Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ทางวิปัสสนา (๑๒) เมื่อแยกธาตุแยกขันธ์ได้ จะเห็นว่าไม่มีตัวเรา ไม่มีคน

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๒) เมื่อแยกธาตุแยกขันธ์ได้ จะเห็นว่าไม่มีตัวเรา ไม่มีคน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : นี้เราฝึกมาสองเรื่องแล้วนะ (หากต้องการอ่านย้อนหลัง กรุณาอ่านเรื่องในหมวด ทางวิปัสสนา) เรื่องแรก ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วรู้ทันจิต พุทโธไปจิตหนีไปคิด-รู้ทัน หายใจจิตหนีไปคิด-รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ-รู้ทัน ฝึกรู้ทันจิตที่เคลื่อนไป จิตก็ตั้งมั่นเป็นคนดู

พอจิตตั้งมั่นเป็นคนดูแล้วค่อยๆดูไป ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ร่างกายที่นั่งอยู่ ร่างกายที่เดิน ร่างกายที่นอน เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ดูร่างกายกับจิตเป็นคนละอันกัน จะเป็นคนละอันอย่างอัตโนมัติ ต่อไปก็ดูไป ความปวดความเมื่อย อะไรเกิดขึ้นในร่างกายนะ ก็เป็นคนละส่วนกับร่างกาย เป็นคนละส่วนกับจิต ความกังวลใจที่เกิดขึ้น ก็เป็นคนละอันกับร่างกาย คนละอันกับความปวดเมื่อยเป็นคนละอันกับจิต นี้เราหัดแยกออกเป็นส่วนๆอย่างนี้แหละ

พอเราแยกออกเป็นส่วนๆแล้ว เราจะเห็นความจริงขึ้นมาแล้ว ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ ร่างกายนี้มีธาตุไหลเข้าร่างกายนี้มีธาตุไหลออกตลอดเวลา เช่นเรากินอาหารแล้วเราก็ขับถ่าย เราหายใจเข้าแล้วเราก็หายใจออก เพราะฉะนั้นร่างกายนี้มีธาตุหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ร่างกายเป็นเพียงแค่วัตถุเท่านั้นเอง เป็นสมบัติของโลกที่เรายืมโลกมาใช้ เรายืมวัตถุของโลกมาใช้ ถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องคืนวัตถุชิ้นนี้ให้โลกไป เราครอบครองตลอดไปไม่ได้

เพราะฉะนั้นเราค่อยๆมาดูความจริงของร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นแค่วัตถุอันหนึ่งเท่านั้นเอง มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออก เนี่ยเราเริ่มล้างความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้แล้ว ตัวเรานี้ประกอบไปด้วยกลุ่มก้อนของขันธ์ทั้งหลายที่มารวมตัวกันเข้า แต่พอเราแยกออกมาเป็นส่วนๆเราจะเริ่มเห็นความจริงว่ามันไม่ใช่เราหรอก ร่างกายเป็นวัตถุไม่ใช่ตัวเรา ความเจ็บปวดทั้งหลายความปวดเมื่อยทั้งหลาย กระทั่งความสุขทั้งหลาย เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาชั่วคราว

มันจะเห็นชัดๆเลยว่า ความสุขก็ไม่ใช่ตัวเรา ความสุขไม่ใช่ร่างกาย ความสุขไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความสุขเป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง มิใช่คน ใครเห็นว่าคนคือความสุขบ้าง มีมั้ย คนคือความสุขไม่มี ไม่มีใครเห็นอย่างนั้นนะ เห็นอย่างนั้นก็เพี้ยนเลย

เพราะฉะนั้นถ้าเราแยกออกมาได้ เห็นตัวความสุขเห็นตัวความทุกข์ แล้วจะพบว่า ไม่มีคนนะ แต่ว่าคนเป็นสุขได้มั้ย อย่างพวกเราเป็นคน เรามีความสุขได้ ใช่มั้ย แต่พอแยกปั๊บออกไปนะ ความสุขไม่ใช่คน ร่างกายไม่ใช่คน จิตใจก็ไม่ใช่คนนะจิตใจก็ไม่ใช่คน ความปรุงดีปรุงชั่วความโกรธก็ไม่ใช่คน เราจะเห็นแยกออกไป ความกังวลใจก็ไม่ใช่คน พวกนี้เรียกว่าสังขารขันธ์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสังขารขันธ์ เป็นความปรุงของจิต ดูไปเรื่อย ความโกรธไม่ใช่คน ใครเห็นความโกรธเป็นคนได้ ต้องเพี้ยนนะ ความโกรธไม่ใช่คน ความโลภ ความรัก ไม่ใช่คนนะ ความใจลอย ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ไม่ใช่คน

