Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

Video Clips : เรียนกรรมฐานอย่าหวังพึ่งคนอื่น

หลวงพ่อปราโมทย์ : เรียนกรรมฐานอย่าหวังพึ่งคนอื่น ส่วนมากชอบอ้างว่ากัลยาณมิตรสอนอย่างนั้นอย่างนี้ ปัญหาก็คือ เราไม่รู้หรอกว่าใครคือกัลยาณมิตร

อย่างไปเรียนกับครูบาอาจารย์ กระทั่งหลวงพ่อปราโมทย์ รู้ได้ไงว่าเป็นกัลยาณมิตร เราเอาภูมิอะไรมาตัดสินว่าคนนี้ถูกคนนี้ไม่ถูก สิ่งที่จะช่วยเราได้มากคือโยนิโสมนสิการ พระพุทธเจ้าเคยสอนว่ากัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของอริยมรรค แต่สอนอีกที่นึงท่านบอกว่า โยนิโสมนสิการเป็นทั้งหมดของอริยมรรค หมายถึง ถ้ามีโยนิโสมนสิการก็จะได้มรรคได้ผลได้ หรือมี กัลยาณมิตรที่แท้จริงก็จะได้มรรคได้ผลได้

คนสมัยพุทธกาลมีกัลยาณมิตร มีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร มีพระอรหันตสาวก ที่ท่านรับรอง มาถึงยุคเรานี้ อย่าหวังพึ่งกัลยาณมิตร เราไม่รู้ว่าใครคือกัลยาณมิตรตัวจริง เราจะเชื่อเอาก็จะงมงายนะเอาชีวิตไปฝากไว้กับคนอื่นไม่ได้อย่างเด็ดขาดเลย

สิ่งที่จะช่วยเราได้มากคือ โยนิโสมนสิการ คำว่าโยนิโสมนสิการคือความแยบคายในการสังเกตเอา เช่นถ้าเราภาวนาแล้วจิตสว่างว่างโล่ง อยู่เป็นเดือนๆ ปีๆ เราต้องรู้แล้วว่ามันผิด เพราะอะไร พระพุทธเจ้าสอนว่ามันไม่เที่ยง ทำไมมันเที่ยง ท่านสอนว่ามันทุกข์ ทำไมมันสุข ท่านสอนว่าเป็นอนัตตาบังคับไม่ได้ นี่เหมือนมันบังคับได้ กูเก่งๆ อยู่ซะอีก ถ้ามันฝืนมันทวนกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เราต้องรู้แล้วว่ามันผิด ต้องคิดพิจารณาเทียบเคียงเข้ากับคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของกาย ของเวทนา ของจิตที่ไปรู้เข้า ต้องดูเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่ดูเพื่อเอาชนะขันธ์ หรือถือศีลแล้วไปบลัฟคนอื่นว่าคนอื่นไม่มีศีล อันนี้ไม่ใช่การถือศีลที่ถูกแล้ว เราต้องสำรวจตัวเองได้

โยนิโสมนสิการ ก็คือการตรวจสอบตัวเองด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งนี้แหละสำคัญที่สุดเลย ต้องเรียนว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร คำสอนหลักของพระพุทธเจ้าก็อยู่ในเรื่องของอริยสัจสี่ ในอริยสัจสี่ มีเรื่องทุกข์กับสมุทัยเป็นฝ่ายโลก นิโรธกับมรรคเป็นฝ่ายที่จะพ้นจากโลก พ้นจากทุกข์ มีเหตุกับผล ทำเหตุอย่างนี้ได้ผลเป็นทุกข์ ทำเหตุอย่างนี้ได้ความพ้นทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์ อะไรคือทุกข์ ต้องรู้ สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ห้านั่นเอง กายใจเรานี่เอง

หน้าที่ต่อทุกข์คือรู้อย่างที่มันเป็น ไม่ใช่ละ ถ้าเราภาวนาแล้วเราพยายามละทุกข์ เรามีโยนิโสมนสิการเราก็รู้แล้วว่าทำผิดแล้วล่ะ แทนที่เราจะรู้ทุกข์อย่างที่มันเป็น รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้ใจอย่างที่ใจเป็น เราก็พยายามไปดัดแปลง แสดงว่าเราออกนอกทางแล้ว ความสังเกตจะช่วยเราได้ดีที่สุดเลย ในกรอบคำสอนของพระพุทธเจ้า สมุทัยให้ละ อะไรเป็นสมุทัย สมุทัยคือความอยาก นั่นเอง ให้ละอย่าไปเชื่อมันอย่าไปตามมันไป นิโรธ นิพานทำให้แจ้ง มรรคทำให้เจริญ มรรคย่อลงมาก็คือศีล สมาธิ ปัญญา คือทำสิ่งที่หลวงพ่อสอนวันนี้แหละ ศีล สมาธิ ปัญญาก็เจริญขึ้น สุดท้ายอริยมรรคเกิด แจ้งนิพพาน แจ้งนิโรธ ทุกข์ก็พ้นไป

