Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ได้ความรู้สึกตัว ยังไม่ถึงการเจริญวิปัสสนา

mp3 (for download) : ได้ความรู้สึกตัว ยังไม่ถึงการเจริญวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้นต้องซ้อมนะ ของฟรีไม่มี คนในโลกนะ มันฝันมาตลอด มันเกิดมาได้ก็เพราะว่ามันหลง เพราะฉะนั้นจิตของเราที่พากันมาเกิดเนี่ย มันคุ้นเคยกับความหลง ไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกตัว จิตไม่คุ้นกับความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน จิตเคยแต่เป็นผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ผู้ปรุงผู้แต่งก็เช่น แต่งการเพ่งการจ้องเอาไว้ก็ได้ แต่งเรื่องไร้สาระทางโลกก็ได้ เป็นความปรุงแต่งทั้งฝ่ายชั่วความปรุงแต่งทั้งฝ่ายดี จิตจะหลงแต่ความปรุงแต่ง จิตไม่คุ้นเคยที่จะเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เราต้องช่วยมัน ต้องซ้อมมัน

หลวงพ่อตั้งแต่เด็กก็หัดหายใจเข้าพุทหายใจออกโธอะไรอย่างนี้ ฝึกอยู่ ทีแรกจิตออกนอก ไม่รู้ทันจิต จิตหนีไปเที่ยวข้างนอก ไปดูสวรรค์ดูอะไรอย่างนั้นไป จริงหรือเท็จก็ไม่รู้หรอก หาสาระแก่นสารไม่ได้ ไม่ลดละกิเลสเลย

ต่อมาก็เห็นว่า จิตไปอย่างนี้ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรนะ พยายามไม่ให้ไป พยายามรู้สึก พยายามรู้สึก หายใจพอจะเคลิ้มขาดสตินะ ก็หายใจแรงขึ้นนิดหนึ่งให้รู้สึกตัวอยู่เรื่อย ก็ฝึกรู้สึกตัวนะแต่ว่าเดินปัญญาไม่เป็น เพราะฉะนั้นได้ความรู้สึกตัวมา ยังไม่ขึ้นวิปัสสนาหรอก เพียงแต่ได้เครื่องมือมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นพวกเรา ไปซ้อมให้ได้เครื่องมือตัวนี้ให้ชำนาญ จิตไหลไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งรู้ทัน ฝึกให้มาก ในที่สุดเราก็จะได้จิตผู้รู้ขึ้นมา เมื่อเราได้จิตผู้รู้เนี่ย เราได้ต้นทางที่จะเดินปัญญาแล้ว


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒o เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

File: 550120
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๑) ทันทีที่รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป จิตจะตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๑) ทันทีที่รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป จิตจะตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะงั้นเรามาฝึกนะ พุทโธไป หายใจไป ดูท้องพองยุบไปตามถนัด แล้วคอยรู้ทันจิต จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตลงมาเพ่งอยู่ที่อารมณ์อันนั้นนะ มาอยู่กับพุทโธ มาอยู่กับลมหายใจ มาอยู่กับท้อง จิตเคลื่อนไปอยู่(กับ)สิ่งเหล่านี้ รู้ทัน

การที่เราคอยรู้ทันจิต ที่เคลื่อนไปเคลื่อนมาเนืองๆเนี่ย ทันทีที่รู้ทัน จิตจะตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ เพราะจิตที่เคลื่อนเนี่ยนะ คือจิตที่มีโมหะ จิตที่เคลื่อนเป็นจิตที่มีโมหะ โมหะชนิดที่เรียกว่า “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน จิตมันฟุ้งไปในความคิดบ้าง ฟุ้งไปที่ลมหายใจบ้าง ฟุ้งไปที่ท้องบ้าง ฟุ้งไปที่เท้าบ้าง

ถ้าเมื่อไหร่เรามีสติ รู้ทันนะ ว่าจิตมันเคลื่อนไปนะ จิตจะไม่เคลื่อน จิตจะตั้งมั่นขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้บังคับ ถ้าเราบังคับ จิตจะตึงเครียด ถ้าจิตตึงเครียด จิตเป็นอกุศล ไม่ใช่จิตที่ดีเลย เพราะงั้นอย่าไปข่ม อย่าไปกด อย่าไปบังคับ อย่าไปกดขี่ข่มเหงจิตใจ แล้วให้คอยรู้ทันเท่านั้น ว่าจิตมันเคลื่อนไป เคลื่อนไปคิด รู้ทัน เคลื่อนไปเพ่ง รู้ทัน ให้รู้ทันเฉยๆ

ทันทีที่รู้ทันนะ เราจะเริ่มเก็บคะแนนของความรู้สึกตัวไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจิตไหลไปคิด เคลื่อนไปคิด เรารู้ว่าจิตเคลื่อนไปคิด จิตจะตั้งมั่นขึ้นโดยอัตโนมัติเลย แต่ถ้าเคลื่อนไปเพ่งนะ เวลาไปดูเนี่ย บางทีถลำตามไปอีก เลยไม่ขึ้นมาเลยก็มี แต่ถ้ารู้ว่าจิตเคลื่อนไปอยู่ที่ท้อง จิตจะขึ้นมาได้นะ ขึ้นมาเอง แต่ส่วนใหญ่พอไปดูซ้ำนะ มันก็ซ้ำลงไปอีก ไปอยู่ที่ท้องหนักขึ้น ไปอยู่ที่ลมหนักขึ้น

