Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

วันใดที่เห็นว่ากายใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆจะพ้นทุกข์

mp 3 (for download) : วันใดที่เห็นว่ากายใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆจะพ้นทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

วันใดที่เห็นว่ากายใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆจะพ้นทุกข์

วันใดที่เห็นว่ากายใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆจะพ้นทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์: ต้องภาวนานะ ภาวนาแล้วจะเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อพูดเป็นลำดับ ๆ ไป ต้องดูกายต้องดูใจตัวเองเรื่อย ๆ แล้วถึงจะเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อบอกได้ ถ้าวันใดเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อบอกจนถึงจุดที่เห็นว่ากายนี้ใจนี้นี่เป็นตัวทุกข์ล้วนๆนะ จะเข้าใจธรรมะจริงๆ เลย จะพ้นทุกข์ได้จริงๆก็ตรงนี้แหละ ถ้ายังเห็นกายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์บ้างสุขบ้าง ยังพ้นไม่ได้หรอก เรียกว่าเราไม่รู้ทุกข์

พระพุทธเจ้าสอนนะ ขันธ์ห้าเป็นทุกข์นะ ท่านไม่ได้สอนว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์บ้างสุขบ้าง เราเห็นยังไม่ถึงที่ท่านบอก ต้องอดทน ฟังแล้วฟังอีก ฟังแล้วก็ดูไปเรื่อย ฟังแล้วก็มาสังเกตกาย สังเกตใจไปเรื่อย ทุกวันๆ เราก็จะเขยิบใกล้ความจริงเข้าไปเรื่อยๆ ถึงจุดสุดท้าย เข้าถึงความจริงแท้ เข้าถึงอริยสัจจ์นั่นเอง รู้ขันธ์ห้าเป็นทุกข์ล้วนๆ

พอรู้ว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ล้วนๆ ใจจะวาง ไม่ยึดถือ พอไม่ยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นตัวเราของเราแล้วเนี่ย ความอยากที่จะให้กายนี้ใจนี้เป็นสุข ความอยากที่จะให้กายนี้ใจนี้พ้นทุกข์ มันจะดับไปโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นรู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไร สมุทัยจะถูกละโดยอัตโนมัติ พอทันทีที่สมุทัยถูกละ นิโรธคือนิพพานจะปรากฏต่อหน้าต่อตาเรานี่เอง

นิพพานไม่ได้อยู่ไกลๆนะ นิพพานไม่ใช่อยู่ไกลๆ นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตานี่เอง วันใดที่ใจเราสิ้นตัณหาอย่างแท้จริง เพราะมีปัญญารู้ทุกข์อย่างแท้จริง วางกายวางใจได้ รู้ทุกข์แล้ววางกายวางใจได้ ตัณหาจะสิ้นไป นิพพานจะปรากฏต่อหน้า ใจที่มันไม่ดิ้นมันจะเห็นธรรมะที่ไม่ดิ้น ใจที่มันไม่อยากมันก็เห็นธรรมะที่ไม่อยาก เห็นนิพพานนั่นเอง

มันจะมีแต่ความสุขล้วนๆ เลยถึงตรงจุดนี้ เพราะอะไรถึงมีความสุขล้วนๆ เพราะมันพ้นจากขันธ์แล้ว จิตมันพรากออกจากขันธ์นะ ขันธ์อยู่ส่วนขันธ์ จิตอยู่ส่วนจิต ไม่กระทบกันเลย โดยที่ไม่ต้องระวังรักษาอีกต่อไปแล้ว งั้นเมื่อมันพ้นขันธ์ได้ก็คือมันพ้นทุกข์นั่นเอง พระพุทธเจ้าสอนว่าขันธ์ห้าคือทุกข์ เมื่อไรมันพ้นขันธ์ก็คือพ้นทุกข์ ตัณหาก็ไม่มีนะ จิตใจมีแต่สันติสุข

คำว่า “สันติ” ก็เป็นชื่อของนิพพาน จิตใจที่เข้าถึงนิพพาน มีความสุขจนไม่รู้จะเทียบกับอะไร ความสุขอย่างโลก ๆ ความสุขเหมือนกับเด็กเล่นฝุ่นเล่นทรายเท่านั้นเอง ค่อยเรียนนะ ค่อยเรียน อดทนในการเรียน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๕
File: 491105B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๑๔ ถึง นาทีที่ ๕๖ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

mp 3 (for download) : เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นคนดี แต่ห้ามชั่วนะ ทุกคนต้องถือศีล ๕ นะ ถ้าไม่มีศีล ๕ ภาวนาไม่ขึ้น เชื่อหลวงพ่อเถอะ ต้องมีศีล เพราะฉะนั้นเรามีศีล ๕ ไว้ แต่เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นคนดี เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงว่าไม่มีคนต่างหากล่ะ มันเลยขั้นที่จะเป็นคนดีไปเยอะเลย เราภาวนาเพื่อให้เห็นว่าจริงๆไม่มีคนหรอก มีแต่อะไร มีแต่รูปธรรมกับนามธรรม รูปธรรมเป็นก้อนธาตุ อาศัยพ่อแม่เกิดมา อาศัยอาหาร อาศัยน้ำ อาศัยอากาศ อยู่กับโลกนี้ วันหนึ่งก็คืนก้อนธาตุนี้ให้โลกไป