อย่าเชื่อกัลยานมิตรนะ ใช้โยนิโสมนสิการให้มากขึ้นหน่อย พึ่งตัวเองให้เยอะหน่อย ว่างๆอ่านพระไตรปิฎกบ้าง อ่านพระวินัย กับพระสูตร นะ อภิธรรมถ้าไม่ได้เรียนอ่านไม่รู้เรื่อง อภิธรรมเป็นการแยกแยะสภาวะธรรม รู้กระบวนการทำงานของสภาวะธรรมต่างๆ รู้ที่มาที่ไป รู้เหตุรู้ผล ชึ่งเราภาวนาแล้วเราจะเห็นอภิธรรม ภาวนาเอาแล้วจะเห็น อ่านเท่าที่อ่านได้ อ่านพระวินัย กับพระสูตรดู เราจะได้แม่น ไม่ใช่ใครเขาพูดอะไรก็เชื่อๆไปหมดนะ สังเกตเอา เรียนหลักให้แม่นแล้วสังเกตเอา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
แสดงธรรมที่‏ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
เมื่อวันอังคารที่ ๒๖ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖
ช่วงเวลา ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๘ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๕

ขอขอบคุณ คุณ Janjira Chaisunee

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๒) ไม่คลุกคลี

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๒) ไม่คลุกคลี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การประพฤติปฏิบัติอีกตัวหนึ่ง ตัวที่สาม ไม่คลุกคลี วันๆหนึ่งรวมกลุ่มกัน เฮๆ ฮาๆ จะได้เรื่องอะไร บางคนก็รวมกลุ่มกันไปวัดนะ แต่เข้าวัดนี้ แล้วก็ออกจากวัดนี้ไปต่อวัดโน้น สนุกมากเลยวันๆนะ วันหนึ่งไปได้เก้าวัดยิ่งปลื้มใจ รวมกลุ่มกันไป บางทีก็ไปนั่งสมาธิรวมกัน ออกจากสมาธิแล้วก็เล่ากัน คนไหนเห็นอะไรบ้าง อะไรอย่างนี้ นี่คลุกคลีกัน

กระทั่งคลุกคลีกับนักปฏิบัติก็ต้องระวังนะ พากันเฮๆฮาๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็เรียกว่า ไม่วิเวก คลุกคลีมากไป เส้นทางนี้เป็นเส้นทางของคนกล้า เส้นทางของคนเดินคนเดียวได้ ถ้าเดินคนเดียวไม่กล้าไป กลัว ไม่กล้า หรือเหงา ไม่กล้าไป ไม่กล้าปฏิบัติ เนี่ยอ่อนแอมาก

การคลุกคลีกับหมู่คณะ ต้องเลือกคลุกคลี ท่านสอนเรื่องกัลยาณมิตร ท่านสอนไว้หลายอย่างนะ ให้คบบัณฑิต คบบัณฑิตก็ให้เสวนากับบัณฑิต เสวนาไม่ใช่แปลว่าคลุกคลี เข้าไปเรียนเข้าไปรู้นะ หรือเรามีหมู่เพื่อนปฏิบัติ สนทนากันเรื่องปฏิบัติ พอให้มีกำลังใจ ปลุกปลอบใจซึ่งกันและกัน แล้วต่างคนต่างลงมือปฏิบัติ ไม่คลุกคลีกัน

หลวงพ่อสมัยก่อน ไปเรียนจากครูบาอาจารย์ หาหลวงปู่ดูลย์ หาหลวงปู่อะไรก็ตามเถอะ พอเรียนธรรมะเสร็จปุ๊บ ไม่พิรี้พิไรเลย ไม่ขอนั่งชมบารมีนานๆ กราบเลย ผมจะกลับละ จะรีบไปปฏิบัติละ ไม่คลุกคลี มีกัลยาณมิตรนะ เพราะฉะนั้นมีกัลยาณมิตร เราเข้าไปเรียน เข้าไปศึกษา พอรู้แล้วเราก็ไม่ไปวุ่นวายอยู่กับใคร รีบภาวนา ถ้าประเภทตกเย็น ตกบ่าย ก็รีบนัดเพื่อน เฮๆฮาๆ ทุกวันๆ พวกคลุกคลี


