<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; บังคับกายใจ</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/pawana/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>จิตเหมือนลูก ให้การศึกษาเขาได้ แต่ดีชั่วเป็นเรื่องเขาเอง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/05/12566/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/05/12566/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Dec 2011 03:31:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อยากบรรลุธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเหมือนลูก]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับจิต]]></category>
		<category><![CDATA[โลภ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12566</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/LOGO1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12682" title="LOGO[1]" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/LOGO1.jpg" alt="" width="645" height="648" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_5.55_6.43.mp3">จิตเหมือนลูก ให้การศึกษาเขาได้ แต่ดีชั่วเป็นเรื่องเขาเอง</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>โยม​ :</strong> เอ่อ อย่างเมื่อคืนตอนดึกๆ อาจจะเป็นว่ากลัวความมืดด้วย ก็เลยแบบว่าจงใจภาวนา มันจะเห็นความเครียดน่ะเจ้าค่ะ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> โลภนะ โลภอยากภาวนาก็ไปบังคับจิต จิตถูกบังคับจิตก็เครียด เหมือนเวลาเราบังคับลูกนะ ลูกก็เครียดนะ จิตเหมือนลูกแหล่ะ ให้การศึกษาเค้าไป ส่วนเค้าจะดีเค้าจะเลว เค้าจะสุขเค้าจะทุกข์ ก็ขึ้นกับกรรมของเค้า เราให้การศึกษากับลูก ลูกเป็นยังไงเค้าก็ต้องเป็นไปตามกรรมของเค้า จิตนี้ก็เหมือนลูกนะ เราให้การศึกษากับเค้าไป พาเค้าดูกายดูใจให้เห็นไตรลักษณ์ไป ส่วนเค้าจะสุขเค้าจะทุกข์ เค้าจะดีเค้าจะชั่ว เรื่องของเค้าแล้ว จัดการจิตเหมือนจัดการลูกนะ ไม่ใช่ตัวเรา</span></p>
<p><em><span style="color: #800080;">(หลวงพ่อปราโมทย์ มักจะสอนอยู่เนืองๆว่า จิตจะดีหรือจะชั่ว เราจะไปบังคับไม่ได้ เราไม่ได้ภาวนาเพื่อให้จิตดี แต่เราภาวนาเพื่อให้จิตเห็นความจริงว่า ใจนี้ กายนี้ ล้วนแต่อยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์  คือ มีเกิดแล้วก็ดับไม่คงทนถาวร แปรเปลี่ยนตลอดเวลา บังคับไม่ได้อย่างแท้จริง แล้วก็ไม่ได้มีตัวตน หรือตัวเราของเราอย่างที่เราคิด แต่แม้จะปล่อยจิตให้ดีชั่วตามธรรมชาติ แต่เราก็ต้อง มีศีล ไม่ไปทำให้ผู้อื่นหรือตนเอง เดือดร้อน แม้ในภาวะที่จิตชั่ว <span style="color: #000000;">- ผู้เรียบเรียง</span>) </span></em></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๕๕ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/05/12566/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_5.55_6.43.mp3" length="757897" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภาวนามานาน ไม่ค่อยมีพัฒนาการเลย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/02/12563/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/02/12563/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 03:08:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนนี้ภาวนาเป็นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วัดผลการปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องอยู่]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12563</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/p29.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12636" title="p29" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/p29.jpg" alt="" width="441" height="596" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download)</strong> : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_15.59_17.55.mp3">ภาวนามานาน ไม่ค่อยมีพัฒนาการเลย</a></p>
<p><strong>โยม :</strong> กราบนมัสการค่ะหลวงพ่อ หนูอ่านหนังสือแล้วก็ฟังซีดีของหลวงพ่อมาสี่ปีครึ่งแล้วค่ะ แต่ว่าไม่เคยมาส่งการบ้านเลย ที่นี้หนูก็เลยสงสัยว่า ช่วงสี่ปีครึ่งที่ผ่านมา หนูทำผิดเข้ารกเข้าพงแล้วไม่รู้ตัวหรือเปล่าคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>หนูเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองมั้ย</p>
<p><strong>โยม : </strong>ถ้าเทียบกับตอนยังไม่ภาวนาเลยน่ะค่ะ ก็เห็นว่าเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเทียบกับสี่ปีครึ่งที่ผ่านมา มันเหมือนกับมันมีพัฒนาการน้อยมากเลยค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> พัฒนาการอยู่ที่ความเข้าใจ พัฒนาการไม่ใช่ว่าดีมากขึ้นสุขมากขึ้นสงบมากขึ้นนะ  แต่เข้าใจความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์มากขึ้น คลายความยึดถือออกไป มากขึ้น มากขึ้น ศีลสมาธิปัญญาดีขึ้น ดีขึ้น พัฒนาการเค้าดูกันตรงนี้ อย่างแต่ก่อนเราทำผิดศีลหน้าตาเฉย เดี๋ยวนี้ทำผิดศีลแล้วละอายใจ เนี่ยพัฒนาแล้วนะ หรือแต่ก่อนนะ ใจฟุ้งทั้งวันทั้งคืนไม่เคยรู้เคยเห็นเลย เดี๋ยวนี้ใจยังกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเป็นคราวๆ นี่ก็ดีขึ้นนะ แต่ก่อนไม่เคยเห็นหรอกร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นของถูกรู้ถูกดู เดี๋ยวนี้กายกับจิตแยกออกจากกันได้ นี่ก็ดีขึ้นนะ เพราะฉะนั้นเราภาวนาหาเครื่องอยู่ให้จิต ไปอยู่กับพุทโธอยู่กับลมหายใจนะทุกวัน ทำวันละสิบนาทีสิบห้านาทีก็พอ ทุกวันแบ่งเวลาไว้ซักสิบห้านาทีหรือสิบนาที สิบห้ามากไปก็เอาสิบ แล้วก็มาพุทโธ มาหายใจ ไม่ใช่ฝึกบังคับจิต แต่หายใจแล้วคอยรู้ทันจิตไป เคล็ดลับของการภาวนาอยู่ตรงนี้แหล่ะ ที่ภาวนากันล้มลุกคลุกคลานไม่ค่อยสำเร็จนะ เพราะชอบไปบังคับจิต หายใจแล้วจิตจะต้องนิ่งต้องสงบต้องดี มีคำว่าต้องเยอะแยะเลย บังคับมาก เปลี่ยนเป็นหายใจแล้วรู้ทันจิตไป หายใจแล้วจิตหนีไปคิดแล้วรู้ หายใจแล้วจิตเป็นสุขก็รู้ หายใจแล้วจิตเป็นทุกข์ก็รู้ ในที่สุดธาตุรู้ตัวรู้มันก็จะเด่นขึ้นมา จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนะ หมุนเวียนไปเรื่อยๆ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๙ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๕<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/02/12563/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_15.59_17.55.mp3" length="1852532" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/07/11146/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/07/11146/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Sep 2011 20:53:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ทางสายกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[กามสุขัลลิกานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตึง]]></category>
		<category><![CDATA[มัชฌิมาปฏิปทา]]></category>
		<category><![CDATA[สุดโต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หย่อน]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตกิลมถานุโยค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11146</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540330_43.10_50.37.mp3" target="_blank">ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<div id="attachment_11446" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/story-356-big-400x299.jpg" alt="ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง" title="ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง" width="400" height="299" class="size-large wp-image-11446" /><p class="wp-caption-text">ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>คำว่ามัชฌิมาปฏิปทานี่นะฟังมาหลายแห่งเหลือเกิน หลวงพ่อว่ามันคืออะไรคะ ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป แล้วถ้าปฏิบัติไปๆ เกิดขี้เกียจขึ้นมาแล้วก็มาบอกว่า เฮ้ยวันนี้มันตึงเกินไป หรือว่าอะไรทำนองนี้นะคะหลวงพ่อ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong> ก็ต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ครั้งหนึ่งมีเทวดาองค์หนึ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เทวดาองค์นี้น่ะแกคิดว่าแกเป็นพระโสดาบันแล้ว เวลาลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วรัศมีของเทวดานี้สว่างไปหมดเลย คนมีบุญไปแล้วสว่าง ไปถึงก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า บอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร โอฆะคือห้วงน้ำห้วงกิเลส คือพูดง่ายๆ พระองค์เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร</p>
<p>พระพุทธเจ้าท่านก็พูดเพราะนะ ท่านบอกว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านผู้ไม่มีความทุกข์ เพราะกำลังหลงอยู่ในความสุขนั่นแหละ ท่านเลยพูดเอาใจเสียหน่อย ถ้าท่านบอกว่าสัตว์โลกผู้มีความทุกข์เทวดาคงไม่ฟังต่อละ อารมณ์ไม่ดี ท่านบอก <em><strong>&#8220;ดูก่อนท่านนิรทุกข์ ตถาคตข้ามโอฆะได้เพราะไม่พักอยู่และไม่เพียรอยู่</strong>&#8220;</em> นี่เทวดาที่คิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์นะ คิดว่าตัวเองก็แน่เหมือนกัน ฟังแล้วสะอึกเลย</p>
