Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ใช้ร่างกายของเรา จิตใจของเรา เป็นต้นทุนของการภาวนา

mp3 for download : ใช้ร่างกายของเรา จิตใจของเรา เป็นต้นทุนของการภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :เนี่ยจิตใจของเราจะเปลี่ยนแปลงเร็ว จะไม่ไปค้างอยู่ในความสุขมากไป ทุกข์มากไป หลงมากไป โลภมากไป ด้วยจิตธรรมดาๆที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เราก็ดูความเปลี่ยนแปลงของมันไปเรื่อย ร่างกายก็เปลี่ยนแปลง เดี๋ยวก็หายใจออก เดี๋ยวก็หายใจเข้า เดี๋ยวก็ยืน เดี๋ยวก็เดิน เดี๋ยวก็นั่ง เดี๋ยวก็นอน มีแต่ความเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวก็เคลื่อนไหว เดี๋ยวก็หยุดนิ่ง เห็นแต่ความเปลี่ยนแปลง มีธาตุไหลเข้าแล้วก็มีธาตุไหลออก นี่ก็เป็นความเปลี่ยแปลง จิตใจก็เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ตามองเห็นรูปจิตก็เปลี่ยน หูได้ยินเสียงจิตก็เปลี่ยน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายกระทบสัมผัส ใจคิดนึกปรุงแต่ง จิตก็เปลี่ยน

เราใช้สภาวะร่างกายของมนุษย์ธรรมดาที่เรามีนี่แหละ เราใช้จิตใจของมนุษย์ธรรมดาอย่างที่เรามีนี่แหละ เป็นของดีของวิเศษ เป็นต้นทุนที่เรามีอยู่ เป็นต้นทุนที่ดีมากๆเลยนะ ในการภาวนา ร่างกายของเราที่ไม่เอาไหนนี่แหละ เป็นต้นทุนของการภาวนา ไม่สุขมากไป ไม่ทุกข์มากไป จิตใจของเราก็เป็นต้นทุนการภาวนาที่ดี มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่สุขเกินไป ไม่ทุกข์เกินไป ไม่ดีเกินไป ไม่ชั่วเกินไป หมุนเวียนเปลียนแปลงไปเรื่อย

การเจริญปัญญานะ เราตามดูตามดูสภาวะที่มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ตามรู้ตามดูในรูปธรรมนามธรรมที่มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เราตามรู้ตามดูไปเรื่อย ปัญญาก็ค่อยๆสะสมขึ้น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๒ ถึงนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนา ต้องเดินปัญญาให้ได้

mp3 for download : 550701.00m00-01m37

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : ตอนนี้เห็นทุกข์มากขึ้นมั้ย หรือภาวนามีแต่ความสุข การภาวนามี ๒ ขั้นนะ ขั้นแรก ทำให้จิตตั้งมั่นก่อน เรียกว่าจิตตสิกขา จิตตั้งมั่นมีสมาธิ มีความสุข ไม่ได้ทำอะไร แค่รู้สึกตัวขึ้นมา จิตมันไหลไป เรารู้สึกตัวขึ้นมา จิตก็ตั้งมั่น ก็มีความสุขผุดขึ้นมา

เพราะฉะนั้นหัดกับหลวงพ่อใหม่ๆนะ จะมีความสุขเยอะมากนะ ไม่ได้ทำอะไรก็มีความสุข มีความสุขผุดขึ้นมา ตรงนั้นเราฝึกในขั้นที่เรียกว่า จิตตสิกขา เรารู้ทันจิต ในการภาวนาเนี่ย ถ้าไม่รู้ทันจิต ใช้ไม่ได้จริง

เพราะฉะนั้นเรื่องจิตตสิกขาเป็นเรื่องใหญ่ ก็เรียนจนกระทั่งจิตมันตั้งมั่น ถึงฐานของมันจริงๆ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยไม่ได้เจตนา ยังเจตนาอยู่ ยังไม่ใช่ของจริง

เพราะฉะนั้นบางที เราหัดใหม่ๆ จิตเราไหลไปเผลอไป เรารู้ทัน เรารู้สึกตัว จิตตั้งมั่นขึ้นมา จิตตื่นขึ้นมา ก็มีความสุข เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่ดีๆก็มีความสุขโชยขึ้นมาเป็นระยะๆ ทั้งวันเลย มีความสุขเยอะเลย

แต่ทีนี้การภาวนาไม่ได้ไปหยุดอยู่แค่การทำสมาธิ ต้องเดินปัญญาให้ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๐ ถึงนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะเอาอะไร เราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า

mp 3 (for download) : เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะเอาอะไร เราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนานะ เราถือว่าเราปฏิบัติเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กระทั่งมรรคผลนิพพาน ก็อย่าไปอยากได้มัน คนไหนอยากได้มรรคผลนิพพาน จะไม่ได้ จำไว้นะ จะไม่ได้

ตอนได้น่ะไม่ทันตั้งหลัก อยากอยู่ไม่ได้นะ หมดอยากแล้วได้ เพราะนั้นเราอย่าไปอยากปฏิบัติ เราแค่ถือว่าเราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าไป ดีแล้วที่ได้รู้สึกตัว ดีแล้วที่ใจตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าเห็น ดีแล้วเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ตามรู้อย่างนี้ไปเรื่อย ดีแล้วที่ได้ปฏิบัติน่ะ ไม่จำเป็นว่าดีแล้วที่ได้ผลนะ ดีแล้วที่ได้ทำเหตุ ต้องตั้งใจไว้อย่างนี้

ส่วนผลมันเป็นผลพลอยได้ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ช่างมัน ชาตินี้ยังไม่ได้ ชาติหน้ามันก็ได้จนได้แหล่ะ ต้องตั้งใจอย่างนั้นนะ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ถือว่าเราได้ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ดีที่สุดแล้ว

ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะเอาอะไร ถ้าเราปฏิบัติเพื่อจะเอาเนี่ย เราจะเพิ่มอัตตาตัวตนไปใช่ไหม เพื่อให้กูดีกูสุขกูสงบกูวิเศษ เพราะกูได้เป็นพระอริยฯ กูตัวเบ้อเร่อเลย แต่ถ้าเราภาวนา เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าไป ฝึกอย่างนี้นะ ได้ผลเร็ว

นี่เป็นลูกเล่นนะ กิเลสหลอกเรามากแล้ว เราก็หลอกมันบ้าง แต่ส่วนมากก็มีแต่ถูกมันหลอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
Track: ๘
File: 510427B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หมูกระดาษ

mp 3 (for download) : หมูกระดาษ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สองวันนี้ หลวงพ่อคุยกับพวกที่มาอยู่วัด บอกเคยเห็น “หมูกระดาษ” ไหม? หมูกระดาษใครเคยเห็นไหม? หมูกระดาษตัวแดงๆ ต้องคนโบราณหน่อยนะถึงจะเคยเห็น  ถ้าเดี๋ยวนี้หมูพลาสติก แต่หมูพลาสติกเอามายกเคสนี้ไม่ได้   หมูํกระดาษนี้มันทำด้วยกระดาษ ค่อยๆปะนะทีละแผ่นๆ ค่อยๆปะขึ้นมา มีแม่พิมพ์สองด้าน ปะทีละด้าน เสร็จแล้วก็เอามาเย็บตรงกลาง ทากาว ทาสี สีที่โปรดคือสีแดง หมูพวกนี้ต้องสีแดง หางก็เอาอะไรทำเป็นพู่ๆหน่อย เขียนตา เขียนหู

แต่ละคนนี้เหมือนหมูกระดาษนะ พวกเราเป็นหมูกระดาษคนละตัว แต่ บางตัวก็เป็นหมากระดาษ เราปั้นขึ้นมา ถ้าเรารู้ตัวจริง มันไม่ได้มีจริง เราค่อยๆลอกเปลือกมันออก ลอกสิ่งที่เราปรุงแต่งออกไป ลอกออกไปเป็นชั้นๆ ลอกออกไปเรื่อยๆ  ถึงจุดหนึ่งจะเข้าไปถึงตัวจริงของมัน ตัวจริงของมันไม่มีอะไรเลย มันมาจากความว่างเปล่า แล้วก็สร้างขึ้นมาจนเป็นตัวเป็นตน  แต่ถ้าเมื่อไหร่เราลอกเปลือกตัวเองไปเรื่อย ลอกความปรุงแต่งไปเรื่อย จนถึงสุดท้าย ลอกชั้นในสุดออกไป ภายในมันก็เป็นความว่างๆใช่ไหม อาจจะขังอากาศอยู่ พอเปลือกกระดาษหลุดออกไปแล้ว  อากาศนั้นกระจายรวมเข้ากับอากาศข้างนอกนั่นเอง

ฉะนั้นการภาวนานี้ก็เหมือนกันนะ ถ้าจิตพ้นจากความห่อหุ้มแล้ว จิตไม่มีเปลือกห่อหุ้ม ไม่ได้สร้างภพใดๆมาห่อหุ้มมันแล้ว มันจะกลืนเข้ากับอากาศข้างนอกนั่น จะกลืนเข้ากับโลก ฉะนั้นเราภาวนาจนถึงจุดสุดท้าย จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ จะกลมกลืนเข้าเป็นอันเดียวกัน

หลวงปู่ดูลย์เคยสอนหลวงพ่อ บอกว่า ถ้าวันใดเธอเห็นจิตกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกันนะ เธอจะแจ่มแจ้งฉับพลันนั้นเลย เราฟังเราก็นึกว่าเป็นวิธีปฏิบัตินะ แต่ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร ก็ดูจิตของเราไปเรื่อย ดูไป จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเราไม่ยึดถือจิตซะอย่างเดียว เราสลัดคืนจิต จิตกับโลกนี้กลืนเข้าด้วยกัน เป็นอันเดียวกัน  คนไหนเป็นนักดูจิตคนอื่น ไม่ใช่นักดูจิตตัวเอง  นักดูจิตคนอื่นที่ชำนาญ พอไปเจอท่านที่ภาวนาที่ปล่อยวางจิตแล้ว จะพบว่าจิตของท่านเหล่านี้กลมกลืนเข้ากับโลก กลมกลืนเป็นอันเดียวกันกับโลก แต่อันนี้เขาไม่สามารถเห็นจิตที่พ้นโลกได้ เขาเห็นแต่จิตที่กลมกลืนเข้ากับโลก เหมือนอากาศในหมูกระดาษนี้ที่รวมเข้ากับอากาศ กับโลกข้างนอก เป็นอันเดียวกันนั่นเอง  อันนี้เล่าให้ฟังเล่นๆนะ เพื่อยั่วน้ำลาย

วันหนึ่งถ้าพากเพียรไป ดูกายดูใจของเราไป เราปอกเปลือกของตัวเองออกไปจนล้อนจ้อนไม่มีอะไรเหลือเลย เราจะพบตัวจริง ของเราซึ่งไม่มีอะไรเลย  เพราะฉะนั้น เราภาวนาไปแล้วเราจะไม่ได้อะไรมา และเราจะไม่ได้เสียอะไรไป เพราะเราไม่มีอะไรอยู่ตั้งแต่้แรกแล้ว จะไม่มีอะไรเลย

จิตถัดจากนั้นจะเป็นอย่างไร จิตที่ปล่อยวางจิตไปแล้ว จะมีแต่ความสุขล้วนๆ ยืนเดินนั่งนอนมีแต่ความสุขล้วนๆเลย  เกิดอะไรขึ้น จิตจะไม่มีกระเพื่อมไหวเลย  กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับธรรมชาติ  ฉะนั้นจิตกับธรรมะก็เป็นอันเดียวกัน หลอมหลวมเข้าด้วยกัน จิตที่หลอมรวมเข้ากับธรรมแล้ว จิตกับธรรมะก็เป็นอันเดียวกัน จิตอันนั้นเรียกว่า “พระสงฆ์”  จิตอันนั้นเป็น “พระพุทธ-พุทธะ”  พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอันเดียวกัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๓
File: 501229B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๗ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติเหมือนการกินข้าว กินไปเรื่อยๆ แล้วมันอิ่มเอง

mp 3 (for download) : การปฏิบัติเหมือนการกินข้าว กินไปเรื่อยๆ แล้วมันอิ่มเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : บางคนบอกว่า ทำไมหลวงพ่อเทศน์เหมือนกันทุกวันเลย ฟังซีดีก็เหมือนกันทุกวัน แต่รับรองว่าความรู้ความเข้าใจไม่เหมือนกันหรอก ฟังไปเถอะ

มีอยู่วันหนึ่ง นั่งเทศน์ที่นี่แหละ ตอบปัญหาบุญทวี บุญทวีมาถามเรื่องการปฏิบัตินะ ตอบบุญทวี บอกว่า คนเราไปสร้างตัวตนขึ้นมาจากความไม่มีตัวตน ในความเป็นจริงตัวตนไม่มี พอพูดประโยคนนี้ก็มีคนปิ๊งขึ้นมาเลย ตัวตนไม่มี เห็นโลกธาตุนี้ว่างจากตัวจากตนเลยนะ เห็นธรรมะที่ไม่มีตัวมีตน ไปเทศน์ที่ศาลาลุงชิน คนตั้งพันนะ พันกว่า รอบที่ผ่านมา เทศน์กายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา ก็ฟังกันทุกวันนะ แต่มันยังไม่พอ วันนั้นก็มีคนพอ ก็ปิ๊งขึ้นมา เออ..ไม่มีเราจริงๆนะ โลกธาตุนี้ว่างไปหมดเลยนะ

เพราะฉะนั้นวันหนึ่ง พวกเราก็จะปิ๊งขึ้นมาได้นะ ไม่แป๊ก ถ้าไปเพ่งเอาๆ ก็แป๊กๆนะ ไม่ได้ปิ๊งหรอก ง่าย พวกที่ปิ๊งแล้วก็บอกว่าง่ายทุกคน พวกที่แป๊กนั้นบอกว่ายาก ยากเพราะมันยังไม่พอ

การภาวนาเหมือนการกินข้าวนะ หน้าที่ของเรา กินไปเรื่อยๆแล้วมันอิ่มเอง ไม่ต้องไปนั่งนึกนะ คำนี้จะอิ่มหรือยัง คำนี้จะอิ่มหรือยัง กินอย่างนั้นเครียดตายเลย มีหน้าที่กินไปแล้วมันอิ่มเอง จำไว้นะ การภาวนาเหมือนการมีหน้าที่เจริญสติไป รู้กายรู้ใจด้วยจิตที่เป็นกลางไป แล้วมันอิ่มเอง วันที่มันอิ่มมันพอนี้แหละ มันจะหมดความปรุงแต่ง แล้วมันจะเห็นนิพพาน เข้าสู่ความพ้นทุกข์ในลำดับเบื้องต้น เรียกว่าหล่นตกลงในกระแสน้ำแห่งสัมมาทิฎฐิแล้ว ผู้ที่ตกลงในกระแสน้ำแห่งสัมมาทิฎฐิแล้ว วันหนึ่งจะถูกพัดพาไปสู่ทะเล สู่มหาสมุทรคือนิพพาน

แต่ขนาดนั้นนะ ขนาดว่าตกกระแสธรรมแล้วเนี่ย ยังมีอุปสรรคขัดขวางรายทางได้อีก ๗ – ๘ อย่าง เพราะฉะนั้นบางคน ตกกระแสธรรมแล้วยังใช้เวลาอีก ๗ ชาติ กว่าจะถึงทะเล


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๓
Track: ๑๑
File: 510202.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๐ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาเหมือนพายเรือทวนน้ำ หยุดเมื่อไรถอยเมื่อนั้น

mp 3 (for download) : การภาวนาเหมือนพายเรือทวนน้ำ หยุดเมื่อไรถอยเมื่อนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : รู้วิธีปฏิบัติแล้วก็ต้องไปทำเอาเอง เราจะมาปฏิบัติเฉพาะตอนมาอยู่วัด มาเข้าคอร์สอะไรนี่ ไม่พอ เพราะกิเลสไม่เคยหยุดซักวันเลย ไม่มีวันหยุดชดเชย ไม่มีวันหยุด long weekend ไม่มีทั้งสิ้นเลย กิเลสทำงานทั้งวัน กิเลสทำงานทั้งคืน ถ้าเราละเลย ใจเราก็ถดถอยไปเรื่อยๆ การภาวนามันเหมือนพายเรือทวนน้ำ หยุดเมื่อไหร่ก็ถอยเมื่อนั้น จนกว่าเราจะพายข้ามแก่งไปได้นะ ข้ามไปได้แล้วก็พ้นไป ต้องอดทน ทนมากๆเลย ถ้าทำแล้วก็เว้น ทำแล้วก็เว้น คิดว่าการปฏิบัติต้องเข้าคอร์สต้องอยู่วัด ใช้ชีวิตธรรมดาไม่ต้องปฏิบัติ ก็ผ่านไป มีเวลามาเข้าวัดใหม่ก็มาปฏิบัติใหม่ ไม่ได้กินหรอก