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๔ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ต้องเลือกกรรมฐานที่เหมาะกับตัวเอง

mp 3 (for download) : ต้องเลือกกรรมฐานที่เหมาะกับตัวเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่รู้หรอกว่ากรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา หลวงพ่อเคยเห็นครูบาอาจารย์ที่รู้คือหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์จะสอนลูกศิษย์โดยจำแนก แต่ท่านไม่สามารถตอบโชะๆแบบพระพุทธเจ้านะว่าทำอันนี้สิทำอย่างนี้สิ เ ราไปเรียนกรรมฐานกับท่านนะ ท่านจะนั่งหลับตาเงียบๆไปร่วมชั่วโมงแหล่ะ แล้วท่านลืมตาท่านสอน ถ้าเราไม่ทำอย่างที่ท่านสอนนะ ไม่ได้ผลหรอก ยังไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์องค์ที่สอนที่เป็นแบบนี้ อาจจะมีนะ แต่ไม่มีที่เรารู้จัก

งั้นถ้าเราไม่มีจะทำไง สิ่งที่จะช่วยเราได้เราขาดกัลยาณมิตร เราใช้โยนิโสมนสิการให้มาก แยบคายในการสังเกต ถ้าทำอะไรแล้วสติเกิดบ่อยก็ทำอันนั้นแหล่ะ ทำอะไรแล้วอกุศลเสื่อมไปกุศลเจริญขึ้นทำอันนั้นแหล่ะ อย่างถ้าเราปฏิบัติแล้วศีลของเราดีขึ้นเรื่อยๆ เออนี่ดีกับเรา

เราปฏิบัติแล้วจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจเคยแต่หนีไปตลอดไม่เคยรู้เลยว่าจิตหนีไป มาภาวนาแล้วจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวรู้ทันแล้วจิตหลงไปก็รู้นะ เอออันนี้เหมาะกับเราแล้ว ไม่เคยแยกรูปแยกนามได้นะ มาปฏิบัติแบบนี้แยกรูปแยกนามได้ เอออันนี้เหมาะกับเราแล้ว

เราดูที่ผลของการปฏิบัตินะดูว่าสู้กิเลสไหวมั้ย กุศลเจริญมั้ยอกุศลเสื่อมลงไปมั้ย สำรวจตัวเองกรรมฐานอะไรที่พอเหมาะพอควรกับเราแล้วก็เลือกเอา อย่าไปเลียนแบบเพื่อนนะ เห็นเค้าส่งการบ้าน โห น่าจะดี

เมื่อก่อนมีนะ ฟังซีดีฟังคนนี้เค้าถามหลวงพ่อบอกให้ไปทำงี้สิ เอาไปทำ อีีกวันมาฟังอีกหลวงพ่อตอบอีกคนนึงให้ทำงี้สิ เอาไปทำอีก นี่นักทำนะทำสารพัดวิธีไม่ได้ผลซักวิธีเลย เปลี่ยนกรรมฐานไปรายวันนะไม่สำรวจตัวเองจะเลียนแบบของคนอื่น งั้นต่อไปซีดีต้องปั๊มข้างหน้านะ กรรมฐานแต่ละอย่างเนี่ยเป็นความสามารถเฉพาะตัวห้ามเลียนแบบ เนี้ยเอาไปทำหมดทุกอย่าง  ไม่ได้ผลหรอก

ต้องดูตัวเองนะ ทำอะไรแล้วอกุศลเสื่อมไป ทำอะไรแล้วกุศลเจริญขึ้นเอาอันนั้นแหล่ะ พากเพียรไป พอรู้ทางรู้สิ่งที่เหมาะที่ควรแก่เราแล้วนะ ไม่หลงไม่ลืมไป พากเพียรมีสติ รู้รูปนามอันนั้นแหล่ะ รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น รู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
Track: ๑๗
File: 540902.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ใครก็สอนธรรมะเราไม่ได้ นอกจากกายกับใจของเราเอง

mp3 (for download) : ใครก็สอนธรรมะเราไม่ได้ นอกจากกายใจของเราเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ในการปฎิบัติไม่มีอะไรเลย รู้สึกตัวไว้ อย่าใจลอยไป อย่าเอาแต่คิด อย่าใจลอยไป รู้สึกไว้ แล้วก็รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น กายกับใจเท่านั้นแหละ ถึงจะเป็นครูสอนธรรมะเราได้ คนอื่นวิเศษแค่ไหน สอนธรรมะเราไม่ได้นะ จำไว้นะ หลวงพ่อก็สอนพวกเราไม่ได้นะ ธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว คนไหนทำคนนั้นเห็น

