<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; บริกรรม</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/pawana/formal/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-formal-pawana/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/25/11143/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/25/11143/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Aug 2011 21:49:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สับสน]]></category>
		<category><![CDATA[อยากสงบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11143</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_43.25_46.25.mp3" target="_blank">ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน</a></p>
<div id="attachment_11163" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-11163" title="ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/Books_1400185c-400x249.jpg" alt="ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน" width="400" height="249" /><p class="wp-caption-text">ศึกษาหลายตำราแล้วสับสน</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>ขออนุญาตกราบเรียนหลวงพ่อนะคะ คือว่า <strong>แบบตัวเองไปศึกษามาหลายตำราค่ะ </strong>แล้วก็ บางทีก็รู้สึกว่า เอ๊&#8230;อันนี้ไม่เข้ากับเรา ก็เปลี่ยนไปเรื่อยนะคะ ตอนหลังก็มานั่ง นั่งพุทโธ <strong>ก็มีความรู้สึก ทำไมเรา เราไม่ได้สมาธิเสียที</strong> แล้วก็ มันก็จะฟุ้งไปเรื่อยน่ะคะ หรือบางทีก็เผลอหลับไปน่ะค่ะ อยากจะขอคำแนะนำ..</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : คือเราจะทำอะไร เราต้องรู้ว่าเราจะทำเพื่ออะไร เราต้องรู้วัตถุประสงค์เสียก่อนนะ</strong> อย่างของคุณต้องการจะทำสมาธิเพื่ออะไร เพื่อให้สงบหรือเพื่อให้มีปัญญา จะเอาอะไร อันนี้</p>
<p><strong>โยม : </strong>คือ จะให้มีเพื่อปัญญาค่ะ..</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จะให้มี<strong>เพื่อปัญญานะ แต่ก่อนจะมีปัญญาก็ต้องสงบก่อนเหมือนกัน ถ้าใจฟุ้งมากๆมันก็ไม่มีปัญญา</strong> การปฏิบัติธรรมเนี่ยต้องเข้าใจก่อน อย่างที่หลวงพ่อบอกเมื่อสักครู่นี้นะ <strong>สมาธินี้นะเกิดจากความสุข</strong> ของคุณใจมันเที่ยวแสวงหาไปเรื่อย มันอยากลอง อยากลอง ลองไปหน่อยหนึ่ง ลองแล้วเมื่อไหร่จะสงบ ก็ดิ้นต่อไปอีก เปลี่ยนวิธี เอ๊ะ ทำอย่างนี้เมื่อไหร่จะสงบ ก็เลยไม่สงบเสียที</p>
<p><strong>ลองเปลี่ยนใหม่นะ ลองทำเล่นๆ แต่ทำสม่ำเสมอ จะทำอะไรก็เอาสักอันหนึ่ง</strong> จะพุทโธก็พุทโธไป จะหายใจก็หายใจ จะดูท้องพองยุบก็ดูไป เอาอะไรก็เอาสักอันหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทำแล้วบังคับใจ ทำเล่นๆ ทำไปอย่างมีความสุขนะ มันจะสงบเข้ามา<strong> พอมันสงบแล้วมาฝึกสมาธิอีกชนิดหนึ่ง สมาธิมี ๒ ชนิด สมาธิชนิดที่ ๑ สงบ สมาธิชนิดที่ ๒ ตั้งมั่น ไม่เหมือนกัน</strong></p>
<p><strong>สงบนี่นะ จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว <span style="text-decoration: underline;">จิตเป็นหนึ่ง</span> <span style="text-decoration: underline;">อารมณ์เป็นหนึ่ง</span> อยู่ด้วยกัน นิ่งอยู่ <span style="text-decoration: underline;">บางทีก็ไหลเข้าไปรวมเป็นอันเดียวกัน บางทีก็แยกออกมา อย่างนี้เป็นสมถะ </span></strong></p>
<p><strong>สมาธิชนิดที่สอง <span style="text-decoration: underline;">จิตตั้งมั่นเป็นคนดู</span> <span style="text-decoration: underline;">อารมณ์ไม่ได้เป็นหนึ่งนะ</span> จิตเป็นหนึ่งเป็นคนดูอยู่อย่างนี้ แต่อารมณ์นี่นะ ร้อยอารมณ์ พันอารมณ์ หมื่นอารมณ์ แสนอารมณ์ก็ได้ เห็นอารมณ์เคลื่อนไหวเกิดดับตลอด ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม </strong>จิตเป็นแค่คนดูอยู่เฉยๆ เหมือนเรานั่งดูฟุตบอลอยู่บนอัฒจันทร์ เห็นนักฟุตบอลวิ่งไปวิ่งมา นี่น่ะจิตถอนตัวมาเป็นคนดู นี่เป็นสมาธิอีกชนิดหนึ่ง <strong>สมาธิชนิดนี้แหละที่จะใช้ให้เกิดปัญญา</strong> สมาธิสงบเอาไว้พักผ่อน สมาธิที่จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้ผู้ดู อันนี้แหละถึงจะทำให้เกิดปัญญา</p>
<p>สมาธิมี ๒ ชนิดนะ ต้องเรียนให้ได้ทั้ง ๒ ชนิด เวลามีจำกัดนะ ไปฟังซีดีหลวงพ่อให้เยอะๆ แล้วจับสมาธิ ๒ ชนิดนี้ให้ออก แล้วแต่ละชนิดนะหลวงพ่อบอกไว้หมดเลย ฝึกอย่างไร <strong>อยากจะฝึกให้สงบนี่นะ น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อยู่อย่างต่อเนื่องเลย เพราะฉะนั้นย้ายสำนักไปเรื่อยๆนี่นะ ทิ้งคำว่าต่อเนื่อง แล้วก็ไม่ว่าจะจับอารมณ์อะไรขึ้นมานี่ อยากให้มันสงบ จิตไม่สงบหรอก (เพราะ)จิตไม่มีความสุข ไปเค้นมัน เห็นมั้ย</strong></p>
<p>ดังนั้น ถ้าจับหลักที่หลวงพ่อสอนนะ อะไรก็สงบไปหมดล่ะ ง่ายไปหมดเลย</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย</em><br />
<em> File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3" target="_blank">540216</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๔๓ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๔๖ วินาทีที่ ๒๕<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/25/11143/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/540216_43.25_46.25.mp3" length="2873624" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/other/128/540216.mp3" length="70880046" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/10/8725/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/10/8725/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 May 2011 21:57:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[คิด]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องอยู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8725</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530828A-bud-dd.mp3"><strong>การพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม</strong></a></p>
<div id="attachment_9076" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/11_101-400x266.jpg" alt="บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม" title="บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม" width="400" height="266" class="size-large wp-image-9076" /><p class="wp-caption-text">บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>พอได้มั้ย <strong>พุทโธ ไม่มีสภาวะรองรับ พุทโธเป็นบัญญัติ แต่ว่าถ้ามาใช้พุทโธเนี่ย ต้องมาดูที่จิต</strong> พุทโธแล้วมาดูอยู่ที่จิต เวลาเราพุทโธๆไป บางทีจิตหนีไปคิด บางทีจิตก็มาอยู่กับพุทโธ เดี๋ยวจิตก็หนีไปคิด เดี๋ยวจิตก็มาอยู่กับพุทโธ นี่แสดงความไม่เที่ยงให้ดูได้ <strong>ถามว่าเวลาเราพุทโธนั้นเราใช้อะไรเป็นวิหารธรรม เราไม่ได้ใช้พุทโธเป็นวิหารธรรม แต่เราใช้จิตเป็นวิหารธรรมนะ</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่าง <strong>ครูบาอาจารย์สายวัดป่าท่านพุทโธ ท่านบอกว่า ถ้าพุทโธเป็นนะ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เล</strong>ย คนที่เรียนอภิธรรมจะบอก เป็นไปไม่ได้ เพราะพุทโธเป็นบัญญัติ เป็นเรื่องที่คิดขึ้นมา ไม่มีสภาวะของรูปนามรองรับ อันนี้ไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านสอนหรอก</p>
<p>พุทโธ คือ อะไร พุทโธ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อะไรคือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ก็จิตนั่นแหละ คือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เพราะฉะนั้น<strong>ถ้าเราพุทโธเป็นนกแก้วนกขุนทองนะ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตสงบ ได้สมถะ ไม่ขึ้นวิปัสสนานะ</strong><br />
<strong><br />
ถ้าพุทโธเป็นเครื่องสังเกตจิต เอาจิตเป็นวิหารธรรม จิตลืมพุทโธไปเนี่ย จิตฟุ้งซ่าน รู้ทันจิตฟุ้งซ่านนะ จิตหนีไป จิตไปอยู่กับพุทโธ จิตสงบ เห็นมั้ย เดี๋ยวก็จิตสงบ เดี๋ยวก็จิตฟุ้งซ่าน เดี๋ยวจิตสงบ เดี๋ยวจิตฟุ้งซ่าน เห็นมั้ย ก็ดูได้นะ เป็น ๑ คู่ จิตสงบกับจิตฟุ้งซ่าน เป็น ๑ คู่ แสดงไตรลักษณ์ได้แล้ว เป็นธรรมคู่แล้ว</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นถ้าทำเป็นนะ กรรมฐานอะไรก็ง่ายไปหมดเลย</p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖<br />
Track: ๕<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530828A.mp3" target="_blank">530828A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/10/8725/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530828A-bud-dd.mp3" length="3765811" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530828A.mp3" length="14390544" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>หัวใจของการปฎิบัติ อยู่ที่การมีสติในชีวิตประจำวัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/04/8766/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/04/8766/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 May 2011 23:13:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดูใจ]]></category>
		<category><![CDATA[พระป่า]]></category>
		<category><![CDATA[พิจารณากาย]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[วัดป่า]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่มั่น]]></category>
		<category><![CDATA[หัวใจของการปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เนิ่นช้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8766</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="../wp-content/uploads/2011/04/491129_2.54_3.38.mp3"></a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/491129_4.52_7.10.mp3" target="_blank">หัวใจของการปฎิบัติ อยู่ที่การมีสติในชีวิตประจำวัน</a></p>
<div id="attachment_9121" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/546_p1.jpg" alt="หัวใจของการปฎิบัติ อยู่ที่การมีสติในชีวิตประจำวัน" title="หัวใจของการปฎิบัติ อยู่ที่การมีสติในชีวิตประจำวัน" width="400" height="255" class="size-full wp-image-9121" /><p class="wp-caption-text">หัวใจของการปฎิบัติ อยู่ที่การมีสติในชีวิตประจำวัน</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> คำสอนของครูบาอาจารย์วัดป่ามีทั้งหมด 3 ขั้นตอน ต้องทำให้ได้นะ </p>