<p><strong>พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านข้ามกิเลสได้โดยไม่พักและไม่เพียร </strong>ถ้าไม่พักนี่น่ะก็พอรู้เรื่องใช่มั้ย แต่ไม่เพียรนี่แปลก เทวดาก็เลยบอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช่วยขยายความหน่อย ท่านก็สอนต่อ บอกว่า <strong><em>&#8220;ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าเมื่อใดเราพักอยู่เราจะจมลง ถ้าเมื่อไรเราเพียรเราจะฟูขึ้น&#8221;</em> </strong>เราจะลอยขึ้น เทวดาก็ได้ธรรมะนะ ได้โสดาบัน เราได้หรือยัง ฟังเหมือนกันนะ ยังไม่ได้ ตรงนี้นะเทวดาเข้าใจ พวกเรายังไม่เข้าใจ ก็มีคำอธิบาย คำอธิบายธรรมะอธิบายพระไตรปิฎกเรียกว่าอรรถกถา</p>
<p>คำว่าพักอยู่นี่ก็คือ การปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส อันนี้มีอีกอันหนึ่ง มีอีกชื่อหนึ่งว่า <em>&#8220;กามสุขัลลิกานุโยค&#8221;</em> การปล่อยตัวให้ชุ่มด้วยกาม สิ่งที่เรียกว่ากามก็คือความเพลิดเพลินไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทั้งหลาย ฉะนั้นเมื่อไหร่เราหลงโลกเมื่อนั้นเราหย่อนไป เราหย่อนไป เราพักแล้ว เราไม่มีความเพียรเลย ใช้ไม่ได้ ข้ามฝั่งไม่ได้ ถ้าตรงที่ว่ามีความเพียรแล้วฟูขึ้น คำว่ามีความเพียรท่านอธิบายว่า หมายถึง <em>&#8220;อัตตกิลมถานุโยค&#8221; </em>การคอยควบคุมบังคับตัวเองตลอดเวลา</p>
<p><strong>ดังนั้นถ้าปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลสก็สุดโต่งไปข้างกามสุขัลลิกานุโยค ถ้าบังคับกายบังคับใจ ทำกายทำใจให้ลำบาก ก็สุดโต่งมาข้างทำความเพียรแบบทรมาณตัวเอง อัตตกิลมถานุโยค </strong><strong>ทางสายกลางไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทางสายกลางก็คือทางของศีล ของสมาธิ ของปัญญา นั้นเอง </strong>คนมีศีล ถ้าถือศีลไม่เป็นนะก็จะสุดโต่งมาข้างบังคับตัวเอง ถ้าถือศีลแล้วไม่ฉลาดพอก็ถือศีลตามใจกิเลส มีสมาธิก็เหมือนกัน มีสมาธิก็ชอบบังคับจิตตัวเองให้นิ่ง นี่สุดโต่งไปข้างบังคับ อีกพวกนึงทำสมาธิแล้วก็มีความสุข เคลิบเคลิ้มไป นี่หลงตามกิเลส หรือเจริญปัญญา คอยคิดค้นคว้าพิจารณามาก จิตฟุ้งซ่านตามกิเลสไป ไปบังคับจิตให้นิ่งๆ ไม่ให้คิดพิจารณาเลย ข่มไว้เฉยๆ ก็ทรมานตัวเองไปอีก</p>
<p><strong>ทางสายกลางอยู่ตรงไหน ทางสายกลางอยู่ตรงที่มีศีลก็ไม่สุดโต่งไปสองข้าง มีสมาธิก็ไม่สุดโต่ง มีปัญญาก็ไม่สุดโต่งสองข้าง พูดอธิบายยากนะ </strong><strong>แต่ลงมือปฎิบัติไม่ยาก คอยรู้ทันใจตัวเองไว้ให้ได้ก็แล้วกัน ถ้ารู้ทันใจตัวเองไม่ได้นะ ไม่บังคับตัวเองก็ตามใจกิเลส ถ้ารู้ทันใจตัวเองได้นะก็ไม่เข้าไปติดสองฝั่งนี้</strong> เช่นนั่งสมาธิอยู่ พอนั่งสมาธิอยู่พอเมื่อยหลังนะก็บอกตัวเองเลย อย่านั่งต่อไปเลยนอนดีกว่า ถ้านั่งต่อไปเป็นอัตตกิลมถานุโยค ทรมานตัวเอง นี่ถูกกิเลสหลอกแล้ว หรือเตลิดเปิดเปิงนะวันๆ นึง มีนะบางคนบอกว่าใช้ชีวิตให้เต็มอิ่มมีความสุขนะ แล้ววันนึงมันก็เบื่อไปเอง เสพสุขให้มากๆ เลยแล้ววันนึงก็เบื่อ นี่ไม่รู้จักธรรมะหรอก กิเลสนั้นเสพเท่าไหร่มันก็ไม่เบื่อ เบื่ออันนี้มันจะไปเอาอันอื่น ยากนะ ถ้าไม่รู้ทันใจตัวเอง</p>
<p><strong>ถ้าเรารู้ทันใจตัวเองได้เราถึงจะเข้าทางสายกลางได้</strong> <strong>รู้ว่าขณะนี้สุดโต่งไปแล้วในข้างตามใจกิเลส รู้ว่าขณะนี้สุดโต่งไปแล้วในข้างบังคับตัวเอง ต้องรู้ลงที่ใจให้ได้</strong></p>
<p><strong>โยม :</strong> คะ งั้นพอจะเข้าใจด้วยระดับปัญญานิดๆ ว่ามันต้องอยู่ที่การพิจารณาในลักษณะการปฎิบัติ คงไม่ใช่จะมาแปลว่ามัชชิมาหมายถึงกลาง คงไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่ใช่นะ ต้องดูสภาวะที่แท้จริง ถ้าเมื่อไหร่จิตยังโหยหาอาลัยอาวรณ์ในรูป ในเสียง ในรส ในกลิ่น ในสัมผัส เนี่ยนะ กามสุขัลลิกานุโยค ถ้าเมื่อไหร่บังคับกายบังคับใจ เมื่อนั้นอัตตกิลมถานุโยค</p>
<p>คนทั่วไปซึ่งไม่เคยภาวนาเนี่ยจะสุดโต่งไปในกามสุขัลลิกานุโยค พวกที่ไม่เคยภาวนานะ จะเตลิดไปด้านนี้เลย พวกนี้จะจมลง คือจมลงสู่อบาย ส่วนนักปฎิบัติเนี่ยชอบบังคับกายบังคับใจ คิดถึงการเดินจงกรมก็ต้องรีบตั้งท่าเดิน ถามว่าตอนท่าเดินจงกรมเนี่ย เดินธรรมชาติไหม ไม่นะ บังคับตัวเองนะ บังคับกาย บังคับกายต้องเริ่มต้นจาก..เข้าที่ก่อนนะ ถัดจากนั้นบังคับใจ..บังคับได้ที่ค่อยเดิน เนี่ยบังคับเรียบร้อยแล้วทั้งกายทั้งใจ เวลาที่เราจะนั่งสมาธิ เริ่มต้นบังคับกายก่อน ต้องงี้ เสร็จแล้วก็บังคับใจต่อ ดัดแปลงใจ สุดท้ายก็คือไม่บังคับกายก็บังคับใจ ถ้าทำได้ที่ก็บังคับทั้งกายทั้งใจ</p>
<p><strong>แต่การปฎิบัติแบบไม่บังคับกายบังคับใจทำอย่างไร รู้สึกลงไป นั่งอยู่รู้ว่านั่งอยู่ หายใจอยู่รู้ว่าหายใจอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนนะพอดี</strong> พระพุทธเจ้าสอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดินอยู่ให้รู้ว่าเดินอยู่ ไม่ใช่ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวลาเดินต้องทำท่าอย่างนี้ ไม่เคยพูดเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านสอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีราคะให้รู้ว่ามีราคะ เห็นไหม ง่ายๆ <strong>มีราคะรู้ว่ามีราคะ นี่แหละทางสายกลาง </strong>ท่านไม่เคยสอนนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้ามมีราคะ ห้ามได้ไหม ห้ามไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีราคะไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เบื่อไปเอง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้</p>
<p>เพราะงั้นเมื่อไหร่รู้ได้นะ <strong>&#8220;รู้นั้นแหละกลาง เกินจากรู้ไม่กลางหรอก&#8221;</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลตำรวจ<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>โรงพยาบาลตำรวจ</em><br />
<em> File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" target="_blank">540330</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๔๓ วินาทีที่ ๑๐ ถึง นาทีที่ ๕๐ วินาทีที่ ๓๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/07/11146/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540330_43.10_50.37.mp3" length="7135544" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" length="50939940" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2011 00:40:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุแยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตคล่องแคล่วว่องไว]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตที่ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตที่เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตนุ่มนวล]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้คิด]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสงบ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเข้าถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ซื่อตรงในการรู้อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้กายรู้ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนากรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[อารัมมณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญวิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[เดินปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11185</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.0m0-4m46.mp3" target="_blank">จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</a></p>
<div id="attachment_11191" class="wp-caption alignnone" style="width: 370px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/1295848770.gif" alt="จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา" title="จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา" width="360" height="256" class="size-full wp-image-11191" /><p class="wp-caption-text">จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ตอนนี้ออกไปหลายจังหวัด ไปเห็น เราก็ไปเทศน์ที่โน่นที่นี่ ก็พบปรากฏการณ์อันหนึ่งก็คือ ทั้งพระทั้งโยมนะ ภาวนามาถึงขั้น แยกธาตุแยกขันธ์เป็นน่ะ เยอะมาก เยอะๆ ยังไม่เคยเจอว่าทำกันได้เยอะขนาดนี้มาก่อน</strong></p>
<p>ช่วงปีแรกๆที่หลวงพ่อเทศน์นะ พวกเราตื่นกันเยอะนะ จิตก็ตื่นขึ้นๆ จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน นับไม่ถ้วน ตอนนี้เลยขั้นนั้นมาแล้ว <strong>พอจิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้วนะ ก็ต้องมาฝึกแยกธาตุแยกขันธ์ เข้าสู่การเดินปัญญา จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้น เป็นจุดตั้งต้นของการเดินปัญญา</strong> ถ้าเราไม่มีจิตเป็นผู้รู้นะ เราเดินปัญญาไม่ได้ เพราะจิตที่ไม่เป็นผู้รู้มันจะเป็นสองอย่าง ถ้าไม่เป็นผู้คิดก็เป็นผู้เพ่ง จิตที่ไปหลงไปคิด แล้วเพ่ง</p>
<p>เพราะฉะนั้นช่วงแรกๆสอนพวกเรานะ จะสอนให้รู้จักสภาวะสองอย่าง เผลอไปกับเพ่งไว้ คนทั่วไปมันเผลอ ไม่เคยรู้เรื่องเลย หลงตลอดชีวิตไม่เคยรู้สึกตัว นักปฏิบัติก็เพ่งไม่ว่าไปที่ไหนก็เพ่งๆนะ ฝึกแบบไหนก็เพ่งทุกแบบเลย เหมือนกันหมดเลย พอเราไม่เผลอไม่เพ่งนะ ใจเราเป็นกลาง รู้ตื่นขึ้นมาได้ ค่อยๆฝึก ใจค่อย..</p>
<p>แต่เดิมคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องเพ่งเอา คนละเรื่องเลย การเพ่งจิตให้นิ่ง เป็นสมาธิชนิดทำสมถะ เรียกว่า อารัมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์อันเดียว จิตแนบอยู่ในอารมณ์อันเดียวนิ่งๆ ไม่เดินปัญญา แต่การที่เรารู้ทันจิตที่เผลอไป แล้วก็ไม่ไปเพ่งไว้ จิตเผลอไปทำอะไร จิตเผลอไปคิดเป็นส่วนใหญ่ ทันทีที่เรารู้ว่าจิตเผลอไปคิดนะ หัดใหม่ๆมันจะเพ่ง ถัดจากรู้ว่าเผลอจะเพ่ง ก็ฝึกไปเรื่อย เผลออีกก็รู้แล้วก็เพ่ง เผลอแล้วก็รู้แล้วก็เพ่ง</p>
<p>ทีแรกจับรู้ไม่ติดหรอก มองไม่ออกว่ามีรู้มาคั่น ระหว่างเผลอกับเพ่ง ทีนี้ฝึกมาช่วงหนึ่งแล้วเริ่มเห็นน่ะ จิตเผลอไป ตรงที่รู้ว่าเผลอนี่ ไม่เผลอด้วยไม่เพ่งด้วย อยู่ตรงกลางนี่เอง ทีนี้ความรักดี กล้วจะเผลออีกก็เลยไปเพ่งเอาไว้ นักปฏิบัติ พอรู้ทันว่าเอ้า..มันเกินจากรู้ไปแล้ว เริ่มคุ้นเคยกับรู้นะ จิตเผลอไปคิดแล้วรู้ทัน จิตเผลอไปคิดแล้วรู้ทัน ไม่ไปเพ่งต่อ คราวนี้ &#8220;รู้&#8221; ค่อยเด่นขึ้นๆ</p>
