Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เราไม่ได้ภาวนาเอาดี แต่ให้เห็นความจริง

mp3 for downloadเราไม่ได้ภาวนาเอาดี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: โดยธรรมชาติ ภาวนาเนี่ย มันจะไม่ดีตลอด มันเจริญได้มันก็เสื่อมได้ อย่างช่วงนี้เคยภาวนาดี ผ่านไปอีกช่วงนึงไม่ดี ทั้งๆ ที่ทำถูกนะ เพราะอะไร เพราะว่าดีนั้นเป็นของไม่เที่ยง หลวงพ่อถึงสอนเรื่อยๆ ว่าเราไม่ได้ภาวนาเอาดี แต่เราภาวนาให้เห็นความจริงว่า ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราเป็นของไม่เที่ยง

เราภาวนานะ จิตใจสว่างไสว รู้ตื่นเบิกบาน ผ่านไปช่วงหนึ่ง หมองๆ มัวๆ ไม่ค่อยรู้ตัว เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องตกใจ กลับไปเมืองจีนแล้วตกใจว่าภาวนาสู้ตอนอยู่เมืองไทยไม่ได้ พอมันเสื่อมลง มันหมองมัวลง อย่าไปตกใจ ให้เราภาวนาไปตามปกติ ไม่ต้องคิดว่าจะเอาดี เพราะเราไม่ได้ภาวนาเอาดี ให้เราดูไปว่าเนี่ย แต่เดิมมันสว่างไสวสบาย ตอนนี้มืดมัวไปละ จิตที่สว่างก็ไม่เที่ยง เราดูไปอย่างสบายใจ ไม่นานมันก็สว่างขึ้นมาอีก

ก็เห็นจิตที่มัวๆไป จิตที่เสื่อมไปว่าก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ภาวนาเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างมันไม่คงที่ ไม่ใช่ภาวนาเอาดี เพราะดีไม่คงที่

ถ้าคนไหนคิดจะภาวนาเอาดีนะ ต้องช้ำใจตาย เพราะว่ามันของไม่เที่ยง มันดีได้มันก็เสื่อมได้ ตรงนี้เป็นหลักสำคัญนะ ไม่งั้นเดี๋ยวกลับเมืองจีนแล้วตกใจ ตั้งหลักให้ดี ไม่ได้ฝึกเอาดี ไม่ได้ฝึกเอาสุข ไม่ได้ฝึกเอาความสงบ แต่ฝึกเพื่อเอาความจริงว่าทุกอย่างไม่คงที่ ทุกอย่างบังคับไม่ได้ ต้องการเห็นแค่นี้

แล้วต่อไปเวลามีสิ่งต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเราเนี่ย จิตมันฉลาดแล้วว่าทุกอย่างมันไม่คงที่ เพราะฉะนั้น ถ้าความสุขเข้ามานะ เราก็ไม่เพลิดเพลินไป เรารู้ว่าไม่คงที่ ความทุกข์เกิดขึ้นในชีวิต เราก็ไม่หลงกลุ้มใจ เรารู้ว่าไม่คงที่

กระทั่งคนไทยเองนะ ภาวนาไม่เป็นหรอก ภาวนาแล้วเอาดี เอาสุข เอาสงบ นั่งสมาธิเอาสุข เอาสงบ อยากดี เสร็จแล้วมันก็เสื่อม เสื่อมแล้วก็กลุ้มใจ อย่างบางคนภาวนามากมายนะ นั่งขยับทำจังหวะอย่างนี้ จะไม่ยอมให้ใจมันคิด นี่ทำผิดนะ ทำจังหวะแล้วจะไม่ให้ใจคิดเนี่ย ผิด เพราะจิตมีหน้าที่คิด จะไปสั่งมันไม่ให้คิดไม่ได้

หลวงพ่อเทียนขยับเพื่อจะรู้ทันจิตใจที่ไหลไปคิด หลังๆ เริ่มฝึกกันนะ จะไม่ให้มันคิด เพ่งเอาไว้ อยากสุข อยากสงบ อยากดี สุดท้ายก็เสื่อมใช้ไม่ได้ งั้นถ้าเราเข้าใจหลักของการปฏิบัติแล้วกลับเมืองจีนนะ เจริญเราก็รู้ เสื่อมเราก็รู้ ถึงวันหนึ่งเราเห็นว่าเจริญก็ไม่คงที่ เสื่อมก็ไม่คงที่ บังคับไม่ได้เท่าๆกัน เราก็จะเห็นว่าความสุขกับความทุกข์เท่าเทียมกัน ความสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วหาย เป็นของที่เท่าเทียมกันทั้งหมดเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๙ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ก่อนฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๕
File: 570719A
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะไม่มีอะไรพิศดาร

mp3 for download :ธรรมะไม่มีอะไรพิศดาร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ภาพจากวัดพระธาตุโกฏิแก้ว
เอื้อเฟื้อภาพโดย คุณ มโน มยา

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีความสุขมั้ย มีความสุขแต่ไม่รู้ รู้สึกมั้ย เสพความสุขโดยไม่รู้ ติดนะ จิตมีภพ เข้าไปเสพภพ ไม่รู้ทัน ก็จะติดอยู่ในความสุข อยากได้ความสุขอีกนะ อยากได้ซ้ำๆเพราะว่ามันมีความสุข

ถ้าพอไปเจอความทุกข์นะ จิตไม่เป็นกลาง จิตไม่มีสติปัญญา ก็ไปเกลียดมัน ไปเกลียดมันก็อยากอีกละ อยากให้มันหายไปเร็วๆ อยากให้มันไม่มาอีก เวลาเกลียดหน้าใครสักคน อยากให้มันหายไปมั้ย ยกตัวอย่างสามีภรรยาอยู่กันนานๆนะ

ตอนแต่งงานใหม่ๆ ตอนเป็นแฟน อยากเจอใช่มั้ย ไม่เจอก็ทุรนทุราย โทรศัพท์ไปหา ยิ่งโทรศัพท์มีรูปได้ยิ่งดี ติดต่อในสมัยโบราณไม่มีโทรศัพท์ รักสาวๆมากๆคิดถึงสาว ต้องไปดู จะเข้าบ้านเขาก็ไม่ได้นะ กลัวพ่อตาตีด้วยไม้ตะพด สมัยก่อนถ้าใครมีลูกสาวต้องไว้หนวดถือไม้ตะพด เป็นประเพณีอย่างนั้น ไปดูหลังคาบ้าน น่าสงสารจังเลย เหมือนหมาเห่า เหมือนหมาดูพระจันทร์ อะไรอย่างนั้นนะ

แต่ใจเที่ยวแสวงหานะ หาความสุข หิวไปเรื่อยๆ ไม่มีความสุข ไม่อิ่ม ไม่เต็ม มาหัดภาวนานะ โอปนยิโก มารู้กาย มารู้ใจ ซึ่งเรารู้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ละเลยที่จะรู้ เราละเลยไม่ยอมไปรู้มันเท่านั้นเอง ต่อไปนี้เราไม่ละเลย รู้สึกในกาย รู้สึกในใจ บ่อยๆ จนเห็นความจริงนะ จิตมันก็จะคลายความยึดถือ หมดความยึดถือก็หมดทุกข์เท่านั้นเอง นะ แค่นี้แหละ ง่ายๆ ธรรมะไม่ได้มีอะไรพิศดารมากมายนักหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907A
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีวิบากที่ดีมาถึง เราจะพบกับความสุข มีวิบากที่ไม่ดีมาถึง เราจะพบกับความทุกข์

mp3 for download : มีวิบากที่ดีมาถึง เราจะพบกับความสุข มีวิบากที่ไม่ดีมาถึง เราจะพบกับความทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเรารู้หลักของการปฏิบัติ การปฏิบัติจะไม่ยากอะไรเลย เป็นเรื่องธรรมชาติเรื่องธรรมดานี่เอง เป็นเรื่องการที่เราจะมาเรียนรู้ตัวเอง มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนะ ทั้งเทวดาและพรหมทั้งหลายนะ มีปกติส่งจิตออกนอก ส่งจิตออกนอกก็คือ มัวสนใจในรูปไม่สนใจตา สนใจในเสียงไม่สนใจหู สนใจในกลิ่นไม่สนใจในจมูก สนใจในรสไม่สนใจลิ้น สนใจในสิ่งที่มากระทบร่างกายแต่ไม่สนใจร่างกาย สนใจในธรรมารมณ์คือเรื่องราวที่ใจไปรู้เข้าแต่ไม่สนใจจิตของตนเอง เพราะฉะนั้นธรรมชาติของจิตออกนอกตลอด