เพราะงั้นบางทีบอก ดูแล้วทำไมก็ไม่หายเพ่ง ก็(เพราะว่า)ดูแบบเพ่งๆ ยิ่งดูยิ่งเพ่ง แต่เวลาเผลอไปคิดเนี่ย ทันทีที่รู้ ว่าจิตเผลอไปคิด จิตจะดีดตัวผางขึ้นมา เป็นผู้รู้ทันทีเลย ทันทีที่จิตเป็นผู้รู้แล้ว มันจะรู้สึกกายได้ มันจะรู้สึกใจได้ มันจะกลับมาอยู่กับตัวเอง เรียกว่า จิตใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เดินจงกรม เดินด้วยความรู้สึกตัว

mp 3 (for download) : เดินจงกรมด้วยความรู้สึกตัว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เวลาเราเดินไปนะ เราเดินเอาความรู้สึกตัว เราไม่เดินเอาระยะทาง เราไม่เดินเอาเวลา บางคนเดินเอาระยะทาง รีบจ้ำๆใหญ่ คนโบราณเรียก เหมือนตามควาย จ้ำๆ จ้ำๆ ไปนะ กะว่าเดินได้ครบหนึ่งพันรอบแล้วจะเลิก รีบจ้ำให้มันครบแล้วสบายใจ พวกหนึ่งเอาเวลา จะเดินสามชั่วโมงนะ เดิน..เมื่อไหร่จะถึงสามชั่วโมงสักที วันไหนถึงแล้วก็สบายใจ เราไม่ได้เอาอย่างนั้น เราเดินเอาสติ

เพราะฉะนั้นเราเดินไป เดินไปสบายๆ หายใจช้าลงหน่อยนึงก็ได้ หรือถูกจริตที่จะเคลื่อนไหวเร็วๆก็ได้ ช้าก็ได้ เร็วก็ได้ อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ เคลื่อนไหวไป พอใจลอยปื๊บไป.. รู้สึกตัว แล้วก็เดินต่อไปอีก ถ้ามันลอยรุนแรง ก็รู้สึกตัวยืนเลย ก็ได้ หยุดเลย รู้สึกตัวขึ้นมา แล้วก็เดินเอาใหม่ เดินไปสุดทางจงกรม อย่างเพิ่งหันกลับมา ตอนนี้เป็นจุดอ่อนที่กิเลสจะโจมตี ตรงสุดทางเนี่ย รู้สึกตัวขึ้นมาเสียก่อน ค่อยๆหันกลับมา หันกลับมาอย่าเพิ่งเดิน ถ้าหันกลับมาแล้วจะเดินทันทีเนี่ย จิตมันจะเดินไปก่อนขา มันจะไม่สัมพันธ์กัน กายไปทางหนึ่ง จิตไปทางหนึ่ง ใช้ไม่ได้

เวลาเราหันกลับมา เรารู้สึกตัว ให้สบายๆ แต่ไม่ใช่แข็งนะ ไม่ใช่อย่างนี้นะ อย่างนี้จะไปตีกับเขาละ เหมือนพวกซามูไร อย่างนั้นไม่ได้นะ จะฟันหัวเขาละ รู้สึกตัวสบายๆ ก็ก้าวเดินไป เดินไปพอใจลอยก็จะหยุดก็ได้ รู้สึกตัวใหม่ ก็เดินใหม่ เดินไปเรื่อย เพราะฉะนั้นความรู้สึกตัวมันจะตั้งขึ้น ตั้งขึ้น

ถึงจุดหนึ่งเราก็จะเห็นโดยที่ไม่ได้เจตนาจะเห็น ร่างกายที่กำลังเดินอยู่นี้เป็นรูปมันเดิน มิใช่เราเดิน ร่างกายนี้เป็นรูปเดิน ใจเป็นคนดู เฝ้ารู้เฝ้าดูไป เห็นมันเดิน ถึงจุดนี้มีสิ่งที่ต้องระวังก็คือ พอรู้กายมันเดินไปนานนี่จิตชอบถลำเข้าไปเพ่งกาย เราก็รู้ทันว่าจิตถลำลงไปแช่ที่กายแล้ว รู้สึกตัวใหม่ หยุดเดิน แล้วรู้สึกตัว แล้วค่อยเดินไป เห็นร่างกายมันเดินไปอีก

หรือว่าเดินๆอยู่ กุศล-อกุศล อะไรเกิดขึ้นในจิตในใจ เราก็คอยรู้ทัน เพราะฉะนั้นการปฎิบัติ รู้กายไปรู้ใจไป เอากายเป็นเครื่องสนับสนุนความรู้สึกตัว จะทำง่าย ถ้าดูจิตล้วนๆเลย จะทำได้กับบางคนนะ บางคนดูจิตล้วนๆก็ได้ ทีนี้ถ้ากำลังเรายังไม่พอ ใจเราไม่ตั้งมั่น เราก็เอาการเคลื่อนไหว เอาการปฏิบัติในรูปแบบเป็นตัวช่วย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี เมื่อครั้งพำนักที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี
ในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๘ ก่อนฉันเช้า


สวนโพธิญาณอรัญวาสี
CD: สวนโพธิญาณอรัญวาสี แผ่นที่ ๑๐
Track: ๑
File: 480911A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งที่ต้องทำอีกตัวนึงก็คือการฝึกให้จิตตั้งมั่น ให้จิตสงบ ให้จิตตั้งมั่น เป็นสิ่งที่ควรฝึกควรทำ ควรปฏิบัติ

