<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; สติ</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/pawana/sati/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/18/13356/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/18/13356/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jan 2012 00:20:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[อริยมรรค]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตบริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวเรา]]></category>
		<category><![CDATA[บริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดถือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13356</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/531225B-panya-dd.mp3"><strong>ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา</strong></a></p>
<div id="attachment_13415" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-13415" title="ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/43-The-Enlightenment-400x300.jpg" alt="ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>ศาสนาพุทธนะมุ่งมาที่ตัวปัญญาเนี่ยตัวสำคัญเลย<strong> ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่มีการสอนเรื่องการเจริญปัญญา</strong> ส่วน<strong>การทำทานการรักษาศีลการทำสมาธิมีมาตลอด มีมาตลอดไม่ขาดช่วง เรียกว่าสาธารณกุศล สาธารณกุศลหมายถึงเป็นบุญทั่วๆไป ไม่เฉพาะศาสนาพุทธ</strong>หรอก เค้าก็มี อย่างมุสลิมก็มีซะกาต ใครรู้จักมั้ยซะกาต ซะกาตเนี่ยถึงปีนะคนที่มีรายได้ต้องสละ คล้ายๆภาษีเป็นภาษีทางศาสนาสละเอาไปช่วยคนที่ยากจนกว่า เนี่ยเค้าก็ทำทานนะเป็นเรื่องดี เค้ามีสมาธิมั้ยก็มี การที่เค้าละหมาดวันละห้าครั้งคิดถึงพระเจ้าวันละห้าครั้งถ้าเทียบกับศาสนาพุทธก็คือเทวตานุสติ การระลึกถึงเทพนึกถึงเทวดาก็ได้สมาธิ เห็นมั้ยเค้าก็มีทำทานก็มีสมาธิก็มี ศีลเค้ามีมั้ยเค้าก็มีศีลอย่างของเค้าใช่มั้ย มีการดำรงชีวิตอย่างมีระเบียบมีวินัยเข้มงวดกวดขันมากกว่าเราซะอีก งั้นแค่ทำทานรักษาศีลทำสมาธิศาสนาอื่นก็มี</p>
<p><strong>มาถึงขั้นเจริญปัญญาพวกเราต้องเรียนให้มาก ถ้าเราลืมการเจริญปัญญาก็เท่ากับเราทิ้งศาสนาพุทธไปแล้ว พระพุทธเจ้าสอนบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญานะ ถ้าเราปราศจากปัญญาจิตเราจะบริสุทธิ์ไม่ได้ ถ้าจิตยังบริสุทธิ์ไม่ได้จิตยังต้องเจือต้องระคนด้วยความทุกข์เสมอไปยังมีความทุกข์ตลอดไป</strong> แต่ถ้าจิตเข้าถึงความบริสุทธิ์นะไม่มีอะไรย้อมจิตได้จิตก็ไม่ทุกข์อีก จิตที่มันทุกข์ขึ้นมาได้เพราะจิตโดยตัวของมันเป็นตัวรู้ จิตโดยตัวของมันไม่ใช่ตัวต้องมาเป็นทุกข์อะไร เป็นแค่ตัวรู้เท่านั้นเอง แต่เพราะกิเลสนะเพราะมันไม่บริสุทธิ์กิเลสมันย้อมจิตได้ มันเลยไม่ใช่ตัวรู้ที่ดีเป็นตัวรู้สกปรก ตัวรู้ที่สกปรกรู้ผิดๆเนี่ยก็เที่ยวไปหยิบไปฉวยไปยึดไปถือสิ่งต่างๆขึ้นมา ความทุกข์ก็เลยเยอะแยะไปหมดเลย <strong>ถ้าจิตบริสุทธิ์นะมันจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวมันเอง อัศจรรย์ตรงนี้แหล่ะมันปล่อยวางกระทั่งตัวมันเองได้ ถ้ามันปล่อยวางตัวมันเองได้แล้วมันจะไม่ไปหยิบฉวยอะไรขึ้นมาอีกแล้ว เพราะสิ่งที่จิตยึดถือเหนียวแน่นที่สุดนะคือตัวจิตเอง จิตนั่นแหล่ะยึดถือจิตอย่างเหนียวแน่นที่สุดว่าเป็นตัวเรา</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๘<br />
Track: ๕<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/038/mp3/531225B.mp3" target="_blank">531225B.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓  วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/18/13356/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/531225B-panya-dd.mp3" length="2564022" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/038/mp3/531225B.mp3" length="23869520" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีหัดเรียนรู้จิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Dec 2011 21:10:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เบื้องต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้จิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12757</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_7.56_10.46.mp3">วิธีหัดเรียนรู้จิต</a></p>
<div id="attachment_12828" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/sound_wave_2.jpg" alt="วิธีหัดเรียนรู้จิต" title="วิธีหัดเรียนรู้จิต" width="400" height="300" class="size-full wp-image-12828" /><p class="wp-caption-text">วิธีหัดเรียนรู้จิต</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>เรียนรู้จิตนี่ใช้วิธีสังเกตเอานะ สังเกตเอา จิตใจของเราแต่ละวันแต่ละเวลาไม่เคยเหมือนกัน</strong> แรกๆหัดดูเป็นวันๆก่อน วันนี้ตื่นขึ้นมาก็สดชื่นแล้ว วันนี้เป็นวันที่แจ่มใส อีกวันเป็นวันที่เซ็ง อีกวันหงุดหงิดทั้งวันเลย นะ หัดดูอย่างนี้ก่อน หัดดูเป็นวันๆ ดูเป็นวันๆได้แล้วก็มาดูเป็นเวลา วันเดียวนี้แหละ เช้า สาย บ่าย เย็น ตอนกลางคืน จิตไม่เหมือนกัน ดูเป็นเวลา</p>
<p><strong>ต่อไปชำนาญขึ้น ดูเป็นขณะ ขณะที่ตามองเห็นจิตเป็นอย่างหนึ่ง ขณะที่หูได้ยินเสียงจิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง จมูกได้กลิ่นลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจคิดนึกปรุงแต่ง จิตเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ เนี่ยดูความเปลี่ยนแปลง ดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไป หัดรู้หัดดูไปเรื่อยนะ ค่อยๆสังเกตไปเรื่อย<br />
</strong><br />
<strong>ต่อไปก็แยกออกน่ะ จิตที่เป็นกุศลมันเป็นยังไง จิตที่เป็นอกุศลมันเป็นยังไง</strong> จิตที่เป็นอกุศลก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง แทรกอยู่ แรกๆก็จะเห็นแต่ว่า กิเลสหยาบๆถึงจะรู้ กิเลสละเอียดไม่รู้ หัดรู้หัดดูบ่อยๆ ต่อไปกิเลสละเอียดเกิดขึ้นก็เห็น อย่างแต่เดิมต้องโกรธแรงๆถึงเห็น ต่อมาหัดรู้หัดดูบ่อยๆ ขัดใจเล็กๆก็เห็น ตอนนี้ใครเห็นความขัดใจเล็กๆบ้าง ยกมือซิ มีมั้ย เอ่อ ดีนะ ดี จะไม่ตกนรกนะ เพราะว่าเรารู้ทันโทสะแล้ว ถ้ารู้ไม่ทันโทสะนะ ตกนรกนะ</p>
<p>แต่เดิมต้องโลภแรงๆนะ ต้องโลภแรงๆ อยากได้อย่างรุนแรงถึงจะเห็น เดี๋ยวนี้ใจอยากได้นิดหน่อยก็เห็นแล้ว อย่างอากาศร้อนจัดๆนะ ลมโชยมา เย็นสบาย เกิดความยินดีพอใจ เนี่ยราคะแทรกแล้วนะ ยินดีพอใจในความสุข ลมมันโชยมา ตอนนี้ใครเห็น ลมโชยมาแล้วเห็นราคะบ้าง มีมั้ย ยกมือซิ นี่น้อยกว่าโทสะนะ แต่ก็ยังเยอะอยู่</p>
<p>โมหะๆ โมหะนี้เป็นความฟุ้งซ่านกับความสงสัยเป็นตัวหลัก ความฟุ้งซ่าน ใครรู้จักฟุ้งซ่าน แต่เดิมต้องฟุ้งแรงๆถึงรู้นะ ต่อมาเนี่ย ใจเคลื่อนไปนิดเดียวก็เห็นแล้ว ใจไหลออกไปนิดเดียวก็เห็นแล้ว เช่น เวลาจะดูอะไรใจก็เคลื่อนไปดู เวลาฟังอะไรใจก็เคลื่อนไปฟัง มันไม่ตั้งมั่นนะ มันไหลไป มันฟุ้งซ่าน มันเคลื่อน ตอนนี้ใครเห็นจิตที่เคลื่อนได้บ้าง ยกมือซิ โอ้..ก็ยังเยอะอยู่นะ แสดงว่าเก่งเข้าขั้นแล้ว</p>
<p><strong>หัดดูไป ทีแรกจะเห็นของหยาบก่อน ต่อมาก็รู้ของละเอียดขึ้นนะ ถ้าจิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ อยู่ล่ะก็ จิตเป็นอกุศล ถ้าจิตไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ จิตมันจะเบา มันจะนุ่ม มันจะสบาย มันโปร่ง มันโล่ง มันปราดเปรียวว่องไว ไม่หนัก ไม่แน่น ไม่แข็ง ไม่ซึม ไม่ทื่อ นะ เนี่ยหัดรู้จักไปเรื่อย</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/14/12757/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_7.56_10.46.mp3" length="2726483" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/13/12766/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/13/12766/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 23:34:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุแยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[สติอัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[อัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เจตนา]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12766</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>﻿<strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_16.51_20.22.mp3">สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?</a></p>
<div id="attachment_12818" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/1294397797-400x441.jpg" alt="สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?" title="สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?" width="400" height="441" class="size-large wp-image-12818" /><p class="wp-caption-text">สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>อยากให้สติเกิดนะ สั่งให้เกิดไม่ได้ สติเป็นอนัตตา ต้องทำเหตุของสติ</strong> เหตุใกล้ให้เกิดสติก็คือ การที่จิตจำสภาวะได้แม่น เรียกว่า ถิรสัญญา เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ จิตจะจำสภาวะได้แม่นต้องเห็นสภาวะบ่อยๆ เพราะฉะนั้นหัดรู้สภาวะไป</p>
<p>บางคนมาบอกหลวงพ่อสอนผิดนะ เริ่มต้นไปหัดดูสภาวะได้อย่างไร ไม่ดูสภาวะไม่รู้จักสภาวะขึ้นวิปัสสนาไม่ได้นะ อย่างไปนั่งสงบใจแล้วไปคิดพิจารณาร่างกาย ไม่เคยเห็นสภาวะของรูปนามเลย ไม่ขึ้นวิปัสสนาหรอก ได้แต่สมถะนะ เรียนต้องเรียนให้ดีนะ ไม่งั้นมั่วซั่วนะ</p>
<p>เพราะฉะนั้นจะต้องหัดรู้สภาวะนะ <strong>การที่เราหัดรู้สภาวะบ่อยๆนะ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก สติอัตโนมัติจะเกิด ถึงจุดหนึ่งนะ ไม่ได้เจตนาจะรู้สึก มันจะรู้สึกขึ้นเอง</strong> อะไรแปลกปลอมขึ้นในจิตนิดเดียว สติระลึกขึ้นได้เองแล้วว่ามีความแปลกปลอมเกิดขึ้น ไม่ได้เจตนาดู</p>