เพราะฉะนั้นธรรมะสอนกันไม่ได้ แบ่งกันไม่ได้ เป็นของเฉพาะตัว สิ่งที่ช่วยกันได้ก็คือบอกวิธีทำเท่านั้น บอกวิธีปฏิบัติเท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านก็บอก ว่าท่านเป็นผู้บอกทาง ท่านบอกทางให้ บอกวิธีให้ บอกแล้วต้องเดินเอง ต้องทำเอง ทางที่ท่านบอก คือทางของการเจริญสตินั่นเอง สติปัฏฐาน

มีสตินะ รู้สึกตัวไว้ อย่าใจลอยไป รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น จนวันหนึ่งเห็นความเป็นจริงของกายของใจ เขาไม่ใช่ตัวเราหรอก เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์ เขาไม่ใช่ตัวเรา ธรรมะอยู่ตรงนี้


CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๙
ลำดับที่ ๓
File: 480618A
นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๐ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สัปปายะสี่

mp 3 (for download) : สัปปายะสี่

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/07/500314-sappaya-dd.mp3

โยม: สังเกตอย่างหนึ่งค่ะหลวงพ่อว่า การทำกิจกรรมบางอย่าง หรือว่าการกินอาหารอะไรบางอย่างอะไรพวกนี้ มันมีผลกับการเกิดสติบ่อยหรือไม่บ่อยด้วยหรือคะหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์:
แล้วกินอะไรเกิดสติล่ะ

โยม: คือหนูสังเกตว่า ถ้ากินอาหารที่มันหนักมากๆเนี่ย มันก็จะทำให้โมหะมัน กิเลสมันเกิดง่ายกว่า

หลวงพ่อปราโมทย์: อ๋อ นั่นมันหลักวิชาการแพทย์ธรรมดานะ เลือดมันไปเลี้ยงกระเพาะหมด

โยม: อย่างนี้เราไม่สามารถจะทำให้สติเกิดได้ บังคับไม่ได้ แต่เราจัดปัจจัยที่กระตุ้น เกื้อหนุนสติได้

หลวงพ่อ: ได้ มันเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกับการมีสติ เพราะฉะนั้น อย่างการภาวนาจะดีไม่ดีอย่างนี้ อาหารสัปปายะมั้ย สำคัญ เรื่องอาหารมีส่วนเกี่ยวข้องนี่พระพุทธเจ้าก็สอนมาตั้งแต่นู้นแล้ว

อาหารที่ไม่สัปปายะ บางคน ทานอาหารอย่างนี้แล้วภาวนาไม่ไหว บางคนถ้าไปทานอาหารไม่ถูกน่ะนะ ไม่เข้าถึงธรรมเลยก็มีนะ ในธรรมบทพูดถึง มีพระกลุ่มหนึ่งภาวนาอย่างไรก็ไม่ได้ แล้วอุบาสิกาผู้รู้วาระจิต พิจารณาดูว่าทำไมพระไม่บรรลุเสียที พบว่าอาหารไม่สัปปายะ ก็หาอาหารที่สัปปายะกับพระแต่ละองค์ แต่ละองค์ไปให้ ท่านก็บรรลุทั้งหมดเลย ประมาณ 60 องค์

ที่อยู่ก็ต้องสัปปายะนะ ที่อยู่ ก็ บางที่ภาวนาไปแรกๆดี พออยู่ไปนานๆแล้วจิตใจเฉื่อยชาอย่างนี้ ไม่ดี หรือที่ๆกำลังก่อสร้าง วุ่นวายไม่ดี ที่เก่ามากต้องซ่อมละ เนี่ยไม่ดี

บุคคลต้องสัปปายะ ต้องมีกัลยาณมิตร ไปอยู่กับเพื่อน นักปฏิบัติที่กวนประสาทนะ วันๆก็เครียดอยู่ใกล้กับพวกเครียดๆ ก็เครียดตามไปด้วย บุคคลไม่สัปปายะ

