<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>Dhammada.net</title>
	<atom:link href="http://www.dhammada.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dhammada.net</link>
	<description>คือความเรียบง่าย คือธรรมะ คือธรรมดา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : พระโสดาบัน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 11:47:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[พระโสดาบัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13726</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/soda2.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13728" title="soda2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/soda2.jpg" alt="" width="500" height="347" /></a></p>
<p><strong>พระโสดาบัน</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม  : โสดาบันมีลักษณะพิเศษยังไงคะ เราจะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นแล้ว และมีไหมที่ได้โสดาบัน โดยที่ไม่รู้ตัวเอง ?</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระโสดาบัน คือผู้ที่ละสังโยชน์ 3 ได้คือ<br />
ละสักกายทิฏฐิได้ คือหมดความเห็นผิดว่ามีตัวตน<br />
ละวิจิกิจฉาได้ คือละความลังเลสงสัยต่อพระรัตนตรัยได้<br />
ละสีลัพพตปรามาสได้ คือละการยึดถือในศีลในวัตรปฏิบัติที่ผิดๆได้<br />
ลักษณะของพระโสดาบันอื่นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็คือ<br />
เป็นผู้ไม่ไปเกิดในอบายอีก จะพ้นทุกข์ได้ในอีกไม่เกิน 7 ชาติ<br />
ซึ่งจากลักษณะดังกล่าว จะเป็นการยากมากที่คนทั่วไปจะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน<br />
นอกจากผู้นั้นจะมีความแตกฉานในสภาวธรรมจริงๆ<br />
จึงจะแยกแยะออกว่า สามารถละสังโยชน์ ๓ ได้หรือยัง<br />
แต่ถึงกระนั้น หากไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็จะไม่สามารถรู้ได้อย่างแม่นยำจริงๆ<br />
ดังนั้นหากสงสัยว่าใครเป็นหรือไม่เป็น<br />
โดยเฉพาะถ้าสงสัยว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นละก็<br />
ขอให้รู้ทันจิตที่สงสัยไปเลยนะครับ<br />
อย่าไปยึดถือว่าใครเป็นไม่เป็น เราเป็นไม่เป็น<br />
แล้วก็เพียรภาวนาต่อไป เพราะแม้ใครจะเป็นหรือจะเป็นก็ตาม<br />
เราเองก็ยังต้องเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ต่อไปอีกจนกว่าจะพ้นทุกข์ <img title="ยิ้มกว้างๆ" src="http://202.170.126.21/forum/Smileys/default/cheesy.gif" border="0" alt=":D" /></span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/06/13726/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าครูบาอาจารย์ : อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13718/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13718/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 15:56:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[พระอาจารย์สุจินต์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อมหาวิบูลย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13718</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPVB.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13719" title="LPVB" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPVB.jpg" alt="" width="405" height="604" /></a></p>
<p><strong>อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ  โดย คุณ วีรวงศ์</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อมหาวิบูลย์ท่านหนึ่ง<br />
เริ่มภาวนาด้วยการอ่านหนังสือเอง<br />
ตั้งแต่ตอนยังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี<br />
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<br />
โดยมีเพื่อนของท่านผู้นั้น เป็นลูกศิษย์ใน<br />
พระเดชพระคุณหลวงพ่อมหาวิบูลย์<br />
เมื่อเพื่อนทราบว่าท่านสนใจการภาวนา<br />
จึงได้พาท่านมากราบ<strong>หลวงพ่อมหาวิบูลย์</strong>ที่วัดอินทาราม<br />
เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว</span></p>
<p><span style="color: #008000;">หลวงพ่อได้ซักถามถึงวิธีการและผลการภาวนา<br />
หลวงพ่อได้กล่าวว่าถูกต้อง<br />
และท่านยังได้แนะนำการภาวนาเพิ่มเติม<br />
<strong>เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นั้นได้พระอาจารย์สอนกรรมฐาน</strong></span></p>
<p><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPsj.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13720" title="LPsj" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LPsj.jpg" alt="" width="542" height="363" /></a></p>
<p><span style="color: #008000;">ต่อมา ท่านยังได้ศึกษาเพิ่มเติมในสำนักครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่รูปอื่น<br />
โดยมี <strong>หลวงปู่ดูลย์ อตุโล, หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร </strong>เป็นอาทิ<br />
เมื่อได้ลิ้มรสผลการภาวนามาพอสมควร จึงปรารภที่จะอุปสมบท<br />
แต่ติดขัดอยู่ที่ มีมารดาที่ต้องดูแล และท่านก็เป็นบุตรเพียงคนเดียว<br />
เมื่อมีเงินพอที่จะเลี้ยงมารดาต่อไปได้เอง<br />
และฝากไว้กับญาติได้แล้วจึงจะได้อุปสมบท<br />
ในสำนักของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นอุปัชฌาย์</span></p>
<p><span style="color: #800080;">หลวงพ่อมหาวิบูลย์ ท่านคงต้องการตอกย้ำความมั่นคงในการอุปสมบท<br />
ให้กับมารดาของศิษย์ท่านนี้ เมื่อมีโอกาสได้พบมารดาของศิษย์ท่านนั้น<br />
ท่านจึงได้ปรารภธรรมคติเพื่อให้รำลึกถึงคุณค่าของการอุปสมบทลูกให้มารดาฟังว่า</span></p>
<p><strong><span style="font-size: large;"><span style="color: #4169e1;">&#8220;โยมอยากได้ลูกสะใภ้ หรืออยากได้ลูกพระ&#8221;</span></span></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;">&#8220;ลูกสะใภ้ จะดี หรือไม่ดีก็ไม่รู้&#8221;</span></p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">&#8220;แต่ลูกพระคิดถึงเมื่อไรแล้วก็สุขใจ&#8221;</span></strong></p>
<p><span style="color: #800000;">เมื่อท่านได้อุปสมบทเป็นพุทธชิโนรสแล้ว<br />
ยังได้สงเคราะห์มารดาด้วยธรรมะตามสมควร<br />
ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของบุตรอย่างเต็มที่ จนได้จากกันไป<br />
ซึ่งถ้าท่านมิได้อุปสมบท อาจมิได้ปฏิบัติได้ขนาดนี้<br />
ศิษย์ท่านนั้นได้เจริญในสมณเพศจนถึงปัจจุบัน<br />