ความจริงต้องคืนตั้งแต่แรก ถ้าเป็นพระอนาคาฯก็คืนก้อนนี้ให้โลกแล้ว แต่ของเราไม่คืนหรอก เรายักยอกไว้ ไอ้นี่ของเรานะ เมื่อตรงนี้เป็นของเรา ตรงนี้ไม่ใช่ของเราละ นี่คนอื่น นี่ตัวเรานี่คนอื่น เกิดอย่างนี้ขึ้นมา ถ้าคืนให้โลกนะ นี่ส่วนหนึ่งของโลก นี่ก็ส่วนหนึ่งของโลก เสมอกัน

เพราะฉะนั้นเราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดีถาวร สุขถาวร สงบถาวร การภาวนาเพื่อให้ดีถาวร สุขถาวร สงบถาวร คือการทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไม่ได้เอาดี เอาสุข เอาสงบ แต่วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ กายนี้เป็นก้อนธาตุ ใจเป็นนามธรรมที่เกิดดับเป็นขณะๆสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

อย่างโทสะจะเกิดก็ต้องมีเหตุของโทสะ อันแรกเลยเรามีสันดานขี้โมโห เรียกว่ามีอนุสัยที่มีโทสะ อันที่สองเรากระทบอารมณ์ที่ไม่ดี อย่างคนขี้โมโหนะ มีนิสัยขี้โมโห แต่ว่าแหมมีแต่กระทบแต่อารมณ์ดีๆ มันก็ไม่โมโห เห็นมั้ย เราก็บอกหมู่นี้จิตใจดีไม่โมโหเลย อย่างนี้ไม่ใช่ มันต้องมีเหตุนะ อย่างโทสะต้องมีเหตุโทสะถึงเกิด ราคะก็ต้องมีเหตุราคะถึงเกิด ถ้าไม่มีเหตุไม่เกิด แต่ถ้ามีเหตุแล้วสั่งไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ บังคับไม่ได้ ให้เรามีสติรู้เรื่อยไป

โทสะเกิดจากอะไรรู้มั้ย มีเหตุ มีอนุสัย มีอารมณ์ที่ไม่ดี ตรงอารมณ์ที่ไม่ดีเนี่ย เกิดจากการตัดสินของเราเอง ว่าอารมณ์อันนี้ไม่ดี อันนั้นมันมีพยาบาทวิตกเกิดขึ้น อาศัยพยาบาทวิตกโทสะก็เกิด อาศัยกามวิตกราคะก็เกิด ตามหลังความคิดมาทั้งสิ้นเลย ตามหลังการให้ค่าการตีความมานะ สิ่งทั้งหลายมีเหตุทั้งสิ้นเลย ให้เรารู้ทันลงไป เราจะเห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ บังคับไม่ได้ ดูอย่างนี้เรื่อยๆ ดูเพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้ดูเอาสุข เอาสงบ เอาดี

แต่เมื่อเห็นความจริง ไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจแล้ว ถามว่าชั่วได้มั้ย ชั่วไม่ได้ คนเราที่ทำชั่วเพราะหลงรักกาย หลงรักใจ อยากให้ตัวเองมีความสุขเลยไปทำความชั่ว ในขณะเดียวกันพวกที่ชอบเข้าวัดเข้าคอร์ส พวกชอบมาห้องสมุดบ้านอารีย์อะไรเนี่ย พวกนี้ก็รักตัวเองนะ แต่ว่าปรุงฝ่ายดี เข้าวัดเข้าวา ฟังธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ทำโน่นทำนี่ อันนี้เรียกว่าปรุงดี แต่ปรุงดีก็ดีกว่าปรุงชั่วนะ ปรุงชั่วแล้วตัวเองเดือดร้อน คนอื่นเดือดร้อน ถ้าปรุงดีตัวเองมีความสุข คนอื่นรอบข้างมีความสุข

แต่ว่าต้องพัฒนาให้เกินนั้นอีก มารู้ความจริงของกายของใจมากๆ รู้ไปเรื่อย จนมันแจ่มแจ้งแล้วมันปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจไป แล้วจะมีความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยนึกเคยฝัน


CD: บ้านอารีย์ วันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
File: 510914.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๕ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๔๘ วินาทีที่ ๕๙
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

mp3 for download : ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราเห็นสภาวะ กระจายสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกมา มันจะเป็นตัวสภาวะ