ธรรมะต้องสัปปายะ ธรรมะที่เราใช้สำหรับเราต้องเหมาะกับเรา ไม่ใช่ไปลอกแบบการปฎิบัติของคนอื่นเขา

เพราะฉะนั้นสัปปายะ ๔ อย่างนี้ จำเป็นนะ เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการปฏิบัติของเรา เราก็อาศัยการสังเกตเอา ว่าเราทำอะไรแล้วสติ สัปชัญญะเกิดบ่อยเราเอาอันนั้น เราอยู่ใกล้คนนี้แล้วสติเกิดบ่อยเราก็ไปอยู่ใกล้คนนี้ ถ้าเราไปอยู่ใกล้เขาแล้วเราสติเกิดบ่อย แต่เขาสติพังพาบไปเลยนะ ก็ต้องสงสารเขาเหมือนกัน บางคนไปลากเขาเสีย ตัวเองดีขึ้น

หรืออาหาร บางท่านอดอาหารแล้วภาวนาดี ท่านก็อดกันทีนึงหลายๆวัน บางท่านก็ต้องทานข้าวก่อนแล้วภาวนาดี ต้องดูเอา

บางท่านก็ชอบอยู่ในถ้ำ มีน้องของหลวงพ่อคนหนึ่ง เหมือนกับพี่น้องกันนะ ความจริงไม่ได้เป็นญาติอะไรกันหรอก คือ อ๋องน่ะ ที่สัปปายะของอ๋องนะคือที่มืดๆทึบๆอับๆ แล้วภาวนาดี ชอบแบบอยู่ในถ้ำอยู่อะไรอย่างนี้ บวชอยู่ในกรุงเทพฯนะ ไม่มีถ้ำให้อยู่ ไปอยู่ในโบสถ์ โบสถ์วัดโสมฯน่ะ โบสถ์เขาไม่โตนะโบสถ์เล็กๆ ปิดประตูหน้าต่างเรียบเลยนะ กลางวันนะร้อน อบแบบคล้ายๆห้องซาวน่าอย่างนั้นแหละ อย่างนั้นภาวนาดี

อย่างหลวงพ่อที่อยู่ที่โล่งๆ ที่กว้างๆโล่งๆ แล้วก็ภาวนาดี นี้เราต้องดูตัวเราเอง

เวลาก็มีส่วนนะ ต้องสังเกตเอา บางคนภาวนาดีตอนเช้า บางคนตอนสาย ตอนบ่าย ตอนเย็น ตอนค่ำ ตอนดึก

อย่างหลวงพ่อหัดภาวนาแรกๆนะสังเกตเลย ซักสี่โมงเย็นไปแล้วจะภาวนาดี อาจจะเพราะเลิกงานก็ได้นะ มันใกล้เวลาเลิกงานแล้ว จิตใจเลยตัดเรื่องงานทิ้งเลย พอเลิกงานปุ๊บดูลูกเดียวเลย แล้วจะดูอย่างขยันขันแข็ง แล้วพอค่ำพอดึกนี่นะ มันเหนื่อยจากการทำงานทั้งวันแล้ว เป็นฆราวาสมันเหนื่อย มันดูไม่ค่อยจะไหวแล้ว ตอนค่ำตอนดึกอย่างนี้

เพราะฉะนั้นมาช่วงเวลาที่สดใสอยู่ไม่นาน ตอนเช้าสดใสจริงนะ แต่ต้องตาลีตาลานไปทำงาน แย่งชิงกันใช้ถนนใช้รถ เพราะฉะนั้นช่วงที่ปลอดโปร่งจริงๆนะ กลายเป็นช่วงเย็นๆเลิกงานแล้วหมดธุระ หมดภาระ มีช่วงเวลานิดเดียวเท่านั้นล่ะ ตอนนั้นเป็นนาทีทองของเรานะ

เพราะฉะนั้นเราต้องสังเกตตัวเอง อะไรที่ทำแล้วเกื้อกูลให้เกิดสติ ก็เอาอันนั้น อย่าไปลอกแบบกัน หลวงพ่อเลยไม่ชอบจัดคอร์สนะ จัดคอร์สมันบังคับทุกคนให้ทำในสิ่งเดียวกัน เหมือนๆกัน พร้อมๆกัน