ปัจจุบันศิษย์ที่กล่าวถึงนั้นท่านคือ<br />
พระเดชพระคุณ <strong>พระอาจารย์สุจินต์ สุจิณฺโณ</strong> ครับ</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ปล. จดจำจากคำบอกเล่าของ หลวงพ่อสุจินต์ ครับ _/|\_ _/|\_ _/|\_</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><em>*** พระอาจารย์สุจินต์ สุจิณฺโณ เป็นหนึ่งในศิษย์อาวุโสท่านหนึ่งของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และเป็นครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อปราโมทย์ให้ความเคารพมาก โดยในช่วงแรกของการออกบวชเป็นพระภิกษุของหลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้ไปอยู่จำวัดที่ สวนโพธิญาณ อรัญวาสี ซึ่งมี พระอาจารย์สุจินต์ เป็นเจ้าอาวาส ภายใต้การอนุญาตของพระอุปัชฌาย์ ***</em></span></p>
<p><span style="color: #800000;"><a href="http://www.romphosai.com/forums/หลวงพ่อมหาวิบูลย์-พุทธญาโณ/10813-เมตตาธรรมจากหลวงพ่อ-อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ.html">อ้างอิง  : http://www.romphosai.com/forums/หลวงพ่อมหาวิบูลย์-พุทธญาโณ/10813-เมตตาธรรมจากหลวงพ่อ-อยากได้ลูกสะใภ้หรือลูกพระ.html</a></span></p>
<p><strong><em><br />
</em></strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13718/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Dhammada News : ขอเชิญฟังธรรมโดยหลวงพ่อปราโมทย์ ณ โตโยต้า ชัยรัชการ บางนา ในวันที่ 14 ก.พ. 2555</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13700/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13700/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 12:44:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[*** ข่าวสารธรรมดา (NEWS)]]></category>
		<category><![CDATA[Dhammada News]]></category>
		<category><![CDATA[โตโยต้า ชัยรัชการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13700</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/DSC_8824.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13702" title="DSC_8824" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/DSC_8824.jpg" alt="" width="627" height="418" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff6600;">ขอเชิญฟังธรรมโดยหลวงพ่อปราโมทย์ ณ โตโยต้า ชัยรัชการ บางนา ข้างมหาวิทยาลัยหัวเฉียว ในวันที่ 14 ก.พ. 2555</span></strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff6600;">เริ่มเวลา 13.00 น. ติดต่อ คุณณัฐชา 081-773-5082</span></strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff6600;">โตโยต้า ชัยรัชการ : 21/3 หมู่ 7 ถนนบางนา-ตราด กม.16</span></strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/toyota.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13701" title="toyota" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/toyota.jpg" alt="" width="713" height="551" /></a></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13700/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตที่หลงไป</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 12:23:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตมีโมหะ]]></category>
		<category><![CDATA[จิตหลง]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดพ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13695</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/q091756.jpg"><img class="size-full wp-image-13696 aligncenter" title="q091756" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/q091756.jpg" alt="" width="544" height="569" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>จิตที่หลงไป</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800000;">ทุกครั้งที่รู้เท่าทันความดิ้นรนพยายาม<br />
ที่จะทำจิตให้เป็นไปตามที่อยากให้เป็น<br />
ก็จะเห็นว่า<br />
การพยายามทำจิตให้เป็นตามต้องการนั้น<br />
มันก็แค่จิตที่หลงไป<br />
บางทีก็หลงไป เพราะอยากเข้าใจธรรมะ<br />
บางทีก็หลงไป เพราะคิดว่าถ้าทำได้แล้วจะมีปัญญาหลุดพ้น<br />
บางทีก็หลงไป เพราะจิตเองไม่ยอมรับว่า แค่รู้แค่ดูก็พอ<br />
รวมความว่า หลงไปเพราะจิตยังโง่ ยังมีโมหะ ยังมีอวิชชาอยู่</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800000;">แต่ถ้ารู้ได้บ่อยๆ ว่าจิตหลงไป<br />
ถ้าเห็นจิตที่หลงดับลง ด้วยความมีสติมีความตั้งมั่นได้บ่อยๆ<br />
จิตที่หลงไป (จิตมีโมหะ) กับ จิตที่รู้ว่าหลงไป (จิตไม่มีโมหะ) นี่แหละ<br />
คือจิตคู่หนึ่งในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน<br />
ที่ใครเจริญให้มากแล้ว (จิตมีโมหะก็รู้ชัด จิตไม่มีโมหะก็รู้ชัด)<br />
จะเห็นจิตล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา<br />
จะกำจัดความยินดียินร้ายในโลกลงได้<br />
จะถึงความหลุดพ้นได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13695/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตราบใดยังหลงเพลินกับความสุขทางโลก ยังห่างไกลต่อมรรคผลนิพพาน</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13586/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13586/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 03:36:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิวรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[มรรคผลนิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13586</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/92003px.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13690" title="92003px" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/92003px.jpg" alt="" width="400" height="480" /></a></p>
<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541015A-sacrifice-dd.mp3"><strong>ตราบใดยังหลงเพลินกับความสุขทางโลก ยังห่างไกลต่อมรรคผลนิพพาน</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>จะมาหัดทำสมาธิก็ต้องเสียสละกามคุณอารมณ์ กามคุณอารมณ์ก็คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะคือสัมผัสทางกาย สิ่งนี้มายั่วให้ใจหลงไป สิ่งที่เรียกว่ากามมีสองอย่าง อันนึงเรียก&#8221;วัตถุกาม&#8221;ก็คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลาย อันหนึ่งคือ&#8221;กิเลสกาม&#8221; กิเลสกามก็คือตัวราคะในใจเราเติบโตขึ้นมาได้ด้วยกามวิตกด้วยการตรึกถึงกาม มีกามวิตกเพราะว่ามีอนุสัยของราคะส่งทอดกันขึ้นมา</p>
