<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; สำหรับผู้เริ่มต้น</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/pawana/beginner/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/06/13213/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/06/13213/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Jan 2012 22:13:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ดิ้นรน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์เพราะอยาก]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับ]]></category>
		<category><![CDATA[ยอมรับความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[อยาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13213</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_4.11_6.41.mp3">ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับปัญหา</a></strong></p>
<div id="attachment_13244" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/iowa7-400x241.jpg" alt="ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง" title="ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง" width="400" height="241" class="size-large wp-image-13244" /><p class="wp-caption-text">ปัญหาไม่ได้ทำให้ทุกข์ เราทุกข์เพราะไม่ยอมรับกับความจริง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>พวกเราสังเกตมั้ยเวลาน้ำท่วม <strong>ตัวที่ทำให้ความทุกข์เข้ามาสู่ใจเราไม่ใช่น้ำแต่เป็นความอยาก</strong> น้ำมาแล้วอยากให้ไม่มา ใช่มั้ย อยากให้น้ำไม่มา ก็น้ำจะต้องมาอย่าให้น้ำไปไหน น้องทรายก็กั้นน้องน้ำไม่ได้หรอกน้ำมันจะมา ความอยากของเรามันไร้เดียงสา น้ำมาแล้วน้ำมันขังอยากให้น้ำไปเร็วๆ ที่เราต่ำน้ำก็ไปช้า เรามีความอยากซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เยอะแยะเลย</p>
<p><strong>ถ้าของที่มันเป็นไปตามใจเราต้องการ เราก็ไม่มานั่งอยาก เราก็ไม่ต้องอยาก ไอ้ที่อยากเพราะมันไม่เป็นอย่างที่ต้องการ</strong> นี่ความต้องการของเรามันไม่ยอมรับความจริงฝืนความจริง น้ำจะท่วมอยากให้ไม่ท่วม เราจะต้องแก่อยากให้ไม่แก่ เราจะต้องเจ็บไข้อยากให้ไม่เจ็บไข้ เราจะต้องตายอยากให้มันไม่ตาย เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักจากคนที่เรารักเราไม่อยากพลัดพราก เราต้องเจอสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจเราไม่อยากเจอ ใจที่ไม่อยากนี้เองทำให้ใจดิ้นรน หาความสุขหาความสงบไม่ได้</p>
<p><strong>ถ้าใจเรายอมรับสภาวะทุกสิ่งทุกอย่างได้ ใจจะไม่ทุกข์</strong> อย่างยอมรับได้ว่าต้องแก่ แก่ขึ้นมาก็ไม่ทุกข์ ยอมรับได้ว่าต้องเจ็บ เจ็บขึ้นมาก็ไม่ทุกข์ ยอมรับว่าต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจเป็นครั้งเป็นคราว ยอมรับได้ก็ไม่ทุกข์ ยอมรับไม่ได้ก็ทุกข์ นี่ทำไงใจเราจะยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างได้</p>
<p>ตัวนี้แหละที่พระพุทธเจ้าสอนเรา สอนเราว่าทำยังไงเราจะยอมรับปรากฎการณ์ทั้งหลายทั้งปวงได้ งั้นน้ำท่วมก็ไม่ทุกข์นะ อะไรเกิดขึ้นก็ไม่ทุกข์ถ้าใจยอมรับได้ใจไม่ดิ้น <strong>วิธีการที่จะฝึกจิตฝึกใจให้ยอมรับความจริงที่ต้องเผชิญได้ก็คือวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง เรามาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนะ วิธีเรียนไม่จำเป็นต้องไปเรียนอะไรไกลตัว เรียนที่ง่ายๆเลย เรียนอยู่ที่ใจของเรานี่เอง<br />
</strong><br />
<em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></p>
<p><em> CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๔๖<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3">541218</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๑ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/06/13213/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541218_4.11_6.41.mp3" length="2409260" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/sala/046/541218.mp3" length="40046627" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตชอบพากย์ทำอย่างไร</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/30/13035/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/30/13035/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Dec 2011 22:20:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[พากย์]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ติดพากย์]]></category>
		<category><![CDATA[มือใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าคุณนรฯ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13035</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="../wp-content/uploads/2011/12/540810A_75.25_76.15.mp3"></a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540810A_73.20_74.04.mp3">จิตชอบพากย์ทำอย่างไร</a></p>
<div id="attachment_13115" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/rock-garden-tofukuji-53-phototravelsnet11-400x267.jpg" alt="จิตชอบพากย์ทำอย่างไร" title="จิตชอบพากย์ทำอย่างไร" width="400" height="267" class="size-large wp-image-13115" /><p class="wp-caption-text">จิตชอบพากย์ทำอย่างไร</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> แล้วสำหรับมือใหม่ที่เวลาฝึกไปเนี่ยค่ะ ตอนมีสติรู้เนี่ย ก็จะพากย์ไปอยู่เรื่อยๆอย่างนี้ค่ะผิดมั้ยคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่ผิดหรอกห้ามไม่ได้นะ แต่ว่าตอนที่จิตมันพากย์นะ ก็แค่รู้เห็นว่ามันพากย์ได้เอง เดินปัญญาไปเลย นี่ เอ็งพูดได้เองเอ็งไม่ใช่ข้าหรอก ข้าไม่ได้พูดเอ็งพูด ดูไปเลยอย่าไปกลัวมัน แต่ว่าตราบใดที่มันยังพูดอยู่นะยังไม่เจอของจริง เจ้าคุณนรฯบอกของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง ท่านเจ้าคุณนรฯสอนเก่ง งั้นในสภาวะธรรมที่จะแตกจะหักกันไม่มีคำพูดหรอก เห็นแต่ความปรุงแต่งแต่ไม่มีคำพูดนะ</p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่</em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em> </em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3">540810A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๗๓ วินาทีที่ ๒๐ ถึง นาทีที่ ๗๔ วินาทีที่ ๐๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/30/13035/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540810A_73.20_74.04.mp3" length="705675" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" length="81757908" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีหัดเรียนรู้จิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Dec 2011 21:10:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เบื้องต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้จิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12757</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_7.56_10.46.mp3">วิธีหัดเรียนรู้จิต</a></p>
<div id="attachment_12828" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/sound_wave_2.jpg" alt="วิธีหัดเรียนรู้จิต" title="วิธีหัดเรียนรู้จิต" width="400" height="300" class="size-full wp-image-12828" /><p class="wp-caption-text">วิธีหัดเรียนรู้จิต</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>เรียนรู้จิตนี่ใช้วิธีสังเกตเอานะ สังเกตเอา จิตใจของเราแต่ละวันแต่ละเวลาไม่เคยเหมือนกัน</strong> แรกๆหัดดูเป็นวันๆก่อน วันนี้ตื่นขึ้นมาก็สดชื่นแล้ว วันนี้เป็นวันที่แจ่มใส อีกวันเป็นวันที่เซ็ง อีกวันหงุดหงิดทั้งวันเลย นะ หัดดูอย่างนี้ก่อน หัดดูเป็นวันๆ ดูเป็นวันๆได้แล้วก็มาดูเป็นเวลา วันเดียวนี้แหละ เช้า สาย บ่าย เย็น ตอนกลางคืน จิตไม่เหมือนกัน ดูเป็นเวลา</p>
<p><strong>ต่อไปชำนาญขึ้น ดูเป็นขณะ ขณะที่ตามองเห็นจิตเป็นอย่างหนึ่ง ขณะที่หูได้ยินเสียงจิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง จมูกได้กลิ่นลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจคิดนึกปรุงแต่ง จิตเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ เนี่ยดูความเปลี่ยนแปลง ดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไป หัดรู้หัดดูไปเรื่อยนะ ค่อยๆสังเกตไปเรื่อย<br />
</strong><br />
<strong>ต่อไปก็แยกออกน่ะ จิตที่เป็นกุศลมันเป็นยังไง จิตที่เป็นอกุศลมันเป็นยังไง</strong> จิตที่เป็นอกุศลก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง แทรกอยู่ แรกๆก็จะเห็นแต่ว่า กิเลสหยาบๆถึงจะรู้ กิเลสละเอียดไม่รู้ หัดรู้หัดดูบ่อยๆ ต่อไปกิเลสละเอียดเกิดขึ้นก็เห็น อย่างแต่เดิมต้องโกรธแรงๆถึงเห็น ต่อมาหัดรู้หัดดูบ่อยๆ ขัดใจเล็กๆก็เห็น ตอนนี้ใครเห็นความขัดใจเล็กๆบ้าง ยกมือซิ มีมั้ย เอ่อ ดีนะ ดี จะไม่ตกนรกนะ เพราะว่าเรารู้ทันโทสะแล้ว ถ้ารู้ไม่ทันโทสะนะ ตกนรกนะ</p>
<p>แต่เดิมต้องโลภแรงๆนะ ต้องโลภแรงๆ อยากได้อย่างรุนแรงถึงจะเห็น เดี๋ยวนี้ใจอยากได้นิดหน่อยก็เห็นแล้ว อย่างอากาศร้อนจัดๆนะ ลมโชยมา เย็นสบาย เกิดความยินดีพอใจ เนี่ยราคะแทรกแล้วนะ ยินดีพอใจในความสุข ลมมันโชยมา ตอนนี้ใครเห็น ลมโชยมาแล้วเห็นราคะบ้าง มีมั้ย ยกมือซิ นี่น้อยกว่าโทสะนะ แต่ก็ยังเยอะอยู่</p>
<p>โมหะๆ โมหะนี้เป็นความฟุ้งซ่านกับความสงสัยเป็นตัวหลัก ความฟุ้งซ่าน ใครรู้จักฟุ้งซ่าน แต่เดิมต้องฟุ้งแรงๆถึงรู้นะ ต่อมาเนี่ย ใจเคลื่อนไปนิดเดียวก็เห็นแล้ว ใจไหลออกไปนิดเดียวก็เห็นแล้ว เช่น เวลาจะดูอะไรใจก็เคลื่อนไปดู เวลาฟังอะไรใจก็เคลื่อนไปฟัง มันไม่ตั้งมั่นนะ มันไหลไป มันฟุ้งซ่าน มันเคลื่อน ตอนนี้ใครเห็นจิตที่เคลื่อนได้บ้าง ยกมือซิ โอ้..ก็ยังเยอะอยู่นะ แสดงว่าเก่งเข้าขั้นแล้ว</p>