งั้นการปฏิบัติเป็นงานที่หยุดไม่ได้ หลวงพ่อถึงบอกตั้งแต่วันแรกแล้ว ว่าต้องรู้่ว่างานหลักในชีวิตของเรา คือการปฏิบัติธรรม พูดอย่างนี้บางคนยังไม่เห็นประโยชน์ของการปฏิบัตินะ ก็รู้สึกว่ามันมากไป ปฏิบัตินิดๆหน่อยๆ เป็นคนดีของสังคมก็พอแล้ว มันก็ดีเหมือนกันปฏิบัตินิดหน่อย เป็นคนดีนะ แต่มันก็ยังทุกข์อีก

เมื่อก่อนหลวงพ่อมีหัวหน้าคนนึง สมัยหลวงพ่อออกไปศึกษาธรรมะ หัวหน้ากองหัวเราะเลย ว่าสนใจอะไร ทำไมเธอสนใจอะไรมากขนาดนี้ อ่านหนังสือธรรมะอะไรนี้ ถึงเวลาปฏิบัติ ถึงเวลาทำอย่างนู้นนี่ เวลาไปเที่ยว ก็ไปเที่ยววัด จริงๆไม่ได้ไปเที่ยว ไปฟังธรรมไปปฏิบัติ (หัวหน้ากอง)เค้าบอกว่า เรียนศาสนาพุทธเรียนนิดๆหน่อยๆพอรู้หลักแล้วเอามาapplyใช้ในชีวิต เนี่ยคนไม่รู้จักธรรมะ คิดว่าธรรมะ apply ได้ ธรรมะถ้า apply เมื่อไหร่นะ กลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปเมื่อนั้นเลย เราก็ไม่เถียงนะ ไม่เถียง

เวลาผ่านมาถึงวันนี้เรามีความสุข เค้าก็คงเป็นอย่างชาวโลก สุขบ้างทุกข์บ้างไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปมันเป็นเครื่องพิสูจน์เอง ว่าสิ่งที่เราทุ่มเทพากเพียรปฏิบัติมานั้น มันคุ้มค่าขนาดไหน ตอนเริ่มต้น คน ๒ คนเริ่มต้น คนนึงเอาจริง คนนึงไม่เอาจริง ผ่านไปปีนึง ๒ ปี ยังดูไม่มากนะ บางคนพัฒนาช้าก็ยังดูแตกต่างไม่มาก ถ้าบางคนพัฒนาเร็วก็แตกต่างมากเลย เป็นฟ้ากับดิน ผ่านไปหลายๆปี เป็นฟ้ากับเหว เตี้ยลงไปอีก เพราะคนที่ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม มันไม่อยู่กับที่หรอก จิตมันจะเสื่อมลงไปเรื่อย จิตมันไหลลงที่ต่ำ เพราะงั้นมันไม่ใช่อยู่พื้นดินแล้วมันจะเป็นพื้นดินตลอดกาล คนนึงปฏิบัตินะเหมือนขึ้นที่สูงไปเรื่อย คนนึงไม่ยอมปฏิบัตินะ มันจะต่ำลงไปเรื่อย มันไม่อยู่กับที่ด้วยซ้ำไป

เวลาผ่านไปหลายๆปีเราจะรู้เลย เราจะนึกถึงย้อนหลังไป ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ว่าเป็นบุญของเราเหลือเกินที่ได้ปฏิบัติ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๗
File: 550429A
ระหว่างวินาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อย่าทิ้งเวลาให้เสียเปล่า เอามาภาวนา

mp 3 (for download) : อย่าทิ้งเวลาให้เสียเปล่า เอามาภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์  : วันนึงๆนะ คนเราเอาเวลาไปคิดฟุ้งซ่านเนี่ยเยอะมาก มหาศาลเลย รวมแล้วมากกว่าชั่วโมงที่เราภาวนา งั้นถ้าเราเก็บเวลาพวกนี้มาภาวนาได้นะ เราเพิ่มชั่วโมงการภาวนาขึ้นได้อีกเยอะเลย อย่างคนที่บอกว่าทำงานทั้งวัน ไม่มีเวลาภาวนา ก็ลองไปดูให้ดีนะ ถ้าแยกชีวิตออกเป็นส่วนย่อยๆออกไป มันจะมีเวลาที่ทิ้งเปล่าๆเนี่ยเยอะมากเลย เช่นเรากำลังรอแขกอยู่จะมาเจรจากับเรา ทุกอย่างเราเตรียมพร้อมแล้ว ว่างๆแล้ว ว่างก็นั่งใจลอย นั่งทำโน้นทำนี้ไป หรือเราไปที่ทำงาน บอกงานยุ่งทั้งวัน ตอนขึ้นลิฟท์ไปที่ทำงาน ยังไม่ได้ทำงาน ตอนเดินไปที่โต๊ะทำงานก็ยังไม่ได้ทำงาน ตอนนั่งเปิดกุญแจก็ยังไม่ได้ทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่ได้ทำงาน เนี่ยเวลาเหล่านี้นะ แต่ละวันๆเนี่ย ถ้าไปรวบรวมมานะ จะพบว่าเยอะเลย หลายชั่วโมง ก็คนเราเนี่ยสมองคนเราเนี่ย ทำงานปราดเปรียวที่สุดนะ ๔๐ นาที ๔๕ นาทีเท่านั้น เวลาที่เหลือเนี่ยเฉื่อยๆแล้ว ถูลู่ถูกังทำไปงั้นเอง

เพราะงั้นถ้าเราทำงานไปซัก ๕๐ นาทีนะ เราเบรกตัวเองนิดนึง เบรกตัวเองซัก ๕ นาที ทำความรู้สึกตัวขึ้นมา เราทำงานได้ดีกว่าเก่าอีก ยกเว้นแต่เขียนซอฟท์แวร์นะ ใจวอกแวก ออกไปภาวนาก่อนแล้วเขียนต่อไม่ถูกบางที ถ้าเราไม่ทิ้งเวลาเล็กๆน้อยๆเนี่ย เราจะไม่บ่นว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ

อย่างหลวงพ่อได้เวลาเยอะเลยนะ สมัยเป็นฆราวาส  ตื่นนอนมาเนี่ย ตอนลุกขึ้นมาเก็บที่นอน ก็ได้ปฏิบัติแล้ว เราไปอาบน้ำไปเข้าห้องน้ำ ก็ได้ปฏิบัติ แต่งตัวก็ได้ปฏิบัติ เดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน ก็ได้ปฏิบัติอีก ไปอยู่ทำเนียบ แต่ก่อนทำงานในทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาลแต่ก่อนสงบนะ สวย เช้าๆเนี่ยสงบ หลังๆนี้มีคนไปล้อมทำเนียบอยู่เรื่อยๆ พอเดินอยู่ในทำเนียบ เดินไปก็ดูต้นไม้ดูนกดูอะไร เราภาวนาไปด้วย ถึงเวลาทำงานก็ทำงานไป ทำงานไปช่วงนึงนะ จะเดินไปห้องน้ำ ก็มีสติอีกแล้ว ไม่เคยบ่นเลย ว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ เวลาไปหาครูบาอาจารย์เนี่ย เอาผลงานไปส่ง ผลงานชั้นดีด้วย ขนาดพวกพระอุปัฏฐากบางทีถาม มาถามหลวงพ่อทีหลัง โยมทำได้ไง พระทำตั้งสิบปียี่สิบปี ไม่ได้อย่างนี้ บอกผมทำทั้งวันนะ ทำตั้งแต่ตื่นเลย จนถึงนอนหลับ ยกเว้นเวลาหลับกับเวลาที่ทำงานต้องคิด มันภาวนาไม่ได้ ก็มีบ้างเราพักผ่อน ทำงานหนักๆแล้วก็ภาวนาต่อเนื่องไปเรื่อย ใจก็ต้องการพักเหมือนกันบางที ทำสมาธิหายใจเข้า หายใจออกไป บางวันมันไม่่ไหวจริงๆ แม้กระทั่งจะทำสมถะยังไม่ไหวเลย งานมันเครียดมาก งานมันหนักมาก หลวงพ่ออ่านหนังสือด้วยซ้ำไป หาหนังสือการ์ตูนมานั่งอ่าน หรือบางทีก็อ่านพระไตรปิฎกอ่านอะไร เลือกเรื่องที่ไม่เครียด ที่ไม่ซับซ้อนมาก ให้จิตใจได้พักผ่อน เดี๋ยวเดียวก็มีแรงขึ้นมา ก็พอภาวนาต่อ

งั้นถ้าเราบอกว่าเราไม่มีเวลาภาวนานะ ให้เราสำรวจตัวเองว่าเราเอาเวลาไปทิ้งที่ไหน จริงหรือที่ทำงานวันละสิบชั่วโมง ทำตลอดเวลารึ ? สิบชั่วโมงแล้วอู้ไปตั้งเยอะน่ะ หรือทำสิบสองชั่วโมงสิบสี่ชั่วโมงบางคน คนมันทำแต่มีแต่เวลา งานไม่ค่อยมี เคยเจอมั้ย ทำล่วงเวลานะ ทำในเวลาไม่ทันต้องทำล่วงเวลา เพราะตอนอยู่ในเวลาไม่ได้ทำ ดูอ่านหนังสือพิมพ์อะไรนี้ มี แล้วไปทำล่วงเวลา ทิ้งเวลาเปล่าๆ ตายเปล่าๆ น่าเสียดาย อย่างพวกเรา สมมติเรารู้ว่าปีหน้าเราจะตายแล้ว เราต้องใช้เงินเดือนละแสนนะเพื่อจะยืดชีวิต เอามั้ย บางคนเอานะ เดือนละล้านเพื่อจะยืดชีวิต ไปซักเดือนนึงก็เอา เห็นชีวิตมีค่ามาก เรารักตัวเองนะ รักชีวิต แต่ไม่ทำตัวเองให้มีค่าเลย ต่อไปนี้เราไม่ละเลย เวลาเล็กเวลาน้อยนะ เก็บมาภาวนาให้มากๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๖
File: 550218.mp3
ระหว่างวินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ถ้าไม่มีโอกาสไปส่งการบ้านกับ ลพ.ปราโมทย์เพื่อรับการชี้แนะจะทำอย่างไร?

ถ้าไม่มีโอกาสไปส่งการบ้านกับ ลพ.ปราโมทย์เพื่อรับการชี้แนะจะทำอย่างไร?

ถ้ายังไม่มีโอกาสก็ให้ฟังซีดีบ่อยๆ แล้วค่อยๆ สังเกตว่าที่เราภาวนาอยู่นั้น
รู้ว่าหลงไปคิดได้บ่อยหรือไม่ เห็นกิเลสเกิดดับได้ชัดขึ้นหรือไม่
เห็นอะไรแล้วจิตเป็นกลางและแค่รู้ได้มากขึ้นหรือไม่
ถ้ารู้ว่าหลงคิดได้บ่อย  เห็นกิเลสเกิดดับได้ชัดขึ้น
เป็นกลางมากขึ้นก็แสดงว่าภาวนามาได้ดีแล้วครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

V-Clip : วิธีพัฒนาปัญญา

วิธีพัฒนาปัญญา

1/3

2/3


3/3



เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ภารกิจทางโลกและทางธรรมและครอบครัวทำอย่างไรจึงจะสมดุลย์ ?

ภารกิจทางโลกและทางธรรมและครอบครัวทำอย่างไรจึงจะสมดุลย์ ?

ก็ทำกิจทางโลกด้วยความมีสติสัมปชัญญะ (รู้ตัว) อยู่เนืองๆ เท่านี้ก็ไม่ต้องมานั่งแบ่งภาระกิจเป็นทางโลกกับทางธรรม เพราะโลกก็คือธรรม ถ้าทำกิจต่างๆ ด้วยความรู้ตัวนี่ ไม่มีใครดูออกหรอกว่ากำลังภาวนาอยู่ เล่นกับลูกก็ฝึกรู้ตัวได้ กินข้าวก็ฝึกได้ พาลูกไปเที่ยวก็ฝึกได้ คุยกับภรรยาก็ฝึกได้ ทำอะไรๆ ก็ฝึกได้ ฝึกแล้วใครก็ไม่รู้ปัญหาก็ไม่เกิด (เวลา)คุยไปตามเรื่องทางโลก คุยไปก็ดูจิตไป ยินดี ยินร้าย ก็ตามรู้ไปซิ เผลอไปก็ให้รู้ว่าเผลอไปไงละ การตามรู้ว่าเผลอ ไม่ได้ให้ทำให้จิตหยุดคิดนี้ครับ

ให้ทำเท่าที่จะทำได้ตามสมควร โดยไม่ย่อหย่อนเกินไป ที่รู้สึกหาความพอดีไม่เจอ เพราะอาจทำแบบตึงเกินไป ชีวิตฆราวาสแถมมีครอบครับก็อย่างนี้แหละ จะเพียรภาวนามากก็ไม่ได้ จะเพียรน้อยก็ไม่ได้ ต้องพอดีจริงๆ อึดเข้าไว้ …ถ้าทำได้พอดีจริงๆ ในแต่ละวัน ไม่นานก็คงได้นั่งหัวเราะคนอื่นบ้าง คนโสดเขาไม่รู้หรอกว่า การปรับการภาวนาให้พอดีกับครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ มันเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าทำได้ละก็ ไปโลดเลย เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นตอนที่ทำความเพียรได้ยาก ถ้าทำได้ต่อไปก็ไม่ยาก

อย่างคนไม่มีครอบครัวนี่ แค่ปรับการภาวนาให้เข้ากับตัวเองเท่านั้น คนมีครอบครัวต้องปรับให้เข้ากับลูก ภรรยา (อย่างหลังนี่ยากใหญ่เลย) ยกตัวอย่างเช่น คนไม่มีครอบครัวอยากไปภาวนาที่วัดสัก 3-4 วัน พอมีเวลาว่างจากงานก็ไปได้แล้ว เลยอดดูความอยาก แต่คนมีครอบครัวอยากไป หาโอกาสแล้วหาอีกก็ไม่ได้ไป ความอยากก็เลยแวะเวียนมาให้ดูได้บ่อยๆ ถ้ารู้จักปรับการภาวนา จากการอยากไปภาวนา มาเป็นตามรู้ความอยากได้ละก็ ไปโลดแน่ นอกจากจะภาวนาก้าวหน้าแล้ว ภรรยาก็ยังยิ้มหวานให้ด้วย แต่ถ้าดันทุรังหนีไปภาวนาตามความอยาก กลับมาคงหน้างอใส่แน่

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : อย่างไรจึงถือว่าเรากำลังภาวนาอยู่?

อย่างไรจึงถือว่าเรากำลังภาวนาอยู่?

การภาวนาอยู่ คือการรู้สึกมีกายมีใจอยู่
และถ้าจิตสามารถเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
ไปรู้อารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แล้วมีสติตั้งมั่นไม่ไหลไปหาอารมณ์ และเห็นความเกิดดับของสภาวะต่างๆ
จะเรียกว่า ทำวิปัสสนากรรมฐาน

ถ้าจิตรู้อะไรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น (ไม่สนใจไปรู้อย่างอื่น)
จะเป็นการภาวนาที่เรียกว่าทำสมถกรรมฐาน
ซึ่งต้องเข้าใจว่า การทำสมถะทำเพื่อให้จิตมีกำลังมีความตั้งมั่น
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วก็ต้องออกมาทำวิปัสสนากรรมฐานด้วย จึงจะเกิดปัญญา
ถ้าลำพังทำแต่สมถะ จะไม่เกิดปัญญาครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคถึงจะได้ผล

mp3 (for download) : การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคถึงจะได้ผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : แล้วระหว่างวันล่ะคะ? เราทำแบบอาจารย์เขาทำเช้าเย็น แล้วระหว่างวันเราควรจะทำอย่างไร

หลวงพ่อปราโมทย์ : ระหว่างวันเราก็ดูไป อย่าไปเว้นวรรคนะ ถ้าเราจะดูเวทนา เวทนามีทั้งวันนี่ ไม่ใช่มีเฉพาะตอนนั่ง ตอนเรากวาดบ้านถูบ้านเวทนาก็มีนี่ ตอนเราซักผ้าเวทนาก็มี การปฏิบัติจะได้ผลดีถ้าเราไม่เว้นวรรค

ถ้าเราบอกว่าเช้าปฏิบัติ ๑ ชั่วโมง เสร็จแล้วเลิกเลย แล้วเย็นปฏิบัติอีก ๑ ชั่วโมง วันหนึ่งปฏิบัติ ๒ ชั่วโมงเอง อีก ๒๒ ชั่วโมงนั้น กิเลสครอบงำ เพราะฉะนั้นเราพยายามรู้สึกตัวอยู่ อย่างพอเรานั่งได้ ๑ ชั่วโมง เราลุกขึ้นมา เรารู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ นั่งได้ครบแล้ว ดีใจ ดีใจรู้ว่าดีใจไปเลย ไปทำงานร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก ฝึกอยู่ในชีวิตประจำวัน

การภาวนาต้องไม่เว้นวรรคเลยนะ ถึงจะได้ผล ถ้าเว้นวรรคล่ะก็ ไม่ได้หรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๓
File: 510817.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕๘ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๕๙ วินาทีที่ ๑๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : กรรมกับการภาวนา

กรรมกับการภาวนา

ถาม : มีไหมคะ ว่า กรรม ของเราจะทำให้เรา ภาวนาได้ไม่ดี หรือไม่ได้ และ การทำกุศลนั้น จะทำให้เราภาวนาได้ดี เพื่อต่อสู้กับกรรมของเราได้ไหมคะ และถ้าการทำกุศลนั้น เกิดจากความอยากพ้นทุกข์ เพื่อให้เกิดกุศลกรรม จะเป็นผลให้เราภาวนาได้ดีขึ้นไหมคะ ?