<p>งั้นถ้าจะทำสมาธิได้ก็ต้องสละความสนุกสนานเพลิดเพลินในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส ต้องเสียสละทั้งสิ้นเลย อย่างหลงโลกอยู่ทั้งวันทั้งวันนะนึกจะหวังว่านั่งสมาธิจะสงบ ไม่สงบหรอก มันหลงโลกแล้ว งั้นอยากได้คุณงามความดีต้องเสียสละ อย่างทำทานก็ต้องเสียสละ รักษาศีลก็ต้องเสียสละความเคยชินที่ไม่ดี ควรเสียสละแต่เสียสละยาก <strong>ทำสมาธิอยากให้จิตใจสงบตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวมีความสุขมีความสงบอยู่ภายในก็ต้องกล้าสละความสุขความเพลิดเพลินในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสให้ได้ สละไม่ได้ใจไม่มีสมาธิจริงหรอก อย่างวันๆคิดจะดูหนังฟังเพลงคิดจะเล่นอินเตอร์เนตอะไรงี้นะ คือตราบใดที่ยังหลงเพลินในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสอยู่ อย่าหวังเลยมรรคผลนิพพาน ไกลเกิน แค่สมาธิยังไม่มีเลย</strong></p>
<p>งั้นต้องตั้งใจเด็ดเดี่ยวนะถ้าจะสู้ หลวงพ่อตอนเป็นฆราวาสนะแทบจะไม่ดูหนังเลยเพลงเนี่ยไม่ฟัง นอนนะมีที่นอนที่นอนก็ซื้อมาตอนแต่งงานนะก็หนาๆนะ เรามีไม้กระดานอยู่แผ่นนึงไม้บานประตูวางไว้ข้างบนอีกทีนึงนะแล้วปูผ้าทับไว้ไม่มีใครรู้หรอก เราก็ยังนอนบนไม้กระดาน พยายามฝึกตัวเองไม่ให้เพลิดเพลินในการกินการนอนนะ นอนไม้กระดานนะนอนพลิกไปพลิกมาก็โป๊กๆเลยนะ สมัยก่อนไม่มีเนื้อเยอะอย่างนี้หรอกมีกระดูกเยอะ พลิกไปพลิกมากระดูกก็โขกไม้ก็ต้องอดทนเอานะอยากได้ของดี</p>
<p>ตราบใดที่ยังเพลิดเพลินในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสสมาธิเกิดยากเพราะมันเป็นศตรูของสมาธิ <strong>สิ่งที่เป็นศัตรูของสมาธิจริงๆก็คือกิเลสชื่อว่า&#8221;นิวรณ์&#8221; นิวรณ์อันแรกเลย&#8221;กามฉันทะนิวรณ์&#8221;ความยินดีพอใจในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส นิวรณ์ตัวที่สองชื่อ&#8221;พยาบาท&#8221;ความไม่พอใจในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสและใจไม่เป็นกลางกับรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส สมาธิไม่มีหรอกมันมีนิวรณ์ &#8220;อุทธัจจ&#8221;ใจฟุ้งซ่านฟุ้งซ่านไปไหนฟุ้งซ่านไปในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสเติมไปอีกอันฟุ้งซ่านไปในโลกของความคิด <span style="color: #000000;">ใจฟุ้งซ่านส่วนใหญ่ก็ฟุ้งไปในกามคุณอารมณ์นั่นเอง งั้นต้องเสียสละถ้าอยากได้ของดีก็อย่าติดในกาม ค่อยๆลดค่อยๆละไป </span></strong><br />
<br />
<em> หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช</em><br />
<em> แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม</em><br />
<em> บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</em><br />
<em> แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒<br />
Track: ๙<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/042/mp3/541015A.mp3" target="_blank">541015A.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔  ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๔๘<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/05/13586/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/541015A-sacrifice-dd.mp3" length="3174399" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/042/mp3/541015A.mp3" length="12712673" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : อัตตา กับ ทิฏฐิ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/04/13683/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/04/13683/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 13:59:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฎฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตานุทิฐิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13683</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ian0012l.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-13686" title="ian0012l" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ian0012l.jpg" alt="" width="305" height="400" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>อัตตา กับ ทิฏฐิ</strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ถ้าจะพูดถึง อัตตา กับ ทิฏฐิ ละก็ ผมเห็นว่า เราไม่ควรแยกสองคำนี้ออกเป็นคนละเรื่อง เพราะพอแยกเป็นคนละเรื่องก็จะเกิดความสับสนและเข้าใจต่างกันไปได้ เพราะอัตตาที่พูดๆ กันอยู่นั้น ที่จริงก็คือ อัตตานุทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวตน) ดังนั้นถ้าจะพูดว่า ทำลายอัตตา ก็ควรพูดว่า ทำลายอัตตานุทิฏฐิ จะดีกว่า หรือถ้าจะพูดว่า ลดอัตตา ก็ควรพูดว่า ลดอัตตานุทิฏฐิ จะดีกว่า</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">และหากไปอ่านในพระสูตรที่เกี่ยวกับทิฏฐิต่างๆ เช่น อเหตุกทิฏฐิ ฯลฯ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 17 ก็พอจะจับความได้ว่า ความเห็นหรือทิฏฐิต่างๆ (ที่ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ) นั้น มีเหตุมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ (อุปาทานขันธ์) ทั้งนั้น ดังนั้นที่พูดว่า ทิฏฐิมาจากอัตตา ผมเห็นว่าไม่น่าจะถูก ที่ถูกจึงน่าจะพูดว่า ทิฏฐิ มาจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ และถ้าจะไปไล่เรียงตามปฏิจจสมุปบาท ก็จะได้ต่อไปว่า อุปาทานขันธ์ก็เกิดมาจากอวิชชานั่นเอง</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><a href="http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=17&amp;start_byte=311315" target="_blank">อัตตานุทิฏฐิสูตร</a> <a href="http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=17&amp;start_byte=311315">http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=17&amp;start_byte=311315</a></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">ต้องมาค้นในพระไตรปิฎก ทำให้เพิ่งรู้ว่า ทิฏฐิเกิดเพราะอุปาทานขันธ์ (วันนี้ได้ความรู้ใหม่) และเข้าใจว่า อัตตา ที่พูดๆ กัน ที่จริงก็คือ อัตตานุทิฏฐิ เพราะอัตตาที่แท้จริงที่เป็นตัวตนจริงๆ นั้น ไม่มี มีแต่ความเห็นว่าเป็นตัวตน</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/04/13683/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การไปสู่มรรคผลนิพพานเหมือนขึ้นภูเขา ขึ้นได้รอบทิศทาง</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/04/13545/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/04/13545/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 05:14:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิพพาน]]></category>