<p><strong>หัดดูไป ทีแรกจะเห็นของหยาบก่อน ต่อมาก็รู้ของละเอียดขึ้นนะ ถ้าจิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ อยู่ล่ะก็ จิตเป็นอกุศล ถ้าจิตไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ จิตมันจะเบา มันจะนุ่ม มันจะสบาย มันโปร่ง มันโล่ง มันปราดเปรียวว่องไว ไม่หนัก ไม่แน่น ไม่แข็ง ไม่ซึม ไม่ทื่อ นะ เนี่ยหัดรู้จักไปเรื่อย</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_7.56_10.46.mp3" length="2726483" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 03:34:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายคตาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตพรากจากขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดับทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรมนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พระอนาคามี]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิริยาบถ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปจารสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3669</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5299" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why-249x300.jpg" alt="เราปฎิบัติเพื่ออะไร?" width="249" height="300" /></a>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3"><strong>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><span style="color: #993300;">ที่นี่หลวงพ่อจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติให้ หลักของการปฏิบัติเราก็ต้องรู้ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นยังไง ต้องตอบได้ชัดเจน เราจะปฏิบัติอะไร <strong>มีสองอย่างที่จะต้องปฏิบัติคือ &#8220;สมถะ&#8221; กับ &#8220;วิปัสสนา&#8221;</strong> ปฏิบัติเพื่ออะไร<strong> สมถะ ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะเดินวิปัสสนา ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะได้เห็นนู่นเห็นนี่มีตาทิพย์มีหูทิพย์</strong> บางคนอยากได้เจโตอยากได้ทิพจักษุ  หลวงพ่อเคยเจอนะ มีไอ้หนุ่มคนนึง มันภาวนาอยากได้ทิพจักษุ ถามว่าอยากได้ทำไม มันจะได้มองทะลุผ้าของคนอื่น มันเห็นธรรมะเป็นเรื่องอะไร จะทะลุฝาห้องของเค้าอะไรอย่างนี้ ได้เรื่องเลย มีจริงๆนะ สมถะนะ เราทำไปเพื่อให้ใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะทำวิปัสสนา </span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">วิปัสสนาทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา รู้ความจริงของกายของใจนี้ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดังนั้นทำเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ รู้แล้วได้อะไร รู้ถึงที่สุดแล้วมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ</span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดนะ อย่าไปวาดภาพพระอรหันต์ประหลาดเกินเหตุทำอะไรก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ วันๆต้องนั่งเซื่องๆเหมือนนกกระยางรอให้ปลามาใกล้ๆจะได้ฉกเอาเชื่องๆห้ามกระดุกกระดิก <strong>พระอรหันต์จริงๆก็คือท่านผู้ภาวนาจนมีปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์นะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์เห็นอย่างนี้ แล้วท่านปล่อยวางความยึดถือขันธ์ได้ จิตท่านแยกออกจากขันธ์ พรากออกจากขันธ์ ไม่ยึดถือขันธ์ ท่านเป็นอิสระจากขันธ์ ตัวขันธ์เป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เลยพ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่นี่พ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่ตายแล้วเค้าเรียกดับทุกข์คือขันธ์มันดับ</strong> ไม่ใช่ไปเกิดอีกนะ หลายคนวาดภาพเป็นพระอรหันต์ไปเกิดอีกไปอยู่ในโลกนิพพาน อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก <strong><em>พระอรหันต์ นิพพานแล้วเหมือนไฟที่ดับไปแล้ว ไฟที่ดับแล้วอยู่ที่ใหน ใครจะรู้ </em>เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ ภาวนาทำสมถะเพื่อให้มีแรง ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจได้มันจะหมดความยึดถือ ปล่อยวางได้ พอปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้ เพราะตัวกายตัวใจตัวขันธ์นี้แหล่ะตัวทุกข์</strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้ แล้วทำยังไง เราจะทำอะไร ทำสมถะและวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร บอกแล้ว ทำอย่างไร สมถะนี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้เคลิ้ม <strong>วิธีทำสมถะไม่ใช่น้อมใจให้เคลิ้มให้ซึมให้นิ่ง แต่ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก </strong>เคยได้ยินคำว่า&#8221;อานาปานสติ&#8221;มั้ย มีสตินะไม่ใช่ฝึกให้ไม่มีสติ ไม่ใช่ฝึก(เสียงกรน)คร้อกบรรลุแล้ว ฝึกให้มีสติหายใจเข้า ฝึกให้มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อยเลย หรือบางทีพิจารณากาย&#8221;กายคตาสติ&#8221; มีสติไล่ไปในกาย ดูอาการสามสิบสอง ดูอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีสติ เห็นมั้ย ไม่ได้บอกให้ขาดสติเลยนะ ไม่ได้ดูเอาแก้วแหวนเงินทอง เอาวิมานสวรรค์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ฝึกให้มันมีสติ รู้ลมหายใจก็ให้มันมีสติ พิจารณากายก็พิจารณาด้วยความมีสติ เรียกว่ากายคตาสติ ทำอะไรๆก็มีสติ คิดถึงพระพุทธเจ้าก็คิดถึงด้วยความมีสติ หัดพุทโธ ๆ แล้วรู้สึกตัวไป นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราจะทำยังไงพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ได้ภาวนาให้เคลิ้มๆ<strong> ภาวนาให้รู้สึกตัว ฉะนั้นเราอย่าทิ้งสติ ครูบาอาจารย์เคยสอนบอก &#8220;สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ฉะนั้น<strong>ทำสมถะก็ต้องมีสตินะ แต่มีสติอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อารมณ์อันเดียว</strong> ทำไมต้องอารมณ์อันเดียว อารมณ์หลายอันแล้วก็รู้ตัวยาก ปกติจิตมันจะหนีตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอเรามาทำสมถะนะ เรามีอารมณ์อันเดียว มาเป็นเหยื่อ เหยื่อล่อจิต อย่างถ้าจะตกปลานะ มีคนโยนเบ็ดพร้อมกันร้อยอัน ปลางงเลยจะกินอันใหนดีใช่มั้ย ว่างมาทางนี้ เอ๊ะ ไม่เอาตัวเล็กไป ว่ายทางนี้ ก็ใหญ่ไปเกินพอดี เกินคำ ไม่เอา วกไปวกมา ไม่ได้กิน ถ้ามีเหยื่ออันเดียวปลาฝูงนึงยิ่งดี มีเหยื่ออันเดียวล่อ จิตของเราปกติร่อนเร่ไปเรื่อยๆ วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนะ ร่อนเร่ไปเรื่อย เที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อย เหมือนปลาวิ่งหาเหยื่อไปเรื่อย ว่ายไปเรื่อยๆ เราหาอารมณ์อันนึงที่ชอบใจของปลาตัวนี้มาล่อมัน ไปเอาพุทโธก็ได้ คนไหนพุทโธแล้วสบายใจเอาพุทโธ คนไหนหายใจเข้าหายใจออกแล้วสบายใจเอาลมหายใจ คนไหนดูท้องพองยุบแล้วมีความสุขก็ดูท้องพองยุบไป คนไหนเดินจงกลมแล้วมีความสุขก็เดินไป ไม่ใช่เดินทรมาน เดินไปเครียดไป เดินไปเครียดไป สมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่ได้<strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอารมณ์ที่สบายๆ อยู่แล้วมีความสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong></strong><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg"><img title="db1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg" alt="" width="340" height="254" /></a></strong></span></p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ ฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เจ็ดขวบ พวกเราส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด หายใจแล้วมีความสุข พอจิตใจมีความสุข จิตจะสงบ จิตมันหิวอารมณ์นะ พอมันได้กินของชอบนะ มันเลยไม่ไปเที่ยวที่อื่น เอาอารมณ์มาล่อ อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่หนีไปไหน จิตเคล้าเคลียอยู่ แต่ระวังอย่างเดียว อย่าให้ขาดสติ อย่างเราหายใจไป ถ้าใจเคลิ้มก็รู้ทันว่าเคลิ้ม หายใจไปใจฟุ้งซ่านหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าใจฟุ้งซ่านไป ใจก็มีความสุข เคล้าเคลีย สงบอยู่กับลมหายใจ จนกระทั่งลมหายใจมันสว่างขึ้นมา หายใจไปเรื่อยๆ เวลาจะเข้าฌาน ไม่ใช่รู้ลมหายใจหรอกจะบอกให้ พวกเรามั่วๆนะ หายใจแล้วเข้าฌานรู้ลมหายใจแล้วเข้าฌาน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ลมหายใจเบื้องต้นเรียกว่า บริกรรมนิมิต รู้ลมไปเรื่อย สบาย จิตใจมีความสุข มันจะสว่างขึ้นมา ความสว่างมันเกิดขึ้นนะ ใจมันสงบลงมา ในทางร่างกายเวลาจิตสงบลงมา เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้ เลือดจะมาเลิ้ยงตรงนี้เยอะ มันจะให้ความรู้สึกที่สว่างขึ้นมา จิตมันก็สว่างนะ กายมันก็สว่างขึ้นมา ผ่องใส ความสว่างเกิดขึ้นแล้วเนี่ย เอาความสว่างนี้มาเป็นนิมิตแทนลมหายใจได้ ต่อไปความสว่างมันเข้มข้นขึ้นนะ เป็นดวงขึ้นมา ให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ จิตใจก็มีความสุข สนุก มีความสุขอิ่มเอิบเบิกบาน มีปีติขึ้นมา เข้าฌาน ไม่ใช่หายใจรู้ลมแล้ว (เสียงกรน คร้อก) บอกว่าหายใจจนลมระงับ ถามว่าลมระงับยังไง ลืมไปเลย หลับไปแล้ว บอกว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ไม่ใช่นะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">เพราะฉะนั้น<strong>หลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ</strong> วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา</span></p>
<p>ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู</p>
<p><span style="color: #008080;">เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า<strong> &#8220;จิตตสิกขา&#8221; ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว </strong>เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่</span></p>
