Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ดูของจริง เพื่อให้เห็นความจริง เห็นความจริงแจ่มแจ้ง จะเข้าถึงนิพพาน

mp3 for download :ดูของจริง เพื่อให้เห็นความจริง เห็นความจริงแจ่มแจ้ง จะเข้าถึงนิพพาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ลูกศิษย์ของหลวงพ่อบางคนก็เป็นเปรียญนะ ก็มีเหมือนกัน ภาวนาไม่เป็น รู้ธรรมะเยอะ รู้ตำราเยอะ แต่ภาวนาไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร หัดดูของจริงๆ หัดดูความจริง หัดดูของจริง

อะไรเป็นความจริง รูปนามกายใจนี้ของจริง อะไรไม่ใช่ของจริง เรื่องราวที่คิดเอา คิดเอา พิจารณาเอา ฝันเอา จินตนาการเอา ไม่ใช่ของจริง ให้ดูของจริง ดูกายดูใจนี่ล่ะของจริง ดูเพื่อให้เห็นความจริง ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ ดูอันนี้ เมื่อเข้าใจไตรลักษณ์ของกายของใจแจ่มแจ้งนะ จิตมันจะปล่อยวางกายวางใจนะ จะเข้าถึงของจริง จะเข้าถึงของจริงเข้าถึงความจริงอีกชนิดหนึ่ง คือนิพพาน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907B
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๒ วินาทีที่ ๕ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒) ทุกข์เกิดจากการไม่ยอมรับความจริงของชีวิต

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒) ทุกข์เกิดจากการไม่ยอมรับความจริงของชีวิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราได้สัมผัสของจริงของแท้แล้วเนี่ย ชีวิตเราจะมีความสุขมากเลย ที่เราจมอยู่ในความทุกข์ไม่รู้จักเลิก เพราะใจเราไม่ยอมรับความจริง ใจเราไม่เห็นความจริง

อย่างความจริงของชีวิตเนี่ย มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ความทุกข์ ที่บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ในกายในใจนี้ มีแต่ของที่ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา นี่คือความจริงของชีวิต ร่างกายต้องแก่ ร่างกายต้องเจ็บ ร่างกายต้องตาย จิตใจของเราต้องพลักพรากจากสิ่งที่รัก ต้องเจอสิ่งที่ไม่รัก ต้องมีความผิดหวัง มีความโศกเศร้าร่ำไรรำพัน มีความไม่สบายกาย มีความไม่สบายใจ มีความคับแค้นใจ สิ่งเหล่านี้เป็นความจริง ที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา

ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตได้ จิตใจยอมรับความจริงได้ เช่น ยอมรับได้ว่าเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ต้องสมปรารถนาบ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง มีความปรารถนานั้นไม่มีที่สิ้นสุดเลย สุดท้ายก็คือไม่สมปรารถนานั่นแหล่ะ เพราะว่า พอได้อย่างนี้ ก็ขยายความต้องการไปเรื่อยๆ ชีวิตก็จมในความทุกข์

เรามาเรียนให้เห็นความจริงของชีวิตนะ ถ้าใจเรายอมรับความจริงของชีวิตได้ ใจจะไม่ทุกข์ ร่างกายมันแก่ ไม่ใช่ต้องทุกข์เลย ร่างกายแก่เป็นเรื่องธรรมดา ร่างกายเจ็บป่วย อย่างพวกเราไม่ได้เตรียมใจ เราเตรียมใจแต่ว่า ต่อไปเราจะแก่ ถ้าคนหลงโลกเลย ไม่เคยเตรียมใจว่าจะแก่ด้วยซ้ำไป อย่างพวกเราอาจจะเตรียมใจ ว่าอีกหน่อยเราต้องแก่แล้วล่ะ แต่เราไม่เคยคิดเตรียมใจ เรื่องว่าจะเจ็บไข้อัตโนมัติ แบบฉับพลันทันทีอย่างนี้ ไปตรวจร่างกายประจำปี ปีนี้อาจจะเจอมะเร็งก็ได้ ไม่แน่นอนเลย เนี่ยถ้าใจเรายอมรับความจริงไม่ได้ ว่าเราแก่ลงมา เราก็ทนไม่ได้ ทุกข์ทรมานใจ เจ็บขึ้นมาก็ทนไม่ได้ ทุกข์ทรมานใจ จะตาย ใกล้จะตายแล้ว ทุรนทุรายเสียดาย อาลัยอาวรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตสร้างมาตั้งนาน อยู่ๆจะต้องทิ้งไปแล้ว กลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว ใจก็มีแต่ความทุกข์ หรือการที่เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักนี้ เป็นเรื่องปกติเลย

อย่างพวกเราคนไหนพ่อแม่ตายแล้วบ้าง มีไหม ลองยกมือซิ เยอะนะ แสดงว่า ได้เห็นสัจธรรมไปบางส่วนแล้ว คนที่เรารักนะตาย บางคนพ่อแม่ตายตั้งแต่เด็กก็มี คนไหนคู่ครองของเราตายแล้วบ้าง มีไหมในห้องนี้ ก็มีอีกนะ คนไหนลูกตาย มีไหมในนี้ มี มีสองสามคน การตายนะไม่มีลำดับ เด็กก็ตายได้ ผู้ใหญ่ก็ตายได้ เนี่ยถ้าเราไม่เคยทำใจไว้ก่อนนะ เราจะทุกข์มาก อย่างพ่อแม่ตายเนี่ย คนทั่วๆไปจะทุกข์นะ แต่ว่าไม่มาก เพราะทำใจไว้แล้ว ว่าพ่อแม่ควรจะตายก่อน แต่พอลูกตายก่อนนะ ไม่เคยทำใจไว้เลย ว่าลูกจะตายก่อน คิดว่ามันต้องตายตามลำดับไหล่  ตามอาวุโส มันไม่เป็นอย่างนั้นนะ ใจยอมรับไม่ได้ ใจจะทุกข์มาก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๓๕ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตตั้งมั่นสำคัญมาก จิตไม่ตั้งมั่นเจริญปัญญาไม่ได้จริง

mp 3 (for download) : สมาธิแบบจิตตั้งมั่นสำคัญมาก จิตไม่ตั้งมั่นเจริญปัญญาไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สมาธิมี ๒ อย่าง สมาธิอย่างที่ ๑ จิตไปสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เช่น เราไปพุทโธๆ จิตไปอยู่กับพุทโธ ไม่ไปไหนเลย จิตก็สงบ มีความสุขมีความสงบ จะไม่เกิดปัญญาหรอก จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะจิตใจไปอยู่กับพุทโธ หรือเรารู้ลมหายใจออก รู้ลมหายใจเข้านี้ จิตใจเราวิ่งไปอยู่กับลมหายใจ หรือวิ่งไปคิด”ตอนนี้หายใจออก…ตอนนี้หายใจเข้า” วิ่งไปคิดบ้างนะ วิ่งไปเพ่งอยู่กับลมหายใจบ้าง อย่างนั้นก็ไม่ใช่จิตใจที่อยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจมันไหลไปอยู่ที่ลมต่างหาก ไปดูท้องพองยุบนะ จิตก็ไหลไปอยู่ที่ท้อง หรือไม่ก็หนีไปคิด “ตอนนี้ท้องพอง…ตอนนี้ท้องยุบ” จิตใจก็ไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว สมาธิแบบนี้ทำได้ ก็จะได้แต่ความสุขความสงบชั่วครั้งชั่วคราว หรือบางคนก็น้อมจิตไปอยู่ในความว่าง บอกว่าจะไม่ยึดอะไรเลยนะ นึกๆเอาเอง ว่าจะไม่ยึดอะไรเลย น้อมใจให้ว่าง ไม่คิดไม่นึกไม่ปรุงไม่แต่ง ความจริงก็คือแต่งความว่างๆขึ้นมา แล้วไปจับอยู่ที่ความว่าง อันนี้ใจมันก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนะ มันไปอยู่ที่ความว่าง

เพราะงั้นสมาธิที่จะใช้ในการเจริญปัญญา มาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ เป็นสมาธิอีกชนิดนึง เป็นสมาธิที่จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นสมาธิที่วิเศษที่สุดเลย แต่อาภัพที่สุดเลย ไม่มีใครเรียนเท่าไหร่หรอก ส่วนมากก็คิดแต่ทำสมาธิแบบฤาษีชีไพรไป ทำใจให้สงบนิ่งๆว่างๆไป ไม่เกิดปัญญาหรอก คนละเรื่องกันเลย

งั้นสมาธิมันมีหลายแบบ เราต้องเข้าใจ อย่างสมาธิเราเป็นจักษุแพทย์ใช่มั้ย เวลาทำงานต้องมีสมาธิ สมาธิอย่างนั้นเอาไว้ทำงาน จดจ่ออยู่กับงาน จดจ่อกับลูกตาของคนไข้ เราลืมกายลืมใจของตัวเองใช่มั้ย ไม่สามารถมารู้กายรู้ใจตัวเองได้ มัวแต่รู้ลูกตาของคนไข้ สมาธิอย่างนั้นไม่ใช่จิตที่ตั้งมั่น สมาธิอย่างนั้นมีเอาไว้ทำงานทางโลก หรือไม่ก็เอาไว้ทำสมถะ ทำความสงบจิตเฉยๆ

