Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ

mp3 (for download) : เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก

เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก

โยม : คือ พึ่งเริ่มฝึก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าที่ฝึกนี้ ถูกต้องไหม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถูกแล้วนะที่ฝึก ต้องฝึกนะ เวลาที่เรา ฝึกมันก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่อย่างน้อยที่ฝึกเนี่ย ถูกแล้ว (โยม : ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ขอบคุณค่ะ) ต้องฝึกไปเรื่อยๆ วิธีฝึกก็ไม่มีอะไรหรอก สังเกตใจเราไว้ ใจเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็สุข บางวันก็ทุกข์ บางวันก็ดี บางวันก็ร้ายใช่มั้ย ในวันเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน ดูออกมั้ย เช้าสายบ่ายเย็นความรู้สึกไม่เหมือนกัน ให้เราคอยรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆนะ อย่าแทรกแทรง อย่าไปห้ามมันว่า ความรู้สึกต้องดีห้ามรู้สึกชั่วอะไรนี้  ไม่ห้ามเลย ให้รู้ไปลูกเดียว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510315
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๑ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

mp3 (for download) : ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

โยม : เวลาที่เราไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ใหน กำลังหลงอารมณ์อะไรอยู่ เราควรทำอย่างไรดีคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ก็หัดรู้ทันนะ หัดรู้ทันความรู้สึกของตัวเองไป เราทุกคนสามารถรู้ความรู้สึกของตัวเองได้ ความรู้สึกทุกชนิดเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้

มีใครไม่รู้จักว่าโกรธเป็นไงบ้าง มีมั้ย ใครไม่รู้จัก ไม่เคยโกรธ ใครไม่เคยโลภ ใครไม่เคยหลง ใครเคยกลัวบ้าง มีมั้ย ใครเคยกลัว (โยมเริ่มยกมือ) มีคนเดียวเคยกลัว อ้อ มีสองคน สามคน มีใครเคยอิจฉาบ้างมีมั้ย เคยทุกคนแหล่ะ ความรู้สึกทุกชนิดนะเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้ว่าตอนนี้ใจของเรารู้สึกอะไร ใจไม่ได้หลงไปใหนนักหนาหรอก เรานั่นแหล่ะไม่ยอมดูเอง ถ้าขยันดู เราก็จะรู้เลยว่าตอนนี้ความรู้สึกของเราเป็นยังไง ความสุขรู้จักมั้ย ความทุกข์ก็รู้จักใช่มั้ย ดีใจ เสียใจ กลัว กังวล รู้จักทุกอย่าง เซ็งรู้จักมั้ย เซ็งกับโกรธเหมือนกันมั้ย ไม่เหมือน เห็นมั้ย แยกเป็น ตอนนี้ความรู้สึกเป็นยังไง

รู้ลงไป รู้ทันความรู้สึกที่กำลังเกิดอยู่ สดๆร้อนๆในใจ ตัวเองนะ ฝึกอย่างนี้แหล่ะ แล้วถึงจะเข้าใจว่าจิตมันเป็นยังไง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลตำรวจ
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ โรงพยาบาลตำรวจ
File: 540330
ระหว่างนาทีที่  ๓๖ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๓๘ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

mp3 (for download): ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

โยม : นมัสการหลวงพ่อครับ ผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศแล้วก็ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน อยากจะให้หลวงพ่อช่วยแนะนำหน่อยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ปฏิบัติธรรมอย่าไปนึกเรื่องคำว่าปฏิบัติธรรมมากไปนะ วุ่นวายเปล่าๆ เรามาเรียนรู้ตัวเองดีกว่านะ สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็คือกายกับใจนะ คอยเรียนรู้ เอา..ลองเริ่มจากเรียนรู้จิตใจของเราก็ได้

สังเกตมั้ยจิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็ตื่นขึ้นมาก็สดชื่น บางวันตื่นมาก็แห้งแล้งแล้ว มาเรียนรู้ใจของตัวเองไปเรื่อยๆนะ ลืมคำว่าปฏิบัติไป มันจะไปหลอกให้เราทำโน้นทำนี่มากมายขึ้นมา มันคือการเรียนรู้ตัวเองนะ

พอเราดูได้ว่าแต่ละวันใจของเราไม่เคยเหมือนกัน ต่อไปก็ดูละเอียดขึ้น ในวันเดียวกันนะ เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ไม่เหมือนกัน ต่อไปก็ดูได้ละเอียดขึ้นอีก เป็นขณะเลย ขณะที่มองเห็นความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่ได้ยินความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่คิดความรู้สึกก็เปลี่ยนไป คอยรู้ทันความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆภายหลังการกระทบอารมณ์นะ นี่มันจะละเอียดขึ้นๆ

แล้วอย่างอื่นๆมันรู้เองแหละ พอไหวมั้ยอย่างนี้ ไปดูนะ พอนึกออกมั้ย แต่ละเวลาแต่ละวันนี่ ใจเราไม่เหมือนเดิม ไม่ได้ไปฝึกให้มันดีนะ ไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่ง เราต้องการเรียนให้เห็นเลยว่าจิตใจของเรานี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด จิตใจนี้ถูกความอยากบีบคั้น มีแต่ความทุกข์เพราะความอยากเกิดขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ทั้งวัน เรียนให้เห็นความจริงว่าจิตใจเป็นของบังคับไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ เนี่ยเรียกว่าเราเรียนรู้ความจริงของตัวเราเองนะ เรียนอย่างนี้แหละ แล้วก็จะเข้าใจธรรมะในเวลาสั้นๆ

ถ้าเราไปคิดว่าจะต้องปฏิบัติธรรมเราก็จะไปคิดถึงรูปแบบของการปฏิบัติเสียมากกว่า จริงๆการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเอง คนเขาก็ไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเองนะ ก็คิดว่าการปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกบังคับจิตของตัวเองให้มันดี ให้มันสุข ให้มันสงบ มันผิดเป้า(หมาย)ไป จริงๆแล้วทำยาก เพราะอะไร จะเอาดีเป็นเป้าหมาย ดีไม่เที่ยง เอาความสุขเป็นเป้าหมาย ความสุขไม่เที่ยง เอาความสงบเป็นเป้าหมาย ความสงบก็ไม่เที่ยง

แต่ถ้าเรามาเรียนรู้ความจริงนะ จะเห็นเลย จิตนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานะ มันจะคลายความยึดถือออกไป มันจะมีความสุขขึ้นมาแทน มีความสงบอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา นิพพานก็คือความสงบอย่างหนึ่งนะ นิพพานโดยสภาวะของนิพพานคือสันติ ยกตัวอย่างที่นี่คือสวนสันติธรรม สันติธรรมคืออะไร คือนิพพานนั่นแหละ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๐
File: 540709B
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย

mp3 for download : อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย

อย่าหยุดอยู่แค่ความว่าง ให้รู้ทันความพอใจความว่างด้วย

โยม : นมัสการหลวงพ่อครับ คือตอนนี้หลวงพ่อ ก็รู้สึกว่าว่างๆน่ะครับ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะทำอะไร แล้วก็รู้สึกว่า ถ้าเกิดแนวททางที่ทำอยู่ ก็จะพยายามทำทานแล้วก็ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะช่วยเหลือได้ครับ ส่วนในเรื่องการปฏิบัติก็พยายามที่จะดูลมหายใจไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่ามันว่างไปเรื่อยๆครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : อือ.. มันต้องว่างสินะ พอใจเราไปอยู่ที่ลม ใจเราไม่ว่อกแว่กไปที่อื่น ใจก็ว่างๆ แล้วก็มีความสุขเห็นมั้ย เราได้ลิ้มรสความสุขจากการทำสมถกรรมฐานละ

ยังมีเหนือกว่านั้นนะคือวิปัสสนากรรมฐาน เวลาที่ใจเราว่างๆแล้วตามดูไป ใจมีความสุขเราพอใจให้รู้ทัน ใจเราเฉยๆก็ให้รู้ทัน ดูต่อไปอย่างนี้อีก แล้วเวลาที่ใจเคลื่อนไปยุ่งกับโลก มันหงุดหงิดมันรำคาญ ให้รู้ว่ามันหงุดหงิดมันรำคาญ ตามดูการเปลี่ยนแปลงของจิตไป อย่าหยุดอยู่แค่ความว่างๆนะ เอาตัวไม่รอดจริงหรอก มันไม่ว่างทุกวันนี่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510315
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๐๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก

mp3 for download : คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก

คนจริงถึงจะได้ของจริง เก่งแสนเก่งแต่เหยาะแหยะไม่ได้หรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ : ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ กว่าจะดีได้ไม่มีฟลุ๊คหรอก แลกมาสาหัสสากรรจ์ แต่ละองค์ๆไม่มีลูกฟลุ๊คนะ ภาวนามาอย่างล้มลุกคลุกคลาน ทุกคนๆแหละ

เนี่ยพวกเราภาวนา เราอย่านึกว่า เหยาๆแหยะๆแล้วจะได้ ฆราวาสนี้มีจุดอ่อนคือ ไม่ต่อเนื่อง จุดอ่อนอยู่ที่ความต่อเนื่อง เอาไม่จริงน่ะ ถ้าเอาจริงก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ใจไม่ถึงหรอก เหยาะๆแหยะๆ ทำบ้างหยุดบ้าง

คนไม่จริงก็ได้ของไม่จริง คนจริงนะต้องใจถึงจริงๆ ใจถึงจริงต้องเข้มแข็ง มีความอดทนอดกลั้น ขันตินั้นสำคัญมากนะ จะเก่งแสนเก่งนะ แต่ว่าทำเหยาะๆแหยะๆ ไม่ได้กินหรอก ต้องพากเพียรจริงๆเลย