ก็ธรรมชาติของจิตออกนอกตลอด จิตจึงเที่ยวแสวงหาอารมณ์ไปเรื่อยๆ มันจะเที่ยวหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ หวังว่าถ้าได้อารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจมาเสพแล้วก็จะมีความสุข แต่อารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนแต่เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง บางครั้งบางทีเราก็เจออารมณ์ที่ดี บางทีเราก็เจออารมณ์เลว เอาแน่ไม่ได้ มันแล้วแต่วิบาก เรามีวิบากที่ไม่ดี เราจะเจออารมณ์ที่ไม่ดี มีวิบากที่ดีจะเจออารมณ์ดี ทีนี้ที่ผ่านมาในสังสารวัฏฏ์ เราทำทั้งความดีและความชั่ว เพราะฉะนั้นเราก็จะกระทบกับอารมณ์ที่ดีบ้างที่เลวบ้าง สลับกันไปเรื่อยๆ บางคนอกุศลให้ผลมากในบางช่วงนะ เจอแต่เรื่องร้ายๆในชีวิต บางคนกุศลให้ผลนะ ก็เจอแต่เรื่องดีๆในชีวิต สบาย บางคนในชาตินี้สบ๊ายสบาย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907A
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๐ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีสุขมีทุกข์ ให้รู้ทันความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้นตามมา

mp3 for download : มีสุขมีทุกข์ ให้รู้ทันความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้นตามมา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ถ้าเรารู้หลักของการภาวนา ภูมิที่ดีที่สุดก็คือภูมิของคนธรรมดาที่สุดนี่แหละ ร่างกายมันเป็นอย่างไร รู้สึกมันลงไปเลย ไม่ต้องไปดัดแปลงร่างกาย จิตใจเป็นอย่างไร รู้สึกมันเข้าไปเลย ไม่ต้องไปดัดแปลงจิตใจ จิตใจฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตใจสงบรู้ว่าสงบ มันฟุ้งซ่านมันก็ฟุ้งชั่วคราว พอสติไปรู้ทันมันก็ไม่ฟุ้งซ่าน สงบมันก็สงบชั่วคราวนะ มีสติรู้ความสงบไปได้ช่วงหนึ่ง ความสงบก็เสื่อมได้อีก เป็นของแปรปรวนอีก มีความสุขก็ชั่วคราว มีความทุกข์ก็ชั่วคราว มีความสุขได้มั้ย ได้ กุศลให้ผลมาเราก็มีความสุข เราเจอสิ่งที่ดีก็มีความสุข อกุศลให้ผลมาเราเจอสิ่งที่ร้ายเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา

มีความสุขขึ้นมา จิตมีความยินดีพอใจก็ให้รู้ทัน มีความทุกข์ขึ้นมา จิตไม่พอใจก็ให้รู้ทัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๘ ถึงนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้ารู้ความจริง เราจะมีความสุขที่ไม่อิงอาศัยสิ่งอื่น

mp 3 (for download) : ถ้ารู้ความจริง เราจะมีความสุขที่ไม่อิงอาศัยสิ่งอื่น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นอย่าลืมนะ พยายามรู้สึกตัวให้บ่อยๆ ใจหนีไปรู้ทัน รู้สึกตัว รู้สึกตัวเรื่อยๆ พอรู้สึกตัวแล้วก็อย่าอยู่เฉยๆนะ ถ้ามีความสุขเกิดขึ้นในร่างกายก็รู้ ความสุขหายไปก็รู้ ความทุกข์เกิดในร่างกายก็รู้ ความทุกข์หายไปก็รู้ เนี่ยมันเกิดอยู่ตลอดเวลา

อย่างเรานั่งอยู่เนี่ย พวกเราหลายคนนั่งเกาไปเรื่อยๆนะ คนนู้นเกาคนนี้เกานะ ขยุกขยิกๆนะ ยกเว้นแต่นั่งเพ่งๆเอาไว้ เราคันตรงโน้น คันตรงนี้ นี่ความทุกข์มันเกิดในร่างกาย หรือเรานั่งแล้วเดี๋ยวเราก็ขยับตัวนะ ขยับเอวขยับไหล่ ทำไมต้องขยับล่ะ เพราะความทุกข์มันเกิดขึ้น เราก็ขยับตัวหนีความทุกข์ไป เรายังลุกขึ้นเดินไม่ได้ ยังต้องนั่งอยู่ ลุกขึ้นเดินก็เสียมารยาท ก็ต้องนั่งอยู่ นั่งแล้วมันเมื่อย ก็ต้องขยับไปขยับมา

ความทุกข์ในร่างกายของเรานี้ เป็นสิ่งที่อยู่กับตัวเรา มาแต่ไหนแต่ไร กระทั่งตอนนอนหลับ เราก็ต้องพลิกซ้ายพลิกขวา คืนนึงตั้งหลายสิบครั้ง เพราะว่ามันมีความทุกข์ มันปวดมันเมื่อยขึ้นมา เนี่ยเป็นของอยู่กับตัวเราแท้ๆนะ มีมาตั้งแต่เด็กนะ เราไม่เคยสนใจ เราไม่เคยเรียนรู้ เราไม่รู้ ว่านี่แหล่ะของสำคัญ นี่แหล่ะ ถ้าเราเรียนรู้แล้ว วันนึงใจเราจะไม่ทุกข์อีกต่อไปนะ ใจจะมีแต่ความสุขอันมหาศาล ที่ไม่มีอะไรเหมือนเลย เป็นความสุข ที่ไม่อิงอาศัยคนอื่น ไม่อิงอาศัยสิ่งอื่นเลย

ความสุขในโลกนี่ เป็นความสุขที่ต้องอิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่น เช่นเราต้องอยู่กับคนๆนี้ เราจะมีความสุข ถ้าขาดคนๆนี้ไป เราก็มีความทุกข์ เราต้องได้ตำแหน่งอย่างนี้ ถึงจะมีความสุข แต่เสียตำแหน่งนี้ไป เราจะทุกข์ ต้องมีเงินมากๆ ถึงจะมีความสุข ถ้าไม่มีเงิน เรามีความทุกข์ ต้องมีบ้านแบบนี้ ถึงจะมีความสุข ถ้าบ้านเราเสียหายไปนะ เรามีความทุกข์

แม้ว่าความสุขในโลกนะ เป็นความสุขที่อิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่นอยู่ตลอดเวลาเลย แต่ถ้าเรามาหัดเรียนรู้ความจริง ของกายของใจเรื่อยไป เราจะพบความสุขที่ไม่มีอะไรเหมือน คือความสุขที่ไม่อิงอาศัยอะไรนะ เป็นตัวของตัวเอง มีความสุขอยู่ด้วยตัวของตัวเองได้

ร่างกายจะแก่ จิตใจก็ยังมีความสุข ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย จิตใจก็มีความสุข ร่างกายจะตาย จิตใจก็มีความสุข คนที่เรารักนะพลัดพรากไป ใจเรานะก็ยังมีความสุข มีความสงบอยู่ได้ เพราะมันเห็นความจริงแล้ว ว่าทุกอย่างในชีวิตเรา มาแล้วก็ไป ทุกอย่างมันชั่วคราว เนี่ยเคล็ดลับมันอยู่ตรงนี้แหล่ะ ตรงที่ว่า เรารู้สึกตัว แล้วเรามาเห็นความจริงในกายในใจให้มาก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนวันนึงจิตใจเรายอมรับความจริงได้ (ว่า)ปรากฎการณ์ทุกอย่างนะ ทั้งรูปธรรมนามธรรม ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราเนี่ย เป็นของชั่วคราว ถ้าเห็นได้อย่างนี้นะ ใจก็จะค่อยคลายออก แล้วมีความสุขที่ไม่มีอะไรเหมือน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕

CD: แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
File: 551128
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๐๑ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติมี ๒ ขั้น คือ รู้ด้วยสติ กับ รู้ด้วยสติปัญญา

mp 3 (for download) : การปฏิบัติมี ๒ ขั้น คือ รู้ด้วยสติ กับ รู้ด้วยสติปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การปฏิบัตินั้นมันจะมี ๒ ขั้นนะ เมื่อเรารู้ตัวได้แล้วนะ มันมีขั้นแรก มันรู้ด้วยสติ ขั้นที่สอง รู้ด้วยสติปัญญา

ตัวปัญญาเนี่ยคือตัวความเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา งั้นตรงที่วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นเนี่ย ต้องเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานะ เห็นกายเห็นใจนี้

