกข์ไปหมดเลย วันนึงจิตจะฉลาดขึ้นมา จิตจะเป็นกลาง จิตรู้แล้วว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่หนีไม่ได้ ห้ามก็ไม่ได้ หนีก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่พ้น ไปไหนก็เอาทุกข์ไปด้วย พอจิตมันรู้ตรงนี้นะ มันยอมรับนะ เป็นกลางกับมัน</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><em><br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ</em><em>วันเสาร์ ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า</em><em></em></p>
<p><em><br />
</em><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑</em><br />
<em>File: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/520704B.mp3">520704B</a></em><br />
<em>ระหว่างนาทีที่ ๒๔วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๐๕</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/24/12498/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/520704B_suffering-cant-be-denied.mp3" length="529162" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/520704B_suffering-cant-be-denied1.mp3" length="529162" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/520704B.mp3" length="26452256" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2011 03:01:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[สังเกตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12221</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_27.31_28.14.mp3">เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ</a></p>
<div id="attachment_12372" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12372" title="เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/Right-or-Wrong-Button-400x333.jpg" alt="เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก" width="400" height="333" /><p class="wp-caption-text">เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>คือ พึ่งเริ่มฝึก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าที่ฝึกนี้ ถูกต้องไหม</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ถูกแล้วนะที่ฝึก ต้องฝึกนะ เวลาที่เรา ฝึกมันก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่อย่างน้อยที่ฝึกเนี่ย ถูกแล้ว</strong> (โยม : ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ขอบคุณค่ะ) ต้องฝึกไปเรื่อยๆ <strong>วิธีฝึกก็ไม่มีอะไรหรอก สังเกตใจเราไว้</strong> ใจเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็สุข บางวันก็ทุกข์ บางวันก็ดี บางวันก็ร้ายใช่มั้ย ในวันเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน ดูออกมั้ย เช้าสายบ่ายเย็นความรู้สึกไม่เหมือนกัน ให้เราคอยรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆนะ อย่าแทรกแทรง อย่าไปห้ามมันว่า ความรู้สึกต้องดีห้ามรู้สึกชั่วอะไรนี้  ไม่ห้ามเลย ให้รู้ไปลูกเดียว</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๑ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_27.31_28.14.mp3" length="688854" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การเดินมรรค</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/01/12133/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/01/12133/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 Oct 2011 23:14:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12133</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Mp3 for download:</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/samatimuk_530425A1.mp3" target="_blank">การเดินมรรค</a></p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img title="การเดินมรรค" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/stone-steps-and-a-path-cut-through-dense-jungle-and-palm-trees.jpg" alt="การเดินมรรค" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">การเดินมรรค</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>ใจลอยไปแล้วรู้ ใจฟุ้งซ่านไปแล้วรู้ ใจฟุ้งไปแล้วรู้ รู้อย่างนี้เรื่อยนะ ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา</strong> สมาธิชนิดนี้คือความตั้งมั่น คือ พูดภาษาไทยง่ายๆ นะ คือ จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจไม่ลืมเนื้อลืมตัว จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้วถัดจากนั้นเรามาเดินสติปัฏฐานที่ให้เกิดปัญญา</p>
<p>พอจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว สติระลึกรู้ลงในรูปธรรมนะ จะเห็นรูปธรรมไม่ใช่ตัวเรา สติระลึกรู้ลงในเวทนา จะเห็นว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเรา ในขณะที่ใจเราตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นผู้รู้ผู้ดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูนี่แหละ เรียกว่ามีสมาธิล่ะ แล้วก็สติเกิดระลึกรู้ เห็นเวทนาทางใจ ก็จะเห็นว่าเวทนาทางใจไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เห็นกุศลเห็นอกุศล จะเห็นว่ากุศลและอกุศลไม่ใช่เรา</p>
<p>ทีนี้ตัวผู้รู้เนี่ย มันจะรู้สึกเหมือนกับทรงอยู่ แต่ถ้าทำแค่ขณิกสมาธิเนี่ย ตัวผู้รู้จะไม่อยู่นาน ประเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ประเดี๋ยวก็เป็นผู้คิด ประเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ประเดี๋ยวก็เป็นผู้หลงไปเลย ไม่รู้คิดเรื่องอะไร ประเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ประเดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง ตัวผู้รู้เองก็เกิดดับ <strong>จิตนี้เองเกิดดับ ไม่เที่ยงด้วย ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เท่าๆกับขันธ์อื่นๆนั่นเอง</strong> เนี่ยการเดินปัญญาทำอย่างนี้นะ รู้ลงไปในกาย  มีสติระลึกรู้กายที่กำลังปรากฏอยู่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ลืมเนื้อลืมตัว เนี่ยคือจิตที่มีสมาธิได้มาด้วยการทำฌาณก็ได้นะ ได้มาด้วยการรู้ทันจิตที่ไหลไปๆ แล้วรู้บ่อยๆ เนี่ย มันจะตั้งมั่นขึ้นเอง พวกเราใจไหลไปแล้วรู้ ไหลแล้วรู้เนี่ย ใจมันจะมาอยู่กับเนื้อกับตัว</p>