แล้วคำสอนทั้งหลายนะ สับสนอลม่านมากนะ ยุคนี้ ต้องศึกษาด้วย เป็นคนจริงอย่างเดียว เป็นคนจริงแบบวัวแบบควายใช้ไม่ได้ ต้องศึกษาว่าจริงๆแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510308
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๒๘ ถึงนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้

mp3 for download : อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้

อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้

หลวงพ่อปราโมทย์ : เวลาที่เราจะดูจิตดูใจ เราอย่าไปดักจ้องไว้ก่อน บางคนไปจ้องรอดูว่าเมื่อไหร่จิตจะมีปฎิกริยาอะไรขึ้นมา ถ้าเราไปจ้องไว้ จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ ไม่มีอะไรให้ดูเลย

เพราะฉะนั้นการดูจิตที่ดี ปล่อยให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้เอา มันโกรธขึ้นมา อ้อ มันโกรธขึ้นมาแล้ว มีคำว่าแล้วด้วย มันโกรธขึ้นมาแล้วเรารู้ทัน จิตมันโกรธขึ้นมา มันอยากแล้ว มันเห็นสาวมันอยากจีบเค้าเนี่ย รู้ว่ามันอยากแล้ว นี่ความอยากเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าอยาก ความโกรธเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ใจลอยไปก่อนแล้วรู้ว่าใจลอย ฟุ้งซ่านไปก่อนแล้วรู้ว่าฟุ้งซ่าน หดหู่ไปก่อนแล้วรู้ว่าหดหู่ ให้ความรู้สึกมันเกิดขึ้นก่อน อย่าไปดักดู ถ้าเราดักดูละก็จะไม่มีอะไรให้ดู ทุกอย่างมันจะนิ่งไปหมด

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สนามบินสุวรรณภูมิ
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: แสดงธรรมนอกสถานที่สนามบินสุวรรณภูมิ
File: 530111
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๙ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง

จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง

จิตใจมีหน้าที่ปรุงแต่ง เรามีหน้าที่เพียงดูเขาปรุง

mp3 for download : จิตมีหน้าที่ปรุงแต่ง เราไม่ห้าม เพียงแค่ดูเขาปรุง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : กราบนมัสการหลวงพ่อครับ มาครั้งแรกครับผม

หลวงพ่อปราโมทย์ : กล้าหาญนะ กล้าหาญมากเลย มาครั้งแรกมานั่งหน้า

โยม : ก็รู้สึกว่ายังมี รู้สึกเพ่งๆอยู่น่ะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถูกต้อง

โยม : ทีนี้..ก็ไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไปครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ให้รู้ไปนะ เพ่งอยู่รู้ว่าเพ่ง จิตใจเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นกุศล-อกุศลคอยรู้ จิตใจทำงานอะไรคอยรู้ไปเรื่อยๆ การทำงานของจิตก็คือการสร้างภพ หรือความปรุงแต่ง หรือที่เรียกว่าสังขารนั่นเอง เขาปรุงไปเรื่อยๆเขาก็ทุกข์ขึ้นมาแหละ ให้เราเรียนรู้ไป อย่าไปเกลียดเขา เขาต้องปรุงนะ หน้าที่ของเขา เขาต้องปรุง ให้เราคอยรู้คอยเห็นไปอย่างที่เขาเป็นเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งใจมันปิ๊งขึ้นมาว่าทั้งหมดนี้ไม่มีเราเลย มีกระบวนการปรุงแต่ง มีกระบวนการทำงานของจิต แต่ไม่มีเรา ขันธุ์ ๕ ก็ทำงานของมันไป มีปรากฏการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดไม่มีตัวเรา ดูอย่างนี้เรื่อยๆ เดี๋ยวมันเห็นเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510414A
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๒ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก

mp3 (for download): เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


พ่อปราโมทย์ : วันนี้เรามาพบกันในงานศพ ก็เป็นโอกาสของการฟังธรรม ชาวพุทธเราจะไม่ปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ หน้าที่ของชาวพุทธก็ต้องศึกษาธรรมะ มาพบกันในโอกาสงานศพก็ต้องพูดธรรมะกัน

ธรรมะนี้เป็นเครื่องถอดถอนความเศร้าโศกออกจากจิตใจ คนที่เรารักตาย จิตใจของเราเศร้าโศกเป็นเรื่องธรรมดา ห้ามไม่ได้ ใครๆก็กลัวตายเพราะเราไม่มั่นใจว่าตายแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ชีวิตหลังความตายมีหรือไม่มีก็ไม่รู้นะ แต่กลัวไว้ก่อน กลัวไม่มีนั่นแหละ ถ้ามีก็กลัวไม่ดี

ถ้าเราเตรียมความพร้อม หัดพัฒนาจิตใจของเราให้ดี มีศีลมีสมาธิมีปัญญา สะสมไป เราไม่กลัวความตาย ความตายไม่ได้น่ากลัวอะไร มันน่ากลัวสำหรับคนซึ่งไม่มั่นใจในคุณงามความดีของตัวเอง ถ้ามั่นใจในคุณงามความดีของตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย เราจะเผชิญความตายด้วยความองอาจกล้าหาญ

ในส่วนของคนแต่ละคนนะ ที่จะตายก็ต้องเตรียมความพร้อม พวกเราญาติมิตรลูกหลานก็ต้องเตรียมความพร้อม บางคนก็ร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ทำไมต้องเสียใจ เพราะไม่อยากให้ตาย ก็เลยคิดว่าความตายของคนที่เรารักเนี่ยทำให้เราเศร้าโศก ความจริงแล้วความตายของใครก็ไม่ได้ทำให้เราต้องเป็นทุกข์นะ เราเป็นทุกข์เพราะใจเราไม่ยอมรับความจริงว่าเขาต้องตาย เราอยากให้เขาอยู่นานๆ เราทุกข์เพราะความอยากของเราเอง ไม่ใช่ทุกข์เพราะผู้ตาย

เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจตรงนี้นะ คนที่เรารักตายนั่นก็คือสภาวะธรรมดา ยังไงวันหนึ่งก็ต้องพลัดพราก เราไม่พลัดพรากจากเขา ก็เขาพลัดพรากจากเรา ก็ต้องมีข้างหนึ่งล่ะ ยังไงก็ต้องพลัดพรากจากกันนะ ตายพร้อมๆกันก็ยังต้องพลัดพรากจากกันอีก ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิต เกิดมาแล้วยังไงเราก็หนีความตายไม่พ้นนะ หนีความพลัดพรากจากคนที่เรารักไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับความจริง ถ้าเรายอมรับความจริงไม่ได้เราก็มีความทุกข์ ยังยอมรับความตายไม่ได้ พอมีความตายเกิดขึ้นเราก็ทุกข์ ใจเราอยาก อยากให้เขาไม่ตาย พอเขาตายแล้วเราก็ทุกข์ อยากให้ฟื้นเขาไม่ยอมฟื้นก็ทุกข์อีก

เพราะฉะนั้นจริงๆเราทุกข์เพราะความอยากของตนเอง ไม่ใช่ทุกข์เพราะว่าเขาตายหรอกนะ เพราะฉะนั้นเรามาฝึกจิตฝึกใจของเรา ให้ข้ามพ้นความอยากไป ไม่ใช่เฉพาะอยากเรื่องให้คนตายแล้วฟื้นหรืออยากให้คนไม่ตาย อยากอะไรก็ตามเถอะ ความอยากอะไรเกิดขึ้นทีไรความทุกข์ก็เกิดขึ้นทุกที มีความอยากทีไรก็มีความทุกข์ทุกทีแหละ

ทีนี้ห้ามใจไม่ให้อยากมันห้ามไม่ได้ เราต้องมาพัฒนาใจของเราให้มันฉลาด ทำไมใจเรามีความอยาก มันหวังว่ามันจะได้สิ่งที่ดีๆ หวังว่าจะไม่พลัดพรากจากสิ่งที่ดีๆ มันมีความอยากมีความหวังอยู่อย่างนี้ ห้ามมันไม่ได้

แต่ถ้ามาเรียนรู้ความจริงของชีวิต ชีวิตของเราไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไรนักหรอก ร่างกายจิตใจที่ประกอบกันเป็นตัวเรานะ คนตายเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป เราเองวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป ร่างกายนี้ที่เรารักเราหวงแหนนี้ ยังหนุ่มยังสาวเราก็ว่ามันดี พออยู่ไปนานๆแล้วรู้เลยมันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย ในร่างกายของเราถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่คนที่ไม่มีปัญญาก็มองไม่เห็น มันทุกข์ยังไง เดี๋ยวก็หิวเดี๋ยวก็หนาวเดี๋ยวก็ร้อนนะ เดี๋ยวก็อย่างโน้นเดี๋ยวก็อย่างนี้ นานๆเข้าก็ป่วยหนักๆสักทีหนึ่ง อะไรอย่างนี้

ถ้าเรามีสติ มีปัญญา เรารู้ลงในร่างกายเราบ่อยๆ เราเห็นร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์ ยกตัวอย่างคนไม่สบายก็มีความทุกข์เยอะ เราอยากให้ญาติของเราไม่ตายเนี่ย เขาไม่สบายมาตั้งนานแล้ว เราอยากให้เขาทุกข์นานๆหรือเปล่า? เราอยากให้เขาอยู่อย่างเดียวนะไม่ได้อยากให้เขาทุกข์นะ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เป็นความอยากที่ขัดกับความจริงน่ะ ก็เขาไม่สบายเขาอยู่นานเขายิ่งทุกข์มากเลยนะ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราก็ไม่กังวลหรอก เขาตายก็สมควรตายแล้่ว