ตอบ : เราไม่ได้ภาวนาเพื่อสู้กับกรรมนะครับ
พอเราต้องรับผลของกรรมที่ไม่ดี เราก็หัดดูจิตที่เป็นทุกข์ ที่เป็นอกุศลไป
ถ้าเราหัดดูสภาวะไปโดยไม่กดข่ม ไม่เพ่งจ้อง จิตก็จะดิ้นรนน้อยลง
สามารถรับผลของกรรมได้อย่างไม่ทุกข์ใจมากเหมือนคนที่ไม่ได้หัดภาวนา
หัดไปเรื่อย ๆ จนเกิดสติ เกิดปัญญา วันหนึ่งแม้ต้องรับผลของกรรมไม่ดี
จิตก็จะไม่ทุกข์อีกเลยครับ

ส่วนเรื่องภาวนาดีหรือไม่ดี ก็อย่าไปโทษกรรมเลยครับ
ต้องโทษตัวเองที่ไม่ศึกษาให้เข้าใจว่า การจะพ้นทุกข์ต้องทำอย่างไร
เช่นไม่ศึกษาให้เข้าใจว่า ต้องรู้ทุกข์(รู้กายรู้จิต)
ก็เลยทำผิดไปกดข่มเอา ไปเพ่งเอา ไปน้อมจิตให้ซึม ๆ เป็นต้น
ผมเองก็ภาวนาแย่มานานหลายปีก่อนเจอหลวงพ่อปราโมทย์
เพราะไม่ศึกษาให้เข้าใจนี่แหละครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

mp3 for download : ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

หลวงพ่อปราโมทย์ : เนี่ยเราหัดภาวนานะ เราอย่าไปวาดภาพการภาวนาอะไรลึกลับซับซ้อนมากมาย การภาวนาก็คือการหัดมาเห็นไตรลักษณ์ของสิ่งซึ่งเป็นคู่ๆ ทีนี้สิ่งที่เป็นคู่ๆมันมีสองส่วน ส่วนภายนอกกับส่วนภายใน พยายามน้อมกลับเข้ามาเรียนส่วนภายใน โอปนยิโก น้อมกลับเข้ามาหาตัวเอง มาเรียนรู้ตัวเอง

ของเรามีเป็นคู่ๆนะ อันแรกเลย คู่แรกเลย มีรูปกับนาม มีกายกับใจ หรือมีสิ่งที่ถูกรู้ กับมีผู้รู้ จิตนั้นแหละเป็นผู้รู้ อันอื่นๆนอกจากจิตเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่จิต จิตเป็นธรรมชาติรู้ ในตัวเรามีธรรมชาติรู้ รู้สึกมั้ย ในนี้มีคนรู้อยู่คนหนึ่งคอยรู้เรื่องโน้นคอยรู้เรื่องนี้ แถมไม่รู้เปล่าๆนะ รู้แล้วคิดด้วย เป็นผู้รู้สึกนึกคิด

เนี่ยเราค่อยๆหัดแยกนะ หัดแยกไป เรียนจากสิ่งที่เป็นคู่ๆนี้แหละ อันแรกคู่แรกที่อยากแนะนำให้พวกเราหัดแยกออกไปนะ ก็คือ กายกับใจ หัดแยกรูปกับนามก่อน คำว่ากายกับใจ กับ รูปกับนาม เนี่ย ไม่ตรงกันทีเดียวหรอกนะ เรียกโดยอนุโลมเพื่อให้พวกเราที่ไม่ได้เรียนอภิธรรมได้ฟังรู้เรื่อง กายกับรูปคนละอันกัน แต่ว่าถ้าพูดคำว่ารูปจะฟังแล้วงง คำว่านามฟังแล้วก็งง เอาภาษาไทยง่ายๆก่อนนะ คอยรู้แยกกายกับใจก่อน

ต่อไปค่อยเรียน พอเห็นสภาวะอย่างแท้จริง จะพบว่ากายไม่มีจริงหรอก กายเป็นรูป ส่วนที่เราว่าใจ ใจไม่ใช่ใจอันเดียว ประกอบด้วยธรรมะจำนวนมากเลย มาทำงานร่วมกัน เรียกว่าจิต กับเจตสิก มาทำงานด้วยกัน ตอนนี้เอากายกับใจก่อน

วิธีที่จะหัดแยกนะ ขั้นแรกเลย เรารู้อารมณ์อันเดียว รู้กายนี้แหละ ง่ายๆ นั่งอยู่ก็ได้ นั่งสมาธินะ หรือนั่งพัดไปเนี่ย หลายคนนั่งพัด ไม่ว่านะ พัดได้ เนี่ยหลวงพ่อยังมีพัดเลย เอาไว้ไล่แมลงวัน แมลงหวี่เยอะ เราเคลื่อนไหวไป พยายามเคลื่อนไหว บางคนไม่มีพัด มีอะไรที่เคลื่อนไหวในตัวเอง มีการหายใจ ใช่มั้ย ร่างกายนี้หายใจอยู่ ท้องนี้พองยุบอยู่ เนี่ยเบื้องต้นดูอย่างนี้ก่อน ดูร่างกายของตัวเองนะ ร่างกายนั่งอยู่ ร่างกายหายใจอยู่ ร่างกายพองยุบอยู่ ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่ ดูกาย

แล้วค่อยๆสังเกตว่า ร่างกายเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า รู้สึกมั้ย เราไม่ได้พัดเฉยๆนะ มันมีคนหนึ่งเหมือนเป็นคนดูอยู่ แต่ไอ้คนดูอยู่จะอยู่ตรงไหนเราไม่รู้หรอก รู้สึกว่ามันอยู่ข้างในนี้ บางคนก็ว่าคงอยู่ที่หัว บางคนว่าอยู่ตรงนี้ จริงๆจิตอยู่ที่ไหนก็ได้นะ จิตไม่มีที่ตั้งหรอก จิตอยู่ตรงไหนก็ได้ จิตเกิดร่วมกับอารมณ์

ค่อยๆสังเกตไป ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า หัดอย่างนี้เรื่อยๆ ดูเหมือนดูคนอื่น ถ้าดูตัวเองยังไม่ออก ลองดูคนอื่นก่อน ดูคนที่นั่งข้างๆเรา เราเห็นมั้ย คนที่นั่งข้างๆเราเนี่ย เป็นสิ่งที่จิตของเราไปรู้เข้า เป็นสิ่งถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ดูคนข้างๆแล้วลองย้อนมาดูร่างกายของตนเอง ดูเหมือนดูคนอื่นน่ะ ดูเหมือนมันเป็นคนอื่น เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ เหมือนเป็นคนอื่น ใจเราเป็นคนดู ค่อยๆหัดอย่างนี้เรื่อยๆ

ต่อไปมันจะเห็นนะ ร่างกายที่หายใจอยู่ ร่างกายที่ ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่หยุดนิ่ง เป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่จิตหรอก จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ร่างกายไม่ใช่จิตหรอก ค่อยๆฝึกอย่างนี้นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 530606A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

๖ ครูบาอาจารย์กับการแก้กรรมฐาน ๗ ครั้งของหลวงพ่อ

MP3 (for download):  ๖ ครูบาอาจารย์กับการแก้กรรมฐาน ๗ ครั้งของหลวงพ่อ (33.14 น.)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คลิปยาวพิเศษ จากการแสดงธรรม ณ ศาลาลุงชินครั้งที่ 30 (21/06/52)

1) หลวงปู่ดูลย์: ให้ดูจิตตัวเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ เพ่ง -> แล้วไปหาทางทำลายมัน คอยระวังให้อกุศลไม่เกิด หวงแหนจิตมากเลย

[ผิด] เพราะไป*แทรกแซงจิต* เราไม่ได้ดูจิตหรอก แต่ไปวุ่นวายอยู่กับอาการของจิต

จงใจปฎิบัติก็ผิดนะ ไปแทรกแซงอาการของจิต ..ให้รู้ตามความเป็นจริงต่างหาก ถึงจะถูก

—–#

ค่อยๆสังเกตนะ กิเลสหยาบๆเกิดมาจากกิเลศละเอียด ก่อนที่กิเลสจะตัวใหญ่เนี่ย กิเสสตัวเล็กมาก่อน

ก่อนจะโมโหแรงๆ ต้องขัดใจเล็กๆก่อน ทีนี้เราคอยดูเลย กิเลสมันมาจากไหน มันผุดขึ้นจากกลางหน้าอก

2) หลวงปู่สิม: ผู้รู้ๆ ออกมาอยู่ข้างนอกนี่

[ผิด] ตรงเรา*ส่งใจเข้าไปดู* แทนที่จะดูด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง เราถลำลงไปดู ถลำไปดูนี่จิตไม่ตั้งมั่นในการรู้ในการดู

สำนวนครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่า “ไม่มีจิตผู้รู้” มีแต่จิตผู้หลง ผู้เพ่ง

—–#

ราวปี 2526 ภาวนาแล้วมีอาการแปลกๆ ภาวนาแล้วหลับตลอดเลย จากที่ภาวนามาตั้งแต่ 7 ขวบไม่มีนั่งหลับหรอก ตอนนั้นไม่รู้เป็นอะไรมันหลับเอาหลับเอา

นั่งสมาธิก็หลับ ขัดสมาสเพชรก็หลับ เดินจงกลมก็เดินหลับนะ ทำไงก็หลับ แล้วหลับแบบไม่มีศิลปะเลย ..โอ้ย ไม่มีสภาพของนักปฎิบัติเหลือเลย ขาดสติอย่างร้ายแรง เกิดจากอะไร?

3) หลวงปู่สิม: ผู้รู้ๆ อย่างสงสัยเลย

ที่จริงไม่มีอะไร พอเราเจริญสติเจริญปัญญาไปมากนะ จิตมันเบื่อหน่าย มันเบื่อโลก เบื่อขันธ์ เบื่อธาตุอย่างร้ายแรงเลย เบื่ออายตนะ

พอมันเบื่อมันตัดการรับรู้ภายนอกออกไป หมดความรู้สึกไปเลยตัดออกไป ตัดลงไปรวมลงไป มันไปพัก

.. เพราะว่าแต่เด็กมาหัดสมาธิ พอเจอหลวงปู่ดูลย์มาหัดวิปัสสนาแล้วเบื่อสมาธิ *ทิ้งสมาถะไป*

[ไม่ถูกนะ] การทิ้งสมาถะไปไม่ถูกต้องเลย พอจิตมันไม่ได้เข้าไปพักในสมาธิ จิตมันก็หลบไปเลยดับไปเฉยๆ เข้าไปพักผ่อน พอมันมีแรงมันก็ถอนออกมา

5 สิงหา 2526 ไปกราบหลวงปู่สิมนะ ท่านบอกจะได้ของดีพรรษานี้แหละ

พอวันที่ 7 มาถึงกรุงเทพ จิตมันก็ถอนออกมาหมดแล้ว จิตใจเราก็เปลี่ยนไปหมดเลย ภาวนาสบาย ต่อไปนี้สบายละ สติมันทันกิเลสไปเรื่อย การภาวนาง๊ายง่ายตอนนี้

—–#

พอภาวนามาถึงจุดนี้จะดูตรงไหนมันชำนาญไปหมด ตัวจิตผู้รู้-สภาวะที่เกิดดับอยู่ในหน้าอกก็ได้ ..เอ๊ จะดูตัวไหนดี ชักสงสัยแล้วจะดูตัวไหนดี

เลยดูทั้งสองตัวกลับไปกลับมา ตัวไหนแน่ แล้วเอาใหม่ ไม่เอาทั้งสองตัว ดูซิจะเกิดอะไรขึ้น

พอเคลื่อนจะแตะ เราไม่เอา ไล่เข้าไล่ออกแล้วมันรวมลงตรงกลาง

หลวงปู่เทสก์: มันเป็นสมาธิชนิดหนึ่ง ไม่เพ่งรูป ไม่เพ่งอรูป

หลวงปู่ให้ไปซ้อมให้ชำนาญ หลวงพ่อบอกถ้าท่านติดเราจะแก้ให้

มีวันนึงไปเชียงใหม่จะไปเยี่ยมอาจารย์ทองอิ่ม แล้วมีพระท่านมาดักอยู่หน้าวัด แล้วบอกว่าท่านอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร ถ้ำผาผึ้งมาพักอยู่ที่วัดสันติธรรมนี้ ให้ไปหาท่านหน่อยสิ

4) ท่านอาจารย์บุญจันทร์: เฮ้ย ภาวนายังไง! เฮ่ย นิพพานอะไรมีเข้ามีออก

เราเล่าให้ท่านฟังซ้ำ ท่านก็ตวาดซ้ำ นิพพานอะไรมีเข้ามีออก

ทีนี้ ใจเราโล่งเลย .. ตรงนี้ไม่ใช่ทาง

เห็นไหมเราไปทำอะไรที่ [ผิด]? เราไป*ปรุงแต่งการปฎิบัติขึ้น* เราคิดว่าทำยังไงแล้วจะดี

เราไม่ได้รู้กายรู้ใจซื่อๆไง เราคิดว่าทำยังไงจะดี เอาตรงนี้ล่ะวะ อยู่ตรงโน้นดี ตรงนี้ดี หรืออยู่กลางๆดี หาไอ้ตรงที่ดี

ไม่ต้องหานะว่าตรงไหนถูก ไม่ต้องหาว่าตรงไหนดี สภาวะใดเกิดขึ้นตรงปัจจุบัน รู้อันนั้นแหละ แล้วไม่ผิด

เรามาอัศจรรย์ใจกับท่านอีกที ปี 46 ตอนนั้นบวชละ ลูกศิษย์ท่านมาหาเยอะเลยตอนนั้น บอกว่าท่านอาจารย์บุญจันทร์สั่งให้มาหา

ให้วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ให้มาหาพระชื่อนี้ๆ อยู่ตรงนี้ๆ ท่านสั่งละเอียดเลยนะ เราไม่เคยบอกท่านเลยนะ ตอนนั้นที่ท่านมรณะภาพเรายังไม่ได้บวชเลย

ดูท่านอุตส่าห์แก้ให้เรา ท่านกลัวเราจะไปติด สร้างสภาวะโล่งๆ ว่างๆ..แล้วเราก็จับเอาไว้

แต่นี่โล่งว่างคนละอย่างกับพวกเราที่หลังๆมาติดนะ อันนั้นไหนออกไปข้างนอก อันนี้ไม่มีข้างนอกข้างใน หูววดูปราณีต ดูลึกซึ้งกว่ากันเยอะเลย

—–#

ทีนี้ก็ภาวนาต่อไปนะ เห็นสภาวะทั้งหลายมัน ละเอียดเข้าๆ สบาย ใจมันโล่งมันว่าง เราก็ดูจิตอยู่ทุกวี่ทุกวันนะ แต่ดูมาตั้งหลายปีไม่ผ่านสักที

26533_397695631336_717481336_4768908_1463878_n.jpg

5) หลวงตามหาบัว: ที่ว่าดูจิตนั่นดูไม่ถึงจิตแล้ว

ต้องเชื่อเรานะตรงนี้สำคัญ เราผ่านมาด้วยตัวเราเอง อะไรๆก็สู้บริกรรมไม่ได้

[ผิด] มีกิเลสกุกกุจจะเกิดขึ้น ร้อนใจเมื่อไหร่จะได้สักทีวะ กิเลสเกิดแล้วเราไม่เห็น

..พอเราได้ไอเดีย เรามาพิจารณาดูว่าทำไมท่านให้บริกรรม ทำไมท่านว่าเราดูจิตแล้วไม่ถึงจิต

มาดูไปดูมา อ๋อ.. ใจเราไม่ตั้งมั่น ใจมันเคลื่อนออกไปข้างนอกนะ มันไปอยู่ในความโล่งความว่าง

พวกเรารุ่นหลังๆที่ไปดูจิต ไปติดอยู่ที่ตัวนี้เยอะแยะเลย เพราะว่าเวลาดูไปๆ แล้วไปเห็นสภาวะเกิดดับๆนะ

เช่น เห็นกิเลส เกิด-ดับ ๆ กิเลสมันหนีออกไปๆ ไม่เหมือนกับตอนที่ไปถามหลวงปู่สิม อันนั้นกิเลสหนีเข้าข้างใน อันนี้กิเลสหนีออกข้างนอก

เราฟุ้งก็คือ.. จิตไม่ตั้งมั่นเหมือนกัน จิตฟุ้งเข้าไปข้างใน จิตฟุ้งออกไปข้างนอก จิตไม่ตั้งมั่น

จิตไม่ตั้งมั่นแล้วจิตไปหลงในความโล่ง ความว่าง ความสุขความสบาย ..ตรงนี้แหละคือ วิปัสสนู ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า โอภาส

” วิปัสสนู ” นี่เกิดในทุกขั้นตอนของการปฎิบัติ ขั้นพระโสดา สกทาคา อนาคา พระอรหันต์ เพียงแต่ขั้นที่เลยพระโสดา ไม่เรียกวิปัสสนู เค้าเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น