งั้นอย่างสมมติว่า ความสุขเกิดขึ้นในใจ เรารู้ว่ามีความสุขเกิดขึ้น ถ้ารู้อยู่แค่นี้แล้วก็ลืมไปนะ ไปดูอันอื่น อย่างนี้เรียกว่ามีสติเฉยๆ ตรงที่รู้ทันว่ามีความโกรธเกิดขึ้น หรือมีความสุขเกิดขึ้น แต่ถ้าจะทำวิปัสสนานะ พออย่างความสุขเกิดขึ้น เราก็รู้ รู้แล้วอย่าหลงลืมไปที่อื่นซะ รู้ก็รู้สบายๆ จิตใจเรารู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ความสุขเกิดขึ้นเราจะเห็น ว่าความสุขกับจิตใจเป็นคนละอันกัน พอเห็นความสุขกับจิตใจเป็นคนละอันกัน เราจะเห็นเลย ความสุขค่อยๆ fade ไป ค่อยๆสลายตัวไป กลายเป็นอุเบกขา ความสุขหายไปแล้ว เออนี่ ความสุขเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วหายไปนะ ความสุขไม่เที่ยง นี่แหล่ะเรียกว่าปัญญา

แต่ไม่ใช่คิดเอานะ ถ้าดูซ้ำๆไปเรื่อย แล้วถึงวันนึงจิตมันจะปิ๊งขึ้นมาเอง ว่าโอ้ ทุกอย่างนี้มันไม่เที่ยง ความโกรธนี้มันไม่เที่ยง ความโลภมันไม่เที่ยง ความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ความหดหู่ไม่เที่ยง ความสุขไม่เที่ยง ความทุกข์ไม่เที่ยง

หรือดูไปเรื่อยไปเห็นเลย ว่าความสุขความทุกข์เราก็สั่งไม่ได้ สั่งให้จิตสุขก็สั่งไม่ได้นะ ห้ามจิตทุกข์ก็ห้ามไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเดินปัญญา คือเห็นความจริงเห็นว่าเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้

เนี่ยในขั้นเดินปัญญานี้ ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของกายของใจ ของรูปของนาม ถ้าลำพังเห็นรูปเห็นนามอยู่เฉยๆ เช่น เห็นความโกรธเกิดขึ้น แล้วก็ไม่ได้ดูหรอก ว่ามันเกิดได้ดับได้ มันมีเหตุมันเกิด หมดเหตุมันดับ บังคับไม่ได้ ไม่ได้เห็นอย่างนี้นะ

เห็นแค่ว่าความโกรธเกิดขึ้น แล้วก็เลิกเลย ไม่สนใจมัน อย่างใครเคยมั้ย เวลาโกรธใครซักคนนะ เห็นความโกรธเกิดแว้บนึง แล้วก็เลิกดูนะ ไปดูคนที่ทำให้โกรธต่อแล้ว เห็นมั้ย อย่างนี้ไม่เป็นวิปัสสนานะ มีสติในขณะที่เห็นความโกรธเกิด แล้วก็ขาดสติต่อเลย อย่างนี้ใช้ไม่ได้

ถ้ามีสติแล้วมีใจเป็นคนดู มันจะเห็น ว่าความโกรธมันอยู่ต่างหาก จิตเป็นคนดูอยู่ต่างหาก นี่ แยกกัน แล้วก็ความโกรธเนี่ย มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หรือเห็นว่าความโกรธเกิดได้ ก็ดับได้ เป็นไปเอง ไม่ต้องไปดับมัน มันดับของมันเอง อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าวิปัสสนานะ คือเข้าใจความเป็นไตรลักษณ์ ของรูปธรรมนามธรรม

งั้นสติเป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่ะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๗
Track: ๑๑
File: 550929
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขเหมือนภาพลวงตา

mp 3 (for download) : ความสุขเหมือนภาพลวงตา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: เราต้องมาหัดศึกษาตนเองนะ จนเราเห็นความจริงของ “สิ่ง” ที่เราเรียกว่า “ตัวเรา”

ถ้าเราเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” แล้วนะ ความทุกข์จะกระเด็นไปต่อหน้าต่อตา กระเด็นเลย อยู่ไม่ได้หรอก ความทุกข์จะไปอยู่ในใจเราไม่ได้อีกต่อไป ใครๆก็อยากได้ความสุขนะ ดิ้นรน ทำอย่างนั้นจะสุข ทำอย่างนี้จะสุข แต่ไม่รู้วิธีที่จะขจัดความทุกข์ออกจากใจ ความสุขมันก็อยู่ไม่ได้ พื้นที่ในใจเราถูกความทุกข์แย่งเอาไปหมด

ยกตัวอย่างเราตอนเด็กๆนะ เราก็หวังว่าเรียนหนังสือจบนะ เราจะมีความสุข เป็นเด็กนักเรียนหรือนักศึกษาแพทย์อะไรอย่างนี้ เหนื่อยมาก คิดว่าเรียนจบแล้วจะมีความสุขนะ เรียนจบเข้าจริงๆนะ คิดว่าต้องทำงานหาเงิน ต้องหาตำแหน่งหาเงิน มีตำแหน่งสูงๆมีเงินมากๆจะมีความสุข มันก็ไม่ค่อยมีความสุข จะต้องมีครอบครัวที่ดีอย่างโน้นอย่างนี้มีลูกมีหลานอะไรอย่างนี้ จะมีความสุข สุดท้ายมันก็ไม่มีความสุขอีกนะ

เราวิ่งหาความสุขนะตั้งแต่เด็กๆ จนวันตาย ก็ยังหาไม่เจอ มันเหมือนภาพลวงตา คนเจ็บหนักๆหลวงพ่อเคยเจอนะ นอนดิ้นอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลนะ เขย่าลูกกรงเตียงนะ เมื่อไหร่จะตายเสียทีโว้ย เพราะว่ามันทุกข์มาก เนี่ยแสวงหาความสุขตลอดชีวิตเลย สุดท้ายคิดว่าตายแล้วจะมีความสุขอีก เนี่ยมันมีแต่คำว่า “ถ้า” “ถ้าอย่างนี้จะได้อย่างนี้ ถ้าอย่างนี้จะมีความสุข ถ้าอย่างนี้จะมีความสุข”

ถ้าเราไม่รู้เลยว่า ถ้าเมื่อใดเราขจัดความทุกข์ออกจากใจเราได้ ความสุขมันก็เกิดขึ้นเอง ไม่ต้องไปหามันหรอกนะ หาเท่าไหร่ก็หาไม่ได้ มันเหมือนภาพลวงตา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕

CD: แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
File: 551128
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเราวิ่งหาความสุขตลอดเวลา

mp 3 (for download) : จิตเราวิ่งหาความสุขตลอดเวลา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ในความเป็นจริง จิตวิ่งพล่านไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อหาความสุข เพราะความสุขนั้นเป็นของอาภัพ หายากที่สุดเลย มีแป๊บๆแล้วก็หลุดมือหายไปตลอดเวลา ไปดูหนังนึกว่ามีความสุข มีความสุขแป๊บเดียวนะ ใจก็เบื่อแล้ว ใจก็ไม่สนุกแล้ว ดุจบแล้วก็เบื่อแล้ว ไม่อยากดู ใจไม่มีความสุขอีกแล้ว ก็ต้องไปฟังเพลง ไปร้องคาราโอเกะ อะไรอย่างนี้นะ อยากมีความสุข ร้องไปร้องมา เสียงแหบเสียงแห้ง ต้องหาอะไรกินสักหน่อย ชักหิวแล้ว ถ้าได้กินแล้วจะมีความสุข กินอิ่ม ได้เที่ยวได้เล่นสะใจแล้ว เหนื่อยแล้ว อยากนอน ถ้าได้นอนแล้วจะมีความสุข

เนี่ยเรา เราวิ่งหาความสุขทั้งวันทั้งคืนนะ ในชีวิตเรา เราวิ่งหาความสุขตลอดเลย ตอนเรียนหนังสือนึกออกมั้ย ถ้าเรียนจบแล้วจะมีความสุข เรียนนี่ลำบากนะ แต่พอเรียนหนังสือจบแล้วมาทำงาน รู้สึกมั้ย ทุกข์กว่าเก่าอีก คิดว่าวันไหนรวยๆนะ จะรีไทร์ รีไทร์ไปนั่งริมสระน้ำ ตกปลาเล่นให้สบาย มีความสุข เนี่ย ใจมันคอยหาความสุขนะ

มีเรื่องตลก มี advisor คนหนึ่ง genius มากเลย เป็นคนที่ฉลาดมาก เก่งทางเศรษฐศาสตร์ เก่งเรื่องการลงทุน ใครๆก็ชอบมาจ้างไปเป็นที่ปรึกษา จะลงทุนทำธุรกิจอะไร ต้องจ้างอีตาคนนี้ไป ตาคนนี้ทำงานซะรวยมากเลย จนแก่ แก่แล้วรู้สึกเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อนบ้าง ก็ไปอยู่รีสอร์ทริมทะเล อยู่รีสอร์ทริมทะเล ก็เห็นชาวประมงคนหนึ่ง มันออกหาปลานะ สองสามชั่วโมงมันกลับมาแล้ว ได้ปลามาสองสามตัว เอาไปขาย พอกินวันหนึ่งแล้ว

