<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net &#187; วิหารธรรม</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/category/pawana/vihanratham/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2012 23:59:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[กรรมฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[กสิน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เอง]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13312</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540820_20.15_23.30.mp3" target='_blank'>ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</a></p>
<div id="attachment_13343" class="wp-caption alignnone" style="width: 368px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/00fi.gif" alt="ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา" title="ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา" width="358" height="269" class="size-full wp-image-13343" /><p class="wp-caption-text">ต้องรู้ตัวเอง กรรมฐานแบบไหนเหมาะกับตัวเรา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>งั้น<strong>เราต้องใช้อะไรช่วย ใช้โยนิโสมนสิการช่วย สังเกตตัวเองเอากรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา</strong> อย่างหลวงพ่อสอนสังเกตมั้ย<strong>หลวงพ่อไม่ได้สอนบอกว่า กรรมฐานต้องแบบนี้ต้องแบบนี้</strong> นึกออกมั้ย <strong>จะสอนหลักให้นะเสร็จแล้วเราต้องไปสังเกตเอาว่าเราใช้กรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเราเอง ทำแบบไหนจิตเราจะสงบได้สมถะกรรมฐาน หลวงพ่อสอนหลักให้ว่าถ้าจะทำสมถะกรรมฐานนะ ศีลต้องมีนะไม่มีไม่ได้ ต้องมีศีลรองรับไว้ก่อน ต้องรู้จักเลือกอารมณ์ที่ว่าอยู่กับอารมณ์อันนั้นแล้วจิตใจมีความสุข</strong> <span style="text-decoration: underline;">อารมณ์นั้นต้องไม่ยั่วกิเลส</span> นี่อยู่อย่างมีความสุขแต่อยู่กับกิเลสอย่างนั้นใช้ไม่ได้ น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์​อันเดียว รู้ไปอย่างสบายๆ เคล็ดลับอยู่ที่สบายๆ</p>
<p>สอนหลัก ส่วนพวกเราก็ต้องไปดูเอาเอง คนนี้ไปดูไฟดูด้วยใจที่สบายๆ ถือศีลไว้ก่อนแล้วก็ไปดูไฟ ดูด้วยใจสบาย ดูแล้วชอบเห็นไฟนี้ชอบ ความจริงคนจำนวนมากชอบดูไฟนะ ยิ่งไฟไหม้นี่ชอบมากเลย พวกนี้ควรจะหัดกสิณไฟไว้นะ ใครเวลาไฟไหม้ชอบไปดูมีมั้ย ในห้องนี้มีมั้ย ยกมือให้หลวงพ่อดูซิ ไม่มีเลยเหรอ แปลก เห็นเวลาไฟไหม้ทีคนแน้นแน่นชอบดูไฟ ดูไฟมันสะบัดนะ ทำกสิณไฟก็ดูเปลวไฟนะมันไหวๆ มันจะเร้าใจสนใจ ถ้าใจชอบนะใจก็จดจ่อมีความสุข บางคนไม่ชอบดูไฟ ไปดูอย่างอื่น อย่างอาจารย์มหาวิบูลย์อยู่แม่สอด แรกๆดูไฟนะเล่นกสิณไฟ ทำกสิณไฟไว้วันนึงนะนั่งไปนั่งไป นั่งหลับตาเนี่ย โหวันนี้กสิณดีจังเลยนะได้กลิ่นไฟไหม้แล้วก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆจนเอ่ะใจลืมตานะ ไฟกำลังจะไหม้กุฏิแล้วเทียนมันล้มไปนะ หลัังจากนั้นท่านเปลี่ยนเป็นกสิณน้ำ ท่านเลยเก่งกสิณน้ำ หลวงปู่คำพันธ์ ใครเคยได้ยินชื่อหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย เก่งปฐวีกสิณเก่งกสิณดิน</p>
<p>เห็นมั้ยครูบาอาจารย์แต่ละองค์นะ ลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันแล้วนะ ครูบาอาจารย์ลงมาในรายละเอียดการปฏิบัติไม่เหมือนกันหรอก ต้องไปสำรวจตัวเองนะว่ากรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเอง อยู่แล้วมีความสุข อยู่แล้วรู้สึกตัวมีความสุขอยู่แล้วไม่ยั่วกิเลส ก็อยู่กับอารมณ์อันนั้นแหล่ะ ก็จะได้สมาธิได้สมถะกรรมฐาน นั้นหลวงพ่อจะสอนหลักนะ พวกเราต้องไปดูเอาเองว่าเราใช้กรรมฐานอะไรแล้วเหมาะกับตัวเอง อย่าเที่ยวเชื่อคนง่ายนะและอย่าตามอาจารย์​ หลวงพ่อทำอานาปานสติ ไม่ใช่ทุกคนต้องทำสมถะด้วยอานาปานสติ ไม่ใช่ หลวงพ่อเจริญวิปัสสนาโดยใช้จิตตานุปัสสนา ไม่ใช่ทุกคนต้องทำจิตตานุปัสสนา</p>
<p><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em></p>
<p><em> CD: แสดงธรรมเทศนา สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540820.mp3">540820</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๕ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/12/13312/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540820_20.15_23.30.mp3" length="3112678" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/cd/041/mp3/540820.mp3" length="15715500" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ภาวนามานาน ไม่ค่อยมีพัฒนาการเลย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/12/02/12563/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/12/02/12563/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 03:08:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนนี้ภาวนาเป็นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับกายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนาแย่ลง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วัดผลการปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องอยู่]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับภาวนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=12563</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/p29.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12636" title="p29" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/p29.jpg" alt="" width="441" height="596" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download)</strong> : <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_15.59_17.55.mp3">ภาวนามานาน ไม่ค่อยมีพัฒนาการเลย</a></p>
<p><strong>โยม :</strong> กราบนมัสการค่ะหลวงพ่อ หนูอ่านหนังสือแล้วก็ฟังซีดีของหลวงพ่อมาสี่ปีครึ่งแล้วค่ะ แต่ว่าไม่เคยมาส่งการบ้านเลย ที่นี้หนูก็เลยสงสัยว่า ช่วงสี่ปีครึ่งที่ผ่านมา หนูทำผิดเข้ารกเข้าพงแล้วไม่รู้ตัวหรือเปล่าคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>หนูเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองมั้ย</p>
<p><strong>โยม : </strong>ถ้าเทียบกับตอนยังไม่ภาวนาเลยน่ะค่ะ ก็เห็นว่าเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเทียบกับสี่ปีครึ่งที่ผ่านมา มันเหมือนกับมันมีพัฒนาการน้อยมากเลยค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> พัฒนาการอยู่ที่ความเข้าใจ พัฒนาการไม่ใช่ว่าดีมากขึ้นสุขมากขึ้นสงบมากขึ้นนะ  แต่เข้าใจความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์มากขึ้น คลายความยึดถือออกไป มากขึ้น มากขึ้น ศีลสมาธิปัญญาดีขึ้น ดีขึ้น พัฒนาการเค้าดูกันตรงนี้ อย่างแต่ก่อนเราทำผิดศีลหน้าตาเฉย เดี๋ยวนี้ทำผิดศีลแล้วละอายใจ เนี่ยพัฒนาแล้วนะ หรือแต่ก่อนนะ ใจฟุ้งทั้งวันทั้งคืนไม่เคยรู้เคยเห็นเลย เดี๋ยวนี้ใจยังกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเป็นคราวๆ นี่ก็ดีขึ้นนะ แต่ก่อนไม่เคยเห็นหรอกร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นของถูกรู้ถูกดู เดี๋ยวนี้กายกับจิตแยกออกจากกันได้ นี่ก็ดีขึ้นนะ เพราะฉะนั้นเราภาวนาหาเครื่องอยู่ให้จิต ไปอยู่กับพุทโธอยู่กับลมหายใจนะทุกวัน ทำวันละสิบนาทีสิบห้านาทีก็พอ ทุกวันแบ่งเวลาไว้ซักสิบห้านาทีหรือสิบนาที สิบห้ามากไปก็เอาสิบ แล้วก็มาพุทโธ มาหายใจ ไม่ใช่ฝึกบังคับจิต แต่หายใจแล้วคอยรู้ทันจิตไป เคล็ดลับของการภาวนาอยู่ตรงนี้แหล่ะ ที่ภาวนากันล้มลุกคลุกคลานไม่ค่อยสำเร็จนะ เพราะชอบไปบังคับจิต หายใจแล้วจิตจะต้องนิ่งต้องสงบต้องดี มีคำว่าต้องเยอะแยะเลย บังคับมาก เปลี่ยนเป็นหายใจแล้วรู้ทันจิตไป หายใจแล้วจิตหนีไปคิดแล้วรู้ หายใจแล้วจิตเป็นสุขก็รู้ หายใจแล้วจิตเป็นทุกข์ก็รู้ ในที่สุดธาตุรู้ตัวรู้มันก็จะเด่นขึ้นมา จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนะ หมุนเวียนไปเรื่อยๆ</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๔๐<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" target="_blank">540709B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๙ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๕<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/12/02/12563/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/540709B_15.59_17.55.mp3" length="1852532" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/cd/040/128/540709B.mp3" length="40088349" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 03:34:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[**คลิปแนะนำ**]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติธรรมคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนลงมือปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปยาวพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูกาย / เวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญานำสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พองยุบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน หรือ คิดมาก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธินำปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[โกรธ]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[โมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[โลภะ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กายคตาสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ขณิกสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตพรากจากขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ซึม]]></category>
		<category><![CDATA[ฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดับทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรมนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรุงแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจุบัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พระอนาคามี]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[พ้นทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[วิมุตติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[อนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<category><![CDATA[อิริยาบถ]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปจารสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=3669</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-5299" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/why-249x300.jpg" alt="เราปฎิบัติเพื่ออะไร?" width="249" height="300" /></a>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3"><strong>เราจะปฏิบัติอะไร? ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ทำแล้วจะได้อะไร?