ขั้นต้น ปุถุชน จะมีวิปัสสนู

(http://th.wikipedia.org/wiki/วิปัสสนูปกิเลส)

—–

- วิปัสสนูปกิเลส -

โอภาส หมายถึง แสงสว่าง(ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)

ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้

ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ

ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น

สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ

อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ

ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี

อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด

อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง

นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ

—–

ที่หลวงพ่อบอกพวกเรา จิตไม่ถึงฐาน พระอานนท์ สอนตรงนี้ไว้ว่า

สานุศิษย์ท่านที่พยากรณ์มรรคผลมี 4 จำพวก

พวกที่ 1 ใช้ สมาธินำปัญญา : คือทำสมาธิก่อน ออกจากสมาธิแล้วมาเจริญสติในชีวิตประจำวัน

พวกที่ 2 ใช้ ปัญญานำสมาธิ : คือเจริญสติในชีวิตประจำวันนี่แหละ แล้วจิตรวมเข้าสมาธิ

พวกที่ 3 ใช้ สมาธิและปัญญาควบกัน : พวกนี้ทำสมาธิอยู่ในชาญ (ไม่ใช่อย่างที่ครูบาอาจจารย์วัดป่าทำนะ ส่วนมากท่านทำความสงบก่อนแล้วถอนออกมาเจริญสติในชีวิตประจำวัน อันนี้คือแบบที่ 1)

แบบที่ 3 มีเหมือนกันแต่มีน้อย ต้องชำนาญในชาญจริงๆ จะเห็นองค์ชาญเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่ดูยาก ต้องชำนาญทั้งชาญ ต้องชำนาญทั้งการดูจิต จึงจะดูได้

พวกที่ 4 พระอานนท์บอกว่า : จิตมีความฟุ้งซ่านในธรรมะ ไปอยู่ในธรรมะ 10 ประการ (หลวงพ่อกล่าวถึงวิปัสสนูปกิเลส) มีโอภาสเป็นหมายเลข 1 ถ้าเมื่อไหร่รู้ทัน อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่านของจิตที่ไหลออกไป อุทธัจจะดับนะ ก็จะหลุดจากโอภาส

หลวงปูเทสก์เคยบอกว่า เวลาเกิดวิปัสสนูเกิดเพราะว่าสมาธิไม่พอ เราฟังอย่างนี้ยังไม่เก็ตนะ เวลามันเกิดจริงๆ ค่อยมาสังเกต อ๋อ..จิตมันไม่ตั้งมั่นนี่เอง จิตมันหลงไปข้างนอก หลงไปอยู่ในความว่าง ความสว่าง หลงไปอยู่ในปัญญา หลงไปอยู่ในความสุข ความสบาย ความเย็น ..หลงไปสารพัดรูปแบบเลย

จิตมันไม่ตั้งมั่น ถ้าเมื่อไหร่จิตมัน มันก็จะหลุดออกมา อันนี้เราเห้นมาด้วยการปฎิบัติอย่างนี้ เสร็จแล้วเพิ่งมาเจอพระสูตร เนี่ยที่ท่านพระอานนท์สอนไว้ เหมือนกันเปี๊ยบเลย

วิปัสสนูมันเกิดจากจิตไม่ตั้งมั่น ไม่ถึงฐานนั่นแหละ หลวงพ่อเรียกว่าไม่ถึงฐาน ไม่ถึงฐาน

เพราะงั้นพวกเราเวลาภาวนา ค่อยๆ สังเกต เวลาดูจิตดูใจ รึว่าดูกายก็เหมือนกันนะ ไม่ว่าทำวิปัสสนาด้วยอะไร เกิดวิปัสสนูได้ทั้งสิ้นเลย ไม่ใช่ว่าดูจิตแล้วมีแต่วิปัสสนู-ดูกายไม่มีวิปัสสนู เข้าใจผิด

หลวงพ่อเจอคนติดวิปัสสนูเยอะแยะไปหมดเลย กระทั่งในสำนักต่างๆของครูบาอาจารย์ก็มี ไม่ใช่ไม่มี ถ้าทำวิปัสสนาถูกต้องนะ หรือเพิ่งเริ่มวิปัสสนา ยังไม่ชำนิชำนาญพอ สมาธิไม่พอ จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่ถึงฐาน มันจะมัวแต่ดูอารมณ์ที่เกิดดับ แล้วก้ถลำออกไปดู พออารมณ์นั้นหมดไปว๊าบ มันโล่งมันว่าง มันสว่างแล้ว คราวนี้ก็ไปค้างอยู่ตรงนี้ แล้วคิดว่านิพพาน คราวนี้คิดว่าเราเป็นพระอรหันต์แล้วตรงนี้ไม่มีกิเลสเลย คนที่ภาวนาตรงนี้คิดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์มีหลายคน ตอนนี้แก้ไปได้หลายคนแล้วบางคนก็แก้ไม่ได้ บางคนไม่ยอมมาเจอเราเลย

..

ทีนี้ มันเดินปัญญาต่อไปไม่ได้ มันเป็นภพอันหนึ่งที่ตัวเองมองไม่ออกว่าเป็นภพ ไปติดอยู่อย่างนั้น

แต่ถ้ารู้ทันเมื่อไหร่ว่าจิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่ถึงฐานจะหลุดออกมาเลย

พวกนี้จะน่าสงสารแล้วน่ากลัว น่ากลัวตรงที่จะเที่ยวเผยแพร่คำสอนออกไปอีก ..จะไปบอกว่าไม่ต้องดูกายไม่ต้องดูใจ ไปดูความว่าง พวกนี้ผิดนะ! ต้องดูกายต้องดูใจ

—–#

เสร็จแล้วภาวนามาอีกหลายปีเลย ตอนนั้นใกล้จะบวชแล้ว ไปเจอหลวงพ่อพุธเข้า หลวงพ่อพุธกับหลวงพ่อนี่นะเคยมีข้อตกลงกันเมื่อปี 2526

หลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดูลย์แล้วกลับมากราบหลวงพ่อพุธที่โคราช ท่านถามว่าหลวงปู่สอนอะไร กราบเรียนท่านว่าหลวงปู่สอนว่า พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธ์อย่างแท้จริง

..บางคนภาวนาไม่มีผู้รู้นะ ถ้าคนไหนเดินมาทางสมถมันจะมีผู้รู้ ถ้าเดินมาทางวิปัสสนามันจะไม่ตั้งตัวผู้รู้..แค่รู้สึกแล้วก็ดับ รู้สึกแล้วก็ดับ เป็นขณะๆ คนละแบบกัน

คนไหนที่มีผู้รู้อยู่แล้วไปประคองรักษาตัวผู้รู้ตรงนี้ใช้ไม่ได้แล้ว พ้นทุกข์ไม่ได้จริงหรอก ไปเห็นว่าตัวผู้รู้เที่ยงผู้รู้เป็นสุข ตัวผู้รู้บังคับได้

หลวงพ่อพุธท่านก็บอกว่า ท่านไปหาหลวงปู่ดูลย์มาเหมือนกันก่อนหน้าหลวงพ่อ 7 วัน หลวงปู่สอนอย่างเดียวกัน

..บอกเจ้าคุณ การปฎิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จจริง เนี่ย เราจะต้องทำลายผู้รู้ ท่านบอกอย่างนี้นะ

ทำลายผู้รู้คือไม่ยึดผู้รู้นั่นแหละ ท่านเฉลยมานิดนึง ..คุณกับอาตนามาตกลงกัน ใครทำลายได้ก่อนให้มาบอกกัน ท่านสั่งอย่างนี้ แล้วเราก็ไม่เจอท่านอีกเลยตั้งแต่นั้น

จนกระทั่งก่อนท่านมรณภาพไม่นานได้กราบท่าน บอกหลวงพ่อ เรายังทำลายจิตผู้รู้ไม่ได้เลย

6) หลวงพ่อพุธ: จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบโตเต็มที่มันจะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง

[บทเรียน] ภาวนาอย่าใจร้อนนะ มีสติรู้กายมีสติรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

ถ้าไม่คลาดเคลื่อนด้วยการมีสติรู้กายมีสติรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ล่ะก็อย่าใจร้อน เดินไปเรื่อยๆ วันนึงจิตใจมันเติบโตเต็มที่มันทำลายเปลือกออกมาเอง

นี่ 5 องค์แล้วนะครูบาอาจารย์ที่เคยแก้กรรมฐานให้หลวงพ่อ แต่ 6 คำถาม

—–#

ก่อนไปกราบหลวงปู่สุวัฒน์ เราภาวนา เรายังไม่ได้บวชนะ จิตเราหลุดออกมา เรารู้สึกสบายเลยเราคิดว่าพระอรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้ จิตไม่เกาะอะไรจิตไม่เกาะขันธ์

เราไปหาท่าน ปรากฎว่าพอใกล้ถึงจิตดันเข้าไปเกาะกัน ดันเข้าไปยึด(ขันธ์)อีก เราก็เลยคิดนี่ล่ะน้าาา มันเป็นอนัตตา .. มันเป็นไตรลักษณ์

พอคิดว่าเป็นไตรลักษณ์นะ ใจเราไม่ดิ้น ก็หลุดออกมา

7) หลวงปู่สุวัฒน์: นี่แหละ บางทีจิตมันก็หลุดออกมา บางทีจิตมันก็เข้าไปจับอารมณ์ พอมันจับอารมณ์แล้วเราเห็นว่ามันเป็นไตรลักษณ์ มันก็หลุดออกมา

เราก็ อ๋อ..จิตนี่ก็เป็นไตรลักษณ์นะ เราจะไปบังคับให้จิตหลุดพ้นไม่ได้หรอก ถึงเวลาถ้าเค้าพอ เค้าหลุดเอง แต่เราไม่รู้ว่าเค้าขาดอะไรที่ยังไม่พอ

[เฉลย] คือ ขาดอริยสัจ ขาดความรู้แจ้งอริยสัจนะ ถ้าแจ้งอริยสัจก็คือพอ

ถ้าไม่แจ้งอริยสัจ ยังเห็นว่ากายนี้ ใจนี้เป็นตัว สุขบ้าง ทุกข์บ้างอยู่ ไม่มีทางเลย ยังไม่พอที่จะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ

หลวงพ่อนี่นะเคยกราบครูบาอาจารย์มานับไม่ถ้วน หลายสิบองค์ แต่ครูบาอาจารย์ที่เคยแก้กรรมฐานให้หลวงพ่อรวมทั้งหมด 7 ครั้งเท่านั้น

ถ้าคนไหนถามหลวงพ่อเกิน 7 ครั้งถือว่าเป็น อวชาตศิษย์ ..มากไป

ถ้าถาม 7 ครั้งเค้าเรียก อนุชาตศิษย์ ..พอๆกัน

ถ้าไม่ต้องถามเลยนะ แล้วก็ผ่านไปเลย เป็น อภิชาตศิษย์

..งั้นพวกไหนถามมากนะ พวกโหลยโท่ยนะ :D

อย่าถามเยอะเลย หัดรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง หลักมีเท่านี้เอง ที่ผิดน่ะผิดจากหลักนี้ทั้งสิ้นเลย

พวกที่ติดว่าง นี่ใช้ไม่ได้นะ มันติดหมด

บางคนก็ฟุ้งในธรรมะ อยากพูดธรรมะ ใครเป็นบ้าง? รู้ตัวไว้นะเป็น วิปัสสนู ชนิดหนึ่ง ..เจอใครอยากจะสะกิดมาฟังธรรมะก่อนนะ (55)

เคยมีพระองค์หนึ่งนะ ท่านติดฟุ้งในธรรมะนี่แหละ ท่านเกิดวิปัสสนูชนิดหนึ่งนะ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์นะ เคารพหลวงปู่ดูลย์มากเลย

ท่านเดินลุยป่ามากจากบุรีรัมย์(พนมรุ้ง) เดินมาสุรินทร์นะคิดดู (55) มาถึงวัดตอนดึก มาเรียกหลวงตาดูลย์มาฟังเทศน์ พระอรหันต์มาโปรดแล้ว ไปเคาะประตูเรียกพระทั้งวัดเลยนะ

ตอนเช้าขึ้นมา หลวงปู่ แก้ แก้ไม่ตกนะ สุดท้ายหลวงปู่ดูลย์ใช้ไม้ตายเลย ด่า สัตว์นรก ไอ้บ้า ไอ้สัตว์นรก ..โอ้โห พระอรหันต์นะโกรธ เลือดขึ้นหน้า.. ตาดูลย์ไม่ใช่แม่กู กูไปแล้ว คว้าไม้กวาดได้นะเอาพาดบ่า นึกว่าเป็นกลดนะ เดินออกไป 3 ก.ม. แล้วเพิ่งนึกได้ เอ๊ะ เราขาดสติอย่างร้ายแรกเลย ไม่ใช่พระอรหันต์หรอก

มันเกิดขึ้นได้เสมอนะ หากเราไม่ปราณีตพอ จิตมันฟุ้งซ่านไป ไปอยู่ในความว่าง ฟุ้งซ่านไปอยู่ในธรรมะ ฟุ้งซ่านไปอยู่ในปิติ ..ฟุ้งซ้านไปอยู่ในการขยันภาวนา ภาวนาได้ทั้งวันไม่เคยพักเลย เจริญสติอย่างเดียวไม่มีเบรคเลย เนี่ย เป็นอาการที่เพี้ยนๆ ทั้งสิ้นเลย

ถ้าภาวนาถูกต้องแล้วจะเจอนะ ถ้าภาวนาผิดแล้วจะไม่เจอ จะเจอนิมิตแทนนะ

งั้นวันนี้หลวงพ่อก็เทศน์เรื่องวิปัสสนูให้ฟังด้วย แล้วเทศน์ให้ฟัง สิ่งที่ทำผิดมาเนี่ยมีตั้งหลายแบบ

โดยสรุปเลยก็คือ เราไม่ได้มีสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงนะ ไม่รู้ลงปัจจุบันตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

ถ้าเราสามารถรู้กายรู้ใจที่ปรากฎในปัจจุบันเนี่ย..ต้องเป็นปัจจุบันนะมันถึงจะเป็นของจริง อดีตไม่ใช่ของจริง อนาคตไม่ใช่ของจริง

ต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ต้องเห็นไตรลักษณ์ของมัน ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นเดี๋ยวจิตไหลออกไป จิตฟุ้งไปแช่กับอารมณ์ใช้ไม่ได้นะ จะเป็นวิปัสสนู และที่ผ่านมามันจะผิดอยู่ในหลักนี้ทั้งหมดเลย

เริ่มตั้งแต่ ไปหัดดูจิต แล้วก็ไปแก้อาการของจิต ใช่ไหม? นี่ไม่ใช่รู้ นี่เป็นการเข้าไปแก้ไข

หรือ ถลำลงไปดู นี่จิตไม่ตั้งมั่น หลวงปู่สิมท่านแก้ให้ จิตถลำลงไปดู

หรือ จิตเจริญสติไปรวดเลย ไม่ยอมทำความสงบ ไม่พักผ่อนเลยนะ จิตหมดเรี่ยวหมดแรงไป เห็นไหมจิตไม่มีแรง จิตไม่ตั้งมั่นไม่เป็นกลาง จิตหมดแรง

หรือ จิตไหลออกไปข้างนอก สว่างว่างออกไป แล้วไปอยู่ในความว่าง ความสว่าง ..อย่างตอนนี้มีคนวิจารณ์บอกหลวงพ่อสอนผิด เพราะมีคนไปส่งการบ้านที่วัดอื่นนะ บอกว่า ไปเรียนดูจิตมา ..ท่านอาจารย์ท่านก็สอนถูกนะ ท่านบอกมันผิดนี่หว่า มันไปดูในความว่าง ..แต่ท่านเข้าใจผิด คิดว่าดูจิตแล้วจะเป็นอย่างนี้ทุกคน ไอ้นี่มันเป็นวิปัสสนูนะ งั้นไม่ใช่บางคน สงสัยทำไมหลวงพ่อไม่ไปทะเลาะกับองค์อื่น ไม่ทะเลาะหรอก นะ ท่านก็พูดของท่านก็ถูกของท่านแหละ พวกเราภาวนาโหลยโท่ยเองอ่ะ (ฮึฮึ) จิตไปติดในความว่าง ภาวนาผิดอ่ะ นะ งั้นถ้าจิตไม่ไปติดในความว่าง เรารู้ทันก็หลุดออกมา นะ งั้นการภาวนานะ ถ้าเข้าใจหลักปฎิบัติที่แท้จริงแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย ภาวนาของเราเองก็สะดวกสบาย เข้าไปหาครูบาอาจารย์ก็ไม่เคยมีปัญหาเลย