		<category><![CDATA[มรรคผล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13545</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/mou2.jpg"><img class="size-full wp-image-13665 aligncenter" title="mou2" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/mou2.jpg" alt="" width="560" height="420" /></a></p>
<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-valley-dd.mp3"><strong>การไปสู่มรรคผลนิพพานเหมือนขึ้นภูเขา ขึ้นได้รอบทิศทาง</strong></a></p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>หลวงพ่อสอนหลักให้ เราไปลงมือปฏิบัตินะแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนถนัดรู้กายบางคนถนัดรู้เวทนา บางคนถนัดรู้จิต รู้ไม่เหมือนกัน เวลามาส่งการบ้านก็เลยหลากหลาย สิ่งที่หลวงพ่อบอกให้เหมือนแผนที่ เวลาพวกเราลงมือปฏิบัตินะเราไปเจอรายละเอียดในระหว่างทางเยอะแยะไปหมดเลย สนุกมาก บางคนก็เอาแต่ฟังนะสนุกจนลืมปฏิบัติก็มีนะ หรือบางคนก็น้อยใจบางคนก็อิจฉาเพื่อน พวกอิจฉาเยอะมากนะวันๆนึงเนี่ยเท่าที่สังเกต เห็นเค้าส่งการบ้านแล้วทำไมเราไม่เห็นอย่างเค้าบ้างเลยอิจฉา เป็นนะใครเคยเป็นมั้ยฟังเพื่อนแล้วอิจฉา ถ้าไม่เป็นก็แปลกนะ ความจริงไม่แปลกทำไมเราไม่เห็นสภาวะเหมือนของเค้า เพราะว่าทางใครทางมัน การไปสู่มรรคผลนิพพานนะเหมือนกับการขึ้นภูเขา คล้ายๆการขึ้นภูเขาขึ้นได้รอบทิศทาง คนที่เดินมาคนละทางก็เห็นสภาวะที่ต่างๆกันมา แต่ทุกๆสภาวะแสดงไตรลักษณ์เหมือนๆกันหมดเลย งั้นหลวงพ่อสอนให้รู้สภาวะใช่มั้ยให้เห็นไตรลักษณ์​ แต่พอเราจะไปเห็นสภาวะจริงๆเนี่ยแต่ละคนจะไปเห็นด้วยกระบวนการของตัวเองนะมีชั้นเชิงเฉพาะตัวเลียนแบบกันไม่ได้นะ ห้ามเลียนแบบกัน อย่างคนนี้ส่งการบ้านนะว่าเห็นจิตมันไหวๆแล้วมันก็ถอดขึ้นมาแล้วมันก็หลบไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันดับลงไปตรงนี้ หลวงพ่อ(บอก)เอ้ยเก่งๆ แหมเราจะไปอยากเห็นอย่างเค้านะเราก็เป๋เลย เราไม่ต้องสนใจว่าใครเค้าเป็นยังไง เราดูของเรานะให้อยู่ในหลักในเกณฑ์​แล้วมันไปของเราได้ด้วยตัวของเราเอง สุดท้ายเราจะเข้าไปถึงความบริสุทธิ์อย่างเดียวกัน เหมือนคนขึ้นภูเขานะขึ้นมาทางไหนก็ได้แต่ต้องอยู่ในหลักที่พระพุทธเจ้าสอนนะไม่ใช่ขึ้นทางไหนก็ได้นอนชั้นจะนิพพานด้วยการกิน<br />
<em> CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๓</em><br />
<em> File: </em><a style="font-style: italic;" href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" target="_blank">510817.mp3</a><br />
<em> ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๙</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/04/13545/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-valley-dd.mp3" length="2475153" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" length="35849552" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การย้อนดูจิต</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 12:19:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตถึงฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ย้อนดูจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13661</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ppj1.jpg"><img class="size-full wp-image-13663 aligncenter" title="ppj" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/ppj1.jpg" alt="" width="614" height="784" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><strong>การย้อนดูจิต</strong></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #ff0000;">ถาม : ได้ฟัง CD ของหลวงพ่อมีตอนหนึ่งที่หลวงพ่อถามโยมคนหนึ่งว่า จิตถึงฐานหรือยัง ซึ่งโยมคนนั้นก็ตอบว่าน่าจะถึงแล้ว หลวงพ่อจึงบอกให้โยมคนนั้นลองย้อนดูจิตดู ว่าเป็นอย่างไร หากดูแล้วจิตเด้งออกมาแสดงว่ายังไม่ถึงฐาน ดังนั้นจึงมีคำถามที่อยากทราบดังนี้ การย้อนดูจิตนั้นทำอย่างไร จิตที่ถึงฐานแล้วจะมีลักษณะอย่างไร จิตเด้งออกมาข้างนอกนั้นเป็นอย่างไรค่ะ</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #0000ff;">ตอบ : ตอนนี้ดูจิตที่สงสัยก่อนเลยครับ<br />
ถ้าดูจิตที่สงสัยได้ นั่นแหละครับคือการย้อนมาดูจิต<br />
และถ้าจิตถึงฐานได้ เมื่อย้อนมาดูจิต จิตก็จะมีความตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู<br />
อย่างถ้าย้อนมาดูจิตสงสัย แล้วเห็นจิตสงสัยดับไป<br />
เแล้วจิตไม่ไหลออกจมแช่ความสงสัย นั่นแหละครับคือจิตถึงฐาน<br />
และเมื่อย้อนไปดูกาย ก็เห็นกายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้<br />
เห็นกายกับจิตแยกเป็นคนละส่วนได้<br />
ส่วนที่หลวงพ่อหลวงพ่อบอกว่า แต่ถ้าย้อนมาดูจิตแล้วจิตเด้งออกมา<br />
ก็คือดูแล้วจิตไม่ถึงฐานนั่นแหละครับ<br />
เช่นดูจิตสงสัยแล้ว จิตก็ยังวกกลับสงสัยต่ออีก</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13661/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13613/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13613/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 22:07:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[ทิฏฐิวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[วิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[จิต]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเป็นอนัตตา]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13613</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540917A-calm-dd.mp3" target='_blank'><strong>การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ</strong></a></p>
<div id="attachment_13655" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/1184898151-400x258.jpg" alt="การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ" title="การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ" width="400" height="258" class="size-large wp-image-13655" /><p class="wp-caption-text">การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ</p></div>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ใจเรามันดื้อ ใจเรามันเรียนรู้สิ่งผิดๆมาเยอะ รู้ผิดเข้าใจผิดมาตลอดนะสะสมมาในสังสารวัฏ ตั้งแต่เกิดมานะ เราก็ถูกย้ำถึงความมีตัวมีตน ถูกสอนว่าเราเป็นใครเป็นลูกใครอยู่ในตระกูลไหน ถูกปลูกฝังย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามีตัวตนจริงๆ ไปโรงเรียนก็มีเพื่อนมีครูโรงเรียนของเราเพื่อนเราครูเรา มันมีเราขึ้นมาตลอดถูกย้ำตลอดเวลา</p>