เห็นมั้ยสิ่งที่ทางดำเนินนะ ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีแล้วก็ไม่ได้ดำเนินต่อเลย รู้หลักปฏิบัติแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง พระพุทธเจ้าก็สอนทางดำเนินของจิตให้ มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เนี่ยสิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนทุกสิ่งทุกอย่างมาเพื่อนำมาสู่การเจริญปัญญานั่นเอง

ให้มีสติก็รู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจ รู้ความมีอยู่ ของกายของใจ รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจไป ในขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจนั้นน่ะ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ทรงสมาธิอยู่

จิตของเราปกติไม่มีสมาธิ จิตของเราจะไหลไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจตลอดเวลา จิตฟุ้งซ่านตลอด ไม่มีสมาธิ แล้วมาฝึกให้จิตมีสมาธิ โดยการรู้ทันจิตที่ไหลไป หรือจะทำสมาธิก็ได้ ทำฌาน ทำฌานที่ถูกต้อง ซึ่งคนยุคเราเนี่ยทำยาก แค่อุปจารสมาธิก็ยากแล้ว อุปจารฯยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น เราหายใจเข้าหายใจออกนะ ลมหายใจจะตื้นขึ้นๆนะ จนกลายเป็นแสงสว่าง สว่างอยู่กับที่ตรงนี้ เราเห็นแสงสว่างนะ แล้วย่อให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้นะ ตามใจชอบนะ ตรงนี้แหล่ะได้อุปจารฯ

ยังทำไม่ถึงเลยใช่มั้ย เล่นยังไม่ได้เลย ไม่ชำนาญ อย่าว่าแต่อัปปนาฯเลย อุปจารฯยังทำไม่ค่อยได้เลยคนรุ่นเรา แต่ไม่ต้องท้อใจ เอาขณิกสมาธิ สมาธิเป็นขณะๆก็พอแล้ว ที่พอสำหรับการบรรลุมรรคผลนิพพาน แม้แต่คนในครั้งพุทธกาลนะ ส่วนใหญ่ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ท่านก็ใช้ขณิกสมาธินี้แหล่ะ ท่านไม่ได้มีฌานมีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี้เอง พระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอย่างพวกเรานี่แหล่ะ ๖๐ กว่าเปอร์เซนต์

งั้นเรามีสมาธิเป็นขณะๆนี่ก็พอแล้ว วิธีฝึกสมาธิเป็นขณะนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตไว้ พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ ไปเดินจงกรมก็ได้ แต่ไม่ใช่พุทโธให้จิตนิ่ง ไม่ใช่หายใจให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ดูท้องให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ขยับมือให้จิตนิ่ง ไม่ได้ไปเดินให้จิตนิ่ง แต่พุทโธเพื่อรู้ทันจิต หายใจเพื่อรู้ทันจิต ดูท้องพองยุบเพื่อรู้ทันจิต เดินจงกรมก็เพื่อรู้ทันจิต พุทโธไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน เดินจงกรม จิตหนีไปคิด รู้ทัน ดูท้องพองยุบ จิตหนีไปคิด ก็รู้ทัน พุทโธอยู่ จิตไหลไปเพ่งพุทโธ ดูลมหายใจ จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ ดูท้องพองยุบ จิตไหลไปเพ่งท้อง รู้ทัน

จิตมันไหลไป ไหลไปสองแบบ ไหลไปคิดนี่หลงไปเลย กับไหลไปเพ่ง ถ้าจิตไหลไปแล้วเรารู้ทัน ว่าจิตไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น ไม่ไหล ตั้งมั่นขึ้นมาจะได้เป็นขณิกสมาธิขึ้นมา เป็นขณะๆ แต่เดิมนั้นนานกว่าจะได้ขณิกสมาธิขึ้นมาสักขณะหนึ่งนะ หลงมาตั้งชั่วโมงแล้วค่อยรู้ว่าหลงไป ได้สมาธิขึ้นมาแว้บหนึ่ง ฝึกทุกวันไม่ท้อถอย พุทโธไป หายใจไ แล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปเพ่ง รู้ทัน ต่อไปพอจิตขยับตัวกริ๊กเดียวก็รู้แล้ว จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา

การที่จิตตั้งมั่นทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะ แต่ตั้งบ่อยๆนะ มันจะเกิดสภาวะความรู้สึกขึ้นมาว่า เหมือนมันตั้งอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากฌานมา มาอยู่ในโลกธรรมดาเนี่ย ในความเป็นจริงแล้วตั้งเป็นขณะเหมือนกัน แต่มันเกิดซ้ำๆ เกิดบ่อยๆ มันเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว

ทีนี้พวกเราไม่ได้ทรงฌาน ก็ฝึกทีละขณะๆนี้แหละ ต่อไปมันจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ เคยหลงวันละครั้ง(ตั้งแต่ตื่นจนหลับ – ผู้ถอด)ก็กลายเป็นชั่วโมงละครั้ง นี่ก็รู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นแล้ว ชั่วโมงหนึ่งเคยหลงครั้งเดียว ต่อมาหลง ๖๐ ครั้ง รู้สึกตัวขึ้นมาได้ถี่ขึ้นมาแล้ว ต่อไปวินาทีหนึ่งเนี่ย เห็นเลย จิตเดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง วินาทีหนึ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามันถี่มากๆเข้า จะรู้สึกเหมือนรู้ตัวอยู่ทั้งวันเลย คราวนี้ จะเป็นอาการเดี่ยวกันกับพวกที่ทรงฌาน แต่มันทำยาก จะอยู่ได้ช่วงหนึ่งเดี๋ยวก็หมดแรงแล้ว หมดแรงแล้วจะฟุ้งไป ส่วนพวกทรงฌาน จะทรงอยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วันหรอก ก็จะต้องไปทำฌานใหม่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งที่ต้องทำอีกตัวนึงก็คือการฝึกให้จิตตั้งมั่น ให้จิตสงบ ให้จิตตั้งมั่น เป็นสิ่งที่ควรฝึกควรทำ ควรปฏิบัติ