ตัวนี้เป็นตัวสำคัญมากเลย ถ้าเราไม่รู้จักสมาธิชนิดที่จิตตั้งมั่นนะ จิตไม่สามารถหลุดออกจากโลกของความคิด มาอยู่ในโลกของความรู้สึกตัวได้ เราจะไม่สามารถเรียนรู้ความจริง ของกายของใจได้เลย เพราะใจเราจะหลงไปอยู่ในความคิด ความคิดไม่ใช่ความจริง ความจริงกับความคิดมันคนละเรื่องกัน ถ้าเมื่อไหร่เราหลงไปอยู่ในโลกของความคิด เราไม่สามารถรู้สึกกายรู้สึกใจได้ พวกเรารู้จักใจลอยมั้ย รู้จักมั้ยใจลอย เหม่อๆ ในขณะที่เหม่อ เราก็คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป สังเกตมั้ย ว่าเราลืมตัวเราเอง เรามีร่างกาย เราก็ลืมร่างกายของเรานะ เรามีจิตใจ เราก็ลืมจิตใจของตัวเราเอง อย่างนั้นแหล่ะเรียกว่าไม่มีสมาธิ ถึงจะไหลไปอยู่กับพุทโธ ไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ไปอยู่กับท้องพองยุบ ไปเดินจงกรมอยู่ที่เท้า อยู่ที่ตรงโน้นตรงนี้ จิตก็เคลื่อนไปหมดเลย จิตไม่ได้ตั้งมั่น จิตไม่ได้มีสมาธิ ที่จะใช้เจริญปัญญาจริง มันจะลืมตัวเอง ยิ่งโดยเฉพาะการหลงไปคิด เวลาที่เราหลงไปคิด เราจะลืมร่างกายของเรา มีร่างกายแต่ลืมมัน เวลาเราหลงไปคิดนะ เรามีจิตใจนะ จิตใจเราสุข จิตใจเราทุกข์ จิตใจเราเป็นกุศล จิตใจเราโลภโกรธหลงอะไรเนี่ย มันมีอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่เห็น เพราะเราลืมร่างกาย ลืมจิตใจของตัวเอง

งั้นการที่เราจะมาเรียนรู้ความจริงของชีวิต ชีวิตก็คือกายกับใจของเรานี้เอง ถ้าเราจะมาเรียนรู้ความจริง ของร่างกายของจิตใจได้ เราก็ต้องไม่ลืมตัวเอง ต้องรู้สึกตัว งั้นความรู้สึกตัว การที่จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวเนี่ย เป็นจุดตั้งต้น ที่ทำให้เราเรียนรู้ความจริง ของกายของใจได้

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕

CD: แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
File: 551128
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๐๙ ถึง นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หน้าที่ต่อทุกข์คือการรู้ ไม่ใช่การละ

Mp3 for download :540102A duty

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หน้าที่ต่อทุกข์คือการรู้ ไม่ใช่การละ

หน้าที่ต่อทุกข์คือการรู้ ไม่ใช่การละ

หลวงพ่อปราโมทย์ : หน้าที่ต่อทุกข์คือการรู้ ไม่ใช่คือการละ

นี่พวกเราหลายคนภาวนาผิด มีทุกข์ขึ้นมาพยายามจะละ เช่นไม่สบายใจขึ้นมาหาทางละ จิตมีกิเลสขึ้นมาหาทางละ จิตเป็นกุศลหาทางรักษาอะไรนี้ จะละบ้างจะรักษาบ้าง คิดว่ารักษาไว้แล้วมีความสุข พระพุทธเจ้ากลับสอนว่าทุกข์ให้รู้ ไม่ได้ให้ทำอย่างอื่น ไม่ได้ให้ละนะ ทุกข์ให้รู้

งั้นหน้าที่เรามีหน้าที่แค่รู้ขันธ์ไปเรื่อย รู้กายรู้ใจอย่างที่มันเป็น รู้เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ใช่รู้เพื่อเข้าไปบังคับควบคุมมัน อย่างบางคนนั่งสมาธินะพอปวดเมื่อยก็พยายามทนนะ อดทนมากเลยจะเอาชนะความปวดความเมื่อย ถ้านั่งจนกระทั่งหายปวดหายเมื่อยได้ก็รู้สึกกูเก่งๆ เนี่ยไม่ละกิเลสนะ กลายเป็นกูเก่งๆขึ้นมา

ทุกข์ไม่ได้เอาไว้ละ ทุกข์ไม่ได้เอาไว้เกลียด ทุกข์ไม่ได้เอาไว้หนีมัน แต่ทุกข์เอาไว้รู้มัน คนไหนหนีทุกข์นะไม่ยอมรู้ทุกข์นะก็ไม่มีทางบรรลุมรรคผลนิพพานเลย เพราะใจมันจะไม่เบื่อหน่ายโลก มันจะรู้สึกโลกนี้เอร็ดอร่อย ใจมันก็ติดพันอยู่กับโลก

แต่ถ้าผู้ใดเฉลียวฉลาดขึ้นมาเป็นนักปราชญ์ เห็นความจริงของธาตุของขันธ์เป็นทุกข์ เนี่ยจิตจะเบื่อหน่าย ไม่เอาแล้วกองทุกข์​นี้ จิตจะวางขันธ์ ถ้าเมื่อไหร่พ้นจากขันธ์เมื่อนั้นก็เห็นนิพพาน นิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นขันธ์ เนี่ยจะวางขันธ์ได้ก็ต้องเห็นความจริงของขันธ์​นะเป็นทุกข์เป็นโทษจริงๆ

งั้นท่านบอกทุกข์ให้รู้ ไม่ได้ให้ทำอย่างอื่น ให้รู้ความจริงของมัน มันเป็นทุกข์โดยตัวของมันอยู่แล้ว ไม่ใช่ต้องแกล้งมองให้มันเป็นทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ
วันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๘
File: 540102A
ระหว่างนาทีที่  ๑๐วินาทีที่
๔๗ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราไม่ได้ฝึกให้หายทุกข์ แต่ให้เห็นความจริงว่ากายใจเป็นทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: 520821B_nt2escapesuffering

เราไม่ได้ฝึกให้หายทุกข์ แต่ให้เห็นความจริงว่ากายใจเป็นทุกข์

เราไม่ได้ฝึกให้หายทุกข์ แต่ให้เห็นความจริงว่ากายใจเป็นทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้ฝึกเอาให้หายทุกข์หรอกนะ เราฝึกให้รู้ความจริงว่าชีวิตเนี่ยมันเป็นทุกข์ สิ่งที่เรียกว่าชีวิตเราก็คือกายกับใจเนี่ยเราฝึกเพื่อให้เห็นความจริงว่าทั้งกายทั้งใจเนี่ยเป็นตัวทุกข์ เราไม่ได้ฝึกให้หายทุกข์หรอกนะ ถ้าใจเราเห็นความจริงจิตใจเราเห็นความจริงว่ากายกับใจเป็นทุกข์ล้วนๆเลยมันจะหมดความยึดถือ เมื่อไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจอันนี้ถึงจะพ้นทุกข์จริงๆ ตอนนี้ตอนเราหัดเริ่มต้นเรายังไม่รีบพ้นทุกข์หรอก เราคอยรู้สึกกายคอยรู้สึกใจบ่อยๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ
วันศุกร์ ที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
File: 520821B
ระหว่างนาทีที่  ๑วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ภาวนาเก่งแค่ไหนจิตก็ต้องเสื่อม (เป็นอกุศล)

Mp3 for download: 451117B_decay

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: มาเล่าบอกกรรมฐานมันเสื่อม  เคาะๆไปแล้วจิตมันเสื่อมไปเนี่ยนะ หาทางแก้มาเป็นปีๆ แก้ไม่ตกหรอก บอกอ๋อ แก้ยังไงก็ไม่ตกหรอก ที่จริงเนี่ยเคาะไปเนี่ยนะ เคาะกระทบๆไป จิตตื่นขึ้นมาละ ต่อมากระทบอยู่อย่างเก่าเนี่ย จิตเสื่อม จิตแสดงธรรมะให้ดูแล้วว่าจิตเป็นของที่บังคับไม่ได้ เจริญได้ก็เสื่อมได้ แต่ว่าเราไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง พอเจริญแล้วเราก็ดีใจใช่มั้ย ทั้งๆที่ทำอย่างเดิมมันเสื่อมได้นี่ เสื่อมคราวนี้ไม่พอใจละ หาทางแก้ไขจะไม่ให้เสื่อม นี่กำลังทำอะไร เหมือนคนที่หาทางจะไม่ตายน่ะ เกิดแล้วจะไม่ตายน่ะ พอมันแก่ลง ตีนกาขึ้น โอ๊ยทำยังไง  ทำอะไรไม่ได้ก็ไปหลอก ดึงเอา แก้จากข้างในไม่ได้แล้วนี่

จิตก็เหมือนกัน มันเจริญได้ก็เสื่อมได้ ถ้าเข้าใจธรรมชาติตรงนี้ปั๊บนะ ไม่ยึดมั่นในความเสื่อม จิตก็ผ่านไปเลย ง่ายนิดเดียว ทีนี้พอมาเสื่อม ตกใจ ตกใจหาทางแก้กรรมฐานใหญ่ ยิ่งแก้ยิ่งไปสิ เพราะยิ่งปรุงแทนที่จะรู้ ก็เลยไม่ตื่นเลย เพราะฉะนั้นนักปฏิบัตินะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนนะ จิตก็ต้องเสื่อม

รู้จักหลวงตามหาบัวมั้ย เรอะ เป็นเพื่อนกับท่านเรอะถึงรู้จัก หรือว่าแค่เคยเห็น อ้อเคยเห็นท่าน บอกว่ารู้จัก หึๆ หลวงตานะ ท่านจะเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นอะไรนี่ก็เรื่องของท่าน ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เดี๋ยวท่านเป็นจะเดือดร้อน ท่านบอกว่าตอนที่ท่านอาจารย์มั่นสิ้นเนี่ย  ท่านไม่มีอาจารย์ละต้องช่วยตัวเอง ท่านก็ไปปฏิบัติอยู่บนดอยธรรมเจดีย์

จิตของท่านเนี่ยเป็นผู้รู้ รู้ตัวอยู่ได้ตลอดเลย ท่านก็พยายามรักษาความรู้สึกตัวนี้้ไว้ รักษาตัวรู้ไว้ รู้ตัวไปเรื่อยไม่ให้เผลอไม่ให้หลงน่ะ จิตใจไม่เศร้าหมองเลย รู้หมด อะไรกิเลสอะไรมา เห็นหมดเลย รู้มาแล้วดับไปหมด ท่านก็พยายามจะรักษาจิตผู้รู้ให้มันอยู่ตลอดไป