<p>การที่จิตมันถูกย้ำแล้วย้ำอีก <strong>จิตมีธรรมชาติเรียนรู้ได้ จิตเป็นอนัตตานะแต่จิตเป็นธรรมชาติที่อบรมสั่งสอนให้การเรียนรู้ได้</strong> พอมันถูกสั่งสอนถูกเรียนรู้มาผิดๆมาตั้งแต่แรกเกิด มันถูกสอนให้สำคัญมั่นหมายถึงความมีตัวมีตน ก็ฝังความรู้สึกนี้เข้าไปจนลึกเลย ต่อไปไม่ว่าทำอะไรนะมันก็จะมีเราซ่อนอยู่ข้างหลังตลอดเวลา กระทั่งจะแต่งผมจะแต่งหน้านะ ไปดูให้ดีเถอะต้องมีเราซ่อนอยู่ คงไม่แต่งหมาแต่งแมวเนอะวันๆแต่งเราเนี่ยแหล่ะ จะเดินจะยืนจะนั่งจะนอนนะมันประกาศความเป็นตัวตนอยู่ เวลาเราอยู่คนเดียวท่าเดินเราเหมือนตอนที่คนอื่นเห็นมั้ย ไม่เหมือนหรอกไม่เหมือน ท่านั่งท่านอนก็ไม่เหมือนกัน เวลาคุยกับคนรู้ตัวอยู่นะก็คุยดูเรียบร้อยนะ เคยเห็นคนเวลาโทรศัพท์มั้ยเดินโทรศัพท์นะผู้หญิงนะสวยเชียวนะแต่งตัวสวยเดินไปแคะฟันไปเผลอๆ โถความงามของเจ้าหล่อนนะผู้ชายเห็นแล้วสยองเลย ความจริงผู้ชายทำยิ่งกว่านั้นอีกนะ มันถูกย้ำมันถูกย้ำความมีตัวมีตนอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>งั้น<strong>มันฝังลึกมันเข้าไปอยู่ในเรียกว่าสัญญามันลงไปอยู่ในใจ ในที่สุดมันก็ไปหมายรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปแบบผิดๆหมายรู้ว่ามีตัวมีตนขึ้นมา มองอะไรก็มองแง่ของความมีตัวมีตนเสมอซ้ำแล้วซ้ำอีกปลูกฝังมาอย่างนั้น การที่จะล้างความคิดผิดเรียกจิตวิปลาสความเห็นผิดเรียกทิฐิวิปลาส การหมายรู้ผิดๆเรียกสัญญาวิปลาส จะแก้ จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส สัญญาวิปลาสแก้วันเดียวแก้ไม่ตกหรอก คราบสกปรกมันฝังลึกสะสมมานาน</strong></p>
<p>งั้นต้องใจเย็นๆ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ปฏิบัติปุ๊บปั๊บๆเพื่อหลุดพ้น ไม่ใช่ ยกเว้นคนซึ่งเคยทำมาก่อนแล้ว อย่างชาติก่อนๆเค้าได้โสดา สกทาคาอะไรงี้นะชาตินี้เค้ามาภาวนาปุ๊บปั๊บๆนะเค้าไปเร็ว ของเราถ้ายังไม่เคยได้จะเริ่มต้นขั้นที่หนึ่งในชาตินี้แหล่ะก็ลำบากหน่อยก็ทนเอาหน่อย กว่าจะล้างความเห็นผิดได้ว่ามีตัวมีตนเค้าภาวนากันนานดูของจริงนาน แต่เดิมนะชอบคิดเอา ถูกปลูกฝังให้เชื่อถูกปลูกฝังให้คิดว่ามีตัวมีตน <strong>จะทำลายความเชื่อทำลายความคิดนะทำลายความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้ต้องดูของจริง ต้องเอาความจริงเท่านั้นเข้าไปสู้นะ</strong></p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี<br />
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า</em></p>
<p><em><br />
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒<br />
Track: ๑<br />
File: <a href="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/042/mp3/540917A.mp3" target="_blank">540917A.mp3</a><br />
ระหว่างวินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๒<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/03/13613/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/540917A-calm-dd.mp3" length="3351770" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://01.learndhamma.com/pramote/cd/042/mp3/540917A.mp3" length="13341702" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของผู้ที่เจริญสติปัฏฐานก็คือ อยากหลุดพ้น</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 12:42:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[อยากหลุดพ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13644</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LB.jpg"><img class="size-full wp-image-13645 aligncenter" title="LB" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/LB.jpg" alt="" width="454" height="545" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของผู้ที่เจริญสติปัฏฐานก็คือ อยากหลุดพ้น</strong></p>
<p><span style="color: #008000;">คุณเห็นไหมว่าตัวเองก็อยากหลุดพ้น ผมก็ยังอยากหลุดพ้นอยู่ อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ยังเจริญสติปัฏฐานไม่ต่อเนื่อง อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ ยังไม่เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม มีความเกิดขึ้น เสื่อมไปเป็นธรรมดา อยากหลุดพ้นทั้งๆ ที่ ยังไม่อาจเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเพียงเครื่องอาศัยระลึกรู้โดยปราศจากความยินดียินร้าย เมื่อเป็นอย่างนี้ จิตก็ยังไม่อาจแหวกอวิชชาออกมาได้ ตอนนี้จึงต้องทำใจยอมรับทั้งสุขทั้งทุกข์ไปก่อน แล้วก็หาโอกาสเจริญสติปัฏฐานให้ต่อเนื่อง จนกระทั่งเห็นความเกิดขึ้นเสื่อมไปของกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเรื่องปกติธรรมดา จนกระทั่งรู้กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสักแต่ว่าอาศัยระลึก จนกระทั่งเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย จนกระทั่งไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ถ้าทำได้อย่างที่พระพุทธองค์บอกละก็ อิงหวังผลได้ในเวลาไม่เกิน 7 ปี สรุปว่า ถ้ายังไม่หลุดพ้น ก็ต้องเพียรที่จะรู้ทุกอย่างที่ปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลางต่อไป เห็นว่า มันเกิดขึ้น เสื่อมไปเป็นธรรมดา</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พูดถึงเรื่องความอยากหลุดพ้นแล้ว นึกถึงที่คุยกับหลวงพ่อปราโมทย์ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน (ช่วง ต.ค. 2546) ท่านบอกว่า &#8220;<span style="color: #ff6600;">รู้ทั้งรู้ว่าความอยากหลุดพ้นนี่แหละทำให้ไม่หลุดพ้น แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงไม่ให้อยาก พออยากหลุดพ้น ก็คอยจะรู้อารมณ์ รู้แล้วก็เห็นแต่ทุกข์ รู้แล้วก็มีแต่ทุกข์ แต่พอจะเลิกรู้ (เพราะรู้แล้วก็ทุกข์) ก็ไม่กล้าอีก ด้วยกลัวว่าเลิกรู้แล้วจะไม่หลุดพ้น (อารมณ์ที่ว่าคือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ </span>)&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #008000;">ไม่ใช่แปลว่าสนับสนุนให้เลิกรู้อารมณ์.. ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ผมบอกว่าเลิกรู้ หมายถึงเลิกที่จะมีเจตนาไปรู้ หากอิงสังเกตให้ดี การรู้อารมณ์ที่เราเป็นอยู่ จิตจะมีการมั่นหมายลงไปรู้อารมณ์เสมอ จิตยึดอย่างนี้มานาน คงต้องให้เวลามันเรียนรู้ ขนาดหลวงพ่อยังใช้เวลาร่วมๆ 20 ปีเลยครับ นับตั้งแต่ท่านเจอหลวงปู่ดูลย์นะครับ ก่อนหน้านั้นอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ พระพุทธองค์ถึงได้บอกว่า ให้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ &#8230;.. ท่านเอาความเพียรขึ้นก่อนตัวอื่นเลย</span></p>