<p>พอใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้วมันจะรู้สึกขึ้นมานะว่า ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว ใช้คำว่าร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เนี่ย ไม่ใช่ตัวเรา ดูกายเนี่ยจะดูลงปัจจุบันขณะนะ  ดูลงขณะปัจจุบันนี้เลย เนี่ยๆ กำลังเคลื่อนอยู่เนี่ย เรารู้ได้มั้ย รู้ได้ เพราะจิตมันเป็นคนไปรู้กาย แต่ว่าการดูจิตเนี่ยจะไม่ดูลงปัจจุบันขณะ การดูจิตจะดูด้วยลักษณะที่เรียกว่า ดูปัจจุบันสันตติ  ไม่เหมือนกันนะ ปัจจุบันขณะก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตานี้เอง ปัจจุบันสันตติคือสิ่งที่เนื่องอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันเป๊ะๆไม่ได้ เพราะจิตนั้นรู้อารมณ์ได้ครั้งละอย่างเดียว อย่างร่างกายเคลื่อนไหวเนี่ย จิตดูลงปัจจุบันได้ เพราะจิตมารู้กาย แต่จิตจะไปรู้จิตเนี่ยไม่ได้ จิตจะไปรู้จิตในขณะ ขณะนั้นนะ ในขณะที่เดินปฏิบัติปกติเนี่ยไม่ได้ แต่ในขณะที่เกิดอริยมรรคได้นะ คนละอันกันนะ คนละเรื่อง ที่ท่านว่าจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรคนั้น ท่านพูดถึงอริยมรรคเลย เฮ้อ เหนื่อย เทศน์มันยากมากเลย มัน intensive course</p>
<p>เพราะงั้นดูกายเนี่ยนะ ดูมันลงปัจจุบัน ดูจิตนั้น ดูมันเนื่องกับปัจจุบัน เช่น มันโกรธ พอมันโกรธปุ๊บ สติรู้ว่าโกรธ ในขณะที่จิตมีสติรู้ว่าโกรธเนี่ย ความโกรธนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ความรู้ รู้ว่าเมื่อกี้โกรธนั้นเป็นปัจจุบัน ความโลภเกิดขึ้น ความโลภเป็นปัจจุบัน สติรู้ว่าเมื่อกี้โลภ โลภเป็นอดีตละ จิตที่มีสตินี้เป็นปัจจุบัน</p>
<p><strong>จิตที่มีสติมันเกิดตามหลังจิตที่มีกิเลสนะ เพราะงั้นตรงที่มีกิเลสเนี่ย ดูไม่ได้ เพราะในขณะที่กิเลสเกิดเนี่ย สติไม่มี ในขณะที่มีสติน่ะไม่มีกิเลส เพราะงั้นการที่เราเห็นว่าจิตมีกิเลสน่ะ เราเห็นตามหลังทั้งสิ้น </strong>เพราะฉะนั้นการดูจิตนี่นะ จะตาม แต่ตามแบบติดๆนะ เมื่อวานโกรธวันนี้รู้ไม่เรียกว่าปัจจุบันสันตตินะ เพราะว่าห่างไกลมาก นั่นเป็นอดีตสันตติแล้วไม่ใช่ปัจจุบันละ</p>
<p>เพราะงั้นการดูจิตนะ ดูแบบติดๆ เลย โกรธขึ้นมาก่อน รู้ว่าโกรธ นี่เห็นหางความโกรธๆไหวๆ หายแว้บไปต่อหน้าต่อตา นี่ เห็นหางเท่านั้นนะ ไม่เห็นตัวมันหรอก งั้นดูอย่างนี้นะ ดูไปเรื่อย แต่จิตต้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ตัวนี้แหละคือตัวสัมมาสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู สติระลึกรู้กายลงเป็นปัจจุบัน สติตามรู้จิตที่ดับไปสดๆร้อนๆ นะ เนี่ยในขณะที่เดินมรรคเขาเดินกันอย่างนี้ ในขณะที่เกิดอริยมรรคเป็นอีกแบบนึง คนละเรื่องกัน อย่าไปปนกัน</p>
<p>พอเราเจริญมากๆนะ จะได้อะไร จะได้ตัวของปัญญา ปัญญา คือสัมมาทิฐิ คือสัมมาสังกัปปะ สัมมาทิฐิคือความเห็นแจ้งในอริยสัจจ์ รู้ว่าตัวตนไม่มีหรอก ตัวตนมีแต่ทุกข์ ขันธ์มีแต่ตัวทุกข์ ขันธ์ไม่ใช่ตัวตน พอมีอย่างนี้นะใจมันก็ดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท ดำริออกจากการเบียดเบียน ก็ตัวเราไม่มีจะมีกามไปทำไม จะพยาบาททำไม จะเบียดเบียนยังไง ใจก็พ้นจากกิเลส พ้นจากทุกข์ พ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างไป</p>
<p>เนี่ยวันนี้เทศน์เรื่องมรรคให้ฟังนะ มรรคมีหนึ่งนะ แต่มีองค์แปด แต่ไม่ได้มีแปดมรรคนะ ถ้าแปดมรรคเรียกมักมาก มรรคมีหนึ่งเท่านั้นแต่มีองค์แปด คล้ายๆ แมงมุมมีหนึ่งตัวแต่มีแปดขา หักออกขานึงก็พิการละ ใช้ไม่ได้ อริยมรรคจะไม่เกิดนะ ถ้าขนาดส่วนใดส่วนหนึ่ง</p>
<p>เพราะฉะนั้นส่วนแรกเลยที่ต้องรักษาคือศีล จำไว้นะ ตั้งใจ แล้วพยายามดำรงชีวิตอย่างสุจริต<strong> พยายามฝึกจิตฝึกใจไปเรื่อย คอยรู้ทันจิตไป กิเลสเกิดรู้ทัน อย่าให้มันครอบงำ</strong> รู้ทันกิเลสได้บ่อยๆ ใจก็มีกุศลมากขึ้นๆ แล้วก็หัดรู้สภาวะของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย จนกระทั่งสติมันเกิด แล้วก็ฝึกจิตไป จิตไหลไปแล้วรู้ๆ สมาธิก็เกิด ในที่สุดก็มีสมาธิ มีสติรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางคือจิตมีสมาธิ<strong> เมื่อมีสติรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางมากพอ ปัญญาจะเกิด จะเห็นแจ้งว่ารูปธรรมนามธรรมไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่ตัวทุกข์ล้วนๆ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ล้วนๆ</strong> พอปล่อยวางได้นะ คุณงามความดีทั้งหลายเนี่ยสมบูรณ์แบบหมดเลย ความสุขอันมหาศาลจะเกิดขึ้น</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชแสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔<br />
File: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530425A.mp3" target="_blank">530425A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๑  ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๑๕</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/01/12133/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/samatimuk_530425A1.mp3" length="5836826" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/samatimuk_530425A.mp3" length="5836826" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530425A.mp3" length="28225533" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 22:50:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เบลอ รู้ไม่ชัด]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยินดี]]></category>
		<category><![CDATA[ยินร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12041</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_6.46_8.02.mp3" target="_blank">เราต้องอยู่ได้ในทุกสถานการณ์</a></p>