<p><span style="color: #993366;">ต่อไปก็หัด <strong>นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา </strong>นี้พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกลมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง</span></p>
<p>พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ <strong>พอใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป </strong>เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg"><img title="db2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg" alt="" width="600" height="415" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #808000;">สมัยก่อน หลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนโน้น เข้าวัดไหนครูบาอาจารย์พูดแต่คำว่า&#8221;ผู้รู้&#8221; ท่านยังสอนด้วยซ้ำไปว่า ศาสนาพุทธ &#8220;พุทธ&#8221;แปลว่าอะไร พุทธ (อ่าน พุท-ธะ) แปลว่า&#8221;รู้&#8221; พุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ใจของเราชอบเป็นผู้คิด ใจของเราชอบเป็นผู้หลง เราฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ทำยังไงใจจะเป็นผู้รู้  ถ้ารู้ทันสภาวะที่กำลังปรากฎนะ ใจจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา เช่นเผลอไปรู้ว่าเผลอ ใจก็จะเป็นผู้รู้ขึ้นแว้บนึง เป็นผู้รู้ตรงขณะไหน ขณะที่รู้ว่าเผลอ ถัดจากนั้นอาจจะเป็นผู้เพ่ง ใจโกรธขึ้นมานะ รู้ว่าโกรธ ขณะที่โกรธนะ ขณะนึง ขณะที่รู้ว่าโกรธนี่แหล่ะ ใจเป็นผู้รู้ขึ้นมาแล้ว ถัดจากนั้นอยากให้หายโกรธนี่ ใจมีอกุศลแล้ว มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว <strong>ดังนั้นเราดูใจเราไปเรื่อยนะ ไม่ใช่ผู้รู้ต้องเที่ยงถวร ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ผู้รู้เองก็เกิดดับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ครูบาอาจารย์องค์นึงสอนดีมากเลยคือ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ บอกเลยว่า<strong> ผู้ใดเห็นว่าผู้รู้เที่ยงนะ เป็นมิจฉาทิฐิ จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยงแต่ว่าต้องมีอยู่อาศัยไว้ใช้ปฏิบัติเอา</strong> ของเราสังเกตสิ <strong>เดี๋ยวใจก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เมื่อไหร่รู้สภาวะตรงความเป็นจริง ใจก็เป็นผู้รู้ขึ้นมาแว้บนึง </strong>เอาแค่แว้บเดียวพอนะ ไม่ต้องตั้งอยู่เป็นชั่วโมงๆ คนที่ตั้งเป็นชั่วโมงๆได้ต้องพวกที่เค้าทรงฌาน ผ่านฌานมาเต็มที่แล้ว เต็มภูมิอย่างน้อยได้ฌานที่สองแล้ว ได้ฌานที่สองใจจะเด่น ออกจากฌานมา ยังเด่นอยู่เป็นวันๆเลย อาศัยสมาธิอย่างนี้ตามรู้ดูกายดูใจได้นาน <strong>พวกเราไม่ได้ทรงฌานเนี่ยสมาธิจะอยู่แว้บเดียวๆเรียกว่า &#8220;ขณิกสมาธิ&#8221;</strong> แต่อาศัย ขณิกสมาธิ เนี่ยแหล่ะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้ เพราะสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาจริงๆก็คือ ขณิกสมาธิ นี่แหล่ะดีที่สุดเลย รองลงมาก็คือตัว อุปจาร (คำเต็ม อุปจารสมาธิ) เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ ให้ใจมันตื่นขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #800000;">วิธีง่ายที่สุดเลย<strong> ทำฌานไม่ได้ ทำยังไงใจจะตื่น ใจตื่นก็ตรงข้ามกับใจที่ไม่ตื่น ใจที่ไม่ตื่นคือใจหลับ ใจหลับได้ใจก็ฝันได้ ความฝันของใจก็คือความคิด ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าฝันนะเมื่อนั้นจะตื่น เวลาที่ใจไหลไปคิด ถ้าเมื่อไหร่พวกเรารู้ว่าจิตแอบไปคิดนะ เราจะตื่นขึ้นชั่วขณะนึง </strong>รู้ทันว่าจิตไหลไปคิด ขณะที่รู้นั่นน่ะตื่น ไม่เฉพาะหลงไปคิดนะ โกรธขึ้นมาขณะที่รู้ว่าโกรธ ขณะนั้นก็ตื่นเหมือนกัน แต่ตัวนี้ดูยากกว่า ใจของเราหลงคิดทั้งวัน มันดูง่ายกว่า อย่างจะดูจิตที่โกรธนะ แล้วก็ตัวรู้ว่าโกรธ วันนี้ยังไม่โกรธใครเลยเนี่ย จะภาวนายังไง แต่มีมั้ยวันใหนชั่วโมงไหนที่ไม่คิดมีมั้ย ไม่มีเลย จิตที่คิดคือจิตฟุ้งซ่าน<strong> เป็นจิตมีโมหะเค้าเรียกว่า &#8220;อุทธัจจะ&#8221; โมหะชนิด อุทธัจจะ จิตมันฟุ้งซ่าน เป็นจิตที่เกิดบ่อยที่สุดเลยจิตฟุ้งซ่านเนี่ย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">เราเอาตัวที่เกิดบ่อยเนี่ยแหล่ะมาหัดทำกรรมฐาน เราจะได้ทำกรรมฐานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตไหลไปคิดแล้ว อ้อ หลงไปแล้ว มีคำว่า &#8220;แล้ว&#8221; นะ ทำไมต้องมี แล้ว ด้วย หมายถึงว่า หลงไปก่อน ไม่ได้ห้ามหลง หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง หลายคนภาวนาผิดนะ ไปจ้องรอดู ไหน เมื่อไหร่จะหลง เมื่อไหร่จะหลง จ้องใหญ่ ขณะที่รอดูนั่นหลงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีวันรู้เลยว่าหลงเป็นยังไงเพราะหลงไปเรียบร้อยแล้ว<strong> ดังนั้นให้มันหลงไปก่อนให้มันเผลอไปคิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้ว่าเผลอไป หลงไป ให้มันโกรธไปก่อน ให้มันโลภไปก่อน แล้วก็รู้ว่ามันโกรธ​รู้ว่ามันโลภ</strong> นี่หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆรู้ไปแล้วจะได้อะไร เห็นมั้ย คำสอนในศาสนาพุทธละเอียดนะ จะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำอย่างไรบอกแล้วนะ อย่างถ้าจะดูจิตดูใจเนี่ย <strong>ตามดูไป ให้สภาวะเกิดแล้วก็ตามรู้ไป หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ตามดูไปเรื่อยๆ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำแล้วได้ผลอะไร ถ้าเราตามดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็หลงเดี๋ยวจิตก็รู้  เดี๋ยวหลงเดี๋ยวรู้ นานๆจะมีอย่างอื่นแทรก เดี๋ยวโลภขึ้นมาเราก็รู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อ้าว เดี๋ยวโกรธขึ้นมา อีกแล้ว นานๆจะมีโลภแทรก นานๆจะมีโกรธแทรกที แต่หลงนี่มันยืนพื้นเลย มันเป็นกิเลสยืนพื้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ดังนั้นเราคอยรู้ทันเรื่อยๆ ไม่ใช่รู้เพื่อจะไม่ให้หลง แต่รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อจะรู้ว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง </strong></span><strong>เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตโลภตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง จะฝึกเพื่อให้เห็นว่า เมื่อกี้เป็นอย่างนึง เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนึง นี่คือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั่นเอง เห็นมั้ยเมื่อกี้จิตหลง ตอนนี้จิตหลงดับไปแล้ว เกิดจิตที่รู้ขึ้นมา เห็นมั้ยเมื่อกี้เป็นจิตโกรธ ตอนนี้เกิดเป็นจิตที่รู้ จิตโกรธดับไปแล้ว จิตที่รู้อยู่ไม่นาน เกิดจิตหลงขึ้นมาแทนอีกแล้ว เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg"><img title="db3" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg" alt="" width="600" height="406" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ดีแต่ฝึกจนเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้นี้ เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จิตโลภก็โลภชั่วคราว จิตโกรธก็โกรธชั่วคราว จิตหลงก็หลงชั่วคราว ทำไมหลงชั่วคราวเพราะมีตัวรู้มาคั่น มีจิตรู้มาคั่น เราก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลยมันก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลย มันก็จะมีแต่จิตหลง หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน เราจะรู้สึกว่าหลงแล้วเที่ยง จะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ <strong>แต่เรามีรู้ขึ้นมานะ เพื่อจะเห็นหลงมันขาดเป็นท่อนๆ หลงไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกตัวแว้บ เราเห็นเลยชีวิตที่หลงนะมันจบไปแล้ว มันเกิดชีวิตใหม่ที่รู้สึกตัว</strong> เสร็จแล้วหลงไปอีกห้านาที ก็รู้สึกอีกทีนึง หลงไปอีกชั่วโมงรู้สึกอีกที ต่อไปฝึกไปเรื่อยๆนะ หลงสามวินาทีรู้สึก หลงสองวินาทีรู้สึก ยิ่งฝึกเก่งนะยิ่งหลงบ่อย หลงแว้บรู้สึก ฝึกไปเรื่อย ไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง ไม่ได้ฝึกห้ามหลง ไม่ได้ฝึกที่จะให้รู้ตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่ดับทั้งสิ้น</span></p>
<p>ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">จิตจะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ</span></strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน</p>
<p><span style="color: #800000;">บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ <strong><em>คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ </em></strong>ดังนั้นเราฝึกนะจนกระทั่งเรารู้สึกขึ้นมา</span></p>