<p><strong>&#8230;อีกนานแค่ไหนฉันก็จะเพียร&#8230;</strong>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13644/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนใจร้อน ให้ดูจิตที่เคลื่อนไหว</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13579/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13579/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 21:36:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้โมโห / ขี้หงุดหงิด / เจ้าโทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[ทางโลก ทางธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โทสะ]]></category>
		<category><![CDATA[งานเยอะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วินัย]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[หงุดหงิด]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เดินจงกรม]]></category>
		<category><![CDATA[เหวี่่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ใจร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13579</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/520719-discipline-dd.mp3" target="_blank"><strong>คนใจร้อน ให้ดูจิตที่เคลื่อนไหว</strong></a></p>
<div id="attachment_13631" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-large wp-image-13631" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/Angry-Birds-Facebook-Release-Date-400x211.jpg" alt="คนใจร้อน ให้ดูจิตที่เคลื่อนไหว" width="400" height="211" /><p class="wp-caption-text">คนใจร้อน ให้ดูจิตที่เคลื่อนไหว</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>จะขอคำแนะนำพระอาจารย์ว่าดูสภาวะจิตนะค่่ะ แล้วอีกคำถามก็คือว่าอยากขอคำแนะนำที่เหมาะสมในเรื่องของวิหารธรรมที่เหมาะสมกับตัวหนูค่ะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ :</strong> เราเป็นคนใจร้อนนะ เพราะงั้นเราดูจิตดูใจที่มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเนี่ยมันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเลย รู้สึกมั้ยอารมณ์ของเรามันเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงไปเรื่อยๆนะ นั่นแหล่ะดูไป เห็นแต่อารมณ์เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์นะ เดี๋ยวก็หงุดหงิดอะไรงี้ ไหลมาไหลไปเดี๋ยวก็หงุดหงิดอีก พอมีสติรู้ความหงุดหงิดหายไปอีกซักพักก็มาอีกอะไรงี้ เฝ้ารู้อยู่อย่างนี้บ่อยๆ</p>
<p><strong>ในที่สุดปัญญามันเกิดมันจะเห็นเลยทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไป ทุกอย่างเป็นของถูกรู้ถูกดู ทุกอย่างไม่ใช่ตัวเราหรอก</strong> ของคุณทำในรูปแบบด้วยนะ พยายามไป อดทน เดินจงกรม เห็นร่างกายมันเดินไป ถึงวันหนึ่งใจมันมีเรี่ยวแรงขึ้นมา</p>
<p><span style="color: #000080"><strong><span style="color: #800000">มีผู้หญิงคนหนึ่งนะ ไปเรียนกับหลวงพ่อ เมื่อหลายเดือนแล้ว มาเดือนพฤศจิกายนไปเรียนแล้วถามหลวงพ่อว่าที่ภาวนาอยู่เป็นยังไง หลวงพ่อก็บอกว่า ภาวนาก็รู้หลักอยู่แล้ว ภาวนาก็ใช้ได้อยู่แล้ว แล้วก็เงียบๆนะไม่พูดต่อแล้ว เขาก็ถามหลวงพ่อว่าเขาขาดวินัยในการปฏิบัติใช่ไหม บอกว่า ใช่ ตั้งแต่นั้นนะ เดินจงกรมทุกวันเลย คนนี้งานเยอะนะ ดูแลบ้านดูแลครอบครัวดูแลลูกดูแลสามี งานเยอะมากเลย พอดูแลเสร็จแล้วก็ไปทำงาน ดูแลบริษัทอีก ๕ บริษัท กลับมาถึงบ้านนะ กว่าจะมีเวลาส่วนตัวเนี่ย ๕ ทุ่มแล้ว ๕ ทุมถ้าเป็นพวกเราทำงานมาตึ้งแต่เช้ามืดยัน ๕ ทุ่ม เราก็มีข้ออ้างแล้วใช่ไหม ขอนอน นี่ คนนี้ฮึดสู้นะ ลุกขึ้ันเดินจงกรม ยังไม่นอนนะ เดินจงกรมไปชั่วโมงกว่า เที่ยงคืนหมดเรี่ยวหมดแรงไปนอน นอนไปตี่นหนึ่งนะ ก็ลุกขึ้นมาเดินอีก เขาฝึกของเขามาอย่างนี้ด้วยความยากลำบากนะ แต่ว่าไม่ท้อถอยเลย เขาฝึกจนกระทั่งวันหนึ่งใจมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง ใจมันถอดถอนตัวเองออกมา เราค่อยฝึกเอา ใช้เวลาราวๆ ๗ เดินเอง ของเราอย่าขึ้เกียจนะ แล้วเราอย่าอ้างว่างานเยอะ งานทั้งหลายที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เพื่อจะอาศัยอยู่ในโลกชั่วครั้งชั่วคราว งานในธรรมะนะข้ามภพข้ามชาติ</span> </strong></span></p>
<p>ดูเด็กนี่ เห็นไหม เด็กนี่เห็นรูปตั้งแต่เล็กๆ ยังไม่เคยฟังธรรมก็รู้จักรูปแล้ว แต่ว่าไม่รู้ชื่อมันเท่านั้นเอง คนที่เคยทำนะ มันทำง่าย</p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา<br />
ชลบุรี</em></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๑<br />
File: <a href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/031/520719.mp3" target="_blank">520719.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๒๙<br />
</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/02/13579/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/520719-discipline-dd.mp3" length="2185142" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/031/520719.mp3" length="35543184" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 12:19:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตส่งออกนอก]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[อย่าส่งจิตออกนอก]]></category>
		<category><![CDATA[อริยสัจจ์แห่งจิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13626</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="alignnone" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2011/12/Dul1.jpg" alt="" width="347" height="522" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นึกถึงเรื่องที่คุยเมื่อวาน มีช่วงหนึ่งได้พูดถึงความไม่เข้าใจวิธีการภาวนา ได้คุยกันว่า ส่วนมากแล้ว<span style="color: #000000;">นักภาวนามักจะเข้าใจผิดคือ มักจะคิดเข้าใจผิดไปว่า การภาวนานั้นต้องคอยรักษาจิตไม่ให้ส่งออก พอจิตส่งออกก็เลยไม่ยินดี แล้วก็พยายามหาอุบายมาทำให้จิตไม่ส่งออก มาทำให้จิตมีความรู้ตัว</span> ผมก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะศึกษาหรืออ่านคำสอนไม่ครบถ้วน อย่างเช่นเรื่องอริยสัจจ์แห่งจิตที่หลวงปู่ดูลย์สอนเอาไว้ ส่วนมากจะอ่านกันแค่ท่อนแรกคือ </span></p>