<p><strong>พอรู้เด่นขึ้นหลวงพ่อก็บอกว่า จิตมันตื่นแล้ว จิตตื่นแล้ว จิตตื่นเนี่ยจิตมันเข้าถึงฐานจริงๆนะ จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน จิตสงบ สะอาด สว่าง จิตเบา จิตนุ่มนวล อ่อนโยน คล่องแคล่วว่องไว จิตซื่อตรงในการรู้อารมณ์ จิตควรแก่การทำวิปัสสนา ควรแก่การงาน นี่ล่ะคือจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นขึ้นมา </strong></p>
<p>หลวงพ่อก็พยายามพาพวกเราเดินมาเป็นลำดับๆนะ หัดรู้เผลอรู้เพ่งก่อน จนกระทั่งในที่สุด ตัวรู้ก็ค่อยๆเด่นขึ้นๆ พอตัวรู้เด่นแล้วอย่าหยุดอยู่แค่นั้น มาเดินต่อ เรามาฝึกจนได้ตัวรู้มานี่น่ะ คล้ายๆเราเตรียมความพร้อมของจิตเพื่อการเดินวิปัสสนา เพื่อการเจริญปัญญา การเจริญปัญญาก็คือการทำวิปัสสนากรรมฐานนั่นแหละ</p>
<p><strong>หลักของการเดินปัญญาก็คือ ให้มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงไม่เข้าไปแทรกแซง และต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นกลาง คือจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นนั่นเอง มิใช่จิตผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ไม่ใช่จิตผู้เพ่ง ให้ไปรู้ด้วยจิตที่เป็นผู้รู้</strong> จิตที่หลุดออกจากโลกของความคิด มาอยู่ในโลกของความรับรู้ รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้จิตใจอย่างที่เขาเป็น เรียนรู้ทุกอย่างอย่างที่มันเป็น ทำตัวเป็นแค่คนดู ไม่เข้าไปแทรกแซง</p>
<p><strong>เมื่อเราทำตัวเป็นแค่คนดูโดยไม่เข้าไปแทรกแซง เราจะเห็นความจริง ถ้าเราเป็นคนดูแล้วแทรกแซงไปด้วย จะดูไม่ตรงกับความจริง</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๓๙<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" target="_blank">540226A</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐ วินาทีที่ ๐ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๖</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/27/11185/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540226A.0m0-4m46.mp3" length="1141133" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" length="27851484" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/22/10326/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/22/10326/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2011 21:21:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[มโนสัญญเจตนา]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะเจตนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10326</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/511019B-concentrate-dd.mp3" target="_blank"><strong>ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้</strong></a></p>
<div id="attachment_10625" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/1215795777-400x265.jpg" alt="ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้" title="ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้" width="400" height="265" class="size-large wp-image-10625" /><p class="wp-caption-text">ถ้าจงใจรู้ ยังเข้าสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong> ของคุณรู้สึกมั้ย มันมีตัวหนึ่งที่นิ่งยืนพื้นอยู่ ตัวที่นิ่งยืนพื้นอยู่นี้แหละ เราประคองไว้ <strong>ถ้าตราบใดที่มีตัวหนึ่งนิ่งอยู่ ตัวอื่นแสดงไตรลักษณ์ แต่เหลือตัวหนึ่งนิ่งอยู่เนี่ย แสดงว่ายังจงใจอยู่</strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>ก็คอยรู้สึกกายอยู่ตลอดเวลา</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อย่าจงใจรู้สึก ปัญหาของคุณจงใจรู้สึกนะ ถ้าคุณจงใจรู้สึก จะมีตัวหนึ่งที่เกินจริง นิ่งอยู่นิดหนึ่ง ถ้าลดความจงใจลงแล้วง่าย</p>
<p>ในหนังสือวิถีแห่งความรู้แจ้ง ๒ นะ หลวงพ่อพูดถึงคำว่า โลภะเจตนา อยู่ท้ายๆเรื่องน่ะ โลภะเจตนานี่ดูยากมาก มันเป็นความจงใจที่เจือด้วยความอยาก <strong>ความจงใจที่เจือด้วยความอยาก มันจะทำให้เกิดการกระทำกรรม คือการทำงานทางใจ</strong> เพราะฉะนั้นตัวโลภะเจตนาเนี่ยนะ <strong>มันทำให้จิตใจเราปรุงแต่ง ปรุงการปฎิบัติขึ้นมา ตราบใดที่เรายังปรุงการปฏิบัติเนี่ย เรายังเข้าสู่มรรคผลในขณะนั้นไม่ได้เลย เพราะว่าความปรุงแต่งยังดำเนินอยู่</strong></p>
<p><strong>ให้เรารู้ทันความจงใจที่เจือด้วยโลภะนี้</strong> ถึงความจงใจใดๆทางใจนะ เรียกว่ามโนสัญญเจตนา ความจงใจทางใจเนี่ย ความจงใจทางใจที่เจือด้วยสัญญา จงใจแบบรู้ตัวว่าจงใจอย่างนี้แหละ อันนี้แหละทำให้เกิดการกระทำกรรม เพราะฉะนั้นถ้าจงใจทางดี ก็เจือด้วยโลภะนะลึกๆน่ะ จงใจทางไม่ดีก็เจือด้วยโลภะอยู่ลึกๆ หรือเจือด้วยโทสะ</p>
<p>ถ้าจงใจขึ้นเมื่อไหร่ก็เกิดการทำงาน จิตจะหมุนเวียนทำงาน เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ดิ้นรน เดี๋ยวก็ประคองไว้ เดี๋ยวกดไว้ เดี๋ยวกระโจนไปวิ่งจับอารมณ์ เดี๋ยวอย่างโน้นเดี๋ยวอย่างนี้ เกิดการทำงานขึ้นมา ทุกคราวที่เกิดการทำงานขึ้นมาความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น</p>
<p><strong>ให้เรารู้ทันแต่ไม่ให้เราละ รู้การทำงานของเขา ไม่ละ ละเนี่ยเป็นเรื่องของปัญญา ปัญญามีหน้าที่ละ ปัญญามีหน้าที่ตัด เรามีหน้าที่รู้ สติมีหน้าที่ระลึกเท่านั้นเอง ระลึกด้วยใจที่ตั้งมั่น เป็นกลาง เรียกว่ามีสัมมาสมาธิ</strong> ถ้ารู้แล้วใจไม่เป็นกลางก็เรียกว่าไม่มีสัมมาสมาธิ</p>
<p><strong>ถ้าปราศจากสัมมาสมาธิ ปัญญาจะไม่เกิด</strong> ปัญญาไม่เกิดเนี่ย ถึงกิเลสโผล่ขึ้นมานะ สภาวะก็ยังอยู่อย่างนั้นแหละ มันตัดไม่ได้จริงเท่าไหร่หรอก เพราะปัญญาจะเกิดนะ เกิดร่วมกับสตินะ แต่สติเกิดตัวเดียวได้ ไม่มีปัญญาก็ได้ </p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๖<br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๒๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/22/10326/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/511019B-concentrate-dd.mp3" length="6289240" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/25/9293/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/25/9293/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 22:07:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนนี้ภาวนาเป็นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด /เกร็ง /ปวดหัว /ปวดหว่างคิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[คลาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[รูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึก]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรมาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9293</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118B-develop-dd.mp3" target="_blank"><strong>ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส</strong></a></p>
<div id="attachment_9500" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/financial-report-400x266.jpg" alt="ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส " title="ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส " width="400" height="266" class="size-large wp-image-9500" /><p class="wp-caption-text">ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส </p></div>
<p><strong>โยม</strong><strong> :</strong> ขอเรียนถามหลวงพ่อหน่อยครับ คือช่วงนี้ ไม่ทราบว่าสภาวะจิตของผมเป็นยังไงบ้างครับ มันเลวร้ายมากรึเปล่าครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong><strong> :</strong> ไม่เลวร้ายนะ ถ้าพูดตรงไปตรงมา สภาวะตอนนี้ดี แต่ก่อนนี้อึดอัดรู้สึกมั้ย แน่นกว่านี้เยอะเลย แต่ก่อนเพ่งลูกเดียว แล้วมีทิฏฐิด้วยว่า มีทฤษฎีน่ะ ทิฏฐิ คือทฤษฎี ว่าต้องเพ่ง ที่นี้เราคอยรู้สึกเอา รู้สึกเอา ทีแรกหลวงพ่อบอกให้รู้สึกตัวนะ ยังไม่มั่นใจ ต้องภาวนา ต้องมีรูปแบบ ต้องเพ่งไว้ กำหนดไว้ ตอนนี้ใจมันเริ่มคลายออก เริ่มเป็นความรู้สึกตัว ที่ภาวนาตอนนี้ถือว่ามีพัฒนาการนะ <strong>อย่างเวลาเราดูพัฒนาการทางจิตใจนี่ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส</strong> ดูแบบสภาพัฒน์นะ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๑๐<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118B.mp3" target="_blank">491118B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๓๙ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๓๐</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/25/9293/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491118B-develop-dd.mp3" length="2079346" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491118B.mp3" length="26262154" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 May 2011 23:04:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กามสุขัลลิกานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[กุศลาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อพุธ]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศลาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[อปุญญาภิสังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตกิลมถานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9271</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491106-start-dd.mp3" target="_blank"><strong>สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</strong></a></p>
