Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เจริญปัญญาก็เพื่อล้างความยึดถือในตัวในตน

mp3 for download : เจริญปัญญาก็เพื่อล้างความยึดถือในตัวในตน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ :สุดท้ายก็มาถึงขั้นของการเจริญปัญญา การเจริญปัญญาเนี่ย เมื่อใจของเราเข้มแข็งเพียงพอแล้ว ใจของเราไม่ได้ไหลไปในกาม ติดแต่ในความสุขความสบาย ใจของเรามีกำลังมีความเข้มแข็ง เราก็มาเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิต คล้ายๆเข้าสงครามใหญ่แล้ว ไม่ใช่ทำสงครามเล็กๆน้อยๆ ทำสงครามใหญ่กับความโง่ของเราเอง ไม่ได้ทำสงครามกับคนอื่นเลย

ที่ผ่านมาเรามีความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ กายนี้เป็นตัวเรา ใจนี้เป็นตัวเรา ความสุขก็ความสุขของเรา ความรู้สึกต่างๆก็ของเรา มีตัวเราก่อนนะ แล้วก็ขยายออกไป ทีแรกก็รู้สึกว่ากายนี้เป็นตัวเรา จิตใจนี้เป็นตัวเรา ต่อมาก็ขยายความต้องการออกไป นี่ความรู้สึกของเรา นี่บ้านเรา นี่ครอบครัวเรา ลูกเมียเรา นี่ทรัพย์สมบัติของเรา นี่เพื่อนของเรา นี่คือหน้าที่การงานชื่อเสียงเกียรติยศของเรา ใหญ่ๆออกไปเรื่อย

ค่อยเข้มแข็งพอนะ บุกเข้ามาต่อสู้เผชิญหน้ากับหัวโจกเลย หัวโจกของความเป็นเราก็คือกายกับใจนี้เอง ถ้าเอาชนะตัวนี้ได้ ตัวอื่นไม่สำคัญหรอก คล้ายๆถ้าทำสงครามนะ มีกำลังมากพอแล้ว ตีก็ตีเมืองหลวง อย่ามัวไปตีชายแดนเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าไม่มีกำลังมากพอ ก็ตีชายแดนไปก่อน ก็คือ ทำทานรักษาศีลอย่างนี้นะ ยังไม่กล้าเจริญปัญญา พอจะเจริญปัญญานะ พอเริ่มเห็นกายไม่ใช่เรา ก็ร้องห่มร้องไห้ ทนไม่ไหว บางคนจะสติแตกน่ะ นี่กำลังยังไม่พอ

ก็ค่อยๆพัฒนากำลังขึ้นมา วันหนึ่งก็จะเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตได้ ตัวเราไม่มีหรอก มีแต่ตัวทุกข์ ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายนี้เป็นตัวทุกข์ จิตใจนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจนี้เป็นตัวทุกข์ นี่ถ้าเห็นได้ขนาดนี้นะ มันจะไม่ยึดถือในกายในใจ นี้หมดความยึดถือตัวตนได้เด็ดขาดที่สุดเลย ด้วยปัญญา

แต่ถ้าไม่ได้ละด้วยปัญญา ละด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยการทำทานอะไรอย่างนี้นะ ยังละไม่ได้จริงหรอก แค่ข่มๆเอาไว้เท่านั้นเอง ต้องถึงขั้นเจริญปัญญาเนี่ย ถึงจะมาล้างความยึดถือในตัวในตนได้จริงๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันจันทร์ที่ ๓๑ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า
File: 551231A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๗ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ให้เรียนรู้ของที่แปรปรวน เพื่อวันหนึ่งจะพบสิ่งที่ไม่แปรปรวน

mp 3 (for download) : ให้เรียนรู้ของที่แปรปรวน เพื่อวันหนึ่งจะพบสิ่งที่ไม่แปรปรวน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เอื้อเฟื้อภาพโดย คุณ ตากล้อง ข้างธรรมาสน์

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นเฝ้ารู้นะ การเจริญปัญญาเนี่ย ก็คือการที่คอยรู้สภาวะทั้งหลาย ที่เป็นรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย จะเป็นร่างกายนี้ เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า เห็นร่างกายยืน ร่างกายเดิน ร่างกายนอน ร่างกายคู้ ร่างกายเหยียด ร่างกายกินอาหาร ร่างกายขับถ่าย เห็นร่างกายมันทำงานไป มีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความทุกข์บีบคั้น ร่างกายเป็นแค่วัตถุธาตุ ไม่ใช่ตัวใช่ตน ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา นี่เดินปัญญาดูกาย

เดินปัญญาดูจิตดูใจ ก็เห็นเลยสุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลก็ไม่เที่ยงอกุศลก็ไม่เที่ยง ตัวจิตเองก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวเป็นจิตดู เดี๋ยวเป็นจิตฟัง เดี๋ยวเป็นจิตคิด เห็นแต่ของที่แปรปรวนตลอดเวลา ให้เราเรียนรู้ของที่แปรปรวนนะ แล้ววันนึงเราจะพบสิ่งซึ่งไม่แปรปรวน คือพระนิพพาน

วันใดที่จิตปล่อยวางความยึดถือในรูปธรรมนามธรรมนะ นิพพานจะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๒ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
File: 550212A
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่  ๒๑ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตยอมรับว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงคือการเจริญปัญญาหรือไม่?

จิตยอมรับว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงคือการเจริญปัญญาหรือไม่?

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือไตรลักษณ์แล้วครับ แต่จิตยังไม่ยอมรับยังไม่ปล่อยวาง ซึ่งในการเจริญปัญญาจิตจะมีการสรุปความเข้าใจแบบนี้อยู่เป็นครั้งคราว และถ้าสรุปจากการเห็นสภาวะจริงๆ ก็ไม่ใช่เป็นปัญญาล้ำหน้า แต่ถ้าไม่มีสภาวะนั้นให้รู้ให้ดูจริงๆ แล้วมาคิดสรุปเอาเองก็จะเป็นปัญญาล้ำหน้าครับ แต่ไม่ว่าจะเป็นปัญญาล้ำหน้าหรือไม่ ก็อย่าไปหลงยึดถือเอาความเข้าใจนั้นไว้ ให้ดูมันเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไปเหมือนสภาวะอื่นๆ นั่นแหละครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เกร็ดสำคัญในการภาวนา

เกร็ดสำคัญในการภาวนา

ถาม : การเจริญปัญญาเป็นเช่นไรครับ  ?

ตอบ : การเจริญปัญญาคือ การที่จิตมีความรู้สึกตัวขึ้นเอง โดยไม่ต้องคอยจ้องหรือคอยดู เมื่อเกิดรู้สึกตัวขึ้นเอง จะมีแวบนึงที่จิตจะระลึกถึงสภาวะธรรมได้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ซึ่งจะเป็นเหตุให้จิตเองเห็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง โดยไม่ต้องใช้การคิดการชี้นำหรือคอยดูแต่อย่างใด

ถาม  : การตามรู้สภาวะที่ถูกต้องจะต้องเป็นเช่นไรครับ ?

ตอบ : การตามรู้นั้น จะต้องเป็นไปเองนะครับ ไม่ใช่ว่าไปกำหนดหรือเจตนาที่จะตามรู้อะไร มีแต่ช่วงแรก ๆ ที่อาจต้องเจตนาที่จะรู้สึกตัวบ้าง พอรู้สึกตัวได้เองแล้ว การตามรู้ตามดูจะเป็นไปเอง ส่วนจิตสนใจจะไปรู้ไปดูอะไรก็แล้วแต่ว่าในขณะนั้นๆ จิตเขาสนใจจะรู้อะไรหรือมีอะไรเด่นที่ให้รู้ได้ ถ้าไม่เห็นความ อยากเป็นคนดี ก็ห้ามไปความหานะครับ

ถาม  : การรู้ตัวมักจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆรู้ได้ไม่ยาวนาน ใช้ได้ไหมครับ ?

ตอบ : การรู้ตัวจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ แบบนี้แหละครับ ถ้าเกิดนานละก็ต้องเฉลียวใจไว้ก่อนว่า น่าจะไม่ถูกแล้ว จิตไหลไปจมแช่สิ่งต่างๆ นั้น เป็นเรื่องปกติของทุกคนครับ ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้หัดภาวนา ก็จะไหลไปนานมากๆ แล้วก็ไม่รู้ตัวเลย ส่วนคนที่หัดภาวนา เมื่อไหลไประยะหนึ่งก็จะเกิดรู้ขึ้น รู้แล้วก็ไหลไปอีก ไหลไปแล้วก็รู้ขึ้นอีก เป็นแบบนี้สลับกันไปตลอด เรามีหน้าที่ตามรู้ตามดูไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละครับ แล้วจิตจะเข้าใจความจริงได้ จะเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนได้ก็ด้วยการตามรู้แบบนี้ครับ การรู้จะเกิดเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่วนมากก็แวบเดียวเอง จากนั้นจิตจะไหลไปทันที ซึ่งไม่มีทางบังคับมันได้เลย และไม่รู้ด้วยว่ามันจะไปไหน… นี่ไงละครับไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะที่แท้จริงของจิต การเฝ้าดูจึงไม่ใช่การเจริญปัญญาไงครับ

ถาม  : คนที่ไม่สามารถทำฌานจนมีจิตผู้รู้ได้ จิตที่ตั้งมั่นจะเกิดได้ตอนไหนครับ  ?

ตอบ : จิตตั้งมั่น ก็ตอนที่เกิดรู้แวบขึ้นมานั่นแหละครับ เป็นการตั้งมั่นแบบชั่วขณะ หรือที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ พอหมดกำลังตั้งมั่น ก็ไหลไปอีก… ตรงกับที่ครูบาอาจารย์บอกว่า มีแค่รู้กับเผลอ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การเจริญปัญญา

การเจริญปัญญา

ถาม : รู้ตัวเฉยๆเป็นยังไง คือเผลอไปแล้วรู้ รึเปล่าคะ ส่วนให้มาเจริญปัญญานี่เป็นยังไงคะ คือให้ต้องให้คิดว่าทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ทุกๆครั้งที่รู้ตัวหรือเปล่าคะ

ตอบ : รู้ตัวเฉยๆ คือรู้สภาวะต่างๆได้ แต่ไม่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
การเจริญปัญญาคือการหัดสังเกตดูความเป็นไตรลักษณ์ที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตา
ไม่ใช่การคิดๆ เอานะครับ
อย่างเช่น พอเกิดโทสะแล้วรู้ว่ามีโทสะ แล้วโทสะดับลง
ถ้าจิตเจริญปัญญาอยู่ก็จะเห็นโทสะดับลงไปต่อหน้าต่อตาโดยปราศจากการคิดครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่