<p><strong>วิธีที่จะให้รู้ขึ้นมาก็คือ คอยไปหัดรู้ทันเวลาใจหลงไปคิด อันนี้เป็นการบ้านที่ง่ายๆเลย เพราะจิตที่หลงคิดคือจิตที่เกิดบ่อยที่สุด จิตโลภจิตโกรธอะไรนี่มีน้อยนะ จิตหลงเนี่ยมีทั้งวันเลย เพราะในขณะที่โลภ ในขณะที่โกรธเนี่ยต้องมีหลงประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่หลงจะไม่มีโลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ เพราะฉะนั้นจิตหลงเนี่ยเป็นตัวสาหัสสากันเลย ถ้าเราเรียนเรื่องจิตหลงได้ เราจะภาวนาได้ทั้งวัน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12487" title="db4" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กรรมฐานนะ เราควรจะเลือกกรรมฐานซึ่งมันเกิดบ่อยๆ เราจะได้ดูบ่อยๆ</strong> อย่างใจเราหลงเนี่ยหลงทั้งวัน แล้วก็รู้ ใจหลงไปแล้วรู้  มันจะเห็นสลับกันเร็ว เคยมีนะ ตอนอยู่เมืองกาญฯ มีหนุ่มคนนึงมาถามหลวงพ่อ ผมใช้สิ่งอื่นนอกจากในสติปัฏฐานได้มั้ย ที่จะมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถามว่าจะใช้อะไร ถ้าฟ้าร้องแล้วผมจะรู้สึกตัว ปีนึงมันร้องกี่ครั้งนะ นานมาก บางวันก็ไม่ร้องตั้งหลายเดือน แสดงว่าตลอดมาเนี่ยเอ็งไม่มีสติเลยใช่มั้ย เอ็งจะมีสติตอนหน้าฝนอย่างเดียว อย่างงี้ใช้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พวกเราไปดูสิอารมณ์ในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา หายใจออก หายใจเข้านี่ หายใจทั้งวันมั้ย ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน มีทั้งวันใช่มั้ย ไม่ยืนก็เดิน ไม่เดินก็นั่ง ไม่นั่งก็นอน อะไรนี้ เวียนไปนี้ ถ้า ยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวได้เกือบทั้งวันแล้ว ยกเว้นอิริยาบถประหลาดๆ เช่น กระโดดอะไรนี้นะ หรือไปว่ายน้ำ เป็นอิริยาบถ แปลกๆไป ท่านก็สอนล็อกไว้อีกอันนึงเรื่องสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ก็เคลื่อนไหวแล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งแล้วก็เคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งก็รู้สึก เคลื่อนไหวก็รู้สึก ก็รู้สึกตัวได้ทั้งวันแล้ว อารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะเกิดทั้งวัน อารมณ์เวทนาล่ะ มีทั้งวันมั้ย สุข ทุกข์ เฉยๆก็หมุนอยู่อย่างนี้ทั้งวันใช่มั้ย ถ้าสุขก็รู้ตัว ทุกข์ก็รู้ตัว เฉยๆก็รู้ตัว ก็คือรู้ตัวได้ทั้งวัน ดูจิตดูใจล่ะ จิตหลงไปแล้วรู้ เกิดได้ทั้งวัน หลงทั้งวัน ยกเว้นบางคนนั้นขี้โลภ เจออะไรมันก็อยากตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดถี่ยิบเลยทั้งวัน พวกนี้ก็เอาความอยากเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่เดี๋ยวมันอยากแว้บอยากดู รู้ทัน อยากฟังรู้ทัน อยากคิดรู้ทัน พวกโลภมากนะ ดูอยากเป็นวิหารธรรม มีจิตที่อยากกับจิตที่ไม่อยาก คู่เดียวก็พอแล้ว เกิดทั้งวันแล้ว คนไหนขี้โมโหนะ อะไรนิดนึงก็โมโห อะไรนิดนึงก็ขัดใจ ก็เอาจิตที่มีโมโหนี่แหล่ะมาเป็นวิหารธรรม จิตโกรธขึ้นมาก็รู้ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้นคือจิตที่รู้ จิตนั้นมันโกรธ เดี๋ยวก็โกรธอีก เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ เห็นมั้ยมันจะเกิดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เพราะฉะนั้นอารมณ์กรรมฐานที่เราใช้นั้นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวัน เราจะได้มีสติได้ทั้งวัน </span></strong>หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว เผลอไปรู้สึกตัว รู้ รู้ทันว่าเผลอ ก็รู้สึกตัว ก็เป็นจิตที่รู้ขึ้นมา ก็รู้ว่ามีจิตที่รู้อยู่ ทุกอย่างเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา<strong> เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น </strong>เราเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไรหรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป</strong></span></p>
<p><span style="color: #800000;">มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย</span></p>
<p><strong>สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ</strong></p>
<p><strong>วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" target="_blank">520809A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3" length="6463520" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" length="15414528" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าหลอกตัวเองว่าเจริญสติในชีวิตประจำวันอย่างเดียวพอแล้ว</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/16/12436/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/16/12436/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Nov 2011 02:45:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนนี้ภาวนาเป็นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[กำลัง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตไม่มีกำลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12436</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_28.34_29.03.mp3">อย่าหลอกตัวเองว่าเจริญสติในชีวิตประจำวันอย่างเดียวพอแล้ว</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong></p>
<div id="attachment_12449" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><a rel="attachment wp-att-12449" href="http://www.dhammada.net/2011/11/16/12436/goodboy/"><img class="size-medium wp-image-12449" title="อย่าหลอกตัวเอง" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/GoodBoy-300x345.gif" alt="อย่าหลอกตัวเอง" width="300" height="345" /></a><p class="wp-caption-text">อย่าหลอกตัวเอง</p></div>
<p></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>หลังๆ ขยันทำในรูปแบบมากขึ้น รู้สึกว่าการภาวนามันเริ่มก้าวหน้าครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อืม <strong>ต้องทำ ถ้าเราไม่ทำในรูปแบบนะ หลอกตัวเองว่าเราเจริญสติในชีวิตประจำพอแล้ว ไม่พอหรอก เจริญไปพักดียวจิตไม่มีแรง เหมือนๆเจริญแต่ไม่เจริญ</strong></p>
<p><strong>โยม : </strong>มีอะไรแนะนำเพิ่มไหมครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ทำไปทำในรูปแบบทุกวันนะ แล้วพอจิตมีกำลังนะ ดูกายทำงานดูใจทำงานไป</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3">540730B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๐๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/16/12436/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_28.34_29.03.mp3" length="461563" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3" length="50300262" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2011 03:01:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[สังเกตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12221</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_27.31_28.14.mp3">เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ</a></p>
<div id="attachment_12372" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12372" title="เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/Right-or-Wrong-Button-400x333.jpg" alt="เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก" width="400" height="333" /><p class="wp-caption-text">เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>คือ พึ่งเริ่มฝึก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าที่ฝึกนี้ ถูกต้องไหม</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ถูกแล้วนะที่ฝึก ต้องฝึกนะ เวลาที่เรา ฝึกมันก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่อย่างน้อยที่ฝึกเนี่ย ถูกแล้ว</strong> (โยม : ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ขอบคุณค่ะ) ต้องฝึกไปเรื่อยๆ <strong>วิธีฝึกก็ไม่มีอะไรหรอก สังเกตใจเราไว้</strong> ใจเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็สุข บางวันก็ทุกข์ บางวันก็ดี บางวันก็ร้ายใช่มั้ย ในวันเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน ดูออกมั้ย เช้าสายบ่ายเย็นความรู้สึกไม่เหมือนกัน ให้เราคอยรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆนะ อย่าแทรกแทรง อย่าไปห้ามมันว่า ความรู้สึกต้องดีห้ามรู้สึกชั่วอะไรนี้  ไม่ห้ามเลย ให้รู้ไปลูกเดียว</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๑ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_27.31_28.14.mp3" length="688854" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/13/12217/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/13/12217/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Nov 2011 03:02:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึก]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึกทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึกสุข]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12217</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540330_36.58_38.33.mp3">ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<div id="attachment_12366" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12366" title="ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/large_questionbook-400x400.gif" alt="ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร" width="400" height="400" /><p class="wp-caption-text">ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร</p></div>
<p><strong>โยม :</strong> เวลาที่เราไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ใหน กำลังหลงอารมณ์อะไรอยู่ เราควรทำอย่างไรดีคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> ก็หัดรู้ทันนะ หัดรู้ทันความรู้สึกของตัวเองไป <strong>เราทุกคนสามารถรู้ความรู้สึกของตัวเองได้ ความรู้สึกทุกชนิดเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้</strong></p>
<p>มีใครไม่รู้จักว่าโกรธเป็นไงบ้าง มีมั้ย ใครไม่รู้จัก ไม่เคยโกรธ ใครไม่เคยโลภ ใครไม่เคยหลง ใครเคยกลัวบ้าง มีมั้ย ใครเคยกลัว (โยมเริ่มยกมือ) มีคนเดียวเคยกลัว อ้อ มีสองคน สามคน มีใครเคยอิจฉาบ้างมีมั้ย เคยทุกคนแหล่ะ <strong>ความรู้สึกทุกชนิดนะเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้ว่าตอนนี้ใจของเรารู้สึกอะไร ใจไม่ได้หลงไปใหนนักหนาหรอก เรานั่นแหล่ะไม่ยอมดูเอง</strong> ถ้าขยันดู เราก็จะรู้เลยว่าตอนนี้ความรู้สึกของเราเป็นยังไง ความสุขรู้จักมั้ย ความทุกข์ก็รู้จักใช่มั้ย ดีใจ เสียใจ กลัว กังวล รู้จักทุกอย่าง เซ็งรู้จักมั้ย เซ็งกับโกรธเหมือนกันมั้ย ไม่เหมือน เห็นมั้ย แยกเป็น ตอนนี้ความรู้สึกเป็นยังไง</p>