<p><strong>ถ้าเจตนาดูจิตจะเกิดอะไรขึ้น จะว่างๆไม่มีอะไรให้ดูนะ หายไปหมดเลย</strong> เพราะฉะนั้นดูจิตนี้เจตนาดูไม่ได้นะ จงใจดูปุ๊บหายหมดเลย ว่างไปหมดเลย เจตนาดูกายอะไรจะเกิดขึ้น เหมือนกันแหละ <strong>เจตนาดูกายก็เพ่งกาย เจตนาดูจิตก็เพ่งจิต</strong> แต่<strong>เพ่งกายนี่นะกายยังกระดุกกระดิกได้นะ แต่จิตจะทื่อๆ</strong> จะกินน้ำสักแก้วหนึ่ง ขยับ เพ่งไปตลอด เพ่งไปตลอดเวลา จนไตวายไปแล้วยังไม่ได้กินน้ำเลย ดูจิตนี่นะ จะไม่มีความเคลื่อนไหวให้ดู ดูกายถ้าเพ่งอยู่นี่ยังเห็นความเคลื่อนไหวของกายได้</p>
<p>เพราะฉะนั้นอย่างคนที่เดินจงกรมแล้วทำวิปัสสนา เห็นรูปเคลื่อนไหวอยู่ ไม่เห็นจริงหรอก ถ้ายังเพ่งรูปอยู่นี่ใช้ไม่ได้ เห็นร่างกายหายใจแล้วยังเพ่งร่างกายที่หายใจอยู่นี่ ไม่ใช่ของจริงหรอกนะ ยังเพ่งอยู่ ยังไม่เดินวิปัสสนาจริงหรอก ดูท้องพองยุบแล้วเพ่งท้องอยู่เนี่ย ไม่เดินวิปัสสนาจริงหรอก</p>
<p><strong>จิตต้องถอนตัวออกมานะ เป็นคนดู เห็นรูปเคลื่อนไหว นามเป็นคนดู ถึงจะใช้ได้ รูปมันเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู เห็นเจตสิกทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตเป็นคนดู เห็นจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖ จิตก็เป็นคนดู มีจิตอีกดวงหนึ่งไปรู้จิตอีกดวงหนึ่งที่เพิ่งดับไปสดๆร้อนๆ</strong></p>
<p>เนี่ยหัดรู้หัดดูนะ <strong>หัดรู้บ่อยๆ เราจะจำสภาวะได้แม่นขึ้นๆ รู้ใหม่ๆบางทีมีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร</strong> ใครเคยเป็นมั้ย <strong>มีอะไรบางอย่างโผล่ขึ้นมาแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ชื่อไม่เป็นไร</strong> แต่ถ้าจิตจำสภาวะแบบนี้ได้แม่น เช่นมันขยับอย่างนี้ เคยเห็นมั้ย มันขยำๆอยู่กลางหน้าอกได้ ในตำรามีมั้ย ขยำๆ ไม่มี ตำราเขาแยกจำแนกเอาไว้เพียงพอสังเขปหรอก จริงๆแล้วเยอะแยะเลย อาการแยกย่อยแต่ละอย่างๆเยอะแยะไปหมดเลย เคยเห็นมั้ยมันออกเป็นแฉกๆอย่างนี้ เคยเห็นมั้ย เวลารู้สึกมันเขี้ยวนะ ฉึบ ฉึบ ฉึบ อย่างนี้ได้นะ แบบฟ้าแลบก็มี รู้สึกมั้ย มีต่างๆนานา มีชื่อมั้ย ไม่มีชื่อ <strong>เรารู้แต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นหายไป รู้เท่านี้พอแล้วนะ</strong></p>
<p>แต่ว่า<strong>ถ้าจิตจำสภาวะอย่างนี้ได้นะ ต่อไปพอสภาวะอย่างนี้เกิด สติเกิดเอง มันนึกขึ้นได้เอง ระลึกได้เอง นี่ถ้าฝึกนะ หัดรู้สภาวะบ่อยๆไปแล้วสติจะเกิดเอง</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/13/12766/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_16.51_20.22.mp3" length="3365125" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/09/12705/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/09/12705/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Dec 2011 22:54:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ถือศีล]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติรักษาจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลนุสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลสิกขา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12705</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_0.13_4.38.mp3">อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง</a></p>
<div id="attachment_12739" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/lotus11-400x301.jpg" alt="อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง" title="อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง" width="400" height="301" class="size-large wp-image-12739" /><p class="wp-caption-text">อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง</p></div>
<p>คือ<strong>การพัฒนาคุณภาพของจิตใจเราทิ้งหลักของ&#8221;ไตรสิกขา&#8221;ไม่ได้</strong> ถ้าทิ้งหลักไตรสิกขาละก็ ไม่ใช่ชาวพุทธแท้หรอก <strong>ไตรสิกขาคือเรื่องศีลสิกขา เรื่องจิตสิกขา เรื่องปัญญาสิกขา</strong> เราจะเรียนเรื่องศีลเรียนเรื่องจิตเรียนเรื่องการเจริญปัญญา ศีลในเบื้องต้นเนี่ยต้องเจตนา งดเว้นการทำบาปอกุศลทางกายทางวาจาไว้ก่อน เบื้องต้นต้องตั้งใจงดเว้นไว้ก่อน ต่อมาเรามาฝึกอาศัยสตินี่แหล่ะ คอยรู้ทัน ใจมันทำผิดศีลได้นะเพราะกิเลสมันครอบงำจิต ให้เราคอยรู้ทันจิตไว้ กิเลสอะไรเกิดขึ้นเรารู้ทัน กิเลสอะไรเกิดรู้ทันนะ กิเลสจะครอบงำไม่ได้ อย่างโทสะเกิดเนี่ยรู้ทันมัน โทสะครอบงำจิตไม่ได้ มันไม่ฆ่าใครไม่ตีใครไม่ด่าใครไม่เบียดเบียนใคร ราคะเกิดขึ้นเรามีสติรู้ทันไม่ครอบงำจิต เราก็ไม่ไปลักใครขโมยใครไม่เป็นชู้กับใคร ไม่ปลิ้นปล้อนตลบแตลงล่อลวงเค้า เนี่ยกิเลสทั้งนั้นเลยนะ</p>
<p><strong>คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสครอบงำจิตได้ กิเลสเล็กกิเลสน้อยก็อย่าไปไว้ใจมันนะ อย่ามีข้อยกเว้นแก่กิเลส บางคนเห็นว่ากิเลสเล็กๆน้อยๆไม่เป็นไร แรกๆไม่เป็นไรนะ ตัวเล็กไม่เป็นไรต่อไปตัวกลางๆก็ไม่เป็นไรเหมือนกันนะ สุดท้ายตัวใหญ่ๆก็ไม่เป็นไร</strong></p>
<p>อย่างตอนเด็กๆหัดรังแกสัตว์ตัวเล็กๆก็รังแกสัตว์ตัวใหญ่ได้มากขึ้นๆ สุดท้ายมันก็แกล้งคนได้ ฆ่าคนได้ ใจมันเคยชินที่จะเบียดเบียน นั้น<strong>เรามีสตินะ รักษาจิตไว้ให้ดี อย่าให้กิเลสครอบงำจิตได้ คอยรู้ทันมันเข้าไป ศีลมันจะเกิดขึ้น พอจิตเรามีศีลเนี่ยสมาธิจะเกิดง่าย</strong> คนที่ไม่มีศีลนะจะฟุ้งซ่าน ฟุ้งไปในกาม ฟุ้งไปในความไม่พอใจ กามและปฏิฆะมายั่วจิตให้ฟุ้งไป เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง อยากได้กลิ่น อยากได้รส <strong>ถ้าเรามีสติคุ้มครองจิตอยู่ กิเลสมันครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสหยาบๆนะครอบงำไม่ได้ สติปัญญาเร็วขึ้นๆนะ ต่อไปกิเลสอย่างกลางก็ครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสอย่างหยาบเนี่ยเอาศีลกั้นไว้ ราคะ โทสะ โมหะแรงๆเกิดขึ้นนะ จะทำผิดศีลไม่ทำ ตั้งใจงดเว้นไม่ทำ ทุกวันต้องคิดว่าเราจะรักษาศีลตื่นเช้าขึ้นมา</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3">540911</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/09/12705/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/540911_0.13_4.38.mp3" length="4248691" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540911.mp3" length="14940186" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>จิตเองก็เป็นทุกข์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/27/12521/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/27/12521/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Nov 2011 03:57:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[สลัดคืน]]></category>
		<category><![CDATA[สาระ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12521</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/4lotus.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12582" title="4lotus" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/4lotus.jpg" alt="" width="498" height="597" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download) : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_15.35_18.56.mp3">จิตเองก็เป็นทุกข์</a></strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เราต้องมีให้ครบนะ ศีล สมาธิ ปัญญา จะมีศีลได้ดีต้องมีสติ<strong> ถ้าคนไหนไม่มีสติ อย่ามาอวดว่ามีศีลเลย</strong> ไม่จริงหรอก โกหก ถ้าขาดสตินะ รู้ทันจิตตัวเองไม่เป็นถือศีลยาก กะพร่องกะแพร่งด่างพร้อยง่าย ถ้ามีสติรู้ทันจิตอยู่ กิเลสเกิดนะ อายเลย <strong>กิเลสบางตัวน่าอาย ตัวไหนน่าอายที่สุด ตัวกูเก่ง นี่ สำรวจมาแล้ว เวลารู้สึกกูเก่งแล้วพอรู้ทันนะ อายเลยนะ ใครรู้สึกตัวนี้บ้าง ตัวนี้น่าอาย</strong> ถัดจากนี้ก็หน้าด้านถ้ายังไม่อายอีกนะ ขนาดนี้ถึงหน้าด้านแล้ว ไม่มีสติอย่ามาอวดเรื่องศีลนะ<strong> ไม่มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ดู ละก็ อย่ามาอวดว่าทำสมาธิเก่งเลย </strong>ทำสมาธิจนกระทั่งอยากรู้อยากเห็นอะไรทั่วโลกธาตุ รู้ได้หมดเลยนะ ไม่เห็นจิตตัวเองอันเดียว ก็ได้ของไม่มีสาระ ไปเห็นของไม่มีสาระว่ามีสาระ <strong>เพราะกิเลสเกิดที่จิต มรรคผลเกิดที่จิต กุศลอะไรก็เกิดที่จิต </strong>เนี่ยถ้าเราไม่มีจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดู สมาธิของเรายังอ่อนนะ อย่างมากก็มีแค่สมาธิสงบ แต่ไม่มีสมาธิตั้งมั่น เป็นสมาธิพื้นๆหรอก สมาธิสงบ ศาสนาอื่นก็มี <strong><span style="text-decoration: underline;">สมาธิตั้งมั่นมีแต่ในคำสอนพระพุทธเจ้านะ คนอื่นไม่มีหรอกไม่เข้าใจเลย สมาธิตั้งมั่นเนี่ยหายากมาก</span></strong></p>