หลวงพ่อตอนนั้นยังไม่บวชนะ ตอนเตี่ยของหลวงพ่อตาย มีทำกงเต๊กด้วยหลวงพ่อชอบที่สุดเลยเรื่องทำกงเต๊กเนี่ย มันส์มากเลย เสียดายเขาไม่นิมนต์มาดูกงเต๊ก เตี่ยตายแทนที่เราจะเศร้าโศกนะ จิตมันร่าเริงนะ จิตใจมันร่าเริงมันยอมรับความจริงน่ะว่า วันหนึ่งเขาต้องตาย เขาอยู่แล้วเขาทรมานมากกว่าเขาตายอีก ทีนี้บางทีก็เป็นความเห็นแก่ตัวของเรานะ เราพยายามยื้อคนที่ป่วยหนักๆไม่ให้ตายเนี่ย เรากลัวความพลัดพราก ถ้าเราเมตตาสงสารเขาบางทีก็ต้องปล่อยให้เขาตายนะ ตามธรรมชาตินี้ดีที่สุดเลย ไปปั๊มพ์มากๆทรมานมาก เหนื่อย เหนื่อยทุกฝ่าย เราก็ลุ้นไม่ให้เขาตาย สุดท้ายก็ตาย

อยู่ที่ใจเรานะ ใจเราค่อยเรียนรู้ความจริงลงไป ชีวิตนี้ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไรที่จะต้องหวงแหนมากมาย ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์น่ะ ถ้าเรารู้สึกนะ คอยรู้สึกอยู่ในร่างกาย เห็นร่างกายมีแต่ความทุกข์ มาคอยดูจิตดูใจของเรา ใจเราไม่เคยเต็มอิ่มเลย ใจเราก็มีแต่ความทุกข์เต็มไปหมดเลย เพราะวันหนึ่งความอยากเกิดขึ้นตั้งมากมาย ความอยากเกิดขึ้นทีไรความทุกข์เกิดขึ้นทุกที ไปสังเกตดูนะ สังเกตดูว่าจริงหรือไม่จริงว่าความอยากเกิดขึ้นแล้วความทุกข์จะตามมา

ถ้าคนที่สติปัญญาไม่มากพอก็คิดว่าถ้าอยากนะยังไม่ทุกข์ ต้องไม่สมอยากก่อนถึงจะทุกข์ แต่ถ้าคนมีสติมีปัญญามากขึ้นหัดภาวนา ดูของจริง ในจิตในใจของตนเอง จะรู้เลยว่าในทันทีที่ความอยากเกิดขึ้น จิตมีความเครียดเกิดขึ้นแล้ว มันจะทุกข์น่ะ อยากแล้วมันก็ลุ้นใช่มั้ยว่าจะได้อย่างที่อยากมั้ย

เพราะฉะนั้นเรามาเฝ้ารู้อยู่ที่ใจเรานะ จะเห็นเลยว่าในใจนี้เต็มไปด้วยความอยาก เพราะฉะนั้นใจนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นทั้งกายทั้งใจที่ประกอบขึ้นมาเป็นคนนะ ประกอบเป็นสัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นตัวทุกข์ทั้งหมดเลยนะ เรามาคอยรู้คอยดูอยู่ นี่เป็นวิธีปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องอะไรที่ลึกลับ ไม่ใช่เรื่องการไปนั่งหลับหูหลับตาอะไรมากมายนะ ทำสมาธิทำไปเหมือนกันไม่ใช่ไม่ทำ ทำพอให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรง พอจิตใจมีเรี่ยวมีแรงแล้วต้องมาดูความจริงของร่างกาย มาดูความจริงของจิตใจ ความจริงของร่างกาย ร่างกายมีแต่ความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลยนะ ความจริงของจิตใจก็คือมีความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลย เนี่ยเฝ้ารู้ลงไปๆแล้วเราจะรู้เลยว่า สิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่นี้ไม่มีอะไรนอกจากตัวทุกข์ทั้งนั้น ถ้าเราเห็นได้อย่างนี้เราจะไม่กลัวตาย

สิ่งที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็คือตัวทุกข์นะ เวลาจะตายก็คือตัวทุกข์มันจะตาย มันไม่ใช่ของดีของวิเศษมันกำลังจะตาย เราจะเห็นเลยว่าตัวทุกข์มันจะตาย ถ้าตัวทุกข์มันจะตายเราจะไปกลุ้มใจทำไม

พระอรหันต์นะ ถึงเวลาวันที่จะตายเนี่ย จะผ่องใสมากเลยนะ จะผ่องใสเป็นพิเศษเลย เพราะตัวทุกข์มันกำลังจะตายละ สมน้ำหน้ามันนะ นี่จิตใจจะห้าวหาญเหมือนนักรบที่กล้าหาญมากๆ ได้ยินเสียงกลองศึกแล้วคึกคัก ไม่ใช่เข่าอ่อนใจฝ่อนะ ไม่เหมือนอย่างพวกเราหลายคนเลยใจฝ่อ เคยเห็นมั้ยคนจะตายร้องไห้ ไม่อยากตายๆ

หลวงพ่อเคยเจอคนหนึ่งนะ ไม่อยากตายๆ สุดท้ายมันตายนะ คนที่เขามีหูมีตาก็บอกว่า มันไม่ยอมไปไหนเลยมันเฝ้าศพอยู่อย่างนั้นน่ะ หวังว่าจะมีหมอมารักษาให้มันฟื้นได้อีก พยายามลองไปนอนทับศพนะ พยายาม กะว่าถ้าลงไปนอนพอดีแล้วจะลุกขึ้นมาได้ ขืนมันลุกขึ้นมานะ คนที่กำลังร้องไห้รักมันอยู่นะจะวิ่งหนีหมดศาลาเลย มันไม่รักจริงหรอก เนี่ย ถ้าลุกขึ้นมาเอามั้ย รักนักหนา.. ลุกขึ้นมาไม่เอาแล้ว ไปฮวงซุ้ยเหอะ ไป

เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้นะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตแล้วเราจะไม่กลัวตาย เราจะไม่เศร้าโศกเพราะความตาย เรารู้เลยว่า ที่เราเศร้าโศกที่เห็นคนตายที่เห็นคนที่รักตายนั้น จริงแล้วเราเศร้าโศกเพราะว่าใจเราอยากนั้นเอง อยากให้เขาอยู่ อยากให้เขามีชีวิตอยู่นานๆ อยากให้เขาไม่ตายอะไรอย่างนั้น เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา ใครๆมันก็ตายกันทั้งนั้นแหละ ถ้าเข้าใจอันนี้ก็ไม่กล้วแล้ว คนที่เรารักจะตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ตัวเราจะตายก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะตัวเรานะมีแต่ตัวทุกข์นะ ตัวทุกข์จะตายจะไปเสียดายทำไม

เพราะฉะนั้นอยู่ที่สติปัญญานะ จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครอื่นหรอก จะหวังว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราตลอดไป เราถึงจะไม่ทุกข์ อย่างนี้หวังไม่ได้ ไม่จากตายก็จากเป็น ยังไงก็จาก เพราะฉะนั้นเราฝึกฝนใจของเราไปเรื่อย ต่อไปใจเรามีความสุขนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร

แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร
File: 540810B
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่

mp3 (for download): จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่

จิตนิ่งคือจิตตั้งมั่นหรือไม่

โยม : แล้วอย่างเราภาวนาไปนะคะ แล้วจิตมันนิ่งๆอย่างนี้ค่ะ ถือว่าเป็นจิตตั้งมั่นใช่มั้ยเจ้าคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตนิ่งๆไม่ใช่จิตตั้งมั่นนะ ต้องไม่นิ่งที่อๆนะ ถ้ามันตั้งมั่นเนี่ย จิตจะไม่ว่อกแว่กหลงไปอยู่ในโลกของความคิดเท่านั้นแหละ เราไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่งนะ แต่ว่ามันก็นิ่งเหมือนกัน แต่มันนิ่งแบบรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ สบาย ไม่นิ่งทือๆแข็งๆนะ ไม่นิ่งแบบว่างๆไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่นิ่งแบบจิตเข้าไปรวมกับความว่างข้างนอก มันนิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกตัวอยู่

จิตที่ตั้งมั่นรู้เนื้อรู้ตัวเนี่ย ต้องสังเกตเอาตอนที่จิตหนีไปคิด ถ้าเรารู้ทันจิตที่หนีไปคิด จิตรู้จะเกิดขึ้น จิตรู้นั้นแหละเป็นจิตที่ตั้งมั่น เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนะ ตัวรู้(จิตผู้รู้ – ผู้ถอด)จะเกิดมันจะตั้ง จะตั้งได้พอดีไม่แข็งเกินไปไม่อ่อนเกินไป อ่อนเกินไปก็ขาดสติไหลหลงๆไป แข็งเกินไปก็ทื่อๆอยู่ ไม่เดินปัญญา ก็ตั้งพอดีๆ แค่ไหนพอดี ถ้าหนีไปคิดแล้วรู้ว่าหนีไปคิดนั้นพอดีเลย ถ้าจงใจจะให้ตั้งอยู่ อันนี้จะตึงเกินไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 540810A
ระหว่างนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๕๕ วินาทีที่ ๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง

mp3 (for download): ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง

ปฎิบัติอย่างไรจึงเรียกว่า ทางสายกลาง

โยม : คำว่ามัชฌิมาปฏิปทานี่นะฟังมาหลายแห่งเหลือเกิน หลวงพ่อว่ามันคืออะไรคะ ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป แล้วถ้าปฏิบัติไปๆ เกิดขี้เกียจขึ้นมาแล้วก็มาบอกว่า เฮ้ยวันนี้มันตึงเกินไป หรือว่าอะไรทำนองนี้นะคะหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ก็ต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ครั้งหนึ่งมีเทวดาองค์หนึ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เทวดาองค์นี้น่ะแกคิดว่าแกเป็นพระโสดาบันแล้ว เวลาลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วรัศมีของเทวดานี้สว่างไปหมดเลย คนมีบุญไปแล้วสว่าง ไปถึงก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า บอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร โอฆะคือห้วงน้ำห้วงกิเลส คือพูดง่ายๆ พระองค์เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าท่านก็พูดเพราะนะ ท่านบอกว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านผู้ไม่มีความทุกข์ เพราะกำลังหลงอยู่ในความสุขนั่นแหละ ท่านเลยพูดเอาใจเสียหน่อย ถ้าท่านบอกว่าสัตว์โลกผู้มีความทุกข์เทวดาคงไม่ฟังต่อละ อารมณ์ไม่ดี ท่านบอก “ดูก่อนท่านนิรทุกข์ ตถาคตข้ามโอฆะได้เพราะไม่พักอยู่และไม่เพียรอยู่ นี่เทวดาที่คิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์นะ คิดว่าตัวเองก็แน่เหมือนกัน ฟังแล้วสะอึกเลย

