Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การฟังเพื่อฝึกสติ

การฟังเพื่อฝึกสติ
.
โดยทั่วไปแล้วการฟังที่มุ่งให้เ​ข้าใจเรื่องราวจะใช้เจริญสติไม่​ได้
เพราะจิตจะส่งออกไปฟังสลับกับคิ​ดไปตลอดเวลา
โดยที่เราจะ “ไม่รู้ชัด” ว่าจิตไม่ตั้งมั่น
“ไม่รู้ชัด” ว่าจิตส่งออกนอก
ดังนั้นการฟังเพื่อฝึกสติ หรือเพื่อให้รู้ทันจิตนั้น
จึงต้องฟังสบายๆ ไม่มุ่งเอาความเข้าใจเรื่องราว
(แต่ฟังๆไปจะรู้เรื่องที่ฟังได้​เอง)
การฟังสบายๆ ก็เพื่อใช้การฟังเป็นเครื่องอยู่หรือช่วยให้
“รู้ชัด” ว่าจิตส่งออกนอก
“รู้ชัด” ว่าเมื่อกี้เผลอไปคิด
สรุปได้ว่า ฟังให้รู้เรื่อง กับฟังเพื่อสังเกตจิตเพื่อฝึกสติ
จะต่างกันตรง รู้จิตได้ชัดหรือรู้ไม่ชัด นั่นเอง
เพราะฉะนั้น กิจกรรมอะไรที่ทำแล้ว “รู้จิตได้ชัด”
จึงจะเหมาะกับการใช้ฝึกสติเพื่อ​ให้จิตตั้งมั่นและเจริญปัญญา

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ข้อสำคัญในการดูจิต (จิตตานุปัสสนา)

ข้อสำคัญในการดูจิต (จิตตานุปัสสนา)

เราไม่ได้ดูจิตเพื่อให้กิเลสดับไปนะครับ แต่ดูเพื่อให้เห็นว่าจิตความไม่เที่ยง ถูกบีบคั้น ไม่ใช่ตัวตน
ทีนี้ในขณะหัดดู ซึ่งจิตมักจะไม่เป็นกลาง ก็ไม่ใช่ว่าต้องหาทางแก้หาทางทำให้เป็นกลาง
แค่เพียงค่อยๆรู้ไปตามที่เป็น (จิตไม่เป็นกลางก็แค่รู้จิตที่ไม่เป็นกลางไป) เท่านั้น
จนจิตเป็นกลางต่อสภาวะและเกิดปัญญาต่อไปครับ

เห็นมั้ยครับว่า พอเราตั้งหลักผิดว่า ดูแล้วต้องหายโกรธหายฟุ้ง ดูแล้วต้องเป็นกลาง
ก็เลยพลาดไปดิ้นรนหาวิธีการปฏิบัติที่จะทำให้หายโกรธหายฟุ้ง ทำให้เป็นกลาง
ซึ่งไม่ว่าจะใช้อุบายอะไรวิธีอะไร เช่นการพากย์ เป็นต้น
ก็สามารถทำจิตให้สงบได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้สงบเพราะจิตเป็นกลางหรอกครับ
การที่จิตสงบเพราะมีความอยากขับดันให้ทำนั่นทำนี่
ไม่ใช่การปฏิบัติที่มีผลให้จิตเป็นกลาง เกิดปัญญา พ้นทุกข์ หรอกนะครับ

ต้องหัดมีสติรู้สภาวธรรมต่างๆ (มีสติรู้กายรู้ใจ) ไปตามที่เป็น
จิตมีความโกรธก็รู้ว่าจิตมีความโกรธ จิตไม่เป็นกลางก็รู้ว่าจิตไม่เป็นกลาง ฯลฯ
จึงจะทำให้จิตเองมีความเป็นกลาง เกิดปัญญา พ้นทุกข์ได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เทคนิคการเจริญสติด้วยการนับลูกประคำ

เทคนิคการเจริญสติด้วยการนับลูกประคำ

ก็แค่เป็นการใช้กายที่เคลื่อนไหวเล่นลูกปัดเป็นเครื่องอยู่
(ใช้นิ้วเลื่อนเม็ดลูกปัดไปทีละเม็ด)
เหมือนใช้การเดินเป็นเครื่องอยู่ (เดินจงกรม) นั่นเองครับ
คือแทนที่จะนั่งนิ่งๆ ก็นั่งเล่นลูกปัดไป เล่นไปเดี๋ยวจิตก็เผลอไปอยู่กับสิ่งอื่น
จนลืมไปว่ามีกายเคลื่อนไหวอยู่ เผลอไปแล้วเดี๋ยวก็จะนึกได้ว่าเผลอไป
นึกได้แล้วก็มาอยู่กับกายที่เคลื่อนไหวไปอีก

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

V-Clip : วิธีพัฒนาปัญญา

วิธีพัฒนาปัญญา

1/3

2/3


3/3



เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การเจริญสติในขณะทำงาน

การเจริญสติในขณะทำงาน

ถาม : ขณะที่เราทำงานใดๆ อยู่แต่ระหว่างที่ทำงานจิตเผลอไปคิด..เรื่องราวต่าง ๆ แล้วเรารู้ว่าจิตเผลอไปแล้วกลับมาจดจ่อกับงานที่กำลังทำอยู่ อยากทราบว่าความรู้สึกตัวตรงนี้สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติเพื่อการเจริญสติได้หรือไม่คะ?