ทุกวันนี้เราคิดว่า “ตัวเรา” มีอยู่จริงๆ นี่ อันนี้คือตัวเรา นี่ความรู้สึกของเรา นั่นอะไรต่ออะไรของเรา พอมีตัวเรา มันมีตัวเขา มีของๆเราขึ้นมาด้วย มีของๆเขาขึ้นมาด้วย มันมีตัวเราจริงๆ พอตัวเรานี้แปรปรวนไป ไม่ได้อย่างใจ ก็มีความทุกข์ขึ้นมา

แต่ถ้าแยกออกไป สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ก็คือสภาวะนั่นเอง สภาวะที่เป็นรูปธรรม ที่เป็นนามธรรม เราจะเห็นเลยว่ารูปธรรมก็ไม่ใช่ตัวเรา นามธรรมก็ไม่ใช่ตัวเรา มันจะแยกออกไป มันจะเห็นว่าไม่มีตัวเรา

คล้ายๆรถยนต์ มีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง เราคิดว่ามีรถยนต์จริงๆ เรามาถอดออกเป็นชิ้นๆ อันนี้ลูกล้อ ลูกล้อก็ไม่ใช่รถยนต์ ใช่ไหม พวงมาลัยก็ไม่ใช่รถยนต์ ตัวถังก็ไม่ใช่รถยนต์นะ เบาะก็ไม่ใช่รถยนต์ เบรคก็ไม่ใช่รถยนต์ กันชนก็ไม่ใช่รถยนต์ หลอดไฟสายไฟ ไม่ใช่รถยนต์สักอันเดียว เห็นไหม ถังน้ำมันก็ไม่ใช่รถยนต์ ดูไปๆเราก็รู้ อ๋อ..รถยนต์เป็นแค่ภาพลวงตา

นี่ถ้าเราสามารถแยกกายแยกใจออกไป เราก็จะเห็น ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก ทุกวันนี้เราสำคัญมั่นหมายว่ามันมีตัวเราจริงๆ พอตัวนี้มันแก่ ร่างกายมันแก่ เราก็ว่าเราแก่ ร่างกายมันเจ็บ เราก็ว่าเราเจ็บ ร่างกายมันตาย เราก็ว่าเราตาย มันมีเราขึ้นมา

พอมีเรา เรารักมัน หวงแหนมัน อยากให้มันดีตลอด อยากให้มันสุขตลอด มันอยู่ไม่ได้เราก็กลุ้มใจ ใจก็มีความทุกข์ขึ้นมา เนี่ย เพราะไม่เห็นความจริงว่ามันไม่ใช่เรา ไปคิดว่ามันเป็นเราขึ้นมา ก็มีความทุกข์

จิตใจก็เหมือนกันนะ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เราก็สำคัญผิด ยกตัวอย่างจิตมันโกรธ เราก็สำคัญผิดว่าเราโกรธ จิตมันโลภเราก็สำคัญผิดว่าเราโลภ จิตมันหลงนะ จิตมันไปคิด เราก็สำคัญผิดว่าเราคิด นี่สำคัญผิด

พอมันเป็นเราขึ้นมา เราก็อยากให้จิตนี้มันเป็นเราขึ้นมา เราก็อยากให้จิตมีแต่ความสุขความสบาย มีแต่กุศลอะไรอย่างนี้ คนดีก็อยากให้เป็นกุศลทั้งวัน พอมันไม่เป็นอย่างที่ต้องการนะ มันก็ทุกข์แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะดีตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะสุขตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะสงบตลอด พอมันแปรปรวนขึ้นมา เราก็ทุกข์

แต่ถ้าเราเห็นความจริง จิตก็เป็นแค่สภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่เราหรอก จิตมันโลภไม่ใช่เราโลภ จิตมันโกรธไม่ใช่เราโกรธ จิตมันหลงไม่ใช่เราหลง เห็นอย่างนี้เรื่อยๆ ต่อไปมันโกรธขึ้นมาก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเรา จิตมันโกรธต่างหาก ไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันโลภไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันสุขไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันทุกข์ไปยุ่งอะไรกับมัน จะเห็นว่ามันไม่ใช่เรา เห็นขันธ์มันไม่ใช่เรา

ฝึกมากเข้าๆ เห็นขันธ์มันทำงานของมันเอง ไม่ใช่เราเลย เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่ใช่เรานะ ขันธ์มันจะแก่ ขันธ์มันจะเจ็บ ขันธ์มันจะตาย ขันธ์มันจะพลัดพรากจากสิ่งที่มันรัก ขันธ์มันจะเจอสิ่งที่มันไม่รัก ขันธ์มันจะอยากแล้วมันไม่สมอยาก ขันธ์มันจะเหี่ยวแห้งใจ เศร้าโศกเสียใจ เป็นเรื่องของขันธ์ทั้งหมดเลยนะ เราไม่เกี่ยว เราค่อยๆฝึกไปนะจนกระทั่งเราสามารถไม่เกี่ยวกับมันได้