วันหนึ่งท่านเริ่มสังเกตว่าจิตผู้รู้มันไม่เที่ยง มันหมองๆได้อีก พยายามทำยังไงมันก็ยังเสื่อมได้ พอรู้ว่ามันเสื่อมได้นะ หาทางแก้ยังไงก็ไม่สำเร็จนะ วันนึงก็เฉลียวใจขึ้นมาว่า โอ้ จิตมันเป็นอนัตตานี่ บังคับมันไม่ได้นี่ พอเห็นว่าจิตเป็นของบังคับไม่ได้ เลิกคิดที่จะบังคับมัน เลิกคิดที่จะให้มันดีตลอด มันจะเป็นยังไงเรื่องของมันต่างหากล่ะ ท่านปล่อยวางจิตนะ ท่านบอกว่า ตอนนั้นท่านหลุดพ้นเลย

เพราะฉะนั้น ความหลุดพ้นเนี่ยไม่ได้เกิดจากการที่เราฝึกจิตของเราให้ดี ดีจนเที่ยง ดีถาวร ไม่ใช่ แต่เกิดจากการที่เราเข้าไปเห็นความจริงของธรรมชาติ ของขันธ์น่ะ ขันธ์ห้าทั้งหมด รวมทั้งจิตด้วย มันอยู่ในวิญญาณขันธ์น่ะ ว่ามันเจริญแล้วเสื่อมๆ พอเห็นความจริงแล้วปล่อยวาง แล้วถึงจะหลุดพ้น ความหลุดพ้นเกิดจากการปล่อยวาง ความหลุดพ้นไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งที่ไม่เที่ยงให้เที่ยง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑

File: 451117B
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่ได้ภาวนาให้เป็นคนดี แต่ให้เห็นว่าไม่มีคน

mp3 for download : ไม่ได้ภาวนาให้เป็นคนดี แต่ให้เห็นว่าไม่มีคน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่ได้ภาวนาให้เป็นคนดี แต่ให้เห็นว่าไม่มีคน

ไม่ได้ภาวนาให้เป็นคนดี แต่ให้เห็นว่าไม่มีคน

โยม : เรื่องการปฏิบัติในช่วงนี้ ก็รู้สึกว่าสติปัญญามันทื่อๆ มันจะไม่ค่อยรู้อะไรน่ะครับ มันจะไม่ค่อยรู้อะไรน่ะครับ แต่มันพอจะรู้ได้บ้างครับ

แล้วก็ผมจะรู้สึกว่ารู้สภาวธรรมอื่นๆ มันไม่ค่อยดีครับ เพราะแบบบางทีมันกลัว ถ้าเป็นความคิดแบบชั่วมาก บางทีผมก็กลัวว่าจะเป็นคนชั่ว ก็เลยรีบพยายามไปดับมันน่ะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เห็นมั้ยอยากเป็นคนดี เห็นมั้ย ไม่ได้อยากเลิกเป็นคน ยังอยากเป็นคนดี พออยากเป็นคนดี ก็ต้องพยายามสร้างความดี ต่อต้านความชั่ว แต่ถ้าเราคิดว่าเราจะไม่เป็นคน เราก็จะเห็นสภาวะของความดีเกิดขึ้นแล้วก็ดับ สภาวะของความชั่วเกิดขึ้นแล้วก็ดับ มันอยู่ที่เป้าหมายในชีวิตของเรานะ ว่าต้องการแค่ไหน

การที่เราต้องการเป็นคนดี ก็คือการต้องการภพภูมิที่ดี ต้องการไปสู่ภพภูมิที่ดี เราจะเวียนว่ายตายเกิดไป แต่ถ้าเราต้องการเห็นความจริงว่าตัวเราไม่มีนี้ จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง มันจะพ้นจากภพภูมิทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นการที่เรารู้ทันใจตัวเองแล้วมันอยากดีมันรักดีมันกลัวชั่วเนี่ย ดูลึกลงไปอีกอย่างหนึ่ง มันก็คือมันรักตัวเอง มันยังสงวนรักษาตัวเองอยู่ เพราะฉะนั้นการดิ้นรนเพื่อจะสร้างความดี ดิ้นรนเพื่อจะต่อต้านความชั่วน้้นน่ะ ทำไปก็เพื่อ Serve อัตตาตัวตนทั้งสิ้น ทำเพื่้อรักษาตัวเรานั่นแหละ

เพราะฉะนั้นการที่เราละชั่วก็ตามทำดีก็ตามเนี่ย ถ้าเราหยุดอยู่เพียงแต่ละชั่วทำดีเนี่ย เราไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ ไปเรียนต่อนะ ดูลงไป ละชั่วทำดีจนกระทั่งจิตผ่องแผ้ว

จิตผ่องแผ้วก็คือ ไม่ว่าอะไรก็ย้อมจิตไม่ติด จิตผ่องแผ้วเป็นสภาวะซึ่งว่า สภาวธรรมทั้งหลายมีอยู่ แต่มันย้อมจิตไม่ได้ จิตเข้าถึงสภาวะที่ไม่มีอะไรย้อมติด เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านอุทานตัณหาสร้างภพอะไรอย่างนี้ ตอนนี้ท่านรู้ทันแล้ว มันสร้างให้ท่านไม่ได้แล้ว จิตของท่านถึงสภาพที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้แล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510315
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๔๔ ถึงนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สู้กิเลสอย่างละเอียดด้วยวิปัสสนา

mp3 (for download): วิธีรับมือกิเลสอย่างละเอียด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สู้กิเลสอย่างละเอียดด้วยวิปัสสนา

สู้กิเลสอย่างละเอียดด้วยวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้ทำอย่างไรเราจะเกิดปัญญาเห็นความจริงของขันธ์ เนี่ยเป็นเรื่องแตกหักแล้วนะ เรื่องสำคัญมากเลยในทางพระพุทธศาสนา การทำทาน รักษาศีล ทำสมาธินี้ มีมาก่อนพระพุทธเจ้า การสู้กิเลสอย่างหยาบ สู้กิเลสอย่างกลาง มีมาก่อนพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าท่านมาต่อยอดให้นักปราชญ์ทั้งหลายนั่นเอง

พวกนักปราชญ์ทั้งหลายเขาก็สอนให้คนถือศีล นักปราชญ์ทั้งหลายสอนให้คนทำสมาธิ จิตสงบ แต่ว่าพระพุทธเจ้ามาต่อยอด สงบอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเกิดปัญญาด้วย ปัญญาคืออะไร ปัญญาคือการเห็นความเป็นจริงของรูปของนาม ของกายของใจ ถ้าเราไม่เห็นความเป็นจริงของรูปนามกายใจ เรียกว่าไม่มีปัญญา เห็นความจริงนะ ไม่ใช่คิดเอา

เพราะฉะนั้นทำอย่างไรเราจะเห็นความจริงได้ เราต้องดูว่า จริงๆแล้วกายเป็นอย่างไร จริงๆจิตใจเป็นอย่างไร การดูความจริงของกายของใจนะ เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่เรื่องกำหนดอย่างโน้นอย่างนี้นะ หลักของวิปัสสนากรรมฐานแท้ๆเลยคือ มีสติรู้รูปรู้นาม รู้กายรู้ใจนี่ รู้อย่างที่มันเป็น มันเป็นอะไร กายนี้เป็นอะไร กายนี้เป็นของไม่เที่ยง กายนี้เป็นของเป็นทุกข์ กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา เป็นอนัตตา นี่คือความจริงของกาย ความจริงของใจก็คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน ความจริงของขันธ์ ๕ ก็คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน

ถ้าเราเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของขันธ์ ๕ ของกายของใจ ของรูปของนามได้ นั่นแหละคือการทำวิปัสสนากรรมฐาน พวกเราบางคนเรียนไม่พอนะ เราไปคิดว่า แค่รู้กายรู้ใจคือวิปัสสนากรรมฐาน รู้รูปรู้นาม เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ไม่เป็นหรอก ต้องเห็นความจริงของกายของใจ ต้องเห็นความจริงของรูปของนาม นะ ถึงจะเป็นวิปัสสนากรรมฐานนะ

เพราะฉะนั้นยกตัวอย่างเรานั่งอยู่ เห็นร่างกายนั่งอยู่เนี่ย เป็นวิปัสสนามั้ย ไม่เป็น ไม่เป็น ถ้าเห็นว่าร่างกายที่นั่งอยู่นี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา อย่างนี้ถึงจะเป็นวิปัสสนานะ เพราะฉะนั้นวิปัสสนาต้องเห็นไตรลักษณ์ ของกายของใจ

ตรงนี้ต้องแม่นนะ พวกเรา ถ้าเราไม่รู้หลักของวิปัสสนากรรมฐาน เราก็จะพูดแต่ว่าเราจะทำวิปัสสนา เอาเข้าจริงหาคนทำวิปัสสนาได้น้อยเต็มทีเลยนะ กระทั่งบอกว่าทำวิปัสสนาอยู่นั้น เอาเข้าจริงกลับทำสมถะ รู้เพ่งกายอยู่เรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก เพ่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่วิปัสสนา เห็นท้องพอง เห็นท้องยุบอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่วิปัสสนา นะ เห็นร่างกายยกเท้าย่างเท้า ไม่ใช่วิปัสสนา

วิปัสสนาต้องเห็นร่างกายนั้นน่ะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ทั้งหลายนะ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ถึงจะเป็นวิปัสสนา ต้องเห็นไตรลักษณ์

ต้องแม่นนะ ถ้าหลักไม่แม่นแล้วทำผิดน่ะ ทำผิดแล้วจะมาบอกว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ดีจริง ทำมาตั้งหลายปี ๒๐-๓๐ปี ไม่เห็นนิพพานเสียที ก็ยังไม่เคยทำเส้นทางที่จะเข้าสู่พระนิพพานเลย คือไม่ได้เจริญปัญญาที่แท้จริงนะ

การเจริญปัญญา ปัญญาคือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ของกายของใจ ตรงนี้ต้องแม่นนะ หลวงพ่อย้ำทุกวันเลย เรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องแตกหักเลย ว่าเราจะเป็นชาวพุทธแท้หรือไม่แท้ ลำพังทำทาน รักษาศีล ทำสมาธินั้น ไม่ใช่ชาวพุทธเขาก็ทำกัน