ตอบ : ตรงแวบที่รู้ขึ้นเองว่า เผลอไปคิด แวบตรงนั้นคือเกิดสติแล้วครับ
ซึ่งในการภาวนาต้องใช้สติตรงแวบนั้นมารู้กายรู้ใจให้ต่อเนื่อง เพื่อเจริญปัญญา
ส่วนในการทำงานพอเกิดสติแวบขึ้นมาแล้วไปจดจ่อกับงานต่อ
ก็จะได้แค่ฝึกจิตให้คุ้นเคยที่จะเกิดสติ แต่ก็ต้องหมั่นรู้ว่าเผลอไปคิดไว้
เพราะเมื่อถึงเวลาเลิกงาน เวลาพัก จิตจะสามารถเกิดสติแล้วมารู้กายรู้ใจต่อได้ง่ายครับ

ถาม : นั่นก็หมายความว่าสติที่เกิดแบบแว่บ ๆ ระหว่างวันไม่สามารถใช้เดินปัญญาได้ใช่ไหมคะเป็นแค่การสะสมแต้ม เพื่อให้เกิดการจำสภาวะเท่านั้น ถูกไหมคะ แล้วการที่นั่งสมาธิโดยการดูลมหายใจเข้าออกจนเกิดสมาธิ ที่ยังไม่ถึงขั้นได้ฌาน จะสามารถใช้เดินปัญญาได้รึไม่  อย่างไรคะ เพราะว่าเคยทำแล้วไม่เห็นจะพลิกมาเป็นวิปัสสนาได้เลยค่ะ หรือว่ายังไม่ตั่งมั่นพอที่จะเป็นผู้รู้ผู้ดู

ตอบ : จะเดินปัญญาต้องรู้สึกตัวได้ต่อเนื่องตามสมควร
อย่างน้อยก็ต่อเนื่องจนเห็นสภาวะดับไปได้ครับ
ถ้าแค่รู้สึกตัวแล้วไปจดจ่อกับงานต่อเลย ไม่เห็นจิตเกิดดับ จะเดินปัญญาไม่ได้
ส่วนการนั่งสมาธิยังไม่ถึงฌาน
ถ้ามารู้ทันจิตที่เปลี่ยนแปลง เกิดดับได้ ก็เดินปัญญาได้
แต่ส่วนมากพอนั่งสมาธิ จิตจะเป็นสมาธิแบบสมถะซะมากกว่าจะเป็นสมาธิแบบวิปัสสนา
ถ้าเป็นสมาธิแบบสมถะ จิตจะไปจดจ่อกับความสงบนิ่ง จะไม่เห็นไตรลักษณ์ครับ
ดังนั้นถ้าจะนั่งภาวนาให้เป็นวิปัสสนา
ต้องหัดนั่งให้มีสมาธิแบบวิปัสสนา
คือมีจิตตั้งมั่นเห็นรูปนามเกิดดับเป็นไตรลักษณ์ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เทคนิคในการมีวิหารธรรม

เทคนิคในการมีวิหารธรรม

เป็นธรรมดาของเราที่ยังยากที่จะรู้อาการต่างๆ ด้วยความเป็นกลางได้ เพราะส่วนมากถ้าไม่ยินดีจนลืมตัว ก็จะยินร้ายจนลืมตัว ครูบาอาจารย์จึงแนะนำให้เราหาวิหารธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เป็นเครื่องอาศับระลึกรู้ด้วยความเป็นกลาง วิหารธรรมนั้นจะเป็นบรรพะใดๆ ก็ได้ในสติปัฏฐาน 4 ที่พอเราระลึกแล้ว จิตจะรู้ได้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย แต่เนื่องจากวิหารธรรมนั้นมีมากมายหลายอย่าง เราจึงต้องสังเกตดูเอาเองว่า สิ่งใดที่พอเราระลึกแล้วจิตเป็นกลางไม่ยินดียินร้ายได้ง่าย เราก็เลือกเอาสิ่งนั้นเป็นวิหารธรรม