<p><strong>รู้ลงไป รู้ทันความรู้สึกที่กำลังเกิดอยู่ สดๆร้อนๆในใจ ตัวเองนะ ฝึกอย่างนี้แหล่ะ แล้วถึงจะเข้าใจว่าจิตมันเป็นยังไง</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลตำรวจ<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>โรงพยาบาลตำรวจ</em><br />
<em> File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" target="_blank">540330</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๓๖ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๓๘ วินาทีที่ ๓๓</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/13/12217/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540330_36.58_38.33.mp3" length="1513575" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" length="50939940" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/17/11995/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/17/11995/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2011 23:06:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ปฎิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้มาใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มาใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11995</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_19.51_22.32.mp3">ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร</a></p>
<div id="attachment_9252" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/nightmoon-400x3001.jpg" alt="ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร" title="กส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร" width="400" height="300" class="size-full wp-image-9252" /><p class="wp-caption-text">ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>นมัสการหลวงพ่อครับ ผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศแล้วก็ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน อยากจะให้หลวงพ่อช่วยแนะนำหน่อยครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ปฏิบัติธรรมอย่าไปนึกเรื่องคำว่าปฏิบัติธรรมมากไปนะ วุ่นวายเปล่าๆ เรามาเรียนรู้ตัวเองดีกว่านะ สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็คือกายกับใจนะ คอยเรียนรู้ เอา..ลองเริ่มจากเรียนรู้จิตใจของเราก็ได้</p>
<p>สังเกตมั้ยจิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็ตื่นขึ้นมาก็สดชื่น บางวันตื่นมาก็แห้งแล้งแล้ว มาเรียนรู้ใจของตัวเองไปเรื่อยๆนะ ลืมคำว่าปฏิบัติไป มันจะไปหลอกให้เราทำโน้นทำนี่มากมายขึ้นมา มันคือการเรียนรู้ตัวเองนะ</p>
<p>พอเราดูได้ว่าแต่ละวันใจของเราไม่เคยเหมือนกัน ต่อไปก็ดูละเอียดขึ้น ในวันเดียวกันนะ เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ไม่เหมือนกัน ต่อไปก็ดูได้ละเอียดขึ้นอีก เป็นขณะเลย ขณะที่มองเห็นความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่ได้ยินความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่คิดความรู้สึกก็เปลี่ยนไป คอยรู้ทันความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆภายหลังการกระทบอารมณ์นะ นี่มันจะละเอียดขึ้นๆ</p>
<p>แล้วอย่างอื่นๆมันรู้เองแหละ พอไหวมั้ยอย่างนี้ ไปดูนะ พอนึกออกมั้ย แต่ละเวลาแต่ละวันนี่ ใจเราไม่เหมือนเดิม ไม่ได้ไปฝึกให้มันดีนะ ไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่ง เราต้องการเรียนให้เห็นเลยว่าจิตใจของเรานี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด จิตใจนี้ถูกความอยากบีบคั้น มีแต่ความทุกข์เพราะความอยากเกิดขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ทั้งวัน เรียนให้เห็นความจริงว่าจิตใจเป็นของบังคับไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ เนี่ยเรียกว่าเราเรียนรู้ความจริงของตัวเราเองนะ เรียนอย่างนี้แหละ แล้วก็จะเข้าใจธรรมะในเวลาสั้นๆ</p>
<p>ถ้าเราไปคิดว่าจะต้องปฏิบัติธรรมเราก็จะไปคิดถึงรูปแบบของการปฏิบัติเสียมากกว่า <strong>จริงๆการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเอง คนเขาก็ไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเองนะ ก็คิดว่าการปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกบังคับจิตของตัวเองให้มันดี ให้มันสุข ให้มันสงบ มันผิดเป้า(หมาย)ไป จริงๆแล้วทำยาก เพราะอะไร จะเอาดีเป็นเป้าหมาย ดีไม่เที่ยง เอาความสุขเป็นเป้าหมาย ความสุขไม่เที่ยง เอาความสงบเป็นเป้าหมาย ความสงบก็ไม่เที่ยง</strong></p>
<p><strong>แต่ถ้าเรามาเรียนรู้ความจริงนะ จะเห็นเลย จิตนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานะ มันจะคลายความยึดถือออกไป มันจะมีความสุขขึ้นมาแทน มีความสงบอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา นิพพานก็คือความสงบอย่างหนึ่งนะ นิพพานโดยสภาวะของนิพพานคือสันติ ยกตัวอย่างที่นี่คือสวนสันติธรรม สันติธรรมคืออะไร คือนิพพานนั่นแหละ</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/17/11995/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_19.51_22.32.mp3" length="2578945" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/12/11888/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/12/11888/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Oct 2011 22:06:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ตามดู]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11888</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_15.53_17.03.mp3" target="_blank">อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย</a></p>
<div id="attachment_11931" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/cutcaster-photo-100681700-abstract-background-with-heart-400x400.jpg" alt="อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย" title="อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย" width="400" height="400" class="size-large wp-image-11931" /><p class="wp-caption-text">อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>นมัสการหลวงพ่อครับ คือตอนนี้หลวงพ่อ ก็รู้สึกว่าว่างๆน่ะครับ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะทำอะไร แล้วก็รู้สึกว่า ถ้าเกิดแนวททางที่ทำอยู่ ก็จะพยายามทำทานแล้วก็ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะช่วยเหลือได้ครับ ส่วนในเรื่องการปฏิบัติก็พยายามที่จะดูลมหายใจไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่ามันว่างไปเรื่อยๆครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>อือ.. มันต้องว่างสินะ พอใจเราไปอยู่ที่ลม ใจเราไม่ว่อกแว่กไปที่อื่น ใจก็ว่างๆ แล้วก็มีความสุขเห็นมั้ย เราได้ลิ้มรสความสุขจากการทำสมถกรรมฐานละ</p>
<p>ยังมีเหนือกว่านั้นนะคือวิปัสสนากรรมฐาน <strong>เวลาที่ใจเราว่างๆแล้วตามดูไป ใจมีความสุขเราพอใจให้รู้ทัน ใจเราเฉยๆก็ให้รู้ทัน</strong> ดูต่อไปอย่างนี้อีก แล้ว<strong>เวลาที่ใจเคลื่อนไปยุ่งกับโลก มันหงุดหงิดมันรำคาญ ให้รู้ว่ามันหงุดหงิดมันรำคาญ ตามดูการเปลี่ยนแปลงของจิตไป อย่าหยุดอยู่แค่ความว่างๆนะ เอาตัวไม่รอดจริงหรอก มันไม่ว่างทุกวันนี่</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๐๓<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/12/11888/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_15.53_17.03.mp3" length="1126458" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/07/11823/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/07/11823/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Oct 2011 22:14:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[คนจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเพียร]]></category>
		<category><![CDATA[ฆราวาส]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อเนื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[สู้]]></category>
		<category><![CDATA[เพียร]]></category>
		<category><![CDATA[เหยาะแหยะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11823</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510308_1.28_2.46.mp3" target="_blank">คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก</a></p>
<div id="attachment_11854" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/john-lopez-running-horse-ii.jpg" alt="คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก" title="คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก" width="400" height="400" class="size-full wp-image-11854" /><p class="wp-caption-text">คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ กว่าจะดีได้ไม่มีฟลุ๊คหรอก แลกมาสาหัสสากรรจ์ แต่ละองค์ๆไม่มีลูกฟลุ๊คนะ ภาวนามาอย่างล้มลุกคลุกคลาน ทุกคนๆแหละ</p>
<p>เนี่ยพวกเราภาวนา เราอย่านึกว่า เหยาๆแหยะๆแล้วจะได้ <strong>ฆราวาสนี้มีจุดอ่อนคือ ไม่ต่อเนื่อง จุดอ่อนอยู่ที่ความต่อเนื่อง เอาไม่จริงน่ะ ถ้าเอาจริงก็ได้</strong> แต่ส่วนใหญ่ใจไม่ถึงหรอก เหยาะๆแหยะๆ ทำบ้างหยุดบ้าง</p>
<p>คนไม่จริงก็ได้ของไม่จริง <strong>คนจริงนะต้องใจถึงจริงๆ ใจถึงจริงต้องเข้มแข็ง มีความอดทนอดกลั้น ขันตินั้นสำคัญมากนะ จะเก่งแสนเก่งนะ แต่ว่าทำเหยาะๆแหยะๆ ไม่ได้กินหรอก ต้องพากเพียรจริงๆเลย</strong></p>