<div id="attachment_9491" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/282104427_85ed60a557-400x300.jpg" alt="สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" title="สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" width="400" height="300" class="size-large wp-image-9491" /><p class="wp-caption-text">สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>ตรงที่เราบอกว่าเราฟังธรรมเข้าใจเนี่ย   ความจริงไม่ได้เข้าใจด้วยการฟัง แต่เข้าใจด้วยการคิดเอาเอง</strong> การคิดเอาเองของเราเนี่ย  คิดถูกก็ได้  คิดผิดก็ได้ งั้นธรรมที่ฟัง ๆ เอานะยังใช้ไม่ได้ ฟังเอาพอเป็นแนว เพื่อจะมารู้กาย รู้ใจ  ศัตรูของการรู้กาย รู้ใจ  เบอร์หนึ่งเลยคือการที่เราหลงไปอยู่ในโลกของความคิด ลืมกาย ลืมใจที่เป็นปัจจุบัน รู้สึกไหม ขณะที่เราคิดไปเนี่ย เรานั่งอยู่เราก็ลืมไป จิตใจเราเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกุศล อกุศล เราก็ไม่รู้ นึกออกไหม   เนี่ยอย่างขณะนี้ลืมกาย ลืมใจแล้ว ตรงที่ไหลแว๊บไป</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นตราบใดที่คุณยังคิดไม่เลิกนะ  คุณไม่ได้ทำวิปัสสนาแน่นอน</strong> แล้วมันเป็นศัตรูด้วย   หลวงพ่อเลยไม่ส่งเสริมให้มานั่งคิดนั่งถามนะ ที่สงสัยได้เพราะคิดมาก   คิดมากก็สงสัยมาก สงสัยแล้วอยากถาม ถามไปแล้วก็จำเอาไว้แล้วหรือเอาไปคิดต่อ นะ มันจะเวียนไปอย่างนี้เรื่อย ๆ  วิปัสสนาจริง ๆ ไม่ใช่การคิด <strong>วิปัสสนาจริงๆ ในอภิธรรมสอนนะเริ่มจากตัวอุทยัพพยญาณ</strong> อุทยัพพยญาณเนี่ยมันเห็นความเกิดดับของรูปนามนะ <strong>แล้วระบุไว้ด้วยว่า ต้องพ้นจากความคิดด้วย</strong> ถ้ายังเห็นไตรลักษณ์ด้วยการคิดเอา เช่นคิดเอาว่าจิตตะกี้กับจิตเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนกัน เนี่ยแสดงว่าเป็นไตรลักษณ์ นี่ได้แค่สัมมสนญาณ ยังไม่ขึ้นวิปัสสนา <strong>เพราะฉะนั้นยังตราบใดที่ยังคิดอยู่ไม่ใช่วิปัสสนา</strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อพุธ</strong>เคยสอนนะบอกว่า <strong>“สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” ความคิดเนี่ยคือศัตรูเบอร์หนึ่งเลย   มันทำให้เราลืมกายลืมใจตัวเอง ส่วนศัตรูเบอร์สองคือการที่บังคับกาย บังคับใจ </strong>นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยคือนักบังคับกาย บังคับใจ   เพ่งเอา ๆ นะ กำหนดเอา ๆ กายก็ทื่อ ๆ ใจก็ทื่อ ๆ  ถ้าเราบังคับกาย บังคับใจ จนมันทื่อ ๆ ไปแล้วไตรลักษณ์มันจะไปอยู่ที่ไหน มันไม่แสดงตัวขึ้นมา</p>
<p><strong>ศัตรูของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอันแรก  หลงไป เผลอไป ขาดสติ ลืมเนื้อ ลืมตัว ตามใจกิเลสไปนี้เรียกว่า  อกุศลาภิสังขารมั่ง   อปุญญาภิสังขารมั่ง   เรียกว่า  กามสุขัลลิกานุโยคบ้าง</strong> มีหลายชื่อ</p>
<p><strong>ศัตรูหมายเลขสองคือการเพ่งกาย เพ่งใจ บังคับกาย บังคับใจ กำหนดกาย กำหนดใจ ควบคุมไว้ ทำกายทำใจให้ลำบากอันนี้เรียกว่า  ปุญญาภิสังขาร  ความปรุงแต่งฝ่ายที่เป็นบุญ  เรียกว่า กุศลาภิสังขาร ความปรุงแต่งที่เป็นกุศลเรียกว่า  อัตตกิลมถานุโยค  การบังคับตัวเอง</strong></p>
<p><strong>เนี่ยสองทางนี้แหละเป็นทางสุดโต่งสองด้านที่พระพุทธเจ้าห้าม</strong> ถ้าเรายังไปทำส่วนใหญ่ไปทำอย่างนั้นเองคือไปเพ่งเอา กำหนดเอา ใจแข็ง  ทื่อ ๆ จ้องเอาไว้ ๆ นั่นไม่ใช่การเจริญสติ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖<br />
Track: ๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491106.mp3" target="_blank">491106.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/21/9271/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491106-start-dd.mp3" length="8161697" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/016/mp3/491106.mp3" length="15264394" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/19/9203/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/19/9203/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 May 2011 22:15:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้โมโห / ขี้หงุดหงิด / เจ้าโทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[กด]]></category>
		<category><![CDATA[ข่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ต้านน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่านมา]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่านไป]]></category>
		<category><![CDATA[สมอ]]></category>
		<category><![CDATA[สักว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[สักว่าเห็น]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บกด]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เรือ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็นกิเลส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=9203</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491222_3.13_5.06.mp3" target="_blank">ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ</a></p>
<div id="attachment_9410" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/coldironingformarinevessels1-400x288.jpg" alt="ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ" title="ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ" width="400" height="288" class="size-large wp-image-9410" /><p class="wp-caption-text">ภาวนาเหมือนเรือทอดสมอ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>คือ ตรงที่เราเห็นโทสะเนี่ย ดีแล้วนะ ตรงที่ข่มไว้เนี่ย เป็นส่วนเกิน แต่ว่าโดยที่เรายังไม่ชำนิชำนาญการปฏิบัติ ข่มไว้ก่อนก็ดี จะได้ไม่ทำอะไรผิดทางกายทางวาจา แต่<strong>ถ้าเราเจริญสติชำนิชำนาญขึ้น พอจิตมีโทสะ เรารู้ว่ามีโทสะ เราจะเห็นเลย จิตที่มีโทสะมันไม่ใช่ตัวเรา มันมีของมันเอง ใจของเราเป็นแค่คนดู เป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู เห็นจิตมีโทสะเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ ก็ดับไป</strong></p>
<p><strong>ต่อไปสภาวะอย่างอื่น นอกเหนือจากโทสะ เช่น ราคะ โมหะ อะไรต่ออะไรนะ อิจฉา กังวล อะไรเกิดขึ้นมา เราก็ดูแบบเดียวกัน คือเห็นว่า มันเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ดับไป เราไม่ได้ไปแก้ไขมัน</strong> ทีนี้การปฏิบัติเนี่ย มันมี ส่วนมากพวกเราชอบเก็บกด เราไปกดมัน พอสภาวธรรม ยกตัวอย่างกิเลสอะไรเกิดขึ้นมา เราไปพยายามเพ่ง ไปกดๆมัน มันจะไปซ่อนตัวไว้ อย่างนี้ไม่ดี</p>
<p><strong>ถ้าเราเห็นกิเลสโผล่ขึ้น เราสักว่ารู้ สักว่าเห็นนะ จะเห็นมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะไม่ไปกดมันไว้ ต่อไปใจเราจะนิ่ง เบา สบาย ยิ่งภาวนาดี จะยิ่งสบาย</strong> แต่ถ้าเราฝืน เราต่อต้านกิเลสนะ เราจะเหนื่อย</p>
<p><strong>เราจะทำกับจิตใจเรา ให้คล้ายเรือลำใหญ่ๆ จอดอยู่ในแม่น้ำ ในทะเล จอดทอดสมออยู่ น้ำไหลมา เรือนี้ไม่ไหลตามน้ำ คือใจเราไม่ไหลไปตามกิเลส ในขณะเดียวกัน เรือไม่เคยต้านน้ำ เรือก็จะปล่อยให้น้ำไหลผ่านไป ใจเราจะสักว่ารู้สักว่าเห็น ไม่ต้าน</strong> ถ้าเราไปพยายามแก้ พยายามเก็บกด พยายามอะไรอย่างนี้ เราไปต้านมัน</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙<br />
</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗<br />
ลำดับที่  ๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/491222.mp3" target="_blank">491222</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๐๓ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๐๕ วินาทีที่ ๐๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/19/9203/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/491222_3.13_5.06.mp3" length="1812497" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตทำหรือเราทำ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/03/19/5003/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/03/19/5003/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Mar 2011 23:46:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[เจตนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5003</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download: </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/mind-or-me-501130B3.mp3">mind or me 501130B</a></p>
<div id="attachment_5519" class="wp-caption alignnone" style="width: 490px"><img class="size-full wp-image-5519" title="จิตทำหรือเราทำ" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/seeordo.jpg" alt="จิตทำหรือเราทำ" width="480" height="300" /><p class="wp-caption-text">จิตทำหรือเราทำ</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>อย่างบางทีเอ่อ..มันมีการกระทำอะไรบางอย่างน่ะครับ แล้วเราจะแยกได้ยังไงว่ามันเป็นเราจงใจทำหรือว่ามันทำของมันเองล่ะครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>เราคอยเป็นคนดูไปนะ เหมือนเราดูละครน่ะ เราก็เห็นกายเห็นใจเขาเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีเจตนา มีความจงใจขึ้นมา เราไปทำเองนะ ใจมันจะแน่นๆขึ้นมา จะหนักๆแน่นๆ แข็งๆขึ้นมา</strong></p>
<p>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ หลังฉันเช้า</p>
<p><em><br />
CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๒<br />
ลำดับที่ ๑๔<br />
ไฟล์ <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/022/mp3/501130B.mp3" target="_blank">501130B</a><br />
นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๕๔ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๑๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/03/19/5003/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/mind-or-me-501130B3.mp3" length="101424" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/mind-or-me-501130B2.mp3" length="101424" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/022/mp3/501130B.mp3" length="29920304" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเริ่มต้นภาวนาของผู้มาใหม่</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/03/09/6599/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/03/09/6599/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Mar 2011 21:31:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตมีหน้าที่คิด]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเป็นกุศล]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเป็นอกุศล]]></category>
		<category><![CDATA[ดูด้วยใจที่เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ถ้าถลำลงไปจ้องมันเป็นการเพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สภาวะไม่ใช่คิดเรื่องสภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัวบ่อยๆ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกอยู่ในกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกอยู่ในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้อย่างที่เขาเป็น]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วจบลงที่รู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วสักว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[สติที่แท้จริง]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อปราโมทย์]]></category>
		<category><![CDATA[หัดรู้สภาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[อย่าถลำลงไปจ้อง]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งมือ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่เพ่งสภาวะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6599</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/520426A.00m21-06m13.mp3">วิธีการเริ่มต้นภาวนาของผู้มาใหม่</a></p>
<div id="attachment_6601" class="wp-caption alignnone" style="width: 330px"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/1155317155.jpg"><img class="size-full wp-image-6601" title="วิธีการเริ่มต้นภาวนาของผู้มาใหม่" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/1155317155.jpg" alt="วิธีการเริ่มต้นภาวนาของผู้มาใหม่" width="320" height="264" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการเริ่มต้นภาวนาของผู้มาใหม่</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ธรรมะนะ ฟังด้วยการเปิดใจกว้างๆ ทำใจสบายๆ ถ้าฟังด้วยใจที่ปิดกั้นตัวเอง ก็เรียนอะไรใหม่ๆยาก ฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง <strong>ฟังไปก่อน แล้วค่อยเอาไปพิจารณาดู ไปลองทำดู ยังไม่ต้องเชื่อนะ เชื่อง่ายไม่ฉลาด แต่ถ้าฟังอะไรแล้วไม่เชื่อเลยก็ไม่ฉลาด</strong> ใครเขาพูดอะไรให้ฟังพูดธรรมะ หลวงพ่อพูดธรรมะให้ฟัง ก็ฟังไว้ก่อน แล้วเอาไปลองทำดู <strong>ทำแล้วเห็นผลอย่างไรนะ เรารู้ด้วยตัวของเราเอง อย่างนี้ค่อยเรียกว่าฉลาดหน่อย ถ้าพูดอะไรแล้วก็เชื่อตลอดเลยก็ไม่ฉลาดหรอก กลายเป็นคนงมงาย ขาดปัญญา พูดอะไรแล้วก็ไม่เชื่อเลย ก็ไม่ฉลาดนะ ฟุ้งซ่าน</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นฟังไว้แล้วเอาไปลองปฏิบัติ ลองดูสิว่าเราจะเจริญสติ เราจะหัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ จนสติที่แท้จริงเกิดขึ้นมา พอสติที่แท้จริงเกิดขึ้นมาแล้วลองดูสิ จิตมันจะเป็นอย่างไร มันเป็นกุศลหรือมันเป็นอกุศล จิตทีเป็นกุศลเป็นอย่างไร จิตที่เป็นอกุศลเป็นอย่างไร ลองดูของเราเอง</p>
<p>เบื้องต้นก็หัดรู้สภาวะไป ลองดู ร่างกายหายใจออกคอยรู้สึก ร่างกายหายใจเข้าคอยรู้สึก ร่างกายยืน ร่างกายเดิน ร่างกายนั่ง ร่างกายนอน คอยรู้สึกไปนะ ร่างกายมีความสุขมีความทุกข์ ก็คอยรู้สึก จิตใจมีความสุขมีความทุกข์ จิตใจเฉยๆ ก็คอยรู้สึก มีเฉยๆเกินขึ้นมาอีกอันหนึ่งนะ จิตใจจะมีราคะหรือไม่มี มีโทสะหรือไม่มี มีโมหะหรือไม่มี ฟุ้งซ่านหรือหดหู่ คอยดูเรื่อยๆไปนะ หัดรู้จักสภาวะแต่ละอย่างๆที่เกิดขึ้นในกายในใจเรื่อยๆไป</p>
<p>ลองไปทำดูนะ แล้วดูสิ หัดรู้สภาวะอย่างนี้แล้วสติจะเกิดหรือไม่เกิด ถ้าหัดรู้สภาวะแล้วสติไม่เกิดนะ ก็หลวงพ่อปราโมทย์โกหกหลอกลวง ถ้าหัดรู้สภาวะสักเดือนหนึ่ง อย่าไปคิดเอานะ ให้รู้สภาวะไม่ใช่ให้คิดเรื่องสภาวะ แล้วก็ไม่ได้ให้เพ่งสภาวะ ไม่ใช่ไปเพ่งร่างกาย เพ่งลมหายใจ เพ่งมือ เพ่งเท้า เพ่งท้อง ให้แค่รู้สึกอยู่ในกาย รู้สึกอยู่ในใจ คอยรู้สึกตัวบ่อยๆ ต่อไปสติมันจะเกิดได้เอง นี่คำท้าพิสูจน์ข้อที่ ๑ ไปหัดรู้สภาวะดูสิว่าสติจะเกิดหรือไม่เกิดนะ</p>
<p>พอสติเกิดแล้วนะ หัดรู้ต่อไปอีก ดูไป ดูด้วยใจที่เป็นกลาง ใจที่เป็นกลางก็คือ ก่อนจะรู้ ไม่ใช่อยากรู้ ให้สภาวะเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรู้เอา ระหว่างรู้ไม่ถลำลงไปรู้นะ รู้อยู่ห่างๆ เหมือนเรายืนอยู่บนตลิ่ง บนริมแม่น้ำ เราเห็นอะไรต่ออะไรไหลผ่านไปในแม่น้ำ เราดูอยู่ห่างๆ เราอย่ากระโดดลงไปในแม่น้ำ</p>
<p>รู้แล้วก็ไม่เข้าไปแทรกแซงนะ เช่น พอเราเห็นสาวสวยขึ้นมา เราไม่ต้องพยายามจะไม่เห็น เพราะตามันมองเห็น ตามันมองเห็นเราก็รู้นะ พอรู้แล้วจิตเกิดราคะขึ้นมา เห็นสาวสวยเห็นหนุ่มหล่อ จิตเกิดราคะขึ้นมาก็ให้คอยรู้ ไปหัดรู้อย่างนี้เรื่อยๆ อย่าเข้าไปแทรกแซง ไม่ใช่ว่าพอจิตมีราคะขึ้นมาก็หาทางแก้ไข จิตมีโทสะก็หาทางแก้ไข อันนั้นไม่เรียกว่า &#8220;รู้ด้วยความเป็นกลาง&#8221; แต่เป็นการรู้แล้วยังเข้าไปแทรกแซง เรารู้แล้วจบลงที่รู้ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซงนะ เนี่ยพอเรามีสติเกิดแล้วเราก็รู้อันโน้นรู้อันนี้ไป</p>
<p><strong>วิธีรู้ก็คือ รอให้สภาวะเกิดก่อนแล้วค่อยรู้นะ อย่าอยากรู้ อย่าเที่ยวแสวงหาว่าจะดูอะไรดี ให้สติมันระลึกเอง ระหว่างรู้อย่ากระโดดลงไป อย่าถลำลงไปจ้อง ถ้าถลำลงไปมันจะจ้อง มันเป็นการเพ่ง พอรู้แล้วนะ ไม่เข้าไปแทรกแซง อะไรจะเกิดขึ้น จะเป็นความสุขหรือเป็นความทุกข์ จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ให้รู้ไปเรื่อยๆด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ใช่ว่าพอความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ กุศลเกิดขึ้นก็อยากให้อยู่นาน หรือพอใจอยากให้เยอะกว่านี้อีก อกุศลเกิดขึ้นอยากให้หายไป ความทุกข์เกิดขึ้นอยากให้ดับไปเร็วๆ อะไรอย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่าไม่เป็นกลาง</strong></p>
<p>ถ้าเราไม่เป็นกลางเมื่อไหร่เราจะเข้าไปแทรกแซงนะ เราไม่ได้รู้ตามความเป็นจริงแล้ว แต่จะรู้ไปแล้วก็เข้าไปแทรกแซง เห็นความทุกข์เกิดขึ้นมา พอรู้ว่ามันทุกข์นะ ก็หาทางทำอย่างไรจะให้หาย ภาวนาอยู่ ภาวนายังไม่เป็น ไปบังคับตัวเอง จิตมันแน่นขึ้นมา หาทางทำอย่างไรจิตจะหายแน่นอะไรอย่างนี้ หรือว่าจิตมันจะหลง จิตมันจะต้องคิด จิตมีหน้าที่คิด พอจิตคิดไปเราก็มาคิดต่อ ทำอย่างไรจิตจะไม่คิด หาทางแทรกแซงตลอด ถ้าเราแทรกแซงอยู่ เราจะไม่มีคำว่า &#8220;สักว่ารู้&#8221; หรอกนะ</p>
<p><strong>ให้เรารู้อย่างที่เขาเป็นนะ ก่อนจะรู้ไม่ต้องอยากรู้ ระหว่างรู้ก็ไม่ต้องอยากรู้ให้ชัดจนถลำลงไปจ้อง รู้แล้วก็ไม่ต้องไปอยากแก้ไข หรืออยากควบคุม รู้แล้วจบลงที่รู้ รู้แล้วสักว่ารู้ เนี่ยใครทำได้อย่างนี้นะ ท้าพิสูจน์ มีสติรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในกายในใจด้วยจิตที่เป็นกลาง ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เผลอไป ไม่เพ่งไว้ นี่เป็นคำท้าพิสูจน์อีกคำหนึ่งนะ ลองดูสิ ทำไปแล้วเราจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองมั้ย</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า</em></div>
<p>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426A.mp3" target="_blank">520426A.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑๓
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/03/09/6599/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/520426A.00m21-06m13.mp3" length="1404648" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426A.mp3" length="11467936" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/12/05/5864/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/12/05/5864/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Dec 2010 22:49:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กดข่ม]]></category>
		<category><![CDATA[กำหนด]]></category>
		<category><![CDATA[จ้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ตกใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตามดู]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกขัง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[มารยา]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[หดหู่]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[อิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5864</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520215-children-dd.mp3"><strong>ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น</strong></a></p>