ถ้ามันไม่ถูกจริตมันทำไปก็เหนื่อยเปล่า หรือเหนื่อยมาก ได้ผลน้อย อย่างคนนี้เป็นเวลานี้เขาควรจะเดิน พาเขานั่ง เพราะทุกคนจะต้องนั่ง ตอนนี้เป็นเวลาที่เขาควรจะหลับแล้ว ก็เรียกเขาให้ฟังธรรมะ อะไรอย่างนี้

คือ จริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่ถนัดเดินเลยก็ได้ ถนัดนั่งลูกเดียวเลย บางคนไม่ถนัดนั่งเลย นั่งแล้วหลับ ต้องเดิน เนี่ยต้องศึกษานะ ต้องสังเกตตัวเองเอา แต่เคสที่ถนัดนอนเนี่ย มีคนเดียว มีองค์เดียว ท่านภาวนาด้วยการนอน หลวงพ่อจำชื่อท่านไม่ได้ เป็นรุ่นผู้ใหญ่แล้วลูกศิษย์หลวงปู่มั่น อยู่ทางศรีสะเกษ ท่านภาวนาท่านถนัดนอน เราต้องดูตัวเอง อย่าไปลอกแบบใคร ทางใครทางมัน

แต่คำว่าทางใครทางมันเนี่ย ในหลักของการปฎิบัตินะ ต้องเป็นอันเดียวกัน คือหลักที่พระพุทธเจ้าสอน

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๙
File: 5oo314.mp3
Time: นาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๕ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ เป็นบุพนิมิตรของอริยมรรค

mp 3 (for download) : กัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ เป็นบุพนิมิตรของอริยมรรค

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ทีนี้พวกเราก็อาศัย กัลยาณมิตร ครูบาอาจารย์ เราฟังธรรม ฟังแล้ว แค่นี้ไม่พอ เวลาที่เราไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์ เราก็ต้องมีโยนิโสฯ หลวงพ่อผ่านมาได้ด้วยโยนิโสฯนะ หลวงพ่อไม่ได้ไปเกาะแข้งเกาะขาอาจารย์อยู่เลย ไปเรียนจากหลวงปู่ดูลย์เนี่ย สองครั้งเอง เรียนสองครั้งเอง ครั้งที่สามไปกราบท่าน ท่านบอกไม่ต้องมาแล้ว ให้ไปช่วยตัวเองได้ ไม่ต้องมาหาท่าน อะไรอย่างนี้

เวลาที่เหลือเนี่ย สังเกต แต่ไม่ใช่สังเกตจนฟุ้งซ่าน ตัวนี้แหมความพอดีของมันนี่ยากที่สุดที่ยากจะเข้าใจนะ คำว่าโยนิโสมนสิการนี้แปลยาก ถ้าแปลแบบปริยัติใช่มั้ย แหมเป็นการพิจารณาอย่างแยบคาย นะ หาเหตุหาผล จนรู้เหตุรู้ผลรู้สภาวะรู้สิ่งต่างๆ คล้ายๆการคิดแต่ความจริงแล้วมันเป็นความกึ่งๆคิด กึ่งๆสังเกต มันคล้ายๆการวางใจให้ถูกมุมน่ะ เหมือนการวางใจให้ถูกมุม มนสิการน่ะ มนสิการ เป็นการวางใจนะ วางใจให้ถูกแง่ถูกมุม มองให้ถูกมุม

เช่นจิตไม่ดีทุกวันเลย ทำยังไงจะดีนะ มองไม่ถูกมุมแล้ว ถ้ามองถูกมุมก็ อื้อ จิตมันไม่ใช่เรานี่ บังคับให้มันดีไม่ได้นี่ มองถูกมุมแล้ว นะ ภาษามนุษย์นะ บางทีถ่ายทอดธรรมะ ถ่ายทอดสภาวะยาก อย่างโยนิโสฯเนี่ยถ่ายทอดยากมากเลย ค่อยๆ ค่อยๆดูเอานะ สังเกต อย่างไหนถูก อย่างไหนผิด

แต่เดิมทีแรก ก่อนจะสังเกตทีแรกนะ มันจะสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อน จิตของบางคนนะ แค่เห็นสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วก็เห็นมันดับไป พอใจแค่นี้ละ บางคนไม่พอใจ ต้องรู้เยอะกว่านี้อีก นี่มันอะไรนะ ถ้ายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันจะเคล้าเคลียวนเวียนกลับมาศึกษาอีก อยู่อย่างนี้ เวียนอยู่อย่างนี้ พอเข้าใจว่ามันคืออะไรแล้ว จะเริ่มสงสัยต่อ เอ… มันมาทำอะไรของมัน มีบทบาทอะไร มันจะเวียนไปศึกษาบทบาทหน้าที่ของมันนะ มีอิทธิพลยังไง มันเกิดขึ้นมาแล้วมันทำอะไรได้บ้าง