<div id="attachment_12062" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/screen2-400x250.jpg" alt="เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์" title="เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์" width="400" height="250" class="size-large wp-image-12062" /><p class="wp-caption-text">เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>มืดมาเหรอ มืดก็รู้ เวลาเราป่วยไข้ สมมุติว่าเราป่วยหนัก โคม่าแล้วนะ แหมจะให้จิตประภัสสรเหรอ บางทีมันไม่เป็นน่ะ เจ็บมากเลย ทุรนทุรายเลย รู้มันด้วยความเป็นกลางเลย เห็นร่างกายทุรนทุราย จิตรู้ด้วยความเป็นกลาง ตายอย่างนี้ไม่เสียประโยชน์เลย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ให้ได้ในทุกๆสถานการณ์ ทุกปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ทางบวกเราก็เป็นกลาง ปรากฏการณ์ทางลบเราก็เป็นกลาง ถ้ามันไม่เป็นกลางขึ้นมาให้รู้ทัน รู้ทันนะมันจะเป็นกลางของมันเอง ตัวนี้สำคัญนะ ไม่ใช่ฝึกเอาดี เพราะดีไม่เที่ยง ไม่ใช่ฝึกเอาสุขนะ เพราะสุขมันไม่เที่ยง</strong></p>
<p>แต่ถ้าฝึกแล้วนะ สุดขีดแล้วนะ มันดีนะ มันสุขนะ มันสงบนะ สงบนะโลกจะแตกมันก็ยังสงบอยู่อย่างนั้นนะ เพราะโลกมันกระเทือนเข้ามาไม่ถึงจิต ใครจะทุกข์อย่างไรนะ ธาตุขันธ์จะแตกจะดับ จะทุกข์ขนาดไหน จิตก็มีความสุขอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะว่าสิ่งต่างๆกระทบเข้ามาไม่ถึงจิต จิตที่ฝึกดีแล้วจึงนำความสุขมาให้ แต่ไม่ใช่สุขอย่างที่พวกเราสัมผัส เป็นความสุขที่พ้นจากความปรุงแต่ง</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๐๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_6.46_8.02.mp3" length="1223085" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตเป็นกลางด้วยปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/16/11986/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/16/11986/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2011 00:27:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วคราว]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[มรรคผล]]></category>
		<category><![CDATA[ยินดียินร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างภพ]]></category>
		<category><![CDATA[สังขารุเบกขาญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11986</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Mp3 for download <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/520829A-sankarubekayan1.mp3" target="_blank">จิตเป็นกลางด้วยปัญญา</a></p>
<div id="attachment_12003" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12003" title="จิตเป็นกลางด้วยปัญญา" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/5734489700526641211-400x235.jpg" alt="จิตเป็นกลางด้วยปัญญา" width="400" height="235" /><p class="wp-caption-text">จิตเป็นกลางด้วยปัญญา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ </strong><strong>:</strong> <span style="color: #800000;"><strong>พอยินดีขึ้นมาก็รู้ ยินร้ายขึ้นมาก็รู้</strong></span> ยินดียินร้ายตามหลังการกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ใจคิดขึ้นมาก็ยินดียินร้ายได้ ก็รู้ทันความยินดียินร้าย เพราะงั้น<strong>เวลาเราดูจิตนะ เราเห็นสภาวะก่อน พอ<span style="color: #800000;">เห็นสภาวะแล้วจิตยินดีก็ให้รู้ทัน จิตยินร้ายก็ให้รู้ทัน</span> รู้อย่างนี้นะ</strong></p>
<p><strong>พอรู้มากๆเข้าปัญญามันจะเริ่มเกิด  มันจะเห็นเลยว่าทุกอย่างชั่วคราว ความสุขที่เกิดขึ้นในใจเราก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลอกุศลก็ชั่วคราว</strong> พวกเราเริ่มเห็นแล้วใช่มั้ย ทุกอย่างมันมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป วันนึงจิตยอมรับว่าทุกอย่างชั่วคราว ตัวนี้จะเป็นกลางด้วยปัญญาละ ปัญญารู้ความจริงว่าทุกอย่างมันชั่วคราว สุขก็ชั่วคราวทุกข์ก็ชั่วคราว ดีก็ชั่วคราว ชั่วก็คราว เพราะมันเป็นของชั่วคราวจะเอามันทำไม มันเป็นของชั่วคราวจะเกลียดมันทำไม ใจก็เข้าไปสู่ความเป็นกลาง ไม่รักไม่เกลียด</p>
<p><strong>ความเป็นกลางด้วยปัญญาตัวนี้สำคัญมาก ปัญญาตัวนี้ชื่อสังขารุเบกขาญาณ แปลว่า มีปัญญาเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งดีทั้งชั่ว ทั้่งสุขทั้งทุกข์ ความปรุงแต่งทั้งปวง จิตจะเป็นกลางเพราะมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว ทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ</strong> ทุกอย่างตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตเลยเป็นกลาง <strong>พอจิตเป็นกลางแล้ว คราวนี้ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะ จิตจะไม่ปรุงแต่งต่อ</strong> อย่างเห็นความโกรธเกิดขึ้น ก็สักว่าเห็นความโกรธ ไม่ต้องหาทางทำให้ความโกรธหาย เพราะไม่ได้เกลียดมัน รู้นี่ว่าความโกรธก็ชั่วคราว เห็นความสุขเกิดขึ้นนะก็ไม่ดิ้นรนเพื่อจะรักษามัน เพราะรู้ว่ามันอยู่ชั่วคราว ตรงที่จิตหมดความดิ้นรนตัวนี้แหละคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล</p>
<p><strong>จิตหมดความดิ้นรน จิตสักว่ารู้ จิตสักว่าเห็นสภาวะอย่างแท้จริง รู้แล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ  เพราะจิตเป็นกลางซะแล้ว</strong> รู้แล้วไม่ต้องทำอะไร <strong>ถ้าจิตไม่เป็นกลางเรียกว่าจิตมีอคติอยู่นะ จะเข้าไปแทรกแซง จิตจะทำงานอีก สร้างภพสร้างชาติปรุงแต่งต่อ</strong></p>
<p>งั้นเราภาวนานะ ถึงจุดนึงจิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา เห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ เห็นทุกอย่างมันเป็นของชั่วคราวนั่นแหละ จิตหมดความดิ้นรน  จิตที่หมดความดิ้นรนนี้แหละคือประตูที่จะก้าวสู่มรรคผลในขณะต่อไป</p>
<p><strong>สักว่ารู้สักว่าเห็นที่เราชอบพูดว่าสักว่ารู้สักว่าเห็น เราไม่มีหรอก จนกว่าปัญญาเราแก่รอบจริงๆนะ  สังขารุเบกขาญาณเกิดแล้วน่ะถึงจะสักว่ารู้สักว่าเห็นได้ ก่อนหน้านี้ไม่เป็นหรอกพูดแต่ปากหรอก ใจไม่เป็น</strong></p>
<p><strong>งั้นเราฝึกไปนะ ฝึกดูสภาวะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไป เกิดแล้วก็หายไป จนปัญญามันเกิด จิตจะสักว่ารู้ว่าเห็นทุกอย่างละ ไม่ดิ้นรนละ สุขทุกข์ดีชั่วเสมอกันหมดเลย เกิดแล้วดับนี่ เสมอกันหมดด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ถัดจากนั้นอริยมรรคจะเกิดขึ้น กระบวนการแห่งอริยมรรค&#8230;จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธินะ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนน่ะ เดี๋ยวมันเป็นเองนะ</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ ที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๙<br />