<div id="_mcePaste"><span style="color: #ff6600;">&#8220;จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ&#8221;</span></div>
<div><span style="color: #ff6600;"><br />
</span></div>
<div id="_mcePaste"><span style="color: #0000ff;">พออ่านแค่ท่อนนี้ ก็เลยไปตั้งความเห็นไว้ว่า จิตต้องไม่ส่งออก ต้องทำไม่ให้จิตส่งออก ซึ่งที่จริงแล้ว ข้อความท่อนนี้ เป็นการพูดถึงอริยสัจจ์แห่งจิต ไม่ได้พูดถึงวิธีการภาวนา หากจะจับเอาวิธีการภาวนา ก็ต้องอ่านท่อนต่อไปด้วย ท่อนต่อไปที่ว่า มีอยู่ในหนังสือ วิมุตติปฏิปทา หัวข้อ บันเทิงธรรม ที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้เรียบเรียงไว้ตั้งแต่ก่อนบวช ซึ่งมีข้อความว่า&#8230;.</span></div>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="color: #008000;">&#8221; อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ก็แต่ว่า ถ้าจิตส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. จิตเกิดหวั่นไหวหรือเกิดกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ เป็นทุกข์ ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อม เพราะมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นนิโรธ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตไม่ส่งออกนอก. จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม เป็นวิหารธรรม. จบอริยสัจจ์ 4 &#8220;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">จากข้อความในตอนนี้ หากจะจับหลักการภาวนา ก็ต้องจับเอาจากที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">&#8220;อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ซึ่งโดยเนื้อความแล้วก็คือ ปกติของคนเรา จิตนั้นก็ย่อมต้องมีการส่งออกเสมอ จึงไม่ใช่วิสัยที่เราจะไปบังคับเพื่อไม่ให้จิตส่งออก การภาวนาจึงมาอยู่ตรงที่ ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่หวั่นไหวหรือไม่กระเพื่อมเมื่อส่งออกไปรับรู้อารมณ์แล้ว ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ก็ได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า&#8230;ให้มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ หากเราสามารถทำให้เกิดมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ได้ภายหลังจากที่จิตส่งออกไปแล้ว นั่นก็คือ การเจริญมรรค อันเป็นกิจที่พึงทำเพื่อการพ้นทุกข์ ซึ่งการทำให้เกิดสติอยู่อย่างสมบูรณ์ภายหลังที่จิตส่งออกไปรับอารมณ์แล้ว สามารถทำได้ด้วยการฝึกตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้สอนนั่นเอง พอฝึกไปๆ จนถึงจุดหนึ่ง จิตก็จะไม่ส่งออกอีกเลย ถึงตรงนั้นก็คือ มีจิตที่ไม่ส่งออกเป็นวิหารธรรม อันเป็นหลักชัยของนักภาวนา</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">ถาม : ถ้าอย่างนั้น คำสอนที่ว่า &#8220;อย่าส่งจิตออกนอก&#8221; จะให้ความหมายว่าอย่างไรถึงจะไม่เป็นการเข้าใจผิด แล้วทำให้บังคับห้ามไม่ให้จิตส่งออกนอกล่ะค่ะ </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ตอบ : ต้องอ่านให้ครบเนื้อหา ไม่ใช่อ่านกันแค่ประโยคเดียว ซึ่งหากอ่านในวิธีเจริญภาวนาของหลวงปู่ดูลย์ เรื่องอย่าส่งจิตออกนอก มีข้อความกล่าวไว้ว่า <span style="color: #ff6600;">&#8220;กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไป ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ&#8221; </span>ซึ่งท่านได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า เราทำให้จิตไม่ส่งออกหรือห้ามไม่ให้ส่งออกไม่ได้ เมื่อเผลอหรือส่งออกไปแล้ว ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม ไม่ใช่ว่าต้องคอยบังคับหรือรักษาไม่ให้จิตส่งออกนอก ถ้าจะรักษาก็ต้องรักษาสัมปชัญญะเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-size: x-small;"><br />
</span>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13626/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13582/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13582/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 22:06:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สงสัย]]></category>
		<category><![CDATA[อนิจจัง]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทหลวงพ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดีถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[สุขถาวร]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื่อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13582</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp 3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/520719-change-dd.mp3"><strong>การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม</strong></a></p>
<div id="attachment_13624" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/02/3d-circular-up-and-down-arrows-thumb6076739.jpg" alt="การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม" title="การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม" width="400" height="400" class="size-full wp-image-13624" /><p class="wp-caption-text">การภาวนามีแต่เจริญแล้วเสื่อม</p></div>
<p><strong>โยม : </strong>สงสัยว่าบางวันน่ะค่ะ ก็รู้สึกเหมือนรู้น่ะค่ะ แต่บางวันก็เหมือนไม่แน่ใจว่าไม่รู้คิดหรือรู้</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>เป็นอย่างนั้นทุกคนแหล่ะ  เป็นอย่างนั้นทุกคนนะ บางวันภาวนาง่าย บางวันเหมือนภาวนาไม่เป็น เป็นทุกคน <strong>พอรู้สึกว่าภาวนาไม่เป็นอย่าไปดิ้นรนค้นคว้าให้รู้ว่าใจมันเหมือนกับไม่รู้เรื่อง ดูไม่รู้เรื่องก็รู้ว่าดูไม่รู้เรื่องไป</strong> ถ้าเราไม่ชอบเราไปยิ่งดิ้นรนค้นคว้านะ ยิ่งเสียเลย ยิ่งดูไม่ออก <strong>การภาวนามันมีแต่เจริญแล้วเสื่อมเจริญแล้วเสื่อมไปเรื่อยนะ</strong> บางทีก็รู้บางทีก็หลงบางทีก็รู้บางทีก็หลง <strong>ไม่มีหรอกดีถาวรสุขถาวรสงบถาวร ไม่มี</strong></p>
<p><em> CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๑</em><br />
<em> File: </em><a style="font-style: italic;" href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/031/520719.mp3" target="_blank">520719.mp3</a><br />