แกเกิดความสงสารมัน(ชาวประมง) มันโง่นะ ไม่รู้จักทำมาหากิน เอาละ เราจะสอนมันโดยที่ไม่เอาค่าตอบแทน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่จะทำทาน ก็บอก ยู ยูก็ออกเรือให้นานกว่านี้ ยูจะได้ปลาเพิ่มขึ้น ชาวประมงก็ถาม อ้าวได้ปลาเยอะๆแล้วจะเอาไปทำอะไร มันพอกินแล้ว ได้ปลา ออกไปแป๊บเดียวก็พอกิน

อุ้ย ยูนี่โง่ ถ้ายูได้ปลามาก ก็เอาไปขายนะ ยูก็จะรวย อ้าวรวยแล้วจะทำอะไรอีกล่ะ รวยแล้วเหรอ รวยแล้วไปซื้อเรือมาอีก มีสองลำนะ ไปจ้างคนมา ต่อไปยูไม่ต้องทำเลยนะ ขยายไปเรื่อยเลยนะ มีกองทัพเรือ ไปจับปลานะ ตัวเองสบายเลย จะมีเงินเยอะแยะเลย ก็ถามว่า แล้วจะทำอะไรอีก หลังจากมีเงินเยอะแยะ ตอนที่ยูอายุมาก อย่างไอเนี่ย จะมีความสุข ไม่ต้องไปทำมาหากินแล้วนะ มาอยู่ริมทะเล นั่งตกปลาเล่น พักผ่อนสบายใจ ก็บอก ยู เสนออะไรหว่า ให้ไปทำงานแทบตายนะ ก็เพื่อจะมาพักผ่อนริมทะเล ตอนนี้พักอยู่แล้ว ตอนนี้ไอก็พักผ่อนอยู่แล้ว สบายมากเลย อยู่ริมทะเลนะ มีชีวิตที่สบายอยู่แล้ว

เป็นเรื่องที่โดนหลอกนะ หลอกวนไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ คนในโลกมันก็โดนอย่างนั้นแหละ เราเห็นว่าทำอย่างนี้จะสุข ทำอย่างนี้จะสุข สุดท้ายหาไม่เจอสักที สุดท้ายก็คือ ชีวิตที่ง่ายๆนั้นแหละ สุขแล้ว Simple Life มีความสุข ตรงทีจิตมันหาความสุขไม่เลิกเนี่ยแหละ มันเลยมีความทุกข์ มันดิ้นพล่านๆ ไม่สงบหรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันศุกร์ที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๗
File: 550907B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๓) จิตหลุดพ้นแล้วย่อมเห็นนิพพาน

mp 3 (for download) : ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๓) จิตหลุดพ้นแล้วย่อมเห็นนิพพาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตหลุดพ้น หลุดแล้วจะได้อะไร ได้เห็นนิพพาน แต่ไม่เป็นเจ้าของนิพพานนะ นิพพานไม่เป็นของใคร นิพพานเป็นธรรมดาของโลกอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมะประจำโลกอยู่อย่างนั้น แต่ว่าผู้ใดไปเห็นนิพพานผู้นั้นมีความสุขนะ จิตที่ไปรู้นิพพานนั้นมีบรมสุขที่สุดเลย มันพ้นความดิ้นรน พ้นความปรุงแต่ง พ้นความหิวโหย พวกเราค่อยๆฝึกนะ

วันนี้เทศน์มาตั้งแต่เช้าเนี่ยเรื่องอะไรบ้าง หวังว่าการปฏิบัติต้องรู้นะว่าเราจะทำอะไร ก็มีสมถะกับวิปัสสนา ทำเพื่ออะไร ทำสมถะนะก็เพื่อให้มีกำลังไปทำวิปัสสนา หรือว่าบางครั้งก็ใช้พักผ่อนนิดๆหน่อยๆ พอมีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็ไปทำวิปัสสนา ทำอย่างไรนะ สมถะ เนี่ย ให้จิตไปอยู่ในอารมณ์ที่สบายแล้วจิตจะสงบ วิปัสสนานะให้ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจไป ใจเป็นแค่คนรู้คนดูไปเรื่อย โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ ดูไปเรื่อย รู้แล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ถ้าทำสมถะก็ได้ตัวรู้ขึ้นมา ทำวิปัสสนาก็ได้ปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ ได้เห็นความจริงแล้วก็หมดความยึดถือ ปล่อยวาง เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๓
File: 520809A
ระหว่างนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ยอมจำนนต่อทุกข์ จึงพ้นทุกข์

mp 3 (for download) : ยอมจำนนต่อทุกข์ จึงพ้นทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เห็นร่างกายมันเต็มไปด้วยความทุกข์ ตัวจิตเอง พอมีสติถี่ๆขึ้นมานะ เห็นทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันไม่ใช่สุขบ้างทุกข์บ้างแล้วนะ มันจะกลายเป็นทุกข์ล้วนๆเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นมาแล้วก็บีบคั้นทั้งนั้นเลย เป็นความบีบคั้นทั้งสิ้น เป็นทุกข์ทั้งสิ้นเลย เนี่ยเห็นอย่างนี้นะ เห็นมาก มากๆเข้า ถึงจุดหนึ่งนะ มันไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว จนมุมเลย

จะไปอยู่ตามวัดภาวนา หวังว่าจะมีความสุข ก็ไม่มี เพราะว่าไปที่ไหนนะ ก็เอากายเอาใจไปด้วย กายกับใจมันตัวทุกข์น่ะ ไปไหนก็เอาทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีที่หนีเลย เข้าสมาธินะ เข้าไปลึกเลย สบายๆ เผลอๆ เพลินๆ นะ เข้าไม่นานนะ สติปัญญาทำงานขึ้นมา มันถอนออกมา เห็นเลย สมาธิก็เป็นภพอีกอันหนึ่ง ไปเข้าฌานอยู่ เป็นภพอีกอันหนึ่ง ก็ทุกข์อีกนะ อยู่ได้ชั่วคราวก็ถอนออกมาอีกแล้ว

เนี่ยฝึกจนกระทั่ง ครูบาอาจารย์ท่านใช้คำบอกว่า สามแดนโลกธาตุเนี่ย หาที่จะหยั่งเท้าลงไปด้วยความสุขไม่ได้เลย แล้วทำอย่างไร ทำอย่างไรดี จึงจะพ้นจากความทุกข์ ไม่มีทางทำเลย ขอเลิกไม่ดูได้มั้ย เลิกก็ไม่ได้อีก สติปัญญามันอัตโนมัตินะ หมุนจี๋อยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนนะ เห็นจิตหมุนติ้วๆๆ จับอารมณ์โน้น จับอารมณ์นี้ ตลอดเวลาเลยนะ เดี๋ยวเหวี่ยงไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นะ หมุนจี๋ๆๆอยู่ ข้างในก็หมุนอยู่ตลอด มีแต่ทุกข์ล้วนๆเกิดขึ้นเลย นี่เห็นอย่างนี้จนถึงจุดหนึ่งที่จิตมันพอนะ จิตมันจนมุมแล้ว มันไม่รู้จะหาทางออกยังไงอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ไม่ว่าทำอะไรก็ทุกข์หมดเลย ไม่มีทางหนีจากความทุกข์ได้เลย

พอจิตยอมจำนนกับความทุกข์ จิตยอมรับความจริง เรียกว่าคล้อยตามความจริงแล้วว่า กายนี้ใจนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ นี่เรียกว่าจิตคล้อยตามอริยสัจจ์แล้วล่ะ คล้อยตามความจริงนะ จิตก็หมดความดิ้นรนเลย เพราะจิตมันหมดความดิ้นรนนะ มันยอมรับความจริงแล้ว มีแต่ทุกข์ล้วนๆ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป มีแต่ทุกข์ล้วนๆ จิตยอมรับความจริงแล้วจิตจะสลัดตัวเองออกจากกองทุกข์ ตรงนี้มันสลัดของมันเอง มันจะพ้นออกไปเอง