แค่นี้ยังไม่พอใจ สุดท้าย มันมาได้ยังไง มันมาได้ยังไง ตัวสภาวะอันนี้เกิดได้ยังไง ใจจะไปค้นๆนะ พอแจ้งปิ๊ง อ๋อ… เพราะอย่างนี้เองนะ รู้แจ้งแล้ว คราวนี้ไม่สนใจแล้ว ตัวนี้มาก็เห็น ยอมเห็นเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ บางคนมันเหนื่อยนะ บางคนเห็นง่ายๆก็ยอมแล้ว ทุกอย่างเกิดแล้วดับ ยอมแล้ว บางคนไม่ได้ มันต้องค้นคว้า สิ่งที่ค้นมาเนี่ย จะเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ลักขณาทิจตุกะ สี่อย่าง องค์ประกอบสี่อย่าง ของสภาวธรรมแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง

องค์ประกอบสี่อย่างซึ่งมีลักษณะเป็นเบื้องต้น ลักษณะก็คือ มันมีลักษณะเฉพาะตัวยังไงที่เรียกว่า วิเสสะลักษณะ เช่นความโกรธ ความโกรธหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง ความโลภหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง เนี่ยลักษณะ ลักขณาทิจตุกะตัวที่หนึ่ง

ความโกรธเนี่ย เกิดขึ้นมาแล้วทำหน้าที่อะไร เนี่ย หน้าที่แผดเผาจิตให้เร่าร้อน อยากทำลาย อยากผลัก นะ เกิดขึ้นมาแล้วมีผลอย่างไร พอมันทำงานได้แล้วมันมีผลอย่างไร สุดท้ายทำไมมันถึงเกิด ถ้าแหมใคร่ครวญมากนะ อย่างนี้ก็โยนิโสฯเยอะไปหน่อย เหนื่อย แต่บางคนมันต้องทำ มันต้องทำ ถ้าไม่ทำใจไม่ผ่านหรอก จะเวียนกลับมาพิจารณาอันนี้

หลวงพ่อนะเป็นคนชนิดนี้ ชนิดหลังนี้ อะไรๆเกิดขึ้นนะ ไม่มีปล่อยให้ผ่านนะ ค้นคว้าพิจารณาอยู่นั่น มาถึงวันนี้มันเลยได้ใช้ ใช่มั้ย ใครมาถามอะไรที่ผิดๆนะ เคยผ่านมาแล้วแทบทั้งนั้นน่ะ น้อยนะ น้อยมากเลยที่ว่า พวกเราถามแล้วหลวงพ่อบอกว่าไม่เคยเห็นน่ะ ไอ้ที่มันไม่เอาไหนนะ มันผ่านมาเยอะน่ะ มันลองผิดมาเยอะนะ ลองถูกไม่มีหรอก พอหยุดลองเลยถูกเลย

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๐
File: 500505.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๑๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อินทรีย์ ๕ กำลังในการปฏิบัติ

mp 3 (for download) : อินทรีย์๕ กำลังในการปฏิบัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: จริงๆ กำลังในการปฏิบัติมี ๕ อัน ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องคอยเช็คตัวเองว่า อันใดมากอันใดน้อยไป เช็คตัวเองแล้วก็ปรับสมดุลมันไป ถ้าเราดูของเราออก เราก็แก้ไปเองได้ เอาตัวรอดไปได้ ดูไม่ออกก็อาศัยเพื่อนสหธรรมิก อาศัยครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตร อะไรอย่างนี้ บอกให้ แต่ที่ดีที่สุดนะ อาศัยการสังเกต หลวงพ่ออาศัยการสังเกตมากเลยเพราะไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์ หลวงพ่อสามเดือนสี่เดือนไปทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลือนี่ใช้การสังเกตเอา