เราหัดรู้หัดดูไปเรื่อยอย่างนี้ ในที่สุดจะเห็นว่า ทุกส่วนที่เราแยกออกมาเป็นส่วนๆแล้วเนี่ย มันสอนให้เราเห็นความจริงว่า ไม่มีคนหรอก ไม่มีตัวเราหรอก

550409.25m04-28m24

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๒๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๒๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปลดพันธนาการจากปลักตมสังสารวัฏฏ์

ปลดพันธนาการจากปลักตมสังสารวัฏฏ์

ไปเขียนอะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับความรัก ไว้ว่า

“ความรัก มันคือเหยื่อหวานหอมที่ล่อเราไปติดกับดัก
เพื่อผูกมัดเราไว้ในปลักตมของสังสารวัฏฏ์
แล้วมันก็คอยทิ่มแทงใจให้ปวดร้าวอยู่เป็นระยะ…
แต่ยากจริงๆ ที่จะพ้นจากมันได้
กว่าจะพ้นจากมันก็ต้องโน่น…อนาคามี”

ไม่ได้นึกหรอกนะว่า
จะมีการตอบสนองจากผองเพื่อนกัน
ชนิดแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเทียบกับไปเขียนเรื่องภาวนาทั่วๆ ไป
จริงๆ แล้วผมเองไม่ค่อยอยากเขียนเรื่องอะไร
ที่ออกมาในแนวรักๆ ใคร่ๆ นักหรอก
เพราะตัวเองยังอ่อนนักกับเรื่องแบบนี้
อ่อนเพราะ ต้องซมทุกข์เพราะรักมามากมายเหลือเกิน
เจอมาแล้วทั้ง น้ำตาตกใน รู้แล้วจะหนาว
เศร้าระดับมหาโศกเป็นซีรี่ยาวกว่าหนึ่งปีอีก
แถมยังมีอาฟเตอร์ช๊อกอีกนับร้อยพันลูกเลยทีเดียว

แม้จะ…ยากจริงๆ ที่จะพ้นจากมันได้ อย่างที่บอก
เพราะถึงจะรู้ทางออกแล้ว พยายามหัดเดินไปตามทางแล้ว
ก็ไม่วาย มีอันต้องพาจิตพากายที่ซมทุกข์เพราะรัก
ไปให้ครูบาอาจารย์เห็นถึงสามครั้งสามคราในเวลา 15 ปี
นี่ยังไม่รวมก่อนหน้าจะเจอทางออก เจอครูบาอาจารย์
ถ้ารวมแล้ว ก็ต้องเป็น สี่ครั้งสี่ครา ในเวลา 20 ปี
(หวังว่าชาตินี้คงไม่มีครั้งที่ห้าแล้วนะ
แค่เฉลี่ย 5 ปีต่อครั้ง ก็ปางตายแล้ว)

นี่คงเป็นตัวอย่างที่บ่งบอกได้อย่างดีว่า
การทำกรรมชั่วใดๆ ลงไป ทำผิดศีลลงไปนั้น
มันเป็นบาปกรรมที่หนักขนาดไหน ประมาณว่าที่เจอในชาตินี้
มันแค่เพียงเศษกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้น
ไม่ต้องเดาก็ทราบเลยว่า
ก่อนหน้านี้ต้องได้ลงนรกมาก่อนแล้วแน่นอน
แต่ช่างมันเถอะ มันผ่านไปแล้ว

ใครที่ทุกข์มันยังอยู่ มันยังไม่ผ่านไป
ก็ให้เชื่อไว้ได้ก่อนเลยว่า มันผ่านมาแล้วมันก็ต้องผ่านไป
ตอนนี้ยังพอมีเรี่ยวแรงอยู่ แม้จะไม่มากนักก็ตาม
ก็เอาเรี่ยวแรงเท่าที่มีนี้แหละ มาใช้หัดรู้หัดดู
อดทนหัดตามรู้กายตามรู้ใจไปตามที่เป็น
ข้างหน้ามีทางออกจากทุกข์ ให้เดินไปถึงได้
ร่องรอยธรรมยังมีอยู่ ครูบาอาจารย์ก็ยังมีอยู่
อนาคามี คงไม่ไกลเกินกว่าจะแจ้งที่ใจไม่ได้หรอก