.. อย่างหลวงพ่อนะ มีพระทางอีสานลูกศิษย์หลวงพ่อทุย (วัดป่าด่านวิเวก) หลวงพ่อทุยที่ครูบาอาจารย์รับรองท่านนะ คุณธรรมท่านสูงมากเลย ลูกศิษย์ท่านมาเรียนที่หลวงพ่อ แล้วก็เอาหนังสือหลวงพ่อ เอาซีดีหลวงพ่อเนี่ยไปถวายท่านอาจารย์ทุย ท่านฟังจริงๆนะ ท่านฟังจนหมดเลย ท่านอ่านทั้งเล่มเลย อ่านทางเอกทั้งเล่มอ่ะ หน่ะ เสร็จแล้วท่านก็บอกกับลูกศิษย์ท่าน ที่อาจารย์ปราโมทย์สอนมาเนี่ยนะ เราเห็นด้วยทุกอย่างเลย เราไม่เห็นด้วยอยู่ข้อเดียวเอง ..เห็นมะ ความเห็นต่างได้ ..ท่านบอกเราไม่เห็นด้วยอยู่ข้อเดียว ข้ออื่นเห็นด้วยหมดอ่ะ อาจารย์ปราโมทย์บอกการภาวนาง่าย เราว่ามันยากนะ .. :D มันยาก ถูกของท่านนะ

มันยากที่คนทั่วๆไปเนี่ย จะตื่นขึ้นมา จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่ถ้าจิตของเราเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ไม่ยากหรอกที่จะบรรลุมรรผล นิพพานในชีวิตนี้ นะ ..งั้นพวกเราภาวนาไปนะ หัดดูกาย หัดดูใจ มีสติรู้กายรู้ใจ ลงปัจจุบันเรื่อยไป นะ รู้ไปถึงจุดนึง นะ ต้องระวัง “วิปัสสนู” นะ จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่เป็นกลาง จิตไม่ถึงฐาน อย่างที่อาจารย์มหาบัวเคยบอกหลวงพ่อ ..ภาวะที่ว่าดูจิตดูไม่ถึงจิตแล้วลงอยู่ในว่างๆ ถ้าเรารู้ทันตรงนี้ก็ผ่านไปได้

ไม่ว่าจะทำวิปัสสนาด้วยวิธีใดนะ หนีวิปัสสนูไม่พ้นหรอก เจอทุกราย จะมากจะน้อยเท่านั้นเอง ..งั้นเราไม่ต้องกลัวนะ วิปัสสนูไม่ได้แปลว่าบ้า วิปัสสนูเป็นความที่ใจมันลำพองไป ทะยานไป หลงไปในธรรมะ ไม่ใช่หลงในอธรรมนะ หลงไปในธรรมะ เผลอเพลินไปในธรรมะ

ถ้ารู้ทัน จิตตั้งมั่นขึ้นมาก็หลุดเลย ไม่ยากเท่าไหร่หรอก อ่ะวันนี้เทศน์เท่านี้พอ

ขอบคุณ คุณ Supakorn Gift ผู้ถอดคลิปรับเชิญ

พระสูตรจากคลิป: ยุคนัทธสูตร

ส่วนที่อธิบายไว้ในอรรถกถา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม 35  หน้าที่ 402

๑๐. ยุคนัทธสูตร

:- [๑๗๐]    สมัยหนึ่ง พระอานนท์อยู่ ณ  โฆสิตารามกรุงโกสัมพี

ท่านเรียกภิกษุทั้งหลายในที่นั้นมาฯลฯ  แสดงธรรมว่าอาวุโสทั้งหลาย

สหธรรมิกผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตามภิกษุณีก็ตามพยากรณ์การบรรลุ

พระอรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค  ๔  โดยประการทั้งปวงหรือว่าด้วย

มรรคใดมรรคหนึ่งในมรรค ๔  นั้น  มรรค ๘ เป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บำเพ็ญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้าเมื่อเธอ บำเพ็ญวิปัสสนามีสมถะเป็น

เบื้องหน้าอยู่มรรคย่อมบังเกิดขึ้น เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเธอส้องเสพเจริญการทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

:- อีกอย่างหนึ่งภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บำเพ็ญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า

เมื่อเธอบำเพ็ญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้าอยู่มรรคย่อมบังเกิดขึ้น

เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น   เมื่อเธอส้องเสพเจริญการทำ

ให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

:- อีกอย่างหนึ่งภิกษุในธรรมวินัยนี้ บำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันไป

เมื่อเธอบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันไปอยู่     มรรคย่อมบังเกิดขึ้น

เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอส้องเสพเจริญกระทำให้มาก

ซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้  อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

:- อีกอย่างหนึ่ง ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรมแล้วสมัยนั้น

จิตนั้นย่อมตั้งมั่นหยุดนิ่งอยู่ภายในเป็นหนึ่งแน่วแน่เป็นสมาธิ มรรคย่อมเกิดแก่

ภิกษุนั้น  เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอส้องเสพเจริญ

กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น  ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

อาวุโสทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตามภิกษุณีก็ตาม   มาพยากรณ์การ

บรรลุพระอรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค ๔ นี้    โดยประการทั้งปวง  หรือ

ด้วยมรรคใดมรรคหนึ่งใน  ๔  มรรคนั้น.

จบยุคนันธสูตรที่  ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ก้าวแรกสู่การภาวนา

mp 3 (for download) : ก้าวแรกสู่การภาวนา (44.14 นาที)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

=== ธรรมบรรณาการ วันเปิดตัว Dhammada.net ===

หลวงพ่อปราโมทย์ :

พวกเราสนใจธรรมะดีที่สุด แต่ก่อนเข้าไปศึกษากับครูบาอาจารย์ ท่านจะบอกตลอดว่าธรรมะเป็นเรื่องง่าย การปฏิบัติจริงๆเป็นเรื่องง่าย ทำแล้วมีความสุข ถ้าเราปฏิบัติได้ถูกต้องชีวิตจะพบความสุขอย่างรวดเร็ว

ธรรมะของพระพุทธเจ้าอัศจรรย์จริงๆ ถ้าเราปฏิบัติได้ถูกต้องใช้เวลาไม่นาน ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้องใช้เวลานาน ที่ไม่ถูกต้องคือไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ท่านไม่ได้สอนให้พวกเราหนี ชาวพุทธจริงๆต้องเป็นนักต่อสู้ไม่ใช่คนขี้แพ้ ความทุกข์อยู่ที่ไหนท่านสอนให้เราเข้าไปเรียนรู้ที่นั่น

ความทุกข์อยู่ที่กายให้เข้าไปเรียนรู้ที่กาย

ความทุกข์อยู่ที่จิตใจให้เข้าไปเรียนรู้ที่จิตใจ

ที่จริงแล้วคนก็แสวงหาทางพ้นทุกข์มาตลอด ใครๆก็อยากพ้นทุกข์กันทั้งนั้น ก่อนพระพุทธเจ้าก็แสวงหาทางพ้นทุกข์ กระทั่งหมูเห็ดเป็ดไก่ก็แสวงหาทางพ้นทุกข์ของมัน แต่การแสวงหาทางพ้นทุกข์ที่มีมาตลอด แสวงหาได้ตามชั้นตามภูมิ ตามความเข้าใจ ตามสติปัญญาของแต่ละคนแต่ละท่านไม่เหมือนกัน

  • บางคนหาทางพ้นทุกข์ด้วยการเสพย์สุข แสวงหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น กลุ้มใจขึ้นมาก็ไปดูหนังฟังเพลง ไปหาอะไรสวยๆดู ไปทัศนาจร ไปหาของอร่อยๆกินแก้กลุ้ม หรือคิดอะไรให้เผลอๆเพลินๆ นี่ก็เป็นวิธีหาความสุขหนึ่ง หาความสุขอย่างโลกๆ หาความสุขโดยอาศัยการกระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิธีการหาความสุขอย่างนี้ พวกสัตว์เดริฉานก็ทำเป็น เช่น เช่นมันหิวอะไรขึ้นมาก็ไปหาอะไรกิน พอกินอิ่มแล้วก็มีความสุข
  • ทีนี้บางคนมีสติปัญญามากขึ้น ลำพังวิ่งหาความสุขตาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ต้องเที่ยวหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจไปเรื่อยๆ พึ่งสิ่งภายนอกมากเกินไป หลายคนเลยมาหาความสุขในจิตใจของตัวเอง โดยเฉพาะพวกเข้าวัดทั้งหลาย มีความรู้สึกขึ้นมาอยู่เรื่อยๆเลย ถ้าเราสามารถเข้าควบคุมจิตใจของเราให้อยู่ในอำนาจของเราได้ เราจะมีความสุข จึงเกิดการแสวงหาความสุข วิธีที่ ๒ ขึ้น คือการรักษาใจของเราให้ดี าร การแสวงหาความสุข ชนิดที่ วเอง โดยเฉพาะคนด่าใจเราก็เฉย คนชมใจเราก็เฉย วิธีการหาความสุขอย่างนี้ก็เพื่อให้ตัวเรามีความสุข นี่ก็ยังไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้าทีเดียว เป็นการปรุงแต่งฝ่ายกุศล ปรุงแต่ความดีขึ้นมา ชีวิตจะได้มีความสุขอย่างคนดีๆ มีความสุขอย่างคนดีๆได้ ก็มีความทุกข์อย่างคนดีได้นะ
  • บางคนฉลาดกว่านั้น ตราบใดที่เรายังต้องรักษาจิตใจเอาไว้ มีการกระทบกระเทือน ต้องคอยรักษาอยู่เรื่อยๆ ยังไม่สุขจริง อีกพวกหนึ่งจึงคิดพัฒนาขึ้นไป ถ้าเราไม่ต้องกระทบอารมณ์เลยจะมีความสุข พวกนี้จึงฝึกเข้าฌาน อรูปฌาน พรหมลูกฟัก ไม่รับรู้อารมณ์โลกภายนอก ไม่สนใจโลกภายนอก ไม่มีอะไรมากระเทือน ไม่มีสิ่งใดมากระทบ พอไม่มีอะไรมากระทบใจก็ไม่ต้องกระเทือน

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีวิธีการหาความสุขอยู่ ๓ แบบ

(๑) เที่ยวหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ ตอบสนองกิเลสไปเรื่อยๆ แล้วก็มีความสุข การหาความสุขแบบนี้เป็นการปรุงแต่งฝ่ายอกุศล หรืออปุญญาภิสังขา หรือเป็นความสุดโต่งในทางที่เรียกว่า กามสุขขัลลิกานุโยค ตามใจกิเลสแล้วมีความสุข (๒) คอยควบคุมคอยบังคับตัวเอง เป็นการปรุงแต่งฝ่ายกุศล เรียก ปุญญาภิสังขา หรือเรียก อัตตกิลมถานุโยค การบังคับควบคุมตัวเอง (๓) หลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ เรียก อเนญชาภิสังขาร

ในโลกมีการปรุงแต่ง ๓ อย่างนี้ การปรุงแต่งทั้ง ๓ อย่างนี้ กระทำไปเพื่อตอบสนองอัตตาตัวตนทั้งสิ้น เพราะเราไม่รู้ความจริง ว่ากายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเรา เพราะคิดว่า กายนี้ ใจนี้ เป็นตัวเรา อยากให้ตัวเรามีความสุข อยากให้ตัวเราพ้นทุกข์ ก็เลยต้องดิ้นรนปรุงแต่ง ๓ แบบนี้

พระพุทธเจ้าท่านฉลาดแหลมคม ท่านบอกว่าตราบใดที่ยังคิดปรุงแต่งอยู่อย่างนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุด ไปแก้ปัญหาทางปลายทางเท่านั้น ตรงจุดจริงๆ คือ ตัวตนมีไหม เข้ามาศึกษากาย ศึกษาใจของเราเอง จนวันหนึ่งปัญญามันแจ้งว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา พอปล่อยว่างความยึดถือกายได้ ปล่อยวางความยึดถือใจได้

ละอวิชชา ( อวิชชา คือ ความไม่รู้อริยสัจ ความไม่รู้อริยสัจอย่างแรก คือ ไม่รู้ทุกข์ ) คือเราไม่รู้ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ เราคิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นตัวดีเป็นตัวดีเป็นตัววิเศษ เราก็ต้องดิ้นรนให้มันดีไปเรื่อยๆ ให้มันสุข อยากให้มันพ้นทุกข์ไปเรื่อยๆ ถ้าเราสามารถเรียนรู้ รู้ลงเข้ามาที่กาย รู้ลงเข้ามาที่ใจ นี่วิธีการของพระพุทธเจ้า เรียนรู้ลงเข้ามาที่กายที่ใจตัวเอง จนเห็นความจริงเลย กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา กายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ ความดิ้นรนหวงแหนในร่ายกายก็จะสลายไป หรือเรียนรู้ลงไปที่จิตใจ จะเห็นเลยจิตใจเป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สุขชั่วคราว ทุกข์ชั่วคราว ดีชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว ทุกอย่าที่ผ่านเข้ามาที่จิตที่ใจเราล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น กระทั่งตัวจิตตัวใจเองก็ของชั่วคราว จิตเกิดทางตาเดี๋ยวก็ดับไป เกิดทางหูเดี๋ยวก็ดับไป เกิดทางใจแล้วก็ดับไป มีแต่ของชั่วคราวทั้งหมด

พอเห็นอย่างนี้เห็นความจริงแล้ว จิตนี้ไม่ใช่ตัวเราที่เที่ยงแท้ถาวรอะไร ความดิ้นรนที่จะให้จิตมีความสุข ความดิ้นรนที่จะให้จิตพ้นทุกข์มันก็จะสลายไป ความพ้นทุกข์ที่แท้จริงเกิดจิตใจที่ฉลาด รู้ความจริงของกายของใจจนหมดความดิ้นรน การที่เรารู้กายรู้ใจ เขาเรียกว่า รู้ทุกข์

ครูบาอาจารย์ท่านสอนมานะ อย่างหลวงปู่เทสก์ท่านเคยสอน รู้ทุกข์นั่นแหละล้างสมุทัย ถ้าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ละสมุทัยคือละความดิ้นรน ใจมันจะเลิกดิ้นรนเที่ยวหาความสุข ใจมันจะเลิกดิ้นรนเที่ยวหาความทุกข์ ใจที่มันเลิกดิ้นรนมันจะเข้าหาความสงบสุขที่แท้จริง อันนี้เรียกว่านิโรธ นิโรธหรือนิพพานนั่นเอง คือความสงบ ความระงับกิเลสจากตัณหา จากความวุ่นวาย หลุดพ้นออกไปจากขันธ์ จากกายจากใจนี้ มีกายมีใจสักแต่ว่าอาศัยอยู่แค่นั้นเอง

ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกตลอดเวลาเลย กายนี้ไม่ใช่ตัวเรานะ กายนี้เป็นของโลก ยืมโลกมาใช้ชั่วคราว จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นนามธรรมตัวหนึ่ง เกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นอย่างนี้ใจจะพ้นทุกข์นะ ใจจะเข้าถึงสันติสุขที่แท้จริง หน้าที่ของพวกเราคือ คอยรู้กายคอยรู้ใจของเรามากๆ จนมันเข้าใจความจริง เครื่องมือที่จะรู้กายรู้ใจของเรา เรียกว่า สติ การที่เข้าใจความจริง เรียกว่า ปัญญา หรือ สัมปชัญญะ สติเป็นตัวระลึกรู้ อะไรเกิดขึ้นในกายคอยรู้ อะไรเกิดขึ้นในใจคอยรู้ รู้มากเข้าๆ ปัญญามันเกิด มันเกิดความเข้าใจ เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ พอเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจว่าไม่ใช่ตัวเรา ความดิ้นรนในใจจะหมดไป จิตที่หมดความดิ้นรน หมดความปรุงแต่งนั่นแหละ คือจิตที่เข้าสู่สันติสุขหรือนิพพาน

นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง ในพระอภิธรรมสอนชัดๆเลย ว่า นิพพานมีสันติลักษณะ มีลักษณะสงบสันติ สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไรสงบจากขันธ์ ขันธ์ก็คือกายกับใจเรานี่เอง เป็นเครื่องเสียดแทง หน้าที่ของพวกเราคอยรู้สึกที่กายคอยรู้สึกที่ใจ

กรรมฐาน ถ้าเลยกายเลยใจของเราแล้ว มันออกไป มันอ้อมค้อมออกไป เพราะฉะนั้นให้คอยรู้อยู่ที่กาย คอยรู้อยู่ที่ใจ ครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง เคยสอนหลวงพ่อ สอนหลวงพ่อตอนที่ยังไม่ได้บวช ท่านสรุปให้ฟังง่ายๆนะ การปฏิบัติให้มีสติ รู้ลงที่ใจอย่างเป็นกลาง เป็นปัจจุบัน มีเท่านี้เอง ครูบาอาจารย์รูปนี้ตอนนี้ท่านก็ยังอยู่นะ เป็นเสาหลักของสายวัดป่า

รู้อยู่ที่กายรู้อยู่ที่ใจ ทีนี้ทำอย่างไรเราจึงจะรู้กายรู้ใจได้ ตรงนี้สำคัญต้องค่อยๆเรียน ค่อยๆศึกษา เราจะรู้สึกว่าเรารู้กายรู้ใจตัวเองอยู่แล้ว ในความเป็นจริงบนโลกนี้ไม่มีคนรู้กายรู้ใจของตัวเองหรอก มีแต่คนหลงมีแต่คนเผลอ คนที่สามารถรู้กายรู้ใจตัวเองได้ มีนับตัวได้ ส่วนมากเลยเราจะตื่นขึ้นมาแต่กาย แต่ใจเราจะคิดเรื่องต่างๆไปทั้งวัน ใจมันไม่ตื่นนะ ใจเราจะคิด ใจเราจะฝันไปเรื่อยๆ เราจะต้องค่อยๆฝึกจนใจของเราตื่นขึ้นมา ตื่นทั้งกาย ตื่นทั้งใจนะ จิตใจที่ตื่นขึ้นมานั่นแหละ คือตัว พุทโธ ที่เรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตใจของเราไม่ใช่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตใจของเราส่วนใหญ่บนโลก เป็นผู้นึก ผู้คิด ผู้ปรุงแต่ง ไม่ใช่ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