File: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/520829A.mp3">520829A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๖</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/16/11986/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/520829A-sankarubekayan1.mp3" length="2727209" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/520829A-sankarubekayan.mp3" length="2727209" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/031/128/520809A.mp3" length="30898920" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/520829A.mp3" length="14639520" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ดูจิต คือ รู้ทันปฏิกริยาของจิตต่อทุกๆสถานการณ์ โดยเห็นความเปลี่ยนแปลง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/15/11966/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/15/11966/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Oct 2011 23:08:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[แห้งแล้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึก]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ปฎิกริยา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[อดทน]]></category>
		<category><![CDATA[แช่มชื่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11966</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_3.09_5.51.mp3" target="_blank">ดูจิต คือ รู้ทันปฏิกริยาของจิตต่อทุกๆสถานการณ์ โดยเห็นความเปลี่ยนแปลง</a></p>
<div id="attachment_11982" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/bench-central-park-dark-evening-light-night-Favim.com-66284_large-400x299.jpg" alt="ดูจิต คือ รู้ทันปฏิกริยาของจิตต่อทุกๆสถานการณ์ โดยเห็นความเปลี่ยนแปลง" title="ดูจิต คือ รู้ทันปฏิกริยาของจิตต่อทุกๆสถานการณ์ โดยเห็นความเปลี่ยนแปลง" width="400" height="299" class="size-large wp-image-11982" /><p class="wp-caption-text">ดูจิต คือ รู้ทันปฏิกริยาของจิตต่อทุกๆสถานการณ์ โดยเห็นความเปลี่ยนแปลง</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>ภาวนาแล้วรู้สึกว่าใจมันไม่แช่มชื่นน่ะเจ้าค่ะ ใจแห้งๆ แล้วเหมือนจงใจภาวนาเจ้าค่ะ ทีนี้พอจะไม่ภาวนามันก็หลงไป..</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่ได้ ต้องภาวนาไว้ก่อนนะ ไม่แช่มชื่นก็รู้ทันเอา ทำไมภาวนาแล้วไม่แช่มชื่น อันหนึ่งเราอยากนะ บางทีเราอยาก เราอยากให้มันดี อยากรู้ตลอดเวลา อะไรอย่างนี้ ไม่แช่มชื่น มีบางทีเกิดปัญญาก็ไม่แช่มชื่นนะ จะมีอยู่ช่วงหนึ่งของการภาวนา เห็นแต่ทุกข์ ไม่แช่มชื่น มีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย ก็อดทนเอา อย่าให้ความทุกข์นั้นครอบงำจิต</p>
<p><strong>จุดสำคัญไม่ใช่ภาวนาแล้วมีความรู้สึกอย่างไร จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่าภาวนาแล้วนะ จิตมีปฏิกริยาอย่างไรต่อความรู้สึก</strong> เพราะฉะนั้นเมื่อภาวนาแล้วจิตไม่แช่มชื่น รู้ว่าจิตไม่แช่มชื่น อยากแช่มชื่นรู้ว่าอยาก รู้ทันปฏิกริยาของจิตต่อทุกๆสถานการณ์ เนี่ยถึงจะเรียกว่าดูจิตเป็นนะ</p>
<p><strong>ถ้าจิตไม่แช่มชื่น หาทางทำให้แช่มชื่น ไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว ต้องไปทำสมถะ สมถะเนี่ยจิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ วิปัสสนานะก็รู้ทันจิตใจของตนเองไว้ในทุกๆสถานการณ์ โดยเห็นความเปลี่ยนแปลง</strong> เพราะฉะนั้นบางครั้งภาวนามืดเลย มืดไปหมดเลย เราไม่ต้องตกใจว่าวันนี้ภาวนาแล้วไม่สว่าง มืดกับสว่างนั้นเท่าเทียมกัน พอสว่างขึ้นมาจิตก็หลงยินดี พอมืดจิตก็หลงยินร้าย ก็หลงเท่าๆกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าให้มันครอบงำจิตได้ จิตไม่แช่มชื่น รู้ทัน ไม่งั้นความรู้สึก(ไม่แช่มชื่น-ผู้ถอด)มันครอบงำ</p>
<p><strong>ต่อไปเราจะเป็นอิสระ จากทุกสิ่งทุกอย่าง มันมืดเราก็มีความสุขอยู่ท่ามกลางความมืด มันสว่างเราก็มีความสุขอยู่ท่ามกลางความสว่าง</strong> เวลาได้โลกธรรมมา ได้ลาภได้ยศได้สรรเสริญได้ความสุขมา เราก็มีความสุขมีความสงบอยู่ท่ามกลางลาภยศสรรเสริญสุข มีความเสื่อมลาภเสื่อมยศนินทาทุกข์เกิดขึ้น เราก็เป็นกลางมีความสุขท่ามกลางความเสื่อมลาภเสื่อมยศ ท่ามกลางการนินทา ท่ามกลางทุกข์นั้นเอง<br />
<strong><br />
อยู่กับโลก ด้วยความเป็นกลาง เราฝึกจนกระทั่งจิตเราเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าโลกนี้ต้องดี ไม่ใช่ว่าเราต้องสัมผัสแต่อารมณ์ที่ดี อารมณ์เลวๆก็สอนธรรมะเราเท่าๆกันแหละ</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๐๙ ถึงนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๕๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/15/11966/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_3.09_5.51.mp3" length="2605694" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตดีหรือไม่ดีก็ได้ ถ้ารู้ทัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/05/11484/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/05/11484/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Oct 2011 22:25:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[รู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11484</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="../wp-content/uploads/2011/09/510428B_9.03_9.56.mp3"></a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510428B_34.45_35.11.mp3" target="_blank">จิตดีหรือไม่ดีก็ได้ ถ้ารู้ทัน</a></p>