เพราะฉะนั้น อย่ายอมให้ความทุกข์แบบนี้
มันขย้ำฝังเขี้ยวเล็บเอาฝ่ายเดียวเป็นอันขาด
ไม่ว่ามันจะขย้ำเอายังไง
ก็ขอให้ทนชนิด อย่างหนาเรียกพี่ เอาไว้ก่อน
ทนไว้เพราะชาตินี้ ได้เจอะเจอพุทธศาสนาแล้ว
ได้เจอะเจอครูบาอาจารย์ ที่ชี้นำทางให้แล้วว่า
จะออกมาจากกรงเล็บและคมเขี้ยวของทุกข์เพราะรักได้อย่างไร
ทนทุกข์ไป รักษาศีลไป อย่าหวนไปทำกรรมชั่วใหม่ๆ ขึ้นมาอีก
เพียรหัดรู้กายรู้ใจไป ตั้งใจไว้เลยว่า
จะต้องพ้นไปจากการถูกมัดเอาไว้กับปลักตมสังสารวัฏฏ์ให้จงได้

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ห้ามใจไม่ให้รัก

ห้ามใจไม่ให้รัก

ถาม : ดิฉันเห็นความคิดตัวเอง และ ความรู้สึกตัวเอง ว่ากำลังชอบใครคนหนึ่ง เห็นแต่ความรู้สึกนี้และความคิดนี้ทั้งวัน บางทีก็มีสภาวะเหมือนอะไรอุ่นๆขึ้นมาในอก ไม่รู้จะอธิบายยังไงค่ะ รู้สึกขัดแย้งในตัวเอง เพราะพยายามจะหักห้ามใจ ไม่ให้ชอบหรือรักคนๆนี้
เลยพยายามจะหัักดิบตัวเองไม่ติดต่อและอยากจะหนี แต่กลับพบว่าทุกอย่างมันติดอยู่ในหัวตลอดเวลา คิดและรู้สึกทรมานตลอดเวลา ดิฉันพยายามตั้งสติและเฝ้าดูจิตพบว่า ใจจะไหลไปคิดไม่ค่อยทันอยู่เรื่อย และรู้สึกต่อต้านตัวเองที่มีความคิดแบบนี้ขึ้นเพราะเคยคิดว่าจะไม่รักใครหรือชอบใครอีก

ตอบ : คุณอย่าพยายามต่อต้านความรู้สึกที่เกิดขึ้น
เพราะถ้าไปต่อต้านฝืนไม่ให้เกิด จะทำให้อึดอัดทรมาน
แล้วก็อย่าไปคล้อยตามความรู้สึกนี้
เพราะจะทำให้จิตถลำลึกลงไปมากขึ้น
ดังนั้นต้องทำตัวเป็นคนดูความรู้สึกนี้ที่มันเกิดดับอยู่บ่อยๆ
จนเห็นว่าความรู้สึกนี้ก็แค่เกิดแล้วดับ หาสาระแก่นสารไม่ได้
แล้วจิตก็จะค่อยๆ ลดความหลงไปคิดนึกน้อยลงไปจนหายไปได้เองครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เหตุทุกข์จากความรัก

เหตุทุกข์จากความรัก

ถาม : ขณะฝึกดูจิตอยู่ จะด้วยอะไรไม่ทราบค่ะ มันเกิดความรักข้างเดียวขึ้นมา โดยที่เราไม่เคยต้องการให้เกิดเลย จนตอนนี้รู้สึกว่ากลายเป็นทาสจิตในเรื่องนี้ไปแล้วค่ะ :'( :'( เราพลาดอะไรไปค่ะถึงเกิดราคะได้ ??? พอพยายามตามดูไปมันยิ่งแย่ ยิ่งรุนแรงค่ะ ลึกๆมันอยากให้ความรู้สึกนี้หายไปเร็วๆ อึดอัดค่ะ อยากออกมาจากความรู้สึกนั้น ทุกข์เหลือเกินค่ะ เห็นว่าจิตเรา มันห้ามไม่ได้เลยค่ะเรื่องรักๆเนี่ย ไม่เหมือนโกรธ หรือหลงค่ะ เคยพยายามห้ามแต่ไม่เคยได้ค่ะ   เราควรทำอย่างไร ระหว่างตามดูไปแต่เอาตัวเราออกมาจากการต้องพบเจอคนนั้น จากสถานที่นั้นๆ เพื่อลดเหตุหรือ ปล่อยเหมือนเดิม ดูไป ดูไปเหรอค่ะ ?