ถ้าเรามีวิหารธรรมและเพียรระลึกรู้มันบ่อยๆ จิตก็จะเกิดความเคยชินที่จะรู้สิ่งที่เป็นวิหารธรรมนั้น และจะสามารถใช้เป็นเครื่องระลึกได้ง่ายไม่ว่าจะอยู่ในสถานะการณ์ใด ดังนั้นจึงควรที่จะมีวิหารธรรมเอาไว้สักอย่างหนึ่ง และจะสามารถใช้เป็นอุบายในการทำให้จิตบรรเทาความอ่อนไหวได้เมื่อถึงคราที่จิตเกิดอ่อนไหวขึ้น โดยคราใดที่รู้สึกเหนื่อยล้าและไม่อาจตามรู้จิตที่กำลังอ่อนไหวได้ ก็เพียงแค่หันไประลึกรู้สิ่งที่เป็นวิหารธรรมที่ถนัด เพียงเท่านี้จิตก็จะละจากความอ่อนไหวไปตั้งมั่นเป็นกลางได้ครับ

วิหารธรรม หมายถึงสิ่งใดๆ ก็ได้ที่จิตใช้เป็นเครื่องอาศัยระลึกรู้อยู่โดยส่วนมาก เป็นวิหารธรรมอย่างหนึ่งได้ครับ คือเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เรียกว่าพุทธานุสสติ บางคนก็ชอบใช้ลมหายใจเป็นเครื่องระลึกรู้ เรียกว่า อานาปานุสสติ การนึกว่าพระพุทธเจ้า ท่านยังดูอยู่ ท่านยังอยู่ข้างๆ ยังไม่ไปไหน อันนั้นจะเป็นการคิดนะครับ ซึ่งพอคิดแล้วเรามักลืมตัว ไม่ควรมีการคิดครับ เพราะการคิดมักทำให้ลืมตัว แต่ถ้าหันไปมองพระพุทธรูปแล้วรู้ตัว ก็เรียกว่าระลึกรู้พระพุทธรูปครับ จะให้จิตจดจ่อไว้ แล้วปล่อยว่างๆ ทำอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่อย่าบังคับให้จิตจดจ่อตลอด เอาแค่แวบเดียวแล้วปล่อย ปล่อยแล้วลืมตัว ก็ทำใหม่ หรือจะพูดว่า ให้เจตนาดูแวบนึงแล้วปล่อยก็ได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : รู้เท่าทัน

รู้เท่าทัน

ครูบาอาจารย์มักบอก “ให้รู้เท่าทัน”
แล้วการรู้เท่าทันเป็นอย่างไรละ?
คำถามนี้คาใจอยู่นานแสนนาน
กว่าจะเข้าใจว่า….

การรู้เท่าทันคือ
การรู้รูปนาม (กายใจหรืออารมณ์ต่างๆ)
ที่กำลังปรากฏอย่างมีสติและมีปัญญา
ไม่ยึดถืออารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้น
ด้วยเพราะยอมรับว่า
รูปนามนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน

แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะรู้เท่าทันได้?
จะรู้เท่าทันได้ก็ต้องฝึกอบรมจิต
ฝึกให้จิตคุ้นเคยดัวยการหัดดูรูปนาม
หรือหัดดูกาย หัดดูเวทนา หัดดูจิต ไปตามโอกาส
เพื่อให้เกิดสติ มีความรู้สึกตัว
จนรูสึกได้ว่ารูปนามที่กำลังปรากฏนั้น ถูกรู้อยู่
เมื่อเห็นรูปนามถูกรู้อยู่บ่อยๆ
จิตก็จะตั้งมั่น ไม่ไหลไปจมแช่คลุกเคล้ากับรูปนาม
ไม่ไหลไปจมแช่คลุกเคล้ากับอารมณ์ต่างๆ ที่กำลังปรากฏ
ด้วยจิตตั้งมั่นเห็นรูปนามถูกรู้อยู่ เห็นอารมณ์ถูกรู้อยู่
และจิตไม่ดิ้นรนแก้ไขแทรกแซงสิ่งที่กำลังถูกรู้อยู่
ก็จะมีปัญญา เห็นความไม่เที่ยงของรูปนาม
หรือเห็นความถูกบีบคั้นจนทนอยู่ไม่ได้ของรูปนาม
หรือเห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
ไม่มีเป็นเจ้าของที่จะเป็นไปตามความต้องการได้อย่างแท้จริง
เมื่อมีปัญญา จิตก็จะคลายความยินดีพอใจ
คลายความไม่ยินดีไม่พอใจ และคลายความยึดถือรูปนามนั้นต่อไป

นี่แหละคือการรู้เท่าทันรูปนามหรืออารมณ์ต่างๆ
ซึ่งเป็นการปฏิบัติภาวนาที่ครอบคลุมทั้งหมดของพุทธศาสนา
^_^

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่