<p><strong>ไม่มีสติอย่ามาอวดเรื่องศีล ไม่มีจิตผู้รู้อย่ามาอวดว่ามีสมาธิ แยกรูปนามไม่เป็นอย่ามาอวดว่าเจริญปัญญา &#8220;การเจริญปัญญานะเริ่มต้นด้วยการแยกรูปนาม&#8221;</strong> ทำไมต้องแยก ก็แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นส่วนๆ เพื่อวันนึงจะเห็นว่าทุกๆส่วนไม่มีตัวเรา นี่ไม่มีตัวเราที่ใดเลย ล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน ถัดจากนั้นก็รู้สภาวะ แต่ละส่วน แต่ละส่วนนั้นต่อไป จะเห็นว่าสภาวะทั้งหลายเป็นทุกข์ทั้งสิ้นเลย กระทั่งความสุขก็เป็นทุกข์​ อะไรๆก็เป็นทุกข์หมดเลย รูปธรรมก็เป็นทุกข์ นามธรรมก็เป็นทุกข์<strong> จิตเองก็เป็นทุกข์ ในขันธ์ห้าไม่มีการสงวนรักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้เป็นตัวสุขเลย มีแต่ตัวทุกข์ล้วนๆเรียกว่าเราเห็นขันธ์เป็นทุกข์แล้ว &#8220;วันใดที่เห็นขันธ์เป็นทุกข์ได้ เราทำลายอวิชชาได้&#8221; </strong>อวิชชา มันไม่รู้ความจริงของอริยสัจ ไม่รู้ว่าขันธ์ห้าเป็นตัวทุกข์ เนี่ยไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ ถ้าพอเห็นแจ้งว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์นะ กระทั่งตัว&#8221;จิตผู้รู้&#8221;เองซึ่งเป็นของดีของวิเศษ​ที่เคยฝึกฝนอบรมมานะ มันพลิกขึ้นมาเป็นตัวทุกข์ให้ดู มีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย <em><strong>นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป เป็นอย่างนี้ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลก ทำไมสลัดคืน ก็มันเป็นตัวทุกข์ มันจะไปยกไว้ทำไม จะไปแบกไว้ทำไม ไม่ถือเอาไว้สลัดทิ้งไป ถ้าสลัดทิ้งไปแล้วจิตเข้าสู่สภาวะอีกชนิดนึง ไม่ยึดอะไรในโลก จิตดวงนี้ไม่มีอะไรย้อมได้</strong></em></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3">540730B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๓๕ ถึงนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/27/12521/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_15.35_18.56.mp3" length="3206301" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3" length="50300262" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 03:34:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายคตาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตพรากจากขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดับทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรมนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พระอนาคามี]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิริยาบถ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปจารสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3669</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5299" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why-249x300.jpg" alt="เราปฎิบัติเพื่ออะไร?" width="249" height="300" /></a>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3"><strong>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><span style="color: #993300;">ที่นี่หลวงพ่อจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติให้ หลักของการปฏิบัติเราก็ต้องรู้ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นยังไง ต้องตอบได้ชัดเจน เราจะปฏิบัติอะไร <strong>มีสองอย่างที่จะต้องปฏิบัติคือ &#8220;สมถะ&#8221; กับ &#8220;วิปัสสนา&#8221;</strong> ปฏิบัติเพื่ออะไร<strong> สมถะ ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะเดินวิปัสสนา ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะได้เห็นนู่นเห็นนี่มีตาทิพย์มีหูทิพย์</strong> บางคนอยากได้เจโตอยากได้ทิพจักษุ  หลวงพ่อเคยเจอนะ มีไอ้หนุ่มคนนึง มันภาวนาอยากได้ทิพจักษุ ถามว่าอยากได้ทำไม มันจะได้มองทะลุผ้าของคนอื่น มันเห็นธรรมะเป็นเรื่องอะไร จะทะลุฝาห้องของเค้าอะไรอย่างนี้ ได้เรื่องเลย มีจริงๆนะ สมถะนะ เราทำไปเพื่อให้ใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะทำวิปัสสนา </span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">วิปัสสนาทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา รู้ความจริงของกายของใจนี้ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดังนั้นทำเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ รู้แล้วได้อะไร รู้ถึงที่สุดแล้วมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ</span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดนะ อย่าไปวาดภาพพระอรหันต์ประหลาดเกินเหตุทำอะไรก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ วันๆต้องนั่งเซื่องๆเหมือนนกกระยางรอให้ปลามาใกล้ๆจะได้ฉกเอาเชื่องๆห้ามกระดุกกระดิก <strong>พระอรหันต์จริงๆก็คือท่านผู้ภาวนาจนมีปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์นะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์เห็นอย่างนี้ แล้วท่านปล่อยวางความยึดถือขันธ์ได้ จิตท่านแยกออกจากขันธ์ พรากออกจากขันธ์ ไม่ยึดถือขันธ์ ท่านเป็นอิสระจากขันธ์ ตัวขันธ์เป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เลยพ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่นี่พ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่ตายแล้วเค้าเรียกดับทุกข์คือขันธ์มันดับ</strong> ไม่ใช่ไปเกิดอีกนะ หลายคนวาดภาพเป็นพระอรหันต์ไปเกิดอีกไปอยู่ในโลกนิพพาน อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก <strong><em>พระอรหันต์ นิพพานแล้วเหมือนไฟที่ดับไปแล้ว ไฟที่ดับแล้วอยู่ที่ใหน ใครจะรู้ </em>เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ ภาวนาทำสมถะเพื่อให้มีแรง ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจได้มันจะหมดความยึดถือ ปล่อยวางได้ พอปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้ เพราะตัวกายตัวใจตัวขันธ์นี้แหล่ะตัวทุกข์</strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้ แล้วทำยังไง เราจะทำอะไร ทำสมถะและวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร บอกแล้ว ทำอย่างไร สมถะนี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้เคลิ้ม <strong>วิธีทำสมถะไม่ใช่น้อมใจให้เคลิ้มให้ซึมให้นิ่ง แต่ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก </strong>เคยได้ยินคำว่า&#8221;อานาปานสติ&#8221;มั้ย มีสตินะไม่ใช่ฝึกให้ไม่มีสติ ไม่ใช่ฝึก(เสียงกรน)คร้อกบรรลุแล้ว ฝึกให้มีสติหายใจเข้า ฝึกให้มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อยเลย หรือบางทีพิจารณากาย&#8221;กายคตาสติ&#8221; มีสติไล่ไปในกาย ดูอาการสามสิบสอง ดูอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีสติ เห็นมั้ย ไม่ได้บอกให้ขาดสติเลยนะ ไม่ได้ดูเอาแก้วแหวนเงินทอง เอาวิมานสวรรค์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ฝึกให้มันมีสติ รู้ลมหายใจก็ให้มันมีสติ พิจารณากายก็พิจารณาด้วยความมีสติ เรียกว่ากายคตาสติ ทำอะไรๆก็มีสติ คิดถึงพระพุทธเจ้าก็คิดถึงด้วยความมีสติ หัดพุทโธ ๆ แล้วรู้สึกตัวไป นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราจะทำยังไงพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ได้ภาวนาให้เคลิ้มๆ<strong> ภาวนาให้รู้สึกตัว ฉะนั้นเราอย่าทิ้งสติ ครูบาอาจารย์เคยสอนบอก &#8220;สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ฉะนั้น<strong>ทำสมถะก็ต้องมีสตินะ แต่มีสติอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อารมณ์อันเดียว</strong> ทำไมต้องอารมณ์อันเดียว อารมณ์หลายอันแล้วก็รู้ตัวยาก ปกติจิตมันจะหนีตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอเรามาทำสมถะนะ เรามีอารมณ์อันเดียว มาเป็นเหยื่อ เหยื่อล่อจิต อย่างถ้าจะตกปลานะ มีคนโยนเบ็ดพร้อมกันร้อยอัน ปลางงเลยจะกินอันใหนดีใช่มั้ย ว่างมาทางนี้ เอ๊ะ ไม่เอาตัวเล็กไป ว่ายทางนี้ ก็ใหญ่ไปเกินพอดี เกินคำ ไม่เอา วกไปวกมา ไม่ได้กิน ถ้ามีเหยื่ออันเดียวปลาฝูงนึงยิ่งดี มีเหยื่ออันเดียวล่อ จิตของเราปกติร่อนเร่ไปเรื่อยๆ วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนะ ร่อนเร่ไปเรื่อย เที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อย เหมือนปลาวิ่งหาเหยื่อไปเรื่อย ว่ายไปเรื่อยๆ เราหาอารมณ์อันนึงที่ชอบใจของปลาตัวนี้มาล่อมัน ไปเอาพุทโธก็ได้ คนไหนพุทโธแล้วสบายใจเอาพุทโธ คนไหนหายใจเข้าหายใจออกแล้วสบายใจเอาลมหายใจ คนไหนดูท้องพองยุบแล้วมีความสุขก็ดูท้องพองยุบไป คนไหนเดินจงกลมแล้วมีความสุขก็เดินไป ไม่ใช่เดินทรมาน เดินไปเครียดไป เดินไปเครียดไป สมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่ได้<strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอารมณ์ที่สบายๆ อยู่แล้วมีความสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong></strong><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg"><img title="db1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg" alt="" width="340" height="254" /></a></strong></span></p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ ฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เจ็ดขวบ พวกเราส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด หายใจแล้วมีความสุข พอจิตใจมีความสุข จิตจะสงบ จิตมันหิวอารมณ์นะ พอมันได้กินของชอบนะ มันเลยไม่ไปเที่ยวที่อื่น เอาอารมณ์มาล่อ อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่หนีไปไหน จิตเคล้าเคลียอยู่ แต่ระวังอย่างเดียว อย่าให้ขาดสติ อย่างเราหายใจไป ถ้าใจเคลิ้มก็รู้ทันว่าเคลิ้ม หายใจไปใจฟุ้งซ่านหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าใจฟุ้งซ่านไป ใจก็มีความสุข เคล้าเคลีย สงบอยู่กับลมหายใจ จนกระทั่งลมหายใจมันสว่างขึ้นมา หายใจไปเรื่อยๆ เวลาจะเข้าฌาน ไม่ใช่รู้ลมหายใจหรอกจะบอกให้ พวกเรามั่วๆนะ หายใจแล้วเข้าฌานรู้ลมหายใจแล้วเข้าฌาน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ลมหายใจเบื้องต้นเรียกว่า บริกรรมนิมิต รู้ลมไปเรื่อย สบาย จิตใจมีความสุข มันจะสว่างขึ้นมา ความสว่างมันเกิดขึ้นนะ ใจมันสงบลงมา ในทางร่างกายเวลาจิตสงบลงมา เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้ เลือดจะมาเลิ้ยงตรงนี้เยอะ มันจะให้ความรู้สึกที่สว่างขึ้นมา จิตมันก็สว่างนะ กายมันก็สว่างขึ้นมา ผ่องใส ความสว่างเกิดขึ้นแล้วเนี่ย เอาความสว่างนี้มาเป็นนิมิตแทนลมหายใจได้ ต่อไปความสว่างมันเข้มข้นขึ้นนะ เป็นดวงขึ้นมา ให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ จิตใจก็มีความสุข สนุก มีความสุขอิ่มเอิบเบิกบาน มีปีติขึ้นมา เข้าฌาน ไม่ใช่หายใจรู้ลมแล้ว (เสียงกรน คร้อก) บอกว่าหายใจจนลมระงับ ถามว่าลมระงับยังไง ลืมไปเลย หลับไปแล้ว บอกว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ไม่ใช่นะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">เพราะฉะนั้น<strong>หลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ</strong> วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา</span></p>