<div id="attachment_5874" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-5874" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/China_BEIDA_PLAYGROUND_TOYS_CO___LTD_20084201500400-300x225.jpg" alt="ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น" width="300" height="225" /><p class="wp-caption-text">ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>จิตนะมันก็คล้ายๆเด็กคนหนึ่ง เป็นเด็กซนด้วย จิตของทุกคนเป็นเด็กซนๆ นะ เพราะฉะนั้นจิตจะเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ทำงานอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราเป็นแบบผู้ใหญ่ใจร้าย เราไปถือไม้เรียวเฝ้าเด็กไว้เนี่ย เด็กก็ตัวแข็งๆ ไม่กล้ากระดุกกระดิก เด็กก็ผิดธรรมชาติแล้ว เด็กไม่กล้าเคลื่อนไหว</p>
<p>จิตนี้เหมือนกัน ถ้าเราไปนั่งเพ่ง นั่งจ้อง นะ จิตก็จะนิ่ง ไม่กล้าเคลื่อนไหว ไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเพ่งมัน ปล่อยให้มันทำงานเป็นอิสระเลย แล้วมีสติตามดู ผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็นเนี่ย ต่างกันนิดเดียว เด็กๆที่ปฏิบัติไม่เป็นนะ จิตมันเดี๋ยวก็แกว่งขึ้น เดี๋ยวก็แกว่งลง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ตลอดเวลา จิตมันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นธรรมชาติ เจอสิ่งนี้มันดีใจ เจอสิ่งนี้มันไม่พอใจนะ เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p>แต่ว่าเด็กนั้นอารมณ์มันเปลี่ยนแปลงนะ แต่มันไม่รู้ นะ มันไม่รู้ มันมัวแต่หลงออกไปภายนอก <strong>ผู้ปฏิบัติต่างจากเด็กนิดเดียว ตรงที่ว่าเรารู้ทัน จิตเราโลภขึ้นมาเรารู้ทัน จิตเราโกรธขึ้นมาเรารู้ทัน จิตเราหลงขึ้นมารู้ทัน จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ จิตสงสัย จิตเป็นอย่างไรคอยรู้ทันไปเรื่อยๆ แต่ว่าปล่อยจิตให้มันทำงานไปอย่างอิสระนะ</strong> เหมือนเราเป็นเด็กๆ ปล่อยจิตมันให้ทำงานไป เหมือนจิตใจของเด็กธรรมดานั่นเอง</p>
<p>นี่ฝึกไปอย่างนี้ ง่ายๆ เราก็จะได้เห็นความจริง ว่า<strong>จิตนี้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา</strong> นี่คือ <strong><em>&#8220;ไม่เที่ยง&#8221;</em></strong> นะ <strong>จิตนั้นทนอยู่ในสภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้</strong> เช่นสุขก็สุขไม่นานนะ ทุกข์ก็ทุกข์ได้ชั่วคราว เนี่ยเรียกว่ามันเป็น <strong>&#8220;ทุกขัง&#8221;</strong> มันทนอยู่ไม่ได้ มันถูกบีบคั้นตลอดเวลา จิตนี้นะ<strong> เราสั่งมันไม่ได้ มันจะสุข มันจะทุกข์ มันจะดี จะชั่ว เราสั่งมันไม่ได้</strong> นี่เรียกว่า <strong><em>&#8220;อนัตตา&#8221;</em></strong></p>
<p>เราดูของจริงนะ เราจะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดูในกาย ดูในจิตนะ ดูไปเรื่อยๆ ดูเขาทำงานไปเรื่อย อย่าไปบังคับเขา ถ้าเราลืมดู เรียกว่า &#8220;หลงไป&#8221; นะ ใช้ไม่ได้ ถ้าเราไปเพ่งกายเพ่งจิต มันก็นิ่งๆ ไม่เห็นความจริง ก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้เรารู้เล่นๆ</p>
<p>เพราะฉะนั้น เด็กๆ เนี่ย จิตใจมันจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มันอยากจะวิ่งมันก็วิ่งนะ ร่างกายมันก็เคลื่อนไหวไป หกล้มขึ้นมา มันเจ็บมันก็ร้องไห้ มันไม่ได้มีมารยา นะ ของเราถ้าหกล้มใช่มั้ย เราเจ็บเนี้ยไม่เท่าไหร่ แต่อายมากกว่า เห็นมั้ย เด็กไม่อาย รู้สึกมั้ย แต่หลวงพ่อไม่ได้สอนให้พวกเราหน้าด้านนะ แต่เทียบให้ฟังน่ะ อย่างเด็กหกล้มเนี่ย เด็กเจ็บ แต่ของเราเนี่ยอาย ใช่มั้ย เจ็บด้วย แล้วอายด้วย นี่บวกมารยาเข้าไป นะ <strong>ถ้าเรามีใจอย่างเด็กๆ นะ ใจซื่อๆ ความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้น</strong> <strong>ก็มีสติรู้ทันนะ ต่างกับเด็กตรงที่เด็กมันไม่รู้เท่านั้นเอง</strong></p>
<p>แต่เด็กบางคนรู้นะ หลวงพ่อตอนอายุสิบขวบ ไฟไหม้ข้างบ้าน ตกใจ วิ่งจะไปบอกพ่อ วิ่งไป ตึ๊บ ตึ๊บ ตึ๊บ วิ่งไปสามก้าวเท่านั้น มันไปเห็นจิตที่ตกใจเข้า ความตกใจมันดับลงตรงนั้นเลย นะ มันตื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นเด็กบางคนมันก็เป็นเหมือนกันนะ ทีนี้พวกเรานะ ปล่อย..ให้กายให้ใจเขาทำงาน ให้เขาเคลื่อนไหว ให้เขาเปลี่ยนแปลงแล้วเราตามดู</p>
<p>ผู้ปฏิบัติไปพลาดตรงไหน พลาดตรงที่ไปทำลายหัวใจของเด็กๆ เสียนะ เป็นหัวใจที่เต็มไปด้วยมารยานะ เรากดข่ม บังคับตัวเองสารพัดเลยนะ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ไม่เป็นธรรมชาตินะ ใจเราจะมีความรู้สึกอะไร เราก็คอยควบคุม คอยบังคับ คอยกดข่ม จนเครียดไปหมดเลย นะ เพราะฉะนั้นเราเต็มไปด้วยความทุกข์ เราสร้างความทุกข์ขึ้นมาเอง เราสร้างความลำบากในกายในใจขึ้นมาเอง</p>
<p>ลองเปลี่ยนซะนะ<strong> อย่าไปเพ่งกาย อย่าไปเพ่งใจ อย่าไปกำหนดกาย อย่าไปกำหนดใจ ให้มีสติรู้กาย ให้มีสติรู้ใจ รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเล่นๆ วันหนึ่งเราจะเห็นความจริงเลย ทั้งกายทั้งใจนี้ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานะ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง เห็นแต่สภาวธรรม แต่ไม่มีตัวเรา</strong></p>
<p>เช่น ความโกรธเกิดขึ้น เราเห็นเลย ความโกรธไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นสภาวธรรมที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความโลภเกิดขึ้นก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไปหมดเลย ความสุขเกิดขึ้นนี่ เรามีสติรู้อยู่ มีใจตั้งมั่น เห็นเลย ความสุขนั้นเป็นแค่สิ่งที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป เป็นของแปลกปลอมมาชั่วครั้งชั่วคราว ความสุขไม่ใช่ตัวเรา นะ</p>
<p><strong>เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาผ่านไปล้วนแต่ไม่ใช่ตัวเรา นี่เราคอยรู้สึกไป รู้สึกไปนะ ในกายนี้ก็มีแต่สภาวธรรม ไม่ใช่ตัวเรา ในจิตก็มีแต่สภาวธรรม ไม่ใช่ตัวเรา</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></div>
<div><em>แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเศก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ ๒๗<br />
เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕๒</em></div>
<div><em>CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๗<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/027/520215.mp3" target="_blank">520215.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๔๑</em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/12/05/5864/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/520215-children-dd.mp3" length="11022627" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/027/520215.mp3" length="33093476" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>กิเลสที่ทำให้เนิ่นช้า</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5575/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5575/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Nov 2010 22:07:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[อึดอัด /เกร็ง /ปวดหัว /ปวดหว่างคิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[กดข่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ความปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[จงใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[ปปัญจธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[มานะ]]></category>
		<category><![CDATA[อยากปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[เนิ่นช้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5575</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/480911A-slow-dd.mp3"><strong>กิเลสที่ทำให้เนิ่นช้า</strong></a></p>
<div id="attachment_5675" class="wp-caption alignnone" style="width: 240px"><img class="size-medium wp-image-5675" title="กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/18332-230x300.jpg" alt="กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า" width="230" height="300" /><p class="wp-caption-text">กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> การปฏิบัตินี่ไม่ใช่ให้เราลงมือทำอะไร <strong>เราไม่ทำอะไรเกินจากการรู้ตามความเป็นจริงนะ รู้กายตามความเป็นจริง รู้ใจตามความเป็นจริง</strong> แค่นี้เรียกว่าปฏิบัติ ถ้าเกินจากนี้ไม่ใช่ละ <strong>เกินจากนี้เป็นการหลงความปรุงแต่งฝ่ายกุศลแล้ว</strong></p>
<p>อยากจะดีก็ปรุงใหญ่เลยนะ กดข่มบังคับ เครียด เก็บกด มันทำของง่ายให้กลายเป็นของยาก สิ่งที่ทำของง่ายให้กลายเป็นของยากนะ ท่านเรียกว่า<strong><em> &#8216;ปปัญจธรรม&#8217;</em> ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า</strong> มีตัณหา อยากปฏิบัติมาก ก็ยิ่งดิ้นมาก มีทิฎฐิ คิดมาก ก็ยิ่งฟุ้งซ่านมาก เปรียบเทียบไปเรื่อย ไม่ยอมรู้กายรู้ใจ มีมานะมาก ถือว่ากูเก่ง กูรู้หมดแล้ว กูเลยเรียนอะไรไม่ได้เลย หรือกูโง่สุดๆ แล้ว กูก็เลยเรียนอะไรไม่ได้เหมือนกันเพราะใจฝ่อ เพราะฉะนั้นอย่าให้กิเลส ๓ ตัวนี้มาครอบงำ</p>
<p><strong>ความอยากปฏิบัตินั้นแหละตัวดีเลย ทันทีที่อยากปฏิบัติมันจะเกิดการหมายรู้ มันจะหมายลงไป จะจงใจเข้าไปรู้ ทันทีที่จงใจเข้าไปรู้เกิดการกระทำกรรมแล้ว</strong> การกระทำกรรมคือการจงใจเข้าไปรู้ <strong>เมื่อจงใจเข้าไปรู้ปุ๊บ วิบากคือความทุกข์ก็จะเกิดทันทีเลย</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี<br />
หนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี<br />
เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘</em></div>
<div><em>CD: สวนโพธิญาณอรัญวาสี แผ่นที่ ๑๐<br />