<p><strong>ขั้นตอนแรกเลย ให้พุทโธ ให้กำหนดลมหายใจ แล้วแต่ความสะดวก ความถนัด พุทโธไป ทำลมหายใจไปจนใจเราสงบ</strong></p>
<p><strong>ใจเราสงบแล้วอย่าขี้เกียจขี้คร้านนะ ให้ใจออกมาทำงาน เอาใจออกมาทำงานคือมาพิจารณาร่างกายนี้</strong> ไม่อย่างนั้นใจจะติดแต่ความสุข ความสงบ เฉยๆ อยู่ เฉยโง่ๆ นะอย่างนั้น เป็นสมาธิโง่ งั้นสงบแล้วต้องออกมาพิจารณาร่างกาย ให้ใจทำงาน หมดเวลาพุทโธพิจารณากายแล้วเนี่ย</p>
<p>ต้องทำ<strong>ขั้นตอนที่สาม คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน</strong> ขั้นตอนนี้ละเลยไม่ได้เด็ดขาดนะ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด <strong>หัวใจกรรมฐานอยู่ที่การมีสติในชีวิตประจำวัน</strong></p>
<p>หลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่มั่นสอน หลวงพ่อไม่ทันท่านนะ ครูบาอาจารย์บอกต่อมา หลวงปู่มั่นสอนไว้บอกว่าทำความสงบมากเนิ่นช้า นี่ทำความสงบมากจะเนิ่นช้านะ เอาแต่ความสงบลูกเดียวไปไหนไม่รอดหรอก กี่ภพกี่ชาติก็ช้าอยู่น่านนะ</p>
<p>คิดพิจารณามากฟุุ้งซ่าน ดูกายพิจารณากายอย่างเดียวนะฟุ้งซ่าน งั้นพิจารณาไปพอสมควรแล้วก็ทำความสงบเข้ามาสลับไปสลับมา บอกว่าทำความสงบมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน</p>
<p><strong>หัวใจอยู่ที่นี่นะ หัวใจอยู่ที่มีสติในชีวิตประจำวัน ต้องมีสติ มีสติร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก ให้ดูกายให้ดูใจไป</strong> อาจารย์มหาบัวเคยสอนหลวงพ่อ <strong>การปฏิบัติไม่มีอะไรมากหรอกบอกอย่างนี้ มีสติรู้กายรู้ใจลงเป็นปัจจุบัน</strong> ไม่ใช่นั่งเคลิ้มลูกเดียวนะ เคลิ้มลูกเดียวก็ ชาติหน้าก็ไปเคลิ้มอีกนะ มันไม่มีปัญญานะ สมถะไม่ทำให้เกิดปัญญานะ ต้องมามีสติรู้กายรู้ใจลงไป ซักฟอกลงมาในกายในใจนี้ จนมันคลายความยึดถึอกายยึดถือใจได้ <strong>มันหมดความยึดถือกายยืดถึอใจได้เมื่อไหร่ก็เป็นพระอรหันต์เมื่อนั้นนะ</strong></p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙<br />
</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗<br />
ลำดับที่  ๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/491129.mp3">491129</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๑๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/04/8766/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/491129_4.52_7.10.mp3" length="2195765" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/017/mp3/491129.mp3" length="12463023" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/02/27/7072/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/02/27/7072/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Feb 2011 21:35:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ดูฟุ้งซ๋าน]]></category>
		<category><![CDATA[นั่งสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีนั่งสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจถึง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=7072</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/530905B_2413_2508.mp3">นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี</a></p>
<div id="attachment_7911" class="wp-caption alignnone" style="width: 352px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/02/G2767355-15.jpg" alt="นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี" title="นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี" width="342" height="455" class="size-full wp-image-7911" /><p class="wp-caption-text">นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน ทำอย่างไรดี</p></div>
<p>โยม นมัสการค่ะหลวงพ่อ คือเวลานั่งสมาธิมันฟุ้งซ่านน่ะค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>มันเป็นอะไรนะ</p>
<p><strong>โยม</strong>: ฟุ้งซ่านค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong> :ฟุ้งซ่านก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าไม่ฟุ้งซ่านก็เห็นไม่ต้องนั่งสมาธิน่ะสิ เพราะมันฟุ้งซ่านแหละเราถึงไปนั่งสมาธิ แต่ว่ามันมีวิธีการนะ<strong> เวลาที่จิตฟุ้งซ่านเนี่ย เราไปสั่งมันให้สงบเนี่ย มันไม่สงบหรอก</strong> เราต้องทำใจถึงๆหน่อย ใจกล้าๆหน่อย <strong>นั่งดูมันฟุ้งซ่านไป เราก็ท่องพุทโธๆ เล่นๆไปนะ จะสงบหรือไม่สงบก็ช่างมัน แต่จิตใจเราฟุ้งซ่าน เราพุทโธไปแล้วเราก็รู้ทันไป ใจมันฟุ้งซ่าน ดูมันเล่นๆไปน่ะ</strong></p>
<p>ถ้าดูเล่นๆได้นะ ใจสบาย ใจสบายใจก็สงบ แต่ถ้ามันฟุ้งซ่านอยู่ อยากสงบนะ ยิ่งบังคับมัน ยิ่งไม่สบาย ยิ่งไม่สบายยิ่งไม่สงบ เพราะ<strong>ตัวที่ทำให้จิตสงบนะคือความสุข ถ้าจิตมีความสุขจิตจะสงบ</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓<br />
</em></div>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖<br />
ลำดับที่ ๑๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530905B.mp3" target="_blank">530905B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๒๕วินาทีที่ ๐๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/02/27/7072/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/530905B_2413_2508.mp3" length="880359" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530905B.mp3" length="24309440" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/02/22/6805/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/02/22/6805/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Feb 2011 21:15:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ซ้อม]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ. ซ้อมชก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6805</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/490103B_2346_2556.mp3" target="_blank">วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ</a></p>
<div id="attachment_6818" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-6818" title="วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/webboard-reply31269.gif" alt="วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ" width="400" height="559" /><p class="wp-caption-text">วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ ถ้าถนัดพุทโธ ก็หัดจากพุทโธได้นะ หัดพุทโธต่อไป</strong> พุทโธ..อย่าขี้เกียจนะ พุทโธทุกวัน พุทโธบ่อยๆ พุทโธจนใจมันพุทโธของมันเอง ทีนี้พอเราพุทโธๆเนี่ย <strong>ไม่ใช่พุทโธเลื่อนลอยนะ พุทโธเพื่อจะคอยรู้ทันใจตัวเอง เคยมั้ย พุทโธๆ แล้วหนีไปคิดเรื่องอื่น เราก็พุทโธของเราไป พอใจมันหนีไปก็รู้ทัน พุทโธไปเรื่อยๆ บางวันใจสงบ รู้ว่าใจสงบนะ พุทโธไปแล้วใจฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน </strong>สรุปแล้วก็คือเราจะหัดพุทโธเพื่อจะรู้ทันใจตนเอง อย่างนี้พอเข้าใจมั้ย ลองทำนะ</p>
<p>คล้ายๆเราเอาพุทโธเป็นกระสอบทราย ซ้อมชกน่ะ จนกระทั่ง จิตใจของเราเนี่ย เคลื่อนไหวไปทางไหน เรารู้ทันหมดเลย พุทโธๆ หนีแว้บไปแล้ว รู้ทัน พุทโธๆ แล้วเพ่งแล้ว รู้ทัน พุทโธแล้วสงบ สุข ปีติอะไรเกิดขึ้น รู้ทันใจของเราเรื่อยๆ พุทโธเพื่อจะรู้ทันใจ</p>
<p><strong>คำว่าพุทโธ หรือพุทธะ แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็คือตัวจิตของเรานั่นเอง เราท่องพุทโธๆเพื่อจะเข้ามารู้ให้ถึงจิตถึงใจตนเอง พอเรารู้ถึงจิตถึงใจตนเอง เราก็พร้อมที่จะปฎิบัติแล้วในชีวิตจริงๆ</strong></p>
<p>ยกตัวอย่างเราออกมาอยู่ข้างนอกนี้ พอตาเรามองเห็นสาว ใจเราวิ่งไปหาเขาแล้ว เรารู้ทันเลยใจมันวิ่งไปแล้ว เราเดินๆอยู่ใจลอยแว้บไป เราเคยพุทโธแล้วรู้ทันว่าใจลอยนะ พอเรามาอยู่ข้างนอกไม่ได้พุทโธนี่แหละ พอใจลอยแว้บ..นะ มันจะรู้ทันว่าใจลอย ในที่สุดเราจะรู้ทันใจตนเอง <strong>จะสุขจะทุกข์ จะดีจะชั่ว เราก็จะรู้ทันไปเรื่อยๆ เมื่อรู้ทันไปเรื่อยๆ ต่อไปปัญญาจะเกิด เราจะเห็นเลยว่าจิตนี้เป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย จิตนี้เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ เดี๋ยวมันจะดีเราก็สั่งให้ดีไม่ได้ มันจะร้ายเราก็ห้ามมันก็ไม่ได้</strong> มันจะใจลอย มันจะไปคิด ก็ห้ามมันไม่ได้ เนี่ย<strong>เฝ้ารู้จนเห็นเลย มันไม่ใช่ตัวเรา ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา ก็ได้ธรรมะเบื้องต้นแล้ว</strong></p>
<p>อย่างนี้พอไหวมั้ย พุทโธนะ อย่าขี้เกียจนะ อันตรายอุปสรรคสำคัญของนักปฎิบัติ คือขี้เกียจแหละ</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี<br />
ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี<br />
เมื่อวันอังคารที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ หลังฉันเช้า</em></div>
<p><em>CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๑๑<br />
ลำดับที่ ๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/011/mp3/490103B.mp3" target="_blank">490103B</a><br />
นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๕๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/02/22/6805/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/490103B_2346_2556.mp3" length="520648" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/011/mp3/490103B.mp3" length="27201309" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5431/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5431/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Nov 2010 11:31:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกายไม่ใช่ตตัวเรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5431</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.14m59-16m59.mp3" target="_blank">อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</a></p>