ศาสนาอื่นก็มีนะ บางศาสนาเนี่ย หลวงพ่อยังรู้สึกยกย่องเลย ยกตัวอย่างมุสลิมเขาละหมาดวันละ ๕ ครั้งนะ เขาคิดถึงพระเจ้าวันละ ๕ ครั้ง นั่นก็คือการทำสมาธิวันละ ๕ ครั้ง ชาวพุทธเราให้ไหว้พระวันละครั้งยังทำแทบไมได้เลย น่าเกลียดที่สุดนะ ว่าน่าเกลียดแต่หัวเราะ มันเอ็นดูนะ ไม่ได้โกรธเกลียดหรอก รู้สึกน่าเอ็นดูดี ทุกข์ไปก่อน

เพราะฉะนั้นเราจะทำวิปัสสนา ต้องรู้ ต้องเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ของกายของใจ ของธาตุของขันธ์นะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่บริษัท ดอกบัวคู่
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ บริษัท ดอกบัวคู่
File: 540409A
ระหว่างนาทีที่  ๒๕ วินาทีที่ ๐๘ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๐๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ก มีแต่ต้องทำเอาเอง

mp3 (for download): ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ก มีแต่ต้องทำเอาเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ก มีแต่ต้องทำเอาเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าฝึกไปเรื่อยๆเราจะเห็น คอยตามรู้กาย คอยตามรู้ใจ รู้เรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งก็จะรู้ความจริงของกายของใจ ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันบังคับไม่ได้ เนี่ย ให้หัดรู้สึกไป ความรู้สึกใดๆแปลกปลอมขึ้นในใจ คอยรู้เรื่อยๆนะ รู้ไปเรื่อยๆ

ถ้ารู้ไปเรื่อยๆต่อไปก็เห็นความจริง ว่า อ้อ.. ทุกอย่างชั่วคราว ความสุขชั่วคราว ความทุกข์ชั่วคราว โลภ โกรธ หลง ก็ของชั่วคราว อะไรๆก็ชั่วคราวหมดเลย จะเห็นอย่างนี้ เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปี นะ ต้องดูซ้ำๆ ทำไมดูครั้งเดียวไม่พอ เพราะว่าวาสนาบารมียังไม่พอ กำลังไม่พอนะ

ถ้าคนซึ่งอินทรีย์เขาแก่กล้าแล้วนะ เขาดูนิดๆหน่อยๆเขาก็หลุดพ้นได้ ยกตัวอย่างสมัยพุทธกาล มีบางท่านฟังธรรมะ ๒-๓ ประโยค ก็หลุดพ้นแล้ว ของเราไปอ่านธรรมะที่ท่านสอน ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ก็ยังไม่บรรลุ แล้วก็ไม่ใช่ว่า ในสมัยพุทธกาล ทุกคนต้องบรรลุเร็ว บางคนก็บรรลุยาก ลำบาก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะง่ายเหมือนกันหมด คนที่เขาง่ายเพราะเขาเคยยากมาแล้ว เขาลำบากมาแล้ว

ไม่มีของฟรีนะ ไม่มีของฟลุ๊คนะ มีแต่ต้องทำเอาทั้งสิ้นเลย วิธีทำก็คือ รู้สึกตัวไว้ ศัตรูของความรู้สึกตัวคือใจลอย หลงไปในโลกของความคิด คิดๆ คิดๆ ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น มีแต่เรื่องคิด เวลาที่เราไปคิด เราลืมกายลืมใจ เรียกว่าไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนา เพราะฉะนั้นให้รู้สึกกาย ให้รู้สึกใจ จนเห็นความจริงของกายของใจ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมศาลาลุงชินครั้งที่ ๑๔
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๐

CD: แสดงธรรมที่ศาลาลุงชินครั้งที่ ๑๔
File:
500916
ระหว่างนาทีที่  ๑๑ วินาทีที่ ๐๓ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีปัญญารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนั้นแหละอริยมรรค

mp3 (for download): มีปัญญารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนั้นแหละอริยมรรค

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มีปัญญารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนั้นแหละอริยมรรค

มีปัญญารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนั้นแหละอริยมรรค

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเรามีปัญญาเกิดขึ้นอย่างแท้จริงจะทำลายตัณหาไป ตัณหามันเกิดจากโง่ ตัณหามาไหน มาจากโง่ มาจากอวิชชานั่นเอง ตราบใดที่ยังมีอวิชชา มีความไม่รู้แจ้ง ไม่รู้แจ้งในอะไร อวิชชาไม่ใช่ไม่รู้แจ้ง ว่า กฟผ. อยู่ตรงไหน จะเลี้ยวรถยังไง นั่นไม่ใช่อวิชชา เป็นความไม่รู้ธรรมดา อวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจ ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้สมุทัย ไม่รู้นิโรธ ไม่รู้มรรค ไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ เราเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวเรา เป็นของดีของวิเศษ เราไม่เคยเห็นขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์ ไม่รู้สมุทัย

ตัณหาเกิดขึ้นในใจ ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ใจเกิดความยากตลอดเวลาไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น อย่างเดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง อยากได้กลิ่น อยากลิ้มรส อยากกระทบสัมผัสทางกาย อยากคิด อยากนึก อยากปรุง อยากแต่งทางใจ ตัณหามี ๖ ช่องนะ ๖ ช่องทาง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรามันเกิดขึ้นมาเราก็ไม่รู้ไม่เห็น มันครอบงำใจของเรา ใจก็จะดิ้นรน ปรุงแต่ง ใจก็จะทุกข์ขึ้นมา นี่มีตัณหาก็มีทุกข์ขึ้นมา

จะล้างตัณหาได้ต้องให้เห็นความจริง รู้ทุกข์ให้แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ให้แจ่มแจ้ง คือมีปัญญานั่นเอง ถ้ามีปัญญารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว ก็จะละสมุทัยอัตโนมัติ ถ้าละสมุทัยได้เมือไหร่ก็แจ้งนิโรธ คือแจ้งพระนิพพานเมื่อนั้นอัตโนมัติ เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน ในขณะจิตที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ขณะนั้นแหละคือขณะแห่งอริยมรรค ตอนที่รู้ทุกข์นั่นแหละเกิดอริยมรรค ตอนที่รู้ทุกข์นั่นแหละละสมุทัย ละความอยากเด็ดขาด ตอนที่ละสมุทัย ตอนที่รู้ทุกข์ละสมุทัยเกิดอริยมรรค ขณะนั้นแหละแจ้งนิโรธ คือ แจ้งพระนิพพาน นั่นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เวลาแจ้ง แจ้งในขณะจิตเดียว ไม่ใช่ว่าวันนี้รู้ทุกข์ พรุ่งนี้ไปละสมุทัย มะรืนไปแจ้งนิโรธ มะเรื่องไปเจริญมรรคนะ ไม่ใช่เวลาเกิดเกิดในขณะจิตเดียว เรียกว่า “มรรคสมังคี” รวมพลังลงมาในจุดเดียวกัน รวมลงที่จิตจุดเดียว ไม่ไปอยู่ที่อื่นหรอก

นี่เราต้องเจริญปัญญาให้มาก การที่เรามีสติ คอยระลึกรู้ความจริงของกายของใจเรื่อยไป ของรูปนามนั่นเอง มันจะทำลายความเห็นผิดเป็นลำดับ ลำดับไป ทำลายความโง่นั่นเอง หายโง่เมื่อไหร่ ตัณหาจะไม่เกิด

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย นนทบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
File: 540530
ระหว่างนาทีที่  ๙ วินาทีที่ ๒๒ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

mp 3 (for download) : จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อปราโมทย์ :  สังเกตใจของเราหาความเที่ยงแท้อะไรไม่ได้ ใจเราวิ่งพล่านๆอยู่ตลอดเวลา ใจเราถูกความอยากบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง เดี๋ยวก็อยากคิด เดี๋ยวก็อยากโน่นอยากนี่ รวมทั้งอยากปฏิบัติ อยากฟังธรรม อยากไปวัด อยากมาศาลาลุงชิน ความอยากนี่มันบงการเราตลอดเวลา ถ้าเรามารู้อยู่ที่ใจเรา เราจะเห็นเลยจิตใจเราไม่เคยเป็นอิสระเลย จิตใจเราเป็นขี้ข้าของความอยากตลอดเวลา ถ้าพูดแบบหยาบๆ นะ เหมือนเป็นขี้ข้าเป็นทาสอยู่ตลอดเวลา มันสั่งเราทั้งวันนะ สั่งอย่างโน้น สั่งอย่างนี้ เราก็ต้องทำตามมัน เช่นมันสั่งให้ไปเที่ยว ตัณหามันสั่งให้เราไปเที่ยง เราไม่รู้ทันนะเราก็ไปเที่ยวสบายใจ

ตัณหาเป็นเจ้านายที่ฉลาดที่สุด มันจะให้คุณให้โทษ มันสั่งให้เราไปเที่ยว ถ้าเราไปเที่ยว มันจะให้รางวัลนิดนึงจะสบายใจ แต่สบายใจครู่เดียวนะ มันจะสั่งงานใหม่แล้ว ถ้ามันสั่งให้เราไปเที่ยวแล้วเราไม่ไปเที่ยว มันจะลงโทษเรา เราจะรู้สึกกลุ้มใจ อึดอัด มันสั่งให้ไปจีบสาวสักคนหนึ่งนะ ได้ไปจีบสาวหนึ่งคนมีความสุขแล้ว มันจะสั่งอีก มันจะสั่งไปจีบสาวสองคน ถ้าไม่จีบจะกลุ้มใจอีกแล้ว เนี่ยมันจะสั่งเราทั้งวัน

เนี่ยคนที่ตกเป็นทาสมันจะมีความสุขที่ตรงไหน คอยดูอยู่ที่ใจเรา ใจเราจะถูกโขกถูกสับอยู่ทั้งวัน หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยนะ ร่างกายของเรายังได้นอนพัก แต่จิตใจแทบจะไม่ได้พักผ่อน กลางคืนก็ฝันต่ออีก ทรมานมากมีความทุกข์มาก คอยดูอยู่ที่จิตใจเรา จะเห็นเลยจิตใจของเรามันทุกข์มาก จิตใจต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ได้พักผ่อน ถูกโขกสับตลอดเวลา เจ้านายมันโขกมันสับตลอดเวลา ทีนี้ก็เราไม่รู้เราไม่เคยเห็น เราเป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส เราจึงไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้