เป็นเรื่องที่แปลกเป็นเรื่องที่อัศจรรย์นะ เราดิ้นรนหาทางพ้นทุกข์แทบตายก็ไม่พ้นหรอก แต่ว่าพอจิตมันเอียนทุกข์เต็มที่นะ มันรู้เต็มที่แล้ว จนกระทั่งมันรู้ว่าไม่มีทางหนีแล้ว มันยอมจำนนกับความทุกข์แล้ว หมดดสติหมดปัญญาที่จะแก้ไขให้พ้นจากความทุกข์แล้ว แบบหลังชนกำแพง ถูกผู้ร้าย ๕ ตัว ถือมีดมาไล่จิ้มเอาๆ ๕ ตัวคือมารทั้ง ๕ ตัว ไล่จิ้มเอาๆ หลังชนกำแพง รอบนี้ตายแน่ อย่างนี้จิตถึงจะยอมปล่อยวาง โอ้… กายนี้ใจนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนะ หนีมันก็ไม่ได้ เห็นมั้ยเอาไว้ก็ไม่ดีใช่มั้ย หนีไปก็ไม่ได้ เนี่ยจิตยอมรับตรงนี้ จิตเป็นกลางเลย ยอมรับความจริง จิตจะเป็นกลางแล้วยอมรับความเป็นจริง กายนี้ใจนี้ทุกข์นะ ยอมรับมัน ความจริง รู้เลย หนีก็ไม่ได้นะ สู้ก็ไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่พ้น ตรงนี้แหละที่จิตจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลกไป เป็นภาวะที่พวกเรานึกไม่ถึงน่ะ คิดด้วยคำพูดไม่ได้ นึกเอาไม่ได้ ต้องฝึกเอา เราจะรู้เลยความพ้นทุกข์มีจริงๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑
File: 520704A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่ได้ฝึกห้ามคิด ไม่ได้ฝึกข่มจิต แต่ฝึกให้รู้ตามความเป็นจริง

mp3 for download: ไม่ได้ฝึกห้ามคิด ไม่ได้ฝึกข่มจิต แต่ฝึกให้รู้ตามความเป็นจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้นั่งสมาธิให้ไม่คิดหรอก นั่งสมาธิแล้วคอยรู้ทันจิตที่มันฟุ้งไป จิตแอบไปคิดแล้วรู้ จิตแอบไปคิดแล้วรู้

ไม่ได้ฝึกห้ามมันนะ จิตเป็นอนัตตา ห้ามไม่ได้จริงหรอก ไปข่มไว้มันมีแต่ยิ่งเครียดนะ เพราะฉะนั้นเราไม่ข่มมัน เหมือนอย่างความกลัวเกิดขึ้น ความกลัวก็เป็นอนัตตา จิตที่กลัวก็เป็นอนัตตา ให้เรารู้เฉยๆนะ ไปข่มมันยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก ยิ่งเครียดหนักเข้าไปอีก

ของคุณที่เครียดง่าย เพราะชอบ่ข่มจิตมากไป คอยรู้นะไม่ใช่ให้ไปข่มนะ ไปฝึกตัวนี้ให้ดีเลย แล้วจะมีความสุขกว่านี้อีกเยอะเลย ไปฟังซีดีนะ จะรู้ว่า ให้รู้ ไม่ใช่ให้ไปข่มมัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗

File: 531204B
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๔๔
ถึงนาทีที่ ๔๓ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้

mp 3 (for download) : จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : คำสอนของพระพุทธเจ้านะให้ประโยชน์ให้ความสุข ทั้งปัจจุบันนะ อนาคต อนาคตพวกเรายังไปไม่ถึง เราดูครูบาอาจารย์ หลวงพ่อแต่ก่อนก็เหมือนพวกเราอย่างนี้แหละ เป็นฆราวาส ทำงานหัวปักหัวปำ แต่ว่าภาวนานะ มีเวลามีโอกาสก็ไปกราบครูบาอาจารย์ผู้เฒ่าทั้งหลาย แต่ละองค์ๆทำไมดูท่านงดงาม ท่านผ่องใส ท่านงดงาม ท่านร่มเย็น เหมือนต้นโพธิ์ต้นไทรนะ พอเข้าใกล้ก็เย็นฉ่ำ

บางองค์พิการ เข้าไปกราบ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบท่านเป็นอัมพาต ลุกไม่ได้ นอนอยู่ คนก็เยอะนะ พระก็เยอะนะ เข้าไปก็มุดๆๆเข้าไป ไปเห็นองค์ท่านนอนอยู่ เขาเอาผ้าคลุมไว้นะ โผล่หน้าออกมา นึกกราบท่าน ขอกราบพระอรหันต์ ท่านลืมตาขึ้นมา พยักหน้า ดูท่านแล้วผ่องใสจังเลย สดใสจังเลย

ยกตัวอย่างเราเห็นคนเฒ่าคนแก่นะ เจ็บไข้ได้ป่วยดูไม่ได้เลยนะ เฉา เข้าใกล้ก็เฉาไปด้วยแล้ว หรืออย่างหลวงปู่สุวัจน์ก็เป็นอัมพาตนั่งอยู่บนรถเข็นไปอยู่ริมน้ำ ท่านก็พูด “โอ้ สุขแท้น้อ สุขแท้น้อ” อะไรอย่างนี้ มีความสุข ไปเจอท่านตอนที่ท่านเป็นอัมพาตแล้วท่านกลับมาจากอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งแรกที่เจอหลังจากท่านเป็นอัมพาต ไปที่ใกล้ๆวัดกู้ เขาเรียกว่าอะไรนะ สวนทิพย์ ก็ไปนั่งรอนะ เขาเข็นรถท่านออกมาจากห้อง โห..ดูหลวงปู่ผ่องใสจังเลย เรายังอยู่กว่าตั้งเยอะนะ แข็งแรงด้วย ยังดูมอมแมม

เนี่ย ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นนะว่า อนาคตเราจะมีประโยชน์อย่างไร แต่ว่าเราไปเห็นครูบาอาจารย์ที่ท่านผ่านศึกมาโชกโชนแล้วเนี่ย โอ้..งามจริงๆเลย ท่านมีชีวิตอยู่อย่างที่โปร่ง เบา ผ่องใส ร่มเย็น เป็นที่พึ่งของลูกเล็กเด็กแดง นกกาทั้งหลาย มาพึ่งกัน ทำไมมีความสุขได้มากขนาดนั้น ทั้งๆที่แก่ ทั้งๆที่เจ็บ เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ เรารู้เลย โอ้..ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆนะ วันหนึ่งเราก็ได้ความสุขอย่างนี้มา แก่ก็สุข เจ็บก็สุข ตายก็สุขนะ

ในตำราชอบพูดถึงพระอรหันต์ ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า ว่าเวลาที่ท่านจะปรินิพพานท่านจะผ่องใสเป็นพิเศษเลย อันนี้ครูบาอาจารย์ที่ท่านภาวนาดีก็เป็นอย่างนั้นนะ วันที่จะมรณภาพเนี่ย จะผ่องมากเลย งามมากเลย กระทั่งหลวงปู่ดูลย์ งามจนคนรู้สึก โอ้โห..ท่านแข็งแรงอย่างนี้นะ เนี่ย ท่านจะตายท่านก็ตายอย่างมีความสุข ไมได้ตายอย่างทุรนทุราย จมความทุกข์ตายไป

เนี่ยมีประโยชน์นะ มีความสุข ตั้งแต่ปัจจุบันที่เราเริ่มลงมือปฏิบัติ แค่รักษาศีลก็มีความสุข แค่ฝึกจิตให้สงบก็มีความสุข ฝึกจิตให้ตั้งมั่นก็มีความสุข หัดแยกธาตุแยกขันธ์ไปเรื่อย ตรงนี้เห็นทุกข์แล้ว เห็นทุกข์ไปเรื่อย ใจยิ่งโปร่งโล่งเบา มีความสุข ยิ่งเห็นทุกข์ยิ่งมีความสุข พอผ่านวางขันธ์ไปแล้ว โอ้.. ยิ่งมีความสุข สุขมาก กลางวันก็สุข กลางคืนก็สุข หลับอยู่ก็สุข ตื่นอยู่ก็สุข อยู่จนแก่จนเฒ่า แต่ละองค์ๆ ดูมีความสุขมาก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
Track: ๑๕
File: 550817B
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราภาวนาอยู่ในภพทั้งนั้น

mp 3 (for download) : เราภาวนาอยู่ในภพทั้งนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอรู้ทันว่าจิตติดอยู่ในภพนะ จิตมันจะหลุดเอง จิตที่มันรักที่จะพัฒนาตัวเองนะ มันจะไม่ยอมนอนค้างในภพใดภพหนึ่งนานๆนะ เพราะฉะนั้นเราสังเกตการภาวนาของเราไปเรื่อย ภาวนาแล้วมีความสุขนะ แล้วสุขมาตั้งนานแล้ว เป็นหลายวัน เป็นอาทิตย์ๆ เป็นเดือนๆเนี่ย จิตต้องติดอยู่ในภพของความสุข ความสบาย ความโล่ง ความว่าง ให้รู้ทันเลย จิตไปติดไปเกยตื้นอยู่ตรงนี้ ไปไม่รอดแล้ว ถ้ารู้ทันนะจิตมันจะถอนตัวออกมา ถอนออกมาเอง เราก็ภาวนาไปอีกนะ เดี๋ยวมันก็ไปติดอย่างอื่นอีก ก็คอยสังเกตเอา โอ้ว.. นี้เหมือนกันหลายวันแล้ว ต้องไปติดอะไรอีกแล้ว รู้ทันอีกนะ ก็ค่อยหลุดออกมา