<div id="attachment_5432" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-5432" title="อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/flower_053-300x225.jpg" alt="อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว" width="300" height="225" /><p class="wp-caption-text">อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> อยู่ที่วัดเนี่ย ไม่มีอะไรกระทบแรงๆค่ะ เพราะฉะนั้นก็จะตามรู้กายรู้ใจไป เห็นแต่ความหลง ส่วนใหญ่แล้วก็จะหลงอยู่บ่อยมาก</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> หลงนานมั้ย</p>
<p><strong>โยม:</strong> อืม.. ก็ระยะหนึ่ง พอรู้สึกตัวก็กลับมาดูค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> คือ.. เวลาหลงเนี่ยนะ <strong>ถ้าเรามีเครื่องอยู่ มีวิหารธรรมเนี่ย จะไม่หลงนาน แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องอยู่ จะหลงนาน</strong> เพราะฉะนั้นการที่เรามีวิหารธรรมไว้อันหนึ่ง มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง อะไรอย่างนี้ จะช่วย เช่นเราอยู่กับพุทโธ พุทโธ พุทโธ นะ พอจิตทิ้งพุทโธไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</p>
<p>หรือเราอยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว รู้บ่อย บ่อย บ่อย บ่อย ต่อมาจิตไหลไปเนี่ย รู้เองเลย นะ มันจะรู้อัตโนมัติ มันจะเร็ว ค่อยฝึกเอา</p>
<p><strong>โยม:</strong> ทีนี้อย่างเมื่อวานนี้</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ยกไมค์อย่างนี้</p>
<p><strong>โยม:</strong> เมื่อวานนี้ค่ะ มีเจ็บหลัง ก็คอยตามดู แล้วก็อยากรู้ว่า ไม่ได้ ไม่ได้ ตามดูว่าจะเป็นยังไง ตามดูอยู่ห่างๆ สักพักหนึ่ง มันก็หายไป ใจก็ไปคิดอย่างอื่น</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> รู้สึกมั้ย ร่างกายมันอยู่ห่างๆ เนี่ย ดูออกหรือยัง</p>
<p><strong>โยม:</strong> นิดหน่อยค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> รู้สึกมั้ย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ดูมั้ย ดูได้มั้ยอันนี้</p>
<p><strong>โยม:</strong> ยังดูไม่เห็นค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ยังไม่เห็นก็ดูไปเรื่อยๆนะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> ค่ะ แต่ที่เรียนรู้อย่างหนึ่งคือ ถ้าเกิดทำอะไรรีบๆน่ะ จะตามดูกายดูใจไม่ได้</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ใช่สิ มันรีบ ลุกลี้ลุกลน แล้วหลงไป นะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> และถ้ามีอะไรมากระทบกาย แรงๆเนี่ย คือ อย่างปฎิบัติอยู่ แล้วแมลงตอมเยอะเนี่ย จะรู้แล้วว่ารำคาญ แต่พอรู้ปุ๊บ มือปัดทันทีเลย ยังไม่ทันได้เห็นเลย ก็ไป..</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ไม่เป็นไร อย่าปัดให้มันตายก็แล้วกัน แต่แมลงวัดนี้ไว ปัดไม่ถูกหรอก มันเป็นแมลงหวี่ แมลงหวี่น่ากลัวนะ น่ากลัวกว่าแมลงวันอีก เวลากัดเนี่ย มันเป็นสัตว์ที่กินเนื้อนะ เพราะฉะนั้นถ้ามีแผลนิดนึงมันจะแทะ แทะ แทะ แทะ เข้าไป แล้วก็จะเป็นแผลติดเชื้อ ลามไปเรื่อยๆ เอ้า ต่อไป เชิญยกมือ</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า</em></div>
<div><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" target="_blank">521204B.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๙</em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5431/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.14m59-16m59.mp3" length="478840" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" length="23604736" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/10/13/4962/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/10/13/4962/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Oct 2010 23:15:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[กามฉันทะ]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลสชั่วหยาบ]]></category>
		<category><![CDATA[ความฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[ถีนมิทธะ]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องพองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[นิวรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้ผู้ดู]]></category>
		<category><![CDATA[พยาบาท]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคะ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ล่องลอย]]></category>
		<category><![CDATA[วิจิกิจฉา]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะกุกกุจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=4962</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_4967" class="wp-caption alignnone" style="width: 293px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/buddha003.jpg" alt="มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น" title="มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น" width="283" height="370" class="size-full wp-image-4967" /><p class="wp-caption-text">มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น</p></div>
<p>mp3 for download: <a href='http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/530730A-1.10m14-16m32.mp3'>มีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เพราะฉะนั้นเวลาที่กิเลสชั่วหยาบเกิดนะ คนจะทำผิดศีล <strong>เรายังสู้กิเลสหยาบๆไม่ได้ ตั้งใจไว้ รักษาศีลไว้</strong> อย่างน้อยกิเลสชั่วหยาบเกิดขึ้นที่ใจก็ตาม อย่าให้มันทำผิดศีล ทางกายทางวาจาออกมา อย่าให้มันล้นออกมาทางกายทางวาจา มันไปเบียดเบียนคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นศีลเนี่ยนะ ช่วยควบคุมพฤติกรรมทางกายทางวาจาของเรา ไม่ให้ไประรานผู้อื่น นี่ มันหยาบมาก มันก็ไประรานคนอื่น</p>
<p><strong>กิเลสชั้นกลางชื่อว่านิวรณ์ เราจะสู้ด้วยสมาธิ</strong> คือความตั้งมั่นของจิต ไม่ใช่สู้ความสงบ แต่สู้ด้วยความตั้งมั่น สมาธิ แปลว่าความตั้งมั่น สมาธิไม่ได้แปลว่าความสงบ อย่าไปแปลผิดนะ ถ้าแปลผิดก็ภาวนาผิดอีก สมาธิคือความตั้งมั่น องค์ธรรมของสมาธิคือความตั้งมั่น ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียวนั้นแหละ ถ้าเป็นสมาธิที่ดีก็ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล ถ้าเป็นสมาธิที่ใช้เจริญวิปัสสนาก็ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์รูปนาม ถ้าเป็นสมาธิของพระอริยะเจ้าในขณะเกิดมรรคเกิดผล ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นิพพาน มีตลอดนะ สมาธิ กระทั่งก่อกรรมทำชั่วก็มีสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิต้องดูให้ดี</p>
<p><strong>สมาธิเป็นความตั้งมั่นของจิตอยู่ในอารมณ์</strong> อารมณ์อันเดียว และถ้าตั้งเป็นนะ จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา เราจะเห็นอารมณ์นั้นน่ะ กับจิตเป็นคนละอันกันนะ แยกกัน</p>
<p>นิวรณ์เป็นอะไร นิวรณ์ทั้งหมดเลยมี ๕ ตัว กามฉันทนิวรณ์ ความยินดีพอใจ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส พยาบาท ความไม่พอใจ ไม่พออกพอใจ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ความฟุ้งซ่าน อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความลังเลสงสัย วิจิกิจฉา แล้วก็ ถีนมิทธะ ความเซื่องซึม ของจิต ของเจตสิก จิตเซื่องซึม เจตสิกเซื่องซึม ซึมไปด้วยกัน ทำงานไม่ค่อยสะดวก ทำงานไม่ได้ รู้อารมณ์ได้ไม่ดีไม่ชัดเจน </p>
<p><strong>นิวรณ์ทั้งหมดถึงจะมี ๕ ตัว แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว โดยสภาวะของมัน เป็นความฟุ้งของจิตทั้งสิ้นเลย</strong> ฟุ้งไปในอารมณ์ที่ดีก็เรียกว่า กามฉันทะ ฟุ้งไปในอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เป็นพยาบาท ฟุ้งจับจด จับอารมณ์ไม่ถูก พวกนี้อุทธัจจะ ฟุ้งไปสงสัย คิดนึกปรุงแต่งใหญ่ เรียกว่า วิจิกิจฉา เห็นมั้ย ฟุ้งไปจับอารมณ์ไม่ได้เลย ไม่รู้เรื่องเลย เป็นถีนมิทธะ เซื่องซึม จับไม่ถูก เป็นเรื่องของจิตฟุ้งซ่านทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้น<strong>ถ้าจะสู้กับจิตฟุ้งซ่าน ก็ต้องจิตไม่ฟุ้งซ่าน จิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน คือ จิตที่ตั้งมั่น จิตมีสมาธิ จึงใช้สมาธิสู้กับนิวรณ์ เหมือนใช้ศีล ไปสู้กับ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นกิเลสชั่วหยาบ</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นเราต้องมีนะ ต้องมี มีศีล มีสมาธิ วิธีฝึกให้จิตมีสมาธินะ สมาธิคือความตั้งมั่น ง่ายที่สุดเลย <strong>คอยรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ง่ายสุดๆ เบื้องต้น หาเครื่องอยู่ให้จิตเสียก่อน เราจะรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหว ต้องมีอะไร หยุดนิ่งเอาไว้ เป็นตัวสังเกต จึงจะเห็นชัดว่ามันเคลื่อนไหวมากขนาดไหน</strong></p>
<p><strong>จิตธรรมดาล่องลอย  ดูยาก ไม่รู้เคลื่อนไปกี่องศาแล้ว ถ้ามีเครื่องสังเกต สมมุติว่ามีเครื่องสังเกตอันหนึ่ง มันอยู่ตรงนี้ก็รู้ เคลื่อนนิดหนึ่งก็เห็นแล้ว มันเคลื่อนแล้ว เครื่องสังเกตของจิตเนี่ย เรียกว่าเครื่องอยู่ วิหารธรรม </strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นเรามีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ อะไรก็ได้ เอาสักอันหนึ่ง ให้จิตตั้งมั่น ให้จิตเนี่ยไปรู้เครื่องอยู่นั้นอย่างสบายๆ รู้พุทโธอย่างสบายๆ รู้ลมหายใจอย่างสบายๆ รู้ท้องพองยุบสบายๆ รู้อิริยาบถ ๔ สบายๆ รู้ร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถ ๔ รู้ร่างกายพอง ร่างกายยุบ รู้อย่างสบายๆ</p>
<p><strong>รู้แล้วทำอะไร รู้แล้วให้จิตนิ่งอยู่กับอารมณ์อันนั้นรึ? ไม่ใช่นะ ไม่ใช่รู้แล้วบังคับให้จิตสงบนิ่งๆอยู่ในอารมณ์อันเดียว แต่รู้ เพื่อจะรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไปแล้ว ที่เคลื่อนไปแล้ว เช่นเราพุทโธๆ นะ จิตหนีไปจากพุทโธเรารู้ทัน เรารู้ลมหายใจออกหายใจเข้า จิตหนีไปจากลมหายใจเรารู้ทัน ไม่ใช่บังคับจิตให้อยู่ที่ลมหายใจ ถ้าบังคับแล้วจิตจะแน่น </strong></p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเมื่อเราหัดพุทโธ หัดหายใจ หัดดูท้องพองยุบ แล้วรู้ทันจิตไว้บ่อยๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดูได้นะ ไหลนิดหนึ่งก็เห็น ไหลนิดหนึ่งก็เห็น</strong> หลวงปู่มั่นสอนสมาธิให้กับฆราวาส สอนแบบนี้นะ สอนอย่างนี้นะ สอนให้ดูจิตนะ สอนให้ดูจิต ใครบอกว่า ดูจิต เป็นของใหม่ๆ เขาสอนกันมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าก็สอน หลวงปู่มั่นเอามาสอนหลวงปู่ดูลย์ด้วย แล้วสอนฆราวาสด้วย</p>