</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><span style="color: #993300;">ที่นี่หลวงพ่อจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติให้ หลักของการปฏิบัติเราก็ต้องรู้ ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นยังไง ต้องตอบได้ชัดเจน เราจะปฏิบัติอะไร <strong>มีสองอย่างที่จะต้องปฏิบัติคือ &#8220;สมถะ&#8221; กับ &#8220;วิปัสสนา&#8221;</strong> ปฏิบัติเพื่ออะไร<strong> สมถะ ปฏิบัติเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะเดินวิปัสสนา ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะได้เห็นนู่นเห็นนี่มีตาทิพย์มีหูทิพย์</strong> บางคนอยากได้เจโตอยากได้ทิพจักษุ  หลวงพ่อเคยเจอนะ มีไอ้หนุ่มคนนึง มันภาวนาอยากได้ทิพจักษุ ถามว่าอยากได้ทำไม มันจะได้มองทะลุผ้าของคนอื่น มันเห็นธรรมะเป็นเรื่องอะไร จะทะลุฝาห้องของเค้าอะไรอย่างนี้ ได้เรื่องเลย มีจริงๆนะ สมถะนะ เราทำไปเพื่อให้ใจมีเรี่ยวมีแรงที่จะทำวิปัสสนา </span></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">วิปัสสนาทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา รู้ความจริงของกายของใจนี้ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดังนั้นทำเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ รู้แล้วได้อะไร รู้ถึงที่สุดแล้วมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ</span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดนะ อย่าไปวาดภาพพระอรหันต์ประหลาดเกินเหตุทำอะไรก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ วันๆต้องนั่งเซื่องๆเหมือนนกกระยางรอให้ปลามาใกล้ๆจะได้ฉกเอาเชื่องๆห้ามกระดุกกระดิก <strong>พระอรหันต์จริงๆก็คือท่านผู้ภาวนาจนมีปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์นะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์เห็นอย่างนี้ แล้วท่านปล่อยวางความยึดถือขันธ์ได้ จิตท่านแยกออกจากขันธ์ พรากออกจากขันธ์ ไม่ยึดถือขันธ์ ท่านเป็นอิสระจากขันธ์ ตัวขันธ์เป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เลยพ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่นี่พ้นทุกข์ พระอรหันต์ที่ตายแล้วเค้าเรียกดับทุกข์คือขันธ์มันดับ</strong> ไม่ใช่ไปเกิดอีกนะ หลายคนวาดภาพเป็นพระอรหันต์ไปเกิดอีกไปอยู่ในโลกนิพพาน อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก <strong><em>พระอรหันต์ นิพพานแล้วเหมือนไฟที่ดับไปแล้ว ไฟที่ดับแล้วอยู่ที่ใหน ใครจะรู้ </em>เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ ภาวนาทำสมถะเพื่อให้มีแรง ทำวิปัสสนา ทำวิปัสสนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจได้มันจะหมดความยึดถือ ปล่อยวางได้ พอปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้ เพราะตัวกายตัวใจตัวขันธ์นี้แหล่ะตัวทุกข์</strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นี่ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้ แล้วทำยังไง เราจะทำอะไร ทำสมถะและวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร บอกแล้ว ทำอย่างไร สมถะนี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้เคลิ้ม <strong>วิธีทำสมถะไม่ใช่น้อมใจให้เคลิ้มให้ซึมให้นิ่ง แต่ฝึกความรู้สึกตัวขึ้นมา หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก </strong>เคยได้ยินคำว่า&#8221;อานาปานสติ&#8221;มั้ย มีสตินะไม่ใช่ฝึกให้ไม่มีสติ ไม่ใช่ฝึก(เสียงกรน)คร้อกบรรลุแล้ว ฝึกให้มีสติหายใจเข้า ฝึกให้มีสติหายใจออก มีสติไปเรื่อยเลย หรือบางทีพิจารณากาย&#8221;กายคตาสติ&#8221; มีสติไล่ไปในกาย ดูอาการสามสิบสอง ดูอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีสติ เห็นมั้ย ไม่ได้บอกให้ขาดสติเลยนะ ไม่ได้ดูเอาแก้วแหวนเงินทอง เอาวิมานสวรรค์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ฝึกให้มันมีสติ รู้ลมหายใจก็ให้มันมีสติ พิจารณากายก็พิจารณาด้วยความมีสติ เรียกว่ากายคตาสติ ทำอะไรๆก็มีสติ คิดถึงพระพุทธเจ้าก็คิดถึงด้วยความมีสติ หัดพุทโธ ๆ แล้วรู้สึกตัวไป นึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราจะทำยังไงพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ได้ภาวนาให้เคลิ้มๆ<strong> ภาวนาให้รู้สึกตัว ฉะนั้นเราอย่าทิ้งสติ ครูบาอาจารย์เคยสอนบอก &#8220;สติจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ฉะนั้น<strong>ทำสมถะก็ต้องมีสตินะ แต่มีสติอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข อารมณ์อันเดียว</strong> ทำไมต้องอารมณ์อันเดียว อารมณ์หลายอันแล้วก็รู้ตัวยาก ปกติจิตมันจะหนีตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอเรามาทำสมถะนะ เรามีอารมณ์อันเดียว มาเป็นเหยื่อ เหยื่อล่อจิต อย่างถ้าจะตกปลานะ มีคนโยนเบ็ดพร้อมกันร้อยอัน ปลางงเลยจะกินอันใหนดีใช่มั้ย ว่างมาทางนี้ เอ๊ะ ไม่เอาตัวเล็กไป ว่ายทางนี้ ก็ใหญ่ไปเกินพอดี เกินคำ ไม่เอา วกไปวกมา ไม่ได้กิน ถ้ามีเหยื่ออันเดียวปลาฝูงนึงยิ่งดี มีเหยื่ออันเดียวล่อ จิตของเราปกติร่อนเร่ไปเรื่อยๆ วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนะ ร่อนเร่ไปเรื่อย เที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อย เหมือนปลาวิ่งหาเหยื่อไปเรื่อย ว่ายไปเรื่อยๆ เราหาอารมณ์อันนึงที่ชอบใจของปลาตัวนี้มาล่อมัน ไปเอาพุทโธก็ได้ คนไหนพุทโธแล้วสบายใจเอาพุทโธ คนไหนหายใจเข้าหายใจออกแล้วสบายใจเอาลมหายใจ คนไหนดูท้องพองยุบแล้วมีความสุขก็ดูท้องพองยุบไป คนไหนเดินจงกลมแล้วมีความสุขก็เดินไป ไม่ใช่เดินทรมาน เดินไปเครียดไป เดินไปเครียดไป สมถะก็ไม่มี วิปัสสนาก็ไม่ได้<strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอารมณ์ที่สบายๆ อยู่แล้วมีความสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;"><strong></strong><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg"><img title="db1" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db1.jpg" alt="" width="340" height="254" /></a></strong></span></p>
<p>อย่างหลวงพ่อนะ ฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เจ็ดขวบ พวกเราส่วนใหญ่ในห้องนี้ยังไม่เกิด หายใจแล้วมีความสุข พอจิตใจมีความสุข จิตจะสงบ จิตมันหิวอารมณ์นะ พอมันได้กินของชอบนะ มันเลยไม่ไปเที่ยวที่อื่น เอาอารมณ์มาล่อ อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่หนีไปไหน จิตเคล้าเคลียอยู่ แต่ระวังอย่างเดียว อย่าให้ขาดสติ อย่างเราหายใจไป ถ้าใจเคลิ้มก็รู้ทันว่าเคลิ้ม หายใจไปใจฟุ้งซ่านหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ว่าใจฟุ้งซ่านไป ใจก็มีความสุข เคล้าเคลีย สงบอยู่กับลมหายใจ จนกระทั่งลมหายใจมันสว่างขึ้นมา หายใจไปเรื่อยๆ เวลาจะเข้าฌาน ไม่ใช่รู้ลมหายใจหรอกจะบอกให้ พวกเรามั่วๆนะ หายใจแล้วเข้าฌานรู้ลมหายใจแล้วเข้าฌาน ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ลมหายใจเบื้องต้นเรียกว่า บริกรรมนิมิต รู้ลมไปเรื่อย สบาย จิตใจมีความสุข มันจะสว่างขึ้นมา ความสว่างมันเกิดขึ้นนะ ใจมันสงบลงมา ในทางร่างกายเวลาจิตสงบลงมา เลือดจะมาเลี้ยงสมองส่วนหน้านี้ เลือดจะมาเลิ้ยงตรงนี้เยอะ มันจะให้ความรู้สึกที่สว่างขึ้นมา จิตมันก็สว่างนะ กายมันก็สว่างขึ้นมา ผ่องใส ความสว่างเกิดขึ้นแล้วเนี่ย เอาความสว่างนี้มาเป็นนิมิตแทนลมหายใจได้ ต่อไปความสว่างมันเข้มข้นขึ้นนะ เป็นดวงขึ้นมา ให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ จิตใจก็มีความสุข สนุก มีความสุขอิ่มเอิบเบิกบาน มีปีติขึ้นมา เข้าฌาน ไม่ใช่หายใจรู้ลมแล้ว (เสียงกรน คร้อก) บอกว่าหายใจจนลมระงับ ถามว่าลมระงับยังไง ลืมไปเลย หลับไปแล้ว บอกว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ไม่ใช่นะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">เพราะฉะนั้น<strong>หลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ</strong> วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา</span></p>
<p>ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู</p>
<p><span style="color: #008080;">เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า<strong> &#8220;จิตตสิกขา&#8221; ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว </strong>เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่</span></p>
<p><span style="color: #993366;">ต่อไปก็หัด <strong>นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา </strong>นี้พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกลมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง</span></p>
<p>พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ <strong>พอใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป </strong>เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg"><img title="db2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db2.jpg" alt="" width="600" height="415" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #808000;">สมัยก่อน หลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์ เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนโน้น เข้าวัดไหนครูบาอาจารย์พูดแต่คำว่า&#8221;ผู้รู้&#8221; ท่านยังสอนด้วยซ้ำไปว่า ศาสนาพุทธ &#8220;พุทธ&#8221;แปลว่าอะไร พุทธ (อ่าน พุท-ธะ) แปลว่า&#8221;รู้&#8221; พุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ใจของเราชอบเป็นผู้คิด ใจของเราชอบเป็นผู้หลง เราฝึกให้ใจเป็นผู้รู้ ทำยังไงใจจะเป็นผู้รู้  ถ้ารู้ทันสภาวะที่กำลังปรากฎนะ ใจจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา เช่นเผลอไปรู้ว่าเผลอ ใจก็จะเป็นผู้รู้ขึ้นแว้บนึง เป็นผู้รู้ตรงขณะไหน ขณะที่รู้ว่าเผลอ ถัดจากนั้นอาจจะเป็นผู้เพ่ง ใจโกรธขึ้นมานะ รู้ว่าโกรธ ขณะที่โกรธนะ ขณะนึง ขณะที่รู้ว่าโกรธนี่แหล่ะ ใจเป็นผู้รู้ขึ้นมาแล้ว ถัดจากนั้นอยากให้หายโกรธนี่ ใจมีอกุศลแล้ว มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว <strong>ดังนั้นเราดูใจเราไปเรื่อยนะ ไม่ใช่ผู้รู้ต้องเที่ยงถวร ผู้รู้ไม่เที่ยงหรอก ผู้รู้เองก็เกิดดับ</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">ครูบาอาจารย์องค์นึงสอนดีมากเลยคือ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ บอกเลยว่า<strong> ผู้ใดเห็นว่าผู้รู้เที่ยงนะ เป็นมิจฉาทิฐิ จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยงแต่ว่าต้องมีอยู่อาศัยไว้ใช้ปฏิบัติเอา</strong> ของเราสังเกตสิ <strong>เดี๋ยวใจก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เมื่อไหร่รู้สภาวะตรงความเป็นจริง ใจก็เป็นผู้รู้ขึ้นมาแว้บนึง </strong>เอาแค่แว้บเดียวพอนะ ไม่ต้องตั้งอยู่เป็นชั่วโมงๆ คนที่ตั้งเป็นชั่วโมงๆได้ต้องพวกที่เค้าทรงฌาน ผ่านฌานมาเต็มที่แล้ว เต็มภูมิอย่างน้อยได้ฌานที่สองแล้ว ได้ฌานที่สองใจจะเด่น ออกจากฌานมา ยังเด่นอยู่เป็นวันๆเลย อาศัยสมาธิอย่างนี้ตามรู้ดูกายดูใจได้นาน <strong>พวกเราไม่ได้ทรงฌานเนี่ยสมาธิจะอยู่แว้บเดียวๆเรียกว่า &#8220;ขณิกสมาธิ&#8221;</strong> แต่อาศัย ขณิกสมาธิ เนี่ยแหล่ะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้ เพราะสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนาจริงๆก็คือ ขณิกสมาธิ นี่แหล่ะดีที่สุดเลย รองลงมาก็คือตัว อุปจาร (คำเต็ม อุปจารสมาธิ) เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึกนะ ให้ใจมันตื่นขึ้นมา</span></p>
<p><span style="color: #800000;">วิธีง่ายที่สุดเลย<strong> ทำฌานไม่ได้ ทำยังไงใจจะตื่น ใจตื่นก็ตรงข้ามกับใจที่ไม่ตื่น ใจที่ไม่ตื่นคือใจหลับ ใจหลับได้ใจก็ฝันได้ ความฝันของใจก็คือความคิด ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าฝันนะเมื่อนั้นจะตื่น เวลาที่ใจไหลไปคิด ถ้าเมื่อไหร่พวกเรารู้ว่าจิตแอบไปคิดนะ เราจะตื่นขึ้นชั่วขณะนึง </strong>รู้ทันว่าจิตไหลไปคิด ขณะที่รู้นั่นน่ะตื่น ไม่เฉพาะหลงไปคิดนะ โกรธขึ้นมาขณะที่รู้ว่าโกรธ ขณะนั้นก็ตื่นเหมือนกัน แต่ตัวนี้ดูยากกว่า ใจของเราหลงคิดทั้งวัน มันดูง่ายกว่า อย่างจะดูจิตที่โกรธนะ แล้วก็ตัวรู้ว่าโกรธ วันนี้ยังไม่โกรธใครเลยเนี่ย จะภาวนายังไง แต่มีมั้ยวันใหนชั่วโมงไหนที่ไม่คิดมีมั้ย ไม่มีเลย จิตที่คิดคือจิตฟุ้งซ่าน<strong> เป็นจิตมีโมหะเค้าเรียกว่า &#8220;อุทธัจจะ&#8221; โมหะชนิด อุทธัจจะ จิตมันฟุ้งซ่าน เป็นจิตที่เกิดบ่อยที่สุดเลยจิตฟุ้งซ่านเนี่ย</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">เราเอาตัวที่เกิดบ่อยเนี่ยแหล่ะมาหัดทำกรรมฐาน เราจะได้ทำกรรมฐานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตไหลไปคิดแล้ว อ้อ หลงไปแล้ว มีคำว่า &#8220;แล้ว&#8221; นะ ทำไมต้องมี แล้ว ด้วย หมายถึงว่า หลงไปก่อน ไม่ได้ห้ามหลง หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง หลายคนภาวนาผิดนะ ไปจ้องรอดู ไหน เมื่อไหร่จะหลง เมื่อไหร่จะหลง จ้องใหญ่ ขณะที่รอดูนั่นหลงเรียบร้อยแล้วนะ ไม่มีวันรู้เลยว่าหลงเป็นยังไงเพราะหลงไปเรียบร้อยแล้ว<strong> ดังนั้นให้มันหลงไปก่อนให้มันเผลอไปคิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้ว่าเผลอไป หลงไป ให้มันโกรธไปก่อน ให้มันโลภไปก่อน แล้วก็รู้ว่ามันโกรธ​รู้ว่ามันโลภ</strong> นี่หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆรู้ไปแล้วจะได้อะไร เห็นมั้ย คำสอนในศาสนาพุทธละเอียดนะ จะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำอย่างไรบอกแล้วนะ อย่างถ้าจะดูจิตดูใจเนี่ย <strong>ตามดูไป ให้สภาวะเกิดแล้วก็ตามรู้ไป หลงไปก่อนแล้วรู้ว่าหลง โกรธไปก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ ตามดูไปเรื่อยๆ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร ทำแล้วได้ผลอะไร ถ้าเราตามดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลย เดี๋ยวจิตก็หลงเดี๋ยวจิตก็รู้  เดี๋ยวหลงเดี๋ยวรู้ นานๆจะมีอย่างอื่นแทรก เดี๋ยวโลภขึ้นมาเราก็รู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อ้าว เดี๋ยวโกรธขึ้นมา อีกแล้ว นานๆจะมีโลภแทรก นานๆจะมีโกรธแทรกที