เบื้องต้นจะไม่เกี่ยวกับกายก่อน พวกเราที่ฝึกกับหลวงพ่อสักช่วงหนึ่ง สักเดือนหนึ่ง บางคนเริ่มเห็นแล้ว ร่างกายมันแยกออกไปต่างหาก ร่างกายเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ร่างกายเป็นสภาวะอันหนึ่ง ร่างกายไม่ใช่ตัวเราหรอก ต่อไปเวลาจะเจ็บจะแก่จะตายอะไรขึ้นมา จะเห็นร่างกายมันแก่มันเจ็บมันตาย ไม่ใช่เราแล้ว หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ มีสติ รู้สึกตัว เห็นสภาวะมันทำงาน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตามพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า

mp3 for download: ตามพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเรา มาสนใจเรียน ก็ดีนะ ค่อยๆเรียนไป ถ้าเรียนแล้ววันหนึ่งเราก็ไม่ตาย ไม่ตาย เขาเรียกข้ามพ้นมัจจุราช ร่างกายตายนะ ขันธ์ ๕ แตก แต่ธรรมนั้นไม่ตาย

เคยมีคนไปถามพระพุทธเจ้า ชื่อ โมฆราช ไปถามพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลตามเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงมองไม่เห็น” ต้องถามหลายหนนะ ถามครั้งที่ ๓ พระพุทธเจ้าจึงตอบ ถามครั้งแรกท่านก็เฉยๆ ครั้งที่สองก็ยังเฉย ท่านทิ้งเวลาให้คนอื่นถามไปก่อน ทีมของท่านมี ๑๖ คน ท่านน่ะอาวุโสเป็นอันดับสาม พอถึงอันดับสามขอถาม พระพุทธเจ้าก็ไม่ตอบ ที่สี่ก็ขึ้นมาถามแทนอะไรอย่างนี้ พอถามจบท่านถามอีก ท่านก็ไม่ตอบ ท่านก็เลยนั่งเงียบๆไป จนถึงคนที่ ๑๕ รองโหล่แล้ว ถาม

พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า ให้ท่านมีสติทุกเมื่อ “ดูกรโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ตามพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ถอนการตามหมายว่าเป็นตัวเป็นตนเสีย”

ให้ท่านทำ ๓ อย่างนี้ อันแรกมีสติทุกเมื่อ อันที่สองตามเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า อันที่สาม ถอนความสำคัญมั่นหมายความคิดเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนเสีย เป็น ๓ อัน

สิ่งที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟังทุกวันนี้ก็อย่างนี้แหละ มีสติอยู่เรื่อยๆนะ มีสติบ่อยๆ จะบอกว่าสติทุกเมื่อเดี๋ยวก็ไปนั่งเพ่งอีก เลยบอกว่าสติเนืองๆ แต่อย่าเนืองนานนักก็แล้วกันนะ ให้มันถี่ๆ

แล้วตามเห็นอะไร ตามเห็นโลก ตามเห็นโลกโดยความเป็นอะไร โดยความเป็นไตรลักษณ์ ทีนี้สำหรับท่านโมฆราชท่านมีปัญญามาก พระพุทธเจ้าท่านก็เลยบอก “ตามเห็นโลกโดยความว่างเปล่า” เห็นอนัตตา

คำว่าเห็นโลกคืออะไร เห็นโลกคือเห็นรูปกับนาม เห็นกายกับใจนี้ คำว่าโลกไม่ใช่สิ่งอื่นนะ โลกก็คือ กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ที่มีใจครอง ก็คือรูปธรรมนามธรรมนี้แหละที่เรียกว่าโลก ท่านให้เห็นโลกโดยความว่างเปล่าไม่ใช่ตัวใช่ตน คอยถอนความเห็นผิด ความรู้สึกผิดๆ ว่าเป็นตัวเป็นตนซะ

ท่านไม่สอนบอกว่า จงไปดูความว่างเปล่า ท่านบอกให้มีสติทุกเมื่อแล้วก็ตามเห็นโลก สิ่งที่เราเห็นคือเห็นโลก เห็นรูปเห็นนาม เห็นกายเห็นใจ ท่านโมฆราชฉลาด มีปัญญามาก ก็เห็นโลกเป็นอนัตตา เห็นโลกว่างเปล่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปดูความว่างเปล่า ดูสุญญตานะ คนละเรื่องกันเลย บางคนเอาพระสูตรนี้ไปอ้าง บอกว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ดูสุญญตา ไม่มีนะ สุญญตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีแต่ให้รู้รูปรู้นาม ให้รู้โลก