<p>ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู</p>
<p><span style="color: #008080;">เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า<strong> &#8220;จิตตสิกขา&#8221; ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว </strong>เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่</span></p>
<p><span style="color: #993366;">ต่อไปก็หัด <strong>นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา </strong>นี้พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกลมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง</span></p>
<p>พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ <strong>พอใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป </strong>เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg"><img title="db2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg" alt="" width="600" height="415" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #808000;">สมัยก่อน หลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนโน้น เข้าวัดไหนครูบาอาจารย์พูดแต่คำว่า&#8221;ผู้รู้&#8221; ท่านยังสอนด้วยซ้ำไปว่า ศาสนาพุทธ &#8220;พุทธ&#8221;แปลว่าอะไร พุทธ (อ่าน พุท-ธะ) แปลว่า&#8221;รู้&#8221; พุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ใจของเราชอบเป็นผู้คิด ใจของเราชอบเป็นผู้หลง เราฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ทำยังไงใจจะเป็นผู้รู้  ถ้ารู้ทันสภาวะที่กำลังปรากฎนะ ใจจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา เช่นเผลอไปรู้ว่าเผลอ ใจก็จะเป็นผู้รู้ขึ้นแว้บนึง เป็นผู้รู้ตรงขณะไหน ขณะที่รู้ว่าเผลอ ถัดจากนั้นอาจจะเป็นผู้เพ่ง ใจโกรธขึ้นมานะ รู้ว่าโกรธ ขณะที่โกรธนะ ขณะนึง ขณะที่รู้ว่าโกรธนี่แหล่ะ ใจเป็นผู้รู้ขึ้นมาแล้ว ถัดจากนั้นอยากให้หายโกรธนี่ ใจมีอกุศลแล้ว มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว <strong>ดังนั้นเราดูใจเราไปเรื่อยนะ ไม่ใช่ผู้รู้ต้องเที่ยงถวร ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ผู้รู้เองก็เกิดดับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ครูบาอาจารย์องค์นึงสอนดีมากเลยคือ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ บอกเลยว่า<strong> ผู้ใดเห็นว่าผู้รู้เที่ยงนะ เป็นมิจฉาทิฐิ จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยงแต่ว่าต้องมีอยู่อาศัยไว้ใช้ปฏิบัติเอา</strong> ของเราสังเกตสิ <strong>เดี๋ยวใจก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เมื่อไหร่รู้สภาวะตรงความเป็นจริง ใจก็เป็นผู้รู้ขึ้นมาแว้บนึง </strong>เอาแค่แว้บเดียวพอนะ ไม่ต้องตั้งอยู่เป็นชั่วโมงๆ คนที่ตั้งเป็นชั่วโมงๆได้ต้องพวกที่เค้าทรงฌาน ผ่านฌานมาเต็มที่แล้ว เต็มภูมิอย่างน้อยได้ฌานที่สองแล้ว ได้ฌานที่สองใจจะเด่น ออกจากฌานมา ยังเด่นอยู่เป็นวันๆเลย อาศัยสมาธิอย่างนี้ตามรู้ดูกายดูใจได้นาน <strong>พวกเราไม่ได้ทรงฌานเนี่ยสมาธิจะอยู่แว้บเดียวๆเรียกว่า &#8220;ขณิกสมาธิ&#8221;</strong> แต่อาศัย ขณิกสมาธิ เนี่ยแหล่ะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้ เพราะสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาจริงๆก็คือ ขณิกสมาธิ นี่แหล่ะดีที่สุดเลย รองลงมาก็คือตัว อุปจาร (คำเต็ม อุปจารสมาธิ) เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ ให้ใจมันตื่นขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #800000;">วิธีง่ายที่สุดเลย<strong> ทำฌานไม่ได้ ทำยังไงใจจะตื่น ใจตื่นก็ตรงข้ามกับใจที่ไม่ตื่น ใจที่ไม่ตื่นคือใจหลับ ใจหลับได้ใจก็ฝันได้ ความฝันของใจก็คือความคิด ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าฝันนะเมื่อนั้นจะตื่น เวลาที่ใจไหลไปคิด ถ้าเมื่อไหร่พวกเรารู้ว่าจิตแอบไปคิดนะ เราจะตื่นขึ้นชั่วขณะนึง </strong>รู้ทันว่าจิตไหลไปคิด ขณะที่รู้นั่นน่ะตื่น ไม่เฉพาะหลงไปคิดนะ โกรธขึ้นมาขณะที่รู้ว่าโกรธ ขณะนั้นก็ตื่นเหมือนกัน แต่ตัวนี้ดูยากกว่า ใจของเราหลงคิดทั้งวัน มันดูง่ายกว่า อย่างจะดูจิตที่โกรธนะ แล้วก็ตัวรู้ว่าโกรธ วันนี้ยังไม่โกรธใครเลยเนี่ย จะภาวนายังไง แต่มีมั้ยวันใหนชั่วโมงไหนที่ไม่คิดมีมั้ย ไม่มีเลย จิตที่คิดคือจิตฟุ้งซ่าน<strong> เป็นจิตมีโมหะเค้าเรียกว่า &#8220;อุทธัจจะ&#8221; โมหะชนิด อุทธัจจะ จิตมันฟุ้งซ่าน เป็นจิตที่เกิดบ่อยที่สุดเลยจิตฟุ้งซ่านเนี่ย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">เราเอาตัวที่เกิดบ่อยเนี่ยแหล่ะมาหัดทำกรรมฐาน เราจะได้ทำกรรมฐานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตไหลไปคิดแล้ว อ้อ หลงไปแล้ว มีคำว่า &#8220;แล้ว&#8221; นะ ทำไมต้องมี แล้ว ด้วย หมายถึงว่า หลงไปก่อน ไม่ได้ห้ามหลง หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง หลายคนภาวนาผิดนะ ไปจ้องรอดู ไหน เมื่อไหร่จะหลง เมื่อไหร่จะหลง จ้องใหญ่ ขณะที่รอดูนั่นหลงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีวันรู้เลยว่าหลงเป็นยังไงเพราะหลงไปเรียบร้อยแล้ว<strong> ดังนั้นให้มันหลงไปก่อนให้มันเผลอไปคิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้ว่าเผลอไป หลงไป ให้มันโกรธไปก่อน ให้มันโลภไปก่อน แล้วก็รู้ว่ามันโกรธ​รู้ว่ามันโลภ</strong> นี่หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆรู้ไปแล้วจะได้อะไร เห็นมั้ย คำสอนในศาสนาพุทธละเอียดนะ จะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำอย่างไรบอกแล้วนะ อย่างถ้าจะดูจิตดูใจเนี่ย <strong>ตามดูไป ให้สภาวะเกิดแล้วก็ตามรู้ไป หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ตามดูไปเรื่อยๆ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำแล้วได้ผลอะไร ถ้าเราตามดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็หลงเดี๋ยวจิตก็รู้  เดี๋ยวหลงเดี๋ยวรู้ นานๆจะมีอย่างอื่นแทรก เดี๋ยวโลภขึ้นมาเราก็รู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อ้าว เดี๋ยวโกรธขึ้นมา อีกแล้ว นานๆจะมีโลภแทรก นานๆจะมีโกรธแทรกที แต่หลงนี่มันยืนพื้นเลย มันเป็นกิเลสยืนพื้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ดังนั้นเราคอยรู้ทันเรื่อยๆ ไม่ใช่รู้เพื่อจะไม่ให้หลง แต่รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อจะรู้ว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง </strong></span><strong>เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตโลภตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง จะฝึกเพื่อให้เห็นว่า เมื่อกี้เป็นอย่างนึง เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนึง นี่คือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั่นเอง เห็นมั้ยเมื่อกี้จิตหลง ตอนนี้จิตหลงดับไปแล้ว เกิดจิตที่รู้ขึ้นมา เห็นมั้ยเมื่อกี้เป็นจิตโกรธ ตอนนี้เกิดเป็นจิตที่รู้ จิตโกรธดับไปแล้ว จิตที่รู้อยู่ไม่นาน เกิดจิตหลงขึ้นมาแทนอีกแล้ว เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg"><img title="db3" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg" alt="" width="600" height="406" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ดีแต่ฝึกจนเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้นี้ เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จิตโลภก็โลภชั่วคราว จิตโกรธก็โกรธชั่วคราว จิตหลงก็หลงชั่วคราว ทำไมหลงชั่วคราวเพราะมีตัวรู้มาคั่น มีจิตรู้มาคั่น เราก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลยมันก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลย มันก็จะมีแต่จิตหลง หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน เราจะรู้สึกว่าหลงแล้วเที่ยง จะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ <strong>แต่เรามีรู้ขึ้นมานะ เพื่อจะเห็นหลงมันขาดเป็นท่อนๆ หลงไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกตัวแว้บ เราเห็นเลยชีวิตที่หลงนะมันจบไปแล้ว มันเกิดชีวิตใหม่ที่รู้สึกตัว</strong> เสร็จแล้วหลงไปอีกห้านาที ก็รู้สึกอีกทีนึง หลงไปอีกชั่วโมงรู้สึกอีกที ต่อไปฝึกไปเรื่อยๆนะ หลงสามวินาทีรู้สึก หลงสองวินาทีรู้สึก ยิ่งฝึกเก่งนะยิ่งหลงบ่อย หลงแว้บรู้สึก ฝึกไปเรื่อย ไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง ไม่ได้ฝึกห้ามหลง ไม่ได้ฝึกที่จะให้รู้ตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่ดับทั้งสิ้น</span></p>
<p>ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">จิตจะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ</span></strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน</p>
<p><span style="color: #800000;">บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ <strong><em>คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ </em></strong>ดังนั้นเราฝึกนะจนกระทั่งเรารู้สึกขึ้นมา</span></p>