Track: ๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/010/mp3/480911A.mp3" target="_blank">480911A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๑๒ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๓๕</em></div>
<div><em> </em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5575/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/480911A-slow-dd.mp3" length="3301876" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/010/mp3/480911A.mp3" length="9791637" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิปัสสนาต้องเห็นรูปนามเป็นไตรลักษณ์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/15/5220/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/15/5220/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Nov 2010 21:25:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กำหนด]]></category>
		<category><![CDATA[จ้อง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับ]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สักว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[เคลิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[แช่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5220</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_5502" class="wp-caption alignnone" style="width: 250px"><img class="size-full wp-image-5502" title="หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/lppramote.jpg" alt="หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี" width="240" height="364" /><p class="wp-caption-text">หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี</p></div>
<p>mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/510202-wipasana-dd.mp3" target="_blank">วิปัสสนาต้องเห็นรูปนามเป็นไตรลักษณ์</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>พระพุทธเจ้าสอนให้รู้กาย พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนกำหนดนะ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ <strong><em>&#8220;ทุกขัง อริยสัจจัง ปริญญาญัง&#8221;</em> ทุกข์เป็นสิ่งควรรู้รอบ</strong> ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรู้รอบ <strong>รู้รอบ คือ รู้ด้วยสติ รู้ด้วยปัญญา</strong></p>
<p><strong>รู้ด้วยสติ คือ รู้ถึงตัวสภาวะของมัน รู้ด้วยปัญญาก็จะเห็นลักษณะของมัน</strong> รู้ด้วยสติก็คือ เห็นสภาวะ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น เห็นความโกรธโผล่ขึ้นมา รู้ด้วยปัญญาก็คือ เห็นว่าความโกรธนั้นไม่เที่ยง ความโกรธนั้นเป็นทุกข์ ความโกรธมิใช่ตัวเรา บังคับไม่ได้ ห้ามไม่ได้ รู้ด้วยปัญญาก็คือเห็นไตรลักษณ์นั่นแหละ <strong>ถ้ารู้ด้วยสติก็เห็นรูปนาม รู้ด้วยปัญญาเห็นไตรลักษณ์</strong> <strong>วิปัสสนาต้องเห็นรูปนามเป็นไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นต้องรู้ด้วยสติและปัญญา</strong></p>
<p>รู้ด้วยสติอย่างเดียวไม่ได้ บางคนไปเดินจงกรมนะ เอาจิตไปจ่อไว้ที่เท้า เท้าเคลื่อนไหวอย่างไรรู้หมดเลย อันนั้นไม่มีปัญญา ถ้ารู้ด้วยปัญญาจะเห็นเลย ตัวที่เดินอยู่ไม่ใช่ตัวเรา ตัวที่โกรธ ความโกรธนั้น ไม่ใช่ตัวเรา สภาวธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ว่าสภาวธรรมใดๆ จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม ล้วนแต่ไม่ใช่ตัวเรา นี่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ามีปัญญา บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ถึงความบริสุทธิ์เป็นอย่างไร ถึงพระอรหันต์นั่นเอง</p>
<p>บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญานะ ปัญญาเกิดจากอะไร ปัญญาเกิดจากมีสติ รู้สภาวะของรูปธรรมนามธรรมที่กำลังปรากฎ แต่ปัญญามีสติรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญ ที่ให้เกิดปัญญา คือมีสัมมาสมาธิ</p>
<p>ในพระอภิธรรมถึงสอนว่า <strong>สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา</strong> สัมมาสมาธิมิใช่มิจฉาสมาธิ สมาธิที่พวกเราฝึกอยู่เกือบทั้งหมดคือมิจฉาสมาธิ สมาธิเพ่ง สมาธิจ้อง สมาธิบังคับ สมาธิกำหนด สมาธิเครียดๆแข็งๆ สมาธิเคลิ้มๆ สมาธิลืมเนื้อลืมตัว สิ่งเหล่านี้เป็นมิจฉาสมาธิทั้งสิ้น</p>
<p>หรือสมาธิเข้าไปนอนแช่ รู้ลมหายใจก็ไปนอนอยู่กับลม แช่จิตลงไปแช่กับลม รู้ท้องพองยุบจิตไปแช่อยู่ที่ท้อง รู้เท้า ยกเท้า ย่างเท้า จิตไปแช่อยู่ที่เท้า ขยับมือ จิตไปไหลไปอยู่ในมือ อย่างนี้เป็นมิจฉาสมาธิ</p>
<p><strong>ถ้าสัมมาสมาธิ ใจจะตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าเห็นอยู่ ใจมันตั้งมั่นเป็นแค่คนดู สติระลึกไป แต่ใจเป็นคนรู้เฉยๆ ใจไม่เข้าไปปรุงแต่งต่อ สติระลึกรู้ ใจไม่ปรุงแต่งต่อนะ ใจเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่อย่างนั้นเอง</strong></p>
<p>พอใจมันไม่ปรุงแต่งต่อ มันจะเห็นความจริง ของสภาวธรรมทั้งปวง ทั้งรูปธรรมนามธรรมที่เกิดขึ้น สภาวะทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวเราในสภาวะเหล่านั้น ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ อย่างนี้นะ เห็นไป วันหนึ่งก็จะแจ้งขึ้นมา</p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๓<br />
Track: ๑๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/023/mp3/510202.mp3" target="_blank">510202.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/15/5220/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/510202-wipasana-dd.mp3" length="2821641" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/023/mp3/510202.mp3" length="14493984" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การดูกาย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/10/06/4813/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/10/06/4813/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Oct 2010 22:15:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ถลำ]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[นามรูปปริจเฉทญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สักว่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ส้มมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[แยกรูปนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ใจเป็นคนดู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=4813</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_4859" class="wp-caption alignnone" style="width: 259px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/Male-Body-06-249x300.jpg" alt="ดูกาย" title="ดูกาย" width="249" height="300" class="size-medium wp-image-4859" /><p class="wp-caption-text">ดูกาย</p></div>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/500509-body-dd.mp3"><strong>การดูกาย</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ฝึกมาแบบไหน</p>
<p><strong>โยม:</strong> ดูกายค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> <strong>ดูกายต้องมีใจที่ตั้งมั่น สักว่ารู้สักว่าดูนะ ใจต้องอยู่ต่างหากเป็นแค่คนดู</strong> ที่ฝึกอยู่พอใช้ได้แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ตะกี้ใช้ได้ นี่ตรงนี้ใช้ได้</p>
<p><strong>โยม:</strong> ค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> อย่าไปเพ่งนะ อย่าไปเพ่งกายให้ทื่อๆ ขึ้นมา ให้เราแค่เห็นร่างกายมันทำงานไป ใจเป็นคนดูอยู่ต่างหาก คนไหนดูกาย นี่หลวงพ่อพูดเหมาๆ นะ วันนี้มีเวลาครึ่งชั่วโมงเอง คนไหนดูกายนี่ให้เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหวมันทำงานไป ใจเป็นคนดูอยู่ต่างหากนะ ใจเป็นแค่คนดูร่างกายทำงาน อย่าเหลือแต่กายอันเดียว หลายคนภาวนาผิดนะ ไปรู้ลมหายใจ เหลือแต่ลมหายใจไม่มีความรู้สึกตัว จิตจมลงไปในลม บางคนดูท้องพองยุบนะ เหลือแต่ท้อง จิตไปเพ่งอยู่ที่ท้อง มันต้องมีจิตอยู่ต่างหาก</p>
<p>การแยกกายแยกใจนี่เรียกว่า<strong> &#8216;</strong><em><strong>นามรูปปริจเฉทญาณ&#8217;</strong> </em><strong>ก่อนที่จะขึ้นวิปัสสนานี่ ญาณที่หนึ่งต้องมีนามรูปปริเฉทญาณ</strong> <strong>แยกรูปกับนามออกจากกันให้ได้ก่อน รูปธรรมอยู่ส่วนหนึ่งนะ นามธรรมเป็นคนดู เพราะฉะนั้นเราเห็นร่างกายที่เดินที่ยืนที่นั่งที่นอนนี่ไม่ใช่ตัวเรา มันจะเห็นทันทีเลย เพราะใจจะเป็นคนดูอยู่ต่างหาก</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นต้องพยายามนะ คนไหนที่หัดรู้กาย เวลาที่รู้ลมหายใจอย่างนี้อย่าให้จิตไหลไปจมอยู่ที่ลมหายใจ ให้จิตอยู่ต่างหาก จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายนี้หายใจไป จิตเป็นแค่คนดู บางคนดูท้องพองยุบก็ให้ร่างกายมันพองยุบไป จิตเป็นคนดูอยู่ต่างหาก คนไหนเดินจงกรมก็เห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นคนดูอยู่ อย่าไปเพ่งใส่เท้านะ ถ้าไปเพ่งเท้าจนไม่รู้สึกถึงความมีอยู่ของจิต จิตไปรวมอยู่ที่เท้าเป็นสมถะ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ที่ทำนะได้แค่สมถะ จิตถลำลงไป จิตไม่ตั้งมั่น <strong>จิตที่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธินี่แหละเป็นของสำคัญมาก</strong> ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ไม่สักว่าเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่นี่ จิตจะถลำลงไป ไปรู้อารมณ์แล้วก็ถลำ ไปรู้อารมณ์แล้วก็ถลำ มันจะไม่สามารถเห็นอารมณ์ทั้งหลายตามความเป็นจริง จิตมันจะไปแช่นิ่งๆ ซื่อบื้ออยู่กับอารมณ์ อย่างนั้นไม่เกิดปัญญา ได้แต่ความสงบ</p>
<p>เพราะฉะนั้น <strong>คนไหนดูกายนะ รู้ไป ร่างกายเคลื่อนไหว ใจเราเป็นคนดูอย่างนี้เรื่อยๆ แล้วก็จะเห็นเลย ร่างกายมันก็เคลื่อนไหวของมันไปเรื่อย จิตใจมันก็ทำงานของมันไปเรื่อย บังคับไม่ได้สักอันเดียวทั้งกายทั้งใจ</strong></p>