แล้วถอนการตามรู้ว่าเป็นตัวตนนั้นเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับที่หลวงพ่อพูดทุกวันๆแหละ อย่างเราเห็นร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน เรารู้เลย ตัวที่ ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นรูป ยืน เดินนั่ง นอน ไม่ใช่เรา ยืน เดิน นั่ง นอน ค่อยๆถอนความเห็นผิดว่าเป็นตัวเป็นตนเสีย ไม่ใช่คิดนะ แต่เป็นความรู้สึก

เห็นความโกรธเกิดขึ้น ก็เห็น ความโกรธมันเกิด ไม่ใช่เราโกรธนะ จิตโกรธขึ้นมาหรือเปล่า จิตก็ไม่ได้โกรธ แต่ความโกรธผุดขึ้นมาในจิต ผุดขึ้นมาให้จิตรู้ ถ้ารู้ไม่ทันก็ครอบงำจิต จิตยังไม่ได้โกรธเลย เราก็ไม่ได้โกรธ เพราะว่าความโกรธก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา คอยรู้ลงไปที่ตัวสภาวะนะ แล้วก็เห็นตัวสภาวะว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ดูไปอย่างนี้เรื่อยๆ

นี่ท่านสอนท่านโมฆราชนะ เพราะฉะนั้นพวกเราก็เอาไปทำได้ คอยรู้สึกอยู่ ร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ใช่เราเคลื่อนไหว จิตใจที่เคลื่อนไหวไม่ใช่เราเคลื่อนไหว กลายเป็นจิตไม่ใช่เรา แค่รู้สึกไปเรื่อย เห็นแต่สภาวธรรมเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ดูไปเรื่อยๆ

เห็นมั้ยธรรมะหลายพันปีก็ยังสอนอย่างเดิมนั่นแหละ หลวงพ่อก็สอนเท่านี้เอง ไม่มีสอนนะว่า หายใจมีกี่จังหวะ จะหยิบข้าวหยิบของมีกี่จังหวะ จะเดินหนึ่งก้าวมีกี่จังหวะ ไม่ได้สอน ทำไมไม่ได้สอน เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนไว้ หลวงพ่อจะปัญญาที่ไหนไปสอน เราไม่ได้ฉลาดกว่าพระพุทธเจ้านะ ไม่ได้สอนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า สอนเกินที่ท่านสอน

ท่านสอนให้มีสติทุกเมื่อ “สติจำเป็นในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ” รู้สึกไว้ๆ คำว่าสติ ให้รู้สึกอะไร รู้สึกโลก รู้สึกกาย รู้สึกใจ สติที่รู้สึกกาย สติที่รู้สึกใจ นี่แหละเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่ไปรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลอื่นๆไม่เรียกว่าสติปัฏฐาน

สตินี้เกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกๆดวง แต่บางทีก็ไปรู้อย่างอื่นไม่ใช่รู้กายรู้ใจ เฉพาะสติที่รู้กายรู้ใจจึงจะเรียกว่าสติปัฏฐาน สติปัฏฐานนี่แหละเป็นทางเดียวที่จะไปถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น เรียกว่ารู้กายรู้ใจแจ่มแจ้ง รู้โลกแจ่มแจ้ง โลกภายในโลกภายนอกก็แจ่มแจ้งพร้อมๆกันนั่นแหละ

ถ้าเราเห็นความจริงกายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรานะ เราก็จะเห็นโลภายนอกไม่ใช่เราไปด้วย พร้อมๆกัน เรียกว่ารู้ทั้งภายในภายนอกนะ ไม่เห็นมีความแตกต่างระหว่างภายในภายนอก ไม่มีการแบ่งแยกภายในภายนอกอีกต่อไป

พวกเราตอนนี้มีการแบ่งแยกภายในภายนอกอยู่ เวลาเราภาวนาเรารู้สึกมีข้างในมีข้างนอกนะ อันนี้อยู่ในช่วงของทางผ่าน คนซึ่งไม่เคยภาวนาเลย ก็ไม่มีข้างในข้างนอก มีอันเดียว ข้างในข้างนอกเป็นอันเดียว คือเป็นตัวเราหมดเลย ถ้าไม่ใช่ตัวเราก็ของเรา ถ้าไม่ใช่ของเรา ก็เป็นของที่ไม่ใช่ของเรา มันหา “เรา” มาใส่จนได้นะ ของคนอื่นก็ยังบอกว่าของที่ไม่ใช่ของเราได้ อะไรๆก็มีเราแทรกอยู่

ตามรู้นะ ตามรู้ลงไปเรื่อย ในที่สุดก็เห็น ไม่มีเราหรอก วันใดที่เห็นว่าโลกนี้ไม่ใช่เราหรอกนะ โลกว่างเปล่า ได้โสดา…