<p><strong>วิธีที่จะให้รู้ขึ้นมาก็คือ คอยไปหัดรู้ทันเวลาใจหลงไปคิด อันนี้เป็นการบ้านที่ง่ายๆเลย เพราะจิตที่หลงคิดคือจิตที่เกิดบ่อยที่สุด จิตโลภจิตโกรธอะไรนี่มีน้อยนะ จิตหลงเนี่ยมีทั้งวันเลย เพราะในขณะที่โลภ ในขณะที่โกรธเนี่ยต้องมีหลงประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่หลงจะไม่มีโลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ เพราะฉะนั้นจิตหลงเนี่ยเป็นตัวสาหัสสากันเลย ถ้าเราเรียนเรื่องจิตหลงได้ เราจะภาวนาได้ทั้งวัน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12487" title="db4" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กรรมฐานนะ เราควรจะเลือกกรรมฐานซึ่งมันเกิดบ่อยๆ เราจะได้ดูบ่อยๆ</strong> อย่างใจเราหลงเนี่ยหลงทั้งวัน แล้วก็รู้ ใจหลงไปแล้วรู้  มันจะเห็นสลับกันเร็ว เคยมีนะ ตอนอยู่เมืองกาญฯ มีหนุ่มคนนึงมาถามหลวงพ่อ ผมใช้สิ่งอื่นนอกจากในสติปัฏฐานได้มั้ย ที่จะมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถามว่าจะใช้อะไร ถ้าฟ้าร้องแล้วผมจะรู้สึกตัว ปีนึงมันร้องกี่ครั้งนะ นานมาก บางวันก็ไม่ร้องตั้งหลายเดือน แสดงว่าตลอดมาเนี่ยเอ็งไม่มีสติเลยใช่มั้ย เอ็งจะมีสติตอนหน้าฝนอย่างเดียว อย่างงี้ใช้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พวกเราไปดูสิอารมณ์ในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา หายใจออก หายใจเข้านี่ หายใจทั้งวันมั้ย ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน มีทั้งวันใช่มั้ย ไม่ยืนก็เดิน ไม่เดินก็นั่ง ไม่นั่งก็นอน อะไรนี้ เวียนไปนี้ ถ้า ยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวได้เกือบทั้งวันแล้ว ยกเว้นอิริยาบถประหลาดๆ เช่น กระโดดอะไรนี้นะ หรือไปว่ายน้ำ เป็นอิริยาบถ แปลกๆไป ท่านก็สอนล็อกไว้อีกอันนึงเรื่องสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ก็เคลื่อนไหวแล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งแล้วก็เคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งก็รู้สึก เคลื่อนไหวก็รู้สึก ก็รู้สึกตัวได้ทั้งวันแล้ว อารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะเกิดทั้งวัน อารมณ์เวทนาล่ะ มีทั้งวันมั้ย สุข ทุกข์ เฉยๆก็หมุนอยู่อย่างนี้ทั้งวันใช่มั้ย ถ้าสุขก็รู้ตัว ทุกข์ก็รู้ตัว เฉยๆก็รู้ตัว ก็คือรู้ตัวได้ทั้งวัน ดูจิตดูใจล่ะ จิตหลงไปแล้วรู้ เกิดได้ทั้งวัน หลงทั้งวัน ยกเว้นบางคนนั้นขี้โลภ เจออะไรมันก็อยากตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดถี่ยิบเลยทั้งวัน พวกนี้ก็เอาความอยากเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่เดี๋ยวมันอยากแว้บอยากดู รู้ทัน อยากฟังรู้ทัน อยากคิดรู้ทัน พวกโลภมากนะ ดูอยากเป็นวิหารธรรม มีจิตที่อยากกับจิตที่ไม่อยาก คู่เดียวก็พอแล้ว เกิดทั้งวันแล้ว คนไหนขี้โมโหนะ อะไรนิดนึงก็โมโห อะไรนิดนึงก็ขัดใจ ก็เอาจิตที่มีโมโหนี่แหล่ะมาเป็นวิหารธรรม จิตโกรธขึ้นมาก็รู้ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้นคือจิตที่รู้ จิตนั้นมันโกรธ เดี๋ยวก็โกรธอีก เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ เห็นมั้ยมันจะเกิดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เพราะฉะนั้นอารมณ์กรรมฐานที่เราใช้นั้นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวัน เราจะได้มีสติได้ทั้งวัน </span></strong>หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว เผลอไปรู้สึกตัว รู้ รู้ทันว่าเผลอ ก็รู้สึกตัว ก็เป็นจิตที่รู้ขึ้นมา ก็รู้ว่ามีจิตที่รู้อยู่ ทุกอย่างเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา<strong> เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น </strong>เราเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไรหรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป</strong></span></p>
<p><span style="color: #800000;">มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย</span></p>
<p><strong>สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ</strong></p>
<p><strong>วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" target="_blank">520809A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3" length="6463520" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" length="15414528" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/17/12236/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/17/12236/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Nov 2011 02:57:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[แทรกแซง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12236</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download:</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/460331A_made-up-consciousness1.mp3">460331A_made-up consciousness</a></p>
<div id="attachment_12442" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12442" title="ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/N3980444-400x284.jpg" alt="ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง" width="400" height="284" /><p class="wp-caption-text">ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง</strong> <strong>แต่อย่างเราเผลออยู่ แล้วเราเกิดสติระลึกขึ้นได้แว้บ โอ้ะเผลออยู่ ในขณะนั้นไม่เผลอแล้ว ในขณะนั้นความรู้สึกตัวตัวจริงก็ปรากฎขึ้นมา </strong>ไม่มีน้ำหนัก แต่ความรู้สึกตัวที่เราสร้างขึ้นมายังมีน้ำหนักอยู่ มีหนักๆหน่วงๆ ตื้อๆอยู่หน่อยนึง จะเป็นของปลอม</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นหน้าที่ไม่ใช่ไปทำความรู้สึกตัวขึ้นมา หน้าที่รู้ทัน อะไรแปลกปลอมเข้ามานะ คอยรู้ทันไป</strong> รู้ทันอย่างแท้จริงแล้วเนี่ย จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา เรารู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น รู้ทันจิตที่ไหลไปตามทวารทั้งหก พอเรารู้ทันว่ามันหลงไปแล้วปั๊บ มันตั้งขึ้นมาเลย อัตโนมัติ เพราะฉะนั้นสติทำขึ้นไม่ได้ แต่ปัญญาต้องอาศัยการอบรมอาศัยการเจริญ ปัญญาก็คืออาศัยการที่เรามีสติเนืองๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><em><br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em><br />
</em><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒</em><br />
<em>File: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/460331A3.mp3">460331A</a></em><br />
<em>ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๕๔</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/17/12236/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/460331A_made-up-consciousness1.mp3" length="1002292" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/460331A_made-up-consciousness.mp3" length="1002292" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/460331A3.mp3" length="13602589" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2011 03:01:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[สังเกตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12221</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_27.31_28.14.mp3">เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ</a></p>
<div id="attachment_12372" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12372" title="เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/Right-or-Wrong-Button-400x333.jpg" alt="เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก" width="400" height="333" /><p class="wp-caption-text">เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>คือ พึ่งเริ่มฝึก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าที่ฝึกนี้ ถูกต้องไหม</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : ถูกแล้วนะที่ฝึก ต้องฝึกนะ เวลาที่เรา ฝึกมันก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่อย่างน้อยที่ฝึกเนี่ย ถูกแล้ว</strong> (โยม : ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ขอบคุณค่ะ) ต้องฝึกไปเรื่อยๆ <strong>วิธีฝึกก็ไม่มีอะไรหรอก สังเกตใจเราไว้</strong> ใจเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็สุข บางวันก็ทุกข์ บางวันก็ดี บางวันก็ร้ายใช่มั้ย ในวันเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน ดูออกมั้ย เช้าสายบ่ายเย็นความรู้สึกไม่เหมือนกัน ให้เราคอยรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆนะ อย่าแทรกแทรง อย่าไปห้ามมันว่า ความรู้สึกต้องดีห้ามรู้สึกชั่วอะไรนี้  ไม่ห้ามเลย ให้รู้ไปลูกเดียว</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" target="_blank">510315</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๑ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๔<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/14/12221/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510315_27.31_28.14.mp3" length="688854" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510315.mp3" length="53837330" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/13/12217/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/13/12217/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Nov 2011 03:02:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ขยัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึก]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึกทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึกสุข]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12217</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540330_36.58_38.33.mp3">ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<div id="attachment_12366" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12366" title="ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/large_questionbook-400x400.gif" alt="ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร" width="400" height="400" /><p class="wp-caption-text">ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร</p></div>