<div id="attachment_11837" class="wp-caption alignnone" style="width: 404px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/m115960.jpg" alt="จิตดีหรือไม่ดีก็ได้ ถ้ารู้ทัน" title="จิตดีหรือไม่ดีก็ได้ ถ้ารู้ทัน" width="394" height="394" class="size-full wp-image-11837" /><p class="wp-caption-text">จิตดีหรือไม่ดีก็ได้ ถ้ารู้ทัน</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>แต่นิ่งๆแบบวันนี้ ตอนที่หลวงพ่อเทศน์หลังอาหารนี้ ไม่ดีใช่มั้ยเจ้าคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เป็นเพราะเพิ่งจะทานข้าวมั้ง มั้นก็มัวไปนิดหน่อย</p>
<p><strong>โยม : </strong>อ๋อ.. เจ้าค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่มีปัญหา</p>
<p><strong>โยม : </strong>แต่..เบิกบานอย่างเมื่อเช้านี้โอเคใช่มั้ยเจ้าคะ?</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ก็โอเคนะ แต่จริงๆน่ะโอเคทั้งหมดเลย ถ้าเรารู้สภาวะ จิตเราเศร้าหมองรู้ว่าเศร้าหมองก็โอเค จิตเบิกบานรู้ว่าเบิกบานก็โอเค จิตเบิกบานแล้วไม่รู้ว่าเบิกบานไม่โอเคนะ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๕<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/025/128/510428B.mp3" target="_blank">510428B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๔๕ ถึงนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๑๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/05/11484/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510428B_34.45_35.11.mp3" length="417600" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/025/128/510428B.mp3" length="60671960" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เจริญหรือเสื่อมไม่เป็นไร อยู่ที่เป็นกลางไหม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/22/11589/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/22/11589/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Sep 2011 21:51:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ดีใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยินดี]]></category>
		<category><![CDATA[ยินร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เสียใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่่อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11589</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_65.41_66.41.mp3">เจริญหรือเสื่อมไม่เป็นไร อยู่ที่เป็นกลางไหม</a></p>
<div id="attachment_11647" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/G7404287-11-400x276.jpg" alt="เจริญหรือเสื่อมไม่เป็นไร อยู่ที่เป็นกลางไหม" title="เจริญหรือเสื่อมไม่เป็นไร อยู่ที่เป็นกลางไหม" width="400" height="276" class="size-large wp-image-11647" /><p class="wp-caption-text">เจริญหรือเสื่อมไม่เป็นไร อยู่ที่เป็นกลางไหม</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>กราบนมัสการหลวงพ่อครับ ผมขอโอกาสรายงานการปฏิบัติครับ ผมฟังซีดีหลวงพ่อมาปีกว่าครับ แล้วก็ปฏิบัติตาม ครั้งแรกก็ปฏิบัติได้ คิดว่าดีครับ เพราะว่าเห็นจิตเคลื่อนไหวเร็วมากครับ แต่พอตอนหลังมันกลับไม่ค่อยดีครับ มันหายไปได้เอง</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่แปลกนะ<strong> เป็นเรื่องธรรมดา เวลาที่เราภาวนา เราปฏิบัติไปเนี่ย บางช่วงก็เจริญ บางช่วงก็เสื่อม ปัญหาอยู่ที่ว่าเราเป็นกลางมั้ย กับความเจริญและความเสื่อม</strong> เวลาที่มันเจริญแล้วเราหลงดีใจ ก็เรียกว่าเสียท่าไปแล้ว เวลามันเสื่อมเราหลงเสียใจนะ ก็เสียท่าไปแล้ว แต่ถ้ามันเสื่อมไปแล้วเราก็รู้ เออ..เสื่อม แกเสื่อมไป เราเป็นกลางนะ ไม่ดีใจไม่เสียใจ  ใช้ได้ละ ใจเราจะเข้าไปสู่ความเป็นกลางกับทุกๆสภาวะ เราภาวนาจนเราเป็นกลางกับทุกๆสภาวะเลย กลางอันนี้โดยที่ไม่ได้บังคับให้เป็นกลาง มันเป็นกลางของมันเองนะ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3">510324B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๖๕ วินาทีที่ ๔๑ ถึงนาทีที่ ๖๖ วินาทีที่ ๔๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/22/11589/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_65.41_66.41.mp3" length="970142" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3" length="32992672" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ใจดิ้นเพราะรักสุขเกลียดทุกข์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/12/11469/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/12/11469/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Sep 2011 22:08:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนาญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[สังขารุเบกขาญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[สุข]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เที่ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11469</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/460331B_1-over-the-other1.mp3">460331B_1 over the other</a></p>
<div id="attachment_11494" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/2010-australian-kookaburra-silver-coin-400x200.jpg" alt="ใจดิ้นเพราะรักสุขเกลียดทุกข์" title="ใจดิ้นเพราะรักสุขเกลียดทุกข์" width="400" height="200" class="size-large wp-image-11494" /><p class="wp-caption-text">ใจดิ้นเพราะรักสุขเกลียดทุกข์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เราก็จะเอาด้านนึงไม่เอาด้านนึง เพราะว่าเราคิดว่าถ้าได้สิ่งนี้มาแล้วจะมีความสุข ถ้าไม่มีอย่างนึง ถ้าไปเจออีกอย่างนึงแล้วจะเป็นทุกข์ อย่างเนี้ย <strong>จิตใต้สำนึกก็คือความรักสุข เกลียดทุกข์นี่แหละ ก็พาให้ดิ้นไปเรื่อยๆ ทั้งในทางโลกในทางธรรมแหละ</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นอุตส่าห์เรียนแทบตาย ไปทำมาหากินก็หวังว่าจะมีความสุข คนไปอยู่มีครอบครัวก็หวังว่าจะมีความสุข มีครอบครัวแล้วต้องมีลูกถึงจะมีความสุข หวังไปเรื่อยๆ มีทุกข์ไปเรื่อยๆ</p>
<p>นักปฏิบัติก็เหมือนกันแหละ ปฎิบัติไปแล้วชอบความสงบ ชอบความสุข วันไหนสงบก็ชอบ ดีใจว่าปฏิบัติดี ไม่สงบก็ไม่ชอบ กลุ้มใจ</p>