ตอบ : อย่าคิดว่าพลาดเลยครับ
เรื่องกิเลสแบบนี้ เป็นเรื่องที่เกิดกับใครก็ได้
เพราะเรายังมีอวิชชา มีจิตที่ถูกกกิเลสครอบงำได้อยู่
และเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่เราจะสั่งจะห้ามไม่ให้จิตไปหลงรักใครเลย

และถ้าเราหรือเขาไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็นคนรักกันได้
หรือเราเอง/เขาเอง ตั้งใจจะไม่มีครอบครัว
ตั้งใจจะประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งใจจะภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์
เราก็ต้องอดทน สำรวมรักษาศีล ๕ ให้ได้
อย่าปล่อยให้อำนาจของความรักมาขับดันให้เราต้องทำผิดศีล ๕
เพราะไม่เช่นนั้นเราจะต้องทุกข์ทับซ้อนทวีคูณมากขึ้นไปอีก

ถ้ายังรู้สึกว่า ยังสำรวมไม่ได้ หากอาจจำเป็นต้องหลบเลี่ยงไม่เจอหน้า
ไม่จำเป็นก็ไม่พูดคุย หากจำเป็นต้องเจอต้องคุย
ก็อย่ามองหน้า อย่าอยู่ตามลำพังสองต่อสอง
(ยากเหมือนกันนะ…แต่อันนี้พระวินัยมีบอกไว้)

ทีนี้พอเราสำรวมรักษาศีล ๕ ได้แล้ว
เราก็ต้องมาหัดรู้สึกตัวว่า เมื่อกี้จิตไหลไปกับความหลงรักอีกแล้ว
หัดดูไปโดยไปต้องคาดหวังว่าจะหายจากการหลงรัก
หัดดูไปเรื่อย ๆ บ่อย ๆ จนจิตเองคุ้นเคยที่จะเห็นว่าจิตไหลไปหลงไป
แล้วจิตจะค่อย ๆ เป็นกลางมากขึ้น
มีความตั้งมั่นมากขึ้น รู้ทันใจที่หลงไปมากขึ้น
ไม่นานนักหรอกครับ อาการหลงไปแบบนี้ก็จะค่อย ๆ เบาบางไปเอง

แต่ถ้าเราไปปฏิเสธมัน เกิดไม่อยากเป็นแบบนี้ อยากหายจากอาการแบบนี้
แล้วเรารู้ไม่เท่าทันความไม่อยากเป็น รู้ไม่เท่าทันความอยากหาย
แล้วลงมือกระทำอะไรต่อจิตใจเราเอง เราจะต้องติดกับติดวังวนนี้ไปอีกนานเลยครับ

อดทน สำรวมรักษาศีล ๕ ไว้
แล้วค่อย ๆ หัดดูจิตที่หลงไปจมแช่ความรักความทุกข์อันนี้ไปบ้าง
หัดดูจิตที่ดิ้นรนจะให้หายบ้าง
หัดดูจิตที่ไม่ชอบ อยากหายบ้าง
ไม่นานหรอกครับ จิตใจก็จะกลับไปเป็นปกติได้

:D

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ทุกข์เพราะรัก

ทุกข์เพราะรัก

ใครที่ทุกข์เพราะรัก มันก็เจ็บปวดสาหัสกันทั้งนั้น
ใครที่เจอแบบนี้ย่อมต้องอยากพ้นจากสภาวะแบบนี้ทั้งนั้น
มันอยู่ที่ว่า เราจะเลือกที่จะพ้นชั่วคราวแล้วกลับไปเจ็บปวดอีก
หรือจะเลือกที่จะเดินไปตามทางที่จะพ้นอย่างไม่ต้องกลับไปเจ็บปวดอีก
แน่นอน การเลือกอย่างหลัง
มันต้องทนเจ็บปวดไปอีกไม่มากก็น้อย
ต้องอดทนที่จะไม่ทำอะไรไม่ถูกต้องชอบธรรม
อดทนที่จะตามรู้ตามดูจิตที่ไหลไปจมแช่ทุกข์
จนกว่าจะพ้นจากสภาวะนี้ไปได้
(ยังไงก็พ้นเพราะทุกอย่างผ่านมาแล้วย่อมต้องผ่านไป)
หัดภาวนาไปจนพ้นได้ครั้งหนึ่ง ก็ถอยห่างทุกข์ออกมาได้อีกก้าวหนึ่ง
หรือก้าวใกล้สู่สันติธรรมได้อีกก้าวหนึ่ง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่