<p><strong>โยม :</strong> เวลาที่เราไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ใหน กำลังหลงอารมณ์อะไรอยู่ เราควรทำอย่างไรดีคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> ก็หัดรู้ทันนะ หัดรู้ทันความรู้สึกของตัวเองไป <strong>เราทุกคนสามารถรู้ความรู้สึกของตัวเองได้ ความรู้สึกทุกชนิดเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้</strong></p>
<p>มีใครไม่รู้จักว่าโกรธเป็นไงบ้าง มีมั้ย ใครไม่รู้จัก ไม่เคยโกรธ ใครไม่เคยโลภ ใครไม่เคยหลง ใครเคยกลัวบ้าง มีมั้ย ใครเคยกลัว (โยมเริ่มยกมือ) มีคนเดียวเคยกลัว อ้อ มีสองคน สามคน มีใครเคยอิจฉาบ้างมีมั้ย เคยทุกคนแหล่ะ <strong>ความรู้สึกทุกชนิดนะเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้ว่าตอนนี้ใจของเรารู้สึกอะไร ใจไม่ได้หลงไปใหนนักหนาหรอก เรานั่นแหล่ะไม่ยอมดูเอง</strong> ถ้าขยันดู เราก็จะรู้เลยว่าตอนนี้ความรู้สึกของเราเป็นยังไง ความสุขรู้จักมั้ย ความทุกข์ก็รู้จักใช่มั้ย ดีใจ เสียใจ กลัว กังวล รู้จักทุกอย่าง เซ็งรู้จักมั้ย เซ็งกับโกรธเหมือนกันมั้ย ไม่เหมือน เห็นมั้ย แยกเป็น ตอนนี้ความรู้สึกเป็นยังไง</p>
<p><strong>รู้ลงไป รู้ทันความรู้สึกที่กำลังเกิดอยู่ สดๆร้อนๆในใจ ตัวเองนะ ฝึกอย่างนี้แหล่ะ แล้วถึงจะเข้าใจว่าจิตมันเป็นยังไง</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลตำรวจ<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ </em><em>โรงพยาบาลตำรวจ</em><br />
<em> File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" target="_blank">540330</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๓๖ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๓๘ วินาทีที่ ๓๓</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/13/12217/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540330_36.58_38.33.mp3" length="1513575" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540330.mp3" length="50939940" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>สติทางโลก สติทางธรรม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/12/12375/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/12/12375/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Nov 2011 03:55:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ทางโลก ทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติตัวจริง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ขาดสติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติทางโลก]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฎฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12375</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_42.13_44.42.mp3">สติทางโลก สติทางธรรม</a></p>
<div id="attachment_12388" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-12388" title="สติทางโลก สติทางธรรม" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/d397bc9b6badc17e1b9158579d0cfb4f-400x280.jpg" alt="สติทางโลก สติทางธรรม" width="400" height="280" /><p class="wp-caption-text">สติทางโลก สติทางธรรม</p></div>
<p><strong>โยม :</strong> ผมได้มีโอกาสได้สอนแฟนครับ เรื่องมีสติครับ แต่ว่าผมยังสอนเค้าไม่เข้าใจครับ ว่าสติแบบทางธรรม กับสติแบบทางโลกว่าเป็นยังไง ขอโอกาสหลวงพ่อครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : คือสตินะ สติแปลว่าความระลึก ความระลึกได้ เป็นตัวที่คอยรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจของเรา อันนี้เป็นสติในการปฏิบัติธรรม</strong> สติอย่างโลกๆนะ คือเมื่อไรที่จิตเป็นกุศลนะ เมื่อนั้นมีสติอยู่แล้ว แต่เป็นสติโลกๆ แต่ถ้าเมื่อไรจิตเป็นอกุศล เมื่อนั้นไม่มีสติ เราสนใจ ถ้าสอนเพื่อนนะ <strong>สอนให้มาทำสติปัฏฐานไว้ สติรู้กาย สติรู้ใจสอนตัวนี้บ่อยๆ แล้วสติโลกๆ ก็จะดีขึ้นเอง</strong>แหละ เราเอาสติชั้นยอดก่อน เดี๋ยวสติชั้นรองมันก็ได้เองแหละ ส่วนที่คนในโลกพูดเรื่องคำว่าสติ มันยืมคำว่าสติของพระพุทธเจ้าไปใช้ คนในโลกไม่มีสติ ขาดสติเป็นส่วนใหญ่ อย่างเมาเหล้า เมาเหล้าขับรถให้มีสติอะไรแบบนี้ ไม่มีหรอก เค้าแค่บอกว่า อะไรนะ อย่าใจลอย อย่าลืมตัว จริงๆ คนเราใจลอยตลอดเวลาไม่เห็นหรอก ในโลกนะหาคนมีสตินะหายากจริงๆ จิตหนีไปคิดหรือยัง</p>
<p><strong>โยม :</strong> หนีไปคิดแล้วครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> เอ่อขาดสติแหละ ให้รู้แบบนี้บ่อยๆ นะ ถ้าไปสอนเพื่อนนะ เวลาเพื่อนหนีไปคิดนะ ถ้าเค้ารู้ตรงนี้ได้ เค้าก็จะมีสติขึ้นมา จิตหนีไปคิดแล้วรู้บ่อยๆ จะมีทั้งสติ มีทั้งสมาธิเลย <strong>ไปสอนกรรมฐานนะ สอนเบื้องต้นเลยนะ ง่ายที่สุดเลย บอกให้รักษาศีล 5 ไว้ก่อน ถัดจากนั้นนะถ้าจิตหนีไปคิดแล้วคอยรู้ไว้ ตัวนี้จะได้ทั้งสติ จะได้ทั้งสมาธิเลย ถ้าเมื่อไรเค้ารู้ทัน ว่าจิตหนีไปคิดนะ ตรงที่รู้ทันนั้นมีสติ ทันทีที่รู้ทันนะ จิตก็จะตั้งมั่น มีสมาธิขึ้นมา พอจิตเค้าตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูได้แล้ว ถ้ดจากนั้นก็สอนให้เค้าเดินวิปัสสนาต่อ ให้เค้ารู้กายรู้ใจไป ดูกายดูใจมันทำงาน</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า<br />
</em><em>CD: ๔๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3">540730B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๔๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/12/12375/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540730B_42.13_44.42.mp3" length="2386266" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/041/128/540730B.mp3" length="50300262" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การเดินมรรค</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/01/12133/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/01/12133/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 Oct 2011 23:14:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดดับ]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12133</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Mp3 for download:</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/samatimuk_530425A1.mp3" target="_blank">การเดินมรรค</a></p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img title="การเดินมรรค" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/stone-steps-and-a-path-cut-through-dense-jungle-and-palm-trees.jpg" alt="การเดินมรรค" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">การเดินมรรค</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>ใจลอยไปแล้วรู้ ใจฟุ้งซ่านไปแล้วรู้ ใจฟุ้งไปแล้วรู้ รู้อย่างนี้เรื่อยนะ ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา</strong> สมาธิชนิดนี้คือความตั้งมั่น คือ พูดภาษาไทยง่ายๆ นะ คือ จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจไม่ลืมเนื้อลืมตัว จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้วถัดจากนั้นเรามาเดินสติปัฏฐานที่ให้เกิดปัญญา</p>
<p>พอจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว สติระลึกรู้ลงในรูปธรรมนะ จะเห็นรูปธรรมไม่ใช่ตัวเรา สติระลึกรู้ลงในเวทนา จะเห็นว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเรา ในขณะที่ใจเราตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นผู้รู้ผู้ดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูนี่แหละ เรียกว่ามีสมาธิล่ะ แล้วก็สติเกิดระลึกรู้ เห็นเวทนาทางใจ ก็จะเห็นว่าเวทนาทางใจไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เห็นกุศลเห็นอกุศล จะเห็นว่ากุศลและอกุศลไม่ใช่เรา</p>
<p>ทีนี้ตัวผู้รู้เนี่ย มันจะรู้สึกเหมือนกับทรงอยู่ แต่ถ้าทำแค่ขณิกสมาธิเนี่ย ตัวผู้รู้จะไม่อยู่นาน ประเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ประเดี๋ยวก็เป็นผู้คิด ประเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ประเดี๋ยวก็เป็นผู้หลงไปเลย ไม่รู้คิดเรื่องอะไร ประเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ประเดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง ตัวผู้รู้เองก็เกิดดับ <strong>จิตนี้เองเกิดดับ ไม่เที่ยงด้วย ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เท่าๆกับขันธ์อื่นๆนั่นเอง</strong> เนี่ยการเดินปัญญาทำอย่างนี้นะ รู้ลงไปในกาย  มีสติระลึกรู้กายที่กำลังปรากฏอยู่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ลืมเนื้อลืมตัว เนี่ยคือจิตที่มีสมาธิได้มาด้วยการทำฌาณก็ได้นะ ได้มาด้วยการรู้ทันจิตที่ไหลไปๆ แล้วรู้บ่อยๆ เนี่ย มันจะตั้งมั่นขึ้นเอง พวกเราใจไหลไปแล้วรู้ ไหลแล้วรู้เนี่ย ใจมันจะมาอยู่กับเนื้อกับตัว</p>
<p>พอใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้วมันจะรู้สึกขึ้นมานะว่า ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว ใช้คำว่าร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เนี่ย ไม่ใช่ตัวเรา ดูกายเนี่ยจะดูลงปัจจุบันขณะนะ  ดูลงขณะปัจจุบันนี้เลย เนี่ยๆ กำลังเคลื่อนอยู่เนี่ย เรารู้ได้มั้ย รู้ได้ เพราะจิตมันเป็นคนไปรู้กาย แต่ว่าการดูจิตเนี่ยจะไม่ดูลงปัจจุบันขณะ การดูจิตจะดูด้วยลักษณะที่เรียกว่า ดูปัจจุบันสันตติ  ไม่เหมือนกันนะ ปัจจุบันขณะก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตานี้เอง ปัจจุบันสันตติคือสิ่งที่เนื่องอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันเป๊ะๆไม่ได้ เพราะจิตนั้นรู้อารมณ์ได้ครั้งละอย่างเดียว อย่างร่างกายเคลื่อนไหวเนี่ย จิตดูลงปัจจุบันได้ เพราะจิตมารู้กาย แต่จิตจะไปรู้จิตเนี่ยไม่ได้ จิตจะไปรู้จิตในขณะ ขณะนั้นนะ ในขณะที่เดินปฏิบัติปกติเนี่ยไม่ได้ แต่ในขณะที่เกิดอริยมรรคได้นะ คนละอันกันนะ คนละเรื่อง ที่ท่านว่าจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรคนั้น ท่านพูดถึงอริยมรรคเลย เฮ้อ เหนื่อย เทศน์มันยากมากเลย มัน intensive course</p>