สังเกตให้ดี ใจเราตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ เราคิดทั้งวัน เรารู้เรื่องราวที่เราคิด สังเกตนะ เวลาเราคิดอะไรไปเราจะรู้เรื่องที่เราคิด เรื่องราวที่เราคิด เรียกว่า สมมติบัญญัติ แต่ในขณะที่เรารู้เรื่องราวที่เราคิด เราจะลืมกายลืมใจตัวเอง มีกายก็เหมือนไม่มีนะ เช่น นั่งอยู่ก็ไม่รู้ว่านั่งอยู่ นั่งฟังหลวงพ่อพูดๆ พยักหน้า ในใจไปที่อื่นนะ เราไม่รู้กาย ร่างกายเคลื่อนไหวไม่รู้สึก เราไม่รู้ใจตัวเอง จิตใจเป็นสุขก็ไม่รู้ เป็นทุกข์ก็ไม่รู้ เฉยๆก็ไม่รู้ เป็นกุศลก็ไม่รู้ เป็นอกุศลก็ไม่รู้ เราไม่รู้อะไรเลยที่เกี่ยวกับตัวเราเอง เราไม่รู้อะไรเลยที่เกี่ยวกับกายเกี่ยวกับใจ เรารู้แต่เรื่องราวที่เราคิดเอาเอง

การที่เรารู้เรื่องราวที่เราคิดเอาเองนั่นแหละ เรียกว่า รู้สมมติบัญญัติ ในขณะที่รู้กายรู้ใจนั่นแหละ เรียกว่า กายกับใจเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ ฟังแล้วน่ากลุ้มใจ เอาเป็นเรียกว่า กายกับใจก็แล้วกันนะ ให้คอยรู้กายรู้ใจไว้ คนในโลกมีแต่คนไม่รู้กายรู้ใจ มีแต่คนหลง มีแต่คนคนเผลอ เผลอคิดทั้งวัน

เวลาที่เราดูเราก็เผลอดู

เวลาที่เราฟังเราก็เผลอฟัง

เวลาที่เราเผลอคิดเราก็เผลอไปคิด

ลืมกายลืมใจตัวเองตลอดเวลา

เมื่อเราลืมกายลืมใจตัวเองตลอด เราก็ไม่สามารถเรียนรู้กายรู้ใจตัวเอง ปัญญามันไม่เกิด ไม่สามารถเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจได้ ว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก เราไปหลงคิดๆอยู่ ความเป็นตัวเราก็เกิดขึ้นมา นี่ทำยังไงเราจึงจะรู้กายรู้ใจได้

ศัตรูของการรู้กายรู้ใจมี สองอย่าง คือ (๑)การที่เราหลงไปอยู่กับความคิดของเรานั่นแหละ (๒) ถ้าเมื่อไรเรารู้ธรรม ว่าใจเราไหลไปคิดแล้ว เมื่อนั้นเราจะตื่นขึ้นในฉับพลัน. เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ ถ้าเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกนะ เราจะตื่นในฉับพลัน ธรรมะใครเข้าถึงแล้วจะอุทานว่า อัศจรรย์จริงๆ ดูในไตรปิฎกนะ เวลาพระพุทธเจ้าเทศน์จบ คนจะอุทานนะว่า อัศจรรย์จริงๆ แจ่มแจ้งนักพระเจ้าค่ะ เห็นไหม ไม่ใช่สับสนนักพระเจ้าค่ะ แจ่มแจ้งนักพระเจ้าค่ะ เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย

พระพุทธเจ้าก็เหมือนคนจุดไฟขึ้นมา แล้วคนตาดีก็มองเห็นแสงสว่าง มองเห็นสิ่งต่างๆ ธรรมะจริงๆไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่พวกเราไม่ค่อยได้ยิน ไม่ค่อยได้ฟัง เราชอบไปคิดเอาเอง ชอบหลงไปอยู่ในโลกของความคิด เมื่อไรจะตื่นขึ้นมาอยู่ในโลกของความเป็นจริงๆ ตัวนี้ที่ยากที่สุด ทางลัดที่ง่ายที่สุดนะ คือ รู้ทันใจที่หนีไปคิด

มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ไม่ใช่สายวัดป่า หลวงพ่อเทียน วัดสนามใน ท่านสิ้นไปแล้วนะ ท่านสอนน่าฟังเหมือนกัน ธรรมะมันลงกันนะ สายไหนก็เหมือนกันแหละ ถ้าทำถูกต้องก็อันเดียวกัน หลวงพ่อเทียนท่านสอนว่า ถ้าเมื่อไรรู้ว่าจิตคิด จะได้ต้นทางของการปฏิบัติ รู้ว่าจิตคิดนะ ไม่ใช่รู้เรื่องว่าจิตคิด สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน ในโลกนี้มีแต่คนรู้เรื่องที่จิตคิด แต่ไม่รู้ว่าจิตกำลังแอบไปคิดอยู่ เพราะฉะนั้นหน้าที่เรา คือ คอยศึกษา คอยสังเกตตัวเอง

ศึกษาอย่างไร สังเกตอย่างไร เอาตั้งแต่ตอนนี้เลย เรียนกับหลวงพ่อนะ ไม่ต้องเรียนแล้วฟังให้รู้เรื่อง เรียนแล้งหัดสังเกตสภาวะจริงๆไปเลย นั่งฟังหลวงพ่อพูดสังเกตไหม เดี๋ยวมองหน้าหลวงพ่อแวบหนึ่ง เดี๋ยวฟังหลวงพ่อพูดหน่อยหนึ่ง แล้วก็แอบไปคิด ดูออกไหม ฟังไปคิดไป ไม่ได้ฟังอย่างเดียว ฟังนิดนึงก็คิดตามไปนะ แล้วก็ฟังใหม่ ฟังอีกหน่อยหนึ่งก็คิดใหม่อีก บางทีเราก็ฟังไปคิดไป เนี่ยมองหน้าหลวงพ่อนิดนึง แล้วก็ฟัง ฟังแล้วก็คิด เราไม่เคยเห็นเลยว่ากระบวนการทำงานของใจเราเป็นแบบนี้ เดี๋ยวฟัง เดี๋ยวดู เดี๋ยวคิด ที่จริงมันก็ไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ที่ไปมากก็คือไปทางตา ไปทางหู ไปทางใจ ขณะที่เรานั่งอยู่นี่ สังเกตดูเดี๋ยวฟัง เดี๋ยวดู เดี๋ยวคิด สลับไปเรื่อยๆ ให้เราคอยรู้ทันนะถ้าเรารู้ทันใจที่หนีไปคิดครู่เดียว ขณะจิตนั้นเราจะตื่นขึ้นในฉับพลัน เพราะเราจะหลุดออกจากโลกของความคิด มาอยู่ในโลกของความจริงอย่างฉับพลัน

ทันทีที่เราตื่นขึ้นมา เราอยู่ในโลกของความจริงแล้ว ถ้าสติระลึกรู้กาย เราจะเห็นทันทีว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ร่างกายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ ร่างกายนี้ไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ คนทั่วๆไปจะลืมตัวเองนะ จะลืมกายลืมใจ จะไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าหรอก

พระพุทธเจ้าสอนเรา ขันธ์ห้า เป็นทุกข์ กายกับใจเป็นทุกข์ คนทั่วๆไปไม่มีใครรู้สึกหรอก ว่ากายเป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์ กระทั่งพวกเราในห้องนี้ สิ่งที่พวกเรารู้สึกคือ ร่างกายเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง จิตใจของเราเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง นี่เราไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เราเห็นว่าทุกข์บ้างสุขบ้าง ทำอย่างไรจึงจะเห็นว่าเป็นทุกข์จริงๆ ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ถ้าไม่สามารถเห็นว่าเป็นทุกข์จริงๆ เห็นว่ามันทุกข์บ้างสุขบ้าง เราจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจไม่ได้ เพราะอะไร เพราะกายนี้ยังมีทางเลือก มันสุขก็ได้ มันทุกข์ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราขอเลือกเอาสุขไว้ก่อน ขอเลือกวิ่งหนีความทุกข์ไว้ก่อน จิตใจก็เหมือนกัน ถ้ายังมีสุขบ้างทุกข์บ้าง ก็จะเลือกเอาจิตใจที่มีความสุข หลีกหนีจิตใจที่มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นจะปล่อยวางความยึดถือกาย ยึดถือใจไม่ได้จริง

แต่ถ้าเมื่อไรสติปัญญาแกร่งกล้า เห็นเลยกายนี้ทุกข์ล้วนๆ จิตนี้ทุกข์ล้วนๆ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย

นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่

นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป

ถ้าสติปัญญามันเห็นได้ถึงขนาดนี้ มันจะขว้างทิ้งเลยนะ มันจะปล่อยวางกายมันจะปล่อยวางใจ ไม่ต้องเชื้อเชิญ ไม่ต้องบังคับ มันจะสลัดทิ้งเอง เพราะมันรู้แล้วว่าเป็นของไม่ดี เป็นของเป็นทุกข์จะทิ้งเลย ฉะนั้นเห็นรู้เมื่อไรจึงจะเห็นธรรม

วิธีการที่เราจะเห็นกายเป็นทุกข์จะทำอย่างไร หลวงพ่อจะบอก

(๑)วิธีเห็นกายเป็นทุกข์ เรานั่งอยู่คอยรู้สึกไว้อย่าใจลอย อย่าเผลอไปคิดอะไรเรื่อยไป คอยรู้สึกตัวเองเป็นนัยๆ เราจะเห็นเลยว่าเรานั่งอย่างสบายๆประเดี๋ยวเดียวก็เมื่อยแล้ว พอเมื่อยแล้วเราก็ขยับตัว เราเปลี่ยนอิริยาบถนะ พอเมื่อยก็ขยับอัตโนมัติเลย

เพราะเราหนีความเมื่อยแบบนี้มาตลอดชีวิตแล้ว เราไม่เคยรู้สึกเลย พอเมื่อยมาเราก็ขยับตัว พอขยับตัวก็ไม่เห็นรู้สึกว่าทุกข์ตรงไหนเลย ประเดี๋ยวความเมื่อยตามมาทันอีก ก็ขยับตัวอีก นั่งอยู่ก็นั่งขยับไปเรื่อยๆ ยืนอยู่ก็ยืนขยับไปเรื่อยๆ เดินก็ขยับอยู่แล้ว เดินมากๆก็เมื่อย นอนอยู่ยังเมื่อยเลย กลางคืนคนเรานอนปกติ สมมตินอนแปดชั่วโมง จะนอนพลิกซ้ายพลิกขวาๆ ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง ทำไมต้องนอนพลิก เพราะมันเป็นทุกข์นั่นเอง ความทุกข์มันบีบคั้นร่ายกาย มันทำให้ต้องคอยขยับหนีไปเรื่อยๆ

อิริยาบถคือการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวร่างกาย มันบิดบังทำให้เรามองเห็นความทุกข์ของกายไม่ได้ อย่างเรานั่งอยู่นั่งไปนั่งให้สบายๆนะ มีเงินมากๆไปซื้อเก้าอี้ตัวละแสนมานั่งก็ได้ ดูสิ! มันจะมีความสุขจริงไหม ถ้าไม่ขาดสตินั่งประเดี๋ยวเดียวก็จะเห็นแล้วว่ามันทุกข์นะ มันทุกข์จริงๆ มันทุกข์ล้วนๆ นั่งไม่ขยับทุกข์ตายเลย ยิ่งเป็นอัมพาตนะกระดุกกระดิกไม่ได้ยิ่งทุกข์มาก เราก็ดิ้นหนีความทุกข์ไปทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นจนหลับ หลับก็ดิ้นไปดิ้นมา ถ้าเรามีสติรู้กายอยู่เนืองๆ จะเห็นเลยกายนี้ทุกข์ล้วนๆ ไม่ใช่ทุกข์บอกสุขบ้าง

(๒)วิธีเห็นจิตเป็นทุกข์ คราวนี้มาดูจิตใจบ้าง ธรรมะก็มีเรื่องกายกับใจนี่แหละ ดูกายแล้วเห็นว่ากายเป็นทุกข์แล้วก็มาดูใจของเราบ้าง ใจของเรามันไม่เที่ยง ความสุขก็อยู่ชั่วคราวนะ ความทุกข์ก็อยู่ชั่วคราว กุศลเกิดขึ้นก็อยู่ชั่วคราว เช่น เราเกิดความรู้สึกตัว เราจะรู้สึกตัว เราจะรู้สึกได้แวบเดียว เดี๋ยวก็จะเผลอ เดี๋ยวจะลืมตัวครั้งใหม่ เพราะฉะนั้นตัวกุศล ตัวความรู้สึก หรือตัวสติก็เกิดขึ้นเอง เกิดได้ชั่วคราว ไม่มีใครรักษาความรู้สึกตัวให้อยู่ต่อเนื่องยาวนานได้

สิ่งที่สามารถทำให้ต่อเนื่องยาวนานได้มีอย่างเดียว คือ สมาธิ ไม่ใช่ตัวสตินะ

ตัวสติไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน เกิดแล้วก็ดับๆ เป็นขณะๆไป อกุศลความโกรธ ความโลภ ความหลง เกิดขึ้นเป็นขณะๆเหมือนกัน เช่นที่หลวงพ่อบอกให้หัดเมื่อครู่ นั่งฟังหลวงพ่อเดี๋ยวก็ดู ใจมันไปดู อาศัยตาเป็นทางผ่านไปดูรูป อาศัยหูเป็นทางผ่านไปฟังเสียง อาศัยใจเป็นทางผ่านไปคิด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานถี่ๆอยู่ทั้งวัน เดี๋ยวก็ดู เดี๋ยวก็ฟัง เดี๋ยวก็คิด สังเกตใจของเราหาความเที่ยงแท้อะไรไม่ได้ ใจเราวิ่งพล่านๆอยู่ตลอดเวลา ใจเราถูกความอยากบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง เดี๋ยวก็อยากคิด เดี๋ยวก็อยากโน่นอยากนี่ รวมทั้งอยากปฏิบัติ อยากฟังธรรม อยากไปวัด อยากมาศาลาลุงชิน ความอยากนี่มันบงการเราตลอดเวลา ถ้าเรามารู้อยู่ที่ใจเรา เราจะเห็นเลยจิตใจเราไม่เคยเป็นอิสระเลย

จิตใจเราเป็นขี้ข้าของความอยากตลอดเวลา ถ้าพูดแบบหยาบๆ นะ เหมือนเป็นขี้ข้าเป็นทาสอยู่ตลอดเวลา มันสั่งเราทั้งวันนะ สั่งอย่างโน้น สั่งอย่างนี้ เราก็ต้องทำตามมัน เช่นมันสั่งให้ไปเที่ยว ตัณหามันสั่งให้เราไปเที่ยง เราไม่รู้ทันนะเราก็ไปเที่ยวสบายใจ ไม่รู้ทันของใจ

ตัณหาเป็นเจ้านายที่ฉลาดที่สุด มันจะให้คุณให้โทษ มันสั่งให้เราไปเที่ยว ถ้าเราไปเที่ยว มันจะให้รางวัลนิดนึงจะสบายใจ แต่สบายใจครู่เดียวนะ มันจะสั่งงานใหม่แล้ว ถ้ามันสั่งให้เราไปเที่ยวแล้วเราไม่ไปเที่ยว มันจะลงโทษเรา เราจะรู้สึกกลุ้มใจ อึดอัด มันสั่งให้ไปจีบสาวสักคนหนึ่งนะ ได้ไปจีบสาวหนึ่งคนมีความสุขแล้ว มันจะสั่งอีก มันจะสั่งไปจีบสาวสองคน ถ้าไม่จีบจะกลุ้มใจอีกแล้ว เนี่ยมันจะสั่งเราทั้งวัน เนี่ยคนที่ตกเป็นทาสมันจะมีความสุขที่ตรงไหน คอยดูอยู่ที่ใจเรา ใจเราจะถูกโขกถูกสับอยู่ทั้งวัน หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยนะ ร่างกายของเรายังได้นอนพัก แต่จิตใจแทบจะไม่ได้พักผ่อน กลางคืนก็ฝันต่ออีก ทรมานมากมีความทุกข์มาก คอยดูอยู่ที่จิตใจเรา จะเห็นเลยจิตใจของเรามันทุกข์มาก จิตใจต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ได้พักผ่อน ถูกโขกสับตลอดเวลา เจ้านายมันโขกมันสับตลอดเวลา ทีนี้ก็เราไม่รู้เราไม่เคยเห็น