เพราะฉะนั้นคอยดูใจของเราไว้นะ เดี๋ยวก็อยากไปโน่นเดี๋ยวก็อยากไปนี่ เดี๋ยวอยากคุยกับคนนี้ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ไปเรื่อย คิดว่าอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าได้มาแล้วจะมีความสุข กิเลสมันหลอกเรานะให้วิ่งหาความสุข วิ่งทั้งชาติก็ไม่ได้นะความสุขน่ะ อย่างตอนเด็กๆเลยเรามีความรู้สึกว่าถ้าเรียนจบแล้วจะมีความสุข พอเรียนปริญญาตรีจบนะมันบอกต่อเลยต้องเรียนปริญญาโทจึงจะมีความสุข ถ้าได้ปริญญาเอกยิ่งมีความสุขใหญ่ พอเรียนหนังสือจบแล้วก็อย่างนั้นๆเองนะ ไม่ได้มีความสุขตรงไหนเลย ในนี้ก็มีคนได้ปริญญาเอกหลายคนนะก็ไม่เห็นจะว่าจะมีความสุขเท่าไร มันหลอกเราต่ออีกนะ ถ้าได้งานดีๆจะมีความสุข ถ้าได้เงินเดือนเยอะๆจะมีความสุข มีคำว่า “ถ้า” ตลอดเวลานะ ถ้าได้ตำแหน่งใหญ่ๆจะมีความสุข มีแต่คำว่า “ถ้า” เพราะฉะนั้นชีวิตวิ่งหาความสุขทั้งชาติเลยนะ ต่อไปถ้าได้ครอบครัวที่ดีๆจะมีความสุข มีลูกฉลาดๆจะมีความสุข ต่อไปถ้าแก่ๆนะ ไม่เจ็บไม่ไข้จะมีความสุข พอแก่มากเจ็บป่วยใกล้ตายมาก เราจะรู้สึกขึ้นมาอีกแล้วว่าถ้าตายได้จะมีความสุข ดูจนตายนะยังคิดได้อีกนะว่าถ้าตายแล้วจะมีความสุข เนี่ยนะวิ่งพล่านๆ ยิ่งกว่าหมาถูกน้ำร้อนนะ พูดแบบง่ายๆ วิ่งพล่านตลอดเวลาจะมีความสุขได้อย่างไร 

ความสุขมันลอยอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา ความสุขวิ่งหาตลอดชีวิตก็ไม่ได้มา วิ่งเหมือนจะหยิบได้นะ เหมือนจะคว้าได้ แล้วก็เลื่อนหายไป หลุดมือไปแล้วก็ลอยไปอยู่ข้างหน้าอีก วิ่งไปเรื่อยๆ ถ้าเรามาดูใจเราจะเห็นเลยว่าน่าอเนจอนาถน้ำตาแทบล่วงเลย มีแต่ทุกข์ล้วนๆนะ มันดีตรงไหน เฝ้ารู้ไปเรื่อยๆนะ รู้กายไป กายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ มีความทุกข์บีบคั้นตลอดเวลา จิตใจมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความไม่เป็นอิสระ ถูกกดขี่ถูกบังคับอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เจ้านายของตัวเองนะ ไม่ใช่อัตตาได้หรอก ไม่ได้มีเจ้าข้าวเจ้าของกับมันได้ เฝ้าดูเรื่อยๆนะ เราก็จะเริ่มเห็นความจริง ความจริงคือตัวปัญญา เราจะเห็นเป็นลำดับๆ ไป ปัญญาเบื้องต้นเลยเราจะเริ่มเห็นเลย ร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
File:
490521.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

mp 3 (for download) : ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

ใจที่เข้าถึงความเป็นกลางจะเลิกดิ้น ใจที่ไม่ดิ้นใกล้กับมรรคผลนิพพาน

หลวงพ่อปราโมทย์: บางวันก็สุขบางวันก็ทุกข์นะ ไม่ใช่ภาวนาเอาสุขทุกวัน ไม่เอาสงบทุกวัน เอาดีทุกวันไม่ใช่

ภาวนาเพื่อให้เห็นความจริง ความสุขก็ไม่เที่ยง ความสงบก็ไม่เที่ยง กุศลทั้งหลายก็ไม่เที่ยง ภาวนาให้เห็นของจริง แรกๆ พอไปเห็นว่าความสุขก็ไม่เที่ยง ไม่ยอมรับ ไม่ชอบอยากให้เที่ยง ก็ดิ้นใหญ่เลย เห็นว่าความสงบไม่เที่ยงก็ไม่ยอมรับนะอยากให้เที่ยง เห็นว่ากุศลทั้งหลายไม่เที่ยงไม่ยอมรับ อยากให้เที่ยง ใจเราไปอยากในของที่ไม่มีจริง ใจอย่าดิ้น ดิ้นเหนื่อยเปล่า

ใจเรามีสติตามรู้กายตามรู้ใจไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ของเป็นทุกข์ ของบังคับไม่ได้ทั้งหมด ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศล อกุศลก็ชั่วคราว ถ้าเห็นอย่างนี้นะใจจะเป็นกลาง เมื่อไรใจเข้าถึงความเป็นกลางใจก็เลิกดิ้น ไม่ดิ้นแล้ว ใจที่ไม่ดิ้นเนี่ยใกล้กับมรรคผลนิพพาน เพราะนิพพานเป็นความไม่ดิ้นเรียกว่าวิสังขาร ไม่ดิ้น นิพพานไม่มีความอยาก ไม่มีความหิวเรียกว่าวิราคะ ใจมันเต็มอิ่มไม่ดิ้น ก็ใกล้ถึงนิพพาน ฉะนั้นเราภาวนาไปจนใจเราเป็นกลาง

หลวงปู่เทสก์เคยสอนหลวงพ่อนะ บอก “ผู้ใดเข้าถึงความเป็นกลางจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”

เข้าถึงความเป็นกลาง เป็นกลางมีหลายแบบ เป็นกลางเพราะสมถะ อันนี้ไม่พ้นทุกข์หรอก พ้นชั่วคราว ใจเป็นกลางเพราะสมถะเป็นอุเบกขา อีกอัน เป็นกลางเพราะปัญญา ตัวนี้ตัวสำคัญเป็นกลางเพราะวิปัสสนา เห็นสุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วก็ชั่วคราว เป็นกลาง ใจไม่ดิ้น ตอนนี้ดูไปก็ยังดิ้นไปนะ ธรรมดา ดูไปมากๆ ดูไปก็ไม่ใช่เราหรอก ก็ไม่ดิ้น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๙
File: 491118A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปัญญามี ๓ ขั้น

mp 3 (for download) : ปัญญามี ๓ ขั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ปัญญามี ๓ ขั้น

ปัญญามี ๓ ขั้น

หลวงพ่อปราโมทย์: การปฏิบัติมีสองอัน อันหนึ่งทำจิตให้สงบ อันหนึ่งทำจิตให้เกิดปัญญา เห็นความจริง

ทำจิตให้สงบเนี่ย ทำใจให้สบายก่อนแล้วก็ไปรู้อารมณ์อันเดียว สบายๆ เช่นรู้พุธโธ รู้ลมหายใจ สบายๆ อย่าอยากสงบนะ ทำใจให้สบายแล้วแป๊บเดียวจะสงบ นี่เคล็ดลับนะ

ส่วนการจะทำให้จิตรู้ความจริง เราต้องตามดูจิตใจของเราไปเรื่อย ไม่ไปบังคับเขา แล้วเราจะเห็นเลยจิตทำงานทั้งวันทั้งคืน จิตฟุ้งซ่าน เดี๋ยวก็ฟู เดี๋ยวก็แฟบ รู้สึกใช่ไหม ให้ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง ตามรู้จนวันนึงเกิดปัญญาเห็นความจริงว่าจิตที่ทำงาน ฟูบ้างแฟ่บบ้างนะ เขาทำของเขาเอง เขาไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าวันใดจิตใจยอมรับความจริงว่าจิตไม่ใช่เรานะ เราจะเข้าถึงธรรมะ ธรรมะก็คือตัวความจริงนั่นเอง ความจริงเบื้องต้นก็คือ ขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวเรา ขันธ์ห้าเนี่ยถ้าเข้าไปหยิบฉวย เข้าไปยึดถือจะเป็นทุกข์ อันนี้ยังไม่เห็น แล้วขั้นสุดท้ายเป็นปัญญาขั้นสุดท้าย ขันธ์ห้านี่แหละเป็นตัวทุกข์

เพราะฉะนั้น ปัญญามีหลายขั้น ปัญญาเบื้องต้นเราก็เห็นว่าขันธ์ห้ามันทำงานของมันได้เอง ไม่ใช่ตัวเรา

ปัญญาขั้นกลางก็เห็นว่าถ้าใจเข้าไปหยิบฉวยขันธ์ห้าไว้ จิตจะเป็นทุกข์ ถ้าไม่หยิบจิตจะไม่ทุกข์

และปัญญาขั้นสุดท้ายเลย ปัญญาที่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ขันธ์ห้าหรือตัวจิตนี่แหละตัวทุกข์ จะอยากหรือไม่อยาก จะยึดหรือไม่ยึด ขันธ์ห้านี่และตัวทุกข์

ฉะนั้นปัญญาในทางพุทธศาสนา แบ่งเป็นชั้นๆ เป็นลำดับๆ ปัญญาแต่ละชั้นฟังเหมือนขัดๆ กัน ความรู้ความเข้าใจของเราที่เกิดขึ้น จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ค่อยๆปรับ ค่อยๆเปลี่ยนไป ตามประสบการณ์ที่มากขึ้นๆ

ยกตัวอย่างเราภาวนาพอสติเราเกิดเรารู้ ถ้าเมื่อไรใจของเรารู้ ตื่น เบิกบาน มีความสุข ใจเราหลงไปคิดเป็นเรื่องไปปรุงไปแต่ง ใจจะมีความทุกข์  เราก็เข้าใจธรรมะ เข้าใจระดับนึง เมื่อใดเข้าใจว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ล้วนๆ จะปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่ง จะอยากจะยึดหรือไม่ก็ทุกข์ อันนี้เรียกว่ารู้ทุกข์