เห็นมั้ยสิ่งที่ทางดำเนินนะ ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีแล้วก็ไม่ได้ดำเนินต่อเลย รู้หลักปฏิบัติแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง พระพุทธเจ้าก็สอนทางดำเนินของจิตให้ มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เนี่ยสิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนทุกสิ่งทุกอย่างมาเพื่อนำมาสู่การเจริญปัญญานั่นเอง

ให้มีสติก็รู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจ รู้ความมีอยู่ ของกายของใจ รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจไป ในขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจนั้นน่ะ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ทรงสมาธิอยู่

จิตของเราปกติไม่มีสมาธิ จิตของเราจะไหลไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจตลอดเวลา จิตฟุ้งซ่านตลอด ไม่มีสมาธิ แล้วมาฝึกให้จิตมีสมาธิ โดยการรู้ทันจิตที่ไหลไป หรือจะทำสมาธิก็ได้  ทำฌาน ทำฌานที่ถูกต้อง ซึ่งคนยุคเราเนี่ยทำยาก แค่อุปจารสมาธิก็ยากแล้ว อุปจารฯยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น เราหายใจเข้าหายใจออกนะ ลมหายใจจะตื้นขึ้นๆนะ จนกลายเป็นแสงสว่าง สว่างอยู่กับที่ตรงนี้ เราเห็นแสงสว่างนะ แล้วย่อให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้นะ ตามใจชอบนะ ตรงนี้แหล่ะได้อุปจารฯ

ยังทำไม่ถึงเลยใช่มั้ย เล่นยังไม่ได้เลย ไม่ชำนาญ อย่าว่าแต่อัปปนาฯเลย อุปจารฯยังทำไม่ค่อยได้เลยคนรุ่นเรา แต่ไม่ต้องท้อใจ เอาขณิกสมาธิ สมาธิเป็นขณะๆก็พอแล้ว ที่พอสำหรับการบรรลุมรรคผลนิพพาน แม้แต่คนในครั้งพุทธกาลนะ ส่วนใหญ่ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ท่านก็ใช้ขณิกสมาธินี้แหล่ะ ท่านไม่ได้มีฌานมีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี้เอง พระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอย่างพวกเรานี่แหล่ะ ๖๐ กว่าเปอร์เซนต์

งั้นเรามีสมาธิเป็นขณะๆนี่ก็พอแล้ว วิธีฝึกสมาธิเป็นขณะนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตไว้ พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ ไปเดินจงกรมก็ได้ แต่ไม่ใช่พุทโธให้จิตนิ่ง ไม่ใช่หายใจให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ดูท้องให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ขยับมือให้จิตนิ่ง ไม่ได้ไปเดินให้จิตนิ่ง แต่พุทโธเพื่อรู้ทันจิต หายใจเพื่อรู้ทันจิต ดูท้องพองยุบเพื่อรู้ทันจิต เดินจงกรมก็เพื่อรู้ทันจิต พุทโธไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน เดินจงกรม จิตหนีไปคิด รู้ทัน ดูท้องพองยุบ จิตหนีไปคิด ก็รู้ทัน พุทโธอยู่ จิตไหลไปเพ่งพุทโธ ดูลมหายใจ จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ ดูท้องพองยุบ จิตไหลไปเพ่งท้อง รู้ทัน

จิตมันไหลไป ไหลไปสองแบบ ไหลไปคิดนี่หลงไปเลย กับไหลไปเพ่ง ถ้าจิตไหลไปแล้วเรารู้ทัน ว่าจิตไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น ไม่ไหล ตั้งมั่นขึ้นมาจะได้เป็นขณิกสมาธิขึ้นมา เป็นขณะๆ แต่เดิมนั้นนานกว่าจะได้ขณิกสมาธิขึ้นมาสักขณะหนึ่งนะ หลงมาตั้งชั่วโมงแล้วค่อยรู้ว่าหลงไป ได้สมาธิขึ้นมาแว้บหนึ่ง ฝึกทุกวันไม่ท้อถอย พุทโธไป หายใจไ แล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปเพ่ง รู้ทัน ต่อไปพอจิตขยับตัวกริ๊กเดียวก็รู้แล้ว จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา

การที่จิตตั้งมั่นทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะ แต่ตั้งบ่อยๆนะ มันจะเกิดสภาวะความรู้สึกขึ้นมาว่า เหมือนมันตั้งอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากฌานมา มาอยู่ในโลกธรรมดาเนี่ย ในความเป็นจริงแล้วตั้งเป็นขณะเหมือนกัน แต่มันเกิดซ้ำๆ เกิดบ่อยๆ มันเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว

ทีนี้พวกเราไม่ได้ทรงฌาน ก็ฝึกทีละขณะๆนี้แหละ ต่อไปมันจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ เคยหลงวันละครั้ง(ตั้งแต่ตื่นจนหลับ – ผู้ถอด)ก็กลายเป็นชั่วโมงละครั้ง นี่ก็รู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นแล้ว ชั่วโมงหนึ่งเคยหลงครั้งเดียว ต่อมาหลง ๖๐ ครั้ง รู้สึกตัวขึ้นมาได้ถี่ขึ้นมาแล้ว ต่อไปวินาทีหนึ่งเนี่ย เห็นเลย จิตเดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง วินาทีหนึ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามันถี่มากๆเข้า จะรู้สึกเหมือนรู้ตัวอยู่ทั้งวันเลย คราวนี้ จะเป็นอาการเดี่ยวกันกับพวกที่ทรงฌาน แต่มันทำยาก จะอยู่ได้ช่วงหนึ่งเดี๋ยวก็หมดแรงแล้ว หมดแรงแล้วจะฟุ้งไป ส่วนพวกทรงฌาน จะทรงอยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วันหรอก ก็จะต้องไปทำฌานใหม่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๒๔) สำหรับผู้ครองเรือน

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๒๔) สำหรับผู้ครองเรือน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

โยม : กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ คือได้ปฏิบัติตามแนวของหลวงพ่อแล้ว ก็รู้สึกว่าทุกข์สั้นลงนะคะ แต่ทีนี้ก็คือว่า ปัญหาก็คือว่า ถ้าเกิดกรณีที่เราเกี่ยวพันกับคนอื่นเนี่ย เราจะมีความรู้สึกตัว แล้วก็คล้ายๆกับรู้สึกว่ามีอะไรขึ้นมา แต่พอที่ที่มีปัญหาคือว่า เวลาเราเกี่ยวข้องกับคนใกล้ตัว เช่นลูกเนี่ย ความรู้สึกนี้มันจะเกิดไม่ทันน่ะค่ะ แล้วก็มันก็เกิด เราคุมไม่ได้แล้วทำให้ทะเลาะกัน เราควรจะฝึกอย่างไรหรือทำอย่างไรดีคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราเคยชินน่ะ เราเคยชินกับลูกกับอะไรอย่างนี้ กับบางคนนะ กระทบแล้วอารมณ์มันเคลื่อนไหวรวดเร็วรุนแรงเป็นคนๆไป มันคุ้นเคยที่จะเป็นอย่างนั้น ห้ามมันยังไม่ได้หรอก บอกลูกว่าเห็นใจแม่ก่อนเถิดนะ เดี๋ยวแม่จะค่อยๆพัฒนา

โยม : แล้วควรจะมีการบ้านอย่างไรคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ :
สังเกตที่ใจเรา ทำไมเราโมโหลูก หรืออะไร จะไปเคี่ยวเข็ญลูกนะ เรามีความอยากเกิดขึ้น เรามีความยึดถือในความคิดเห็นของเรา ว่าอย่างนี้ควร อย่างนี้ไม่ควร ถ้าลูกไม่เห็นด้วยเราก็โมโห

ที่จริงก็คือ เรามีมาตรฐานของเราอย่างนี้แหละ เขาไม่ตรงกับมาตรฐานของเรา เราก็ไม่พอใจ เรามาจากความยึดถือในความคิดความเห็นของเราเองนั่นแหละ ถ้าเราเห็นตรงนี้นะ จะคลายออก จะเหลือเหตุผล ลูกเขาก็มีเหตุผลของเขา เราก็มีเหตุผลของเรา เอามาแชร์ข้อมูลกัน อะไรเหมาะ ไม่ใช่เราขีดเส้นเลยนะ ทำอย่างนี้ไม่ได้ ทำอย่างนี้ถูก ทำอย่างนี้ผิด เราใช้มาตรฐานของเราวัดละ หลายบ้านนะ จะเป็นอย่างนั้นน่ะ

หรือคนที่อยู่ด้วยกัน สามีภรรยา หรือผู้ร่วมงาน หรืออะไรอย่างนี้ ถ้าข้างใดข้างหนึ่งยึดถือความคิดเห็นของตนเองรุนแรง มันจะกระทบกระทั่งกันมาก ถ้ารู้ทันจิตใจว่ากำลังยืดถือความเห็นอยู่นะ ความยึดถือตัวนี้คลายออก จะคุยกันสบายๆ คุยกันด้วยเหตุผล ถ้าเราฝึกด้วยการรู้ทันว่าเรากำลังยึดในความเห็นของเราแล้ว รู้ตัวนี้เลย แล้วลูกจะสบาย เราก็จะสบาย

550409.49m49-51m58

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๔๔ วินาทีที่ ๘ ถึง นาทีที่ ๔๙ วินาทีที่ ๔๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : สาระเกี่ยวกับความรู้สึกตัว

สาระเกี่ยวกับความรู้สึกตัว

ถาม : เหตุใดเราจึงต้องหัดด้วยความรู้สึกตัวก่อน และความรู้สึกตัวนี้จะพัฒนาต่อไปเป็นปัญญาในลำดับต่อๆไปอย่างไรครับ?