เราเป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส เราจึงไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ เพราะฉะนั้นคอยดูใจของเราไว้นะ เดี๋ยวก็อยากไปโน่นเดี๋ยวก็อยากไปนี่ เดี๋ยวอยากคุยกับคนนี้ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ไปเรื่อย คิดว่าอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าได้มาแล้วจะมีความสุข กิเลสมันหลอกเรานะให้วิ่งหาความสุข วิ่งทั้งชาติก็ไม่ได้นะความสุขน่ะ อย่างตอนเด็กๆเลยเรามีความรู้สึกว่าถ้าเรียนจบแล้วจะมีความสุข พอเรียนปริญญาตรีจบนะมันบอกต่อเลยต้องเรียนปริญญาโทจึงจะมีความสุข ถ้าได้ปริญญาเอกยิ่งมีความสุขใหญ่ พอเรียนหนังสือจบแล้วก็อย่างนั้นๆเองนะ ไม่ได้มีความสุขตรงไหนเลย ในนี้ก็มีคนได้ปริญญาเอกหลายคนนะก็ไม่เห็นจะว่าจะมีความสุขเท่าไร มันหลอกเราต่ออีกนะ ถ้าได้งานดีๆจะมีความสุข ถ้าได้เงินเดือนเยอะๆจะมีความสุข มีคำว่า ถ้าตลอดเวลานะ ถ้าได้ตำแหน่งใหญ่ๆจะมีความสุข มีแต่คำว่า ถ้า เพราะฉะนั้นชีวิตวิ่งหาความสุขทั้งชาติเลยนะ ต่อไปถ้าได้ครอบครัวที่ดีๆจะมีความสุข มีลูกฉลาดๆจะมีความสุข ต่อไปถ้าแก่ๆนะ ไม่เจ็บไม่ไข้จะมีความสุข พอแก่มากเจ็บป่วยใกล้ตายมาก เราจะรู้สึกขึ้นมาอีกแล้วว่าถ้าตายได้จะมีความสุข ดูจนตายนะยังคิดได้อีกนะว่าถ้าตายแล้วจะมีความสุข เนี่ยนะวิ่งพล่านๆ ยิ่งกว่าหมาถูกน้ำร้อนนะ พูดแบบง่ายๆ วิ่งพล่านตลอดเวลาจะมีความสุขได้อย่างไร

ความสุขมันลอยอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา ความสุขวิ่งหาตลอดชีวิตก็ไม่ได้มา วิ่งเหมือนจะหยิบได้นะ เหมือนจะคว้าได้ แล้วก็เลื่อนหายไป

หลุดมือไปแล้วก็ลอยไปอยู่ข้างหน้าอีก วิ่งไปเรื่อยๆ ถ้าเรามาดูใจเราจะเห็นเลยว่าน่าอเนจอนาถน้ำตาแทบล่วงเลย มีแต่ทุกข์ล้วนๆนะ มันดีตรงไหน เฝ้ารู้ไปเรื่อยๆนะ รู้กายไป กายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ มีความทุกข์บีบคั้นตลอดเวลา จิตใจมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความไม่เป็นอิสระ ถูกกดขี่ถ้าเราสั่งให้ไปเที่ยวแล้วมันไม่ไปเที่ยวพอเร ถกบงคบอยตอ ถูกบังคับอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เจ้านายของตัวเองนะ ไม่ใช่อัตตาได้หรอก ไม่ได้มีเจ้าข้าวเจ้าของกับมันได้ เฝ้าดูเรื่อยๆนะ เราก็จะเริ่มเห็นความจริง ความจริงคือตัวปัญญา เราจะเห็นเป็นลำดับๆ ไป ปัญญาเบื้องต้นเลยเราจะเริ่มเห็นเลย ร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง เริ่มต้นเลยจะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราก่อน ร่างกายดูง่ายว่าไม่ใช่ตัวเรา แต่จิตใจดูยากว่าไม่ใช่ตัวเรา

พระพุทธเจ้าถึงสอนว่าพระภิกษุทั้งหลายปุถุชนที่ไม่ได้สดับ หรือศาสนาอื่นก็ได้ สามารถเห็นกายที่ไม่ใช่ตัวเรา เพราะว่าเห็นคนโน้นตายเห็นคนนี้ตายนะ เห็นว่าหน้าตาวันนี้กับเมื่อวานไม่เหมือนกัน แต่ท่านบอกว่าปุถุชนที่ไม่ได้สดับไม่ได้ฟังธรรมของท่านจะไม่สามารถเห็นจิตที่ไม่ใช่ตัวเรา พวกเรารู้สึกไหมว่ามีเราอยู่คนหนึ่ง เราตอนนี้กับเราตอนเด็กๆก็คือเราคนเดิม ในนี้มีเราอยู่คนหนึ่งนะ เราเดี๋ยวนี้กับเราตอนเด็กๆก็ยังเป็นเราคนเดิม เพราะอะไรเพราะเราไม่เห็นความเกิดดับของจิตนี่เอง เราเลยคิดว่าจิตเที่ยง จิตของเราตอนเด็กกับตอนนี้คือคนเดียวกัน จิตของเราตอนนี้กับจิตของเราเย็นนี้เป็นคนคนเดียวกัน เรายังเป็นคนเดิมอยู่ จิตของเราปีนี้กับจิตของเราปีหน้ายังเป็นคนเดิม ตายไปแล้วเราก็ยังว่าอีกว่าจิตชาติหน้ากับจิตเดี๋ยวนี้เรายังเป็นคนคนเดิมอีก เพราะเราไม่เห็นความจริง เราไม่เห็นความจริงว่า จิตเราเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป พระพุทธเจ้าท่านสอน จิตอาศัยอยู่ในกาย ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ทั้งวันทั้งคืน แล้วก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว เราไม่เคยเห็น ถ้ามาคอยรู้มาคอยดู ดูใจของเรา ดูไปเรื่อยๆ ดูจิตใจนะ

ขั้นแรกง่ายที่สุด คอยรู้ความรู้สึกของตัวเองไว้ ความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงทั้งวันนะ บางวันตื่นขึ้นมาก็สดชื่น บางวันตื่นขึ้นมาก็แห้งแล้ง จิตใจไม่เหมือนกัน ดูเป็นวันๆได้ ก็ดูเป็นเวลา ตอนเช้าบางคนจะรีบมาศาลาลุงชิน นัดเพื่อนไว้แล้วเพื่อนมาสายใจเลยกลุ้มใจหงุดหงิด หลวงพ่อมาใหม่ๆฟังใหม่ๆตื่นเต้น พอฟังมาหลายนาทีชักจะง่วงๆ นี่ดูใจของเรา ความรู้สึกของเรามันเปลี่ยนแปลง หัดดูไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หัดบังคับนะ ไม่ได้เรียนเพื่อที่จะบังคับกายบังคับใจ แต่หัดดูให้เห็นความเป็นจริง ว่ากายนี้ใจนี้ไม่เที่ยง กายนี้ใจนี้เป็นทุกข์ กายนี้ใจนี้บังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ฝึกบังคับ ฝึกดูให้เห็นความจริง จิตใจนี้ไม่เที่ยงนะ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีก็ชั่วคราว มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ล้วนเป็นของชั่วคราว ดูลงไปอย่างนี้จิตทุกชนิดเลยนะ จิตที่เป็นกุศลก็ชั่วคราว จิตที่เป็นอกุศลก็ชั่วคราว เนี่ยจิตมันเกิดดับๆไปเรื่อยๆ ต่อไปดูให้ละเอียดขึ้นไปอีก จิตที่เกิดทางตาก็ชั่วคราว จิตที่เกิดทางหูก็ชั่วคราว จิตที่ไปคิดก็ชั่วคราว หรืออย่างที่นั่งฟังหลวงพ่ออยู่นี่ เดี๋ยวมองหน้าหลวงพ่อชั่วคราว เดี๋ยวคิดสลับไปสลับมา จิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา หัดรู้หัดดูสิ มันทนสติทนปัญญาของเราไม่ได้หรอก

หัดรู้หัดดูเข้าจะเห็นว่าจิตนี้มันไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จิตนี้เป็นอนัตตาบังคับมันไม่ได้ สั่งให้มันดีก็ไม่ได้ ห้ามมันไม่ให้ชั่วก็ไม่ได้ คอยดูไปเรื่อย เดี๋ยวก็เผลอๆนะ หัดดูไป เผลอแว้บไปก็รู้สึกๆ คอยรู้สึกไปเรื่อย จิตที่เผลอไปเป็นอกุศล เผลอขึ้นมาเกิดขึ้นมาห้ามมันไม่ได้ จิตจะรู้สึกตัว รู้ทันว่าเมื่อครู่เผลอไป สั่งให้เกิดก็ไม่ได้นะ ถ้าจิตมันจำได้ว่าเผลอเป็นยังไงสติมันจะเกิดมันจะระลึกได้เลยว่าเผลอไปแล้วนะๆ รู้ตามหลังติดๆไปแบบนี้ตลอดเวลา การดูจิตดูตามหลังไปเรื่อยๆนะ ดูไปเมื่อครู่เผลอไปแล้วๆ รู้ไปเรื่อยๆเมื่อครู่โกรธ เมื่อครู่โลภ คอยรู้คอยดูตามหลังไปเรื่อยๆ เช่นเราขับรถอยู่คนปาดหน้าเรา มันโกรธขึ้นมา โกรธรู้ว่าโกรธ ถ้ารู้ถูกต้องความโกรธจะดับทันที เราก็รู้อีกความโกรธดับลงไปแล้ว ถ้ารู้ไม่ถูกต้อง ความโกรธเกิดขึ้นแล้วอยากให้หายโกรธ จิตมันมีโทสะขึ้นมาอีกแล้ว มีโทสะตัวที่สอง โทสะอันแรกโกรธคนที่ปาดหน้า โทสะที่สองโกรธตัวเองที่มีกิเลส โกรธความโกรธที่เกิดขึ้น เราก็รู้ตามไปทีละขณะๆ จิตใจตอนนี้กำลังเกิดความโกรธตอนแรกอยู่ รู้ทัน พอรู้ทันความโกรธจะดับลงไปเลย จิตจะตื่นขึ้นมาเต็มที่ คอยตามรู้ตามดูไปเรื่อยๆนะไม่ใช่เรื่องยากอะไร

เพราะฉะนั้นธรรมะจริงๆง่ายนะ มันยากเพราะจริงๆเราไม่ค่อยได้ฟัง สิ่งที่พวกเราได้รับการอบรมสั่งสอนส่วนมาก คือ ปุญญาภิสังขา ความปรุงแต่งฝ่ายดี ทันทีที่เรานึกถึงการปฏิบัติเราก็จะบังคับกายบังคับใจตัวเอง บางคนกำหนดลมหายใจนะ หายใจตั้งแต่เกิดไม่เหนื่อยนะ พอกำหนดลมหายใจเหนื่อยจะตายแล้ว บางคนเดินช้อปปิ้งเช้ายันค่ำไม่เหนื่อย เดินจงกรมห้านาทีใกล้จะตายแล้วเหนื่อย ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะมันดัดแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา

รู้สึกไหมเวลามีคนมาหาพระ พวกเราไปดูคนเอาน้ำมาถวายพระ ขณะที่เราดูเขาเราลืมตัวเราเองเรียบร้อยแล้ว เนี่ย!จิตมันหลงไปทางตา รู้สึกไหมพอหลวงพ่อหยุดพูดใจเรามันเริ่มเคลื่อนไหว หัดดูมันลงปัจจุบันไป ง่ายๆ ง่ายมาก บางคนได้ยินหลวงพ่อบอกว่าง่ายมากเลยบอกว่ายากเยอะ ครูบาอาจารย์ทุกองค์ที่หลวงพ่อเคยสัมผัสมาส่วนใหญ่บอกว่าง่าย หลวงปู่ดูลย์ก็ว่าง่าย หลวงปู่เทศก์ก็ว่าง่าย หลวงปู่สิมก็ว่าง่าย หลวงปู่สุวัฒน์ก็ว่าง่าย แต่ท่านก็จะเงียบๆไปครู่หนึ่งนะ แล้วก็บอกว่ายากเหมือนกัน ทำไมมันถึงยากเหมือนกันแหละ เพราะเราไม่เคยเรียนไม่เคยรู้ เราเคยฝึกแต่จะบังคับตัวเอง บังคับกายบังคับใจ คือ อัตตกิลมถานุโยค คือความสุดโต่ง ขั้นบังคับตัวเอง ส่วนทางสายกลาง คือ การให้รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง จิตใจจะมีความสุข รู้กายจะเห็นเลยว่ากายไม่ใช่ตัวเรา รู้จิตจะเห็นเลยว่ามันไม่เที่ยง เราบังคับไม่ได้ไม่ใช่ตัวเราเหมือนกัน จบแล้วนะ ธรรมะจริงๆมีไม่มากหรอก ครูบาอาจารย์บางท่านตอบนิดเดียวนะ

อย่างหลวงปู่ดูลย์ท่านบอกว่า อย่าส่งจิตออกนอก คือ อย่าหลงอย่าเผลอนั่นเอง คอยรู้สึกตัวไว้ หลวงพ่อเทียนท่านก็สอนนะ คิดเหมือนหนูรู้เหมือนแมว ครูบาอาจารย์จริงๆแต่ละองค์สอนนิดเดียว เวลาใจเราคิดก็หลงไป พอเรารู้สึกขึ้นมาก็ไม่หลงแล้ว หลงก็ตายไป เหมือนแมวมาจับหนูไปแล้ว

จริงๆไม่ได้ยากอะไรหรอก หลวงพ่อเทศน์ไม่เป็นนะ เทศน์ไม่เป็นหรอก ธรรมดาจะสอนกรรมฐาน สอนทีละคนสองคน สอนให้หัดดูสภาวะ เช่นขณะนี้ใจลอยก็หัดรู้ไว้นะ ขณะนี้เผลอไปแล้ว ขณะนี้สงสัยขึ้นมาแล้วรู้ไว้นะ หัดรู้ ขณะนี้ฟังแล้วไม่รู้เรื่องแล้วรำคาญก็รู้ว่ารำคาญ ขณะนี้ชักตื้บๆแล้วก็รู้ว่าตื้บๆ หลักจริงๆมีเท่านี้เอง นอกนั้นจะเป็นเรื่องพิธีการเป็นอุบายของแต่ละสำนักที่แตกต่างกัน

สำนักไหนก็ใช้ได้นะ จับหลักไว้ให้แม่น แล้วพอทำสมถะก็ใช้ได้ เช่น ใครหัดพุทโธ ก็พุทโธ ของเราต่อไป พุทโธแล้วก็หัดรู้สภาวะของเราไปนะ เช่น พุทโธ พุทโธ ใจเราแอบไปคิดแล้ว เรารู้ทันว่าใจแอบนี้ไปคิดแล้ว หัดรู้ทันใจตัวเอง หัดรู้สภาวะ พุทโธ พุทโธ ไปใจสงบก็รู้ว่สงบ พุทโธไปวันนี้ใจฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน หัดพุทโธแล้วก็คอยหัดรู้สภาวะในใจที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ใครรู้ลมหายใจก็รู้ลมหายใจต่อไปนะ ห้ามเลิกหายใจนะ ให้หายใจเข้าไว้ตลอดชีวิต หายใจเข้าไว้อย่าหยุด

หายใจไปๆจิตหนีไปคิดรู้ว่าจิตหนีไปคิด หายใจไปแล้วจิตไปเพ่งลมหายใจก็รู้ว่าไปเพ่งลมหายใจ หายใจแล้วมีปิติมีความสุขก็รู้ว่ามีปิติรู้ว่ามีความสุข เกิดวันนี้หายใจไปแล้วฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน หายใจแล้วรำคาญหงุดหงิดก็รู้ว่ารำคาญหงุดหงิด หายใจแล้วรู้ว่าจิตใจเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น คนไหนหัดดูท้องพองยุบก็ดูไป หลวงพ่อไม่ได้ห้าม ดูท้องพองยุบเรื่อยๆใจหนีไปคิดอีกแล้ว ใจหนีไปคิดก็รู้ทัน ใจเข้าไปเพ่งที่ท้องก็รู้ทัน ใจเป็นสุขเป็นทุกข์ใจเกิดกุศลเกิดอกุศลก็รู้ทัน

หัดรู้สภาวะของใจไว้ คนไหนขยับมืออย่างสายหลวงพ่อเทียนนะ หัดจังหวะขยับมือ ก็ขยับมือต่อไปได้ไม่ได้ห้าม ขยับไปสักพักหนึ่งจิตหนีไปคิดแล้วก็รู้จิตหนีไปคิด ขยับแล้วจิตเข้าไปเพ่งที่มือก็รู้ว่าไปเพ่งที่มือ ขยับไปแล้วจิตเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกุศลเป็นอกุศลก็รู้ ขยับไปแล้วก็คอยรู้สภาวะของจิตใจไปเรื่อยๆ ใครเดินจงกรมก็ดูไปๆ จิตไปคิดก็รู้ จิตเข้าไปเพ่งที่เท้าก็รู้ จิตเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกุศลเป็นอกุศลก็รู้ ฉะนั้นสรุปแล้วทำกรรมฐานอะไรก็ได้ในเบื้องต้น ทำสักอย่างหนึ่งก่อน ทำเพื่ออะไรทำเพื่อจะได้หัดรู้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของจิตใจตัวเอง

มีรูปแบบการปฏิบัติสักอย่างหนึ่งเป็นตัวตั้ง ถนัดอะไรเอาอันนั้นแหละ ทำกรรมฐานอันนั้นแล้วจิตเป็นอย่างไรคอยรู้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดเมื่อเราเห็นซ้ำๆไปนานนะ พอจิตเผลอแล้ว จิตเคยรู้จักแล้วว่าเผลอเป็นอย่างไร สติจะเกิดเอง สติเกิดจากการที่จิตจำสภาวะได้ สติไม่ได้เกิดจากการสั่งให้เกิด สั่งให้เกิดไม่ได้เพราะสติเองก็เป็นอนัตตา ถ้ามีเหตุสติจึงเกิด

เหตุของการเกิดสติ คือจิตจำสภาวะได้ เราจึงต้องหัดรู้กายเนืองๆ หัดรู้จิตเนืองๆ เพื่อให้จิตมันจำสภาวะได้ เช่น ขยับแล้วคอยรู้สึกๆ ต่อมาเราเผลอขยับเอง เราขยับตัวปั๊บ สติจะเกิดเองจะรู้สึกตัวขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ หัดดูใจใจวิ่งไป ใจเพ่ง ใจเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นกุศลอกุศล หัดรู้ไปเรื่อยนะ ต่อมาเราเผลอๆ เช่น เราฟังข่าวโทรทัศน์เราไม่ชอบการเมืองฟังข่าวแล้วหงุดหงิด สติจะเกิดทันทีเลย ความหงุดหงิดเกิดขึ้นแล้วสติจะเห็นทันทีเห็นโดยไม่ได้เจตนาจะเห็น สติตัวจริงเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนาให้เกิด

ทันทีที่สติตัวจริงเกิดขึ้นจิตจะเป็นกุศล จะมีความสุขในฉับพลัน จิตจะโปร่งใจจะโล่ง จะเบาในฉันพลัน จิตใจจะตั้งมั่นอยู่ที่เนื้อที่ตัวไม่ลืมเนื้อลืมตัว นี่สัมมาสมาธิเกิดเลย ทันทีที่สติเกิดจิตมีความสุข จิตมันเป็นกุศลมันมีความสุข จิตที่มีความสุขมันทำให้สมาธิเกิดขึ้น เช่นเรามีความสุขในการเล่นไพ่เราจะมีสมาธิในการเล่นไพ่ มีความสุขในการอ่านหนังสือจะมีสมาธิในการอ่านหนังสือ มีความสุขจากการที่ได้รู้กายรู้ใจเราจะมีสมาธิในการรู้กายรู้ใจ จิตใจจะตั้งมั่นอยู่กับกายกับใจ สมาธิจะเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา

พอเรามีสติรู้สึกอยู่ที่กายรู้อยู่ใจจิตใจตั้งมั่นมีสมาธิอยู่ที่กายอยู่ใจตั้งไปนานๆรู้ไปบ่อยๆในที่สุดเราจะเห็นความเป็นจริงของกายของใจ ปัญญาก็คือการเห็นความเป็นจริงของกายของใจนั่นเอง กายเป็นทุกข์ล้วนๆนะกายเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุนี่เรียกว่าปัญญา

จิตใจไม่เที่ยงจิตใจเป็นของบังคับไม่ได้สั่งให้สุขไม่ได้สั่งให้ไม่ให้ทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ห้ามชั่วก็ไม่ได้นี่เรียกว่าเห็นอนัตตา ดูกายดูใจไปในที่สุดก็เห็นกายกับใจมันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์มันเป็นอนัตตามันไม่ใช่ตัวเรา ผู้ใดเห็นว่ากายกับใจไม่ใช่ตัวเราจะได้พระโสดาบัน จิตมันจะรวมเข้ามานะจิตมันจะรวมเอง รวมเข้าอัปปนาสมาธิเองแล้วมันจะตัด ไม่ใช่โมเมเป็นพระโสดาบันตามใจชอบนะ มันมีกระบวนการที่จิตจะตัด อันนี้พระอภิธรรมสอนไว้ชัดๆไม่ใช่หลวงพ่อสอนนะ

เบื้องต้นจะเห็นเลยกายกับใจไม่ใช่เรา เห็นเลยกายกับใจเป็นของที่ยืมโลกเขามาใช้ เราไปยืมเขามาแต่เรางกยืมมาแต่หวงนะไม่คืนเจ้าของ คล้ายๆเรายืมเสื้อสวยๆเขามาใส่นะ ยืมมาแล้วยืมเลยไม่ยอมคืนแต่รู้แล้วว่าไม่ใช่ของเรา พระโสดาบันนะรู้แล้วว่ากายกับใจไม่ใช่ของเราแต่หวง เพราะรู้ไปเรื่อยๆกายนี้มันทุกข์ล้วนๆนี่ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้างจิตก็ปล่อยวางความยึดถือกายได้จิตจะมาตั้งมั่นทรงตัวเด่นอยู่สว่างไสวอยู่มีความสุขอยู่ที่จิตอันเดียวปล่อยวางกายได้นี่ภูมิของพระอนาคามี ต่อมาสติปัญญาแก่รอบจริงๆจิตจะเห็นว่าจิตนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆไม่ใช่ตัวสุขนะ แต่เดิมคิดว่าจิตผู้รู้เป็นตัวสุข จิตที่หลงตามกิเลสเป็นตัวทุกข์พระอนาคามีก็ยังรู้สึกอย่างนั้นพระอนาคามียังรู้สึกว่าจิตผู้รู้เป็นตัวสุข จิตตัวผู้รู้ยังเป็นตัวดี จิตที่หลงไปจากการรู้เป็นไม่ดีเป็นตัวทุกข์ จะเห็นเป็นสองอัน พอสติปัญญาแก่รอบจริงๆ จิตเป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย ธาตุรู้ตัวผู้รู้ที่ว่าวิเศษวิโศมันไม่เที่ยงมันเศร้าหมองได้ มันผ่องใสได้มันก็เศร้าหมองได้ มันเศร้าหมองได้มันก็ผ่องใสได้อีกไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์ ทุกข์ล้วนๆทุกข์ไม่มีอะไรเหมือนในทางโลกในทางร่างกายหลวงพ่อเคยได้ยินว่า (ผู้หญิงเขาเล่าว่า)เวลาออกลูกนี่ทุกข์ที่สุดในโลก หลวงพ่อไม่เคยออกลูกนะหลวงพ่อเลยไม่รู้ว่าทุกข์ที่สุดในโลกทางกายเป็นอย่างไร พวกเรามาหัดดูนะทุกข์ที่สุดในโลกทางใจคือตัวจิตผู้รู้เรานี่แหละจะทุกข์ที่สุดในโลกให้ดูพอเห็นว่าเป็นตัวทุกข์จริงๆแล้วจะปล่อยวางแล้วก็จะไม่ไปหยิบฉวยอะไรขึ้นมาอีก เพราะรู้แล้วว่าขนาดสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งที่วิเศษที่สุดยังเป็นตัวทุกข์เลย

บางท่านสติปัญญากล้าเห็นเลยว่าจิตผู้รู้ไม่ใช่เราขว้างทิ้งเลยนะท่านปล่อยวางทิ้งเฉยๆเลย ปล่อยวางได้เห็นว่ามันว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนไม่ใช่ตัวเราไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยสลัดทิ้งไป คราวนี้ปล่อยวางความยึดถือจิตได้แล้วมันไปอีกแบบหนึ่งแล้ว มีความสุขล้วนๆ ค่อยๆฝึกนะค่อยๆ

ธรรมะของพระพุทธเจ้าอัศจจรรย์เข้าใจนิดหน่อยก็มีความสุขแล้วแค่สติเกิดก็มีความสุขแล้ว สัมมาสมาธิเกิดก็ยิ่งมีความสุขเกิดขึ้นไปอีก ปัญญาเกิดก็มีความสุขอีก วิมุติเกิดก็มีความสุขมากนะ นิพพานยิ่งมีความสุขที่สุดเป็นลำดับๆไปเราศึกษาธรรมะเราจะมีแต่ความสุขทั้งๆที่เราเห็นแต่ทุกข์ล้วนๆมันอัศจรรย์ เรียนรู้แต่ทุกข์ก็สุขนะ เที่ยวแสวงหาความสุขเที่ยวหนีความทุกข์ไม่พ้นเลยทุกข์อย่างเดียวคอยรู้ไปนะไม่มีอะไรสอนเนาะหลวงพ่อก็พูดส่งเดชไปเรื่อยๆแหละ คนเคยฟังหลวงพ่อที่เมืองกาญจนฯมั่งที่เมืองชลฯมั่งนะก็ฟังซ้ำซากแบบนี้ไปทุกวัน ขี้เกียจมาฟังก็เอาซีดีไปฟังนะ

ธรรมะที่หลวงพ่อเทศน์แต่ละครั้งฟังครั้งเดียวก็พอแล้วล่ะ ใครอัดเทปไว้ก็ไปฟังล้วฟังอีกฟังจนเทปยืดจนตื่นขึ้นมา หลายคนฟังอยู่ม้วนเดียวนั่นแหละฟังจนตื่นขึ้นมา คนฟังซีดี ซีดีฟังก็นานหน่อยนะสิบกว่าชั่วโมง ฟังไปเรื่อยๆแล้วก็สังเกตใจตัวเองไปเรื่อย เดี๋ยวฟังไปเดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวร้ายฟังไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ตื่นขึ้นมา คนที่ฟังแล้วตื่นขึ้นมาก็มีจำนวนมากมายนะไม่ใช่ร้อยเดียวแล้วมีจำนวนมาก พอตื่นขึ้นมาสติปัญญาจะหมุนกี่รอบตัวแล้วล่ะตามรู้กายไม่ใช่เราตามรู้จิตมันไม่ใช่เรา รู้สึกขึ้นมาไม่ใช่คิดเอานะ

วิปัสสนาไม่ใช่คิดเอาต้องรู้สึกเอา รู้สึกได้ถ้าใจเราไม่หลงไม่เผลอรู้กายรู้ใจขึ้นมา เพราะฉะนั้นให้การบ้านนะไปทำเอาเอง ส่วนหนังสืออ่านยากนะอ่านยาก ฟังซีดีก่อนง่ายกว่าฟังไปแล้วคอยสังเกตใจ ต่อไปสักพักหนึ่งไปอ่านหนังสือจะเกิดความเข้าใจนะ ซีดีหลวงพ่อกับหนังสือหลวงพ่อรับรองไม่เหมือนใครนะ ฟังแต่ละครั้งอ่านแต่ละครั้งเข้าใจไม่เหมือนกัน กล้าท้าเลยนะลองดูฟังสักรอบหนึ่งแล้วลองปฏิบัติแล้วก็มาฟังใหม่เข้าใจไม่เหมือนเดิมหรอกลองอ่านดูแล้วปฏิบัติแล้วมาอ่านใหม่รับรองไม่เหมือนเดิม มีเรื่องที่เราเคยอ่านแล้วก็ไม่สะดุดสะใจข้ามไปเยอะแยะเลยจะค่อยๆกระจ่างไปทีละจุดทีละจุด ค่อยๆฟังไปค่อยๆศึกษาไป ไม่ต้องรีบร้อนนะ

หลวงปู่เทสก์บอกว่าชีวิตเป็นของหาง่ายไม่ต้องรีบร้อนปฏิบัติเนี่ยปฏิบัติกันทั้งชีวิตเลย ค่อยๆทำค่อยๆดูค่อยๆรู้ แต่ไม่ขี้เกียจนะไม่ได้บอกให้ขี้เกียจนะต้องดูทุกวันยิ่งดูมากเท่าไรยิ่งดี แต่ไม่ใช่ดูแบบรุกรี้รุกรนอยากจะได้ความรู้ไวๆอยากจะหลุดพ้นไวๆ พวกนี้ไม่หลุดพ้นหรอก

คอยดูดูเล่นๆไปแต่ดูทุกวันต่อไปจะเข้าใจไม่อยากหรอก พอเข้าใจมันก็จะปล่อยวางได้ ปล่อยวางได้เพราะว่ามันเกิดความรู้ความเข้าใจเกิดปัญญาปล่อยวางได้ไม่ใช่เพราะว่าบังคับเอา หลายคนชอบบังคับตัวเอง บังคับปล่อยวางไม่ได้หรอกมันเก็บกดเฉยๆ ดูดีดูเรียบร้อยไม่ดีจริงหรอก

หลวงพ่อเคยสอนคนแค่ไม่กี่คนนะ คนเยอะๆไม่รู้จะพูดอย่างไร เห็นหน้าก็ตาลายแล้ว สังเกตเวลาหลวงพ่อพูดเล่นเราจะรู้สึกผ่อนคลายรู้สึกไหม รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง นั่งฟังหลวงพ่อแล้วคิดมาก รับรองเลยไม่มีใครฟังหลวงพ่อรู้เรื่องหรอก เพราะธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟังเอาเอง อ่านอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องนะธรรมะ เรียนไม่ได้ด้วยการอ่าน ธรรมะตัวจริงเรียนได้ด้วยการเข้าไปสัมผัสการเข้าไปรู้สึกเอา รู้สึกอยู่ที่กายก็เข้าใจความเป็นจริงของกาย รู้สึกอยู่ที่ใจก็เข้าไปเข้าใจความเป็นจริงของจิตใจอ่านอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องนะธรรมะอาเอง่องหรอก

คราวนี้ปล่อยวางความยึดถือจิตได้แล้ว่วิเศายเป็นอย่างไร

อ่านอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องนะธรรมะอาเอง่องหรอก


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
File: 490521.mp3

< ! [if gte mso 9]> Normal 0 false false false MicrosoftInternetExplorer4 < ![endif] >< ! [if gte mso 9]> < ![endif] >< ! /* Font Definitions */ @font-face {font-family:"Angsana New"; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-parent:""; margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:16.0pt; font-family:"Angsana New"; mso-fareast-font-family:"Times New Roman";} @page Section1 {size:612.0pt 792.0pt; margin:72.0pt 90.0pt 72.0pt 90.0pt; mso-header-margin:36.0pt; mso-footer-margin:36.0pt; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} >< ! [if gte mso 10]> < ! /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:ตารางปกติ; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-bidi-font-family:"Times New Roman"; mso-ansi-language:#0400; mso-fareast-language:#0400; mso-bidi-language:#0400;} > < ! [endif] >

หลวงพ่อเคยสอนคนแค่ไม่กี่คนนะ คนเยอะๆไม่รู้จะพูดอย่างไร เห็นหน้าก็ตาลายแล้ว สังเกตเวลาหลวงพ่อพูดเล่นเราจะรู้สึกผ่อนคลายรู้สึกไหม รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง นั่งฟังหลวงพ่อแล้วคิดมาก รับรองเลยไม่มีใครฟังหลวงพ่อรู้เรื่องหรอก เพราะธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟังเอาเอง อ่านอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องนะธรรมะ เรียนไม่ได้ด้วยการอ่าน ธรรมะตัวจริงเรียนได้ด้วยการเข้าไปสัมผัสการเข้าไปรู้สึกเอา รู้สึกอยู่ที่กายก็เข้าใจความเป็นจริงของกาย รู้สึกอยู่ที่ใจก็เข้าไปเข้าใจความเป็นจริงของจิตใจอ่านอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องนะธรรมะอาเอง่องหรอก

คราวนี้ปล่อยวางความยึดถือจิตได้แล้ว่วิเศายเป็นอย่างไร

<><><>< -->

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นิ่ง เป็นกลาง

mp3: นิ่ง เป็นกลาง

Media Player:

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

zip: นิ่ง เป็นกลาง

โยม: นมัสการเจ้าค่ะ พระอาจารย์ วันนี้…

ลพ: เถาเป็นธรรมดามั้ย วันนี้

โยม: กายมันง่วงเจ้าค่ะ แต่เข้าใจว่ารู้ตัว

ลพ: อือ.. มันรู้แบบง่วงๆ

โยม: ใช่เจ้าค่ะ เพราะวันนี้ตื่นเช้า

ลพ: แล้วก็ มันดีตรงที่จิตมันไม่ดิ้น

โยม: เจ้าค่ะ

ลพ: นะ มันดีตรงนี้แหละ มันง่วง มันซึม

โยม: ค่ะ

ลพ: ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะ ถ้าจิตมันรู้อยู่ แต่มันไม่ดิ้นรน ใช้ได้นะ เป็นกลาง

โยม: เจ้าค่ะ เถาเข้าใจว่ามันนิ่งๆ

ลพ: อือ

โยม: มันนิ่งๆ

ลพ: มันนิ่ง แต่มันไม่ได้นิ่งซื่อบื้อ แต่มันนิ่งเป็นกลาง

โยม: เจ้าค่ะ

ลพ: นิ่งซื่อบื้อ กับนิ่งเป็นกลาง ไม่เหมือนกัน

CD: 25

File: 510415B.mp3

Time: 47m46 – 48m26

แสดงธรรมเมื่อวันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ.2551 หลังฉันเช้า

หมายเหตุ

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่