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านข้ามกิเลสได้โดยไม่พักและไม่เพียร ถ้าไม่พักนี่น่ะก็พอรู้เรื่องใช่มั้ย แต่ไม่เพียรนี่แปลก เทวดาก็เลยบอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช่วยขยายความหน่อย ท่านก็สอนต่อ บอกว่า “ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าเมื่อใดเราพักอยู่เราจะจมลง ถ้าเมื่อไรเราเพียรเราจะฟูขึ้น” เราจะลอยขึ้น เทวดาก็ได้ธรรมะนะ ได้โสดาบัน เราได้หรือยัง ฟังเหมือนกันนะ ยังไม่ได้ ตรงนี้นะเทวดาเข้าใจ พวกเรายังไม่เข้าใจ ก็มีคำอธิบาย คำอธิบายธรรมะอธิบายพระไตรปิฎกเรียกว่าอรรถกถา

คำว่าพักอยู่นี่ก็คือ การปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส อันนี้มีอีกอันหนึ่ง มีอีกชื่อหนึ่งว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” การปล่อยตัวให้ชุ่มด้วยกาม สิ่งที่เรียกว่ากามก็คือความเพลิดเพลินไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทั้งหลาย ฉะนั้นเมื่อไหร่เราหลงโลกเมื่อนั้นเราหย่อนไป เราหย่อนไป เราพักแล้ว เราไม่มีความเพียรเลย ใช้ไม่ได้ ข้ามฝั่งไม่ได้ ถ้าตรงที่ว่ามีความเพียรแล้วฟูขึ้น คำว่ามีความเพียรท่านอธิบายว่า หมายถึง “อัตตกิลมถานุโยค” การคอยควบคุมบังคับตัวเองตลอดเวลา

ดังนั้นถ้าปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลสก็สุดโต่งไปข้างกามสุขัลลิกานุโยค ถ้าบังคับกายบังคับใจ ทำกายทำใจให้ลำบาก ก็สุดโต่งมาข้างทำความเพียรแบบทรมาณตัวเอง อัตตกิลมถานุโยค ทางสายกลางไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทางสายกลางก็คือทางของศีล ของสมาธิ ของปัญญา นั้นเอง คนมีศีล ถ้าถือศีลไม่เป็นนะก็จะสุดโต่งมาข้างบังคับตัวเอง ถ้าถือศีลแล้วไม่ฉลาดพอก็ถือศีลตามใจกิเลส มีสมาธิก็เหมือนกัน มีสมาธิก็ชอบบังคับจิตตัวเองให้นิ่ง นี่สุดโต่งไปข้างบังคับ อีกพวกนึงทำสมาธิแล้วก็มีความสุข เคลิบเคลิ้มไป นี่หลงตามกิเลส หรือเจริญปัญญา คอยคิดค้นคว้าพิจารณามาก จิตฟุ้งซ่านตามกิเลสไป ไปบังคับจิตให้นิ่งๆ ไม่ให้คิดพิจารณาเลย ข่มไว้เฉยๆ ก็ทรมานตัวเองไปอีก

ทางสายกลางอยู่ตรงไหน ทางสายกลางอยู่ตรงที่มีศีลก็ไม่สุดโต่งไปสองข้าง มีสมาธิก็ไม่สุดโต่ง มีปัญญาก็ไม่สุดโต่งสองข้าง พูดอธิบายยากนะ แต่ลงมือปฎิบัติไม่ยาก คอยรู้ทันใจตัวเองไว้ให้ได้ก็แล้วกัน ถ้ารู้ทันใจตัวเองไม่ได้นะ ไม่บังคับตัวเองก็ตามใจกิเลส ถ้ารู้ทันใจตัวเองได้นะก็ไม่เข้าไปติดสองฝั่งนี้ เช่นนั่งสมาธิอยู่ พอนั่งสมาธิอยู่พอเมื่อยหลังนะก็บอกตัวเองเลย อย่านั่งต่อไปเลยนอนดีกว่า ถ้านั่งต่อไปเป็นอัตตกิลมถานุโยค ทรมานตัวเอง นี่ถูกกิเลสหลอกแล้ว หรือเตลิดเปิดเปิงนะวันๆ นึง มีนะบางคนบอกว่าใช้ชีวิตให้เต็มอิ่มมีความสุขนะ แล้ววันนึงมันก็เบื่อไปเอง เสพสุขให้มากๆ เลยแล้ววันนึงก็เบื่อ นี่ไม่รู้จักธรรมะหรอก กิเลสนั้นเสพเท่าไหร่มันก็ไม่เบื่อ เบื่ออันนี้มันจะไปเอาอันอื่น ยากนะ ถ้าไม่รู้ทันใจตัวเอง

ถ้าเรารู้ทันใจตัวเองได้เราถึงจะเข้าทางสายกลางได้ รู้ว่าขณะนี้สุดโต่งไปแล้วในข้างตามใจกิเลส รู้ว่าขณะนี้สุดโต่งไปแล้วในข้างบังคับตัวเอง ต้องรู้ลงที่ใจให้ได้

โยม : คะ งั้นพอจะเข้าใจด้วยระดับปัญญานิดๆ ว่ามันต้องอยู่ที่การพิจารณาในลักษณะการปฎิบัติ คงไม่ใช่จะมาแปลว่ามัชชิมาหมายถึงกลาง คงไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ใช่นะ ต้องดูสภาวะที่แท้จริง ถ้าเมื่อไหร่จิตยังโหยหาอาลัยอาวรณ์ในรูป ในเสียง ในรส ในกลิ่น ในสัมผัส เนี่ยนะ กามสุขัลลิกานุโยค ถ้าเมื่อไหร่บังคับกายบังคับใจ เมื่อนั้นอัตตกิลมถานุโยค

คนทั่วไปซึ่งไม่เคยภาวนาเนี่ยจะสุดโต่งไปในกามสุขัลลิกานุโยค พวกที่ไม่เคยภาวนานะ จะเตลิดไปด้านนี้เลย พวกนี้จะจมลง คือจมลงสู่อบาย ส่วนนักปฎิบัติเนี่ยชอบบังคับกายบังคับใจ คิดถึงการเดินจงกรมก็ต้องรีบตั้งท่าเดิน ถามว่าตอนท่าเดินจงกรมเนี่ย เดินธรรมชาติไหม ไม่นะ บังคับตัวเองนะ บังคับกาย บังคับกายต้องเริ่มต้นจาก..เข้าที่ก่อนนะ ถัดจากนั้นบังคับใจ..บังคับได้ที่ค่อยเดิน เนี่ยบังคับเรียบร้อยแล้วทั้งกายทั้งใจ เวลาที่เราจะนั่งสมาธิ เริ่มต้นบังคับกายก่อน ต้องงี้ เสร็จแล้วก็บังคับใจต่อ ดัดแปลงใจ สุดท้ายก็คือไม่บังคับกายก็บังคับใจ ถ้าทำได้ที่ก็บังคับทั้งกายทั้งใจ

แต่การปฎิบัติแบบไม่บังคับกายบังคับใจทำอย่างไร รู้สึกลงไป นั่งอยู่รู้ว่านั่งอยู่ หายใจอยู่รู้ว่าหายใจอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนนะพอดี พระพุทธเจ้าสอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดินอยู่ให้รู้ว่าเดินอยู่ ไม่ใช่ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวลาเดินต้องทำท่าอย่างนี้ ไม่เคยพูดเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านสอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีราคะให้รู้ว่ามีราคะ เห็นไหม ง่ายๆ มีราคะรู้ว่ามีราคะ นี่แหละทางสายกลาง ท่านไม่เคยสอนนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้ามมีราคะ ห้ามได้ไหม ห้ามไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีราคะไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เบื่อไปเอง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้

เพราะงั้นเมื่อไหร่รู้ได้นะ “รู้นั้นแหละกลาง เกินจากรู้ไม่กลางหรอก”

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลตำรวจ
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ โรงพยาบาลตำรวจ
File: 540330
ระหว่างนาทีที่  ๔๓ วินาทีที่ ๑๐ ถึง นาทีที่ ๕๐ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เลือกอารมณ์การปฎิบัติในรูปแบบอย่างไรจึงจะเหมาะสม

mp3 (for download): เลือกอารมณ์การปฎิบัติอย่างไรจึงจะเหมาะสม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เลือกอารมณ์การปฎิบัติในรูปแบบอย่างไรจึงจะเหมาะสม