ถ้าเมื่อไรรู้ทุกข์ เมื่อนั้นจะถึงธรรม เรียกว่าสิ้นโลกเหลือธรรม ถ้ารู้ว่าขันธ์เป็นทุกข์นะ มันจะวางขันธ์ลงไป ไม่ยึดถือขันธ์ สิ้นโลกเหลือธรรม เหลือธรรมะล้วน ๆ ธรรมะล้วน ๆ มีแต่ความเที่ยง ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ไม่เคยหายไป ธรรมะล้วน ๆ มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์ ธรรมะล้วน ๆ เราไม่ได้เข้าไปครอบครอง เป็นอนัตตา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๙
File: 491118A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เพราะใจเราปฎิเสธธรรมะ ธรรมะจึงเข้าสู่ใจเราไม่ได้

mp3 (for download): เพราะใจเราปฎิเสธธรรมะ ธรรมะจึงเข้าสู่ใจเราไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เพราะใจเราปฎิเสธธรรมะ ธรรมะจึงเข้าสู่ใจเราไม่ได้

เพราะใจเราปฎิเสธธรรมะ ธรรมะจึงเข้าสู่ใจเราไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตใจของเราเอง โดยตัวมันเองนะ มันก็มีแนวโน้มที่จะดีเหมือนกัน แต่เราเองปิดกั้นมันไว้จากมรรคผลนิพพาน ไปต่อต้านนะ ธรรมะพยามแสดงความจริงให้ดู แต่เราไม่อยากเห็นธรรมะ เราอยากเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมะ ยกตัวอย่างธรรมะแสดงให้ดูว่าเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เราไม่อยากได้ เราอยากได้ที่ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ธรรมะแสดงให้ดูว่าความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง เราอยากให้ความสุขเที่ยง อยากให้ไม่มีความทุกข์ ใจเราเองแหละปฏิเสธธรรมะ ธรรมะก็เลยเข้าสู่ใจเราไม่ได้

การที่เราคอยรู้กาย คอยรู้ใจ มากเข้าๆ ก็เพื่อวันหนึ่ง จิตใจมันจะยอมรับธรรมะ ยอมรับความจริงของกายของใจว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา พอเขายอมรับความจริงเมื่อไหร่ เขาจะเลิกดิ้นรน พอมันไม่ดิ้น มันก็ไม่ทุกข์นะ ไม่ดิ้นไม่ทุกข์หรอก ดิ้นทีไรก็ทุกข์ทุกทีนะ พอทุกข์ก็ยิ่งดิ้น พอยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์อีก ก็เลยดิ้นไปเรื่อย ดิ้นไม่เลิกหรอก

ถ้าเราคอยรู้ไปเรื่อย.. แล้ววันหนึ่ง เกิดปัญญา เห็นกาย เห็นใจ ไม่ใช่เราหรอก เป็นของๆโลก ยืมเขามาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว หมดความรักในกายในใจเมื่อไหร่นะ ก็หมดความยึดถือ หมดความทุกข์ กายกับใจก็ดูแลมันไป เหมือนเรายืมของเขามาใช้ ก็มีหน้าที่ดูแล ไม่ใช่ยืมของเขามาใช้ แล้วก็ใช้ให้พังๆไป เรายืมกายยืมใจมาจากโลก เอามาใช้ ก็มาทำประโยชน์ของเราเอง ทำประโยชน์แก่คนอื่น อะไรอย่างนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗
ลำดับที่  ๒
File: 491222.mp3
ระหว่างนาทีที่  ๐๘ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

mp 3 (for download) : การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

หลวงพ่อปราโมทย์: พอได้ยินหลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิตตัวเองนะ ก็มาหัดดู ตอนนั้นรับราชการอยู่สำนักนายกฯ อยู่สำนักนายกฯใกล้ๆกับอาจารย์มานิตย์นี้แหละ ตึกใกล้ๆกัน ทุกวันนะ ตั้งแต่ตื่นนอน หัดภาวนา ตื่นนอนมา แค่ตื่นนอนนะ แล้วนึกว่าวันนี้วันอะไรนะ ใจเรายังเปลี่ยนเลย เนี่ยการภาวนาไม่มีอะไรหรอก ฝึกอยู่ในชีวิตจริงๆของเรานี้ ไม่ใช่ต้องนั่งหลับหูหลับตาไปฝึกในป่าในเขาอะไร ไม่ต้องหรอก

การภาวนาคือการเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ อยู่ที่ไหนมันก็มีกายมีใจ ใช่มั้ย ไม่ใช่ว่ามาอยู่ที่นี่ ไม่มีกายไม่มีใจ ต้องไปอยู่ที่วัดถึงจะมีกายมีใจ ไม่ใช่ อยู่ตรงไหนก็มีกายมีใจ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ เพราะการปฏิบัติคือการเรียนรู้ความจริงของกายของใจ

ทีนี้ตื่นนอนมา หลวงพ่อรับราชการนะ ตื่นมา นึกได้ วันนี้วันจันทร์ ใจแห้งแล้ง นึกได้ว่าวันนี้วันศุกร์ ใจสดชื่น เรารู้ทัน ใจแห้งแล้งเราก็รู้ ใจสดชื่นเราก็รู้ นึกได้ว่าวันศุกร์นะ โอ๊.. ปรีด์เปรมมากเลย นึกได้ไปอีกนะ Long Weekend ด้วย สดชื่นมากกว่าปกติอีก ใครเป็นบ้าง มีมั้ย เป็นทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ไม่ยอมยกมือ ทำให้ดูว่าขยันทำงาน พอนึกได้ว่าวันศุกร์นะ จิตใจสดชื่น ดูไปดูมา เฮ้ย..จำวันผิด วันนี้วันพุธ ความสุขพลิกเลย ใจก็ทุกข์ขึ้นมา เห็นเลย ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา เนี่ยคอยดูอย่างนี้

เวลากินข้าวเราก็ภาวนาได้นะ เรากินข้าว สมมุติว่าเราเดินไปโรงอาหาร โอ้..วันนี้มีแต่ของโปรด จิตใจมีความสุข รู้สึกมั้ย วันนี้เจอแต่ของที่เราไม่ชอบ แม่ค้าพวกนี้ขาด Innovation ไม่ได้เรื่องเลยนะ ทำอาหารเหมือนกันทุกวันเลย ล้วนแต่ของที่เราไม่ชอบ พอเห็นแล้ว ใจเราก็ไม่ชอบ เนี่ยรู้ทันที่ใจเรานะ ไม่ใช่รู้ว่าวันนี้มีอาหารอะไรนะ ไม่ใช่รู้ว่าวันนี้มี แกงเป็ด แกงไก่ แกงปลาไหล ฉู่ฉี่ อะไรอย่างนี้

ให้รู้ความรู้สึกของเรา เช่น เห็นอย่างนี้ เห็นอาหารอย่างนี้ ใจเรารู้สึกอย่างนี้ ได้กลิ่นอาหารอย่างนี้ ใจเรารู้สึกอย่างนี้ รู้ที่ใจ รู้ความรู้สึกที่ใจ เนี่ย คือการเจริญสติในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่นั่งหลับหูหลับตาอยู่ที่ไหนเลยนะ ใช้ชีวิตอยู่ตรงไหนก็ภาวนามันที่นั้นแหละ

เพราะฉะนั้นเราเดินไป เราเห็นอาหารอย่างนี้ ใจเรารู้สึกอย่างไร เรารู้ทันนะ กินเข้าไป โอ๊ย.. นี่ของโปรดทั้งนั้นเลย ตักใส่ปาก ไม่อร่อยเลย นึกว่าจะอร่อย ใครเคยเป็นมั้ย เห็นของโปรด ตักใส่ปากเข้าไปแล้ว มันไม่อร่อย รู้สึกอย่างไร ปลื้มใจ ได้กินของไม่อร่อย ไม่เป็นใช่มั้ย รู้สึกอ๊า..แย่จังเลย แม่ครัวคนนี้ ไม่ได้เรื่อง อะไรอย่างนี้ ใจไม่ชอบ รู้ทันว่าใจไม่ชอบ เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันใจของเรา

ออกจากที่ทำงานของเราไป หรือจะมาที่ทำงาน ตอนเช้าๆ รถติดเยอะ รถติดเยอะแยะ วันนี้ออกจากบ้าน ขับรถออกมา เจอแต่ไฟแดง รู้สึกอย่างไร เจอไฟแดงรู้สึกอย่างไร เซ็งใช่มั้ย เดี๋ยวก็แดงๆ มีแต่ไฟแดงตลอดวันอะไรอย่างนี้ เบื่อมากเลย ถ้าวันไหนเจอแต่ไฟเขียว สดชื่น เห็นไฟเขียวดีใจๆ วิ่งๆวิ่งๆ แหมไฟยังเขียวอยู่ แดงปุ๊บขึ้นมา ไฟเหลืองก็ต้องรีบเร่งต่อไป ใช่มั้ย เกิดแดงขึ้นมาแล้วตำรวจมันยืนอยู่ เราก็ต้องเบรค หันไปดูอีกที อุ๊ยตำรวจตัวปลอม เดี๋ยวนี้คนกรุงเทพฯมันหลอกลวงนะ มันมีตำรวจตัวปลอมเยอะเลยนะ ตำรวจตัวปลอมกับตำรวจตัวจริงต่างกันตรงไหน ดูออกมั้ย ดูที่พุงสิ นะ ตำรวจตัวจริงนะจะอ้วนกว่าตำรวจตัวปลอม ถ้าติดไฟแดงเป็นคันแรกรู้สึกอย่างไร โห..โมโหเลย บางที ใช่มั้ย ถ้าติดเป็นคันที่ ๒๐ รู้สึกอย่างไร สบายกว่า รู้สึกมั้ย ถ้าติดเป็นคันที่ ๘๐ คันที่ ๑๒๐ เฉยๆ ไฟเขียวก็ยังเฉยอยู่ รู้ว่าไม่รอดหรอก เนี่ยเราคอยรู้ความรู้สึกของเรา เนี่ยแหละคือการปฏิบัติธรรมในชีวิตจริงๆ