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๒๕

source file: 510426.mp3

ระหว่าง นาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๐ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความทุกข์จากความยึด

Mp3 (for download) : ความทุกข์จากความยึด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

คนทั้งหลายหลงรักในกาย หลงรักในใจนี้ สำคัญมั่นหมายอย่างเหนียวแน่นว่า คือ ตัวเรา กายนี้เป็นเรา ใจนี้เป็นเรา ตัวเรามีจริงๆ พอเราไปยึดสิ่งใดนะ เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น ยึดกายก็ทุกข์เพราะกาย ยึดจิตใจก็ทุกข์เพราะจิตใจ เราผูกพันกับสิ่งใด เราก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น นี้ถ้าเราภาวนาจนปัญญาแก่รอบจริงๆ เราเห็นกายนี้ก็ทุกข์ ใจนี้ก็ทุกข์  ไม่เห็นจะสุขตรงไหน ไม่ใช่ของดีของวิเศษตรงไหน มันหมดความยึดถือกายยึดถือใจนะ มันก็ไม่ทุกข์เพราะกายเพราะใจอีกแล้ว ถ้ากายกับใจมันไม่ยึด มันจะไปยึดอะไร

ทุกวันนี้ที่เรายึดสิ่งต่างๆมากมายนะ เพราะมันเนื่องออกไปจากกายจากใจนี้เอง อันแรกเลย เราไปเห็นกายกับใจนี้เป็นตัวเราก่อน พอมีตัวเราแล้วก็เริ่มยึดสิ่งอื่นๆมาเป็นของเรา นี่ครอบครัวเรานะ นี่ลูกเรา เมียเรา สามีเรา นี่บ้านเรา รถของเรา นี่ชื่อเสียงเกียรติยศของเรา มีสารพัดเลย แล้วสิ่งทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราไปยึดไว้ เราอยากให้มันคงที่ แต่มันไม่เคยคงที่ อย่างความรักของสามีภรรยาใช่ไหม อยากให้คงที่ มันไม่คงที่หรอกนะ ใครจะมาบอกว่ารักชั่วฟ้าดินสลาย โกหกทุกคนเลยนะ มันตายก่อนฟ้าจะสลายนะ

เราไปอยากให้ของไม่คงที่มันคงที่  เพราะเราชอบมันเราผูกพันมันนะ เราอยากให้ลูกของเราเป็นลูกของเราตลอดไป ไม่ใช่ไปเป็นผัวคนอื่น ไปเป็นเมียคนอื่น เสร็จแล้วมันไม่ได้ ไม่ได้อย่างใจ ในโลกนะ โอ้สุดท้าย พอความจริงมันปรากฎออกมา แล้วมันว่างเปล่ามันไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวอยู่ อยู่ไปจนแก่นึกว่าจะมีอะไรมาก ใช่ไหม สะสมเงินทองไว้ สะสมอะไรไว้ มีครอบครัว มีลูกตั้งเยอะแยะเลย สุดท้ายอยู่อย่างตาแก่ยายแก่ที่เงียบเหงา มีเงินเอาไปทำอะไรได้ เอาไปจ่ายให้หมอหมดเลย ค่ารักษาพยาบาลเอาไปกินหมดแล้ว ไม่ใช่เอาไปเสพสุขนะ เอาไปบำบัดทุกข์ นั้นสิ่งที่มีที่ว่ามี ที่ว่ามีนั้น  มันไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริงเลย นั้นคนที่หลงโลกนะ ก็จะหลงไปเรื่อยๆ คนที่มีธรรมะก็จะรู้ว่าอะไรเป็นแค่เครื่องอาศัย ทรัพย์สินเงินทอง ร่างกาย จิตใจนะ ครอบครัว ตำแหน่ง หน้าที่การงานพวกนี้ เครื่องอาศัยให้อยู่กับโลก

เราคอยฝึกของเราจนเราปล่อยวาง ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจ มันจะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก เราจะไม่ทุกข์เพราะอะไรอีกต่อไป ธรรมะของความไม่ยึดถืออะไรนะ ธรรมะของความพ้นทุกข์สิ้นเชิงยังมีอยู่ มรรคผลนิพพานยังมีอยู่ วิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดมรรคผลนิพพาน เพื่อให้เราเข้าถึงพระนิพพานก็ยังมีอยู่นะ สิ่งเหล่านี้ยังไม่เคยหายไปไหนนะ คนที่มีตาก็จะสังเกตดู คนที่มาเรียนที่นี่ ใช่ไหม กับคนแค่ในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านยังเยอะกว่าเลย อย่าว่าแต่คนอินทรีย์แก่กล้าเกิดมรรคเกิดผลนะ นับตัวได้เลย ใช้คำว่านับตัวได้ แต่ว่าอย่าท้อถอยนะ ยากลำบากแค่ไหนเราก็ต้องพากเพียรไป ดีกว่าเราต้องตกเป็นทาสตลอดชีวิต ตลอดกาลนาน ทุกภพ ทุกชาติ เป็นทาสไปเรื่อยๆ ถึงอย่างไรลำบากทั้งชีวิตนี้นะ มีหนทางปฏิบัติแล้ว อดทนต่อความลำบาก ต่อความขี้เกียจด้วยแหล่ะ ไม่ลำบากอะไรมากหรอก การภาวนามันจะไปลำบากอะไรกัน ปัญหาใหญ่คือ มันขี้เกียจ ผลัดวันประกันพรุ่ง เอาไว้ก่อนๆ จะตายเมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย ยังเอาไว้ก่อน นั้นพากเพียรไป