<p><strong>แล้วคำสอนทั้งหลายนะ สับสนอลม่านมากนะ ยุคนี้ ต้องศึกษาด้วย เป็นคนจริงอย่างเดียว เป็นคนจริงแบบวัวแบบควายใช้ไม่ได้ ต้องศึกษาว่าจริงๆแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510308.mp3" target="_blank">510308</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๒๘ ถึงนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/07/11823/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510308_1.28_2.46.mp3" length="1256025" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510308.mp3" length="23664878" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Oct 2011 21:24:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ดักจ้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ดักดู]]></category>
		<category><![CDATA[ตามดู]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11707</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/530111_2039_2127.mp3" target="_blank">อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</a></p>
<div id="attachment_11847" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/fishbones-400x262.jpg" alt="อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้" title="อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้" width="400" height="262" class="size-large wp-image-11847" /><p class="wp-caption-text">อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>เวลาที่เราจะดูจิตดูใจ เราอย่าไปดักจ้องไว้ก่อน</strong> บางคนไปจ้องรอดูว่าเมื่อไหร่จิตจะมีปฎิกริยาอะไรขึ้นมา ถ้าเราไปจ้องไว้ จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ ไม่มีอะไรให้ดูเลย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นการดูจิตที่ดี ปล่อยให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้เอา</strong> มันโกรธขึ้นมา อ้อ มันโกรธขึ้นมาแล้ว มีคำว่าแล้วด้วย มันโกรธขึ้นมาแล้วเรารู้ทัน จิตมันโกรธขึ้นมา มันอยากแล้ว มันเห็นสาวมันอยากจีบเค้าเนี่ย รู้ว่ามันอยากแล้ว นี่ความอยากเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าอยาก ความโกรธเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ใจลอยไปก่อนแล้วรู้ว่าใจลอย ฟุ้งซ่านไปก่อนแล้วรู้ว่าฟุ้งซ่าน หดหู่ไปก่อนแล้วรู้ว่าหดหู่ ให้ความรู้สึกมันเกิดขึ้นก่อน อย่าไปดักดู ถ้าเราดักดูละก็จะไม่มีอะไรให้ดู ทุกอย่างมันจะนิ่งไปหมด</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สนามบินสุวรรณภูมิ<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: แสดงธรรมนอกสถานที่สนามบินสุวรรณภูมิ<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/530111.mp3" target="_blank">530111</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๙ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/530111_2039_2127.mp3" length="763760" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/530111.mp3" length="81082785" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Sep 2011 00:27:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มาครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[จิตทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ติดเพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างภพ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งรู้ว่าเพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11627</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_11695" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/195852-bigthumbnail-400x300.jpg" alt="จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง" title="จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง" width="400" height="300" class="size-large wp-image-11695" /><p class="wp-caption-text">จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง</p></div><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510414A_18.42_19.46.mp3" target="_blank">จิตมีหน้าที่ปรุงแต่ง เราไม่ห้าม เพียงแค่ดูเขาปรุง</a></p>
<p><strong>โยม : </strong>กราบนมัสการหลวงพ่อครับ มาครั้งแรกครับผม</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>กล้าหาญนะ กล้าหาญมากเลย มาครั้งแรกมานั่งหน้า</p>
<p><strong>โยม : </strong>ก็รู้สึกว่ายังมี รู้สึกเพ่งๆอยู่น่ะครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ถูกต้อง</p>
<p><strong>โยม : </strong>ทีนี้..ก็ไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไปครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ให้รู้ไปนะ เพ่งอยู่รู้ว่าเพ่ง จิตใจเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นกุศล-อกุศลคอยรู้ จิตใจทำงานอะไรคอยรู้ไปเรื่อยๆ <strong>การทำงานของจิตก็คือการสร้างภพ หรือความปรุงแต่ง หรือที่เรียกว่าสังขารนั่นเอง</strong> เขาปรุงไปเรื่อยๆเขาก็ทุกข์ขึ้นมาแหละ ให้เราเรียนรู้ไป อย่าไปเกลียดเขา เขาต้องปรุงนะ <strong>หน้าที่ของเขา เขาต้องปรุง ให้เราคอยรู้คอยเห็นไปอย่างที่เขาเป็นเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งใจมันปิ๊งขึ้นมาว่าทั้งหมดนี้ไม่มีเราเลย</strong> มีกระบวนการปรุงแต่ง มีกระบวนการทำงานของจิต แต่ไม่มีเรา ขันธุ์ ๕ ก็ทำงานของมันไป มีปรากฏการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดไม่มีตัวเรา ดูอย่างนี้เรื่อยๆ เดี๋ยวมันเห็นเอง</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/024/128/510414A.mp3" target="_blank">510414A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๒ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/25/11627/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510414A_18.42_19.46.mp3" length="1029492" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/024/128/510414A.mp3" length="21890126" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/18/11356/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/18/11356/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Sep 2011 21:58:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริงของชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[พลัดพราก]]></category>
		<category><![CDATA[สูญเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[อยากหายทุกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11356</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810B_0.23_10.16.mp3">เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<div id="attachment_11576" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/a4.jpg" alt="เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก" title="เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก" width="400" height="304" class="size-full wp-image-11576" /><p class="wp-caption-text">เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก</p></div>
<p><strong>พ่อปราโมทย์ : </strong>วันนี้เรามาพบกันในงานศพ ก็เป็นโอกาสของการฟังธรรม ชาวพุทธเราจะไม่ปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ หน้าที่ของชาวพุทธก็ต้องศึกษาธรรมะ มาพบกันในโอกาสงานศพก็ต้องพูดธรรมะกัน</p>
<p><strong>ธรรมะนี้เป็นเครื่องถอดถอนความเศร้าโศกออกจากจิตใจ คนที่เรารักตาย จิตใจของเราเศร้าโศกเป็นเรื่องธรรมดา ห้ามไม่ได้ </strong>ใครๆก็กลัวตายเพราะเราไม่มั่นใจว่าตายแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ชีวิตหลังความตายมีหรือไม่มีก็ไม่รู้นะ แต่กลัวไว้ก่อน กลัวไม่มีนั่นแหละ ถ้ามีก็กลัวไม่ดี</p>
<p><strong>ถ้าเราเตรียมความพร้อม หัดพัฒนาจิตใจของเราให้ดี มีศีลมีสมาธิมีปัญญา สะสมไป เราไม่กลัวความตาย</strong> ความตายไม่ได้น่ากลัวอะไร มันน่ากลัวสำหรับคนซึ่งไม่มั่นใจในคุณงามความดีของตัวเอง ถ้ามั่นใจในคุณงามความดีของตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย เราจะเผชิญความตายด้วยความองอาจกล้าหาญ</p>
<p>ในส่วนของคนแต่ละคนนะ ที่จะตายก็ต้องเตรียมความพร้อม พวกเราญาติมิตรลูกหลานก็ต้องเตรียมความพร้อม บางคนก็ร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ทำไมต้องเสียใจ เพราะไม่อยากให้ตาย ก็เลยคิดว่าความตายของคนที่เรารักเนี่ยทำให้เราเศร้าโศก ความจริงแล้วความตายของใครก็ไม่ได้ทำให้เราต้องเป็นทุกข์นะ เราเป็นทุกข์เพราะใจเราไม่ยอมรับความจริงว่าเขาต้องตาย เราอยากให้เขาอยู่นานๆ เราทุกข์เพราะความอยากของเราเอง ไม่ใช่ทุกข์เพราะผู้ตาย</p>
<p>เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจตรงนี้นะ<strong> คนที่เรารักตายนั่นก็คือสภาวะธรรมดา ยังไงวันหนึ่งก็ต้องพลัดพราก เราไม่พลัดพรากจากเขา ก็เขาพลัดพรากจากเรา</strong> ก็ต้องมีข้างหนึ่งล่ะ ยังไงก็ต้องพลัดพรากจากกันนะ ตายพร้อมๆกันก็ยังต้องพลัดพรากจากกันอีก ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิต <strong>เกิดมาแล้วยังไงเราก็หนีความตายไม่พ้นนะ หนีความพลัดพรากจากคนที่เรารักไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับความจริง ถ้าเรายอมรับความจริงไม่ได้เราก็มีความทุกข์ ยังยอมรับความตายไม่ได้ พอมีความตายเกิดขึ้นเราก็ทุกข์ </strong>ใจเราอยาก อยากให้เขาไม่ตาย พอเขาตายแล้วเราก็ทุกข์ อยากให้ฟื้นเขาไม่ยอมฟื้นก็ทุกข์อีก</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นจริงๆเราทุกข์เพราะความอยากของตนเอง</strong> ไม่ใช่ทุกข์เพราะว่าเขาตายหรอกนะ เพราะฉะนั้นเรามาฝึกจิตฝึกใจของเรา ให้ข้ามพ้นความอยากไป ไม่ใช่เฉพาะอยากเรื่องให้คนตายแล้วฟื้นหรืออยากให้คนไม่ตาย อยากอะไรก็ตามเถอะ ความอยากอะไรเกิดขึ้นทีไรความทุกข์ก็เกิดขึ้นทุกที <strong>มีความอยากทีไรก็มีความทุกข์ทุกทีแหละ</strong></p>
<p><strong>ทีนี้ห้ามใจไม่ให้อยากมันห้ามไม่ได้ เราต้องมาพัฒนาใจของเราให้มันฉลาด ทำไมใจเรามีความอยาก มันหวังว่ามันจะได้สิ่งที่ดีๆ หวังว่าจะไม่พลัดพรากจากสิ่งที่ดีๆ มันมีความอยากมีความหวังอยู่อย่างนี้ ห้ามมันไม่ได้</strong></p>