เลือกอารมณ์การปฎิบัติในรูปแบบอย่างไรจึงจะเหมาะสม

โยม : มีคนถามอยู่บ่อยๆว่า ในการปฏิบัติธรรม เวลาทำในรูปแบบนี่น่ะครับ รูปแบบมันมีเยอะแยะไปหมดเลย นั่งสมาธิ บางคนก็พุทโธ บางคนก็ดูลมหายใจ ดูท้องพองยุบ อะไรกันอย่างนี้ครับ หรือกระทั่งบทสวดมนต์ก็มีเยอะแยะ เราจะเลือกอย่างไรครับ อันไหนเหมาะกับตัวเราหรือไม่เหมาะอย่างไรครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : รูปแบบของการปฏิบัตินั้นต้องดูก่อน ปฏิบัติมี ๒ ส่วนนะ ส่วนของสมถกรรมฐานนี่น่ะ ฝึกให้จิตสงบ แต่ส่วนของวิปัสสนากรรมฐานนี่น่ะ ฝึกให้เกิดปัญญา เราก็ดูเลือกอารมณ์เอา ถ้ายกตัวอย่างบางคนขี้โมโหนะ กรรมฐานที่เหมาะกับเราก็คือ จะให้จิตสงบก็เจริญเมตตานะ บางคนขี้โลภ โลภมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจจะเจริญมรณสติก็ได้ ก็ใช้ได้ บางคนก็งก อยากตลอดเวลานะ หรือรักสวยรักงามมากนะ วันๆหนึ่งเสริมสวยลูกเดียวเลย เคยเห็นนกหงษ์หยกมั้ย สมัยก่อนเขาเลี้ยงกันเยอะนะ ต้องมีกระจกให้มันด้วยนะ มันจะเสริมสวย อย่างนี้อาจจะพิจารณาอสุภะนะ อย่างนี้ค่อยดูเอา คนไหนฟุ้งซ่านมากอาจทำอานาปานสติ อันนี้เป็นการเลือกสมถะนะ จิตสงบ

อีกอย่างหนึ่งก็ดู นิสัยของเราเป็นแบบไหน เป็นพวกรักสุขรักสบายรักสวยรักงามนะ หรือเป็นพวกคิดมาก ถ้าเรารักสุขรักสบายรักสวยรักงามนี่นะ ถ้าเราจะเจริญปัญญานะ เรามาดูกาย ร่างกายนี้ไม่สุขไม่สบายไม่สวยไม่งาม ถ้าเราเป็นพวกคิดมาก จิตใจว่อกแว่กๆตลอดเวลา คอยรู้ทันจิตไป

เพราะฉะนั้นเราก็เลือกเอานะ ใครถนัดอะไรก็เอาอันนั้นแหละ ไม่มีดีไม่มีเลวแตกต่างกันหรอกนะ ใครถนัดพุทโธก็พุทโธไป พุทโธแล้วได้อะไร ถ้าพุทโธแล้วจิตสงบอยู่กับพุทโธก็ได้สมถะ ถ้าพุทโธแล้วจิตหนีไปคิดรู้ทันก็จะได้จิตที่ตั้งมั่น

ก็จะดูลมหายใจก็ได้ ดูลมหายใจไป ถ้าจิตไปรวมเข้ากับลมหายใจนิ่งก็ได้ความสงบได้สมถะ หายใจไปแล้วจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งลมหายใจรู้ทัน จะได้จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ขึ้นมา แล้วดูร่างกายหายใจต่อไปอีกก็ได้ เจริญปัญญาไปเลย เห็นเลยร่างกายที่หายใจอยู่นี้เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา นี่เดินวิปัสสนาเลยนะ อย่างนี้ก็ได้ อย่างอานาปานสตินี่น่ะทำได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาเลยนะ

ก็ดูเอาแต่ละคนไม่ดีไม่เลวแตกต่างกัน ชอบทะเลาะกันนะ แต่ละสำนักๆนะ แล้วก็ชอบเถียงกันว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหน ไม่มีแบบอมตะถาวรสำหรับทุกๆคน ไม่มีหรอก ทางใครทางมัน ใครถนัดอะไรเอาอันนั้นแหละ แต่ถนัดนอนไม่เอานะ ยกเว้นสักอย่างเถอะ คนนอนบรรลุมรรคผลนิพพานมีมั้ย มี แต่ตามสถิติมีน้อยนะ เว้นไว้สักอิริยาบถหนึ่งก็แล้วกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 540810A
ระหว่างนาทีที่ ๕๐ วินาทีที่ ๐๐ ถึง นาทีที่ ๕๓ วินาทีที่ ๐๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้ว่าโกรธแล้ว ทำไมยังไม่หายโกรธ

mp3 (for download): รู้ว่าโกรธแล้ว ทำไมยังไม่หายโกรธ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

รู้ว่าโกรธแล้ว ทำไมยังไม่หายโกรธ

รู้ว่าโกรธแล้ว ทำไมยังไม่หายโกรธ

โยม : ถ้าเรารู้ สมมุติว่าเรารู้ว่าเราฟุ้งซ่านอยู่ เราโกรธอยู่ เราหงุดหงิดอยู่ เรารู้แล้วทำไมมันไม่หายไปสักทีล่ะคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : โอ้.. ถ้าอยากให้หาย ไม่หายหรอกนะ ความอยากเป็นต้นเหตุให้เกิดความทุกข์นะ ยิ่งอยากมากยิ่งทุกข์มาก ก็เอาอย่างที่หลวงพ่อสอนตะกี้นี้นะ ความโกรธเกิดขึ้นเราก็ดูไป ความโกรธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เราเป็นคนดูเฉยๆนะ ไม่ไปต่อต้านมัน ไม่ไปคล้อยตามมัน ต่อต้านมันก็คืออยากให้มันหายไป นี่สุดโต่งไปในข้างบังคับตัวเอง จะยิ่งเครียดหนักเลย ยกตัวอย่างโมโหขึ้นมาแล้วอยากหายโมโห มันไม่ยอมหายเลย โมโหตัวเองอีกที่มันโมโหไม่หาย เออ..นะ เลยยิ่งโมโหซ้อนโมโหไป อันนี้สุดโต่งไปในข้างทรมานตัวเองมากไป อีกพวกหนึ่งสุดโต่งตามใจกิเลส โมโหแล้วไปตีกับเขาเลย ลืมตัว ถูกกิเลสครอบเอา

เราเอาทางสายกลางนะ จิตมันโกรธก็เห็นเลย ความโกรธมันแยกขึ้นมา จิตเป็นคนดูนะ ความโกรธอยู่ต่างหาก ถ้าเห็นได้อย่างนี้นะ ความโกรธมันมาไม่ถึงจิตหรอก ศีล สมาธิ ปัญญา มันเกิดนะ ค่อยๆฝึกเอา ไม่ยากนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 540810A
ระหว่างนาทีที่ ๔๘ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๔๙ วินาทีที่ ๕๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เริ่มปฎิบัติธรรมต้องทำอย่างไร ?

mp3 (for download): ปฎิบัติธรรม หมายความว่าอย่างไร ?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เริ่มปฎิบัติธรรมต้องทำอย่างไร ?

เริ่มปฎิบัติธรรมต้องทำอย่างไร ?

โยม : ข้อแรกสำหร้บคนที่เริ่มปฏิบัติน่ะค่ะ ที่ไม่ทราบว่าจะทำยังไง คำว่าปฏิบัติธรรมเนี่ยหมายความว่ายังไง หมายถึงว่าจะต้องนั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วก็สวดมนต์อย่างนี้ แล้วจะต้องไปเข้าคอร์สมั้ยคะ?

หลวงพ่อปราโมทย์ : การปฏิบัติธรรมนะ อันแรกก็มีเรื่องรักษาศีลนะ รักษาศีลไว้ก่อน ต่อไปก็มาฝึกจิต ฝึกสมาธิ ให้จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว จะฝึกที่บ้านก็ได้นะ ฝึกที่ไหนก็ได้ จะไปฝึกที่วัดก็ได้ ฝึกที่บ้านก็ได้ จุดสำคัญก็คือ เรามีกายมีใจอยู่ที่ไหน เราก็ภาวนาอยู่ที่นั้นแหละนะ

ตอนหลวงพ่อหัดภาวนาก็หัดภาวนาตอนเป็นโยมนะ ภาวนามาตั้งแต่ตอนเป็นโยม ไม่ใช่ว่าไปภาวนาในวัดหรอกนะ เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะปฏิบัติธรรมเนี่ย อยู่ตรงไหนก็ทำได้ คอยรู้สึกตัวนะ คอยรู้สึกตัวแล้วค่อยๆเรียนพัฒนา ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา

วิธีจะทำให้เกิดศีลง่ายๆ ไม่ยากอะไร คอยรู้ทันจิตตัวเองไว้ กิเลสอะไรเกิดขึ้นที่จิตรู้ทันไป ทันทีที่รู้ทันน่ะ กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ ศีลมันเกิดแล้ว ศีลอัตโนมัติจะเกิดแล้ว คนทำผิดศีลได้เพราะว่ากิเลสครอบงำจิตหรอกนะ เพราะฉะนั้นถ้ากิเลสเกิดแว้บ..ขึ้นมาเรารู้ทัน มีศีล เราจิตหนีไปคิดเรารู้ทัน เราได้สมาธิ พอจิตได้สมาธิแล้วก็มาแยกธาตุแยกขันธ์นะ ดูกายดูใจเขาทำงาน ใจเราเป็นคนดู เห็นกายส่วนกาย ความสุขความทุกข์ส่วนของความสุขความทุกข์ อย่างนี้ก็ฝึกได้

การปฏิบัติไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการนั่งหลับตา ไม่เกี่ยวกับท่าทางอะไร ไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก อันนั้นเป็นการทำในรูปแบบ อันนั้นหลวงพ่อก็ให้ทำนะ หลวงพ่อก็สอนให้ทำ แต่ที่ให้ทำนั้นไม่ใช่เพื่อให้เอาดีเอาอะไรหรอก เป็นการซ้อม ซ้อมที่จะรู้ทันจิตของตนเองนั่นเอง

ยกตัวอย่างบางวันเราฟุ้งซ่านมากนะ เราก็ไปนั่งคอยรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไป แป๊บเดียวจิตก็สงบแล้ว พอจิตสงบแล้วก็ค่อยมาสังเกตนะ ร่างกายถูกรู้ถูกดู ความสุขความทุกข์ทั้งหลายหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงขึ้นในกายในใจนี้ ้เจริญปัญญาต่อไปได้แล้ว