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มนต์กลับใจ

mp3 (for downloaded): มนต์กลับใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเดียรถีย์ทั้งหลายสั่งกัน บอกว่าอย่าไปคุยกับพระสมณโคดมนะ ถ้าคุยกับพระสมณโคดมแล้วเสร็จหมดเลย

ถามว่าเสร็จอะไร อะไรเป็นมนต์กลับใจ คือความสมบูรณ์ด้วยอรรถะ พยัญชนะ ด้วยเหตุด้วยผลน่ะ ของธรรมะ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง ลำพังธรรมะของหลวงพ่อก็คงกลับใจใครไม่ได้หรอก กลับใจตัวเองยังไม่ได้เลย แต่ละคนก็มีธรรมะของตัวเองนะ บางคนชอบคิดธรรมะเอาเอง กลับใจตัวเองยังกลับไม่ได้เลย สู้กิเลสไม่ไหว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเนี่ย คนแรกที่กลับใจได้คือตัวเราเอง

อย่างเราหัดภาวนานะ เราเป็นคนไม่มีศีลมีธรรมอะไร เราหัดภาวนาไป พอเราเห็นคุณงามความดี เห็นประโยชน์ ของการปฎิบัติธรรมขึ้นมา มันจะเกิดมีศีลมีธรรมขึ้นมาเอง จะทำกรรมชั่วอะไรเล็กๆน้อยๆก็ไม่ทำแล้วละอายใจ เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตในใจตัวเอง เพราะฉะนั้นคนแรกเลย ที่ถูกกลับใจนะ คือตัวเราเองนี่เอง ทีนี้เมื่อเราเข้าใจธรรมะที่ถึงพร้อมด้วยเหตุด้วยผลแล้วนะ พิสูจน์ได้ทุกขั้นทุกตอน ไม่ใช่ธรรมะฟลุ๊คๆ ไม่ใช่ของฟลุ๊คๆ ทำๆไปเถอะแล้วเดี๋ยวก็แจ้งเอง เชื่อๆไปเถอะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านบอก สมบูรณ์ด้วยอรรถะคือเนื้อหา และพยัญชนะคือถ้อยคำนั่นเอง มีเหตุ มีผล สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจธรรมะเต็มที่แล้วนะ มันจะองอาจกล้าหาญ ไม่หวั่นไหว สามารถพูดชี้แจงแสดงเหตุผลได้ กับคนซึ่งไม่ใช่พวกดื้อรั้น กับพวกดื้อรั้นก็ต้องปล่อยไป

ถ้าไม่ดื้อรั้น เป็นคนยอมรับในเหตุผลนะ ฟังแล้วจะรู้เลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย เต็มไปด้วยเหตุผล เหตุผลของธรรมะเรียกว่า ‘ปัจจยาการ’ เรียก ‘อิทัปปัจจยตา’ ท่านพุทธทาสเรียกหลายอย่าง เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ไม่มี

ทำไมท่านสอนให้รู้ทุกข์ เพราะถ้าไม่รู้ทุกข์จะเกิดสมุทัย ถ้ามีสมุทัยจิตจะมีความทุกข์ สมบูรณ์ด้วยเหตุด้วยผล พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ตรรกะลอยๆด้วย แต่พิสูจน์ได้จริงๆ ผู้ใดมาหัดเจริญสติ พอสติตัวจริงเกิดแล้วเนี่ย เราจะอัศจรรย์ในธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้รู้สึกกูเก่งนะ แต่จะรู้สึกอัศจรรย์ในธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านถ่ายทอดมา ธรรมะจริงๆก็ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ธรรมะเป็นของกลาง พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรกที่ไปค้นพบกฎของธรรมะนี้เข้า แล้วเอามาถ่ายทอดต่อ เราก็ยกย่องว่าเป็นธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่ถ้าพูดเต็มยศนะ ก็คือธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อๆเลยเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าไป