แต่หลงนี่มันยืนพื้นเลย มันเป็นกิเลสยืนพื้นเลย</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ดังนั้นเราคอยรู้ทันเรื่อยๆ ไม่ใช่รู้เพื่อจะไม่ให้หลง แต่รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อจะรู้ว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง </strong></span><strong>เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตโลภตอนนี้จิตรู้ เมื่อกี้จิตหลงตอนนี้จิตรู้ ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง จะฝึกเพื่อให้เห็นว่า เมื่อกี้เป็นอย่างนึง เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนึง นี่คือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั่นเอง เห็นมั้ยเมื่อกี้จิตหลง ตอนนี้จิตหลงดับไปแล้ว เกิดจิตที่รู้ขึ้นมา เห็นมั้ยเมื่อกี้เป็นจิตโกรธ ตอนนี้เกิดเป็นจิตที่รู้ จิตโกรธดับไปแล้ว จิตที่รู้อยู่ไม่นาน เกิดจิตหลงขึ้นมาแทนอีกแล้ว เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ ฝึกไปเรื่อยๆ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg"><img title="db3" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db3.jpg" alt="" width="600" height="406" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ดีแต่ฝึกจนเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้นี้ เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้น จิตโลภก็โลภชั่วคราว จิตโกรธก็โกรธชั่วคราว จิตหลงก็หลงชั่วคราว ทำไมหลงชั่วคราวเพราะมีตัวรู้มาคั่น มีจิตรู้มาคั่น เราก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลยมันก็เลยเห็นว่าหลงชั่วคราว ถ้าเราไม่มีจิตรู้เลย มันก็จะมีแต่จิตหลง หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน เราจะรู้สึกว่าหลงแล้วเที่ยง จะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ <strong>แต่เรามีรู้ขึ้นมานะ เพื่อจะเห็นหลงมันขาดเป็นท่อนๆ หลงไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกตัวแว้บ เราเห็นเลยชีวิตที่หลงนะมันจบไปแล้ว มันเกิดชีวิตใหม่ที่รู้สึกตัว</strong> เสร็จแล้วหลงไปอีกห้านาที ก็รู้สึกอีกทีนึง หลงไปอีกชั่วโมงรู้สึกอีกที ต่อไปฝึกไปเรื่อยๆนะ หลงสามวินาทีรู้สึก หลงสองวินาทีรู้สึก ยิ่งฝึกเก่งนะยิ่งหลงบ่อย หลงแว้บรู้สึก ฝึกไปเรื่อย ไม่ใช่ฝึกไม่ให้หลง ไม่ได้ฝึกห้ามหลง ไม่ได้ฝึกที่จะให้รู้ตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่ดับทั้งสิ้น</span></p>
<p>ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า <strong><span style="text-decoration: underline;">จิตจะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ</span></strong> เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน</p>
<p><span style="color: #800000;">บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ <strong><em>คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ </em></strong>ดังนั้นเราฝึกนะจนกระทั่งเรารู้สึกขึ้นมา</span></p>
<p><strong>วิธีที่จะให้รู้ขึ้นมาก็คือ คอยไปหัดรู้ทันเวลาใจหลงไปคิด อันนี้เป็นการบ้านที่ง่ายๆเลย เพราะจิตที่หลงคิดคือจิตที่เกิดบ่อยที่สุด จิตโลภจิตโกรธอะไรนี่มีน้อยนะ จิตหลงเนี่ยมีทั้งวันเลย เพราะในขณะที่โลภ ในขณะที่โกรธเนี่ยต้องมีหลงประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่หลงจะไม่มีโลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ เพราะฉะนั้นจิตหลงเนี่ยเป็นตัวสาหัสสากันเลย ถ้าเราเรียนเรื่องจิตหลงได้ เราจะภาวนาได้ทั้งวัน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-12487" title="db4" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/11/db4.jpg" alt="" width="600" height="409" /></a></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>กรรมฐานนะ เราควรจะเลือกกรรมฐานซึ่งมันเกิดบ่อยๆ เราจะได้ดูบ่อยๆ</strong> อย่างใจเราหลงเนี่ยหลงทั้งวัน แล้วก็รู้ ใจหลงไปแล้วรู้  มันจะเห็นสลับกันเร็ว เคยมีนะ ตอนอยู่เมืองกาญฯ มีหนุ่มคนนึงมาถามหลวงพ่อ ผมใช้สิ่งอื่นนอกจากในสติปัฏฐานได้มั้ย ที่จะมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถามว่าจะใช้อะไร ถ้าฟ้าร้องแล้วผมจะรู้สึกตัว ปีนึงมันร้องกี่ครั้งนะ นานมาก บางวันก็ไม่ร้องตั้งหลายเดือน แสดงว่าตลอดมาเนี่ยเอ็งไม่มีสติเลยใช่มั้ย เอ็งจะมีสติตอนหน้าฝนอย่างเดียว อย่างงี้ใช้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พวกเราไปดูสิอารมณ์ในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา หายใจออก หายใจเข้านี่ หายใจทั้งวันมั้ย ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน มีทั้งวันใช่มั้ย ไม่ยืนก็เดิน ไม่เดินก็นั่ง ไม่นั่งก็นอน อะไรนี้ เวียนไปนี้ ถ้า ยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึกตัว ก็รู้สึกตัวได้เกือบทั้งวันแล้ว ยกเว้นอิริยาบถประหลาดๆ เช่น กระโดดอะไรนี้นะ หรือไปว่ายน้ำ เป็นอิริยาบถ แปลกๆไป ท่านก็สอนล็อกไว้อีกอันนึงเรื่องสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ก็เคลื่อนไหวแล้วก็หยุดนิ่ง หยุดนิ่งแล้วก็เคลื่อนไหว ถ้าหยุดนิ่งก็รู้สึก เคลื่อนไหวก็รู้สึก ก็รู้สึกตัวได้ทั้งวันแล้ว อารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นะเกิดทั้งวัน อารมณ์เวทนาล่ะ มีทั้งวันมั้ย สุข ทุกข์ เฉยๆก็หมุนอยู่อย่างนี้ทั้งวันใช่มั้ย ถ้าสุขก็รู้ตัว ทุกข์ก็รู้ตัว เฉยๆก็รู้ตัว ก็คือรู้ตัวได้ทั้งวัน ดูจิตดูใจล่ะ จิตหลงไปแล้วรู้ เกิดได้ทั้งวัน หลงทั้งวัน ยกเว้นบางคนนั้นขี้โลภ เจออะไรมันก็อยากตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดถี่ยิบเลยทั้งวัน พวกนี้ก็เอาความอยากเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่เดี๋ยวมันอยากแว้บอยากดู รู้ทัน อยากฟังรู้ทัน อยากคิดรู้ทัน พวกโลภมากนะ ดูอยากเป็นวิหารธรรม มีจิตที่อยากกับจิตที่ไม่อยาก คู่เดียวก็พอแล้ว เกิดทั้งวันแล้ว คนไหนขี้โมโหนะ อะไรนิดนึงก็โมโห อะไรนิดนึงก็ขัดใจ ก็เอาจิตที่มีโมโหนี่แหล่ะมาเป็นวิหารธรรม จิตโกรธขึ้นมาก็รู้ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้นคือจิตที่รู้ จิตนั้นมันโกรธ เดี๋ยวก็โกรธอีก เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็รู้ เห็นมั้ยมันจะเกิดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เพราะฉะนั้นอารมณ์กรรมฐานที่เราใช้นั้นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวัน เราจะได้มีสติได้ทั้งวัน </span></strong>หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว เผลอไปรู้สึกตัว รู้ รู้ทันว่าเผลอ ก็รู้สึกตัว ก็เป็นจิตที่รู้ขึ้นมา ก็รู้ว่ามีจิตที่รู้อยู่ ทุกอย่างเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา<strong> เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น </strong>เราเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไรหรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป</strong></span></p>
<p><span style="color: #800000;">มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย</span></p>
<p><strong>สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ</strong></p>
<p><strong>วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง</strong></p>
<p><em><br />
สวนสันติธรรม<br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑<br />
Track: ๑๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" target="_blank">520809A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/11/20/3669/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/09/520809A-what-dd.mp3" length="6463520" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/031/mp3/520809A.mp3" length="15414528" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/10/11/11895/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/10/11/11895/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Oct 2011 22:24:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสมถะไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุแยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[ความตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ละขณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ดู]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พิจารณา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่านในธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11895</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540810A_66.08_68.29.mp3">ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้</a></p>
<div id="attachment_11922" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/2009513_85268-400x590.jpg" alt="ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้" title="ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้" width="400" height="590" class="size-large wp-image-11922" /><p class="wp-caption-text">ต้องให้จิตตั้งมั่น ไม่เช่นนั้นเจริญปัญญาไม่ได้</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>ค่ะ อย่างเรื่องสติปัฏฐานนี่นะคะ อย่างบางคนจิตฟุ้งซ่าน ไม่ยอมมีวิหารธรรม ไม่ว่าจะอยู่กับกายหรืออะไร แต่ว่าจะสามารถรู้ในขณะปัจจุบันอันนั้นได้ว่าตอนนี้รู้กายตอนนี้รู้สภาวธรรมทางใจที่เปลี่ยนแปลงไป หรืออาจจะคิดตรึกนึกถึงหัวข้อธรรมอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ จะใช้ได้มั้ยคะ คือแทนที่พุทโธๆจิตมันไม่ยอม อย่างนี้เจ้าค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>พุทโธแล้วจิตไม่ยอม ก็หาอย่างอื่นให้จิตมันยอมนะ คือยังไงก็ต้องมีจิตที่อยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าจิตมันฟุ้งๆไปเรื่อยถึงไปคิดธรรมะนะ เป็นความฟุ้งซ่านในธรรมะนะ</p>
<p>ต้องให้จิตตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว ต้องให้จิตถอนตัวออกจากโลกของความคิดโลกของความปรุงแต่ง มาอยู่ในโลกของความรู้สึกตัว มันจะถอนตัวเหมือนคนดูฟุตบอลนะ ถอยขึ้นมาอยู่บนอัฒจรรย์เห็นนักฟุตบอลวิ่งอยู่โน่น หรือเห็นเขาแข่งเรือกันในแม่น้ำ เราอยู่บนบกไม่กระโดดลงไปอยู่ในแม่น้ำ ถ้าจิตมันถอนตัวจิตมันตั้งมั่น แยกตัวออกมาได้ ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนไหวไปมา สักว่ารู้สักว่าเห็น อย่างนี้ถึงจะเดินปัญญาต่อได้นะ</p>
<p><strong>แต่ถ้าจิตเราฟุ้งๆ แล้วเราจับอะไรไม่ถูกเลยนะ เดี๋ยวก็ว่อกแว่กไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดูไม่ได้จริงหรอก อย่างน้อยก็ต้องมีสมาธิรองรับนะ จิตต้องตั้งมั่น จะตั้งได้ชั่วขณะก็ยังดี</strong> ตั้งได้ชั่วขณะเขาเรียกว่าขณิกสมาธิ ยกตัวอย่างใจไหลแว้บแล้วรู้สึกขึ้นมา ตรงที่รู้สึกขึ้นมาแล้วเกิดเห็นร่างกายสติเกิดระลึกรู้ร่างกายปุ๊บเนี่ย เห็นร่างกายไม่ใช่เรา ได้เห็นในแว้บเดียว แค่นี้ก็ยังดี ใช้ได้ ขนาดนี้ แต่ถ้าจิตไม่ได้ตั้งมั่นเลยแล้วไปพิจารณากาย ไปคิดหัวข้อธรรมะ อันนี้เป็นความฟุ้งซ่าน</p>
<p>เพราะฉะนั้นต้องใช้หลักที่หลวงพ่อพุธท่านบอก ที่เล่าให้ฟังตะกี้นะ <strong>ใจเราต้องมีสมาธิหนุนหลัง คือมันต้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมามันถึงจะเกิดปัญญา ถ้าจิตไม่มีสมาธิรองรับเนี่ยจะไม่มีปัญญา สมาธิคือความตั้งมั่นไม่ใช่ความสงบอย่างเดียว</strong> ในอภิธรรมท่านก็สอนนะ บอกว่าสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา เห็นมั้ย ถ้าขาดสมาธิความตั้งมั่นของจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้ดู เห็นปรากฏการณ์ของรูปธรรมนามธรรมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนะ ถ้าไม่มีจิตตัวนี้ก็เดินปัญญาไม่ได้</p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่</em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3">540810A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๖๖ วินาทีที่ ๐๘ ถึง นาทีที่ ๖๘ วินาทีที่ ๒๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/10/11/11895/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/10/540810A_66.08_68.29.mp3" length="2261737" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" length="81757908" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/16/11522/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/16/11522/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Sep 2011 22:09:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ลม]]></category>