<p><strong>ที่จริงแล้วธรรมะที่เป็นคู่ๆ เขาแสดงความจริงตลอดเลย แสดงว่าบังคับไม่ได้หรอกไม่เที่ยง มันทนไม่ได้ มีความสุขแล้วก็ไม่มี ไปแช่อยู่ในความสุขทั้งวันนั้นมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติเนี่ยไม่ใช่เพื่อเอาด้านนึงไม่เอาอีกด้านนึง แต่ปฏิบัติจนกระทั่งเห็นว่าทั้งสองด้านนั้นน่ะ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา</strong> จิตใจปล่อยสองฝั่ง ปล่อยทั้งสองฝั่งเข้าไปสู่ความเป็นกลาง เป็นกลางต่อต่อสังขาร ฝึกไปจนใจเป็นกลางต่อสังขารเพราะปัญญา ไม่ใช่กลางด้วยการเพ่ง เป็นกลางด้วยปัญญาเรียกว่าสังขารุเบกขาญาณ เป็นวิปัสสนาญาณตัวท้ายๆ ละ ถัดจากนั้นจิตดำเนินเองละ</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณ หนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ หลังฉันเช้า</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒<br />
Track: ๑๑<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๐๕</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/12/11469/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/460331B_1-over-the-other1.mp3" length="2023366" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/460331B_1-over-the-other.mp3" length="2023366" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2011 22:29:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11203</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href='http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.6m14-8m30.mp3' target="_blank">เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</a></p>
<div id="attachment_11208" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/Putha-400x300.jpg" alt="เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้" title="เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้" width="400" height="300" class="size-large wp-image-11208" /><p class="wp-caption-text">เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จะทำวิปัสสนากรรมฐาน จะรู้กายรู้ใจตรงความเป็นจริงได้ ต้องไม่ลำเอียง จิตที่ไม่ลำเอียงก็คือจิตที่เป็นผู้รู้นั่นแหละ ไม่ใช่ผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ไม่ใช่ผู้วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ผู้ตัดสิน ทำตัวเป็นแค่ผู้รู้เท่านั้นเอง นะ เรามาฝึกให้ได้จิตตัวนี้นะ</p>
<p><strong>วิธีที่จะทำให้ได้จิตผู้รู้ ก็คือรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนี่แหละ จิตเผลอ ตอนแรกพอรู้ทันว่าหลงไปคิดก็จะกลับมาเพ่ง เพ่งไปก่อนไม่เป็นไร เราก็รู้ว่าเพ่งเอา ต่อไปหลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ หลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ อย่าเพ่งตลอดกาล ถ้าเพ่งตลอดกาลเดี๋ยวมันไม่ยอมเผลอ ให้มันเผลอไว้ เผลอแล้วรู้ว่าเผลอดีที่สุดเลย ดีกว่าไปเพ่งไว้ไม่ยอมเผลอเลย ไปไหนไม่รอดนะ อยู่แค่นั้นแหละ กี่ปีกี่ชาติก็อยู่อย่างนั้นแหละ</strong></p>
<p>มีอยู่คราวหนึ่งนะ หลวงพ่อไปเจอ มีลูกศิษย์คนหนึ่งไปซุ่มภาวนาอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เรียนกับหลวงพ่ออยู่พักหนึ่งนะ แล้วก็ไปซุ่มอยู่เป็นปีๆเลยนะ หายไปนาน เราไปเจอเข้า จะบอกว่าบังเอิญก็ไม่มีคำว่าบังเอิญในศาสนาพุทธนะ เรียกว่ากรรมจัดสรรไปเจอกันเข้า กรรมของมันหรือของเราก็ไม่รู้ เห็นแล้วทนไม่ได้นะ มันไปเดินจงกรมนะ เราก็บอก.. เรียกชื่อเขานะ เฮ้ย..ดอกเตอร์ นึกออกมั้ย ไอ้ที่ทำอยู่ตอนนี้นะ เมื่อหลายปีก่อนก็ทำแบบนี้ อีกหลายปีข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้อีกแหละ ก็เลยได้สตินะ หันมาเจริญสติแทน งั้นก็เพ่งไว้นิ่งๆ นิ่งมาหลายปีแล้วนะ ไม่มีพัฒนาการก็ยังพอใจที่จะนิ่งอยู่อย่างนั้นน่ะ</p>
<p>นี่นะ<strong> เพ่งอยู่ไม่เจริญหรอก ได้แต่ความสุข ความสงบ ความสบาย ได้แต่ความดี เป็นคนดีมั้ย ดี ไม่ไปเกะกะระรานใครหรอก แต่มันไม่เจริญหรอก เจริญปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเพ่งไว้ จิตนิ่งทื่อๆ นิ่ง สงบ แล้วสบาย ไม่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ไม่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน<br />
</strong><br />
<em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๓๙<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" target="_blank">540226A</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๖ วินาทีที่ ๑๔ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๐</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/28/11203/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.6m14-8m30.mp3" length="539376" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" length="27851484" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ความเป็นกลางมีหลายแบบ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/17/10870/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/17/10870/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Aug 2011 21:55:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนนี้ภาวนาเป็นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สังขารุเบกขาญาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10870</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540319B_26.04_27.11.mp3" target="_blank">ความเป็นกลางมีหลายแบบ</a></p>
<div id="attachment_11015" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/stone-steps-and-a-path-cut-through-dense-jungle-and-palm-trees.jpg" alt="ความเป็นกลางมีหลายแบบ" title="ความเป็นกลางมีหลายแบบ" width="400" height="300" class="size-full wp-image-11015" /><p class="wp-caption-text">ความเป็นกลางมีหลายแบบ</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>กราบนมัสการหลวงพ่อครับ เห็นขันธ์มันแยกกันทำงานบ่อยขึ้น</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>นั่นแหละๆ ดีนะ ทั้งคู่เลย เห็นขันธ์มันแยกใช่มั้ย</p>