<p>แต่ถ้ามาเรียนรู้ความจริงของชีวิต ชีวิตของเราไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไรนักหรอก ร่างกายจิตใจที่ประกอบกันเป็นตัวเรานะ คนตายเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป เราเองวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป ร่างกายนี้ที่เรารักเราหวงแหนนี้ ยังหนุ่มยังสาวเราก็ว่ามันดี พออยู่ไปนานๆแล้วรู้เลยมันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย ในร่างกายของเราถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่คนที่ไม่มีปัญญาก็มองไม่เห็น มันทุกข์ยังไง เดี๋ยวก็หิวเดี๋ยวก็หนาวเดี๋ยวก็ร้อนนะ เดี๋ยวก็อย่างโน้นเดี๋ยวก็อย่างนี้ นานๆเข้าก็ป่วยหนักๆสักทีหนึ่ง อะไรอย่างนี้</p>
<p><strong>ถ้าเรามีสติ มีปัญญา เรารู้ลงในร่างกายเราบ่อยๆ เราเห็นร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์</strong> ยกตัวอย่างคนไม่สบายก็มีความทุกข์เยอะ เราอยากให้ญาติของเราไม่ตายเนี่ย เขาไม่สบายมาตั้งนานแล้ว เราอยากให้เขาทุกข์นานๆหรือเปล่า? เราอยากให้เขาอยู่อย่างเดียวนะไม่ได้อยากให้เขาทุกข์นะ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เป็นความอยากที่ขัดกับความจริงน่ะ ก็เขาไม่สบายเขาอยู่นานเขายิ่งทุกข์มากเลยนะ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราก็ไม่กังวลหรอก เขาตายก็สมควรตายแล้่ว</p>
<p>หลวงพ่อตอนนั้นยังไม่บวชนะ ตอนเตี่ยของหลวงพ่อตาย มีทำกงเต๊กด้วยหลวงพ่อชอบที่สุดเลยเรื่องทำกงเต๊กเนี่ย มันส์มากเลย เสียดายเขาไม่นิมนต์มาดูกงเต๊ก เตี่ยตายแทนที่เราจะเศร้าโศกนะ จิตมันร่าเริงนะ จิตใจมันร่าเริงมันยอมรับความจริงน่ะว่า วันหนึ่งเขาต้องตาย เขาอยู่แล้วเขาทรมานมากกว่าเขาตายอีก ทีนี้บางทีก็เป็นความเห็นแก่ตัวของเรานะ เราพยายามยื้อคนที่ป่วยหนักๆไม่ให้ตายเนี่ย เรากลัวความพลัดพราก ถ้าเราเมตตาสงสารเขาบางทีก็ต้องปล่อยให้เขาตายนะ ตามธรรมชาตินี้ดีที่สุดเลย ไปปั๊มพ์มากๆทรมานมาก เหนื่อย เหนื่อยทุกฝ่าย เราก็ลุ้นไม่ให้เขาตาย สุดท้ายก็ตาย</p>
<p><strong>อยู่ที่ใจเรานะ ใจเราค่อยเรียนรู้ความจริงลงไป ชีวิตนี้ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไรที่จะต้องหวงแหนมากมาย ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์น่ะ ถ้าเรารู้สึกนะ คอยรู้สึกอยู่ในร่างกาย เห็นร่างกายมีแต่ความทุกข์ มาคอยดูจิตดูใจของเรา ใจเราไม่เคยเต็มอิ่มเลย ใจเราก็มีแต่ความทุกข์เต็มไปหมดเลย เพราะวันหนึ่งความอยากเกิดขึ้นตั้งมากมาย ความอยากเกิดขึ้นทีไรความทุกข์เกิดขึ้นทุกที ไปสังเกตดูนะ สังเกตดูว่าจริงหรือไม่จริงว่าความอยากเกิดขึ้นแล้วความทุกข์จะตามมา</strong></p>
<p>ถ้าคนที่สติปัญญาไม่มากพอก็คิดว่าถ้าอยากนะยังไม่ทุกข์ ต้องไม่สมอยากก่อนถึงจะทุกข์ แต่ถ้าคนมีสติมีปัญญามากขึ้นหัดภาวนา ดูของจริง ในจิตในใจของตนเอง จะรู้เลยว่าในทันทีที่ความอยากเกิดขึ้น จิตมีความเครียดเกิดขึ้นแล้ว มันจะทุกข์น่ะ อยากแล้วมันก็ลุ้นใช่มั้ยว่าจะได้อย่างที่อยากมั้ย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเรามาเฝ้ารู้อยู่ที่ใจเรานะ</strong> จะเห็นเลยว่าในใจนี้เต็มไปด้วยความอยาก เพราะฉะนั้นใจนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นทั้งกายทั้งใจที่ประกอบขึ้นมาเป็นคนนะ ประกอบเป็นสัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นตัวทุกข์ทั้งหมดเลยนะ เรามาคอยรู้คอยดูอยู่ <strong>นี่เป็นวิธีปฏิบัติธรรม</strong></p>
<p>การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องอะไรที่ลึกลับ ไม่ใช่เรื่องการไปนั่งหลับหูหลับตาอะไรมากมายนะ ทำสมาธิทำไปเหมือนกันไม่ใช่ไม่ทำ ทำพอให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรง พอจิตใจมีเรี่ยวมีแรงแล้วต้องมาดูความจริงของร่างกาย มาดูความจริงของจิตใจ <strong>ความจริงของร่างกาย ร่างกายมีแต่ความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลยนะ ความจริงของจิตใจก็คือมีความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลย เนี่ยเฝ้ารู้ลงไปๆแล้วเราจะรู้เลยว่า สิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่นี้ไม่มีอะไรนอกจากตัวทุกข์ทั้งนั้น</strong> ถ้าเราเห็นได้อย่างนี้เราจะไม่กลัวตาย</p>
<p>สิ่งที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็คือตัวทุกข์นะ  เวลาจะตายก็คือตัวทุกข์มันจะตาย มันไม่ใช่ของดีของวิเศษมันกำลังจะตาย เราจะเห็นเลยว่าตัวทุกข์มันจะตาย ถ้าตัวทุกข์มันจะตายเราจะไปกลุ้มใจทำไม</p>
<p><strong>พระอรหันต์นะ ถึงเวลาวันที่จะตายเนี่ย จะผ่องใสมากเลยนะ จะผ่องใสเป็นพิเศษเลย เพราะตัวทุกข์มันกำลังจะตายละ</strong> สมน้ำหน้ามันนะ นี่จิตใจจะห้าวหาญเหมือนนักรบที่กล้าหาญมากๆ ได้ยินเสียงกลองศึกแล้วคึกคัก ไม่ใช่เข่าอ่อนใจฝ่อนะ ไม่เหมือนอย่างพวกเราหลายคนเลยใจฝ่อ เคยเห็นมั้ยคนจะตายร้องไห้ ไม่อยากตายๆ</p>
<p>หลวงพ่อเคยเจอคนหนึ่งนะ ไม่อยากตายๆ สุดท้ายมันตายนะ คนที่เขามีหูมีตาก็บอกว่า มันไม่ยอมไปไหนเลยมันเฝ้าศพอยู่อย่างนั้นน่ะ หวังว่าจะมีหมอมารักษาให้มันฟื้นได้อีก พยายามลองไปนอนทับศพนะ พยายาม กะว่าถ้าลงไปนอนพอดีแล้วจะลุกขึ้นมาได้ ขืนมันลุกขึ้นมานะ คนที่กำลังร้องไห้รักมันอยู่นะจะวิ่งหนีหมดศาลาเลย มันไม่รักจริงหรอก เนี่ย ถ้าลุกขึ้นมาเอามั้ย รักนักหนา.. ลุกขึ้นมาไม่เอาแล้ว ไปฮวงซุ้ยเหอะ ไป</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้นะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตแล้วเราจะไม่กลัวตาย เราจะไม่เศร้าโศกเพราะความตาย</strong> เรารู้เลยว่า ที่เราเศร้าโศกที่เห็นคนตายที่เห็นคนที่รักตายนั้น จริงแล้วเราเศร้าโศกเพราะว่าใจเราอยากนั้นเอง อยากให้เขาอยู่ อยากให้เขามีชีวิตอยู่นานๆ <strong>อยากให้เขาไม่ตายอะไรอย่างนั้น เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา ใครๆมันก็ตายกันทั้งนั้นแหละ ถ้าเข้าใจอันนี้ก็ไม่กล้วแล้ว คนที่เรารักจะตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ตัวเราจะตายก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะตัวเรานะมีแต่ตัวทุกข์นะ ตัวทุกข์จะตายจะไปเสียดายทำไม</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นอยู่ที่สติปัญญานะ จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครอื่นหรอก จะหวังว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราตลอดไป เราถึงจะไม่ทุกข์ อย่างนี้หวังไม่ได้ ไม่จากตายก็จากเป็น ยังไงก็จาก เพราะฉะนั้นเราฝึกฝนใจของเราไปเรื่อย ต่อไปใจเรามีความสุขนะ</p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร</em><em><br />
</em><em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em>วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร</em><em><br />
</em><em>File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/other/128/540810B.mp3">540810B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/18/11356/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810B_0.23_10.16.mp3" length="9486579" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/other/128/540810B.mp3" length="18449385" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/15/11421/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/15/11421/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Sep 2011 22:06:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตนิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตหนีไปคิดแล้วรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ทื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ตัว]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11421</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810A_54.40_55.55.mp3">จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่</a></p>
<div id="attachment_11545" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/3675479549_fb74ce73b6-400x267.jpg" alt="จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่" title="จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่" width="400" height="267" class="size-large wp-image-11545" /><p class="wp-caption-text">จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>แล้วอย่างเราภาวนาไปนะคะ แล้วจิตมันนิ่งๆอย่างนี้ค่ะ ถือว่าเป็นจิตตั้งมั่นใช่มั้ยเจ้าคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จิตนิ่งๆไม่ใช่จิตตั้งมั่นนะ ต้องไม่นิ่งที่อๆนะ ถ้ามันตั้งมั่นเนี่ย จิตจะไม่ว่อกแว่กหลงไปอยู่ในโลกของความคิดเท่านั้นแหละ เราไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่งนะ แต่ว่ามันก็นิ่งเหมือนกัน แต่มันนิ่งแบบรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ สบาย ไม่นิ่งทือๆแข็งๆนะ ไม่นิ่งแบบว่างๆไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่นิ่งแบบจิตเข้าไปรวมกับความว่างข้างนอก มันนิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกตัวอยู่ </p>