อย่าไปคิดนะว่าการปฎิบัติธรรมในชีวิตธรรมดาเนี่ย ไม่มีผลอะไร จะแตกหักกันนะ จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือเปล่า อยู่ที่ว่าเราปฎิบัติธรรมในชีวิตจริงๆของเราได้หรือเปล่า คนๆหนึ่งจะไปนั่งสมาธิ จะไปเดินจงกรมได้วันละกี่ชั่วโมง ชีวิตส่วนใหญ่ของเรา ก็คือชีวิตที่อยู่กับโลกธรรมดานี้ต่างหากล่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกปฏิบัติได้เฉพาะตอนเข้าวัด เข้าคอร์ส ตอนนั่งสมาธิ ตอนเดินจงกรม โอกาสที่จะปฏิบัติมันมีนิดเดียว ปีหนึ่งจะมีสักกี่ครั้ง วันหนึ่งจะมีสักกี่ชั่วโมง กี่นาที แต่เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน เราโยนทิ้งเสียเปล่าๆ หลวงพ่อไม่โยนทิ้งเลยนะ ยกตัวอย่างแต่ก่อนนี้ ตอนที่รับราชการใหม่ๆ ยังไม่มีรถขับหรอก ขึ้นรถเมล์ พอตอนเช้าออกมาที่ป้ายรถเมล์ปุ๊บ เห็นผู้ร่วมชะตากรรมพอๆกับคนในห้องนี้ สดชื่นมั้ย เพื่อนเยอะ ไม่สดชื่นเลยใช่มั้ย เซ็ง เฮ่อ อย่างนี้จะไปได้ไง เซ็งรู้ว่าเซ็ง เห็นรถเมล์วิ่งมาแล้ว ปุเลงๆ อุ๊ย..คันนี้ว่าง ดีใจ มันไม่จอด เปลี่ยนจากดีใจเป็นโกรธ ความจริงที่มันว่างเพราะมันไม่ชอบจอด ถ้ามันชอบจอดมันคงไม่ว่างหรอก มันก็เรื่องง่ายๆแค่นั้นเอง เนี่ยพอรถเมล์ว่างๆมาดีใจ พอไม่ยอมจอดเปลี่ยนเป็นโมโห โมโหรู้ว่าโมโห เนี่ยคอยรู้ความรู้สึกของตัวเองไป

การหัดเจริญสติในชีวิตประจำวัน ที่ง่ายๆ เหมาะสำหรับคนเมือง คนอย่างพวกเรานี้แหละ คนอยู่ในเมือง ไม่มีเวลานั่งสมาธิ ไม่มีเวลาเดินจงกรมอะไรมากมาย ก็ให้พวกเราคอยรู้ความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ความรู้สึกจะเปลี่ยนตลอด คอยมีสติรู้มันไปเรื่อยๆ อย่าไปบังคับให้มันสุข ให้มันสงบ ให้มันดีนะ เราดูความเปลี่ยนแปลง ท่องไว้นะ ว่าต่อไปนี้ เราจะคอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก คอยรู้ความรู้สึกที่มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ดูเล่นๆไปเรื่อย เราก็จะเห็นเลย จิตใจนี้ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายนะ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความสุขก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ความทุกข์ก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป โลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราว แล้วก็หายไป ทุกอย่างอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ฝึกมาอย่างนี้เรื่อยๆนะ ต่อไปปัญญามันแจ้งเลย สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ถ้าพูดภาษาบาลีก็ได้นะ บอกว่า ยํ กิญฺจิ สมุทย ธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธ ธมฺมนฺติ สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ผู้ใดเห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป เป็นธรรมดา ก็เป็นภูมิธรรมของพระโสดาบันนั่นเอง ทุกอย่างมีแต่เกิดแล้วดับ ไม่มีตัวตนถาวร ไม่มีอัตตาตัวตนที่ถาวร

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เมื่อวันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
File: 520429
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๔๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

mp 3 (for download) : การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเราทุกคนที่เป็นชาวพุทธนะ เรามีบุญ เรามีวาสนาแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าบอกวิธีให้เรา ถ้าเราเดินตามวิธีการที่พระพุทธเจ้าบอก เราจะสัมผัสความสุขเป็นลำดับๆไป ไม่ใช่ว่าตอนนี้ต้องทุกข์ยากไปก่อน แล้วอีกหลายๆปี บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ถึงจะมีความสุข ไม่ใช่

ไม่ใช่ว่าต้องปฏิบัติไปก่อนชาตินี้ แล้วชาติต่อๆไปถึงจะมีความสุขนะ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อัศจรรย์ที่สุดเลย ถ้าเราเจริญสติเป็นเนี่ย ความทุกข์มันจะกระเด็นออกไปต่อหน้าต่อตาเราเลย ความทุกข์กระเด็นออกไปจากหัวใจเราต่อหน้าต่อตาเลย เนี่ยพระพุทธเจ้าบอกวิธีการไว้ให้เรานะ

วันหนึ่ง ถ้าเราเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าบอก เราก็พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ชีวิตจะมีแต่ความโปร่ง โล่ง เบา มีความสุข อะไรจะเกิดขึ้นนะ เราก็ยังมีความสุขของเราอยู่ได้อย่างนั้นน่ะ เพราะความสุขของเราไม่อิงอาศัยอะไร เพียงแต่มีสติขึ้นมา

ทีนี้ทำอย่างไร วิธีที่จะเดินตามเส้นทางสายนี้ วิธีที่จะเดินตามทางสายนี้นะ ก็เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน หรือจะพูดให้ตรงที่สุดนะ คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน การปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธนี้ มี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่า สมถกรรมฐาน อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐานเนี่ย ทำไปเพื่อให้จิตใจสงบ ให้มีความสุข ให้จิตใจดี ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเนี่ย ไม่ได้มุ่งเอาความสุข ความสงบ ความดี

วิปัสสนากรรมฐานนะ มุ่งให้เห็นความจริงของกายของใจ ให้เราเรียนรู้จนเห็นความจริงของกายของใจ ว่ากายนี้ใจนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง มิใช่ตัวเรา

ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วมันจะวางความยึดถือ แล้วมันจะสัมผัสกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ เมื่อไรพ้นกายพ้นใจนะ เมื่อนั้นจะสัมผัสกับนิพพาน เพราะฉะนั้นอยากรู้จักนิพพานต้องรู้กายรู้ใจจนแจ่มแจ้ง แล้วจะเห็นนิพพานด้วยตัวของเราเอง

เพราะฉะนั้นเราต้องคอยรู้สึกนะ มัน มันมี ๒ อย่างนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เมื่อ วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒


CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 520429.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่เป็นกุศลมี ๒ ระดับ

mp 3 (for download) : จิตที่เป็นกุศลมี ๒ ระดับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตที่เป็นกุศล มี ๒ ระดับ

จิตที่เป็นกุศล มี ๒ ระดับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : กิเลสครอบงำได้เพราะมันไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ถ้ามีก็มีแต่สมาธิ สมาธิเนี่ยมันเกิดร่วมกับอกุศลก็ได้ แต่สติกับปัญญาเกิดแก่จิตที่เป็นกุศลเท่านั้น พวกเราต้องมีสติไว้ก่อน ก่อนจะมีปัญญาได้ต้องมีสติก่อน

จิตที่เป็นกุศลนั้นมีสองระดับ เป็นกุศลที่ไม่มีปัญญาอย่างหนึ่ง กุศลที่มีปัญญาอีกอย่างหนึ่ง

เพราะฉะนั้นมีสติเฉยๆนั้นยังไม่มีปัญญา นี่ถ้าอยากมีวิมุตติ อยากได้วิมุตติ ความหลุดพ้น ต้องมีทั้งสติ ทั้งปัญญา มีสติรู้เท่าทันความปรากฏขึ้น ความหายไปของตัวสภาวธรรม รูปธรรม นามธรรม  สติเป็นตัวรู้ทันสภาวะ เมื่อมีสภาวะอะไรเกิดขึ้น ปัญญาเป็นตัวรู้ลักษณะ คือรู้ว่าสภาวะทั้งหลายนั้นตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ลักษณะก็คือไตรลักษณ์นั้นแหละ บางทีเรียกว่าลักษณะ ลักษณะ

ลักษณะที่เป็นกลางๆทั่วๆไปสำหรับธรรมชาติที่ปรุงแต่งทั้งหลายมีสามอย่าง – อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เลยเรียกว่าไตรลักษณ์ “ไตร” แปลว่าสาม ลักษณะสามอย่าง คนที่ไปรู้ลักษณะสามอย่างหรืออันใดอันหนึ่งนั้นคือตัวปัญญา สติเป็นตัวรู้รูปธรรมนามธรรมที่เกิดขึ้น

ปัญญาเป็นตัวเห็นความจริงว่ารูปธรรมนามธรรมอันนั้นเป็นไตรลักษณ์ เนี่ยถ้ามีสติมีปัญญาแก่รอบนะ จะรู้เลย สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดมานะล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดแล้วดับทั้งสิ้น เนี่ยรู้รวบยอด ก็จะเป็นพระโสดาบัน ไม่มีตัวมีตน สิ่งทั้งหลายเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตนถาวร นี่เห็นอนัตตา ก็เป็นพระโสดาบัน ไม่มีตัวไม่มีตน

เพราะฉะนั้นเครื่องมือที่เราต้องพัฒนาขึ้นมานะ ตัวแรกชื่อว่าสติ ตัวที่สองชื่อว่าปัญญา สติเป็นตัวรู้ทันลักษณะที่กำลังปรากฏอยู่ ปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของสภาวะ สติเป็นตัวรู้สภาวะที่เกิดขึ้นมา

ปัญญาเป็นตัวเข้าใจความเป็นจริงของสภาวะว่าตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เพราะงั้นปัญญาเป็นตัวเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทัน ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ

ต้องมีสองตัวเนี้ย ถึงจะเอาตัวรอดได้ ได้มรรคได้ผลได้


สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
Track: ๘
File: 531112.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กรรมฐานไม่สำคัญที่รูปแบบ แต่สำคัญที่เนื้อหา คือการเห็นไตรลักษณ์ของกายใจ

mp3 (for download): กรรมฐานไม่สำคัญที่รูปแบบ แต่สำคัญที่เนื้อหา คือการเห็นไตรลักษณ์ของกายใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