		<category><![CDATA[ลักขณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[อารัมาณูปนิชฌาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่งอารมณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11522</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_7.46_10.17.mp3">เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์</a></p>
<div id="attachment_11553" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/2152561318_b1b33b2d16-400x266.jpg" alt="เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์" title="เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์" width="400" height="266" class="size-large wp-image-11553" /><p class="wp-caption-text">เจริญปัญญาอย่าเพ่งอารมณ์ ให้เขาแสดงไตรลักษณ์</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong><strong>การเพ่งตัวอารมณ์ ภาษาปริยัติเรียกว่า &#8220;อารัมณูปนิชฌาน&#8221;</strong> อารัมณู อารัมณะนะ แล้วก็ ปนิชฌาน คือการเพ่งตัวอารมณ์ นี่คือการทำสมถกรรมฐาน เกือบทั้งหมดนะ <strong>ตัววิปัสสนากรรมฐานมีชื่อว่า &#8220;ลักขณูปนิชฌาน&#8221; การที่เราไปเห็นลักษณะ เห็นไตรลักษณ์</strong> เพราะฉะนั้นจะเห็นไตรลักษณ์ก็อย่าไปเพ่งเอา ถ้าเพ่งตัวอารมณ์แล้วมันจะนิ่งๆ อารมณ์ไม่เคลื่อนไหว</p>
<p>เหมือนสมมุตินี้เป็นกระต่ายสักตัวหนึ่งนะ หรือแมวสักตัวหนึ่งนะ มันวิ่งไปวิ่งมานะ เราไปเพ่งมันก็คล้ายๆเราไปกดไว้อย่างนี้ มันกระดุกกระดิกไม่ได้ มันแสดงไตรลักษณ์ไม่ได้ ทีนี้พอเราไม่เพ่ง อะไรจะเกิดขึ้น ไอ้ตัวนี้เคยถูกกดมานาน พอเลิกกดนี่นะจะหนีๆหนีๆหนีๆไป เพราะฉะนั้นพวกที่เพ่งเก่งๆน่ะ พอเลิกเพ่งนะจะฟุ้งซ่านสุดๆเลย จะรู้สึกตัวยาก มันคิดดอกเบี้ยนะเพราะไปบังคับมันไว้นานแล้ว หน้าที่เราก็คือพยายามรู้สึกตัวไป</p>
<p>อาจจะมีเครื่องอยู่อะไรสักอันหนึ่งถ้าเราไม่ได้ติดเพ่งรุนแรงมาก่อนนะ จะรู้อะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวตั้ง สมมุติว่าบางคนท่องพุทโธ เอาพุทโธเป็นตัวตั้ง พุทโธแล้วไม่ใช่บังคับจิตให้ไปอยู่ที่พุทโธ พุทโธแล้วจิตไปอยู่กับพุทโธนี่ก็รู้ จิตหนีไปที่อื่นก็รู้  พุทโธแล้วก็รู้ทันนะ เห็นจิตหนีไปหนีมา เห็นจิตสุขจิตทุกข์ จิตดีจิตร้าย พุทโธไว้เป็นตัวตั้งเพื่อที่จะดูจิต</p>
<p>บางคนถนัดรู้ลมหายใจ ถ้าไม่ไปเพ่งใส่ลมหายใจนะ เรารู้จิต เอาลมหายใจเป็นตัวตั้งแล้วมารู้จิต เช่น จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจเราก็รู้ จิตหนีไปอยู่ที่อื่นเราก็รู้ จิตไปคิดเราก็รู้ จิตไปทำอะไรเราก็รู้ จิตสุขจิตทุกข์ จิตดีจิตร้าย เราก็รู้ไปเรื่อย รู้จิต เอาลมหายใจเป็นแบ็คกราวด์ไว้</p>
<p><strong>เอาพุทโธเป็นแบ็คกราวด์ เอาลมเป็นแบ็คกราวด์ คนไหนถนัดพองยุบโดยที่ไม่ได้เข้าไปเพ่งท้องนะ ก็เอาพองยุบเป็นแบ็คกราวด์ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไป เนี่ยไม่ว่ากรรมฐานอะไรนะ ถ้ามันเนืองด้วยกายด้วยใจของเราล่ะก็ เอามาใช้เป็นเครื่องมือในการปฎิบัติได้ทั้งหมด ถ้าเรามีเครื่องมือเครื่องสังเกตไว้อันหนึ่ง คล้ายๆเป็นที่สังเกต เป็นที่หมาย ถ้าจิตไหลมาที่นี่ก็รู้ จิตไหลไปก็รู้เนี่ยนะ ในที่สุดเราจะเห็นจิตได้ชัดเจน ต้องฝึกอย่างนี้นะมันจะไม่เผลอนาน แต่ถ้าอยู่ๆก็ปล่อยทิ้งทั้งหมดเลยนะ อย่างนี้ เรากดไว้นานนะ คราวนี้เตลิดเปิดเปิงไป หลงไปตั้งวัน ค่อยฝึกเอา</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๒๔<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3">510324B</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/16/11522/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/510324B_7.46_10.17.mp3" length="2430909" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/024/mp3/510324B.mp3" length="32992672" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/10/11398/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/10/11398/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Sep 2011 22:09:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตรวม]]></category>
		<category><![CDATA[พระอรหันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ยิบยับ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือธรรมเตรียมพร้อม]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อพุธ]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์มหาบัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11398</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href='http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540226A.17m51-23m58.mp3' target="_blank">เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ</a></p>
<div id="attachment_11402" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/meditation2.jpg" alt="เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ" title="เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ" width="400" height="300" class="size-full wp-image-11402" /><p class="wp-caption-text">เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>มีอยู่คราวหนึ่ง ภาวนา มันเห็นสภาวะอยู่กลางหน้าอกนี่ มันไหวยิบยับๆ ใครเคยเห็น ไหวยิบยับในหน้าอก ยกมือสิๆ มีเยอะเหมือนกัน มันไหวยิบยับๆนี่น่ะ ดูแล้วไม่หาย อย่างถ้าความโลภความโกรธความหลงเกิดขึ้นมา ดูป๊บหายปั๊บ รู้สึกมั้ย โกรธขึ้นมาพอรู้ทันนั้นก็หาย โลภมารู้ทันมันหาย ไอ้ไหวยิบยับไม่ยอมหาย ไม่หาย ดูอยู่อย่างนั้นนะดู เสร็จแล้วสติมันไปจ่อมันไปดูอยู่ ดูอยู่เป็นเดือนเลย กลางวันก็ดู กลางคืนก็ดู ไม่ยอม(หยุด)เลย มันจะดูของมันตลอดเวลา เพราะมันสงสัยว่าตัวนี้มันคืออะไร</p>
<p>มันไหวยิบยับๆยิบยับๆขึ้นมาอยู่เดือนหนึ่งได้ โอ๊ยทุกข์มากเลย มันเหนื่อยแสนสาหัส เหนื่อยหนักเลย เอ๊&#8230; เราจะทำอย่างไรดี เราไม่ผ่านตัวนี้น้อ.. ไปถามครูบาอาจารย์ดีกว่า ไปหาหลวงพ่อพุธ ตอนนั้นท่านกำลังมีงาน เรียกว่างานบูรพาจารย์ ๑ &#8211; ๓ ธันวาคม ใช่มั้ย ชักจะจำไม่ได้แล้ว ไม่ได้ไปหลายปี ก็มีโยมมีพระมาเต็มวัดเลย ทีนี้หลวงพ่อไปแต่เช้าเลย หลวงพ่อพุธท่านยังไม่ได้ออกไปเทศน์ ก็ไปเล่าให้ท่านฟัง ว่ามันไหวอย่างนี้ จะทำอย่างไรครับ ทรมานมากเลย เห็นอยู่เดือนหนึ่งแล้ว</p>
<p>พวกเรา สมมุติ พวกเราดูหนังเรื่องเดิม ๑ เดือน ทุกข์หรือไม่ทุกข์ล่ะ ฟังเพลงประโยคเดียว ๑ เดือน  ทุกข์มั้ยล่ะ ประโยคเดียว เนี่ยมันเห็นไหวยิบยับๆ ทู้ก..ทุกข์ บอกหลวงพ่อพุธว่าเนี่ยผมจะทำยังไงดี แต่เดิมสภาวะอะไรเกิดขึ้น ผมดูปุ๊บขาดหมดเลย นี้ไม่ขาด หลวงพ่อพุธบอกว่าการภาวนานี้ เมื่อถึงขั้นละเอียดนะ มันเหลือแต่ยิบยับๆ ยิบยับๆ ท่านว่าอย่างนี้ มันเหลือแต่ยิบยับๆให้ดูไปนะ ดูไป เนี่ยไม่มีทางปฏิบัติอื่นหรอก มันเป็นความปรุงละเอียด จิตมันปรุงละเอียด</p>
<p>ท่านพยายามสอนนะ ใจเราไม่ลง เฮ่อ.. ก็ปรุงละเอียดน่ะครับ แล้วทำอย่างไรจะผ่าน ใจมันไม่ลงแต่ไม่พูดนะ แต่ท่านรู้ว่าใจเรายังติดอยู่ นี่น่ะครูบาอาจารย์ท่านรู้หรอก ใจเรายังข้องนะ ใจเรายังติดอยู่ ท่านก็พยายามอธิบายใหญ่นะ วนไปวนมา ซ้ำไปซ้ำมา จะให้จิตเราคลายออก มันไม่คลาย สักครึ่งชั่วโมงแล้วพระมาตาม บอกว่าได้เวลาแล้ว คนเขารออยู่เต็มศาลาเลย ท่านบอกว่า เอาไว้ก่อนๆ อันนั้นไปเทศน์ตามธรรมเนียม ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ตรงนี้สำคัญ ต้องแก้กรรมฐานก่อน นี่นะท่านพยายามแก้ให้หลวงพ่อนะ เกือบชั่วโมง ไม่ตกนะ แก้ไม่ตกนะ ในที่สุดเราก็ต้องบอกท่านว่า หลวงพ่อเหนื่อยเต็มทีแล้วครับ นิมนต์หลวงพ่อไปเทศน์เถอะ เดี๋ยวผมค่อยไปหาทางจัดการเอาเอง สงสารท่านนะ แล้วเราก็ชักกลัวด้วย เขามาตามหลายรอบแล้ว เขาก็ชักตาขวางๆแล้ว</p>
<p>เสร็จแล้วกลับมาบ้าน แก้ไม่ตก เขียนจดหมายไปถามอาจารย์มหาบัว สมัยโน้นท่านยังตอบจดหมายอยู่ คนยังไม่ยุ่งกับท่านมาก ตอนนั้น เขียนไปถามท่านว่า มันยิบยับอย่างนี้ทำยังไง แล้วท่านก็ตอบมานะ ให้หนังสือธรรมเตรียมพร้อมมา บอกว่าเราเพิ่งไปทำตาใหม่ เราเขียนจดหมายยาวไม่ได้ ให้ไปอ่านเอาเอง โอ้โห..เล่มเบ้อเริ่มเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านให้มานะ เอาหนังสือลงวางนะ บนโต๊ะกราบเลย กราบท่านเลย ไหนๆท่านก็ให้มาแล้ว ลองดูสักหน้าสองหน้าก็แล้วกัน พลิกออกมานะ กลางๆเล่มนะ ตอบเเรื่องนี้เป๊ะเลย ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอก พอดีมือมันไปเปิดหน้านี้เข้า</p>
<p>ท่านก็บอกเหมือนที่หลวงพ่อพุธบอกเปิ๊ยบเลย การภาวนาพอถึงขั้นละเอียดจะเหลือแต่ยิบยับๆ แก้ไม่ตกน่ะ แก้ไม่ตก ตายแล้ว อาจารย์มหาบัวบอกมา ก็เหมือนที่หลวงพ่อพุธบอกนะ นี่ คิดอย่างนี้ ทำอย่างไรดี มันมีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย บอกจิต บอกกับจิตนะ หยุดซะ วันนี้อย่าดูมัน วันนี้อย่าดูมันเลยนะ ไปดูของอื่นนะ ไปดูหนังฟังเพลงก็ได้นะ ทำอะไรก็ได้ ให้มันไปที่อื่น อย่ามาดูอยู่ตรงนี้ กลางหน้าอกนี่ สั่งมันอย่างนี้ มันไม่ยอมนะ เปิดทีวีดูนะ มันก็เห็นไอ้นี่ยิบยับๆอยู่อย่างนั้นนะ แก้อย่างไรก็ไม่ตกน่ะ</p>
<p>ไปยืนรอรถเมล์อยู่ จะไปทำงาน ผู้คนก็เยอะแยะเลย ที่ป้ายรถเมล์ เพื่อนร่วมทางเยอะนะ เรียกว่าเพื่อนร่วมทุกข์ ไปรอรถเมล์อยู่ บอกมัน เลิกดูเหอะๆ มันไม่เลิก นึกขึ้นได้เอ๊ะเราไม่ได้ทำสมถะมานานแล้ว ทำเสียหน่อย พอเดินปัญญานี่นะ เป็นจุดอ่อนนะ พวกเราเป็นกันทุกคนน่ะ พอเดินปัญญาได้แล้วชอบทิ้งสมถะไปเลยนะ ไม่ทิ้ง ต้องไม่ทิ้ง เอาละวันนี้ทำสมถะเสียที หายใจเข้าพุทหายใจออกโธนับหนึ่งเข้าพุทออกโธนับสองอย่างนี้ นับไปๆได้ ๒๘ ครั้งนะ หายใจเข้าออกได้ ๒๘ ที จิตมันรวมลงมาปุ๊บ รวมลงไปนะ มันได้พักนิดนึงนะ พอมันถอนขึ้นมานะ ไอ้ยิบยับนะขาดไปนะ หายไป จิตหลุดออกไปจากไอ้ยิบยับ แต่ยิบยับมีอยู่นะ จะปรุงไปเรื่อยแหละนะ ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์มันปรุงอีก แต่จิตมันถอนออก มันไม่เข้าไปเพ่งไปเกาะมันนิ่งๆอยู่ตรงนั้น</p>
<p><strong>เนี่ยดูจิตนะ สั่งมันไม่ได้หรอก สั่งมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ จับหลัก ทำความสงบเป็นช่วงๆไป แล้วก็ดูมันทำงานไป เป็นระยะๆ ระยะไป สลับไปสลับมา แล้วจิตจะได้มีเรี่ยวมีแรง เป็นของสั่งไม่ได้ห้ามไม่ได้บังคับไม่ได้ มันทำงานของมันได้เอง มันจะไปยิบยับ มันก็ยิบยับเอง มันจะไปดูยิบยับมันก็ไปดูของมันเอง ทำไม่ได้สักอย่าง เนี่ยเราค่อยฝึกๆนะ ค่อยหัดไป</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em>CD: ๓๙<br />
File: <a href="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" target="_blank">540226A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕๘</em></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/10/11398/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540226A.17m51-23m58.mp3" length="1465887" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://03.wimutti.net/pramote/cd/039/128/540226A.mp3" length="27851484" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เลือกอารมณ์การปฎิบัติในรูปแบบอย่างไรจึงจะเหมาะสม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/09/06/11372/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/09/06/11372/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Sep 2011 21:42:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม / ปัญหาในการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จริต]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้เริ่มต้น]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[แยกธาตุแยกขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ถนัด]]></category>
		<category><![CDATA[ทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[อสุภะ]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=11372</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download): </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810A_50.00_53.06.mp3">เลือกอารมณ์การปฎิบัติอย่างไรจึงจะเหมาะสม</a></p>