ตอบ : ถ้ารู้สึกตัวไม่เป็น จิตจะหลงเพลินไปตามอารมณ์ภายนอกตลอดเวลา
การหัดรู้สึกตัว เป็นการหัดให้จิตเกิดสติมารู้อยู่กับกายกับใจตัวเอง
ซึ่งเมื่อสามารถรู้สึกตัวได้เองบ่อยๆ ก็จะรู้อยู่กับกายกับใจได้บ่อยๆ
เมื่อรู้อยู่กับกายกับใจได้บ่อยๆ ก็จะค่อยๆเห็นได้ว่า
กายกับใจ(จิต)ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เกิดปัญญาไปตามลำดับ

ถาม : ในปัจจุบันผมพอรู้สึกตัวได้บ้าง …. แต่ก่อนเคยอยากรู้ชัดๆ จนวันหนึ่งไปเห็นว่า ความรู้สึกตัวนั้นสั้นมากทำได้แค่รู้เฉยๆ ส่วนที่สงสัยว่าถูกมั๊ย ชัดมั๊ย มันเป็นการคิดต่อไปทั้งสิ้น …. คำถามก็คืออย่างนี้เราจะรู้เกิดดับได้อย่างไรครับ ในช่วงแรกต้องช่วยจิตพิจารณาไหมครับ?ตัวอย่างเช่นเวลาผมโกรธ ผมก็รู้แค่ว่ารู้สึกโกรธแล้วนะ แต่ไม่ได้สนใจว่าความโกรธจะหายไปตอนไหน จะหายไปหรือไม่ สักพักหนึ่งก็หลงไปกับเรื่องอื่นต่อ …. อย่างนี้เท่ากับเสียเปล่าไม่ได้ความรู้อะไรใช่ไหมครับ?

ตอบ : หัดรู้สึกตัว ไม่ได้เสียเปล่าหรอกครับ หัดต่อไปเถอะครับ แต่อย่ารีบร้อนนะครับ แล้วจะค่อยๆเห็นสภาวะเกิดดับได้

ถาม : …ผมก็ยังไม่เข้าใจคำที่ว่า “รู้สบายๆ” “เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู” นั้นเป็นอย่างไร คือพอเวลาเดินของผมมันไปรู้ชัดที่ขา เพราะขยับเยอะสุด ผมก็กลัวว่าเดี๋ยวจะไปเพ่งขา มันก็เลยเกิดอาการดึงกลับให้มารู้สึกว่ามีแขน มีหัว มีตัว กันอุตลุด แต่หากพอรู้ทันว่าจิตหลงไปคิดในขณะเดิน มันจะกลับมารู้สึกอยู่ที่ตัวแบบกว้างๆทั้งตัว
ผมทำผิดตรงไหนครับและควรแก้ไขอย่างไรครับ

ตอบ : ปกติเราจะเคยชินที่จะส่งจิตไปรู้อยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
พอมาหัดทำตามรูปแบบ จิตก็เลยเคยชินที่จะไปรู้แบบนั้น
พอรู้สึกว่าจิตไปรู้ชัดที่ใดที่หนึ่ง ก็ไม่ต้องพยามดึงกลับมาครับ
แตให้ปล่อยใจสบายๆ อย่าไปเพ่งจ้องดูไว้
คุณตั้ว เคยมองอะไรแบบไม่โฟกัสสายตามั้ยครับ
การรู้สบายๆ เปรียบเหมือนการมองแบบไม่โฟกัสสายตานั่นเองครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปัญหาในการดิ้นรนให้รู้สึกตัวบ่อยๆ

ปัญหาในการดิ้นรนให้รู้สึกตัวบ่อยๆ

ที่จริงแล้ว รู้ได้แค่ไหนก็ยอมรับความจริงว่า ขณะนี้เรารู้ได้แค่นี้ แล้วก็รู้ไปแค่นั้นแหละ อีกหน่อยก็จะรู้ได้บ่อยขึ้นเองโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

เพราะอยากรู้ตัวให้ได้บ่อยๆ ก็เลยดิ้นรนที่จะให้รู้ตัวได้บ่อยๆ มันเหมือนปลาไปติดแห ดิ้นยังไงก็ไม่หลุดหรอกครับ การดิ้นรน การแสวงหา นั่นเองแหละที่เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ตัวไม่ได้ หยุดดิ้น หยุดแสวงหาเถอะ ยอมรับความจริงที่เป็น ยอมที่จะรู้แค่ที่จะรู้ได้ การแสวงหาไม่อาจพาให้พ้นทุกข์ได้หรอกครับ การหยุดแสวงหาต่างหากที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ การแสวงหา เกิดเพราะความอยาก ความอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังนั้นการแสวงหาด้วยความอยากก็คือทุกข์ จะใช้ทุกข์ ใช้เหตุให้เกิดทุกข์มาดับทุกข์ไม่ได้หรอกครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ความรู้สึกตัวเป็นเครื่องที่พาพ้นทุกข์

ความรู้สึกตัวเป็นเครื่องที่พาพ้นทุกข์

จริงๆ แล้ว การรู้ตัวสามารถเกิดได้เอง เพราะมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของจิต เหมือนความโกรธเป็นต้น แต่ไม่มีใครมาบอกเราว่า นั่นแหละเป็นเครื่องที่พาให้พ้นทุกข์ได้ จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าปรากฏขึ้นมาบอกให้รู้ เพราะอย่างที่บอกว่า การรู้ตัวมันเกิดของมันเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่เราหันมาทำความรู้จักกับมันเท่านั้นก็พอ เมื่อใดที่รู้จักมัน มันก็จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เมื่อมันเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จิตใจก็จะรับรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง (เข้าใจธรรม)