<p><strong>ฆราวาสเนี่ยท่านบอกให้มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง อยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตนะ จิตหนีไปแล้วรู้ จิตหนีไปแล้วรู้ ในที่สุดพอมันขยับหนีไป พอเรารู้ทันมันจะตั้งขึ้นเอง เพราะอะไร จิตที่หลงไป เป็นอกุศล มีโมหะ ทันทีที่สติระลึกได้ว่าจิตหลงไป จิตเป็นอกุศล จิตที่เป็นกุศลก็เกิด จิตไม่หลงแล้ว จิตตั้งขึ้นมาเอง อัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องบังคับนะ เพราะฉะนั้นเราฝึกบ่อยๆ</strong></p>
<p>เนี่ย เราฝึกอย่างนี้ จิตไหลไปแล้วรู้ จิตไหลไปแล้วรู้ มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับพุทโธ ไม่บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับท้องพองยุบ ไม่บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับเท้าเวลาเดิน แต่จิตหนีไปจากอารมณ์ ที่เราใช้เป็นวิหารธรรม ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันอย่างนี้จิตจะกลับมาเอง เข้าบ้าน กลับบ้านได้ เมื่อจิตเข้าบ้านได้ ตั้งมั่น</p>
<p>พอจิตตั้งมั่นแล้วมาถึงขั้นของการเดินปัญญา..</p>
<p><em>แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม<br />
เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๔ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๒</p>
<p>CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕<br />
ลำดับที่ ๒๑<br />
File: <a href='http://01.learndhamma.com/pramote/cd/035/mp3/530730A.mp3' target='_blank' >530730A.mp3</a></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/10/13/4962/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/530730A-1.10m14-16m32.mp3" length="1506256" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/035/mp3/530730A.mp3" length="13935856" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>โยนิโสมนสิการ เป็นปัจจัยภายในที่สำคัญ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/10/04/4576/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/10/04/4576/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Oct 2010 22:25:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูไม่ถึงจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงตามหาบัว]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สิม]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่เทสก์]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=4576</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_4745" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/yonisomanasikarn-300x224.jpg" alt="โยนิโสมนสิการ" title="โยนิโสมนสิการ" width="300" height="224" class="size-medium wp-image-4745" /><p class="wp-caption-text">โยนิโสมนสิการ</p></div>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/510309-yoniso-dd.mp3"><strong>โยนิโสมนสิการ เป็นปัจจัยภายในที่สำคัญ</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> มีอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนั้น หลวงปู่ดูลย์ไม่อยู่ หลวงปู่เทสก์ย้ายไปอยู่ถ้ำขาม หาครูบาอาจารย์ที่คุ้นเคยไม่เจอนะ สงสัยว่าเราภาวนา เราเห็นสภาวะเกิดดับอยู่ทั้งวันเลย เห็นอยู่ตรงนี้นะ ครูบาอาจารย์ทุกๆองค์บอกว่าไม่มีทางเดินมากกว่านี้แล้ว เมื่อจิตเราสามารถมีสติ รู้สภาวธรรมที่ปรากฏตรงตามความเป็นจริง ลงเป็นปัจจุบัน ไม่มีอะไรที่จะต้องทำมากกว่านี้ แต่สงสัยว่าทำไมมันค้างอยู่ตรงนี้เป็นปีๆ ไม่เห็นมีพัฒนาการอะไรให้ชื่นอกชื่นใจเลย ก็แค่มีสติ รู้ๆ รู้อยู่ทุกวันนะ รู้อยู่อย่างนั้นน่ะ</p>
<p>สงสัยมากๆเข้านะ วันหนึ่งไปหาอาจารย์มหาบัว ที่บ้านตาด ตอนนั้นคนไม่มากขนาดนี้หรอก ท่านยังอยู่ที่ข้างบน ศาลาของท่านเป็นไม้นะ นั่งข้างบน คลานเข้าไปข้างหลังท่านนะ ไปบอกท่าน ขอโอกาสครับ ท่านหันมามอง แว้บ.. ท่านบอกว่า &#8220;เดี๋ยวเรายังไม่ว่าง นั่งรอไปก่อน&#8221; ก็รอท่านพูดกับพระ พูดอะไรนะ เสร็จแล้วท่านก็ฉันข้าวจนเสร็จ ท่านก็หันมา คราวนี้</p>
<p>&#8220;ว่ายังไง ว่าไป&#8221; ก็บอกว่า นี่ผมดูจิตอยู่นะ ดูอยู่ทุกวันๆเลย ทำไมมันไม่ผ่านตรงนี้เสียที เหมือนๆเดิมมาเป็นปีๆแล้ว เห็นแต่เกิดดับอยู่อย่างนี้แหละ ไม่เห็นมีอะไรให้ชื่นอกชื่นใจขึ้นมาเลย ท่านบอกว่า ที่ดูจิตอยู่นั้นน่ะ ดูไม่ถึงจิตที่แท้จริงหรอก ต้องเชื่อเรานะ เราผ่านตรงนี้มาได้ด้วยตัวของเราเอง อะไรๆก็สู้บริกรรมไม่ได้หรอก เราก็กราบท่านนะ ท่านพูดแค่นี้ มาพิจารณา เอ.. ท่านให้บริกรรม เราลองกลับมาบริกรรมใหม่ ตอนนั้นหลวงพ่อทิ้งสมถะไปนาน เจริญวิปัสสนาจนลืมสมถะไป มาพุทโธ พุทโธ นะ พุทโธ สองสามคำนะ รู้สึก โห.. ความทุกข์มันท่วมขึ้นมานะ จิตใจนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ กระสับกระส่าย วุ่นวายไปหมดเลย จิตมันไม่เอาพุทโธ จิตมันรู้สึกว่า การบริกรรมนี้เป็นการสร้างภาระ เอ๊..จิตไม่ยอมเอาพุทโธ เนี่ยแต่ละคนไม่เหมือนกันนะ ไม่ใช่ครูบาอาจารย์บอก ก็ต้องซื่อบื้ออย่างนั้นนะ เราก็มาสังเกตว่าทำไมท่านบอก ให้เรามาบริกรรม สังเกตไป สังเกตไป จิตเราไม่ตั้งมั่นนั่นเอง</p>
<p>เวลาเราไปรู้สภาวะนะ มันรู้ไปอยู่นอกๆโน่น ไปอยู่ข้างนอกอย่างนี้ ไปดูอย่างนี้ ก่อนที่มันจะไปอยู่นอกๆน่ะนะ ไปเจอหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านบอกว่า &#8220;เข้าไปข้างในมากไป ออกมาอยู่้นอกๆนี่&#8221; ก็เลยมาอยู่ข้างนอกนะ ตอนที่จะเข้าไปข้างในน่ะ  ไปเรียนกับหลวงปู่ดุลย์ &#8220;อย่าส่งจิตออกนอก&#8221; เราก็ส่งเข้าข้างใน ส่งเข้าข้างในนะ หลวงปู่สิมบอก เอ๊..ออกมาอยู่นอกๆนี่ เราก็ออกไปอยู่ข้างนอก นอกมากไปอีกละ อาจารย์มหาบัวบอกให้บริกรรมเข้าไป ให้มันถึงฐาน หลวงปู่เทสก์ท่านก็บอกให้เป็นกลางไว้</p>
<p>จริงๆไม่ใช่ครูบาอาจารย์แต่ละองค์สอนผิดนะ เรามันโง่เอง คือท่านบอกสภาวะที่เรากำลังติดตอนนั้นให้ เราไปทำตามที่ท่านบอกมันก็พ้นแล้ว เรายังทำเว่อร์ไปเรื่อย ทำไม่เลิกนั่นแหละ ท่านบอกเข้าข้างในมากไป เราก็ออกข้างนอก ออกไปเรื่อยๆไม่รู้จักเลิก เราก็ทำผิดเองแหละ เพราะฉะนั้นบางที ถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการ สังเกตตัวเองไม่ออก ก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตร อาศัยครูบาอาจารย์บอกให้ แต่อาศัยครูบาอาจารย์อย่างเดียวไม่พอ ครูบาอาจารย์เป็นแค่ปัจจัยภายนอกนะ โยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยภายใน สองอันนี้สำคัญมากเลย ถ้ามีทั้งสองอย่างได้ก็ดีที่สุด ถ้ามีอย่างเดียว มีโยนิโสมนสิการเถิด สำคัญ ลำพังครูบาอาจารย์บอก ก็พร้อมหลงผิดได้เรื่อยๆแหละ สำคัญมากนะ โยนิโสมนสิการ ช่วยตัวเอง ด้วยการสังเกต ใช้การสังเกตเอา จิตใจของเราไปติดไปข้องอะไร ไปค้างไปคาอะไรอยู่ ให้รู้ทันไปเรื่อย</p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔<br />
Track: ๘<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510309.mp3" target="_blank">510309.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๓๒<br />
</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/10/04/4576/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/510309-yoniso-dd.mp3" length="3820981" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510309.mp3" length="12690624" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ไตรสิกขา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/09/21/3904/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/09/21/3904/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2010 21:28:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กังวล]]></category>
		<category><![CDATA[กุศล]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวเรา]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[นามธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดเมื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ดู]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[รูปธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วาจา]]></category>
		<category><![CDATA[วิญญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สังขาร]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงตามหาบัว]]></category>
		<category><![CDATA[อยาก]]></category>
		<category><![CDATA[เบา]]></category>
		<category><![CDATA[เบียดเบียน]]></category>
		<category><![CDATA[เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[โปร่ง]]></category>
		<category><![CDATA[โล่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เที่ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3904</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_4161" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-4161" title="ไตรสิกขา" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/penrose-impossible-triangle-300x266.jpg" alt="ไตรสิกขา" width="300" height="266" /><p class="wp-caption-text">ไตรสิกขา</p></div>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/530516A-tri-dd.mp3"><strong>ไตรสิกขา</strong></a></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong><strong>:</strong> เมื่อเดือนก่อนไปกราบท่านอาจารย์มหาบัว ท่านไม่สบายนะวันที่ไปน่ะ เป็นวันฉัตรมงคลหรือเปล่า ใช่ไหม เป็นวันฉัตรมงคล ตอนเช้าท่านออกมารับโยมนะ ฉันไปนิดหน่อยหรือไง ท่านเป็นลมล่ะ พระต้องเอาท่านกลับกุฏิล่ะ ไปนวด ให้ออกซิเย่นน่ะ นวด ท่านค่อยยังชั่วขึ้นมา บ่าย ๓ โมงกว่า</p>
<p>เข้าไปกราบท่าน ๓ โมงครึ่ง  ทีแรกท่านก็เนือย ๆ เหนื่อย ๆ นะ สังขารเป็นอย่างงั้นนะ สักพักน่ะ ก็ดู ๆ ไปในความชราของท่าน ในความเจ็บไข้ของท่านนะ ท่านมีความสุขจังเลย มีความสุขที่พวกเราไม่มีนะ ไอ้คนแข็งแรงก็ไม่มีความสุขอย่างนี้นะ คนหนุ่มคนสาวเขาก็ไม่มีความสุขอย่างนี้ เราดูแล้วเราเห็นตัวอย่างที่ดีนะ ดูครูบาอาจารย์มาแต่ละองค์ ๆ ท่านมีความสุข ยิ่งอยู่ไปยิ่งมีความสุขนะ พัฒนาไปเรื่อย งั้นเรามาเดินตามแนวของท่านนะ ท่านเดินยังไง ท่าน<strong>เดินอยู่ในหลักของไตรสิกขานั่นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา</strong> ไม่ได้เดินนอกแนวทางนี้ไปได้หรอก ทุกองค์ ๆ ก็เดินอยู่ในแนวทางอันนี้</p>