<div id="attachment_11409" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/Dok_Ya-400x272.jpg" alt="เลือกอารมณ์การปฎิบัติในรูปแบบอย่างไรจึงจะเหมาะสม" title="เลือกอารมณ์การปฎิบัติในรูปแบบอย่างไรจึงจะเหมาะสม" width="400" height="272" class="size-large wp-image-11409" /><p class="wp-caption-text">เลือกอารมณ์การปฎิบัติในรูปแบบอย่างไรจึงจะเหมาะสม</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>มีคนถามอยู่บ่อยๆว่า ในการปฏิบัติธรรม เวลาทำในรูปแบบนี่น่ะครับ รูปแบบมันมีเยอะแยะไปหมดเลย นั่งสมาธิ บางคนก็พุทโธ บางคนก็ดูลมหายใจ ดูท้องพองยุบ อะไรกันอย่างนี้ครับ หรือกระทั่งบทสวดมนต์ก็มีเยอะแยะ เราจะเลือกอย่างไรครับ อันไหนเหมาะกับตัวเราหรือไม่เหมาะอย่างไรครับ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>รูปแบบของการปฏิบัตินั้นต้องดูก่อน <strong>ปฏิบัติมี ๒ ส่วนนะ ส่วนของสมถกรรมฐานนี่น่ะ ฝึกให้จิตสงบ แต่ส่วนของวิปัสสนากรรมฐานนี่น่ะ ฝึกให้เกิดปัญญา</strong> เราก็ดูเลือกอารมณ์เอา ถ้ายกตัวอย่าง<strong>บางคนขี้โมโหนะ กรรมฐานที่เหมาะกับเราก็คือ จะให้จิตสงบก็เจริญเมตตา</strong>นะ <strong>บางคนขี้โลภ โลภมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจจะเจริญมรณสติ</strong>ก็ได้ ก็ใช้ได้ บางคนก็งก อยากตลอดเวลานะ หรือ<strong>รักสวยรักงามมาก</strong>นะ วันๆหนึ่งเสริมสวยลูกเดียวเลย เคยเห็นนกหงษ์หยกมั้ย สมัยก่อนเขาเลี้ยงกันเยอะนะ ต้องมีกระจกให้มันด้วยนะ มันจะเสริมสวย <strong>อย่างนี้อาจจะพิจารณาอสุภะ</strong>นะ อย่างนี้ค่อยดูเอา <strong>คนไหนฟุ้งซ่านมากอาจทำอานาปานสติ</strong> อันนี้<strong>เป็นการเลือกสมถะนะ จิตสงบ</strong> </p>
<p><strong>อีกอย่างหนึ่งก็ดู นิสัยของเราเป็นแบบไหน เป็นพวกรักสุขรักสบายรักสวยรักงามนะ หรือเป็นพวกคิดมาก ถ้าเรารักสุขรักสบายรักสวยรักงามนี่นะ ถ้าเราจะเจริญปัญญานะ เรามาดูกาย ร่างกายนี้ไม่สุขไม่สบายไม่สวยไม่งาม ถ้าเราเป็นพวกคิดมาก จิตใจว่อกแว่กๆตลอดเวลา คอยรู้ทันจิตไป</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นเราก็เลือกเอานะ ใครถนัดอะไรก็เอาอันนั้นแหละ ไม่มีดีไม่มีเลวแตกต่างกันหรอกนะ ใครถนัดพุทโธก็พุทโธไป พุทโธแล้วได้อะไร <strong>ถ้าพุทโธแล้วจิตสงบอยู่กับพุทโธก็ได้สมถะ ถ้าพุทโธแล้วจิตหนีไปคิดรู้ทันก็จะได้จิตที่ตั้งมั่น</strong></p>
<p><strong>ก็จะดูลมหายใจก็ได้ ดูลมหายใจไป ถ้าจิตไปรวมเข้ากับลมหายใจนิ่งก็ได้ความสงบได้สมถะ หายใจไปแล้วจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งลมหายใจรู้ทัน จะได้จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ขึ้นมา แล้วดูร่างกายหายใจต่อไปอีกก็ได้ เจริญปัญญาไปเลย เห็นเลยร่างกายที่หายใจอยู่นี้เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา นี่เดินวิปัสสนาเลยนะ อย่างนี้ก็ได้ อย่างอานาปานสตินี่น่ะทำได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาเลยนะ</strong></p>
<p>ก็ดูเอาแต่ละคนไม่ดีไม่เลวแตกต่างกัน ชอบทะเลาะกันนะ แต่ละสำนักๆนะ แล้วก็ชอบเถียงกันว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหน ไม่มีแบบอมตะถาวรสำหรับทุกๆคน ไม่มีหรอก ทางใครทางมัน ใครถนัดอะไรเอาอันนั้นแหละ แต่ถนัดนอนไม่เอานะ ยกเว้นสักอย่างเถอะ คนนอนบรรลุมรรคผลนิพพานมีมั้ย มี แต่ตามสถิติมีน้อยนะ เว้นไว้สักอิริยาบถหนึ่งก็แล้วกัน</p>
<div><em>หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่</em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></div>
<p><em>CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ </em><em>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</em><br />
<em>File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3">540810A</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๕๐ วินาทีที่ ๐๐ ถึง นาทีที่ ๕๓ วินาทีที่ ๐๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/09/06/11372/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/09/540810A_50.00_53.06.mp3" length="2990657" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/other/128/540810A.mp3" length="81757908" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีรับมือกิเลสอย่างกลาง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/08/09/10681/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/08/09/10681/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Aug 2011 01:01:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิเลส]]></category>
		<category><![CDATA[จิตตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิวรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรสิกขา]]></category>
		<category><![CDATA[กุกกุจจะ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสงบ]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิวรณ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลังเลสงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[อุทธัจจะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10681</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download):</strong><strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/540409A_13.34_21.00.mp3" target=''_blank">วิธีรับมือกิเลสอย่างกลาง</a><br />
</strong></p>
<div id="attachment_10861" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/08/O3779674-2-400x386.jpg" alt="วิธีรับมือกิเลสอย่างกลาง" title="วิธีรับมือกิเลสอย่างกลาง" width="400" height="386" class="size-large wp-image-10861" /><p class="wp-caption-text">วิธีรับมือกิเลสอย่างกลาง</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะรู้ทันกิเลส ความโลภ ใครไม่รู้จักว่าโลภเป็นอย่างไร มีมั้ย ใครไม่เคยโลภมีมั้ย ใครไม่เคยโกรธมีมั้ย ใครไม่เคยฟุ้งซ่าน ใครไม่เคยหดหู่ ใครไม่เคยลังเลสงสัยมีมั้ย</p>
<p>ไม่มีหรอก ทุกคนเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น นี่กิเลสนานาชนิดเรารู้จักอยู่แล้วทั้งนั้นนะ เพียงแต่เราละเลยที่จะรู้มัน เราปล่อยให้มันเกิดแล้วมันครอบงำจิตใจของเราได้ แล้วมันก็มาครอบงำพฤติกรรมทางกายวาจา ทำผิดศีลขึ้นมาได้</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเราอาศัยสตินี่แหละ คอยรู้ทันใจของตัวเองบ่อยๆนะ ศีลอัตโนมัติจะเกิดขึ้น ศีลจะเกิดขึ้นเอง</strong> (หมายถึง ไม่ต้องจงใจบังคับไม่ให้ทำผิดศีล &#8211; ผู้ถอด) <strong>ถ้าศีลเกิดขึ้น กิเลสชั่วหยาบ คือ ราคะ โทสะ โมหะ เนี่ย ครอบงำใจไม่ได้ นี่เราสู้ไปได้ยกหนึ่งแล้วนะ กิเลสหยาบๆสู้ด้วยศีล จะมีศีลได้ดี ต้องมีสติรักษาจิต</strong> (ให้มีสติ แล้วสติจะทำหน้าที่รักษาจิตเอง เพราะสติมีหน้าที่รักษาจิต &#8211; ผู้ถอด)</p>
<p><strong>กิเลสอย่างกลางชื่อว่านิวรณ์ นิวรณ์นี้ทำให้ใจฟุ้งซ่าน</strong> แค่ฟุ้งๆนะ ยังไม่ถึงกับทำผิดศีล ๕ แค่ใจไม่สงบ ศีล ๕ ทำให้กายวาจาเรียบร้อย กายวาจาเรียบร้อยเพราะรักษาจิตเอาไว้ได้ ส่วนนิวรณ์นี้ทำให้ใจฟุ้งซ่าน ใจไม่เรียบร้อย <strong>คู่ปรับกับนิวรณ์นี้ก็คือ สมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิเป็นตัวที่ฝึกแล้วจิตใจเรียบร้อย จิตใจสงบ จิตใจมีความสุข</strong> ยังไม่เกิดปัญญานะ นั่นยังเป็นอีกขั้นหนึ่ง</p>
<p><strong>ศีลนั้นน่ะ เอาไว้สู้กับกิเลสอย่างหยาบ ทำให้กายวาจาเรียบร้อย สมาธิเอาไว้สู้กับกิเลสอย่างกลาง ทำให้จิตใจเรียบร้อย</strong></p>
<p>จิตใจของเราไม่เรียบร้อย จิตใจของเรากระโดกกระเดกตลอดเวลา รู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็วิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู แส่ส่ายตลอดเวลา ไม่มีความสงบเลย เรียกว่าไม่มีสมาธิ จิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจไม่ตั้งมั่น กระโดกกระเดกตลอดเวลา</p>
<p>วิ่งออกไปแล้วไปเจอของที่ชอบใจนะ เป็นกามฉันทะนะ อยากเจออารมณ์ที่ถูกใจ มีกามฉันทะ วิ่งไปแล้วไปเกลียดอารมณ์ที่ไม่ชอบใจนะ เป็นพยาบาท ไม่ชอบ บางทีกระโดดไปกระโดดมาจับอารมณ์ไม่ถูกนะ เรียกว่าอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านมากๆก็หงุดหงิดนะ เรียกว่ารำคาญใจ เรียกว่า กุกกุจจะ บางทีก็สงสัย เกิดความลังเลสงสัยขึ้นมา พระพุทธเจ้าจะมีจริงเหรอ มรรคผลนิพพานจะมีจริงเหรอ ทางปฏิบัติเพื่อมักผลนิพพานจะมีจริงเหรอ สงสัยไปเรื่อย ขณะที่สงสัยใจก็ฟุ้งซ่าน เห็นมั้ย จิตใจไม่เรียบร้อยนะ</p>
<p>เวลาที่นิวรณ์เกิดน่ะ จิตใจจะไม่เรียบร้อย จิตใจจะกระโดกกระเดก เรามาฝึกจิตให้มันเรียบร้อยด้วยสมาธิ</p>
<p><strong>วิธีจะฝึกจิตให้เกิดสมาธิไม่ใช่เรื่องยาก ศัตรูของสมาธิก็คือความฟุ้งซ่านนานาชนิดนั่นเอง เราก็มาฝึกใจของเรา  มีสติรู้ทันจิตอีกนั่นแหละ ถ้าจิตฟุ้งซ่านขึ้นมา จิตไหลไป วิ่งไหลไปดู ไหลไปฟัง ไหลไปคิดนะ จิตไหลทั้งว้น พวกเราที่หัดภาวนากับหลวงพ่อมาช่วงหนึ่ง จะเห็นว่าจิตมันไหลตลอดเวลา เดี๋ยวไหลไปดู เดี๋ยวไหลไปฟัง เดี๋ยวไหลไปคิด พอเราเห็นจิตไหลไป พอเรารู้ทันนะ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนดู</strong></p>
<p><strong>แต่ว่าปกติมันไหลทั้งวัน โอกาสที่จะรู้ทันว่ามันไหลเนี่ย มีน้อย เราต้องหาเครื่องช่วย เครื่องช่วยก็คือ เครื่องอยู่ของจิต ต้องหาบ้านให้จิตอยู่ เบื้องต้นจะอยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ ใครถนัดพุทโธเอาพุทโธ ใครถนัดลมหายใจ รู้ลมหายใจ ใครถนัดดูท้องพองยุบ ก็ดูท้องพองยุบ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย ไม่ดีไม่เลวมากกว่ากัน อะไรก็ได้ เท่าๆกันทั้งหมดเลย</strong></p>
<p>เบื้องต้นหาอารมณ์อันหนึ่งขึ้นมาก่อน เป็นเครื่องอยู่ของจิต เป็นเครื่องอยู่ให้จิต อยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ อยู่กับท้องพองยุบก็ได้ อยู่กับอิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ ให้จิตมีเครื่องอยู่ พอจิตมีเครื่องอยู่เราสังเกตอย่างนี้ พุทโธไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน ดูท้องพองยุบไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตมันจะไหลตลอด ชอบไหลไปคิด ดูออกมั้ย จิตหนีไปคิดทั้งวัน จิตหนีไปคิดนั่นแหละ จิตฟุ้งซ่านล่ะ จิตไม่มีสมาธิล่ะ</p>
<p>เพราะฉะนั้นมาฝึกนะ จิตไหลไปแล้วรู้ พุทโธไป จิตหนีไป แล้วรู้ ลืมพุทโธไปแล้ว หายใจไป จิตหนีไป ลืมลมหายใจแล้ว รู้ทัน คอยรู้เรื่อยๆ อย่าไปบังคับว่าห้ามไหลไป ถ้าบังคับนะ จะกลายเป็นเพ่ง เช่นพอรู้ลมหายใจก็ไปจ้องนิ่งอยู่กับลมหายใจ ไม่เผลอไปไหนเลย อันนั้นไม่ดี จะพัฒนาต่อไปยาก ได้แต่สงบ สงบนิ่งๆ บังคับไว้ ไม่ดี</p>
<p><strong>วิธีฝึกสมาธิที่ดีนะ อยู่กับพุทโธ อยู่สบายๆ อยู่กับลมหายใจ อยู่สบายๆ ดูท้องพองยุบ ดูสบายๆ เคล็ดลับอยู่ที่คำว่าสบาย สมาธิจะเกิด ถ้าจิตมีความสุข เคล็ดลับอยู่ตรงนี้เอง</strong> ถ้าจิตไม่มีความสุข จิตจะไม่มีสมาธิ เพราะฉะนั้นเราหายใจไป หายใจอย่างสบายๆ พุทโธไป พุทโธไปสบายๆ รู้ลมหายใจ รู้ท้องพองยุบ รู้อย่างสบายๆ รู้อิริยาบถ ๔ รู้ ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สบายๆ <strong>อย่าบังคับจิต ว่าห้ามเผลอห้ามหลง</strong></p>
<p><strong>ถ้าจงใจบังคับจิตเมื่อไหร่ จิตจะไปเพ่ง เช่นรู้ลมหายใจนะ จิตจะไปเพ่งอยู่ที่ลมหายใจ คราวนี้จะนิ่งๆทื่อๆละ เดินปัญญาต่อไม่ได้</strong> จิตไปติดล็อคละ ไปดูท้องพองยุบ ไปเพ่งอยู่ที่ท้องนะ จิตนิ่งอยู่ที่ท้อง อย่างนี้จิตไม่เดินปัญญาต่อ ไม่ดี เราเอาแค่ว่าหายใจไป จิตหนีไปแล้วรู้ พุทโธไป จิตหนีไปแล้วรู้ ดูท้องพองยุบไป จิตหนีไปแล้วรู้ ใครถนัดอะไร เอาอันนั้น ไม่ดีไม่เลวแตกต่างกันหรอก เหมือนๆกันหมดแหละ กรรมฐานอะไรก็ได้ เอาที่เราถนัด เอาที่เราทำแล้วมีความสุข</p>
<p><strong>ถ้าทำแล้วเครียดไม่เอา</strong> ถ้าใครพุทโธแล้วเครียดก็ไม่เอา ไปเอาคำอื่น ไปเอาอย่างอื่น ใครรู้ลมหายใจแล้วเครียดก็ไม่เอา ไปเอาอย่างอื่นนะ กรรมฐานมีเยอะแยะไป ลองดูสักอย่างหนึ่ง ถ้าอยู่กับอะไรแล้วมีความสุขนะ อยู่กับอันนั้นไป จิตจะสงบเองนะ จิตจะค่อยๆสงบ</p>
<p><strong>พุทโธๆ พุทโธๆ พุทโธๆ จิตไหลแล้วรู้ พุทโธๆ พุทโธๆ ไหลแล้วรู้ สักพักเดียวนะ จิตจะค่อยๆเชื่อง จิตจะไม่ค่อยไหล จิตจะสงบ รู้อยู่ สงบอยู่แล้วก็รู้ตัวอยู่ด้วย ไม่ใช่สงบแล้วเคลิบเคลิ้ม</strong> พวกเราต้องระวังให้ดี พวกที่ชอบนั่งสมาธิ นั่งแล้วเคลิ้มเนี่ย เหลวไหลที่สุดเลย นั่งสมาธิต้องไม่ขาดสตินะ นั่งสมาธิต้องมีสติตลอดเลย ไม่ใช่นั่งแล้วเคลิ้ม.. อย่างนั้นไปนอนเสียดีกว่า เดี๋ยวคอเคล็ด ไม่ได้เรื่องหรอก ทำไปแล้วโมหะมากกว่าเก่า แทนที่ทำไปแล้วจะลดละกิเลส</p>