<p>เพราะงั้นดูกายเนี่ยนะ ดูมันลงปัจจุบัน ดูจิตนั้น ดูมันเนื่องกับปัจจุบัน เช่น มันโกรธ พอมันโกรธปุ๊บ สติรู้ว่าโกรธ ในขณะที่จิตมีสติรู้ว่าโกรธเนี่ย ความโกรธนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ความรู้ รู้ว่าเมื่อกี้โกรธนั้นเป็นปัจจุบัน ความโลภเกิดขึ้น ความโลภเป็นปัจจุบัน สติรู้ว่าเมื่อกี้โลภ โลภเป็นอดีตละ จิตที่มีสตินี้เป็นปัจจุบัน</p>
<p><strong>จิตที่มีสติมันเกิดตามหลังจิตที่มีกิเลสนะ เพราะงั้นตรงที่มีกิเลสเนี่ย ดูไม่ได้ เพราะในขณะที่กิเลสเกิดเนี่ย สติไม่มี ในขณะที่มีสติน่ะไม่มีกิเลส เพราะงั้นการที่เราเห็นว่าจิตมีกิเลสน่ะ เราเห็นตามหลังทั้งสิ้น </strong>เพราะฉะนั้นการดูจิตนี่นะ จะตาม แต่ตามแบบติดๆนะ เมื่อวานโกรธวันนี้รู้ไม่เรียกว่าปัจจุบันสันตตินะ เพราะว่าห่างไกลมาก นั่นเป็นอดีตสันตติแล้วไม่ใช่ปัจจุบันละ</p>
<p>เพราะงั้นการดูจิตนะ ดูแบบติดๆ เลย โกรธขึ้นมาก่อน รู้ว่าโกรธ นี่เห็นหางความโกรธๆไหวๆ หายแว้บไปต่อหน้าต่อตา นี่ เห็นหางเท่านั้นนะ ไม่เห็นตัวมันหรอก งั้นดูอย่างนี้นะ ดูไปเรื่อย แต่จิตต้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ตัวนี้แหละคือตัวสัมมาสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู สติระลึกรู้กายลงเป็นปัจจุบัน สติตามรู้จิตที่ดับไปสดๆร้อนๆ นะ เนี่ยในขณะที่เดินมรรคเขาเดินกันอย่างนี้ ในขณะที่เกิดอริยมรรคเป็นอีกแบบนึง คนละเรื่องกัน อย่าไปปนกัน</p>
<p>พอเราเจริญมากๆนะ จะได้อะไร จะได้ตัวของปัญญา ปัญญา คือสัมมาทิฐิ คือสัมมาสังกัปปะ สัมมาทิฐิคือความเห็นแจ้งในอริยสัจจ์ รู้ว่าตัวตนไม่มีหรอก ตัวตนมีแต่ทุกข์ ขันธ์มีแต่ตัวทุกข์ ขันธ์ไม่ใช่ตัวตน พอมีอย่างนี้นะใจมันก็ดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท ดำริออกจากการเบียดเบียน ก็ตัวเราไม่มีจะมีกามไปทำไม จะพยาบาททำไม จะเบียดเบียนยังไง ใจก็พ้นจากกิเลส พ้นจากทุกข์ พ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างไป</p>
<p>เนี่ยวันนี้เทศน์เรื่องมรรคให้ฟังนะ มรรคมีหนึ่งนะ แต่มีองค์แปด แต่ไม่ได้มีแปดมรรคนะ ถ้าแปดมรรคเรียกมักมาก มรรคมีหนึ่งเท่านั้นแต่มีองค์แปด คล้ายๆ แมงมุมมีหนึ่งตัวแต่มีแปดขา หักออกขานึงก็พิการละ ใช้ไม่ได้ อริยมรรคจะไม่เกิดนะ ถ้าขนาดส่วนใดส่วนหนึ่ง</p>
<p>เพราะฉะนั้นส่วนแรกเลยที่ต้องรักษาคือศีล จำไว้นะ ตั้งใจ แล้วพยายามดำรงชีวิตอย่างสุจริต<strong> พยายามฝึกจิตฝึกใจไปเรื่อย คอยรู้ทันจิตไป กิเลสเกิดรู้ทัน อย่าให้มันครอบงำ</strong> รู้ทันกิเลสได้บ่อยๆ ใจก็มีกุศลมากขึ้นๆ แล้วก็หัดรู้สภาวะของรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย จนกระทั่งสติมันเกิด แล้วก็ฝึกจิตไป จิตไหลไปแล้วรู้ๆ สมาธิก็เกิด ในที่สุดก็มีสมาธิ มีสติรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางคือจิตมีสมาธิ<strong> เมื่อมีสติรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางมากพอ ปัญญาจะเกิด จะเห็นแจ้งว่ารูปธรรมนามธรรมไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่ตัวทุกข์ล้วนๆ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ล้วนๆ</strong> พอปล่อยวางได้นะ คุณงามความดีทั้งหลายเนี่ยสมบูรณ์แบบหมดเลย ความสุขอันมหาศาลจะเกิดขึ้น</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชแสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔<br />
File: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530425A.mp3" target="_blank">530425A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๑  ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๑๕</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/01/12133/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/samatimuk_530425A1.mp3" length="5836826" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/samatimuk_530425A.mp3" length="5836826" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530425A.mp3" length="28225533" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ตัวที่ทำให้เราทุกข์คือความคิดของเราเอง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/24/12104/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/24/12104/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Oct 2011 00:18:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>simpleid123</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[หนีทุกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12104</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530522_3-times-of-suffering.mp3">Mp3 for download </a><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530522_3-times-of-suffering.mp3">530522_3 times of suffering</a></p>
<div id="attachment_12152" class="wp-caption alignnone" style="width: 344px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/bedgirlroomthinkingwhitealone-174dc568b23af3a1affe51a4f7b2f4f3_h.jpg" alt="ตัวที่ทำให้เราทุกข์คือความคิดของเราเอง" title="ตัวที่ทำให้เราทุกข์คือความคิดของเราเอง" width="334" height="500" class="size-full wp-image-12152" /><p class="wp-caption-text">ตัวที่ทำให้เราทุกข์คือความคิดของเราเอง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : สังเกตดูเถอะ ตัวที่ทำให้เราทุกข์มากนะ คือความคิดของเราเองนี่เอง</strong> คิดไปก่อนแล้วก็กังวลนะ ระหว่างเจอปัญหาก็มัวแต่คิดวุ่นวายว่าทำยังไงจะไม่มีปัญหา ทั้งๆที่ปัญหามีแล้ว แทนที่จะคิดแก้ปัญหา คิดลดความรุนแรงของปัญหา ก็กลายเป็นคิดว่าทำยังไงปัญหาจะไม่มี อยากให้มันไม่มี พอปัญหามันต้องมี ก็ทุกข์สิ พอความเสียหายเกิดขึ้นแล้วก็อาลัยอาวรณ์ คร่ำครวญถึงอดีตที่เสียไปแล้วก็ทุกข์อีก เพราะงั้นความทุกข์เกิดได้สามเวลาเลย สามกาล สามกาละ แต่ทั้งหมดเลยมาจากคิดเอานะ</p>
<p>เรามาฝึกใจง่ายๆเลย ทำยังไงเราจะหลุดออกจากโลกของความคิด เรามาอยู่ในโลกของความรู้สึกตัว <strong>ถ้าเราอยู่ในโลกของความรู้สึกตัวได้ เราจะไม่กังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เราจะไม่คร่ำครวญถึงอดีต</strong> <strong>เราจะมีสติอยู่ในปัจจุบัน</strong> พระพุทธเจ้าท่านยกย่องมากนะ บอกว่าอดีตก็ผ่านไปแล้วนะไม่คร่ำครวญถึง อนาคตยังมาไม่ถึง ให้มีสติ มีสติมีปัญญาอยู่กับปัจจุบัน นี่ท่านยกย่องมากเลย</p>
<p>คนที่มีชีวิตอย่างนี้ คนที่ชีวิตแบบนี้จะไม่ทุกข์หรอก งั้นเราพยายามฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน จิตจะไหลไปคิดเรื่องอดีต รู้ทัน จิตจะกังวลไปถึงอนาคต รู้ทัน รู้ทันจิตอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกว่ามีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องไปรู้ทันอะไรหรอก รู้ทันจิตอยู่กับปัจจุบันนี่แหละ ถ้าเราไม่รู้ทันจิตในปัจจุบันนะ จิตก็จะหลงไปอดีตมั่ง ไปคร่ำครวญถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว หลงไปอนาคต ไปกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตอยู่กับปัจจุบัน ความทุกข์จะเข้ามาไม่ได้ อดีตมันก็ไม่มีนี่ เพราะใจไม่หลงไปคิด <strong>อดีตไม่ได้มีจริง เป็นแค่ความคิดล้วนๆเลย</strong> อดีตจบไปหมดแล้ว ไม่มีเหลือแล้ว เหลือแต่ความจำ นึกออกมั้ย อดีตเหลือแต่ความจำไม่ได้มีจริงละ เราไปจำแล้วเราก็เจ็บอกเจ็บใจเสียอกเสียใจ เพราะฉะนั้นใจเราหลงไป คิดถึงอดีต จำได้ แล้วคิดถึง ก็ทุกข์ ใจเรากังวล ปรุงแต่งไปถึงอนาคตก็ทุกข์อีก <strong> </strong></p>
<p><strong>พยายามมีสติอยู่กับปัจจุบัน รู้ทันใจของเรา ใจไหลไปอดีตก็รู้ ใจไหลไปอนาคตก็รู้ ใจกำลังคิดวุ่นวายอะไร ลืมกายลืมใจอยู่ในปัจจุบัน เราก็คอยรู้สึก เนี่ยรู้อยู่ในปัจจุบันนะ ความทุกข์จะเข้ามาไม่ได้ ถ้าไม่รู้อยู่ในปัจจุบันมันก็จะหลงไปอดีต ไปอนาคต</strong></p>
<p>ความทุกข์สามกาลนะเราแก้ไปได้สองละ ถ้าเรามีสติอยู่กับปัจจุบันนะ ความทุกข์ในอดีตไม่มีละ ความทุกข์ในอนาคตไม่มีละ เหลืออันเดียว อยู่กับปัจจุบันนะ อยู่กับปัจจุบันมันมีจริง ปัจจุบันมีจริง อดีตอนาคตไม่มี อดีตจบไปแล้วไม่มีแล้ว อนาคตยังไม่เกิด แต่ปัจจุบันมีจริง เพราะงั้นความทุกข์ในปัจจุบันมีจริงๆ ไม่ใช่ความทุกข์ที่คิดเลื่อนๆลอยๆ</p>
<p>อะไรที่เป็นความทุกข์ของปัจจุบัน รูปธรรม นามธรรม กายกับใจเราเนี่ย เป็นตัวทุกข์ในปัจจุบันนี่เอง อย่างคนทุกข์ถึงอดีตใช่มั้ย จริงๆ คือทุกข์ในปัจจุบัน ใช่มั้ย คนกังวลถึงอนาคตก็คือกังวลอยู่ในปัจจุบัน งั้น<strong>ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันนะ เรามีสติ รู้จิตรู้ใจตัวเอง มันจะปรุงความทุกข์ขึ้นมารู้ทันมัน ความทุกข์ทางใจจะหายไป </strong>เหลือแต่ความทุกข์ทางร่างกาย เพราะงั้นความทุกข์ในปัจจุบันมีจริงๆ คือรูปธรรมนามธรรมมีจริงๆ ไม่ใช่ฝันๆเอา ไม่ใช่คิดๆเอา ไม่ใช่จำๆเอาแต่มันมีอยู่จริง</p>
<p><strong>เวลามีความทุกข์นะ ไม่ได้ให้หนีทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ทุกข์</strong> <strong>อะไรเป็นทุกข์ กายนี้เป็นทุกข์ ใจนี้เป็นทุกข์ งั้นเราคอยรู้ลงในกายรู้ลงในใจบ่อยๆนะ</strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
</em><em>แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
</em><em>บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
</em><em>แสดงธรรมเมื่อวัน</em>เสาร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓</p>
<p><em>CD: </em><em>สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕</em><em> </em></p>
<p><em>File: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530522.mp3">530522</a><br />
</em><em>Track:</em><em>3<br />