พอเราภาวนาไปเราจะเห็นเลย โอ้โฮอัศจรรย์ พอเรามีสติขึ้นมาปั๊บ ความทุกข์กระเด็นหายไปจากใจเราได้ เป็นเรื่องแปลกนะ พอเรามีสติขึ้นมา เราจะเห็นเลย โลกนี้ว่างเปล่า เห็นเข้าไปได้อย่างไร แปลก จากเคยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างมีตัวมีตน มีคน มีสัตว์ มีเรา มีเขา พอมีสติมีปัญญาที่แท้จริงเกิดขึ้น กลับเห็นโลกนี้ว่างเปล่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา มีแต่สภาวธรรมล้วนๆ ที่เป็นรูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง

สภาวธรรมทั้งหลายก็ไม่เคยหยุดนิ่ง สภาวธรรมทั้งหลายเนี่ย สัมพัทธ์ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง แล้วก็ไม่ใช่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามยถากรรม แต่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและปัจจัยของมัน เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายที่ปรากฎในจักรวาลนี้ ล้วนแต่เป็นปรากฎการณ์ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นการทำงานของสภาวธรรมที่เป็นรูปธรรม นามธรรม ทั้งสิ้น นี่เห็นเลยทั้งจักรวาล ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ มีแต่สภาวธรรมของรูปธรรมและนามธรรม มันทำงานไป มันเคลื่อนไหวไป มันเปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลา บังคับให้หยุดนิ่งไม่ได้ ไม่มีใครสั่งได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเหตุของมัน

พระพุทธเจ้าไปค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้า เอามาสอนเรา เราก็ตามรู้ตามดู มีสติขึ้นมา พอเรามีสติขึ้นมา เราก็เห็นเลย ทุกอย่างเป็นตามเหตุตามปัจจัยของมัน พอเห็นแล้วอะไรเกิดขึ้น ใจก็ไม่ไปยึดถืออะไรในโลก ไม่ยึดถือตัวเองก่อน พอไม่ยึดถือตัวเองปั๊บ ลบตัวเองออกไปปุ๊บ ก็คือจะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกอีก

แต่เดิมนะ เราอยู่ในธรรมชาติ เราก็ไปขีดวงของรูปธรรมนามธรรมจำนวนหนึ่งขึ้นมา ว่านี่คือตัวเรา ทันทีที่ขีดวงของตัวเราขึ้นมันก็เกิดตัวเขาขึ้นมาอัตโนมัติเลย เหมือนเราจุดไฟขึ้นมา ก็เกิดแสงสว่างขึ้นมาอัตโนมัติเลย มีตัวเราก็มีตัวเขา มีตัวเราก็มีของเรา มีตัวเราก็มีของเขา พอลบความมีตัวเราออกไปเสียอย่างเดียวนะ อันอื่นก็สูญไปหมดเลย

หลวงปู่มั่นท่านเคยสอนนะ เหมือนนับเลข บอกว่า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า แล้วก็ศูนย์ สะสมเข้าไปตั้งมากมาย นึกว่าจะมีอะไรมากมาย สุดท้ายศูนย์ ศูนย์ชนะนะ ถามว่าศูนย์มีค่าบวกค่าลบมั้ย ไม่มี ไม่ได้บวก ไม่ได้ลบอะไร เป็นกลาง เป็นกลาง

เพราะฉะนั้นเราคอยฝึกนะ แล้วเราจะพบว่า น่าอัศจรรย์ที่สุด จะอุทานว่า อัศจรรย์พระเจ้าข้า ถ้าเจอพระพุทธเจ้านะ ธรรมะของพระองค์ง่ายๆ อัศจรรย์ตรงนี้แหละ เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย (มีเสียงเครื่องแก้ว/กระเบื้องกระทบกัน) ของคว่ำเปิดให้หงาย นี่ต้องเปิดให้ดังๆ จะได้แก้ง่วง นะ ไม่ยาก เหมือนคนจุดไฟขึ้นมา หวังว่าคนที่มีตาดีๆจะมองเห็น ไม่ยากอะไร อย่างเราอยู่ในห้องมืดนะ พระพุทธเจ้าท่านจุดไฟขึ้นมา สว่าง เราก็มองเห็น จุดไฟแล้วสว่างแล้วมองเห็น ก็เรื่องธรรมดา ใช่มั้ย เรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนะจึงเป็นธรรมะที่ง่ายๆ แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย ง่าย

เพราะฉะนั้นเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อสอนให้นะ ไม่ใช่ธรรมะหลวงพ่อหรอก ถ้าเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อบอกให้เนี่ย การปฎิบัติของเราจะเหลือสั้นนิดเดียว การปฎิบัติธรรมจะไม่ยาว ไม่ยืดเยื้อ ไม่ใช่ว่าจะต้องข้ามภพข้ามชาติ อีกแสนๆชาติ…

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕ Track ที่ ๓
File: 510420
วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑
ระหว่างวินาทีที่ ๕๕ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่