<p>มีศีลนะ มีความสุข เคยได้ยินไหม เวลาทำบุญพระชอบสวด สีเลน สุคตึ ยนฺติ มีศีลแล้วจะมีความสุข มีสุคติ ไม่ใช่ทุคติ ตอนนี้ในบ้านในเมืองเรา ทุคติ รู้สึกไหม เป็นโซนทุคติแล้วนะ เพราะไม่มีศีล งั้นพวกเราพัฒนาใจของเรานะ ตั้งใจเอาไว้ ทุกวันเลย ตื่นนอนขึ้นมานะ ตั้งใจไว้ วันนี้เราจะไม่ทำผิดศีลห้า ตั้งใจอย่างนี้ทุกวันนะ ส่วนกลางวันศีลจะด่างพรอย กระท่อนกระแท่นก็ช่างมันนะ แต่ตื่นนอนต้องตั้งใจไว้ก่อน ย้ำกับตัวเองเอาไว้ว่าเราจะไม่ผิดศีล และพยายามรักษาให้เต็มที่ ก่อนจะนอนก็ตั้งใจอีก นอนไปวันนี้เราก็จะไม่ทำผิดศีล บางคนสงสัยทำไมจะนอนแล้วยังต้องรักษาศีล เกิดนอนแล้วไม่ได้ฟื้นขึ้นมา เป็นโรคไหลตายน่ะ อย่างน้อยก็ยังตั้งใจว่าจะรักษาศีลอยู่</p>
<p>รักษาศีลเนี่ย คือ เราตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่เบียดเบียนคนอื่นนะ ด้วยกาย ด้วยวาจาเนี่ย เราจะไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ว่ากิเลสจะเกิดขึ้นในกายใจเรารุนแรงแค่ไหน เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นนะ ตั้งใจไว้อย่างนั้น <strong>วิธีที่จะรักษาศีลให้ง่ายนะ ให้มีสติ ถ้ากิเลสเกิดขึ้นที่จิตใจของเรานะ เรามีสติรู้ทันไว้ กิเลศจะครอบงำจิตไม่ได้ ถ้ากิเลสครอบงำจิตไม่ได้ ไม่ผิดศีลหรอก คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสครอบงำจิต</strong> <strong>เพราะงั้นพวกเราฝึกนะ คอยรู้ทันจิตของตัวเองไว้ กิเลสโผล่ขึ้นมาคอยรู้ไว้ เราจะถือศีลง่าย</strong> ถ้าเราไม่มีสติซะอย่างเดียวนะ โอกาสจะถือศีลจะยากมาก ศีลจะด่างพร้อยอย่างรวดเร็วเลย</p>
<p>ศีลข้อไหนด่างพร้อยง่ายที่สุด นึกออกไหม ข้ออะไร อืม รู้ทั้งรู้นะ แต่ก็ด่างนะ เพราะฉะนั้นเราต้องมีสตินะ คอยรู้ทันจิตใจเรา กิเลสอะไรเกิดเราคอยรู้นะ ราคะอะไรเกิดเราคอยรู้นะ เพราะรู้ทัน ราคะจะไม่ครอบงำจิต เราก็ไม่ไปขโมยใคร ไม่เป็นชู้ใคร ไม่ไปโกหกหลอกหลวงเอาสมบัติของใครน่ะ โทสะเกิดขึ้นเรามีสติรู้ทันนะ เราก็ไม่ฆ่าใคร ไม่ตีใคร ไม่ด่าใครนะ เราคอยมีสติรู้ทันไปเรื่อย รักษาศีลง่าย</p>
<p>รักษาศีลเนี่ย <strong>ศีลทำให้กายวาจาเรียบร้อย แต่เวลารักษา รักษาที่ใจ ถ้ารักษาใจได้นะ กายวาจาเรียบร้อยไปเองแหล่ะ</strong> ถ้ากายวาจาไม่เรียบร้อย ก็เพราะใจมันไม่เรียบร้อย เรามีสตินะ รักษาใจของเรา อันนี้หลวงพ่อยังใช้คำว่ารักษาใจอยู่นะ <strong>รักษาจิตใจ ยังไม่ใช่ขึ้นวิปัสสนา ถ้าถึงขั้นวิปัสสนา ไม่ใช่ขั้นรักษาแล้ว เป็นขั้นเรียนรู้ความจริง ในขั้นถือศีลนะ มีสติรักษาใจตัวเองไว้</strong></p>
<p>ถัดจากนั้นเรามาฝึกสมาธิ อย่าไปกลัวคำว่าสมาธิ สมาธิเป็นเรื่องธรรมดานะ<strong> สมาธิมี ๒ จำพวก สมาธิชนิดที่หนึ่งนะ เป็นสมาธิเพื่อการพักผ่อนนะ ทำสมาธิเพื่อพักผ่อน </strong>เช่น เรา พุท โธ พุท โธนะ จิตใจเราสบายอยู่กับพุท โธ สงบ ได้พักผ่อน หายใจออก หายใจเข้า จิตใจสงบ อยู่กับลมหายใจ ได้พักผ่อน ดูท้องพองยุบนะ จิตใจสงบอยู่กับท้อง ได้พักผ่อน ไปเดินจงกรมนะ จิตใจสงบอยู่กับร่างกาย จะอยู่กับเท้า หรืออยู่กับร่างกายทั้งร่างกายก็ได้ แบบนี้ก็ได้พักผ่อน <strong>คือจิตได้ไปอยู่สงบ อยู่กับอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง สบายอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง จิตสงบได้พักผ่อน</strong></p>
<p>จิตปกตินั่น ร่อนเร่อยู่ตลอดเวลานะ หยิบฉวยอารมณ์โน้น หยิบฉวยอารมณ์นี่ตลอดเวลานะ สังเกตดู ใจของเราเดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง เดี๋ยวก็อยากได้กลิ่น เดี๋ยวก็อยากได้รส เดี๋ยวก็อยากสัมผัสโน่นสัมผัสนี่ เดี๋ยวก็อยากทางใจ อยากชิม อยากนึก อยากปรุง อยากแต่ง อยากสงบ อยากได้มรรคผลนิพพานนะอยากดี ไม่อยากชั่ว อยากสุขไม่อยากทุกข์ มีความอยากเกิดขึ้นตลอดเลย</p>
<p>จิตมันหิวอารมณ์ มันก็ดิ้นหาอารมณ์ไปเรื่อย ไม่สงบ เราก็เลือกดู ว่าถ้าเราอยู่กับอารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุขนะ เราก็อยู่กับอารมณ์ชนิดนั้นนะ พอจิตได้ยินอารมณ์ ได้เสวยอารมณ์ที่มีความสุขแล้ว จิตก็ไม่ร่อนเร่ไปที่อื่น</p>
<p><strong>หลักของการทำสมถะนะ ทำสมาธิให้เป็นสมถกรรมฐานเพื่อพักผ่อนเนี่ย เราเลือกดูว่าเราอยู่กับอารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุข ต้องเป็นอารมณ์ที่เป็นกุศลนะ</strong> อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็กนะ อยู่กับลมหายใจนะ แล้วมีความสุข ดังนั้นเวลาต้องการการพักผ่อน หลวงพ่อก็มารู้ลมหายใจ จิตไม่หนีไปที่อื่น จิตอยู่กับลมหายใจ อยู่ในอารมณ์อันเดียว ไม่ร่อนเร่ ไปตะครุบอารมณ์โน่นทีอารมณ์นี่ที จิตใจสงบมีความสุขขึ้นมา ได้พักผ่อน อันนี้เป็นสมาธิแบบหนึ่งนะ</p>
<p><strong>สมาธิแบบที่สองเป็นสมาธิของการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ เพื่อจะไปทำการเจริญปัญญา หรือทำวิปัสสนา</strong> สมาธิอันที่หนึ่งทำไปเพื่อพักผ่อน ให้มีความสุข มีความสงบ สมาธิอันที่สองเป็นการเตรียมจิตให้พร้อมกับการเจริญปัญญานะ <strong>จิตที่จะเจริญปัญญาได้ต้องเป็นจิตที่ตั้งมั่นนะ ไม่ใช่สงบแล้วก็เพลินอยู่กับความสุขความสงบ จิตที่ใช้เดินปัญญาได้เป็นจิตที่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้สึกตัว เป็นจิตที่รู้สึกตัว จิตชนิดนี้จะไม่ไหลตามอารมณ์ แต่ว่าอารมณ์มันจะไหลผ่านมา จิตเป็นแค่คนดู จิตไม่ไหลตามอารมณ์</strong> ไม่เหมือนอารมณ์ชนิดแรกนะ อารมณ์ชนิดแรกน่ะ จิตไปแนบอยู่กับตัวอารมณ์ รู้ลมหายใจ จิตไปอยู่กับลมหายใจ รู้ท้องจิตไปอยู่ที่ท้อง รู้มือจิตอยู่ที่มือ แล้วไม่หนีไปที่อื่น สงบอยู่อย่างนั้น</p>
<p>สมาธิอย่างที่สองที่จะใช้เดินปัญญาเนี่ยนะ จิตตั้งมั่นเป็นแค่คนดู เห็นอารมณ์ทั้งหลายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จิตตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู ไม่ไหลตามอารมณ์ไป คล้ายๆ เราอยู่บนฝั่งริมแม่น้ำ ริมคลอง เรายืนอยู่บนฝั่งเห็นสิ่งต่าง ๆ ลอยน้ำมา ท่อนไม้ลอยน้ำมาบ้างนะ หมาเน่าลอยมาบ้าง ดอกไม้ลอยมาบ้างนะ เห็นเรือผ่านมาบ้าง เห็นคนว่ายน้ำผ่านมาบ้าง เราอยู่บนบก เราไม่โดดลงในน้ำ เราเห็นทุกอย่างไหลผ่านหน้าเราไปเฉยๆ</p>
<p>สมาธิชนิดนี้นะ จิตจะตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู เห็นปรากฎการณ์ทั้งหลาย ไหลผ่านหน้าไป เช่น เห็นความสุขไหลผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความทุกข์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความสงบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความฟุ้งซ่านผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนะ เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความดีใจ ความเสียใจ ความกลัว ความเกลียด ความพยาบาทนะ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหล่ะ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จิตเป็นคนดู ดูอยู่ห่าง ๆ นะ</p>
<p>เราต้องค่อย ๆ ฝึกนะ ให้มีจิตชนิดนี้ <strong>จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ย เป็นจิตที่หลุดออกจากโลกของความคิด</strong><strong> </strong>เป็นจิตที่หลุดออกจากโลกของความคิดนะ จิตที่ไหลไปแช่ไปนิ่งอยู่ในอารมณ์ มักจะเพลินไปในโลกของความคิด ยิ่งคิดถึงพุทโธ คิดถึงลมหายใจ คิดถึงท้องพองยุบนะ แล้วก็เพลินไป ส่วนจิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ มันจะหลุดออกจากโลกของความคิดได้</p>
<p><strong>วิธีที่จะฝึกไม่ยากเท่าไรนะ ฝึกสังเกตจิตที่ไหลไปคิด จิตที่หลงไปคิด</strong> วิธีฝึกนะ เบื้องต้นทำกรรมฐานสักอันหนึ่งก่อน กรรมฐานอันที่เคยทำนั่นแหล่ะ เคยพุทโธ ก็พุทโธ เคยรู้ลมหายใจก็ลมหายใจ เคยดูท้องพองยุบก็ดูท้องพองยุบไปนะ เคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตเข้าไปแนบ เข้าไปนิ่ง อยู่กับตัวกรรมฐาน ปรับ ปรับการทำนิดหนึ่งนะ ปรับการทำนิดหนึ่ง เช่น เราอยู่กับพุทโธ พุทโธไป แล้วรู้อะไร รู้ทันจิต รู้ทันจิตเลยนะ พุทโธ พุทโธไป จิตสงบอยู่ รู้ว่าสงบอยู่ พุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิด รู้ว่าจิตหนีไปคิด หรือบางคนอยู่กับลมหายใจนะ แต่เดิมรู้ว่าลมหายใจ จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ที่นี่เป็นแบบแรก สงบ ถ้าสมาธิแบบที่สองนะ เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัวนะ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัว จิตไม่ไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ แล้วต่อมาจิตหนีไปคิด จิตไหลไปคิดปึ้บ มีสติรู้ทันว่าจิตไหลไปคิด เมื่อไรรู้ทันว่าจิตหนีไปคิดนะ เมื่อนั่นจิตจะตื่นขึ้นมา</p>
<p>ที่หลวงพ่อบอกว่า ตื่น  ๆ บางคนไปโม้นะ บอกว่าตัวเองได้พระโสดา เพราะหลวงพ่อบอกว่าตื่นแล้ว <strong>ตื่นนี่แค่เบื้องต้นมีสมาธิเท่านั้นเอง เบื้องต้นเพื่อเจริญปัญญาต่อไป หลวงพ่อเทียนจึงบอกว่า ถ้ารู้ว่าจิต คิดจะได้ต้นทาง ต้นทางของการปฏิบัตินะ </strong>ไม่ใช่ได้โสดา เพราะงั้นเรารู้สึกตัวขึ้นมานะ จิตไหลไปคิดเรารู้ พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิดเรารู้ หายใจไปหายใจออกหายใจเข้า จิตหนีไปคิดเรารู้ ดูท้องพองยุบไป จิตหนีไปคิด เราคอยรู้ เพราะงั้นจิตไหลไปอยู่ที่ท้องก็คอยรู้นะ จิตไปเพ่งก็รู้ จิตคอยคิดจิตก็รู้</p>
<p><strong>สรุปแล้วก็คือ ทำกรรมฐานขึ้นสักอันหนึ่ง แล้วจิตไปเพ่งก็รู้ จิตเผลอไปก็รู้ เมื่อก่อนหลวงพ่อพูดเรื่อยๆ เผลอกับเพ่ง จำได้ไหม ถ้าไม่เผลอ ไม่เพ่งจิตก็ตื่นขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ตื่น จิตมีสมาธินั่นเอง</strong> เพราะงั้นเราทำกรรมฐานขึ้นสักอันหนึ่ง แล้วจิตไปเพ่งอารมณ์ ไปเพ่งลมหายใจเข้าออกก็รู้ ไปดูท้องพองยุบแล้วจิตไปอยู่ที่ท้องก็รู้ เดินจงกรมแล้วจิตไปอยู่ที่เท้าก็รู้ รู้ทันนะ พอรู้ทันแล้วจิตมันจะถอนตัวขึ้นมาเป็นผู้รู้ได้ทันได้เอง</p>
<p>หรือจิตหลงไปคิด หายใจอยู่ พุทโธอยู่ ดูท้องพองยุบอยู่ <strong>จิตหลงไปคิดแล้ว รู้ทัน พอรู้ทันแล้วจิตจะถอนตัวขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ จิตตัวนี้จะโปร่ง โล่ง เบา อ่อนโยน นุ่มนวล คล่องแคล่ว ว่องไว ไม่หนัก ไม่แน่น ไม่ซึม ไม่ทื่อนะ จิตชนิดนี้แหล่ะ พร้อมที่จะเจริญปัญญาแล้ว</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นสมาธินั่นก็มี ๒ ส่วน สมาธิที่ทำไปเพื่อความสุข ความสงบ อันหนึ่ง สมาธิเพื่อเตรียมจิตให้พร้อมกับการเดินปัญญาเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ พอจิตพร้อมกันการเดินปัญญา รู้ตัวแล้วเนี่ย ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ต้องมาเดินปัญญานะ</p>