<p>เนี่ย พอใจเราภาวนาไปนะ หาเครื่องอยู่อันหนึ่ง ใจเราก็ค่อยๆเชื่องๆนะ มันเชื่องเอง ค่อยๆเชื่อง มันไม่ฟุ้งไป เนี่ยเราสู้กิเลสอย่างกลางได้ กิเลสอย่างกลางเป็นตัวนิวรณ์ ความฟุ้งนานาชนิด ฟุ้งไปชอบเรียกว่ากามฉันทะ ฟุ้งไปเกลียดเรียกพยาบาท ฟุ้งไปฟุ้งมาเรียกอุทธัจจะกุกกุจจะ ฟุ้งลังเลสงสัย(วิจิกิจฉา &#8211; ผู้ถอด) ฟุ้งแบบอ้อยสร้อยอ้อยอิ่งหมดเรี่ยวหมดแรง เรียกถีนมิทธะ จิตมันมีแต่ฟุ้งไปทั้งนั้น</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้น เรารู้ หากรรมฐานอันหนึ่ง จิตไหลไปแล้วรู้ จิตไหลไปแล้วรู้ ฝึกอย่างนี้เรื่อย จิตจะมีสมาธิ จิตจะไม่ฟุ้ง เราสู้กิเลสอย่างกลางได้แล้ว</strong></p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่บริษัท ดอกบัวคู่<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๔<br />
</em></p>
<p><em>CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ บริษัท ดอกบัวคู่<br />
File: <a href="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540409A.mp3" target=''_blank">540409A</a><br />
ระหว่างนาทีที่  ๑๓ วินาทีที่ ๓๔ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๐๐<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/08/09/10681/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/540409A_13.34_21.00.mp3" length="7140979" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://usa.learndhamma.com/pramote/other/128/540409A.mp3" length="68085312" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>ต้องมีสติ มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/27/10129/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/27/10129/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Jul 2011 21:37:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[กำหนดเวทนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้ตื่น]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[จิตผู้เบิกบาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา กำหนดลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปาคุญญตา]]></category>
		<category><![CDATA[มุทุตา]]></category>
		<category><![CDATA[ลหุตา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุชุกตา]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<category><![CDATA[เหม่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ใจลอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10129</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-panya-dd.mp3" target="_blank"><strong>ต้องมีสติและสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา</strong></a></p>
<div id="attachment_10338" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/pic_meditation2.jpg"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/pic_meditation2-400x300.jpg" alt="ต้องมีสติ มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา" title="ต้องมีสติ มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา" width="400" height="300" class="size-large wp-image-10338" /></a><p class="wp-caption-text">ต้องมีสติ มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong> พวกเรารุ่นหลังๆคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติมากขึ้นๆ <strong>แทนที่สติจะระลึกรู้กาย สติระลึกรู้ใจ เราเอาสติไปกำหนดกายกำหนดใจ</strong> เช่นกำหนดลมหายใจ กำหนดอิริยาบถ ๔ กำหนดเวทนา กำหนดไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง</p>
<p><strong>สติจริงๆคือความระลึก ระลึกได้ถึงความมีอยู่ของกาย ระลึกได้ถึงความมีอยู่ของใจ</strong> ถ้าเมื่อไหร่เราใจลอย เราจะระลึกไม่ได้ถึงความมีอยู่ของกายของใจ กายกับใจมีอยู่ แต่เหมือนกับหายไป สังเกตมั้ยตอนที่ใจลอย คือตอนที่ดูพระพุทธรูปเมื่อตะกี้นี้ กายก็ยังมีอยู่นะ แต่เราลึมมันไป จิตใจก็มีอยู่แต่เราลืมมันไป นี่เรียกว่าขาดสตินั่นเอง ลืมกายลืมใจ <strong>สติเป็นเครื่องระลึกรู้ความมีอยู่ของกายความมีอยู่ของใจ ศัตรูของสติคือความขาดสติ ความเผลอความหลงนั่นเอง ความใจลอยนั่นเอง ความเหม่อ</strong></p>
<p><strong>ทีนี้พอเรามีสติแล้ว ใจเราต้องมีสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือใจตั้งมั่น สักว่ารู้สักว่าเห็น</strong> ตั้งมั่นแบบนุ่มนวล อ่อนโยน ตั้งมั่นแบบเบาๆนะ เรียกว่ามีลหุตา ใจเราเบา มีมุทุตา ใจเราอ่อนโยนนุ่มนวล มีกัมมัญญตาควรแก่การงาน คือไม่ถูกกิเลสครอบงำ ยกตัวอย่างภาวนาด้วยความอยากปฏิบัติ อยากได้มรรคผลนิพพาน อยากปฏิบัติ เรียกว่ามีกิเลสครอบงำ จิตไม่ควรแก่การงาน จิตดวงนั้นเป็นอกุศล</p>
<p>จิตที่เป็นกุศล คล่องแคล่ว ว่องไว เรียกว่าปาคุญญตา ไม่ใช่ซึมทื่อๆ ผู้ปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย น้อมจิตให้ซึมทื่อ นั่นทำลาย ปาคุญญตา ลงไปแล้ว จิตที่ซึมทื่อเป็นอกุศลจิต เอาจิตที่เป็นอกุศลมาเจริญวิปัสสนาไม่ได้ จิตที่เป็นกุศล มีอุชุกตา คือซื้อๆ ซื่อตรงในการรู้อารมณ์ กายเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ซื่อๆ เพราะฉะนั้น<strong>เราต้องมีจิตที่มีสัมมาสมาธิ จิตของเราต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย รู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลงไม่เผลอไป ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่า &#8220;จิตผู้รู้&#8221;</strong></p>
<p>จิตผู้รู้ก็ไม่ใช่จิตที่แข็งกระด้าง ไม่ใช่จิตที่ทื่อๆ ซึมๆ จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่าลืมคำว่าเบิกบาน อย่าลืมคำว่าตื่น ยกตัวอย่างนั่งอยู่นะ แล้วบอกว่ารู้อยู่นะ แต่ซึมๆอยู่นี้เรียกว่าไม่ตื่น นั่งอยู่แล้วแข็งกระด้าง ไม่เบิกบาน นั่นไม่ใช่จิตผู้รู้ นั่นเป็นจิตผู้เพ่ง เพราะฉะนั้น<strong>เราต้องมีจิตที่มีคุณภาพนะ มีสัมมาสมาธิ จิตที่ตั้งมั่น อ่อนโยน นุ่มนวล เบา เป็นกลาง สบาย คล่องแคล่วว่องไว ซื่อตรง ในการรู้กายรู้ใจ</strong></p>
<p><strong>พอเรามีจิตชนิดนี้ขึ้นแล้ว เวลามีสติระลึกรู้กาย เราจะเห็นความจริงของกาย การเห็นความจริงของกายเรียกว่าปัญญา</strong> มีสติระลึกรู้จิตใจ แล้วก็จะเห็นความเป็นจริงของจิตใจ แล้วก็จะเห็นความจริงของจิตใจ การเห็นความจริงนั้นแหละเรียกว่าปัญญา</p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นเราต้องมีเครื่องมือ คือ สติ มีสัมมาสมาธิ มีปัญญา สติเป็นความระลึกได้ถึงกายถึงใจ ไม่ลืมกายไม่ลืมใจ ไม่เผลอ ไม่ใจลอยไป</strong></p>
<p>สัมมาสมาธิ ใจเบา ใจนุ่มนวล ใจอ่อนโยน ไม่ใช่ไปเพ่งกายเพ่งใจ เพราะฉะนั้น<strong>พวกเผลอไปก็คือพวกขาดสติ พวกเพ่งกายเพ่งใจก็คือพวกขาดสัมมาสมาธิ</strong> เพ่งแล้วใจทื่อๆ ถ้าเราไม่เผลอไปกับเราไม่เพ่งไว้ เรียกว่าเรามีสติ เรามีสัมมาสมาธิ <strong>เมื่อใดมีสัมมาสมาธิมีสติแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เราจะเห็นทันทีว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา หลวงพ่อขอย้ำว่า เห็นทันทีนะ<br />
</strong><br />
<em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๑<br />
ระหว่างนาทีที่ ๒๓  วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/27/10129/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-panya-dd.mp3" length="9426023" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/07/01/10138/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/07/01/10138/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Jun 2011 21:34:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้ามภพข้ามชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[อานาปานสติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=10138</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-disappear-dd.mp3" target="_blank"><strong>การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน</strong></a></p>
<div id="attachment_10260" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/lightHouse2.jpg"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/07/lightHouse2-400x266.jpg" alt="การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน" title="การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน" width="400" height="266" class="size-large wp-image-10260" /></a><p class="wp-caption-text">การปฎิบัติธรรมข้ามภพข้ามชาติ ไม่หายไปไหน</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong><strong>คำว่าอานาปานสติมันไม่ได้แปลว่ารู้ลมหายใจอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก อานาปานสติถ้าจะแปลให้ถูกนะคือมีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก</strong> แต่ก่อนยังไม่เข้าใจตัวนี้ ก็เข้าใจว่าให้เรารู้ลมหายใจ อย่าให้เผลอไปที่อื่น เพราะงั้นเวลามาภาวนาอยู่บ้าน ยังเด็กเล็กๆ 7 ขวบ นั่งหายใจอยู่บ้าน หายใจอยู่วันสองวันเท่านั้น จิตก็รวมละ เพราะเด็กๆเนี่ยมันซื่อๆ มันภาวนา ครูบาอาจารย์ให้ทำก็ทำลูกเดียวเลย ไม่ได้คิดนะว่าทำแล้วจะได้อะไร จิตรวมลงไปก็ออกไปเที่ยวข้างนอกได้นะ อยากรู้อยากเห็นนะ ก็เที่ยวๆไป เที่ยวไปหลายวันนะ</p>
<p>วันนึงเกิดเฉลียวใจ เนี่ยของเก่าเราเคยสร้างมา เวลามันเดินผิดทางนะ มันจะมาเตือนเรา มันจะมาเตือนเรา รู้สึกว่าเอ๊ เราออกไปเห็นเทวดา เราก็ไม่ใช่เทวดา เราจะไปอยู่กับเทวดา เขาก็ไม่่ให้อยู่นะ เนี่ย เพราะงั้นมันจะมีประโยชน์อะไร เราไปดูสมบัติชาวบ้าน อย่างเนี้ยแล้วใจเคลิ้มๆออกไป เที่ยวรู้เที่ยวเห็น ถ้าเกิดไปเจอผีละจะทำยังไง เป็นคนกลัวผีนะ หลวงพ่อนะกลัวผีสุดๆ เลย ขนาดแมวที่บ้านตายนะ กลางคืนไม่กล้านอนหลับ กลัวผีแมวมาเข้าฝัน ผีลูกแมวด้วย ไม่ใช่ผีแมวตัวโตนะ กลัว ยังนึกเอ๊ ยังคิดว่าถ้าเราส่งออกนอกเราไปเจอผีจะทำยังไง สู้มันไม่ได้นะ กลัว <strong>ต่อไปนี้จะต้อง<span style="text-decoration: underline;">ไม่ให้เคลิ้ม</span> เพราะฉะนั้นนั่งรู้ลมหายใจแล้วไม่ให้เคลิ้มนะ</strong></p>
<p>เนี่ยเริ่มเปลี่ยนการหายใจละ หายใจไปก็เห็นไอ้ตัวนี้มันหายใจไปด้วย ได้แต่ความสงบอย่างเดียว ไม่ออกเที่ยวข้างนอกเท่านั้นแหละ หลวงพ่อทำอานาปานสติเพื่อความสงบมา 22 ปี ไม่ขาดเลยนะ มันมีอุปนิสัยที่จะปฏิบัติ นี่ครูบาอาจารย์ไม่ต้องมาเตือนไม่ต้องมาเร่งรัด ภาวนา ทุกวันหายใจเข้าหายใจออก นับพุทโธไป เข้าพุทออกโธนับหนึ่ง เข้าพุทออกโธนับสอง นับไปเรื่อยๆ ท่านพ่อลีให้นับถึงสิบแล้วลงมาเก้าใหม่ ลงมาแปดอะไรอย่างนี้ หลวงพ่อรู้สึกว่านับแค่สิบมันน้อยไป จิตมันรำคาญ ไม่ชอบ นับมันถึงร้อยเลย เราก็ปรับให้เข้ากับจริตนิสัยของเรา จิตใจก็ได้แต่ความสงบ</p>
<p>ทีนี้อยู่มาเรื่อยๆวันนึงสิบขวบ กำลังนั่งเล่นลูกหินอยู่หน้าบ้าน บ้านเป็นตึกแถว เล่นลูกหินอยู่นะ ไฟไหม้ข้างๆบ้านห่างไปสี่ห้าห้อง พอเห็นไฟไหม้ ตกใจ ตกใจเนี่ยนะรีบกระโดดคว้าลูกหินไว้ก่อน ของของเราเราไม่ทิ้งนะ เห็นมั้ยไม่ขาดสติถึงวิ่งทิ้งของ เรียกว่างกนั่นแหละ คว้าลูกหินมาได้ก็วิ่งเลย จะไปบอกพ่อ วิ่งเข้าบ้าน วิ่งไปฉับๆๆ สามก้าวเท่านั้น สติเกิดขึ้นอัตโนมัติเลย มันย้อนกลับมาเห็นความตกใจ เห็นความกลัวโดยอัตโนมัติ เรื่องนี้เคยไปเล่าถวายหลวงพ่อพุธ <strong>หลวงพ่อพุธท่านก็บอกว่าของเคยทำมาแต่ชาติก่อนๆ <span style="text-decoration: underline;">ในเวลาที่เรากระทบอารมณ์ที่รุนแรง</span>มันจะกลับมาเอง <span style="text-decoration: underline;">สติเนี่ยมันจะกลับมาเอง</span></strong></p>
<p>มีพระองค์นึงท่านมาเรียนกับหลวงพ่อ ท่านเรียนอยู่หกเดือนนะเข้าใจธรรมะ องค์นี้<strong>ท่านก็เล่าให้ฟัง พอท่านเข้าใจธรรมะแล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า พอเข้าใจขึ้นมาแล้ว จำได้เลยว่านี่ของเก่า ความรู้สึกตัวอย่างนี้ ความมีสติอย่างนี้ เป็นของซึ่งเคยมีมาแล้วในอดีต</strong> ตอนท่านเด็กๆเป็นวัยรุ่นโตกว่าหลวงพ่อนะ หลวงพ่อสิบขวบเห็นไฟไหม้ ท่านเป็นวัยรุ่นไปเที่ยวลอยกระทง เดินเพลินๆอยู่ <strong>เขาจุดพลุเปรี้ยงขึ้นมาข้างๆ ตกใจ สะดุ้งสุดตัวเลย เห็นจิตที่ตกใจ ความตกใจก็ขาดสะบั้นลงตรงนั้นเลย  เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมาแทน</strong> เนี่ยสภาวะอย่างเนี้ย สังเกตมั้ยว่ามันจะเป็นสภาวะที่เจือด้วยโทสะ ความกลัว ความตกใจอะไรเนี่ย หรือถ้าโกรธแรงๆนะ ตระกูลโทสะเนี่ยมันดูง่าย</p>
<p><strong>งั้นอย่างเวลาเราฝึกปฏิบัติไว้ ชาตินี้ยังไม่ได้ ชาติหน้าข้ามภพข้ามชาติไปนะ</strong> เวลาเราไปกระทบอารมณ์ที่รุนแรงสติจะเกิดขึ้นเอง เพราะงั้นไม่หายไปนะ ไม่ใช่เหมือนเรียนปรัยัติ เรียนปริยัติแล้วพอแก่ก็ลืมละ หรือพอสอบเสร็จก็ลืมหมดละ แต่เรียนปฏิบัติเนี่ย ฝังเข้าถึงจิตถึงใจ ไม่ลืม นี่ ตอนสิบขวบนะ มันมาดูจิตได้ แต่ว่าลืมไปอีก ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ไม่มีครูบาอาจารย์</p>
<p><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า<br />