<em> ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๔๙ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๗</em>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/02/01/13582/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/520719-change-dd.mp3" length="525530" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/031/520719.mp3" length="35543184" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ความเผลอ กับ ความรู้ตัว อย่างไหนปกติ อย่างไหนผิดปกติ?</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 13:19:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TiKi-Man</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[เผลอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13610</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ToF.jpg"><img class="size-full wp-image-13611 aligncenter" title="ToF" src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/ToF.jpg" alt="" width="480" height="308" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ความเผลอ กับ ความรู้ตัว อย่างไหนปกติ อย่างไหนผิดปกติ?</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">ความเผลอ กับ ความรู้ตัว ล้วนแต่เป็นสิ่งปกติครับ ความเผลอ กับ ความรู้ตัว ต่างกันที่เผลอไม่มีสัมปชัญญะ รู้ตัวมีสัมปชัญญะ อ้อ แล้วก็ คนทั่วไปจะเผลอมากกว่ารู้ตัว จึงอาจทำให้คนทั่วไปมองว่ารู้ตัวเป็นสิ่งผิดปกติ แต่นักภาวนาจะเห็นความเผลอเป็นสิ่งไม่ปกติ ก็เลยเกิดความไม่ยินดีกับความเผลอ พอไม่ยินดี ก็คอยที่จะปั้นความรู้ตัว คอยที่จะจ้อง ที่จะเพ่ง เพื่อไม่ให้ให้เผลอ เมื่อใดที่เห็นว่าเผลอ-รู้ตัว ต่างก็เป็นสิ่งปกติ ก็จะไม่พยายามรู้ตัว ไม่พยามจ้อง ไม่พยายามเพ่ง เพราะจิตเป็นกลางกับความเผลอ-รู้ตัว</span></p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13610/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้</title>
		<link>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13548/</link>
		<comments>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13548/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 22:11:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ok2077</dc:creator>
				<category><![CDATA[การภาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดูจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุ้งซ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญสติในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เพ่ง / จงใจ / ประคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กด]]></category>
		<category><![CDATA[ข่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ตื่นเต้น]]></category>
		<category><![CDATA[ทื่อๆ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dhammada.net/?p=13548</guid>
		<description><![CDATA[[...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>mp3 (for download) :</strong> <a href="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-self-dd.mp3" target='_blank'><strong>ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้</strong></a></p>
<div id="attachment_13577" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img src="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/GetAttachmentb.aspx_.jpg" alt="ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้" title="ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้" width="400" height="300" class="size-full wp-image-13577" /><p class="wp-caption-text">ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตนเองได้</p></div>
<p><strong>โยม :</strong> ตอนนี้สภาวะจิตหนูเป็นยังไงบ้างคะ</p>
<p><strong>หลวงพ่อปราโมทย์ : </strong>ตอนนี้เหรอบ อกหลวงพ่อได้มั้ยเป็นยังไง ทื่อๆรู้สึกมั้ย ทื่อๆไปข่มไว้ ตื่นเต้น ตื่นเต้นแล้วก็กดเอาไว้นะ แล้วก็ฟุ้งซ่านหน่อยๆรู้สึกมั้ย ใจวิ่งยุกยิกยุกยิกดูออกเปล่า เนี่ยหลงไปอีกแล้วเห็นมั้ย สงสัยทราบมั้ย เอ้อ อ๋อแล้ว หัดรู้สภาวะ</p>
<p><strong>ทำไมหลวงพ่อพาให้ดูอย่างนี้ หลวงพ่อพาให้ดูสภาวะนะ ถ้าเมื่อใดดูสภาวะได้แล้ว เราปฏิบัติได้ด้วยตนเองเมื่อนั้นเลย</strong> งั้นสิ่งที่หลวงพ่อสอนเนี่ย หลวงพ่อจะไม่ใช่ว่าขยักความรู้อะไรไว้นะ <strong>หลวงพ่อสอนเพื่อให้พวกเราเนี่ยพึ่งตัวเองได้ ชาวพุทธที่ดีต้องพึ่งตัวเองได้นะ</strong> เรียนธรรมะไปเนี่ยวันนึงต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องพึ่งหลวงพ่อตลอดไป ต้องมาคอยถามหลวงพ่อว่าจะทำอย่างโง้นทำอย่างงี้ <strong>ถ้าเราเห็นสภาวะไปเรื่อยๆ แล้วสภาวะน่ะสอนเอง<span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;">สภาวะจะแสดงไตรลักษณ์</span></span></strong> อย่างเมื่อกี้ดูออกมั้ย จิตเดี๋ยวก็หนีไป เดี๋ยวก็รู้สึก เดี๋ยวก็หนีไป เดี๋ยวก็รู้สึก เนี่ยหัดรู้สึกอย่างนี้แหล่ะ ไม่ได้ฝึกเพื่อจะรู้สึกตัวตลอดเวลา แต่ฝึกเพื่อให้เห็นความจริงว่า เดี๋ยวจิตก็เผลอ เดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็เผลอ เดี๋ยวจิตก็รู้ บางคนเดี๋ยวจิตก็เผลอ เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เพ่ง มีหลายแบบ</p>
<p><em><br />
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช<br />
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม<br />
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี</p>
<p>CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๓<br />
 File: </em><a style="font-style: italic;" href="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" target="_blank">510817.mp3</a><br />
ระหว่างนาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๘</p>
<p><h8>สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้<a href="http://www.dhammada.net/members/" target="_blank">ที่นี่</a></h8></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dhammada.net/2012/01/31/13548/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2012/01/510817-self-dd.mp3" length="1074833" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://02.learndhamma.com/pramote/sala/023/510817.mp3" length="35849552" type="audio/mpeg" />
		</item>
	</channel>
</rss>