<p><strong>โยม : </strong>ครับ ยังดูแล้วไม่ค่อยเป็นกลาง</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ดีที่รู้ไง รู้ว่าไม่เป็นกลางนะ ถ้ารู้ว่าไม่เป็นกลางนะ เดี๋ยวมันค่อยเป็นกลางเอง อันนี้เป็นกลางเพราะสติ ต่อไปเป็นกลางเพราะปัญญา</p>
<p>รู้ด้วยสติ กับรู้ด้วยปัญญา นี้อันหนึ่งนะ เป็นกลางเพราะสติ เป็นกลางเพราะสมาธิ เป็นกลางเพราะปัญญา กลางมีหลายกลางนะ </p>
<p><strong>โยม : </strong>บางครั้งยังเป็นกลางเพราะสติอยู่ใช่มั้ยครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ใช่ ยังไม่ใช่กลางด้วยปัญญา กลางด้วยปัญญานั้นจะเห็น สุขกับทุกข์ ดีกับชั่ว นั้นเท่ากันนะ เราเท่ามั้ย?</p>
<p><strong>โยม : </strong>ไม่เท่าครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่เท่านะ เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงตรงนี้ ถ้าถึงตรงที่กลางด้วยปัญญา คือประตูของการบรรลุมรรคผลล่ะ กลางด้วยปัญญานี้ จิตมีสังขารุเปกขาญาณ มีปัญญา เป็นกลางต่อสังขาร ต่อความปรุงทั้งหลาย</p>
<p><strong>โยม : </strong>ให้ดำเนินต่อเหมือนเดิม</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ดำเนิน ดำเนินต่อ ทำถูกแล้ว</p>
<p><strong>โยม : </strong> ของพระคุณหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ทำได้ดีเชียวล่ะ</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๙ มีนาคม</em><em> พ.ศ.๒๕๕๔</em></p>
<p>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๙<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/039/mp3/540319B.mp3" target="_blank">540319B</a><br />
ลำดับที่ ๖<br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๐๔ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๑๑
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/17/10870/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540319B_26.04_27.11.mp3" length="1067604" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/039/mp3/540319B.mp3" length="27924688" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/06/26/10100/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/06/26/10100/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Jun 2011 01:07:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกขัง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมหนึ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ยึดถือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10100</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/500105_2.52_8.09.mp3" target="_blank">เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์</a></p>
<div id="attachment_10152" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/peace-meditation-photo.jpg"><img class="size-large wp-image-10152" title="เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/peace-meditation-photo-400x299.jpg" alt="เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์" width="400" height="299" /></a><p class="wp-caption-text">เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>กายกับใจนั้น เขาแปรปรวน เขาเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา เขาเป็นทุกข์นะ ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ห้ามเขาไม่ได้หรอก ทีนี้เราไม่ฉลาด เราอยากให้เขาดี เราอยากให้เขาสุข เราอยากให้เขาสุขสงบถาวรด้วย เราไปอยากในสิ่งที่ไม่มีจริง</p>
<p><strong>การที่เรามาเจริญสตินี้ เราก็ได้ค่อยๆเรียนรู้ ความเป็นจริงของกายของใจ จนวันหนึ่งเขายอมรับนะ เขายอมรับความเป็นจริงของกายของใจ แล้วเขาก็ไม่ยึดถือ มันพันทุกข์เพราะไม่ยึดถือ มีความสุขมากเลย ไม่มีอะไรเหมือนเลย</strong></p>
<p>ความสุขอย่างโลกๆ หลวงพ่อก็รู้จักนะ ยกตัวอย่างพวกเราชาวโลกสุขอย่างไร หลวงพ่อก็เคยเป็นฆราวาสก็รู้จักนะ ความสุขของคนในโลกนะ มันเหมือนความสุขของเด็กน่ะ เด็กเล่นหิน เล่นทราย เล่นดิน สกปรกมอมแมมนะ มันก็มีความสุข มิใช่ว่าในโลกไม่มีความสุข แต่มันสุขแบบมอมแมม แต่ถ้าเราภาวนาเป็นนะ มันจะมีความสุขอีกชนิดหนึ่งที่สะอาด หมดจด มีความสุขจริงๆ</p>
<p><strong>ความสุขในโลกมีแต่ความแปรปรวน ความสุขในธรรมนี้นะ ถาวร คงที่ ความสุขในโลกนี้อิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่น ความสุขในธรรมไม่ได้อิงอาศัยอะไรเลย เป็นความสุขของคนที่เป็นอิสระ</strong></p>
<p>ทีนี้ใจของเรา ยังไม่เห็นความจริง เราก็พามันดูไปเรื่อยๆ ใจไม่ยอมรับธรรมะนะ ใจของเราแต่ละคนมันไม่ยอมรับธรรมะนะ ก็คือมันไม่ยอมรับความจริง ยกตัวอย่างร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่เป็นความจริงนะ เราไม่ยอมรับนะ เราไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย จิตใจของเราต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง เราก็ไม่ยอมรับ เราอยากสุขอย่างเดียว จิตใจของเราเป็นของบังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล เราบังคับไม่ได้ เราก็ไม่ยอมรับ เราอยากบังคับให้ได้ อยากให้มันดีถาวร</p>
<p><strong>การที่เรามาหัดเจริญสติ รู้กายรู้ใจ เพื่อวันหนึ่งจิตใจจะได้ยอมรับความจริง เมื่อมันยอมรับความจริง มันจะเห็นเลย สภาวธรรมทั้งหลาย เสมอภาคโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว</strong> ความสุขและความทุกข์ก็เสมอภาคกันนะ เนี่ยเป็นเรื่องอัศจรรย์เลย ของเราๆรู้สึกเลย ความสุขกับความทุกข์ไม่เสมอกัน กุศลและอกุศลก็เสมอภาคกัน เราก็รู้สึกว่าไม่เสมอ แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายเสมอภาคกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ล้วนแต่ไม่เที่ยงเหมือนกันหมดเลย ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ล้วนแต่เป็นทุกข์ ทั้งกายทั้งใจนี้เป็นทุกข์นะ แล้วก็บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีอะไรบังคับได้แม้สักอันเดียว ใจเราไม่ยอมรับตรงนั้น</p>