</em><em>ระหว่างนาทีที่ </em><em>๕ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๐๕</em></p>
<p><strong><br />
</strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/24/12104/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530522_3-times-of-suffering.mp3" length="4230608" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530522_3-times-of-suffering1.mp3" length="4230608" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/530522.mp3" length="13207440" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/22/12076/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/22/12076/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Oct 2011 00:23:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จริต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[ทางสายกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฐฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ได้ผลเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เนิ่นช้า]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่เพ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12076</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510308_22.21_24.30.mp3" target="_blank">ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า</a></p>
<div id="attachment_12100" class="wp-caption alignnone" style="width: 370px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/awb_image5112553141930.jpg" alt="ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า" title="ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า" width="360" height="450" class="size-full wp-image-12100" /><p class="wp-caption-text">ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ค่อยๆฝึกเอานะ ขั้นแรกสุดฝึกรู้สึกตัวให้เป็นก่อน คนในโลกรู้สึกตัวไม่เป็น หลงไปคิดไปนึกไปปรุงไปแต่ง ตอนหลงไปคิดนึกปรุงแต่งก็ลืมกายลืมใจ เมื่อไรที่ลืมกายลืมใจก็คือไม่ได้ทำวิปัสสนา ไม่ได้ทำสติปัฏฐานที่เป็นวิปัสสนา เพราะฉะนั้นให้คอยรู้สึกกายรู้สึกใจ</p>
<p>ขณะเดียวกันไม่เพ่งกายเพ่งใจ ถ้าเพ่งกายเพ่งใจนะเป็นการทำสมถะ หรือบางทีก็เป็นสติปัฏฐานแบบสมถะ ในสติปัฏฐานมีสมถะปนอยู่ด้วยนะ ต้องระวังนิดนึง ทำไมท่านสอนสติปัฏฐานมีสมถะเจืออยู่ด้วย เพราะบางคนต้องทำสมถะก่อน ท่านก็เลยสอนรวมไว้ด้วย เพื่อให้ธรรมอันนี้ครอบคลุมสมบูรณ์ ครอบคลุมทุกๆจริต สำหรับพวกตัณหาจริตต้องทำสมถะก่อน พวกทิฎฐิจริตก็เจริญวิปัสสนารวดไปเลย (หมายเหตุ ทิฎฐิจริตนั้น เมื่อเจริญวิปัสสนาไปช่วงหนึ่งแล้ว ก็ต้องกลับมาทำสมถะ เพราะจิตจะหมดกำลัง ไม่ตั้งมั่นจริง พบในคำสอนของหลวงพ่อในที่อื่นๆ &#8211; ผู้ถอด)</p>
<p>ตั้งอกตั้งใจศึกษานะ ศึกษาไป พอเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อบอกแล้ว <strong>เส้นทางนี้สั้นนิดเดียว เพราะว่าพระพุทธเจ้าเคยบอกท่านพระอนุรุทธะว่า ธรรมในพระธรรมวินัยของท่านนี้ เป็นธรรมแห่งความไม่เนิ่นช้า</strong> ถ้าทำมาหลายปีแล้วเหมือนเดิม ล้มลุกคลุกคลานเหมือนเดิม วันนี้สงบพรุ่งนี้ฟุ้งซ่าน วันนี้ดีพรุ่งนี้ร้าย คุ้มดีคุ้มร้ายอยู่อย่างนี้ ไม่ถูกแน่ๆ <strong>ทำไปได้เดือน 3 เดือน หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน อย่างนี้ต้องเห็นผล ต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้</strong></p>
<p><strong>ศีลสมบูรณ์ขึ้น สมาธิจิตตั้งมั่นมากขึ้น เข้าใจความเป็นจริงของรูปนามมากขึ้น ให้รู้กายรู้ใจเอานะ อย่าลืมตัว อย่าหลงไป อย่าเผลอไป (หมายถึง เมื่อลืมตัวแล้วก็รู้ทัน เมื่อหลงไปแล้วก็รู้ทัน เมื่อเผลอไปแล้วก็รู้ทัน ไม่ใช่ห้ามลืมตัว ไม่ใช่ห้ามหลงไป ไม่ใช้ห้ามเผลอไป &#8211; ผู้ถอด) แล้วก็อย่าเพ่งกายเพ่งใจ (หมายถึง เมื่อเพ่งกายก็รู้ทัน เมื่อเพ่งใจก็รู้ทัน ไม่ใช่ห้ามเพ่งกาย ไม่ใช่ห้ามเพ่งใจ &#8211; ผู้ถอด)</strong></p>
<p><strong>ถ้าเราไม่เผลอเลื่อนลอยไป แล้วก็ไม่เพ่งกายเพ่งใจ เราก็จะเดินสู่ทางสายกลาง ทางสายกลางทำให้เรารู้กายตรงตามความเป็นจริง รู้จิตตรงตามความเป็นจริง เรียกว่าทำสติปัฏฐาน นี้เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นนะ ไม่มีทางสายที่สองให้เลือก </strong></p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510308.mp3" target="_blank">510308</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๒๑ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๓๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/22/12076/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/510308_22.21_24.30.mp3" length="2064776" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/024/128/510308.mp3" length="23664878" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 22:50:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เบลอ รู้ไม่ชัด]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยินดี]]></category>
		<category><![CDATA[ยินร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[อกุศล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12041</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_6.46_8.02.mp3" target="_blank">เราต้องอยู่ได้ในทุกสถานการณ์</a></p>
<div id="attachment_12062" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/screen2-400x250.jpg" alt="เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์" title="เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์" width="400" height="250" class="size-large wp-image-12062" /><p class="wp-caption-text">เราต้องอยู่ให้ได้ในทุกสถานการณ์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>มืดมาเหรอ มืดก็รู้ เวลาเราป่วยไข้ สมมุติว่าเราป่วยหนัก โคม่าแล้วนะ แหมจะให้จิตประภัสสรเหรอ บางทีมันไม่เป็นน่ะ เจ็บมากเลย ทุรนทุรายเลย รู้มันด้วยความเป็นกลางเลย เห็นร่างกายทุรนทุราย จิตรู้ด้วยความเป็นกลาง ตายอย่างนี้ไม่เสียประโยชน์เลย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ให้ได้ในทุกๆสถานการณ์ ทุกปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ทางบวกเราก็เป็นกลาง ปรากฏการณ์ทางลบเราก็เป็นกลาง ถ้ามันไม่เป็นกลางขึ้นมาให้รู้ทัน รู้ทันนะมันจะเป็นกลางของมันเอง ตัวนี้สำคัญนะ ไม่ใช่ฝึกเอาดี เพราะดีไม่เที่ยง ไม่ใช่ฝึกเอาสุขนะ เพราะสุขมันไม่เที่ยง</strong></p>
<p>แต่ถ้าฝึกแล้วนะ สุดขีดแล้วนะ มันดีนะ มันสุขนะ มันสงบนะ สงบนะโลกจะแตกมันก็ยังสงบอยู่อย่างนั้นนะ เพราะโลกมันกระเทือนเข้ามาไม่ถึงจิต ใครจะทุกข์อย่างไรนะ ธาตุขันธ์จะแตกจะดับ จะทุกข์ขนาดไหน จิตก็มีความสุขอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะว่าสิ่งต่างๆกระทบเข้ามาไม่ถึงจิต จิตที่ฝึกดีแล้วจึงนำความสุขมาให้ แต่ไม่ใช่สุขอย่างที่พวกเราสัมผัส เป็นความสุขที่พ้นจากความปรุงแต่ง</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๐๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/19/12041/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540709B_6.46_8.02.mp3" length="1223085" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Oct 2011 21:24:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ดักจ้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ดักดู]]></category>
		<category><![CDATA[ตามดู]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11707</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/530111_2039_2127.mp3" target="_blank">อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</a></p>
<div id="attachment_11847" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/fishbones-400x262.jpg" alt="อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้" title="อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้" width="400" height="262" class="size-large wp-image-11847" /><p class="wp-caption-text">อย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> <strong>เวลาที่เราจะดูจิตดูใจ เราอย่าไปดักจ้องไว้ก่อน</strong> บางคนไปจ้องรอดูว่าเมื่อไหร่จิตจะมีปฎิกริยาอะไรขึ้นมา ถ้าเราไปจ้องไว้ จิตจะนิ่งๆ ทื่อๆ ไม่มีอะไรให้ดูเลย</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นการดูจิตที่ดี ปล่อยให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามรู้เอา</strong> มันโกรธขึ้นมา อ้อ มันโกรธขึ้นมาแล้ว มีคำว่าแล้วด้วย มันโกรธขึ้นมาแล้วเรารู้ทัน จิตมันโกรธขึ้นมา มันอยากแล้ว มันเห็นสาวมันอยากจีบเค้าเนี่ย รู้ว่ามันอยากแล้ว นี่ความอยากเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าอยาก ความโกรธเกิดขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ใจลอยไปก่อนแล้วรู้ว่าใจลอย ฟุ้งซ่านไปก่อนแล้วรู้ว่าฟุ้งซ่าน หดหู่ไปก่อนแล้วรู้ว่าหดหู่ ให้ความรู้สึกมันเกิดขึ้นก่อน อย่าไปดักดู ถ้าเราดักดูละก็จะไม่มีอะไรให้ดู ทุกอย่างมันจะนิ่งไปหมด</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สนามบินสุวรรณภูมิ<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: แสดงธรรมนอกสถานที่สนามบินสุวรรณภูมิ<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/530111.mp3" target="_blank">530111</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๙ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/06/11707/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/530111_2039_2127.mp3" length="763760" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/530111.mp3" length="81082785" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