กรรมฐานไม่สำคัญที่รูปแบบ แต่สำคัญที่เนื้อหา คือการเห็นไตรลักษณ์ของกายใจ

กรรมฐานไม่สำคัญที่รูปแบบ แต่สำคัญที่เนื้อหา คือการเห็นไตรลักษณ์ของกายใจ

หลวงพ่อปราโมทย์ :

กรรมฐานนะเบื้องต้นจะใช้กรรมฐานอะไรก็ได้ มันไม่สำคัญที่รูปแบบหรอก มันสำคัญที่เนื้อหา รูปแบบจะสวยหรือรูปแบบไม่สวยนะมันแค่บรรจุภัณฑ์ ถ้าเราไม่ได้ทำสินค้าไว้ขายโฆษณาเนี่ย รูปแบบเป็นเรื่องรอง เนื้อหาสาระที่แท้จริงของการปฎิบัติสำคัญที่สุด การปฎิบัติธรรมเราต้องรู้ว่าเราปฎิบัติเพื่ออะไร อันแรกเลยเราต้องปฎิบัติเพื่อให้เห็นความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี ถ้าเมื่อไรเห็นว่าตัวเราไม่มีนะ วันนั้นจะได้พระโสดาบัน เพราะพระโสดาบันคือผู้ที่รู้ความจริงว่าตัวเราไม่มี กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา

เพราะฉะนั้นการปฎิบัติไม่ว่าจะปฎิบัติกรรมฐานแบบใด ถ้าถูกต้อง จะเป็นการเรียนรู้กายเรียนรู้ใจของตัวเองเท่านั้น มีคำว่าเท่านั้นด้วย แล้วก็เรียนรู้ความจริงด้วย ไม่ใช่เรียนรู้สิ่งที่เหนือความจริง ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นกรรมฐานจริงๆ ที่เราฝึกกันแทบเป็นแทบตายเนี่ย เพื่อให้เห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ ถ้าไปเห็นกายเห็นใจแล้วไม่เป็นไตรลักษณ์ก็ใช้ไม่ได้ ถ้าไม่เห็นกายเห็นใจ ใช้ไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้นต้องรู้กายรู้ใจ แล้วก็เห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ การรู้กายรู้ใจรู้ด้วยสติ การเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์รู้ด้วยปัญญา เครื่องมือก็คือสติและปัญญา เรียนกรรมฐานจะใช้รูปแบบอะไรไม่สำคัญหรอก ต้องฝึกให้มันมีสติมีปัญญาขึ้นมาให้ได้ ถ้าขาดสติขาดปัญญาก็ไร้สาระแล้ว ใช้ไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๕๑

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
File: 510216A
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

mp 3 (for download) : เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นคนดี แต่ห้ามชั่วนะ ทุกคนต้องถือศีล ๕ นะ ถ้าไม่มีศีล ๕ ภาวนาไม่ขึ้น เชื่อหลวงพ่อเถอะ ต้องมีศีล เพราะฉะนั้นเรามีศีล ๕ ไว้ แต่เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นคนดี เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงว่าไม่มีคนต่างหากล่ะ มันเลยขั้นที่จะเป็นคนดีไปเยอะเลย เราภาวนาเพื่อให้เห็นว่าจริงๆไม่มีคนหรอก มีแต่อะไร มีแต่รูปธรรมกับนามธรรม รูปธรรมเป็นก้อนธาตุ อาศัยพ่อแม่เกิดมา อาศัยอาหาร อาศัยน้ำ อาศัยอากาศ อยู่กับโลกนี้ วันหนึ่งก็คืนก้อนธาตุนี้ให้โลกไป

ความจริงต้องคืนตั้งแต่แรก ถ้าเป็นพระอนาคาฯก็คืนก้อนนี้ให้โลกแล้ว แต่ของเราไม่คืนหรอก เรายักยอกไว้ ไอ้นี่ของเรานะ เมื่อตรงนี้เป็นของเรา ตรงนี้ไม่ใช่ของเราละ นี่คนอื่น นี่ตัวเรานี่คนอื่น เกิดอย่างนี้ขึ้นมา ถ้าคืนให้โลกนะ นี่ส่วนหนึ่งของโลก นี่ก็ส่วนหนึ่งของโลก เสมอกัน

เพราะฉะนั้นเราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดีถาวร สุขถาวร สงบถาวร การภาวนาเพื่อให้ดีถาวร สุขถาวร สงบถาวร คือการทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไม่ได้เอาดี เอาสุข เอาสงบ แต่วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ กายนี้เป็นก้อนธาตุ ใจเป็นนามธรรมที่เกิดดับเป็นขณะๆสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

อย่างโทสะจะเกิดก็ต้องมีเหตุของโทสะ อันแรกเลยเรามีสันดานขี้โมโห เรียกว่ามีอนุสัยที่มีโทสะ อันที่สองเรากระทบอารมณ์ที่ไม่ดี อย่างคนขี้โมโหนะ มีนิสัยขี้โมโห แต่ว่าแหมมีแต่กระทบแต่อารมณ์ดีๆ มันก็ไม่โมโห เห็นมั้ย เราก็บอกหมู่นี้จิตใจดีไม่โมโหเลย อย่างนี้ไม่ใช่ มันต้องมีเหตุนะ อย่างโทสะต้องมีเหตุโทสะถึงเกิด ราคะก็ต้องมีเหตุราคะถึงเกิด ถ้าไม่มีเหตุไม่เกิด แต่ถ้ามีเหตุแล้วสั่งไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ บังคับไม่ได้ ให้เรามีสติรู้เรื่อยไป

โทสะเกิดจากอะไรรู้มั้ย มีเหตุ มีอนุสัย มีอารมณ์ที่ไม่ดี ตรงอารมณ์ที่ไม่ดีเนี่ย เกิดจากการตัดสินของเราเอง ว่าอารมณ์อันนี้ไม่ดี อันนั้นมันมีพยาบาทวิตกเกิดขึ้น อาศัยพยาบาทวิตกโทสะก็เกิด อาศัยกามวิตกราคะก็เกิด ตามหลังความคิดมาทั้งสิ้นเลย ตามหลังการให้ค่าการตีความมานะ สิ่งทั้งหลายมีเหตุทั้งสิ้นเลย ให้เรารู้ทันลงไป เราจะเห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ บังคับไม่ได้ ดูอย่างนี้เรื่อยๆ ดูเพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้ดูเอาสุข เอาสงบ เอาดี

แต่เมื่อเห็นความจริง ไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจแล้ว ถามว่าชั่วได้มั้ย ชั่วไม่ได้ คนเราที่ทำชั่วเพราะหลงรักกาย หลงรักใจ อยากให้ตัวเองมีความสุขเลยไปทำความชั่ว ในขณะเดียวกันพวกที่ชอบเข้าวัดเข้าคอร์ส พวกชอบมาห้องสมุดบ้านอารีย์อะไรเนี่ย พวกนี้ก็รักตัวเองนะ แต่ว่าปรุงฝ่ายดี เข้าวัดเข้าวา ฟังธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ทำโน่นทำนี่ อันนี้เรียกว่าปรุงดี แต่ปรุงดีก็ดีกว่าปรุงชั่วนะ ปรุงชั่วแล้วตัวเองเดือดร้อน คนอื่นเดือดร้อน ถ้าปรุงดีตัวเองมีความสุข คนอื่นรอบข้างมีความสุข

แต่ว่าต้องพัฒนาให้เกินนั้นอีก มารู้ความจริงของกายของใจมากๆ รู้ไปเรื่อย จนมันแจ่มแจ้งแล้วมันปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจไป แล้วจะมีความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยนึกเคยฝัน


CD: บ้านอารีย์ วันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
File: 510914.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๕ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๔๘ วินาทีที่ ๕๙
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พวกเราต้องอดทน โดยเฉพาะอดทนต่อความอยากได้ผล

mp 3 (for download) : พวกเราต้องอดทน โดยเฉพาะอดทนต่อความอยากได้ผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

พวกเราต้องอดทน

พวกเราต้องอดทน

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเรามีบุญ เกิดในแผ่นดินที่ยังมีธรรมะอยู่ อดทนนะ อดทน พากเพียรเข้า หลวงพ่อไม่ใช่คนเก่งหรอก แต่หลวงพ่อเป็นคนที่ทนมากเลยในการฝึกตัวเอง อาศัยความอดทน ตามรู้ตามดู อดทนที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ ทนต่อความอยากได้ผลสำเร็จ ตัวนี้ยากที่สุดเลยนะ ต้องภาวนาจนวันหนึ่งน่ะมันถอดใจเลยว่า โอ้..ไม่มีปัญญาแล้ว ไม่สามารถทำให้ผ่านด่านอันนี้ได้แล้วนะ ใจมันยอมรับความจริงแล้วว่า ไม่มีทางทำเลยนะ สู้จนหมดสติหมดปัญญาเลยนะ มันถึงจะผ่านได้ เป็นเรื่องแปลกจริงๆนะ

ถ้ายังมีแรงต่อสู้อยู่ ยังไม่ผ่านหรอก แต่อาศัยแรงที่ต่อสู้นั้น มาเจริญสติ มารู้กายรู้ใจไปนี่แหละ ถึงวันที่เขาพอนะ เขาจะหยุดความปรุงแต่งลงชั่วขณะนะ ถ้าหยุดลงได้จริงๆนะ จิตพรากออกจากความปรุงแต่งได้จริงๆ แล้วไม่เข้ามาปนกันอีกนะ ก็หมดธุระกันตรงนั้น ขันธ์ส่วนขันธ์นะ จิตส่วนจิต ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ไม่ได้ยึดถือจิตไว้ด้วย

ไม่ใช่ธรรมะที่เหลือวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะทำได้ อดทนนะ อดทน อดทนต่อความขี้เกียจ อดทนต่อความอยากดี อยากบรรลุเร็วๆ คอยรู้ทันเข้า


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ ๓๒
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๒
File: 520816.mp3
ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๓๗ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๖

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 212