<p><strong> แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายนี้เสมอกันหมด ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งดีและชั่ว ธรรมะที่เป็นคู่ๆทั้งหลายเสมอกัน ใจเราต่างหากที่ไม่เสมอกัน ใจเราจะรักอันหนึ่ง เกลียดอันหนึ่ง รักสุขเกลียดทุกข์ รักดีเกลียดชั่ว พอใจเราไม่เสมอภาค ใจเราจะดิ้นรน ใจเราดิ้นรนปรุงแต่ง ใจเราทำงานขึ้นมา ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าวันหนึ่งปัญญาเรารู้แจ้งแทงตลอดลงไปนะ ธรรมะที่เป็นคู่ๆทั้งหลาย สุขทุกข์ดีชั่วอะไรเนี่ย เสมอภาคกันหมด คือเกิดแล้วดับทั้งหมดเลย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว ทุกอย่างชั่วคราว พอใจมันมีปัญญาเห็นอย่างนี้นะ ใจก็เข้าสู่ความเป็นกลาง พอใจเป็นกลางใจก็จะไม่ดิ้นรน ใจไม่ดิ้นรนใจก็ไม่ทุกข์นะ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ปัญญาเกิด เห็นสภาวธรรมทั้งหลายเสมอกันหมด ใจก็จะไม่ดิ้น ใจไม่ดิ้นใจไม่ทุกข์</strong></p>
<p>ของเราไม่เห็น เรารู้สึกไม่เสมอกัน รู้สึกมั้ย สุขดีกว่าทุกข์ กุศลดีกว่าอกุศล เราจะมีสิ่งที่เป็นคู่ๆอยู่เยอะ ละเอียดดีกว่าหยาบ ที่ใกล้ดีกว่าที่ไกล ภายในดีกว่าภายนอก เราไปหลงธรรมะที่เป็นคู่ๆ ธรรมะภายในเช่น แหมสงบอยู่ข้างในดี ฟุ้งซ่านออกข้างนอกไม่ดี ธรรมะอยู่ใกล้ๆ อยู่กับกายกับใจแล้วดี ออกไปข้างนอกไม่ดี ยุ่งกับตัวเองดี ไปยุ่งกับคนอื่นไม่ดี ความจริงเสมอกันแหละ ยุ่งเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้นน่ะ ต้องเรียนนะ เรียนเพื่อให้เห็นความจริง สภาวะทั้งหลายเสมอภาคกัน ใจของเราต่างหากที่ไม่เสมอ ไม่เสมอภาค รักอันหนึ่งเกลียดอันหนึ่ง แล้วก็ดิ้นรน ดิ้นรนแล้วก็ทุกข์</p>
<p><strong>ถ้าเมื่อไรปัญญาแจ่มแจ้ง ธรรมที่เป็นคู่เสมอภาคกันหมด ใจก็ไม่ดิ้นรนนะ ใจไม่ดิ้นรนใจก็พ้นทุกข์ นิพพานเป็นความสิ้นราคะ สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก นิพพานเป็นวิสังขาร สิ้นความปรุงแต่งดิ้นรน เมื่อไรใจเราหมดความหิวโหย ในอารมณ์อันโน้น เกลียดอารมณ์อันนี้ หมดความปรุงแต่งอย่างโน้นอย่างนี้ จิตใจจะเข้าถึงสันติสุข เข้าถึงนิพพาน</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/500105.mp3" target="_blank">500105</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐๒ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๐๘ วินาทีที่ ๐๙</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/06/26/10100/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/500105_2.52_8.09.mp3" length="5078353" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/500105.mp3" length="35186388" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/30/9339/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/30/9339/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 May 2011 21:54:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกขัง]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[วิราคะ]]></category>
		<category><![CDATA[วิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุเบกขา]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เที่ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9339</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118A-struggle-dd.mp3" target="_blank"><strong>ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน</strong></a></p>
<div id="attachment_9519" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/insidebuddha800x600-400x300.jpg" alt="ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน " title="ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน " width="400" height="300" class="size-large wp-image-9519" /><p class="wp-caption-text">ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน </p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong> บางวันก็สุขบางวันก็ทุกข์นะ ไม่ใช่ภาวนาเอาสุขทุกวัน ไม่เอาสงบทุกวัน เอาดีทุกวันไม่ใช่</p>
<p><strong>ภาวนาเพื่อให้เห็นความจริง</strong> <em>ความสุขก็ไม่เที่ยง ความสงบก็ไม่เที่ยง กุศลทั้งหลายก็ไม่เที่ยง</em> ภาวนาให้เห็นของจริง แรกๆ พอไปเห็นว่าความสุขก็ไม่เที่ยง ไม่ยอมรับ ไม่ชอบอยากให้เที่ยง ก็ดิ้นใหญ่เลย เห็นว่าความสงบไม่เที่ยงก็ไม่ยอมรับนะอยากให้เที่ยง เห็นว่ากุศลทั้งหลายไม่เที่ยงไม่ยอมรับ อยากให้เที่ยง ใจเราไปอยากในของที่ไม่มีจริง ใจอย่าดิ้น ดิ้นเหนื่อยเปล่า</p>
<p><strong>ใจเรามีสติตามรู้กายตามรู้ใจไปเรื่อยๆ</strong> ก็จะเห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ของเป็นทุกข์ ของบังคับไม่ได้ทั้งหมด ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศล อกุศลก็ชั่วคราว ถ้าเห็นอย่างนี้นะใจจะเป็นกลาง เมื่อไรใจเข้าถึงความเป็นกลางใจก็เลิกดิ้น ไม่ดิ้นแล้ว <strong>ใจที่ไม่ดิ้นเนี่ยใกล้กับมรรคผลนิพพาน</strong> เพราะนิพพานเป็นความไม่ดิ้นเรียกว่าวิสังขาร ไม่ดิ้น นิพพานไม่มีความอยาก ไม่มีความหิวเรียกว่าวิราคะ ใจมันเต็มอิ่มไม่ดิ้น ก็ใกล้ถึงนิพพาน <strong>ฉะนั้นเราภาวนาไปจนใจเราเป็นกลาง </strong></p>
<p>หลวงปู่เทสก์เคยสอนหลวงพ่อนะ บอก <strong>“ผู้ใดเข้าถึงความเป็นกลางจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”</strong></p>
<p>เข้าถึงความเป็นกลาง เป็นกลางมีหลายแบบ <strong>เป็นกลางเพราะสมถะ</strong> อันนี้ไม่พ้นทุกข์หรอก พ้นชั่วคราว ใจเป็นกลางเพราะสมถะเป็นอุเบกขา อีกอัน <strong>เป็นกลางเพราะปัญญา</strong> ตัวนี้ตัวสำคัญเป็นกลางเพราะวิปัสสนา <strong>เห็นสุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วก็ชั่วคราว เป็นกลาง ใจไม่ดิ้น </strong>ตอนนี้ดูไปก็ยังดิ้นไปนะ ธรรมดา ดูไปมากๆ ดูไปก็ไม่ใช่เราหรอก ก็ไม่ดิ้น</p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๙<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118A.mp3" target="_blank">491118A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/30/9339/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118A-struggle-dd.mp3" length="5018644" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118A.mp3" length="17707784" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