<p><strong>การมาเดินปัญญานั่นเบื้องต้น ต้องหัดแยกธาตุ แยกขันฑ์ให้ได้ อย่างน้อยต้องแยกเรื่องรูปธรรม นามธรรมออกจากกันให้ได้นะ </strong>พอใจเราตั้งมั่นให้เป็นผู้รู้ผู้ดูแล้ว เราคอยรู้สึกลงไป เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายพองยุบ ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง จิตใจเป็นคนดูนะ ทำตัวเป็นคนดูนะ ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง ใจเป็นคนดู หัดอย่างนี่บ่อย ๆ นะ นั่งสมาธิไปก็ได้ นั่งไปแล้วก็เห็นร่างกายหายใจ สังเกตไหม ใจเราอยู่ต่างหาก ใจเราตั้งมั่นอยู่ เป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ ร่างกายมันหายใจ ร่างกายไม่ใช่จิตใจ</p>
<p>นี่หัดอย่างนี้นะ<strong> หัดแยกขันธ์ พอเราแยกได้ เราจะเห็นว่าร่างกายกับจิตใจเป็นคนละอย่างกัน ร่างกายกับจิตใจอยู่ห่าง ๆ นะ ไม่ได้อยู่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแต่เดิม</strong> ตลอดชีวิตที่รู้สึกมาแล้ว ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่งนะ นั่งต่อไปด้วยความอดทนนะ นั่งต่อไปสักพักใหญ่  ๆ มันเมื่อย เราจะเห็นเลยความปวดความเมื่อยมันแทรกเข้ามา เนี่ยแทรกเข้ามาในร่างกาย <strong>ร่างกายตั้งมั่นอยู่ก่อน ตั้งอยู่ก่อน ความเมื่อยมาทีหลัง เพราะฉะนั้นความเมื่อยไม่ใช่ร่างกายหรอก เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา จิตก็เป็นคนดูอยู่อย่างเดิมนะ เราก็จะเห็นได้ว่าร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่งนะ นี่คือรูปขันธ์นะ ความปวดความเมื่อยเรียกว่า เวทนาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ </strong><strong></strong></p>
<p>แยกได้ ๓ ขันธ์นะ พอมันปวดมันเมื่อยมาก ๆ นะ จิตใจมันทุรนทุราย ชักทุรนทุรายแล้ว โอ๊ย นั่งนาน ๆ เดี๋ยวเป็นอัมพาตนะ อย่างโน่นอย่างนี่ ชักกังวลล่ะ ความกังวลไม่ได้เกิดที่ร่างกาย รู้สึกไหม <strong>ความกังวลเกิดที่ใจ แต่เดิมใจไม่ได้กังวล แต่ตอนนี้ใจมันกังวล ความกังวลเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในใจ เพราะฉะนั้นความกังวลไม่ใช่ใจหรอก มันเป็นขันธ์อีกขันธ์หนึ่ง เรียกว่า สังฆารขันธ์ นะ </strong>หัดอย่างนี่นะ หัดซ้อมไปเรื่อย ต่อไปเราจะแยกขันธ์ได้หมดเลย รูปก็ส่วนรูปนะ ร่างกายมันก็ยืน เดิน นั่ง นอน หายใจไป กินอาหารไป ขับถ่ายไป ทำงานของมันไป <strong>เวทนาเป็นความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ที่เกิดในร่างกายบ้าง ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉย ๆ ที่เกิดในจิตใจบ้าง สังขารนั่นเป็นความปรุงดี ปรุงชั่ว ปรุงไม่ดี ปรุงไม่ชั่วที่เกิดขึ้นทางใจ ไม่เกิดทางกายนะ จิตก็เป็นผู้รู้ ผู้ดูอยู่ </strong></p>
<p><strong>นี่ฝึกอย่างนี่เรื่อย ๆ ขันธ์แต่ละขันธ์นั่นจะแยกตัวออกไป พอขันธ์แยกตัวออกไป เรียกว่า พวกเรามีปัญญาขั้นต้นล่ะ ถัดจากนั้น ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ ร่างกายแสดงความไม่เที่ยง แสดงความทุกข์ แสดงการบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา เวทนา สังญา สังขาร วิญญาณไรเนี่ย ก็ล้วนแต่แสดงไตรลักษณ์ อนิจจัง อนัตตา เสมอกันหมดเลยนะ </strong><strong></strong></p>
<p>แต่ถ้า<strong>จิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด จิตเองก็ไม่เที่ยงนะ เดี๋ยวก็เป็นผู้สุข เดี๋ยวก็เป็นทุกข์ เดี๋ยวก็เป็นผู้ดี เดี๋ยวก็เป็นผู้ร้าย จิตก็มีความไม่เที่ยง</strong> เนี่ยเราเรียนรู้ลงในขันธ์ห้า นะ ในสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา <strong>ในขันธ์ห้า</strong><strong> </strong><strong>เนี่ย เรียนรู้ลงไป เห็นแต่ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ในตัวเรา เนี่ยแหล่ะคือการเดินวิปัสสนากรรมฐาน ดูลงไปในความเป็นจริงของกายของใจนะ </strong>ไม่ใช่แค่คิดเอา ต้องดูของกายจริง ๆ ของใจจริง ๆ ดูของจริง</p>
<p><strong>เมื่อเดินปัญญาแก่รอบแล้วเนี่ย ต่อไปวิมุตติจะเกิดขึ้น จิตมันรู้ความจริงแล้วเนี่ยว่า ขันธ์ห้า</strong><strong> </strong><strong>มันเป็นตัวทุกข์นะ จิตจะวางขันธ์ จิตปล่อยวางขันธ์นะ จิตจะไปรู้พระนิพพานนะ</strong> ถ้าจิตไม่ได้หลงไปในโลกของความคิด คือ ไม่ได้หลงไปในบัญญัติ ไม่ได้หลงไปเพ่งกายเพ่งใจ หลงอยู่ในรูปธรรมนามธรรม จิตก็ไปรู้นิพพานนะ จิตไปรู้นิพพาน ไม่ได้ไปรู้บัญญัติ ไม่ได้ไปรู้รูปนาม ก็ต้องไปรู้นิพพาน จิตต้องรู้อารมณ์นะ นี่เราฝึกนะ วันหนึ่งเรานิพพาน นิพพานยังไม่ต้องตาย นิพพานยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งอยู่ยิ่งแก่นะ ยิ่งมีความสุขมากขึ้นๆ นะ สดชื่น นึกถึงทีไรสดชื่น จิตใจคึกคักห้าวหาญเหมือนอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านเป็นนะ</p>
<p><em></em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530516A.mp3" target="_blank">530516A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๘ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๒๙
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/09/21/3904/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/530516A-tri-dd.mp3" length="16312946" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/034/mp3/530516A.mp3" length="15624192" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/08/24/3238/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/08/24/3238/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 21:28:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ภาระ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิติปิโส]]></category>
		<category><![CDATA[อิติปิโสเท่าอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องอยู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3238</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_3411" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-3411" title="จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/suadmon-300x192.jpg" alt="จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ" width="300" height="192" /><p class="wp-caption-text">จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ</p></div>
<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/521128B_6.30_7.29.mp3">จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ</a></p>
<p><strong>โยม:</strong> ตอนนี้ได้ทดลองทำ ทำรูปแบบอันหนึ่ง คือสวดอิติปิโสเท่ากับอายุบวกหนึ่ง</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> อายุเท่าไหร่ล่ะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> ๒๘ ครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ: </strong>สวด ๒๘ จบเองเหรอ ถ้ำคำว่าเครื่องอยู่นี่นะ หมายถึงอยู่ทั้งวันอยู่ทั้งคืนนะ ไม่ใช่อยู่ ๒๘ จบนะ (หัวเราะ)</p>
<p><strong>โยม:</strong> เป็นรูปแบบทดลองทำ ก็พบว่า มันมีความขัดแย้งกันอยู่นิดนึง ก็คือว่ามันรู้สึกเป็นภาระครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ไม่ชอบ เป็นภาระ เอาอันอื่น</p>
<p><strong>โยม:</strong> <strong>แต่ว่ามันเห็นจิตหลงไปคิดได้บ่อย</strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> <strong>ถ้างั้นต้องยอมเป็นภาระ เพราะสิ่งที่เราต้องให้ได้มานะ คือสติ <span style="text-decoration: underline;">จะยากจะลำบากยังไง ถ้าทำแล้วสติเกิดต้องเอา</span></strong> ไปสวด แต่อย่าเอาแค่ ๒๘ นะ สวดน้อยไป สวดไปทั้งวันแหละ ว่างๆก็สวดไปเรื่อย นะ</p>
<p><em>CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๒<br />
ลำดับที่ ๑๙<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/032/mp3/521128B.mp3" target="_blank">521128B</a></em><em><br />
ระหว่างนาทีที่  ๖ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/08/24/3238/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/08/521128B_6.30_7.29.mp3" length="933536" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/032/mp3/521128B.mp3" length="28109184" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การปฎิบัติในรูปแบบเป็นเครื่องช่วยไม่ให้ลืมตัวเอง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/07/08/2646/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/07/08/2646/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 02:01:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สวดมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รักตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลืมตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสังเกต]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[ในรูปแบบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2646</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/521211_21.46_28.37.mp3">ต้องทำในรูปแบบ มีวิหารธรรม จึงจะรู้สึกตัวได้บ่อยๆ</a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ลืมตัวเอง แล้วบอกว่ารักตัวเอง ลืมตัวเองบ่อยที่สุดแล้วเมื่อไรจะรู้เรื่องของตัวเอง</strong> เรามาเรียนเรื่องตัวเองให้ได้นะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมตัวเองนาน คอยรู้สึกกายคอยรู้สึกใจบ่อยๆ</p>
<p>ทำอย่างไรจะรู้สึกได้บ่อยๆ มีวิธีนะ มีเครื่องช่วย ต้องซ้อมรู้สึก ทุกวันๆ นะ พยายามซ้อมไว้ หากรรมฐานมาทำสักอันหนึ่งก่อน จะพุทโธก็ได้ ใครถนัดพุทโธก็เอาพุทโธ คำว่าถนัดพุทโธหมายถึงพุทโธแล้วสบายใจ พุทโธแล้วใจสงบร่มเย็น เอ้า พุทโธ ใครถนัดลมหายใจแล้วจิตใจ..(เสียงระฆัง) ฟังเสียงระฆังแล้วดูสิ จิตไหวไหม รู้สึกไหม มีความไหวไหม ไม่สำคัญนะ ไม่ใช่ต้องไปนั่งฟังอะไรแล้วดูไหวๆ ให้ความรู้สึกมันเกิดแล้วค่อยรู้เอา เพราะฉะนั้น คนไหนถนัดรู้ลมหายใจนะ ก็รู้ลมหายใจไป รู้ไปแล้วมีความสุขนะ รู้ไปสบายๆ รู้ไปแล้วจิตใจเป็นอย่างไรก็คอยรู้ทันเอานะ นี่คอยฝึกอย่างนี้ บางคนดูท้องพองยุบก็ได้ กรรมฐานทั้งหลายนั้นเสมอภาคกันนะ ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อบอกกรรมฐานอันนี้ดี กรรมฐานอันนี้เลว ไม่ใช่ กรรมฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก ทางใครทางมัน</p>