แต่การสังเกตจิตที่ไปติดอยู่ในภพใดภพหนึ่งเนี่ย ห้ามสังเกตบ่อย ห้ามสังเกตบ่อยเพราะอะไร หลวงพ่อเคยทำ เนี่ย ไอ้เรื่องที่ไม่เอาไหน ทำมาเยอะแล้วนะ ทุกวันนี้ถึงพูดเต็มปากเต็มคำ คือพอจิตไปติดตรงนี้ปุ๊บ มันไปใช้ปัญญา ใช้การคิดพิจารณาเอา ออ..นี่เข้าไปติดอีกแล้ว สังเกตแบบไม่ให้คลาดสายตาเลย จิตไปติดตรงนี้ อ้อรู้แล้ว หลุดออกมา ไปติดตรงนี้อีก รู้แล้วหลุดออกมา ติดตรงไหน รู้แล้วหลุดๆหลุดๆไปเรื่อย ในที่สุดจิตถอนปุ๊บออกมา กลับออกมาอยู่กับโลกอย่างนี้เลย หลุดออกจากกรรมฐานด้วย

ในความเป็นจริงแล้วเวลาที่เราภาวนาเนี่ย เราภาวนาอยู่ในภพ มิใช่ภาวนาอยู่นอกภพนะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อนที่จะหลุดออกจากภพทั้งหมด ไม่ใช่ไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา ในที่สุดหลุดพลุ๊บออกมา กลายเป็นมนุษย์สารเลวอย่างเดิมเลย นะ ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ

เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อน เอาไว้ว่าหากมันติดนานๆหลายๆวันแล้วค่อยสังเกตดู ไม่ใช่ไปคอยสังเกตว่าจิตนี้เคลื่อนไปจับตรงนี้ปุ๊บ อึ๊..เอาออกแล้วนะ นี่ก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอานะ กลายเป็นไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาอะไรเลยนะ ก็หลุดออกมาเลย คอยสังเกตเอา แต่สังเกตสบายๆไม่รีบร้อนหรอก ภาวนาเราก็ภาวนาอยู่ในภพ ไม่ต้องกลัวติดหรอก เพราะอย่างไรก็ติด ไม่ต้องกลัวผิดหรอก เพราะอย่างไรก็ผิด ที่ทำทุกวันนี้ ผิดทั้งหมด แต่ผิดน้อยลงๆ เข้าใกล้ความจริงมากขึ้นๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปติดหรือว่าทำผิด ทำทีไรก็ผิด แต่ถ้าไม่ทำเลยจะผิดมากกว่า

เราก็ต้องทำนะ เรามีศีล ทำศีล ทำสมาธิ ทำปัญญา ค่อยๆฝึกค่อยพัฒนาของเราไป ถ้าใจเรารู้ทัน มันจะถอยออกมา คลายออก คลายออก เป็นระยะๆนะ มันจะไม่ไปติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๓
File: 520705.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ภาวนาแล้วมีความสุข

Mp3 for download:ภาวนาแล้วมีความสุข

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หัดเจริญสตินะ รู้กายรู้ใจไปเรื่อย เมื่อไหร่มีสติเมื่อนั้นมีศีล เมื่อไหร่มีสติเมื่อนั้นมีสัมมาสมาธิ เมื่อไหร่มีสติเมื่อนั้นจะมีปัญญา ใจตั้งมั่นขึ้นมาสักว่ารู้สักว่าเห็น ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นมา ค่อยๆหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ เติบโต วันหนึ่ง เหมือนต้นไม้ที่โตเต็มที่แล้ว ออกดอก ออกผล นะ ให้ความชื่นอกชื่นใจแก่เรา

ค่อยๆฝึก แล้วเราจะมีความสุขเป็นคนที่หนึ่งเลย คนตามลำดับต่อไปคือคนแวดล้อมเรา คนในบ้านเรา ถัดไปก็คนที่ทำงานหรือคนที่รู้จักเรา ต่อไปก็จะมีคนมาคอยมาขอคำปรึกษาเรานะ พวกเราท่าทางมีความสุข พวกมีความทุกข์ทั้งหลายก็จะวิ่งมาถามโน่นถามนี่ เราก็ต้องคอยดูใจเรานะ ในเวลาที่ตอบคำถาม ตอบไปตอบมา มานะอัตตาเกิด “กูเก่ง”เกิดขึ้นมาอีกแล้ว มึงไม่เก่งกูเก่งนะ เห็นมั้ยกิเลสคอยหาช่องอยู่ตลอดเวลา ต้องระมัดระวัง ต้องมีสติ ต้องรู้ทันตัวเองไปเรื่อยๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑

CD: ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ ๒๐
File:
510518
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขมีหลายระดับ

mp 3 (for download) : ความสุขมีหลายระดับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความสุขมันมีหลายระดับ กินของอร่อยก็มีความสุข ดูของสวยของงามก็มีความสุข อันนี้เรียกว่ากามสุข กามสุขเนี่ยคนในโลกเค้าแสวงหากัน

ทีนี้นักปฏิบัติถ้าทำความสงบจิตได้เนี่ย เรียกฌานสุข มีความสุขของการทำสมาธิ เรียกฌานสุข คนที่ได้ฌานสุขแล้วจะรู้เลยว่า กามสุขเนี่ยเป็นเรื่องเด็ก เหมือนหนอนกินอุจจาระ หนอนเค้าก็อร่อยของเค้านะ แต่ให้คนไปกิน ไม่กินหรอก จิตของคนที่เข้าฌานได้ จะรู้เลยว่าความสุขของกาม ของรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอะไรนี่ กระจอกมากเลย

แล้วมีความสุขอีกชนิดนึง เรียกว่าโลกุตรสุข เลยฌานสุขไปอีกนะ คนที่เข้าถึงโลกุตรสุขจะรู้เลยว่า ฌานสุขเป็นทุกข์ ที่ว่าจิตเข้าฌานมีความสุขมากๆนะ ในความเป็นจริงแล้วเป็นภพๆนึง เป็นทุกข์

งั้นความสุขมีเป็นขั้นๆไป ถ้าเรายังหลงโลกอยู่ เราก็มาทำใจให้สงบบ้างนะ แล้วมาเจริญปัญญา เราก็มีความสุขที่ปราณีตขึ้นไปเรื่อยๆ จนมันแจ้งความจริงของกายของใจ ปล่อยวางกายวางใจได้ ก็สัมผัสความสุขที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีอะไรเหมือนเลย ความสุขที่มันเต็ม มันอิ่มอยู่ในตัวเองทั้งวันทั้งคืน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านเนินแสนสุข จ.ชลุบรี
เมื่อวันพุธที่ ๘ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านเนินแสนสุข จ.ชลบุรี วันพุธที่ ๘ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550808
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๑ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้สภาวะแล้ว ให้รู้ทันจิตลงไปอีกชั้น

mp 3 (for download) : รู้สภาวะแล้ว ให้รู้ทันจิตลงไปอีกชั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สติระลึกรู้รูปรู้นาม คือเห็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ในกายในใจนี้ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่

เช่น เห็นความโกรธเกิดขึ้นในใจ ทีแรกเห็นความโกรธเกิดขึ้นในใจ จิตยังไม่เป็นกลาง ไม่ชอบ อยากให้ความโกรธหายไป นี้เรียกไม่เป็นกลาง เห็นความโลภความหลงเกิดขึ้น ไม่ชอบ เห็นกุศลเกิดขึ้น ชอบ เห็นความทุกข์เกิดขึ้น ไม่ชอบ เห็นความสุขเกิดขึ้น ชอบ เห็นสภาวะมั้ย เห็น แต่ไม่เป็นกลาง

งั้นเบื้องต้นที่เรารู้เราเห็นนะ จิตเรายังไม่เข้าถึงความเป็นกลางจริง ให้เรารู้เท่าทันจิตของตนเองเข้าไปอีกชั้นนึง เช่นเมื่อตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ จิตมีความสุข เรารู้ว่ามีความสุข นี่ชั้นที่หนึ่ง ถ้ามีความสุขแล้ว เกิดความยินดีพอใจในความสุข ให้เรารู้ทันเข้าไปที่จิตอีกครั้งนึง รู้เข้าไปลึกเข้าไปอีกชั้นนึง