บางช่วงศรัทธามากไป ชักจะโง่แล้ว งมงาย คิดว่าทำๆ ไปเดี๋ยวมันก็พ้นเอง นี่ค่อนข้างโง่นะ ทำๆ ไป มันต้องมีเหตุมีผลนะ ไม่ใช่ดุ่ยๆ ไปเรื่อย ทำผิดทำถูกหรือเปล่าไม่รู้นี่ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ แล้วก็บรรลุได้นะ ถ้าทำผิดมันไม่บรรลุหรอก มันต้องมีสติปัญญารู้เลย ไม่ใช่เชื่องมงายนะว่าทำๆ ทนๆ ไปแล้ววันหนึ่งรู้ ไม่ใช่

มีความเพียร ความเพียรมากไป หรือความเพียรน้อยไป วัดตัวเองดู บางช่วงขี้เกียจขี้คร้าน ก็เอาข้ออ้างนะ มีข้ออ้างนะ เวลาขี้เกียจขึ้นมาก็บอกว่า โอ จิตมันไม่ใช่เรา ไม่รู้จะขยันไปทำไม ไม่ใช่เรา ถ้าขยันเดี๋ยวจิตเป็นเราขึ้นมาอีก นี่ หาข้ออ้าง บางช่วงขยันเกินไป ภาวนาหามรุ่งหามค่ำจิตใจไม่ได้พักผ่อนเลย ไม่มีความสุข แห้งแล้ง เหน็ดเหนื่อยเกินไป ใช้ไม่ได้เหมือนกัน

สติ สติของเราเกิดเอง หรือว่าสติบังคับให้เกิด สติเกิดเองใจก็โปร่งโล่งเบา สติบังคับให้เกิดนี่ใช้ไม่ได้ หรือสติคมกล้าเกินไป แข็งไป แข็งปึกเลย อะไรไหวแว๊บนี่รู้หมดเลยนะ รู้แบบคมกริบเลย คมเกินไปก็ใช้ไม่ได้อีก ต้องค่อยๆ สังเกตตัวเอง

สมาธิ ใจเราตั้งมั่นจริงไหม หรือใจเราไปซึมเซาอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง หรือว่าใจเราตั้งมั่นสักว่ารู้สักว่าเห็นอารมณ์ ต้องคอยสังเกตเอา บางช่วงภาวนาไปแล้วเห็นสภาวะนะไม่ขาดสักทีหนึ่ง ดูใหญ่ๆ อยากให้มันขาดนะ เห็นแต่มันเกิดดับๆ ไปเรื่อยนะ ไม่ขาดไป สังเกตให้ดี ขาดสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ขึ้นมา หรือทำสมาธิพักผ่อนนิดเดียวนะ พอถอยออกมาเห็นสภาวะนะขาดสะบั้นเลย นี่สมาธิไม่พอ ต้องสังเกตเอา

ปัญญาก็ต้องสังเกตนะ ปัญญาฟุ้งซ่าน หรือว่าปัญญารู้จริงๆ ปัญญาคิด ปัญญานึก ปัญญาน้อม ปัญญาฟุ้งซ่าน ปัญญารู้ก็ปัญญาตัวจริง แต่บางครั้งก็ต้องอาศัยการคิดการน้อมเหมือนกัน มีศิลปะนะ มันไม่ใช่เป็นศาสตร์อย่างเดียวนะ การปฏิบัติเป็นศิลปะด้วย อีกหน่อยใครมีศิลปะเก่งๆ หลวงพ่อจะออกใบรับรองประกอบโรคศิลป์ มีศิลปะนะ มีศิลปะในการปฏิบัติ มันเป็นชั้นเชิงนะ เราไม่ได้วัวได้ควายมีแต่เรี่ยวแรงแล้วทุ่มเอาๆ หรือว่าชั้นเชิงมากจนไม่ต่อยสักทีนะ ฟุตเวิร์คสวยอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ได้กินอีกนะ

นี่มันต้องสังเกตตัวเองเลย ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่มันพอเหมาะพอควรไหม อันใดมากอันใดน้อยใช้ไม่ได้ นี่สติ ยกเว้นสตินะ สติยิ่งบ่อยยิ่งดี แต่สติกล้าแข็งไม่ดี ศรัทธามากก็โง่ วิริยะมากก็ฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อย สมาธิมากก็ซึมเซา ปัญญามากก็ฟุ้งซ่านอีก หรือไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อตัวเอง กูเก่งๆ พวกปัญญากล้า ปัญญาอย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาทางศาสนาพุทธหรอก ปัญญาคิดมาก

สวนสันติธรรม
CD: 17
File: 500106.mp3
Time: 12.17 – 17.25

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่