</em></p>
<p><em><br />
CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม<br />
Track: ๒<br />
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๓๗<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/07/01/10138/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/06/501017A-disappear-dd.mp3" length="11067558" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/05/10/8725/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/05/10/8725/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 May 2011 21:57:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[คิด]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมคู่]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รู้]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สงบ]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องอยู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=8725</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530828A-bud-dd.mp3"><strong>การพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม</strong></a></p>
<div id="attachment_9076" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/05/11_101-400x266.jpg" alt="บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม" title="บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม" width="400" height="266" class="size-large wp-image-9076" /><p class="wp-caption-text">บริกรรมพุทโธ โดยใช้จิตเป็นวิหารธรรม</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์: </strong>พอได้มั้ย <strong>พุทโธ ไม่มีสภาวะรองรับ พุทโธเป็นบัญญัติ แต่ว่าถ้ามาใช้พุทโธเนี่ย ต้องมาดูที่จิต</strong> พุทโธแล้วมาดูอยู่ที่จิต เวลาเราพุทโธๆไป บางทีจิตหนีไปคิด บางทีจิตก็มาอยู่กับพุทโธ เดี๋ยวจิตก็หนีไปคิด เดี๋ยวจิตก็มาอยู่กับพุทโธ นี่แสดงความไม่เที่ยงให้ดูได้ <strong>ถามว่าเวลาเราพุทโธนั้นเราใช้อะไรเป็นวิหารธรรม เราไม่ได้ใช้พุทโธเป็นวิหารธรรม แต่เราใช้จิตเป็นวิหารธรรมนะ</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่าง <strong>ครูบาอาจารย์สายวัดป่าท่านพุทโธ ท่านบอกว่า ถ้าพุทโธเป็นนะ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เล</strong>ย คนที่เรียนอภิธรรมจะบอก เป็นไปไม่ได้ เพราะพุทโธเป็นบัญญัติ เป็นเรื่องที่คิดขึ้นมา ไม่มีสภาวะของรูปนามรองรับ อันนี้ไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านสอนหรอก</p>
<p>พุทโธ คือ อะไร พุทโธ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อะไรคือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ก็จิตนั่นแหละ คือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เพราะฉะนั้น<strong>ถ้าเราพุทโธเป็นนกแก้วนกขุนทองนะ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตสงบ ได้สมถะ ไม่ขึ้นวิปัสสนานะ</strong><br />
<strong><br />
ถ้าพุทโธเป็นเครื่องสังเกตจิต เอาจิตเป็นวิหารธรรม จิตลืมพุทโธไปเนี่ย จิตฟุ้งซ่าน รู้ทันจิตฟุ้งซ่านนะ จิตหนีไป จิตไปอยู่กับพุทโธ จิตสงบ เห็นมั้ย เดี๋ยวก็จิตสงบ เดี๋ยวก็จิตฟุ้งซ่าน เดี๋ยวจิตสงบ เดี๋ยวจิตฟุ้งซ่าน เห็นมั้ย ก็ดูได้นะ เป็น ๑ คู่ จิตสงบกับจิตฟุ้งซ่าน เป็น ๑ คู่ แสดงไตรลักษณ์ได้แล้ว เป็นธรรมคู่แล้ว</strong></p>
<p>เพราะฉะนั้นถ้าทำเป็นนะ กรรมฐานอะไรก็ง่ายไปหมดเลย</p>
<div><em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า</em></div>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖<br />
Track: ๕<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530828A.mp3" target="_blank">530828A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๑<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/05/10/8725/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/04/530828A-bud-dd.mp3" length="3765811" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/036/mp3/530828A.mp3" length="14390544" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>รู้ด้วยใจ ตายแล้วความรู้นี้ไม่หาย</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/03/18/6734/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/03/18/6734/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Mar 2011 22:02:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขันธ์ ๕]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความบริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเหตุกับผลให้พอดีกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รูปนาม]]></category>
		<category><![CDATA[เข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เราทำเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[เราเจริญปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เราเจริญสติ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีใครทำให้จิตบรรลุมรรคผลนิพพานได้]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีใครสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6734</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/520426A.19m33-23m15.mp3" target="_blank">รู้ด้วยใจ ตายแล้วความรู้นี้ไม่หาย</a></p>
<div id="attachment_6736" class="wp-caption alignnone" style="width: 347px"><img class="size-full wp-image-6736" title="รู้ด้วยใจ ตายแล้วความรู้นี้ไม่หาย" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/insp73.jpg" alt="รู้ด้วยใจ ตายแล้วความรู้นี้ไม่หาย" width="337" height="439" /><p class="wp-caption-text">รู้ด้วยใจ ตายแล้วความรู้นี้ไม่หาย</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จนเข้าถึงความบริสุทธิ์ก็ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนามนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงบอก บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยศีล ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยสมาธินะ แต่ถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญา ลำพังมีศีลนะ ก็บริสุทธิ์บ้าง สกปรกบ้าง มีสมาธิ เดี๋ยวสมาธิก็ยังเสื่อม ให้มีปัญญาเข้าใจ จิตมันเข้าใจนะ ไม่ใช่เราเข้าใจนะ</p>
<p>ยกตัวอย่างเวลาเราฟังธรรมะนะ เราฟังแล้วก็จดนะ จดๆไว้ ท่องๆไว้ เหมือนฟังเลคเชอร์เนี่ย อันนี้เราเข้าใจ สมองมันเข้าใจ แต่ถ้าจิตเข้าใจ มันจะซาบซึ้งเลย ฝังลึกเข้าไปนะ ข้ามภพข้ามชาติ ในความรู้ชนิดนี้</p>
<p>หลวงพ่อมีเพื่อนเป็นนักอภิธรรมเยอะ บางคนก็มาบอกว่าเรียนอภิธรรมมากๆไว้ ชาติหน้าจะได้รู้ธรรมะง่าย มันข้ามภพข้ามชาติ โถ.. โม้ พอสอบเสร็จก็ลืมแล้ว ไม่ทันจะข้ามภพข้ามชาติหรอกนะ เนี่ยจำด้วยสมอง หรือพอแก่หน่อยก็ลืมแล้ว</p>
<p>ไม่เหมือนการภาวนานะ เราเห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ผุดขึ้นในใจ เห็นความสุข ความทุกข์ ผุดขึ้นมาหายไปๆ เรารู้ของเราอยู่อย่างนี้เรื่อย.. มันรู้ด้วยใจ มันจะฝังเข้าไปในใจ ตายแล้วความรู้นี้ไม่หายนะ สะสมไปอีก ชาติหน้าเราภาวนาง่ายกว่านี้อีก คนที่เขาภาวนาง่ายๆในชีวิตนี้ เพราะเขายากมาก่อน ไม่ใช่อยู่ๆก็บุญพาวาสนาส่งนะ ใส่บาตรมาเยอะ ชาตินี้บรรลุพระอรหันต์ไว ไม่ใช่นะ หรือเคยเจอพระพุทธเจ้า ไปใส่บาตรพระพุทธเจ้า แล้วก็ สา..ธุ นิพฺพาน ปจฺจโย โหตุ ชาตินี้กินๆนอนๆแล้วก็บรรลุ ไม่มีทางหรอก ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ้คหรอก</p>
<p>เราทำบุญใส่บาตร ผลคืออะไร เราละความโลภของเรา เมื่อความโลภลดลงก็ภาวนาง่าย ต้องอย่างนี้ถึงจะฉลาด ทำบุญใส่บาตรแล้วหวังว่าจะเกิดปัญญา นี่คนละเรื่องกันเลย เหมือนอยากได้ลูกมะม่วงแล้วไปทำนา อะไรอย่างนี้ ไม่ได้หรอก คนละเรื่องกัน ก็ทำเหตุกับผลให้ตรงกันนะ</p>
<p><strong>อยากให้เกิดปัญญา ก็มีสติรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางไป ส่วนศีลและสมาธิเป็นเครื่องสนับสนุน ทำเหตุกับผลให้พอดีกัน</strong> ถามว่าเมื่อไหร่พอดีล่ะ ให้ทำไปเรื่อยๆ มีหน้าที่ก็ทำไปเรื่อย.. คล้ายๆเรากินข้าวนะ เรากินข้าวเรารู้มั้ย เมื่อไหร่จะอิ่ม เรายังไม่รู้ ใช่มั้ย เราค่อยๆกินไปเรื่อยๆ ถึงเวลาหนึ่งมันก็อิ่ม ถามว่าอิ่มของแต่ละคนเท่ากันมั้ย ไม่เท่ากันน่ะ แต่ละคนกินเท่านี้ไม่อิ่มเท่ากัน บางคนต้องกินเยอะๆถึงจะอิ่ม บางคนกินนิดๆหน่อยๆก็อิ่ม บางคนไม่ทันจะกินก็อิ่ม ก็มีนะ พวกกินไม่ลงแล้ว เบื่อ</p>
<p><strong>เราภาวนาไปนะ จนใจเราอิ่ม จนใจเราพอ ใจเราพอแล้วเขาก็ตัดของเขาเอง ไม่มีใครสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จำไว้นะ ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตที่เจริญสติเจริญปัญญาจนแก่รอบนั้นแหละ เขาบรรลุมรรคผลนิพพานของเขาเอง เราสั่งเขาไม่ได้</strong></p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นไม่รีบร้อนนะ เราทำเหตุ เราเจริญสติ เจริญปัญญาไปเรื่อย รู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้วก็เป็นกลางเรื่อยไป ทุกอย่างที่ปรากฎขึ้นในกายในใจ คอยรู้เท่าที่รู้ได้ ไม่ใช่รู้ตลอดเวลา รู้ตลอดเวลาไม่ได้เพราะสติไม่ได้เกิดตลอดเวลา</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า</em></div>
<p>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426A.mp3" target="_blank">520426A.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๕
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/03/18/6734/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/520426A.19m33-23m15.mp3" length="883296" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520426A.mp3" length="11467936" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/02/22/6805/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/02/22/6805/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Feb 2011 21:15:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sawang156</dc:creator>
				<category><![CDATA[การปฎิบัติในรูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ซ้อม]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทัน]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ. ซ้อมชก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6805</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/490103B_2346_2556.mp3" target="_blank">วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ</a></p>
<div id="attachment_6818" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-6818" title="วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/webboard-reply31269.gif" alt="วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ" width="400" height="559" /><p class="wp-caption-text">วิธีพุทโธเพื่อรู้ทันใจ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ ถ้าถนัดพุทโธ ก็หัดจากพุทโธได้นะ หัดพุทโธต่อไป</strong> พุทโธ..อย่าขี้เกียจนะ พุทโธทุกวัน พุทโธบ่อยๆ พุทโธจนใจมันพุทโธของมันเอง ทีนี้พอเราพุทโธๆเนี่ย <strong>ไม่ใช่พุทโธเลื่อนลอยนะ พุทโธเพื่อจะคอยรู้ทันใจตัวเอง เคยมั้ย พุทโธๆ แล้วหนีไปคิดเรื่องอื่น เราก็พุทโธของเราไป พอใจมันหนีไปก็รู้ทัน พุทโธไปเรื่อยๆ บางวันใจสงบ รู้ว่าใจสงบนะ พุทโธไปแล้วใจฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน </strong>สรุปแล้วก็คือเราจะหัดพุทโธเพื่อจะรู้ทันใจตนเอง อย่างนี้พอเข้าใจมั้ย ลองทำนะ</p>
<p>คล้ายๆเราเอาพุทโธเป็นกระสอบทราย ซ้อมชกน่ะ จนกระทั่ง จิตใจของเราเนี่ย เคลื่อนไหวไปทางไหน เรารู้ทันหมดเลย พุทโธๆ หนีแว้บไปแล้ว รู้ทัน พุทโธๆ แล้วเพ่งแล้ว รู้ทัน พุทโธแล้วสงบ สุข ปีติอะไรเกิดขึ้น รู้ทันใจของเราเรื่อยๆ พุทโธเพื่อจะรู้ทันใจ</p>
<p><strong>คำว่าพุทโธ หรือพุทธะ แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็คือตัวจิตของเรานั่นเอง เราท่องพุทโธๆเพื่อจะเข้ามารู้ให้ถึงจิตถึงใจตนเอง พอเรารู้ถึงจิตถึงใจตนเอง เราก็พร้อมที่จะปฎิบัติแล้วในชีวิตจริงๆ</strong></p>