ออกจากการปฏิบัติในรูปแบบก็มาเจริญสติในชีวิตประจำวันนะ การปฏิบัติในรูปแบบนั้น เหมือนเป็นการซ้อม นักมวยเข้าค่ายซ้อม ถึงเวลาก็ต้องชกจริง ชกจริงก็คือชกในชีวิตประจำวันนี้แหละ ตามองเห็น (แล้ว-ผู้ถอด)ความสุขความทุกข์ อกุศล-อกุศลเกิดขึ้นที่จิต คอยรู้ทัน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจคิดนึกปรุงแต่ง(แล้ว-ผู้ถอด)นะ ความสุขความทุกข์ กุศล-อกุศล อะไรเกิดขึ้นที่จิต ให้รู้ทัน เนี่ยฝึกแค่นี้เองนะ ถึงเวลาก็ไปทำในรูปแบบ จะนั่งสมาธิ จะเดินจงกรม อะไรก็ได้ ไม่เกี่ยวกับท่านั่งหรอก จริงๆแล้วนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 540810A
ระหว่างนาทีที่ ๔๖ วินาทีที่ ๐๒ ถึง นาทีที่ ๔๘ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้

mp3 for download : เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้

เพ่งจิตไว้ เจริญปัญญาไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ : จะทำวิปัสสนากรรมฐาน จะรู้กายรู้ใจตรงความเป็นจริงได้ ต้องไม่ลำเอียง จิตที่ไม่ลำเอียงก็คือจิตที่เป็นผู้รู้นั่นแหละ ไม่ใช่ผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ไม่ใช่ผู้วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ผู้ตัดสิน ทำตัวเป็นแค่ผู้รู้เท่านั้นเอง นะ เรามาฝึกให้ได้จิตตัวนี้นะ

วิธีที่จะทำให้ได้จิตผู้รู้ ก็คือรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนี่แหละ จิตเผลอ ตอนแรกพอรู้ทันว่าหลงไปคิดก็จะกลับมาเพ่ง เพ่งไปก่อนไม่เป็นไร เราก็รู้ว่าเพ่งเอา ต่อไปหลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ หลงไปคิดใหม่รู้ใหม่ อย่าเพ่งตลอดกาล ถ้าเพ่งตลอดกาลเดี๋ยวมันไม่ยอมเผลอ ให้มันเผลอไว้ เผลอแล้วรู้ว่าเผลอดีที่สุดเลย ดีกว่าไปเพ่งไว้ไม่ยอมเผลอเลย ไปไหนไม่รอดนะ อยู่แค่นั้นแหละ กี่ปีกี่ชาติก็อยู่อย่างนั้นแหละ

มีอยู่คราวหนึ่งนะ หลวงพ่อไปเจอ มีลูกศิษย์คนหนึ่งไปซุ่มภาวนาอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เรียนกับหลวงพ่ออยู่พักหนึ่งนะ แล้วก็ไปซุ่มอยู่เป็นปีๆเลยนะ หายไปนาน เราไปเจอเข้า จะบอกว่าบังเอิญก็ไม่มีคำว่าบังเอิญในศาสนาพุทธนะ เรียกว่ากรรมจัดสรรไปเจอกันเข้า กรรมของมันหรือของเราก็ไม่รู้ เห็นแล้วทนไม่ได้นะ มันไปเดินจงกรมนะ เราก็บอก.. เรียกชื่อเขานะ เฮ้ย..ดอกเตอร์ นึกออกมั้ย ไอ้ที่ทำอยู่ตอนนี้นะ เมื่อหลายปีก่อนก็ทำแบบนี้ อีกหลายปีข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้อีกแหละ ก็เลยได้สตินะ หันมาเจริญสติแทน งั้นก็เพ่งไว้นิ่งๆ นิ่งมาหลายปีแล้วนะ ไม่มีพัฒนาการก็ยังพอใจที่จะนิ่งอยู่อย่างนั้นน่ะ

นี่นะ เพ่งอยู่ไม่เจริญหรอก ได้แต่ความสุข ความสงบ ความสบาย ได้แต่ความดี เป็นคนดีมั้ย ดี ไม่ไปเกะกะระรานใครหรอก แต่มันไม่เจริญหรอก เจริญปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเพ่งไว้ จิตนิ่งทื่อๆ นิ่ง สงบ แล้วสบาย ไม่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ไม่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: ๓๙
File: 540226A
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑๔ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน

mp3 (for download): ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน

ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน

โยม : ขออนุญาตกราบเรียนหลวงพ่อนะคะ คือว่า แบบตัวเองไปศึกษามาหลายตำราค่ะ แล้วก็ บางทีก็รู้สึกว่า เอ๊…อันนี้ไม่เข้ากับเรา ก็เปลี่ยนไปเรื่อยนะคะ ตอนหลังก็มานั่ง นั่งพุทโธ ก็มีความรู้สึก ทำไมเรา เราไม่ได้สมาธิเสียที แล้วก็ มันก็จะฟุ้งไปเรื่อยน่ะคะ หรือบางทีก็เผลอหลับไปน่ะค่ะ อยากจะขอคำแนะนำ..

หลวงพ่อปราโมทย์ : คือเราจะทำอะไร เราต้องรู้ว่าเราจะทำเพื่ออะไร เราต้องรู้วัตถุประสงค์เสียก่อนนะ อย่างของคุณต้องการจะทำสมาธิเพื่ออะไร เพื่อให้สงบหรือเพื่อให้มีปัญญา จะเอาอะไร อันนี้

โยม : คือ จะให้มีเพื่อปัญญาค่ะ..

หลวงพ่อปราโมทย์ : จะให้มีเพื่อปัญญานะ แต่ก่อนจะมีปัญญาก็ต้องสงบก่อนเหมือนกัน ถ้าใจฟุ้งมากๆมันก็ไม่มีปัญญา การปฏิบัติธรรมเนี่ยต้องเข้าใจก่อน อย่างที่หลวงพ่อบอกเมื่อสักครู่นี้นะ สมาธินี้นะเกิดจากความสุข ของคุณใจมันเที่ยวแสวงหาไปเรื่อย มันอยากลอง อยากลอง ลองไปหน่อยหนึ่ง ลองแล้วเมื่อไหร่จะสงบ ก็ดิ้นต่อไปอีก เปลี่ยนวิธี เอ๊ะ ทำอย่างนี้เมื่อไหร่จะสงบ ก็เลยไม่สงบเสียที

ลองเปลี่ยนใหม่นะ ลองทำเล่นๆ แต่ทำสม่ำเสมอ จะทำอะไรก็เอาสักอันหนึ่ง จะพุทโธก็พุทโธไป จะหายใจก็หายใจ จะดูท้องพองยุบก็ดูไป เอาอะไรก็เอาสักอันหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทำแล้วบังคับใจ ทำเล่นๆ ทำไปอย่างมีความสุขนะ มันจะสงบเข้ามา พอมันสงบแล้วมาฝึกสมาธิอีกชนิดหนึ่ง สมาธิมี ๒ ชนิด สมาธิชนิดที่ ๑ สงบ สมาธิชนิดที่ ๒ ตั้งมั่น ไม่เหมือนกัน

สงบนี่นะ จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว จิตเป็นหนึ่ง อารมณ์เป็นหนึ่ง อยู่ด้วยกัน นิ่งอยู่ บางทีก็ไหลเข้าไปรวมเป็นอันเดียวกัน บางทีก็แยกออกมา อย่างนี้เป็นสมถะ

สมาธิชนิดที่สอง จิตตั้งมั่นเป็นคนดู อารมณ์ไม่ได้เป็นหนึ่งนะ จิตเป็นหนึ่งเป็นคนดูอยู่อย่างนี้ แต่อารมณ์นี่นะ ร้อยอารมณ์ พันอารมณ์ หมื่นอารมณ์ แสนอารมณ์ก็ได้ เห็นอารมณ์เคลื่อนไหวเกิดดับตลอด ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม จิตเป็นแค่คนดูอยู่เฉยๆ เหมือนเรานั่งดูฟุตบอลอยู่บนอัฒจันทร์ เห็นนักฟุตบอลวิ่งไปวิ่งมา นี่น่ะจิตถอนตัวมาเป็นคนดู นี่เป็นสมาธิอีกชนิดหนึ่ง สมาธิชนิดนี้แหละที่จะใช้ให้เกิดปัญญา สมาธิสงบเอาไว้พักผ่อน สมาธิที่จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้ผู้ดู อันนี้แหละถึงจะทำให้เกิดปัญญา

สมาธิมี ๒ ชนิดนะ ต้องเรียนให้ได้ทั้ง ๒ ชนิด เวลามีจำกัดนะ ไปฟังซีดีหลวงพ่อให้เยอะๆ แล้วจับสมาธิ ๒ ชนิดนี้ให้ออก แล้วแต่ละชนิดนะหลวงพ่อบอกไว้หมดเลย ฝึกอย่างไร อยากจะฝึกให้สงบนี่นะ น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อยู่อย่างต่อเนื่องเลย เพราะฉะนั้นย้ายสำนักไปเรื่อยๆนี่นะ ทิ้งคำว่าต่อเนื่อง แล้วก็ไม่ว่าจะจับอารมณ์อะไรขึ้นมานี่ อยากให้มันสงบ จิตไม่สงบหรอก (เพราะ)จิตไม่มีความสุข ไปเค้นมัน เห็นมั้ย

ดังนั้น ถ้าจับหลักที่หลวงพ่อสอนนะ อะไรก็สงบไปหมดล่ะ ง่ายไปหมดเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
File: 540216
ระหว่างนาทีที่  ๔๓ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๔๖ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: ปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูก

ปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูก

ปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูก

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราอยากให้จิตของเรานี้มันดี อยากจะดีอ่ะ อยากได้ธรรมะ พอมันอยากได้ธรรมะแทนที่เราจะรู้ว่ากำลังอยากอยู่นะ เราก็ลงมือลุยเลยคราวนี้ ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ เดินจงกรมนั่งสมาธิ กำหนดอย่างนั้นกำหนดอย่างนี้ นี้เราทำด้วยความอยาก อยากให้จิตของเราดี ฝึกไปเรื่อยๆแล้วได้อะไร ได้เป็นคนดี ได้ไปสวรรค์ได้ไปพรหมโลก นิพพานไม่ได้ ยังทำอยู่

งั้นแมวจะสงสัยมากเลยว่า เอ๊…ปฏิบัติ มาทีไรนะทำไมหลวงพี่บอกว่าไม่ถูกสักทีเลย มันไม่ถูกตรงที่ทำขึ้นมา ถ้ารู้เอาเฉยๆ รู้ไปเรื่อยๆ นะ หลักการเจริญสติจริงๆนิดเดียวเอง คือ มีสติระลึกรู้สภาพธรรมะ ธรรมะในกายกับใจเรานี่ รู้ไปจริงๆว่าขณะนี้ัมันเป็นยังไง ไม่ใช่ไปดัดแปลงมัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑
Track: ๑๑
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปปัญจธรรม ธรรมะที่ทำให้เนิ่นช้า

mp 3 (for download) : ปปัจธรรม ธรรมะที่ทำให้เนิ่นช้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ปปัญจธรรม ธรรมะที่ทำให้เนิ่นช้า

ปปัญจธรรม ธรรมะที่ทำให้เนิ่นช้า

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทิฏฐิมานะมากทำให้เนิ่นช้า ธรรมะที่ทำให้เนิ่นช้าท่านเรียกว่า ปปัญจธรรม

ปป้ญจธรรมมี ๓ อย่าง อันที่หนึ่งตัณหา อันที่สองมานะ อันที่สามทิฎฐิ พวกเราพวกคนเมือง ปัญญาชน คนฉลาด คนเก่ง เจ้าทิฎฐิมานะนะ วางตัวนี้ให้ได้แล้วจะเร็ว เพราะเราไม่ได้มีแต่ความเชื่อมั่น เชื่อตัวเอง เพ่งเอาๆ แล้วก็คิดว่าต้องเพ่งไว้ก่อนแล้วจะดีทีหลัง

ก่อนหลวงพ่อบวชน่ะ เคยดูทีวี รายการทไวไลท์โชว์ ยังมีมั้ย หรือเลิกไปแล้ว ทำไมมันทนนักล่ะรายการนี้ มันทนเหลือเกิน ตอนนั้นเขานิมนต์อาจารย์พระมหาบัวมา คุณไตรภพเขาถามท่านบอกว่า เนี่ยถ้าผมทำสมาธิไปเรื่อยๆ มันจะเกิดปัญญามั้ย ท่านอุทาน หา.. เกิดอะไรนะ เกิดปัญญามั้ย ไม่เกิด คนละเรื่องกัน

สมาธิทำให้เกิดความสุขความสงบ สมาธิคือการพักผ่อน อันนี้หลวงพ่อขยายความนะ สมาธิเป็นการพักผ่อน การเจริญปัญญานั้นเหมือนการทำงาน การทำงานกับการพักผ่อนไม่เหมือนกันนะ ยกตัวอย่างถ้ามาถามเราบอกว่า ผมนอนมากๆแล้วผมจะรวยมั้ยเนี่ย ก็เหมือนถามว่าผมทำสมาธิมากๆแล้วจะเกิดปัญญามั้ย เป็นคำถามที่มีค่าเท่ากันเลย นอนมากๆแล้วผมจะรวยมั้ย ไม่รวยต้องไปทำงาน ไปทำแต่ความสงบ ความนิ่ง ความเฉยซึมกะทืออยู่นะ แล้วก็มีทิฎฐิมานะว่าต้องอย่างนี้แหละๆ แล้วจะบรรลุ หารู้ไม่ว่า อาฬารดาบส อุทกดาบส เขาก็ทำมาก่อน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า

CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๔
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๔๓ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

mp 3 (for download) : จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อปราโมทย์ :  สังเกตใจของเราหาความเที่ยงแท้อะไรไม่ได้ ใจเราวิ่งพล่านๆอยู่ตลอดเวลา ใจเราถูกความอยากบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง เดี๋ยวก็อยากคิด เดี๋ยวก็อยากโน่นอยากนี่ รวมทั้งอยากปฏิบัติ อยากฟังธรรม อยากไปวัด อยากมาศาลาลุงชิน ความอยากนี่มันบงการเราตลอดเวลา ถ้าเรามารู้อยู่ที่ใจเรา เราจะเห็นเลยจิตใจเราไม่เคยเป็นอิสระเลย จิตใจเราเป็นขี้ข้าของความอยากตลอดเวลา ถ้าพูดแบบหยาบๆ นะ เหมือนเป็นขี้ข้าเป็นทาสอยู่ตลอดเวลา มันสั่งเราทั้งวันนะ สั่งอย่างโน้น สั่งอย่างนี้ เราก็ต้องทำตามมัน เช่นมันสั่งให้ไปเที่ยว ตัณหามันสั่งให้เราไปเที่ยง เราไม่รู้ทันนะเราก็ไปเที่ยวสบายใจ

ตัณหาเป็นเจ้านายที่ฉลาดที่สุด มันจะให้คุณให้โทษ มันสั่งให้เราไปเที่ยว ถ้าเราไปเที่ยว มันจะให้รางวัลนิดนึงจะสบายใจ แต่สบายใจครู่เดียวนะ มันจะสั่งงานใหม่แล้ว ถ้ามันสั่งให้เราไปเที่ยวแล้วเราไม่ไปเที่ยว มันจะลงโทษเรา เราจะรู้สึกกลุ้มใจ อึดอัด มันสั่งให้ไปจีบสาวสักคนหนึ่งนะ ได้ไปจีบสาวหนึ่งคนมีความสุขแล้ว มันจะสั่งอีก มันจะสั่งไปจีบสาวสองคน ถ้าไม่จีบจะกลุ้มใจอีกแล้ว เนี่ยมันจะสั่งเราทั้งวัน

เนี่ยคนที่ตกเป็นทาสมันจะมีความสุขที่ตรงไหน คอยดูอยู่ที่ใจเรา ใจเราจะถูกโขกถูกสับอยู่ทั้งวัน หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยนะ ร่างกายของเรายังได้นอนพัก แต่จิตใจแทบจะไม่ได้พักผ่อน กลางคืนก็ฝันต่ออีก ทรมานมากมีความทุกข์มาก คอยดูอยู่ที่จิตใจเรา จะเห็นเลยจิตใจของเรามันทุกข์มาก จิตใจต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ได้พักผ่อน ถูกโขกสับตลอดเวลา เจ้านายมันโขกมันสับตลอดเวลา ทีนี้ก็เราไม่รู้เราไม่เคยเห็น เราเป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส เราจึงไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้

เพราะฉะนั้นคอยดูใจของเราไว้นะ เดี๋ยวก็อยากไปโน่นเดี๋ยวก็อยากไปนี่ เดี๋ยวอยากคุยกับคนนี้ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ไปเรื่อย คิดว่าอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าได้มาแล้วจะมีความสุข กิเลสมันหลอกเรานะให้วิ่งหาความสุข วิ่งทั้งชาติก็ไม่ได้นะความสุขน่ะ อย่างตอนเด็กๆเลยเรามีความรู้สึกว่าถ้าเรียนจบแล้วจะมีความสุข พอเรียนปริญญาตรีจบนะมันบอกต่อเลยต้องเรียนปริญญาโทจึงจะมีความสุข ถ้าได้ปริญญาเอกยิ่งมีความสุขใหญ่ พอเรียนหนังสือจบแล้วก็อย่างนั้นๆเองนะ ไม่ได้มีความสุขตรงไหนเลย ในนี้ก็มีคนได้ปริญญาเอกหลายคนนะก็ไม่เห็นจะว่าจะมีความสุขเท่าไร มันหลอกเราต่ออีกนะ ถ้าได้งานดีๆจะมีความสุข ถ้าได้เงินเดือนเยอะๆจะมีความสุข มีคำว่า “ถ้า” ตลอดเวลานะ ถ้าได้ตำแหน่งใหญ่ๆจะมีความสุข มีแต่คำว่า “ถ้า” เพราะฉะนั้นชีวิตวิ่งหาความสุขทั้งชาติเลยนะ ต่อไปถ้าได้ครอบครัวที่ดีๆจะมีความสุข มีลูกฉลาดๆจะมีความสุข ต่อไปถ้าแก่ๆนะ ไม่เจ็บไม่ไข้จะมีความสุข พอแก่มากเจ็บป่วยใกล้ตายมาก เราจะรู้สึกขึ้นมาอีกแล้วว่าถ้าตายได้จะมีความสุข ดูจนตายนะยังคิดได้อีกนะว่าถ้าตายแล้วจะมีความสุข เนี่ยนะวิ่งพล่านๆ ยิ่งกว่าหมาถูกน้ำร้อนนะ พูดแบบง่ายๆ วิ่งพล่านตลอดเวลาจะมีความสุขได้อย่างไร 

ความสุขมันลอยอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา ความสุขวิ่งหาตลอดชีวิตก็ไม่ได้มา วิ่งเหมือนจะหยิบได้นะ เหมือนจะคว้าได้ แล้วก็เลื่อนหายไป หลุดมือไปแล้วก็ลอยไปอยู่ข้างหน้าอีก วิ่งไปเรื่อยๆ ถ้าเรามาดูใจเราจะเห็นเลยว่าน่าอเนจอนาถน้ำตาแทบล่วงเลย มีแต่ทุกข์ล้วนๆนะ มันดีตรงไหน เฝ้ารู้ไปเรื่อยๆนะ รู้กายไป กายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ มีความทุกข์บีบคั้นตลอดเวลา จิตใจมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความไม่เป็นอิสระ ถูกกดขี่ถูกบังคับอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เจ้านายของตัวเองนะ ไม่ใช่อัตตาได้หรอก ไม่ได้มีเจ้าข้าวเจ้าของกับมันได้ เฝ้าดูเรื่อยๆนะ เราก็จะเริ่มเห็นความจริง ความจริงคือตัวปัญญา เราจะเห็นเป็นลำดับๆ ไป ปัญญาเบื้องต้นเลยเราจะเริ่มเห็นเลย ร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
File:
490521.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คุณภาพของจิตที่ไปรู้กายรู้ใจสำคัญมากกว่ารูปแบบกริยาท่าทาง

mp 3 (for download) : คุณภาพของจิตที่ไปรู้กายรู้ใจสำคัญมากกว่ารูปแบบกริยาท่าทาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คุณภาพของจิตที่ไปรู้กายรู้ใจสำคัญมากกว่ารูปแบบกริยาท่าทาง

คุณภาพของจิตที่ไปรู้กายรู้ใจสำคัญมากกว่ารูปแบบกริยาท่าทาง

หลวงพ่อปราโมทย์ : การปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่ท่าทางนะ ไม่ใช่ว่าต้องยกแข้งยกขาท่าไหน ต้องเดินนั่งท่าไหน หายใจท่าไหน ไม่ใช่หรอก การปฏิบัติจริงๆ อยู่ที่คุณภาพของจิตใจ จิตใจมีสติเกิดขึ้นเองมั้ย หรือว่าบังคับให้เกิด หรือว่ากำหนดอยู่เพ่งอยู่ จิตใจมีความตั้งมั่นในการรู้อารมณ์หรือถลำลงไปรู้อารมณ์ จิตใจแทรกแซงอารมณ์ หรือว่าสักว่ารู้ว่าเห็นอารมณ์ นี่สิ่งเหล่านี้สำคัญ สำคัญมากกว่ากิริยาท่าทาง บางคนเดินสวยนะ ถูกต้องตามตำรับตำราที่อาจารย์รุ่นหลังท่านสร้างขึ้นมา ถูกตำราเป๊ะเลย แต่ข้างในไม่ถูก เช่น เดินจงกรมไปแล้วก็เครียดไปเรื่อยๆ เครียดไปเรื่อยๆ มันจิตเป็นอกุศล อย่างนี้ไม่ถูก

รูปแบบ เปลือกของมันเนี่ย มีความสำคัญน้อยกว่าคุณภาพของจิตที่ไปรู้กายรู้ใจ ตัวคุณภาพของจิตใจนี่สำคัญ จิตใจที่รู้ตื่น เบิกบาน สงบ สะอาด สว่าง เนี่ย จิตใจชนิดนี้ เอาไปรู้กาย เอาไปรู้ใจ มันจะเห็นเลย กายก็ไม่ใช่เรา ใจก็ไม่ใช่เรา มันทำงานของมันเองทั้งวันทั้งคืน มันเห็นเองนะ ไม่ต้องไปนึกเลยว่ามันเป็นเราหรือไม่เป็นเรา ไม่ต้องใช้ความคิดเลย แต่จะเห็นซึ่งๆ หน้าเลย เพราะฉะนั้นหลวงพ่อไม่ได้เน้นที่รูปแบบนะ ใครเคยเดินยังไงก็เดินไป ไม่เป็นปัญหา เคยนั่งเคยกำหนดอะไรนะ ยังไงก็ได้ แต่ขอว่าให้สติเกิดก็แล้วกัน

ส่วนใหญ่ที่ทำมาในอดีตมันมักจะเป็นการเพ่งเฉยๆ เพ่งให้นิ่ง มีแต่ข่มไว้ บังคับไว้ ควบคุมไว้ กำหนดไว้ เพื่อเอาความนิ่ง อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ได้แต่สมถะ กำหนดไปๆ ขนลุกขนพอง ตัวลอย ตัวโคลง ตัวเบา ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวหนักนี่ ขนลุก รู้สึกวูบๆวาบๆ นี่อาการของสมถะทั้งนั้นเลย ทำแล้วมีแต่สมถะ

ค่อยๆ หัดรู้หัดดูนะ คอยรู้คอยดูไป ใจจะค่อยๆ ตื่นขึ้นมา ค่อยรู้ทันจิตใจของตนเองไปเรื่อยๆ ตามรู้ไปเรื่อยๆ ถึงจุดนึงมันจะตื่นเต็มที่ขึ้นมานะ ผ่องใส เบิกบาน มีความสุข มีความสงบ จิตใจมีลหุตา เบา มีมุทิตา มุทุตา อ่อนโยน มีกัมมัญญตา ไม่ถูกนิวรณ์ครอบงำ มีปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไว ไม่ซึม ไม่ทื่อ มีอุชุกตา รู้อารมณ์ทั้งหลายอย่างซื่อๆ ตรงๆ ไม่หลงเข้าไปแทรกแซง เนี่ยจิตมีคุณภาพละ

ใช้จิตที่มีคุณภาพนี้ รู้กายรู้ใจไป ก็จะเห็นกายเห็นใจตรงตามความเป็นจริง ว่ามันไม่เที่ยงนะ มันเป็นทุกข์นะ มันไม่ใช่ตัวเรา พอเห็นกายเห็นใจถูกต้องตามความเป็นจริง ถึงจุดสุดท้ายมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ พอปล่อยวางกายวางใจออกไปได้ก็คือปล่อยวางตัวทุกข์ทิ้งไป กายกับใจนี้แหละตัวทุกข์ ทุกข์ก็อยู่ที่กาย ทุกข์อยู่ที่ใจ ตัวกายตัวใจนะเป็นที่ตั้งของความทุกข์ ไม่ใช่เพียงเป็นที่ตั้งของความทุกข์เท่านั้น ตัวกายตัวใจนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ เลย

แต่ตอนนี้สติปัญญาของเรายังเห็นไม่ได้ เราเห็นว่ากายนี้เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง จิตเป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง แต่ยังไม่สามารถเห็นว่ากายนี้ใจนี้ เป็นทุกข์ล้วนๆ แต่ถ้าเราเจริญสติมากเข้าๆ ถึงจุดนึงเห็นทุกข์ล้วนๆ เลยนะแล้ววาง ถ้ายังเห็นทุกข์บ้างสุขบ้าง ไม่ปล่อยวาง แต่จะดิ้นรนหาความสุขไปเรื่อยๆ ถ้าสติปัญญาแก่รอบเราจะเห็นเลย ขันธ์ห้านี่เป็นทุกข์ล้วนๆ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป มีแต่ทุกข์ล้วนๆ ถ้าเห็นทุกข์ล้วนๆ เมื่อไหร่ใจจะวาง ความยึดถือขันธ์ วางลงไป พอวางขันธ์ลงไปนะ มันก็หมดตัณหา หมดความดิ้น ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนที่จะแสวงหาความสุขมาให้ขันธ์ หรือหาความสุขมาให้จิตใจอีกแล้ว เพราะจิตใจนั้นคืนให้โลกคืนให้ธรรมชาติไปแล้ว


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๕
File: 491105B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๕๓ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

mp 3 (for download) : การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเราทุกคนที่เป็นชาวพุทธนะ เรามีบุญ เรามีวาสนาแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าบอกวิธีให้เรา ถ้าเราเดินตามวิธีการที่พระพุทธเจ้าบอก เราจะสัมผัสความสุขเป็นลำดับๆไป ไม่ใช่ว่าตอนนี้ต้องทุกข์ยากไปก่อน แล้วอีกหลายๆปี บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ถึงจะมีความสุข ไม่ใช่

ไม่ใช่ว่าต้องปฏิบัติไปก่อนชาตินี้ แล้วชาติต่อๆไปถึงจะมีความสุขนะ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อัศจรรย์ที่สุดเลย ถ้าเราเจริญสติเป็นเนี่ย ความทุกข์มันจะกระเด็นออกไปต่อหน้าต่อตาเราเลย ความทุกข์กระเด็นออกไปจากหัวใจเราต่อหน้าต่อตาเลย เนี่ยพระพุทธเจ้าบอกวิธีการไว้ให้เรานะ

วันหนึ่ง ถ้าเราเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าบอก เราก็พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ชีวิตจะมีแต่ความโปร่ง โล่ง เบา มีความสุข อะไรจะเกิดขึ้นนะ เราก็ยังมีความสุขของเราอยู่ได้อย่างนั้นน่ะ เพราะความสุขของเราไม่อิงอาศัยอะไร เพียงแต่มีสติขึ้นมา

ทีนี้ทำอย่างไร วิธีที่จะเดินตามเส้นทางสายนี้ วิธีที่จะเดินตามทางสายนี้นะ ก็เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน หรือจะพูดให้ตรงที่สุดนะ คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน การปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธนี้ มี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่า สมถกรรมฐาน อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐานเนี่ย ทำไปเพื่อให้จิตใจสงบ ให้มีความสุข ให้จิตใจดี ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเนี่ย ไม่ได้มุ่งเอาความสุข ความสงบ ความดี

วิปัสสนากรรมฐานนะ มุ่งให้เห็นความจริงของกายของใจ ให้เราเรียนรู้จนเห็นความจริงของกายของใจ ว่ากายนี้ใจนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง มิใช่ตัวเรา

ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วมันจะวางความยึดถือ แล้วมันจะสัมผัสกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ เมื่อไรพ้นกายพ้นใจนะ เมื่อนั้นจะสัมผัสกับนิพพาน เพราะฉะนั้นอยากรู้จักนิพพานต้องรู้กายรู้ใจจนแจ่มแจ้ง แล้วจะเห็นนิพพานด้วยตัวของเราเอง

เพราะฉะนั้นเราต้องคอยรู้สึกนะ มัน มันมี ๒ อย่างนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เมื่อ วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒


CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 520429.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 2 of 612345...Last »