<p>ของเราถนัดพุทโธเราพุทโธ ถนัดสัมมาอรหังได้ไหม ได้ ทำไมจะไม่ได้ เหมือนกันนั่นเอง ถนัดนะมะพะทะได้ไหม นะมะพะทะก็ได้ แต่อย่าไปนะมะเลียะพะนะ คอยรู้สึกนะ รู้สึกๆ ทำกรรมฐานขึ้นมาอันหนึ่งก่อน ไปเดินจงกรมก็ได้ เดินจงกรมแล้วจิตขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวคอยรู้สึกนะ ทำกรรมฐานขึ้นมาอันหนึ่งก่อน สวดมนต์ก็ได้ อรหังสัมมา สัมพุทโธ ภควา ใจหนีแว๊บไป ภควาแล้วหนีไปที่อื่นเลย หนีไปตั้งหลายวานะ รู้ทันอีกจิตหนีไปแล้ว แล้วมานึกต่อ เมื่อกี้ถึงไหน บางคนสวดด้วยไขสันหลัง สวดจนชินนะ สวดๆๆ จนจบชินบัญชรแล้ว ลืมตัวตลอดเวลาเลย ก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี สวดด้วยไขสันหลังนะมันชำนาญ</p>
<p>เพราะฉะนั้น <strong>เราทำกรรมฐานขึ้นมาอันหนึ่งก่อนนะ เพื่อเป็นเครื่องสังเกตจิต จิตเราไปอยู่ที่กรรมฐานอันนี้เราก็รู้ทัน จิตหนีจากกรรมฐานนี้เราก็รู้ทัน จิตรู้กรรมฐานอันนั้นแล้ว จิตเป็นสุข จิตเป็นทุกข์ จิตเกิดกุศล จิตเกิดอกุศล เราก็คอยรู้ทันจิตไปเรื่อยๆ</strong> นี่เป็นวิธีที่ง่ายๆ นะ จะได้ทั้งสมาธิได้ทั้งปัญญา เราหัดสวดไปนะ สติก็ได้นะ อย่างสมมุติเราหัดสวดมนต์ไป หรือหัดดูท้องพองยุบ หัดเดินจงกรม รู้อิริยาบถสี่ หัดดูลมหายใจ หัดบริกรรมนะ ทำมาอันหนึ่งก่อนที่เราถนัด บางคนถนัดหลายอย่างรวมกัน หายใจไปพุทโธไปด้วย ทำได้ไหม ก็ทำได้ มีเครื่องอยู่ที่จิตใจเราคุ้นเคยไว้อันหนึ่งนะ ที่อยู่แล้วสบาย แล้วพอจิตมันวิ่งไปที่เครื่องอยู่อันนั้นเราก็รู้ จิตมันลืมเครื่องอยู่อันนั้นเราก็รู้ นี่ฝึกอย่างนี้บ่อยๆ</p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ หลวงพ่อถนัดรู้ลมหายใจ ฝึกมาแต่เด็ก ฝึกลมหายใจนะ หายใจออก หายใจเข้า แต่เดิมหายใจเข้า หายใจออกนะ หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ ฝึกอย่างนี้แหละ เข้าพุทออกโธไปเรื่อย แล้วทำไม่เป็นแล้ว ทำได้แค่นั้น จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์นะ ท่านสอนให้ดูจิต ต่อมาบางวันเราเหนื่อยๆ ขึ้นมา เราหายใจนะ แล้วมันดูจิตประกอบไปด้วย เลยรู้วิธีนี้ทำให้จิตมีแรง เช่น เราหายใจไป หายใจไปเรื่อยนะ จิตวิ่งไปเกาะลมหายใจแล้ว เรารู้ทันว่าจิตไปเกาะลมหายใจ หายใจไปๆ นะ จิตฟุ้งซ่าน ลืมลมหายไปแล้ว รู้ทันว่าจิตฟุ้งซ่าน หายใจไปแล้วจิตมีปิติ รู้ว่าจิตมีปิติ หายใจแล้วจิตมีความสุข รู้ว่าจิตมีความสุข หายใจแล้วจิตมีอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ขึ้นมา รู้ว่าจิตมีอุเบกขา หายใจแล้วก็รู้ทันจิตไปเรื่อยๆ นะ</p>
<p>คนไหนถนัดพองยุบก็ดูพองยุบแล้วรู้ทันจิตนะ คนไหนถนัดบริกรรมก็บริกรรมแล้วก็รู้ทันจิต ฝึกอย่างนี้นะ อย่างน้อยฝึก แต่ละวันแบ่งเวลาฝึกแบบนี้ไว้บ้าง ถ้าทำได้ทั้งวันดีที่สุดเลย แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แบ่งเวลาไว้ช่วงหนึ่ง สิบนาที สิบห้านาที ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลยนะ ซ้อมอย่างนี้ทุกวัน การที่เราคอยเห็นจิตไหลไปทางนี้ จิตไหลไปทางนี้นะ จิตสุขจิตทุกข์ จิตดีจิตชั่ว จิตปิติ จิตอย่างโน้นจิตอย่างนี้ รู้ทันไปเรื่อยนะ สติมันจะไวขึ้น เพราะจิตมันจะจำสภาวะได้แม่นแล้วสติจะไว เรารู้ทันอย่างนี้นะ สติก็จะเกิดไวขึ้น</p>
<p>เรามีอารมณ์กรรมฐานอันหนึ่ง แล้วเรารู้ทันจิตเป็นเรื่อยๆ จิตเคลื่อนไปเรารู้ทัน เคลื่อนไปเรารู้ทัน จิตจะค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นมา ทำกรรมฐานอันนี้แหละก็จะมีสมาธิขึ้นมาด้วย จิตจะสงบ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมานะ พอจิตสงบ จิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว เป็นผู้รู้ผู้ดูนะ เราก็จะเห็นเลย ร่างกายหายใจนะ ส่วนหนึ่งนะ จิตเป็นคนดู เริ่มเดินปัญญาแล้ว แยกกายแยกใจแล้วนะ หรือเห็นว่าจิตมีปิติ ปิติไม่ใช่จิตหรอก ปิติเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ปิติกับจิตคนละอันกัน พอมีความสุขเกิดขึ้น ก็เห็นอีกความสุขกับจิตก็คนละอันกัน ความสงบกับความฟุ้งซ่านก็ไม่ใช่จิตอีก</p>
<p>เฝ้ารู้ลงไปนะ มันจะค่อยๆ แยกขันธ์ไปเรื่อย แยกกายกับใจ แยกกายกับจิตนะ แยกเวทนากับจิต แยกกุศลอกุศล ความปรุงแต่งทั้งหลาย กับจิต ค่อยๆ แยกไปเรื่อย นี่คือการที่ฝึกเดินปัญญานะ เพราะฉะนั้น <strong>เราทำกรรมฐานสักอันหนึ่งก่อน แล้วก็รู้ทันจิตเป็นเรื่อยนะ จะได้ทั้งสติ ได้ทั้งสมาธิ แล้วก็เป็นฐานเบื้องต้นที่จะทำให้เกิดปัญญา เพราะจิตที่มีสมาธิแล้วนั่นแหละ ถึงจะเกิดปัญญา จิตที่ไม่มีสมาธิจะไม่มีปัญญา จำไว้นะ แต่สมาธิต้องเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิลืมเนื้อลืมตัว ไม่ใช่สมาธิโงกๆ เงกๆ อะไรอย่างนั้น</strong></p>
<p>เราค่อยฝึกนะ ให้การบ้านทุกๆ คนไปฝึกเอา แบ่งเวลาไว้ส่วนหนึ่ง ในวันหนึ่งๆ นะ สิบนาที สิบห้านาทีอะไรก็ได้ เบื้องต้นเอาเท่านี้ก่อน ก็ยังดี ดีกว่าไม่เอาเลย เอาสักสิบนาทีก็ได้ พุทโธไป หายใจไป ดูท้องพองยุบไป เดินจงกรมไป ทำในรูปแบบนั้นแหละ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไปเรื่อยๆ ต่อไปจิตจะรู้สภาวะได้แม่นนะ สติเกิดเร็วขึ้นๆ แล้วจิตพอเลื่อนไปปุ๊บ พอรู้ทันจิตก็ตั้งมั่น สมาธิก็เกิดง่ายขึ้นๆ โดยที่ไม่ได้บังคับนะ พอจิตมีสมาธิมันจะเห็นเลย กายอยู่ส่วนหนึ่ง เวทนาอยู่ส่วนหนึ่ง สังขารอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง ขันธ์กระจายออกไปนะ แต่ละอันไม่มีเราขึ้นมาแล้ว นี่เป็นการเดินปัญญา ไปทำเอานะ แล้วต่อไปก็เพิ่มเวลาขึ้นทีละหน่อยๆ</p>
<p>CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 33</p>
<p>521211</p>
<p>21.46 &#8211; 28.37
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/07/08/2646/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/06/521211_21.46_28.37.mp3" length="6581768" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 May 2010 02:40:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขยับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสุข / ว่าง ๆ]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิวรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค 8]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งแช่]]></category>
		<category><![CDATA[ประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สังโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=2403</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491123B-samma-dd.mp3"><strong>ถ้ามีสติอย่างเดียว แต่ขาดสัมมาสมาธิ จะไม่เกิดปัญญา และไม่มีกำลังที่จะเกิดอริยมรรค</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong></p>
<p><strong>เครื่องมือในการเจริญสติ เครื่องมือหลักๆ ก็คือ<em>สติ</em> <em>สัมมาสมาธิ</em> คือเครื่องมือหลักๆ ผลผลิตของมันก็เป็น<em>ปัญญา</em> พอปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาทำหน้าที่ประหารกิเลส ทำลาย ตัดกิเลส ตัดสังโยชน์ ถ้าตัดสังโยชน์นี่เรียกว่าเป็นปัญญาในระดับอริยมรรค</strong> เพราะฉะนั้นต้องเรียนมากๆ เรื่องสติ กับสัมมาสมาธิ ต้องเรียนสองอันนี้เยอะๆ หน่อย <strong><em>ถ้ามีสติอย่างเดียวนะ ขาดสัมมาสมาธินี่ มันไม่มีกำลังที่จะตัดสินความรู้</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>สัมมาสมาธิเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ความตั้งมั่นของจิต</em></strong> เราจะรู้สึกว่าพอจิตมันถึงฐานของมันจริงๆ นะ มันรู้สึกเลย จิตใจตั้งมั่น จะสามารถสักว่ารู้สักว่าดูอะไรได้หมด นี้ส่วนใหญ่พวกเราจิตใจไม่ตั้งมั่น สมาธิที่พวกเรารู้จักนี่มันเป็นมิจฉาสมาธิ จิตมันชอบเข้าไปตั้งแช่ในอารมณ์ ยกตัวอย่างเวลาเรารู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใจเราชอบไหลเข้าไปอยู่ที่ลม พอรู้ลมนี่ใจก็ไหลไปอยู่ที่ลม เราไปดูท้องพองยุบ ใจไหลไปอยู่ที่ท้อง เราเดินจงกรมยกเท้าย่างเท้า ใจไหลไปอยู่ที่เท้า</p>
<p>บางสำนัก สายหลวงพ่อเทียนท่านขยับมือ ขยับมือ ลูกศิษย์จำนวนมากเลย ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ ใจไหลเข้าไปอยู่ในมือ กับไหลเข้าไปอยู่ที่ท้อง ไหลไปอยู่ที่เท้า ไหลไปอยู่ในลมหายใจ มันก็ไหลเหมือนกัน ใจไม่ตั้งมั่น <strong><em>พอใจไม่ตั้งมั่นนะ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ปัญญาจะเกิดไม่ได้จริงหรอก ได้แต่เพ่ง</em></strong> ใจจะเข้าไปแนบ อยู่ในอารมณ์อันเดียว อย่างต่อเนื่อง สงบ ดีแล้วเกิดปีติ ขนลุกขนพอง ตัวลอย ตัวเบา ตัวโพรง ตัวใหญ่ ตัวหนัก มีสารพัด อาการที่แปลกๆ กว่าปกติทั้งหลาย เป็นอาการของปีติ ขนลุกขนพอง วูบๆ วาบๆ นะ เหมือนฟ้าแลบแปล๊บๆ ปล๊าบๆ อะไรอย่างนี้ มันเป็นอาการที่ใจมันทำสมถะ เข้าไปแช่ในอารมณ์นานๆ แล้วจิตใต้สำนึกก็ทำงานปรุงอะไรต่ออะไรขึ้นมา แล้วแต่มันจะชอบ บางคนปรุงเห็นผีเห็นสางอะไรก็ได้นะ บอกว่าผีหลอก จริงๆ หลอกตัวเอง</p>
<p>ค่อยๆ สังเกตไปใจที่ตั้งมั่นกับใจที่ไหลไป วิธีหัดง่ายๆ เลย หัดสังเกตจิตใจของเรา อย่างนั่งฟังหลวงพ่อพูดนะ เดี๋ยวใจก็ไหลไปคิด เดี๋ยวก็ตั้งใจฟัง ฟังแล้วก็ไหลไปคิด ดูออกมั้ย คุณนี่ ฟังไปแล้วก็คิดไป สลับ ดูออกมั้ย แต่เราไม่เคยเห็นจิตที่ไหลไป เพราะฉะนั้นจิตเราไม่ได้ตั้งมั่นจริง คุณลองดูท้องพองยุบซิ ลองเคยทำดูพองยุบมั้ย เคยใช่มั้ย ลองทำเหมือนที่เคยปฏิบัติ ลองเลย ทำจริงๆ ลืมหลวงพ่อซะ นี่รู้สึกมั้ย ใจเรารวมไปอยู่ที่ท้อง ใจเราเคลื่อนไปอยู่ที่ท้อง นึกออกมั้ย นี่แหละคือการทำสมถะล่ะ นะ แล้วพวกเราชอบคิดว่าวิปัสสนา ไม่ใช่วิปัสสนา จิตไม่ตั้งมั่น จิตไหลไปแล้ว ไหลไป งั้นวิธีการที่ง่ายๆ นะ ที่คุณจะดูก็คือ จิตเราไหลไปเรารู้ทันว่าไหล อย่าดึงนะ อย่าออกแรงดึงนะ ถ้าเราเห็นไหลไปแล้วเราดึงนี่ จะแน่นขึ้นมา นี่ส่งใจไปดูอีกแล้วรู้สึกมั้ย ใจเราเคลื่อนไปดู ให้รู้ว่าเราหลงไปดูแล้ว มันคล้ายๆ เราดูโทรทัศน์น่ะ หรือเราจ้องจอคอมพิวเตอร์ ในนี้เหมือนมีจอคอมพิวเตอร์อันนึง เราจ้องไปที่จอ รู้สึกมั้ยเราถลำไปที่จอ ใช้ไม่ได้<em>นะ</em><em> </em><strong><em>ที่นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยพลาด ก็พลาดตรงนี้เอง จิตไม่ตั้งมั่น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>กับจิตตั้งแช่</em></strong> เข้าไปแช่นิ่งๆ อยู่ที่ท้อง เข้าไปแช่อยู่ที่ลม เข้าไปแช่อยู่ที่เท้า ตราบใดจิตตั้งแช่ มันก็ได้แต่สมถะ สงบไปเฉยๆ แหละ  แต่ถ้าจิตตั้งมั่นนะ มันจะเห็นเลย จิตอยู่ต่างหากนะ ความคิดก็ส่วนความคิด จิตส่วนจิต รูปส่วนรูป นามส่วนนาม ไม่ก้าวก่ายกันหรอก จิตหลุดออกจากโลกของความคิดเลย แล้วก็ไม่ได้เพ่งกายไม่ได้เพ่งใจนะ แต่รู้กายรู้ใจ</p>