<p>ยกตัวอย่างเราออกมาอยู่ข้างนอกนี้ พอตาเรามองเห็นสาว ใจเราวิ่งไปหาเขาแล้ว เรารู้ทันเลยใจมันวิ่งไปแล้ว เราเดินๆอยู่ใจลอยแว้บไป เราเคยพุทโธแล้วรู้ทันว่าใจลอยนะ พอเรามาอยู่ข้างนอกไม่ได้พุทโธนี่แหละ พอใจลอยแว้บ..นะ มันจะรู้ทันว่าใจลอย ในที่สุดเราจะรู้ทันใจตนเอง <strong>จะสุขจะทุกข์ จะดีจะชั่ว เราก็จะรู้ทันไปเรื่อยๆ เมื่อรู้ทันไปเรื่อยๆ ต่อไปปัญญาจะเกิด เราจะเห็นเลยว่าจิตนี้เป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย จิตนี้เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ เดี๋ยวมันจะดีเราก็สั่งให้ดีไม่ได้ มันจะร้ายเราก็ห้ามมันก็ไม่ได้</strong> มันจะใจลอย มันจะไปคิด ก็ห้ามมันไม่ได้ เนี่ย<strong>เฝ้ารู้จนเห็นเลย มันไม่ใช่ตัวเรา ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา ก็ได้ธรรมะเบื้องต้นแล้ว</strong></p>
<p>อย่างนี้พอไหวมั้ย พุทโธนะ อย่าขี้เกียจนะ อันตรายอุปสรรคสำคัญของนักปฎิบัติ คือขี้เกียจแหละ</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี<br />
ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี<br />
เมื่อวันอังคารที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ หลังฉันเช้า</em></div>
<p><em>CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๑๑<br />
ลำดับที่ ๒<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/011/mp3/490103B.mp3" target="_blank">490103B</a><br />
นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๕๖<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/02/22/6805/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/01/490103B_2346_2556.mp3" length="520648" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/011/mp3/490103B.mp3" length="27201309" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>กรรมฐานของเราจะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2011/01/30/6424/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2011/01/30/6424/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 29 Jan 2011 21:38:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์นักภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกกาย]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[นิโรธ]]></category>
		<category><![CDATA[พระรัตนากรณ์วิสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[มรรค]]></category>
		<category><![CDATA[มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทัย]]></category>
		<category><![CDATA[สุรินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ฝั้น]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์แห่งจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=6424</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 for download : </strong><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/520418.09m43-13m08.mp3" target="_blank">กรรมฐานของเราจะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป</a></p>
<div id="attachment_6426" class="wp-caption alignnone" style="width: 235px"><img class="size-medium wp-image-6426" title="หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/1195526479-225x300.jpg" alt="หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" width="225" height="300" /><p class="wp-caption-text">หลวงปู่ดูลย์ อตุโล</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์</strong>: เมื่อปีสองสี่ ปลายๆปี หลวงพ่อไปเจอธรรมะของ<strong>หลวงปู่ดูลย์</strong>เข้า ตอนนั้นไม่รู้จักท่านหรอก เพราะเขียนชื่อ &#8220;พระรัตนากรวิสุทธิ์&#8221; เขียนไว้แค่นั้น ใครก็ไม่รู้ แล้วก็บอกว่า <strong>&#8220;จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย ผลที่จิตส่งออกนอกเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ผลที่จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นนิโรธ อนึ่งจิตมีธรรมชาติส่งออกนอก&#8221; </strong></p>
<p>ยังมีอีกบทหนึ่งนะ <strong>จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก ถ้าส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหวนี้เป็นสมุทัย ผลที่จิตส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหวเป็นทุกข์ ถ้าจิตส่งออกนอกแล้วมีสติอยู่อย่างบริบูรณ์ จิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหวเป็นมรรค แล้วก็พ้นจากความทุกข์ไปเป็นนิโรธ</strong> พระอริยะเจ้าทั้งหลาย นี่บทสรุป <strong>พระอริยะเจ้าทั้งหลายหมายถึงพระอรหันต์นะ มีจิตไม่ส่งออกนอก มีจิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหว ก็พ้นจากทุกข์</strong></p>
<p>ธรรมะของท่าน อ่านตรงนี้ โอ้..อ่านแล้วสะใจจัง ตอนนี้เหลือท่อนเดียว นึกออกไหม เหลือแต่จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัย ท่อนหลังไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว ไม่มีใครทรงจำไว้เลยทั้งที่ดี จำท่อนแรกไว้เพราะดูเก๋ไก๋ดี</p>
<p>พออ่านตรงนี้แล้วเรารู้สึกขึ้นมา โอ้.. ธรรมะอะไรประหลาด จริงๆนะ จิตมันทุกข์นะ ถ้าจิตมันทุกข์นะมันไม่ใช่เราทุกข์ นี่ใจรู้สึกอย่างนี้นะ <strong>ถ้าจิตไม่ทุกข์เสียอย่างแล้วใครจะทุกข์</strong> อ่านธรรมะของท่านแล้วมันวกเข้ามาตรงนี้ได้ โอ้..อยากรู้จักนะ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พระองค์นี้ ไปเที่ยวถามๆคนนะ เขาบอกว่าคงตายไปแล้วล่ะ คงมรณภาพไปแล้ว เพราะเป็นอาจารย์ของหลวงปู่ฝั้นอีกที หลวงปู่ฝั้นยังสิ้นไปแล้วเลย สิ้นตั้งแต่ปีสองสามมั้ง ราวๆนั้น หลวงปู่ดูลย์จะไปอยู่ได้อย่างไร</p>
<p>อยู่มาจนถึงเดือนกุมภา พงษ์เชษฐ์มาบอก ท่านยังอยู่นะ อยู่สุรินทร์ รู้อยู่แค่นี้ รู้ว่าท่านอยู่สุรินทร์ ชื่อหลวงปู่ดูลย์ เราขึ้นรถไฟไปหาท่าน ไปแล้วเที่ยวถามเขา ยังไม่รู้เลยว่าท่านอยู่อำเภอไหน อยู่ที่ไหนไม่รู้หรอก ลุยไปถามเอา ไปถามๆ ที่แท้อยู่ในเมืองนั่นเอง เจอท่านก็เรียนกับท่าน ท่านสอนให้ดูจิตดูใจตัวเอง</p>
<p>แทนที่ท่านจะบอกว่า ให้มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ถ้าเป็น<strong>สำนวนแบบช่วยย่อย</strong>นะ <strong>&#8220;มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง&#8221; </strong>นี่ย่อยให้เสร็จแล้วนะ ถ้าเอาไปกินแล้วยังไม่ย่อยอีกก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วนะ</p>
<p>ไปหาหลวงปู่ แล้วหลวงปู่สอน <strong>&#8220;การปฏิบัติไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง&#8221; </strong>สอนเท่านี้แหละ เราก็มาคอยรู้ทันจิตตัวเอง มาคอยรู้ไปเรื่อย <strong>เครื่องมือในการรู้จิตตัวเองนะ ก็คือสตินั่นเอง</strong></p>
<p>ตอนนั้นไม่รู้จักหรอก ไม่รู้สติเสตอะเป็นยังไง ไม่รู้ทั้งสิ้นเลย ท่านบอกให้อ่านจิตตนเอง ก็คอยสังเกตว่าจิตมันเป็นยังไง จิตมันอยู่ที่ไหน จิตมันเป็นยังไง จะอ่านมันได้ยังไง คอยสังเกต เพราะรู้อยู่อย่างเดียวว่า<strong>จิตต้องอยู่ในร่างกายนี้แน่ จิตไม่อยู่เกินร่างกายออกไปหรอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ กรรมฐานของเรานี้ จะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป</strong></p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒</em></p>
<p><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520418.mp3" target="_blank">520418.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๑<br />
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๔๓ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๘<br />
</em></p>
</div>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2011/01/30/6424/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/12/520418.09m43-13m08.mp3" length="816632" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/030/mp3/520418.mp3" length="14219984" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5431/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5431/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Nov 2010 11:31:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>norm</dc:creator>
				<category><![CDATA[บริกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รู้สึกตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ลมหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิหารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หลงนาน]]></category>
		<category><![CDATA[พุทโธ]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกายไม่ใช่ตตัวเรา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=5431</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>mp3 for download: <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.14m59-16m59.mp3" target="_blank">อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</a></p>
<div id="attachment_5432" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-5432" title="อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/flower_053-300x225.jpg" alt="อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว" width="300" height="225" /><p class="wp-caption-text">อยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</p></div>
<p><strong>โยม:</strong> อยู่ที่วัดเนี่ย ไม่มีอะไรกระทบแรงๆค่ะ เพราะฉะนั้นก็จะตามรู้กายรู้ใจไป เห็นแต่ความหลง ส่วนใหญ่แล้วก็จะหลงอยู่บ่อยมาก</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> หลงนานมั้ย</p>
<p><strong>โยม:</strong> อืม.. ก็ระยะหนึ่ง พอรู้สึกตัวก็กลับมาดูค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> คือ.. เวลาหลงเนี่ยนะ <strong>ถ้าเรามีเครื่องอยู่ มีวิหารธรรมเนี่ย จะไม่หลงนาน แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องอยู่ จะหลงนาน</strong> เพราะฉะนั้นการที่เรามีวิหารธรรมไว้อันหนึ่ง มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง อะไรอย่างนี้ จะช่วย เช่นเราอยู่กับพุทโธ พุทโธ พุทโธ นะ พอจิตทิ้งพุทโธไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว</p>
<p>หรือเราอยู่กับลมหายใจ พอจิตทิ้งลมหายใจไป เราก็รู้ว่าหลงไปแล้ว รู้บ่อย บ่อย บ่อย บ่อย ต่อมาจิตไหลไปเนี่ย รู้เองเลย นะ มันจะรู้อัตโนมัติ มันจะเร็ว ค่อยฝึกเอา</p>
<p><strong>โยม:</strong> ทีนี้อย่างเมื่อวานนี้</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ยกไมค์อย่างนี้</p>
<p><strong>โยม:</strong> เมื่อวานนี้ค่ะ มีเจ็บหลัง ก็คอยตามดู แล้วก็อยากรู้ว่า ไม่ได้ ไม่ได้ ตามดูว่าจะเป็นยังไง ตามดูอยู่ห่างๆ สักพักหนึ่ง มันก็หายไป ใจก็ไปคิดอย่างอื่น</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> รู้สึกมั้ย ร่างกายมันอยู่ห่างๆ เนี่ย ดูออกหรือยัง</p>
<p><strong>โยม:</strong> นิดหน่อยค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> รู้สึกมั้ย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ดูมั้ย ดูได้มั้ยอันนี้</p>
<p><strong>โยม:</strong> ยังดูไม่เห็นค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ยังไม่เห็นก็ดูไปเรื่อยๆนะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> ค่ะ แต่ที่เรียนรู้อย่างหนึ่งคือ ถ้าเกิดทำอะไรรีบๆน่ะ จะตามดูกายดูใจไม่ได้</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ใช่สิ มันรีบ ลุกลี้ลุกลน แล้วหลงไป นะ</p>
<p><strong>โยม:</strong> และถ้ามีอะไรมากระทบกาย แรงๆเนี่ย คือ อย่างปฎิบัติอยู่ แล้วแมลงตอมเยอะเนี่ย จะรู้แล้วว่ารำคาญ แต่พอรู้ปุ๊บ มือปัดทันทีเลย ยังไม่ทันได้เห็นเลย ก็ไป..</p>
<p><strong>หลวงพ่อ:</strong> ไม่เป็นไร อย่าปัดให้มันตายก็แล้วกัน แต่แมลงวัดนี้ไว ปัดไม่ถูกหรอก มันเป็นแมลงหวี่ แมลงหวี่น่ากลัวนะ น่ากลัวกว่าแมลงวันอีก เวลากัดเนี่ย มันเป็นสัตว์ที่กินเนื้อนะ เพราะฉะนั้นถ้ามีแผลนิดนึงมันจะแทะ แทะ แทะ แทะ เข้าไป แล้วก็จะเป็นแผลติดเชื้อ ลามไปเรื่อยๆ เอ้า ต่อไป เชิญยกมือ</p>
<div><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า</em></div>
<div><em>CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" target="_blank">521204B.mp3</a><br />
ลำดับที่ ๔<br />
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๙</em></div>
<p><em> </p>
<p></em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2010/11/29/5431/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/11/521204B.14m59-16m59.mp3" length="478840" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/033/mp3/521204B.mp3" length="23604736" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