<p><strong>จิตที่ตั้งมั่นรู้เนื้อรู้ตัวเนี่ย ต้องสังเกตเอาตอนที่จิตหนีไปคิด ถ้าเรารู้ทันจิตที่หนีไปคิด จิตรู้จะเกิดขึ้น จิตรู้นั้นแหละเป็นจิตที่ตั้งมั่น</strong> เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนะ ตัวรู้(จิตผู้รู้ &#8211; ผู้ถอด)จะเกิดมันจะตั้ง จะตั้งได้พอดีไม่แข็งเกินไปไม่อ่อนเกินไป อ่อนเกินไปก็ขาดสติไหลหลงๆไป แข็งเกินไปก็ทื่อๆอยู่ ไม่เดินปัญญา ก็ตั้งพอดีๆ แค่ไหนพอดี <strong>ถ้าหนีไปคิดแล้วรู้ว่าหนีไปคิดนั้นพอดีเลย</strong> ถ้าจงใจจะให้ตั้งอยู่ อันนี้จะตึงเกินไป</p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่</em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3">540810A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๕๕ วินาทีที่ ๕๕<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/15/11421/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810A_54.40_55.55.mp3" length="1200956" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810A_54.40_55.55.mp3" length="1200956" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" length="81757908" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" length="81757908" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/07/11146/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/07/11146/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Sep 2011 20:53:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ทางสายกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[กามสุขัลลิกานุโยค]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ตึง]]></category>
		<category><![CDATA[มัชฌิมาปฏิปทา]]></category>
		<category><![CDATA[สุดโต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หย่อน]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตกิลมถานุโยค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11146</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540330_43.10_50.37.mp3" target="_blank">ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง</a></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<div id="attachment_11446" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/story-356-big-400x299.jpg" alt="ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง" title="ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง" width="400" height="299" class="size-large wp-image-11446" /><p class="wp-caption-text">ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>คำว่ามัชฌิมาปฏิปทานี่นะฟังมาหลายแห่งเหลือเกิน หลวงพ่อว่ามันคืออะไรคะ ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป แล้วถ้าปฏิบัติไปๆ เกิดขี้เกียจขึ้นมาแล้วก็มาบอกว่า เฮ้ยวันนี้มันตึงเกินไป หรือว่าอะไรทำนองนี้นะคะหลวงพ่อ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong> ก็ต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ครั้งหนึ่งมีเทวดาองค์หนึ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เทวดาองค์นี้น่ะแกคิดว่าแกเป็นพระโสดาบันแล้ว เวลาลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วรัศมีของเทวดานี้สว่างไปหมดเลย คนมีบุญไปแล้วสว่าง ไปถึงก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า บอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร โอฆะคือห้วงน้ำห้วงกิเลส คือพูดง่ายๆ พระองค์เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร</p>
<p>พระพุทธเจ้าท่านก็พูดเพราะนะ ท่านบอกว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านผู้ไม่มีความทุกข์ เพราะกำลังหลงอยู่ในความสุขนั่นแหละ ท่านเลยพูดเอาใจเสียหน่อย ถ้าท่านบอกว่าสัตว์โลกผู้มีความทุกข์เทวดาคงไม่ฟังต่อละ อารมณ์ไม่ดี ท่านบอก <em><strong>&#8220;ดูก่อนท่านนิรทุกข์ ตถาคตข้ามโอฆะได้เพราะไม่พักอยู่และไม่เพียรอยู่</strong>&#8220;</em> นี่เทวดาที่คิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์นะ คิดว่าตัวเองก็แน่เหมือนกัน ฟังแล้วสะอึกเลย</p>
<p><strong>พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านข้ามกิเลสได้โดยไม่พักและไม่เพียร </strong>ถ้าไม่พักนี่น่ะก็พอรู้เรื่องใช่มั้ย แต่ไม่เพียรนี่แปลก เทวดาก็เลยบอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช่วยขยายความหน่อย ท่านก็สอนต่อ บอกว่า <strong><em>&#8220;ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าเมื่อใดเราพักอยู่เราจะจมลง ถ้าเมื่อไรเราเพียรเราจะฟูขึ้น&#8221;</em> </strong>เราจะลอยขึ้น เทวดาก็ได้ธรรมะนะ ได้โสดาบัน เราได้หรือยัง ฟังเหมือนกันนะ ยังไม่ได้ ตรงนี้นะเทวดาเข้าใจ พวกเรายังไม่เข้าใจ ก็มีคำอธิบาย คำอธิบายธรรมะอธิบายพระไตรปิฎกเรียกว่าอรรถกถา</p>
<p>คำว่าพักอยู่นี่ก็คือ การปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส อันนี้มีอีกอันหนึ่ง มีอีกชื่อหนึ่งว่า <em>&#8220;กามสุขัลลิกานุโยค&#8221;</em> การปล่อยตัวให้ชุ่มด้วยกาม สิ่งที่เรียกว่ากามก็คือความเพลิดเพลินไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทั้งหลาย ฉะนั้นเมื่อไหร่เราหลงโลกเมื่อนั้นเราหย่อนไป เราหย่อนไป เราพักแล้ว เราไม่มีความเพียรเลย ใช้ไม่ได้ ข้ามฝั่งไม่ได้ ถ้าตรงที่ว่ามีความเพียรแล้วฟูขึ้น คำว่ามีความเพียรท่านอธิบายว่า หมายถึง <em>&#8220;อัตตกิลมถานุโยค&#8221; </em>การคอยควบคุมบังคับตัวเองตลอดเวลา</p>
<p><strong>ดังนั้นถ้าปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลสก็สุดโต่งไปข้างกามสุขัลลิกานุโยค ถ้าบังคับกายบังคับใจ ทำกายทำใจให้ลำบาก ก็สุดโต่งมาข้างทำความเพียรแบบทรมาณตัวเอง อัตตกิลมถานุโยค </strong><strong>ทางสายกลางไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทางสายกลางก็คือทางของศีล ของสมาธิ ของปัญญา นั้นเอง </strong>คนมีศีล ถ้าถือศีลไม่เป็นนะก็จะสุดโต่งมาข้างบังคับตัวเอง ถ้าถือศีลแล้วไม่ฉลาดพอก็ถือศีลตามใจกิเลส มีสมาธิก็เหมือนกัน มีสมาธิก็ชอบบังคับจิตตัวเองให้นิ่ง นี่สุดโต่งไปข้างบังคับ อีกพวกนึงทำสมาธิแล้วก็มีความสุข เคลิบเคลิ้มไป นี่หลงตามกิเลส หรือเจริญปัญญา คอยคิดค้นคว้าพิจารณามาก จิตฟุ้งซ่านตามกิเลสไป ไปบังคับจิตให้นิ่งๆ ไม่ให้คิดพิจารณาเลย ข่มไว้เฉยๆ ก็ทรมานตัวเองไปอีก</p>
<p><strong>ทางสายกลางอยู่ตรงไหน ทางสายกลางอยู่ตรงที่มีศีลก็ไม่สุดโต่งไปสองข้าง มีสมาธิก็ไม่สุดโต่ง มีปัญญาก็ไม่สุดโต่งสองข้าง พูดอธิบายยากนะ </strong><strong>แต่ลงมือปฎิบัติไม่ยาก คอยรู้ทันใจตัวเองไว้ให้ได้ก็แล้วกัน ถ้ารู้ทันใจตัวเองไม่ได้นะ ไม่บังคับตัวเองก็ตามใจกิเลส ถ้ารู้ทันใจตัวเองได้นะก็ไม่เข้าไปติดสองฝั่งนี้</strong> เช่นนั่งสมาธิอยู่ พอนั่งสมาธิอยู่พอเมื่อยหลังนะก็บอกตัวเองเลย อย่านั่งต่อไปเลยนอนดีกว่า ถ้านั่งต่อไปเป็นอัตตกิลมถานุโยค ทรมานตัวเอง นี่ถูกกิเลสหลอกแล้ว หรือเตลิดเปิดเปิงนะวันๆ นึง มีนะบางคนบอกว่าใช้ชีวิตให้เต็มอิ่มมีความสุขนะ แล้ววันนึงมันก็เบื่อไปเอง เสพสุขให้มากๆ เลยแล้ววันนึงก็เบื่อ นี่ไม่รู้จักธรรมะหรอก กิเลสนั้นเสพเท่าไหร่มันก็ไม่เบื่อ เบื่ออันนี้มันจะไปเอาอันอื่น ยากนะ ถ้าไม่รู้ทันใจตัวเอง</p>
<p><strong>ถ้าเรารู้ทันใจตัวเองได้เราถึงจะเข้าทางสายกลางได้</strong> <strong>รู้ว่าขณะนี้สุดโต่งไปแล้วในข้างตามใจกิเลส รู้ว่าขณะนี้สุดโต่งไปแล้วในข้างบังคับตัวเอง ต้องรู้ลงที่ใจให้ได้</strong></p>
<p><strong>โยม :</strong> คะ งั้นพอจะเข้าใจด้วยระดับปัญญานิดๆ ว่ามันต้องอยู่ที่การพิจารณาในลักษณะการปฎิบัติ คงไม่ใช่จะมาแปลว่ามัชชิมาหมายถึงกลาง คงไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่ใช่นะ ต้องดูสภาวะที่แท้จริง ถ้าเมื่อไหร่จิตยังโหยหาอาลัยอาวรณ์ในรูป ในเสียง ในรส ในกลิ่น ในสัมผัส เนี่ยนะ กามสุขัลลิกานุโยค ถ้าเมื่อไหร่บังคับกายบังคับใจ เมื่อนั้นอัตตกิลมถานุโยค</p>
<p>คนทั่วไปซึ่งไม่เคยภาวนาเนี่ยจะสุดโต่งไปในกามสุขัลลิกานุโยค พวกที่ไม่เคยภาวนานะ จะเตลิดไปด้านนี้เลย พวกนี้จะจมลง คือจมลงสู่อบาย ส่วนนักปฎิบัติเนี่ยชอบบังคับกายบังคับใจ คิดถึงการเดินจงกรมก็ต้องรีบตั้งท่าเดิน ถามว่าตอนท่าเดินจงกรมเนี่ย เดินธรรมชาติไหม ไม่นะ บังคับตัวเองนะ บังคับกาย บังคับกายต้องเริ่มต้นจาก..เข้าที่ก่อนนะ ถัดจากนั้นบังคับใจ..บังคับได้ที่ค่อยเดิน เนี่ยบังคับเรียบร้อยแล้วทั้งกายทั้งใจ เวลาที่เราจะนั่งสมาธิ เริ่มต้นบังคับกายก่อน ต้องงี้ เสร็จแล้วก็บังคับใจต่อ ดัดแปลงใจ สุดท้ายก็คือไม่บังคับกายก็บังคับใจ ถ้าทำได้ที่ก็บังคับทั้งกายทั้งใจ</p>
<p><strong>แต่การปฎิบัติแบบไม่บังคับกายบังคับใจทำอย่างไร รู้สึกลงไป นั่งอยู่รู้ว่านั่งอยู่ หายใจอยู่รู้ว่าหายใจอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนนะพอดี</strong> พระพุทธเจ้าสอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดินอยู่ให้รู้ว่าเดินอยู่ ไม่ใช่ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวลาเดินต้องทำท่าอย่างนี้ ไม่เคยพูดเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านสอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีราคะให้รู้ว่ามีราคะ เห็นไหม ง่ายๆ <strong>มีราคะรู้ว่ามีราคะ นี่แหละทางสายกลาง </strong>ท่านไม่เคยสอนนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้ามมีราคะ ห้ามได้ไหม ห้ามไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีราคะไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เบื่อไปเอง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้</p>
<p>เพราะงั้นเมื่อไหร่รู้ได้นะ <strong>&#8220;รู้นั้นแหละกลาง เกินจากรู้ไม่กลางหรอก&#8221;</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลตำรวจ<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>โรงพยาบาลตำรวจ</em><br />
<em> File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" target="_blank">540330</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๔๓ วินาทีที่ ๑๐ ถึง นาทีที่ ๕๐ วินาทีที่ ๓๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/07/11146/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540330_43.10_50.37.mp3" length="7135544" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" length="50939940" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