<p>ทำวิปัสสนาไม่ใช่รู้กายอันเดียวหรือรู้จิตอันเดียว ทำวิปัสสนาจริงๆ ไม่เหมือนสมถะ สมถะรู้อันเดียว ให้จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว แต่<strong>วิปัสสนานี่บางครั้งสติรู้กาย บางครั้งสติรู้จิต เลือกไม่ได้ เพราะสติเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้</strong> บางทีก็รู้กาย บางทีก็รู้จิต เมื่อรู้กายเราก็ให้เห็นความจริงของกายนะ จิตเป็นแค่คนดูอยู่ เห็นความจริงร่างกายเป็นแค่วัตถุธาตุเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ตัวเราหรอก จะเห็นทันทีว่าไม่ใช่เรา แต่ถ้าเราไปเพ่งท้องพองยุบไปเรื่อยๆ มันจะไม่เห็นว่าไม่เป็นเรา มันจะสงบไปเฉยๆ เพราะฉะนั้นใจจะต้องตั้งมั่นเป็นแค่คนดูอยู่</p>
<p><em> </em></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๐<br />
Track: ๖<br />
File: </em><a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/020/mp3/500509.mp3" target="_blank"><em>500509.mp3</em></a><br />
<em>ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/10/06/4813/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/500509-body-dd.mp3" length="3194461" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/020/mp3/500509.mp3" length="20742376" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตที่มีสัมมาทิฏฐิมีแนวโน้มไปสู่นิพพาน เว้นแต่จะไปติดขัดอยู่กลางทาง เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/09/10/3090/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/09/10/3090/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Sep 2010 22:07:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทางสายกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<category><![CDATA[กาม]]></category>
		<category><![CDATA[กามคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[กามธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทุศีล]]></category>
		<category><![CDATA[ท่อนไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ภพ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมปชัญญะ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อยากเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[เกยตื้น]]></category>
		<category><![CDATA[เน่าใน]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3090</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_3870" class="wp-caption alignnone" style="width: 241px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/lumb-231x300.jpg" alt="เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ" title="เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ" width="231" height="300" class="size-medium wp-image-3870" /><p class="wp-caption-text">เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ</p></div>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/501020B-river-dd.mp3"><strong>จิตที่มีสัมมาทิฏฐิมีแนวโน้มไปสู่นิพพาน เว้นแต่จะไปติดขัดอยู่กลางทาง เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ</strong></a></p>
<p>หลวงพ่อปราโมทย์: พระพุทธเจ้าท่านเคยเทียบ บอกว่าจิตของเราเนี่ย ที่แสวงหาความหลุดพ้นเนี่ยนะ เหมือนท่อนไม้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคา ท่านไม่ยกว่าเป็นแม่น้ำเจ้าพระยานะ ท่านยกแม่น้ำคงคา บอกว่า ท่านชี้ให้พระดูท่อนไม้ลอยน้ำ ท่านบอกว่าไม้ท่อนนี้นะ ถ้ามันลอยไปเรื่อยๆ มันไม่ไปติดฝั่งซ้าย ไม่ไปติดฝั่งขวา ไม่ไปเกยตื้น ไม่ไปติดเกาะอะไรอย่างนี้นะ ไม่ไปถูกมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำวน ไม่เน่าใน ไม่ผุพังเสียเอง ถึงวันหนึ่งมันจะไปสู่ทะเล</p>
<p>จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ สิ่งที่พวกเราเรียนจากหลวงพ่อคือตัวสัมมาทิฎฐินั่นเอง จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิรู้ทิศทางว่าเราจะทำอะไรเพื่ออะไรจะทำอย่างไร ระหว่างทำไม่หลงไม่เผลอ จิตมันมีสัมมาทิฎฐิอยู่อย่างนี้ ระดับเบื้องต้นซึ่งเรียกว่า &#8220;สัมปชัญญะ&#8221; รู้ทิศทาง รู้แนวทาง จิตที่มีสัมมาทิฎฐินั้นนะ มีแนวโน้ม น้อมโน้ม โน้มเอียง ลาดลุ่ม ไปสู่นิพพาน เหมือนท่อนไม้นี้ไหลตามน้ำไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ไปติดฝั่งซ้ายฝั่งขวา เกยตื้น ไม่ถูกมนุษย์ อมนุษย์ จับไว้ ไม่เน่าใน ไม่ถูกน้ำวนดูดไปนะ ไม้ท่อนนี้ต้องไปถึงทะเล</p>
<p>จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ จิตของเรานี้ไม่ต้องไปทำอะไรมัน อย่าไปเกยอยู่ที่ไหนก็แล้วกัน มันจะไหลไปสู่นิพพานเอง จะไหลไปสู่มรรคผลนิพพานเอง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ต้องทำอะไร แต่อย่ามัวไปเกยตื้นอยู่ที่ไหนซะล่ะ</p>
<p>คำว่าติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวา ก็คือไปหลงในสิ่งที่เป็นคู่ๆ เช่นอายตนะภายในภายนอกนี่คู่หนึ่ง ตัวอย่างนะ ไปติดในความสุข หรือไปติดในความทุกข์ ติดในความทุกข์ก็คือเกลียดทุกข์ รักสุขเกลียดทุกข์อะไรอย่างนี้ ใจก็ยังดิ้นอีก เนี่ยติดในสิ่งที่เป็นคู่ๆ ติดความดี ความเลว เจออะไรเลวๆแล้วทนไม่ได้ ทุรนทุราย อยากจะให้โลกนี้ดี สวยงามอย่างเดียว อะไรอย่างนี้ จิตก็วุ่นวายติดในสิ่งที่เป็นคู่ๆ</p>
<p>ไปเกยตื้น ก็คือไปติดในผลประโยชน์ทั้งหลาย ถ้าเป็นพระก็เรียกว่าไปติดลาภสักการะ ติดครอบครัวโน้น ตระกูลนี้ อะไรอย่างนี้ ไปถูกมนุษย์จับไว้ อย่างพวกเรา คุณสุเมธ ถูกมนุษย์จับไว้ ถูกมนุษย์เป็นร้อยๆเลยนะ คุณสุเมธก็ห่วง มาหรือยัง มาหรือยัง กลัวเขาไม่ดี นี่เรียกว่าถูกมนุษย์จับไว้ ถูกอมนุษย์จับไว้ เช่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเด่น นี่ถูกอมนุษย์จับไว้ หรือติดใน อยากขึ้นสวรรค์นะ ไปเป็นเทวดาเป็นพรหมอะไรอย่างนี้ นี่เรียกว่าถูกอมนุษย์จับไว้ </p>
<p>ไปหลงลาภสักการะ นี่ก็ไปเกยตื้นไว้ ถูกอมนุษย์จับก็หลงชื่อเสียง เป็นอาจารย์กรรมฐานดัง หลงอย่างนี้เสร็จเลยนะ ไปนิพพานไม่ได้ ถูกน้ำวนก็คือหลงอยู่ในกาม วันๆคิดแต่จะหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือความเพลิดเพลินทางใจ นี่เรียกว่ากามทั้งหมดเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่ากามคุณ ทางใจเรียกว่ากามธรรม เช่นเราคิดเพลิดเพลินไปในกาม นี่คิดเอาเอง ก็เป็นกามเหมือนกัน บางคนก็ชอบคิดใช่มั้ย ฝันๆ แหมมีความสุข คิดไปในอดีต แก่หน่อยก็คิดไปในอดีตใช่มั้ย เด็กๆก็ฝันไปในอนาคต อะไรอย่างนี้ นี่ก็หลงๆไปนะ</p>
<p>พวกเน่าในคือพวกทุศีล พวกไม่มีศีล ๕ ศีล ๕ จำเป็น อย่าดูถูกเด็ดขาดนะ ศีล ๕ จำเป็นที่สุดเลย ขาดศีล ๕ อย่าพูดเรื่องมรรคผลนิพพานเลย ศีล ๕ จำเป็นมาก แต่ถ้าทำผิดศีลไปแล้วอย่ากังวล ตั้งใจระวังรักษาเอาใหม่ อย่าให้การทำบาปอกุศลที่ทำไปแล้ว มากดถ่วง ทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปไม่ได้ เพราะเรา สมมุติว่าเราทำผิดศีลอะไรมาอย่างนี้ ยังไงก็ไม่มากเท่าที่พระองคุลีมาลเคยทำใช่มั้ย เราฆ่าคนไม่ได้พันคนหรอก ทำไมท่านไปได้ ใช่มั้ย เพราะฉะนั้นถ้าเราผิดศีลแล้วเรา ก็อย่าทำอีก นะ อย่าให้กังวลใจ</p>
<p>ถ้าหากจิตใจเราไม่ได้ติดในสิ่งเหล่านี้ ที่กล่าวมานี้นะ ๗ ประการ ไปนับเอาเองก็แล้วกัน เจ็ดประการนี้ถ้าเราไม่ติดนะ แล้วเรามีสัมมาทิฎฐิ เรารู้แล้วว่าการปฏิบัตินี่เราต้องรู้กายรู้ใจตัวเอง ด้วยจิตที่เป็นกลาง รู้ลงปัจจุบัน รู้แล้วไม่ไปแทรกแซง รู้จนเห็นความจริงของเขา ว่าเขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์ เขาเป็นอนัตตา รู้จนไม่ยึดถืออะไร นี่ถ้าเรารู้ มีสัมมาทิฎฐิอย่างนี้นะ แล้วเราไม่ไปติด ๗ ข้อนั้นนะ ยังไงก็นิพพาน</p>
<p>นี่ไม่ใช่หลวงพ่อพูดเองนะ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ เราก็สำรวจตัวเองนะ เราไปติดอะไรบ้าง ติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวามั้ย ไปเกยตื้นมั้ย ไปเกยตื้นยกตัวอย่าง บางคนภาวนา พวกที่ติดสมถะนั้นแหละ พวกเกยตื้น วันๆก็ไปสร้างภพที่ละเอียด ปราณีต ว่างๆ ทำให้ดูก็ได้&#8230; เนี่ย แล้วก็ไปอยู่ในความว่าง เหมือนอยู่คนละโลกกัน นะ เห็นมั้ย เสียงยังเปลี่ยนเลย&#8230;</p>
<p>อย่างนี้เกยตื้น กี่ปีกี่ชาติก็อยู่ตรงนี้แหละ นะ ใ้ช้ไม่ได้ ไปดูเอานะ แล้วสำรวจตัวเอง ที่พวกเราได้จากหลวงพ่อกับได้จากพรรคพวกรุ่นพี่ ต้องเรียกว่ารุ่นพี่นะ เขาเป็นซือเฮีย ซือเจ๊ ใช่มั้ย ถึงเราอายุ ๕๙ แล้ว เด็กๆพวกนี้ก็ยังเป็นซือเฮีย ซือเจ๊</p>
<p>เนี่ย อาศัยการได้ฟังธรรมนะ เรารู้ว่าเราจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไรแล้ว แล้วก็รู้ไปเรื่อย ปฏิบัติไปเรื่อย นะ อย่าไปเกยตื้น อย่าไปติดอะไรอยู่ที่ไหนซะ สำรวจตัวเองเป็นระยะๆ การสำรวจตัวเองว่าไปติดไปข้องอะไรใน ๗ ประการนั้นไว้ ก็เรียกว่าโยนิโสมนสิการ สำรวจตัวเองไปเรื่อย เรื่อย เรื่อย ในที่สุดใจนี้ก็จะไหลไปถึงมหาสมุทร ใจนี้แหละจะบรรลุพระนิพพานโดยตัวของเขาเอง ไม่ใช่เราไปเสือกไสไม้นี้ไปสู่มหาสมุทรนะ มันไหลไปเอง</p>
<p>จิตนี้เหมือนกัน ถ้ามีสัมมาทิำฎฐิแล้วไหลไปสู่นิพพานเอง สิ่งที่เราทำขึ้นมาไม่ใช่ช่วยใ้ห้มันไปเร็วขึ้น สิ่งที่เราทำก็คือ ๗ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเลิกซะ แล้วก็รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้กายอย่างที่เขาเป็น ไปเรื่อยๆ</p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๘<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/09/10/3090/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/501020B-river-dd.mp3" length="6502190" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