เวลามีความทุกข์เกิดขึ้น รู้ว่ามีความทุกข์ นี่เป็นชั้นที่หนึ่ง เห็นเลยความทุกข์มันเกิดขึ้นกับจิต พอมีความทุกข์เกิดขึ้นกับจิตแล้ว รู้ลึกซึ้งลงไปอีกชั้นนึง จิตไม่ชอบ

อย่าไปนั่งถามนะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ ยินดีหรือยินร้าย ไม่ต้องถามมันหรอก แต่ฟังหลวงพ่อพูดไว้อย่างนี้แหล่ะ เดี๋ยวถึงเวลาจิตมันจะไปดูของมันเอง ถ้าไม่พูดนำร่องให้นะ จิตไม่ค่อยยอมดู เห็นแค่มีสุขเกิดขึ้น มีทุกข์เกิดขึ้น ก็พอใจแค่นี้แหล่ะ แต่จิตยังไม่เป็นกลาง จิตยังยินดี จิตยังยินร้าย ไม่เห็นหรอก

อาศัยการได้ฟังธรรม รู้ว่าต้องรู้ทันจิตอีกชั้นนึง ว่ามันยินดียินร้ายมั้ย อย่าไปถามมันนะ ไม่ใช่ว่า เอ๊ะ ตอนนี้ยินดีหรือตอนนี้ยินร้าย ตอนนั้นไม่ยินดีตอนนั้นไม่ยินร้าย ตอนนั้นกำลังสงสัยอยู่ ยังไม่มียินดียินร้ายอะไรหรอก สงสัย(อยู่)

เอาแค่ได้ยินแล้วว่า ต้องรู้ทันนะ ด้วยความเป็นกลาง ไม่ยินดีไม่ยินร้าย แต่การจะไม่ยินดีไม่ยินร้ายนั้น ไม่ได้เกิดจากการบังคับห้ามยินดีห้ามยินร้าย ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าจิตยินดีให้รู้ทัน จิตยินร้ายให้รู้ทัน เท่านี้เอง

ถ้ารู้ทันแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือความยินร้ายยินร้ายจะดับไป ความยินดียินร้ายเป็นราคะ เป็นโทสะอยู่ พอไปรู้ทันความยินดียินร้ายตัวนี้ กิเลสจะดับทันที ราคะโทสะดับทันที แค่สติรู้ทันว่ามีราคะ มีความพอใจยินดี แค่สติรู้ทันว่ามีโทสะ คือความยินร้ายไม่พอใจ ราคะโทสะจะดับเอง จิตจะเป็นกลาง

แต่อันนี้ยังเป็นกลางเพราะสติ เป็นกลางเพราะสติไปรู้ทันความยินดียินร้าย ยังไม่ใช่ความเป็นกลางที่เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติ เป็นแค่ทางผ่านขั้นแรกๆเท่านั้นเอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
Track: ๒๒
File: 550204.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๕ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรามักทำร้ายคนที่รักเรา

mp 3 (for download) : เรามักทำร้ายคนที่รักเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : เห็นว่าตัวเองจะมีโทสะกับคนใกล้ชิด อย่างเช่น ยิ่งคนที่รักเรา (หลวงพ่อ: มันปลอดภัย) ใช่ (หลวงพ่อ: มันปลอดภัย) กับพ่อกับแม่อะไรอย่างนี้จะเป็นเยอะน่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ นะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็รับวิบาก ไม่เป็นไร … วัฏฏะ

โยม : ค่ะ ก็เห็นอยู่ตรงนี้น่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : กลัวเกรงภัยในวัฏฏะ แล้วพยายามลดละนะ ตาไปดูเลย ตรงไหนที่เรารู้สึกปลอดภัยนะ เราก็ปล่อยเต็มที่เท่านั้นเอง ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของมนุษย์นะ มนุษย์เนี่ยทำร้ายคนใกล้ตัว มนุษย์ทำร้ายคนที่รักตัวเองเพราะรู้สึกปลอดภัย

ไปดีกับคนอื่นนะ แต่ร้ายกับคนที่ควรจะดี เนี่ยพยายามรู้ตัวนี้นะ เราค่อยๆปรับพฤติกรรมไป คนรอบตัวเราเป็นคนที่เราต้องดูแล ต้องทะนุถนอมนะ ถ้าคนรอบตัวเรา เรากระทบกระทั่งตลอดเวลา ชีวิตเราจะไม่มีความสงบสุขเลย กลับมาบ้าน บ้านต้องร่มเย็นให้ได้นะ บ้านไม่ร่มเย็นเพราะความเห็นไม่เหมือนกัน รู้ทันว่าจิตยึดในความเห็น ความยึดในความเห็นหมดไปนะ ก็อยู่กันอย่างร่มเย็นแล้ว

ถ้าเราทำบ้านของเราให้ร่มเย็นนะ คนรอบตัวเราก็มีความสุข เราก็จะมีความสุข ถ้าคนรอบตัวเรามีแต่ความทุกข์ เร่าร้อน เราไม่มีความสุขหรอก เราไปดีข้างนอก ข้างในวุ่นวาย

มีพวกคุณหญิงคุณนาย ประเภทสังคมสงเคราะห์อะไรอย่างนี้นะ ไปช่วยเยาวชน เยาวชนติดยา เยาวชนมีปัญหา เยาวชนดื้อ หนีออกจากบ้าน ไปช่วย ช่วยๆนะ ลูกตัวเองก็หนีไป แถมพาสามีหนีไปด้วย

เพราะคุณหญิงคุณนายอะไรนี่ แกไม่เคยอยู่สนใจที่บ้านเลยนะ ออกนอกบ้านแกก็ยิ้มหวาน เจอใครก็ยิ้ม ยิ้มๆ นะ จะแจกอะไรหน่อยหนึ่งก็ยิ้มอยู่อย่างนั้นแหละ กว่าจะแจก นาน ยิ้มมากไป พอกลับบ้านนะ เครียดสุดขีดเลย ไปเก็บกดมาจากข้างนอกนะ กัดแหลกเลยในบ้าน

หลวงพ่อเคยเจอคนหนึ่ง เพื่อนก็เตือนแก คุณนายนี่ คุณนายอย่าข่มสามีมาก สามีเขามีอะไรก็ให้เขาพูดบ้างเหอะ เขาเครียด เดี๋ยวเขาทนไม่ไหวนะ แกกลับบ้านมา วันนี้จะปรับตัวแล้ว อ้าวคุณมีอะไร เชิญพูดได้เต็มที่เลย วันนี้ สามีบอก จริงเหรอ จริง ฮ่า ผมล่ะอัดอั้นมานานแล้ว วันนี้ดีเหลือเกิน ผมจะได้พูด อ๋อ เริ่มเห่าแล้วเหรอไอ้แก่

โอ้ ลืมไปนะ ลืมไปว่าจะให้เขาพูดนะ อ๋อ เริ่มเห่าแล้วเหรอไอ้แก่ ไอ้แก่ตกใจเลย อย่ามัวแต่หวานอยู่ข้างนอกนะ คนใกล้ตัวเป็นคนที่เราต้องดูแลฃ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๗
File: 550429B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรามักทำร้ายคนที่รักเรา

mp 3 (for download) : เรามักทำร้ายคนที่รักเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : เห็นว่าตัวเองจะมีโทสะกับคนใกล้ชิด อย่างเช่น ยิ่งคนที่รักเรา (หลวงพ่อ: มันปลอดภัย) ใช่ (หลวงพ่อ: มันปลอดภัย) กับพ่อกับแม่อะไรอย่างนี้จะเป็นเยอะน่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ นะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็รับวิบาก ไม่เป็นไร … วัฏฏะ

โยม : ค่ะ ก็เห็นอยู่ตรงนี้น่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : กลัวเกรงภัยในวัฏฏะ แล้วพยายามลดละนะ ตา(ชื่อของโยม – ผู้เรียบเรียง) ไปดูเลย ตรงไหนที่เรารู้สึกปลอดภัยนะ เราก็ปล่อยเต็มที่เท่านั้นเอง ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของมนุษย์นะ มนุษย์เนี่ยทำร้ายคนใกล้ตัว มนุษย์ทำร้ายคนที่รักตัวเองเพราะรู้สึกปลอดภัย