เน้นว่า ให้หันมาทำความรู้จัก ความรู้สึกตัว ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรมากกว่านี้หรอกครับ เพราะเช่นถ้าไปทำสมถะให้นิ่ง แต่ไม่รู้จักความรู้สึกตัว ก็ไม่เกิดประโยชน์แม้ว่าจะมีความรู้สึกตัวจากการทำสมถะนั้น บางทีเราก็รู้ตัวดี แต่บางครั้งสติก็หายไปนานแสนนาน จนมันท้อว่า…โห เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอนี่ เป็นกรรมเวรอะไรรึเปล่า… ที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกอกตกใจหรอกครับ เพราะนี่คือความเป็นจริง ถ้ายอมรับความจริงนี้ได้ก็ไม่ท้อหรอก

สรุปอีกทีก็แล้วกันว่า ความรู้ตัวนั้นเราทำขึ้นไม่ได้ ที่เราทำได้คือ ทำเหตุปัจจัยให้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งตรงนี้แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ไม่ทราบว่าพอสังเกตออกไหมว่า ทำกิจกรรมอะไรแล้วรู้ตัวได้ง่ายบ้าง เช่น เดินเล่นรู้ตัวได้บ่อยไหม นั่งนิ่งๆ รู้ตัวได้บ่อยไหม หากกิจกรรมใดทำแล้วรู้ตัวได้บ่อยได้ง่าย ก็ทำอันนั้นแหละให้บ่อยๆ

ในชีวิตประจำวันนั้น จะมีกิจกรรมหลากหลาย ถ้าเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน ที่ต้องใช้ความคิดความตั้งใจทำมากๆ ก็จะรู้ตัวไม่ได้หรือรู้ได้ยากมากๆ ดังนั้นต้อง ทำใจยอมรับว่า นั่นไม่ใช่เวลาสำหรับฝึกทำความรู้ตัว เวลาสำหรับฝึกทำความรู้ตัว จึงควรเป็นเวลาที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียนหนังสือ เวลาที่เหมาะฝึกรู้ตัวก็เช่น เวลาไปซื้อของ เวลาเดินทาง เวลาทำงานบ้านที่ไม่ต้องใช้ความคิด เป็นต้น

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การจดจำสภาวธรรมและความรู้สึกตัว

การจดจำสภาวธรรมและความรู้สึกตัว

การจำสภาวธรรมได้นั้น ก็ต้องเกิดจากการที่เรามีความรู้สึกตัวในขณะที่เจอสภาวธรรมใดๆ ซึ่งความรู้สึกตัวนี้ จริงๆ แล้วมันก็มีกันทุกคนมากบ้างน้อยบ้าง ถ้าใครใส่ใจที่จะดูจิตใจตัวเองละก็ จะรู้เลยว่า ความรู้สึกตัวมันก็เป็นสิ่งที่เกิดได้ไม่ยาก แล้วมันก็ไม่ได้เกิดเพราะความตั้งใจให้เกิดด้วย หากแต่ในช่วงแรกของการภาวนา มันจะเหมือนว่าเราต้องสร้างสติสัมปชัญญะหรือสร้างความรู้สึกตัวขึ้น ซึ่งที่จริงแล้ว เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาโดยตรง หากแต่เราทำเหตุปัจจัยที่ให้มันเกิดได้บ่อยๆ เท่านั้น กิริยารู้ จึงไม่ได้ถูกเราสร้างหรือทำขึ้นมาโดยตรง แต่จะเกิดจากการที่จิตมีเหตุปัจจัยบางอย่างทำให้มีกิริยารู้ขึ้น ซึ่งเหตุปัจจัยที่ทำให้กิริยารู้เกิดขึ้นได้ก็มีเช่น การทำจิตให้สงบด้วยสมถะ การตามรู้สภาวธรรม ถ้าตามรู้ได้สติก็มีได้ มันเป็นของคู่กัน (สติในที่นี้หมายถึง สติ สัมปชัญญะ)

หลวงพ่อจะใช้การสอนให้รู้จักสภาวะ เผลอ ซึ่งตรงนี้สามารถทำได้ง่าย เพื่อให้เกิดการจำสภาวะเผลอได้ หลังจากที่จำสภาวะเผลอได้ ต่อไปเมื่อเผลอไป หลังจากหยุดเผลอ กิริยารู้ก็จะเกิดเอง ช่วงแรกจึงเหมือนกับต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้รู้จักสภาวะเผลอ แต่ก็ไม่ใช่การทำสติ ไม่ใช่การทำกิริยารู้ขึ้นมา

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เราจะทำให้เกิดความรู้สึกตัวได้ไหมครับ ?

เราจะทำให้เกิดความรู้สึกตัวได้ไหมครับ ?

จะทำแบบไหนละครับ แบบจงใจทำ หรือแบบให้จิตมันตื่นขึ้นเองเมื่อไปรับรู้อารมณ์ แบบจงใจทำ สามารถใช้ได้เมื่อฝึกใหม่ๆ แต่ต้องหัดรู้ไปด้วยว่า ยังมีการจงใจอยู่ จิตที่จงใจทำให้รู้สึกตัวนี้ ยังไม่ใช่สัมมาสติ สังเกตได้จากจิตจะยังมีอาการแข็งๆ หรือยังแน่นๆ ไม่นุ่มนวลเบาสบายเหมือนจิตที่เป็นสัมมาสติ และมักเกิดก่อนที่จะไปรู้อารมณ์ซะด้วยซ้ำไป ส่วนสัมมาสติ จะเกิดขึ้นหลังไปรู้อารมณ์แล้ว (ยกเว้นการรู้กาย) ซึ่งหากเป็นการรู้อารมณ์ทางใจ จิตจะเผลอไปก่อน แต่พอจำสภาวะของอารมณ์ได้จิตที่เผลอก็จะดับลง และเกิดจิตที่มีความรู้สึกตัว ซึ่งเราไม่อาจจงใจทำจิตที่รู้สึกตัวที่เป็นสัมมาสติขึ้นมาได้