<p>รู้กายรู้ใจกับเพ่งกายเพ่งใจไม่เหมือนกัน เวลาเราเพ่งกายเพ่งใจนะ เบื้องต้นเราเกิดอยากก่อน อยากปฏิบัติ พออยากปฏิบัติเราก็จงใจกำหนดรูปกำหนดนาม เราคิดว่าถ้าเอาสติไปกำหนด สติมีหน้าที่กำหนด ถ้าเรียนอภิธรรมอย่าง อาจารย์อนัตตาจะทราบ สติไม่ได้แปลว่ากำหนด <em>สติแปลว่าความไม่ประมาท ความไม่หลงลืม</em><em> </em><em>ความไม่เลื่อนลอยๆ</em> แต่จิตใจของเราชอบเลื่อยลอย รู้สึกมั้ยลอยไปลอยมา ตอนเนี้ยลอยไปคิดแล้ว นึกออกมั้ย จิตเราลอยไปคิด เวลาที่เราไม่ได้นึกเรื่องปฏิบัติจิตเราก็ลอยไปคิด เค้าเรียกว่าขาดสติ เวลาเรานึกถึงการปฏิบัติเราก็ไปเพ่งใส่ลงไป จิตเราเคลื่อนไป จ่อนิ่งๆ ไว้ อันนั้นไม่ใช่การรู้รูปนาม แต่เป็นการเพ่ง เพ่งรูปเพ่งนาม เพ่งรูปเพ่งนามเป็นสมถะนะ หลายคนเข้าใจว่า ถ้ารู้รูปนามแล้วก็ ถ้ามีอารมณ์รูปนามแล้วต้องเป็นวิปัสสนา ไม่จำเป็นนะ ทำวิปัสสนานี่ต้องใช้อารมณ์รูปนาม ต้องรู้ อารมณ์รูปนาม อันนี้แน่นอน จะไปรู้อารมณ์บัญญัติหรือไปรู้อารมณ์นิพพานไม่ได้ ไม่ใช่วิปัสสนา แต่สมถะนี่ใช้อารมณ์บัญญัติก็ได้ อารมณ์รูปนามก็ได้ กระทั่งอารมณ์นิพพานก็ใช้ทำสมถะได้ พระอริยะเจ้าทำสมถะโดยใช้อารมณ์รูปนามก็ได้ ใช้บัญญัติก็ได้ ใช้อารมณ์นิพพานก็ได้ คนทั่วๆ ไปทำสมถะได้โดยใช้อารมณ์บัญญัติคือเรื่องราวที่คิด กับรูปนาม เพ่งรูปเพ่งนาม เป็นสมถะ งั้นอย่างที่เราเดินจงกรมแล้วใจเราไปแนบเข้าไปที่เท้านี่นะ ทำสมถะอยู่ แต่ถ้าใจของเราตั้งมั่น มันจะเห็นเลย ตัวที่เดินนี้ไม่ใช่ตัวเรา เห็นทันทีนะ นี่เราเริ่มเห็นไตรลักษณ์ ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่นี่ สักแต่ว่าเคลื่อนไหว สักแต่ว่าเป็นธาตุ มันรู้ด้วยใจ รู้สึกเอา ไม่ใช่คิดนะ ถ้าคิดใช้ไม่ได้ มันรู้สึกเอาถึงความเป็นธาตุของร่างกาย รู้สึกเอาถึงความไหวของร่างกาย จะไม่รู้สึกว่าเราไหว หรือว่าธาตุนี้เป็นตัวเรา เพราะว่าเราหลุดออกจากโลกของความคิดได้แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องบริกรรมนะ ไม่ต้องบริกรรม เมื่อไรบริกรรมเมื่อนั้นตกจากวิปัสสนาทันทีเลย อย่างเรามีสตินะ สมมติเราใจลอยไป เรามีสติระลึกได้ว่าใจลอย นี่ระลึกได้แล้ว ใช้ได้ นี่มีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะต่อตามมาอีก เห็นเลย จิตจะใจลอยห้ามมันไม่ได้ จิตจะรู้สึกตัวสั่งไม่ได้ นี่แสดงความไม่เที่ยง แสดงอนัตตาได้ แต่ถ้าใจลอยไป รู้ว่าใจลอยปุ๊ป ดึงไว้ปั๊ป นี่เป็นสมถะนะ ใจลอยแล้วใจของเราก็ลอยตามมันไปด้วยเลย หลงไป เนี้ยหลงไป</p>
<p>ค่อยๆ ดูสภาวะนะ มาเรียนที่หลวงพ่อไม่ใช่เรียนปริยัตินะ หลายคนไปคุยกันบอกหลวงพ่อปราโมทย์สอนอภิธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้เรียนอภิธรรมนะ แต่หลวงพ่อพูดเรื่องสภาวะล้วนๆ เลย อภิธรรมมันเป็นเรื่องของสภาวะล้วนๆ ต่างหากล่ะ งั้นไม่ใช่หลวงพ่อสอนอภิธรรมนะ หลวงพ่อสอนแต่เรื่องสภาวะ แต่บังเอิญๆ อภิธรรมมันคือสภาวะนั่นเอง เนี้ยสภาวะที่เราเห็นด้วยการปฏิบัตินะ กับสภาวะในตำรา อันเดียวกันน่ะ แต่สภาวะในตำราจะหยาบๆ นะ หยาบๆ อย่างโทสะนี่แยกได้ไม่กี่อย่าง พวกเราแยกได้เยอะเลย ขัดใจนิดหน่อยใช่มั้ย โมโหจนเห็นช้างเท่าหมู มีดีกรีด้วย ดีใจเสียใจ นี่แต่ละอันมันกระจายออกไป โอ้ยมีเยอะแยะ เยอะแยะเลย</p>
<p><strong><em>หัดรู้สภาวะเรื่อยๆ แล้วสติจะเกิด หัดรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น แล้วจิตจะตั้งมั่น</em> </strong>ฉะนั้นหัดสองอันเนี้ย หัดรู้สภาวะไป เช่นใจเราลอยไปเรารู้ ใจเราไปคิดเรารู้ ใจเราไปเพ่งเรารู้ นะ ใจหนีไปคิดอีกแล้วทราบมั้ย นี่หลวงพ่อบอกแล้วนึกออกมั้ย คอยดูไปเรื่อยๆ นะพอใจเราไหลไป อย่าไปตั้งใจดูนะ ห้ามไปจ้องไว้ก่อน ต้องตามดู ต้องตามดูนะ ตรงนี้ก็เป็นหลักการสำคัญ<span> </span></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>สวนสันติธรรม<br />
CD: 16<br />
File: 491123B.mp3<br />
Time: 0.14 – 9.15</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/05/31/2403/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/05/491123B-samma-dd.mp3" length="8648828" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/03/31/1808/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/03/31/1808/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Mar 2010 06:37:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[จิตจำสภาวะธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เจตนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=1808</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/03/500223A_2417_27_02.mp3">วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน</a></p>
<p><strong>โยม: </strong>ใจจริงก็อยากจะ เหมือนที่หลวงพ่อเคยเขียนไว้นะครับ ควรจะฝึกให้ได้ตลอด กลมกลืนกับชีวิต ไม่ใช่ว่าเวลานี้ฝึก เวลานี้ไม่ฝึก แต่มันก็โดนบั่นทอน&#8230;</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> คือ เราจะฝึกใช้ชีวิตได้ เราต้องรู้หลักของการปฏิบัตินะ หัดสังเกตสภาวะไปเรื่อย จนสติมันเกิดเองในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น เริ่มต้นนี่เราหัดสังเกตสภาวะธรรม คือหัดสังเกตความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆ สังเกตความรู้สึกของเรา แต่ละขณะๆ ไม่เหมือนกัน คือจุดตั้งต้นนี่ <strong>อย่าไปภาวนาเพื่อให้ดี ให้สุข ให้สงบ แต่ภาวนาเพื่อหัดสังเกตสภาวะ</strong> ตั้งใจไว้อย่างนี้ ว่าเราจะหัดเรียนรู้จิตใจตัวเอง จิตใจเราฟุ้งซ่าน เราก็รู้ จิตใจสงบเราก็รู้ เราคอยรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาดีนะ ไม่ได้เอาอะไรหรอก</p>
<p>แต่ว่าทางที่ดีมันต้องมีรูปแบบของการปฏิบัติไว้ซักอันหนึ่ง เราจะหัดพุทโธก็ได้ หัดเดินจงกรมก็ได้ หรือจะดูท้องพองยุบก็ได้ อะไรก็ได้ซักอย่างหนึ่ง ขยับมืออย่างสายหลวงพ่อเทียนก็ได้ มีอยู่ ๑๔ จังหวะ ขยับมือ พอเราทำกรรมฐานขึ้นมาอันหนึ่งแล้ว ให้เราคอยรู้ทันใจของเรา อย่างเช่น เราพุทโธๆ อยู่ ใจเราแอบไปคิดเรื่องอื่น รู้ทันว่ามันหนีไปแล้ว หรือเราพุทโธๆ อยู่ ใจมันฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน ใจสงบ รู้ว่าสงบ พุทโธแล้วใจเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น หัดไปเรื่อยๆ อย่างนี้แล้วถึงจะเจริญสติในชีวิตประจำวันได้</p>
<p>การที่เราหัดดูจิตใจตัวเองนะ พุทโธแล้วก็ดูไป หลงไปก็รู้ เพ่งไว้ก็รู้ เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกุศล อกุศล แต่ละอย่างก็รู้ จิตมันจะจำสภาวะแต่ละอย่างๆ ได้ <strong>พอมันจำสภาวะแต่ละอย่างได้แล้ว พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวันนี่ สภาวะที่เราจำได้แล้วเกิดขึ้น สติจะระลึกขึ้นเอง</strong> ไม่ต้องเจตนาระลึก พอสติระลึกได้เองนะ ถ้าเป็นอกุศลนะ มันจะขาดสะบั้นต่อหน้าต่อตาเลย จิตจะรู้ ตื่น เบิกบาน สงบ สะอาด สว่าง ตั้งมั่นขึ้นมาเลย</p>
<p>ทำไมมันอยู่ๆ มันดีฉับพลัน เพราะโดยธรรมดานั้น จิตมันดีอยู่แล้ว จิตมันมีธรรมชาติพื้นเดิมของมัน คือมันผ่องใส มันประภัสสร แต่ว่ามันหมองไป มันเศร้าหมองไปเพราะกิเลสต่างหาก ทีนี้ถ้าเรารู้ทัน กิเลสไหลแว๊บมา สติระลึกได้นะ จิตจะผ่องใสอัตโนมัติเลย สงบ สะอาด สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ขึ้นมาฉับพลันเลย เราก็จะสามารถอยู่กับโลกอย่างคนที่รู้ทันโลก ถูกโลกกัดน้อยลงๆ นะ แต่อย่าไปกัดกับโลกนะ คอยดูเอา</p>
<p>สวนสันติธรรม 19</p>
<p><a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/019/mp3/500223A.mp3" target="_blank">500223A</a></p>
<p>24.17 &#8211; 27.02
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/03/31/1808/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/03/500223A_2417_27_02.mp3" length="2635428" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/019/mp3/500223A.mp3" length="14264636" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ดูจิตด้วยการบริกรรมพุทโธ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/02/20/627/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/02/20/627/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Feb 2010 11:28:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ติดสมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=627</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>MP3: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/02/C-putto.mp3">ดูจิตด้วยการบริกรรมพุทโธ</a></p>
<p><strong>โยม:</strong> สวดมนต์แล้วก็จะบริกรรมพุทโธค่ะ ไม่ทราบว่าเหมาะกับจริตไหมคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> เหมาะนะ แต่ต้องรู้ว่าเราพุทโธนะ เราดูจิตเป็นหลัก พุทโธเป็นตัวรองเท่านั้นเอง พุทโธเพื่อจะรู้ทันจิต เพราะฉะนั้น พุทโธแล้วจิตเราเป็นอย่างไรเราคอยรู้ทันจิตไว้ ไม่ใช่พุทโธให้จิตนิ่งนะ ของคุณพุทโธแล้วจิตมันน้อมไปสู่ความนิ่งมากไป</p>
<p><strong>โยม:</strong> อย่างนี้ต้องไปดูกายเพิ่มด้วยใช่ไหมคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ยังไม่ต้องหรอกนะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> ดูแต่จิต</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> รู้ทันก่อนนะ พุทโธไปๆ แล้วจิตนิ่งลงมารู้ว่าจิตนิ่ง พุทโธแล้วจิตแอบไปคิดรู้ว่าจิตแอบไปคิด พุทโธแล้วคอยรู้ทันจิตไว้</p>
<p><strong>โยม:</strong> ค่ะ เพราะตอนนี้จะรู้สึกเหมือนกันว่าเครียดๆ ตึงๆ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> นั่นแหละ มันน้อมใจให้ตึงๆ นิ่งๆ ไว้ ไปกดจิตให้นิ่งนั่นแหละ ไปพุทโธแล้วทำจิตให้นิ่ง อย่าไปให้นิ่ง พุทโธแล้วก็ปล่อยให้จิตทำงานแล้วเราคอยรู้ทันไปเรื่อยๆ พุทโธเป็น background เราดูจิตเป็นตัวหลัก ไม่ใช่พุทโธเพื่อให้จิตสงบ ของคุณไปพุทโธมุ่งให้จิตมันนิ่ง ก็เลยเครียดขึ้นมา</p>
<p><strong>โยม:</strong> ถ้าเรารู้แบบเบาๆ นี่คือจิตมันจะตื่นขึ้นมาเองใช่ไหมคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์:</strong> ดูเบาๆ ถ้าจงใจเบาๆ ก็แกล้งเบาก็ไม่ใช่อีกนะ แต่ถ้าจ้องไว้นี่ผิดแน่นอน ถ้าเบาๆ นี่อาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ เพราะฉะนั้นคุณพุทโธไป แล้วคุณก็รู้ทันจิตไป ไม่ใช่พุทโธเพื่อให้จิตนิ่ง แต่พุทโธเพื่อรู้ทันจิต จิตเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวไปแล้วก็คอยรู้เอา
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/02/20/627/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/02/C-putto.mp3" length="639154" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