ส่วนในการรู้กายนั้น จะต้องมีการทำสมาธิจนเกิดสัมมาสมาธิก่อน แล้วจึงจะไปรู้กายได้ การรู้กายด้วยกำลังของสัมมาสมาธิ จะทำให้จิตที่ไปรู้กายเกิดเป็นสัมมาสติ หากจิตไม่มีกำลังสัมมาสมาธิอยู่ก็ไม่สามารถรู้กายได้อย่างเป็นสัมมาสติ และการรู้กายอย่างเป็นสัมมาสติ ก็ไม่ได้เกิดจากการจงใจทำให้จิตเป็นสัมมาสติ ในการเจริญสัมปชัญญะบรรพะ เป็นการเจริญสัมมาสติในหมวดกายานุปัสสนา (รู้กาย) จึงมีความแตกต่างกับการ ดูจิต ซึ่งเป็น จิตตานุปัสสนา ดังนั้นการทำความรู้สึกตัวนั้น ต้องทำด้วยการทำสัมมาสมาธิ แล้วจิตจะไปรู้กายอย่างมีสัมมาสติ (อย่างมีความรู้ตัว) ได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิก่อน การรู้กายจะกลายเป็นเพ่งกาย ซึ่งคนที่ทำสัมมาสมาธิยังไม่ได้ก็จะรู้กายไม่ได้ หรือถ้าพอจะรู้ได้ก็จะไม่ต่อเนื่องแล้วเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นเพ่งกาย

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : รู้สึกตัวบ่อยๆ แต่ปิติไม่ค่อยมี อย่างนี้ภาวนาถดถอยหรือเปล่า?

รู้สึกตัวบ่อยๆ แต่ปิติไม่ค่อยมี อย่างนี้ภาวนาถดถอยหรือเปล่า?

ถาม : ปีก่อน ผมทำสมาธิแบบอานาปาณสติ กำหนดลมหายใจพุทโธ..เกิดปิติ ขนลุก ขนชัน ตัวเบาตัวโคลง เห็นแสงสว่างจ้า ๆ ได้นาน ๆ  หลวงพ่อฯ บอกว่า สมถะเอาไว้พักผ่อน แต่ปัจจุบัน..หลังจากที่กำหนด “รู้สึกตัวบ่อย ๆ”  อาการปิติที่ว่า..มันทำได้แป็บเดียว คือพออาการปิติจะเกิด จะเริ่มเห็นแสงสว่าง สติก็เกิด  แสงสว่างก็หายไป กลายเป็นรู้สึกตัว  เป็นทุกครั้งเลยครับ ปิติแทบไม่ทันได้เกิด จะรู้สึกตัวก่อน.. แบบนี้ ถูกต้องไหมครับ

คือ..ในความคิดลึก ๆ ของผม..ดูเหมือนการปฏิบัติภาวนาของผม มันจะถดถอยลง..เมื่อก่อน ปิติเกิดได้นาน ๆ โปร่ง โล่ง เบา..  แต่ปัจจุบัน พอปิติจะเกิด..สติรับรู้ขึ้นมา ปิติหายไปกลายเป็นรู้สึกตัวแทน.. การภาวนาของผม เป็นอย่างไรครับ ถดถอยไปหรือเปล่าครับ ?

ตอบ : การภาวนาไม่ได้ถดถอยหรอกครับ
แต่กลับกันคือ สามารถเจริญวิปัสสนาเจริญสติปัญญาได้ก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับ
สามารถเกิดจิตตั้งมั่นรู้เท่าทันปิิติ เห็นปิติเกิดขึ้นแล้วดับไป
การเห็นสภาวะเกิดขึ้นแล้วดับไปนี่แหละครับ
ที่เป็นการเจริญปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
เมื่อเจริญปัญญาได้ ต่อไปภายภาคหน้าก็จะเกิดมรรคเกิดผลแจ้งนิพพานได้
ส่วนสมถะนั้น เมื่อใดที่จิตอ่อนล้าหมดกำลังที่จะเจริญสติปัญญาได้
จิตจะลงไปพักในสมถะได้เอง ช่วงนี้จิตยังมีกำลังที่จะเจริญปัญญาอยู่
จิตจึงไม่ค่อยลงไปพักในสมถะหรือลงไปก็ไม่นานครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กุญแจสู่ความเข้าใจธรรมะ

mp3: (for download) กุญแจสู่การปฎิบัติธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อ: จริง ๆ แล้วหัวใจ สิ่งที่เป็นกุญแจของการปฎิบัติที่จะไขเราไปสู่ความเข้าใจ เปิดประตูของความเข้าใจในธรรมะ คือความรู้สึกตัว

ไม่ว่าเราจะปฎิบัติด้วยกรรมฐานชนิดใดก็ต้องทำด้วยความรู้สึกตัว

ถ้าขาดความรู้สึกตัวเสียแล้วอย่างเดียวเนี่ย ไม่มีวันบรรลุมรรคผลนิพพานได้

เพราะฉะนั้นจุดสำคัญนะคือต้องรู้สึกตัวให้เป็นเสียก่อน

CD ศาลาลุงชิน ๑๙
File ๕๑๐๓๑๖
๒.๕๗ – ๓.๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่