ไปดีกับคนอื่นนะ แต่ร้ายกับคนที่ควรจะดี เนี่ยพยายามรู้ตัวนี้นะ เราค่อยๆปรับพฤติกรรมไป คนรอบตัวเราเป็นคนที่เราต้องดูแล ต้องทะนุถนอมนะ ถ้าคนรอบตัวเรา เรากระทบกระทั่งตลอดเวลา ชีวิตเราจะไม่มีความสงบสุขเลย กลับมาบ้าน บ้านต้องร่มเย็นให้ได้นะ บ้านไม่ร่มเย็นเพราะความเห็นไม่เหมือนกัน รู้ทันว่าจิตยึดในความเห็น ความยึดในความเห็นหมดไปนะ ก็อยู่กันอย่างร่มเย็นแล้ว

ถ้าเราทำบ้านของเราให้ร่มเย็นนะ คนรอบตัวเราก็มีความสุข เราก็จะมีความสุข ถ้าคนรอบตัวเรามีแต่ความทุกข์ เร่าร้อน เราไม่มีความสุขหรอก เราไปดีข้างนอก ข้างในวุ่นวาย

มีพวกคุณหญิงคุณนาย ประเภทสังคมสงเคราะห์อะไรอย่างนี้นะ ไปช่วยเยาวชน เยาวชนติดยา เยาวชนมีปัญหา เยาวชนดื้อ หนีออกจากบ้าน ไปช่วย ช่วยๆนะ ลูกตัวเองก็หนีไป แถมพาสามีหนีไปด้วย

เพราะคุณหญิงคุณนายอะไรนี่ แกไม่เคยอยู่สนใจที่บ้านเลยนะ ออกนอกบ้านแกก็ยิ้มหวาน เจอใครก็ยิ้ม ยิ้มๆ นะ จะแจกอะไรหน่อยหนึ่งก็ยิ้มอยู่อย่างนั้นแหละ กว่าจะแจก นาน ยิ้มมากไป พอกลับบ้านนะ เครียดสุดขีดเลย ไปเก็บกดมาจากข้างนอกนะ กัดแหลกเลยในบ้าน

หลวงพ่อเคยเจอคนหนึ่ง เพื่อนก็เตือนแก คุณนายนี่ คุณนายอย่าข่มสามีมาก สามีเขามีอะไรก็ให้เขาพูดบ้างเหอะ เขาเครียด เดี๋ยวเขาทนไม่ไหวนะ แกกลับบ้านมา วันนี้จะปรับตัวแล้ว อ้าวคุณมีอะไร เชิญพูดได้เต็มที่เลย วันนี้ สามีบอก จริงเหรอ จริง ฮ่า ผมล่ะอัดอั้นมานานแล้ว วันนี้ดีเหลือเกิน ผมจะได้พูด อ๋อ เริ่มเห่าแล้วเหรอไอ้แก่

โอ้ ลืมไปนะ ลืมไปว่าจะให้เขาพูดนะ อ๋อ เริ่มเห่าแล้วเหรอไอ้แก่ ไอ้แก่ตกใจเลย อย่ามัวแต่หวานอยู่ข้างนอกนะ คนใกล้ตัวเป็นคนที่เราต้องดูแลฃ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๗
File: 550429B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขเป็นเพียงภาพลวงตา

mp 3 (for download) : ความสุขเป็นเพียงภาพลวงตา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : วันเวลาจะค่อยๆให้บทเรียนกับแต่ละคน

แต่ละคนแสวงหาความสุข บางคนมุ่งความสุขมากไม่ยอมดูทุกข์ ปฏิบัติไม่เอา ไม่เอาเรื่องปฏิบัติเลย ก็ต้องให้โลกนี้รวมทั้งให้นรกนะอบรมสั่งสอนให้ จิตเราจะผ่านความทุกข์แต่ละคนจะต้องผ่านความทุกข์ครั้งแล้วครั้งเล่าๆ จนกระทั่งวันนึงมันเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต ชีวิตนี้ทุกข์ล้วนๆนะ จะค่อยๆวาง ค่อยๆวางลงไป

เพราะงั้นถ้าจะพูดไปแล้วการเดินทางในสังสารวัฎฎ์นี้ก็คือการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ความจริงของชีวิตของธรรมชาตินั่นเอง เรียนรู้ไปเรื่อย เที่ยวหาความสุข เที่ยวหนีความทุกข์ไปเรื่อย แต่บทเรียนที่ได้รับก็คือสุขก็ไม่จริงมีแต่ทุกข์ ทุกข์เยอะ สุขน้อย สุขแป๊บเดียวเดี๋ยวทุกข์อีกแล้ว ซำ้ๆๆวันนึงใจ โอ้ มันเข็ดขยาดนะ เข็ด

หลวงปู่เทสก์ท่านเคยเขียนไว้บอกว่า ท่านตายไปท่านคงไม่เกิดอีกแล้วล่ะ นี้ท่านเขียนบันทึกของท่านนะ คนอื่นเอามาเผยแพร่หลังจากท่านมรณะภาพไปแล้ว บอกเราคงไม่ต้องเกิดอีกแล้วล่ะ เพราะว่าเราเห็นแล้วว่ามันมีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย

ตราบใดที่เรายังเห็นว่าทุกข์บ้างสุขบ้างนะ เรายังได้รับบทเรียนไม่พอ มีความสุขขึ้นนิดนึงหลงระเริงไป ระเริงแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวปัญหาใหม่มาอีกแล้ว ความทุกข์ใหม่เข้ามาจ่อเอาอีกแล้ว แก้ปัญหานี้แก้ทุกข์อันนี้ยังไม่เสร็จเลย อีกตัวนึงมารอคิวอีกแล้ว ช่วงไหนความทุกข์ประดังเข้ามามาก เราก็บอกว่าเราทุกข์ ช่วงไหนมันห่างออกไปนิดนึง เราก็บอกช่วงนี้สุข สุขนิดเดียวเพื่อรอจะทุกข์อีกแล้ว

ความสุขของมนุษย์ไม่มีหรอก ความสุขเป็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าตลอดเราวิ่งไม่ทัน ตอนเด็กๆเคยรู้สึกมั้ย ถ้าเรียนหนังสือจบแล้วจะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข มันถ้าอย่างนี้ตลอดชีวิตเลย ตอนเด็กๆก็ถ้าเรียนหนังสือจบแล้วจะมีความสุข เอ้าจบปริญญาตรีแล้วได้ดอกเตอร์จะมีความสุขอีก จบมาแล้ว เอ้า ได้งานดีๆทำถ้าได้งานดีๆทำจะมีความสุขนะ ได้งานดีแล้วถ้ารวยๆด้วยจะมีความสุข ถ้าตำแหน่งใหญ่ๆจะสุขอีก มีแต่ถ้า…จะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุขนะ ถ้ามีแฟนสวยๆหล่อๆรวยๆเก่งๆนิสัยดีๆแล้วจะสุข มีแต่ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข มีแฟนแล้ว เอ้า ถ้ามีลูกไบรท์ๆจะมีความสุขอีก มีแต่ถ้าอีกแล้ว วิ่งตามความสุขทั้งชีวิตเลย วิ่งไม่ทัน

มันน่าสงสารนะ คนในโลกนะมันถูกหลอก มารเอาความสุขมาหลอกให้เราวิ่งพล่านๆๆไปตกเป็นขี่ข้ามันจิกหัวเราตลอดเวลาเลย เห็นแล้วน่าอนาถ เห็นแล้วสังเวชนะ จนวันนึงแก่แล้ว แก่แล้วมันเนี่ยจะปวดจะเมื่อยนะ อยู่เฉยๆมันก็ปวดก็เมื่อยโดยตัวของมันนั่นแหล่ะ เนี่ยนึกเลยว่าวันไหนมันไม่เจ็บไม่ปวดไม่เมื่อยนะ มันคงมีความสุขนะ พอเจ็บหนักๆนะ เจ็บหนักๆเนี่ย โอ้ รักษาไม่ไหวแล้วทรมานมากเลย รู้สึกอีกถ้าตายซะได้จะมีความสุข เนี่ย ไปโน่นแล้วข้ามไปอีกชาตินึงแล้ว

เห็นมั้ยไล่หาความสุขตั้งแต่เล็กๆลงมาเลย ถ้าได้อย่างนี้จะสุข ได้อย่างนี้จะสุข จนสุดท้ายเนี่ยถ้าตายซะได้คงจะมีความสุข นั้นความสุขเนี่ยเป็นของที่หลอกๆเหมือนภาพลวงตา พวกมิราจ หลอกตาอยู่ไกลๆ วิ่งไปเรื่อยนะ หาไปเรื่อย ตะครุบไป เดี๋ยวหนีออกไปอีกแล้ว

เนี่ยการที่เราเข้ามารู้ใจของเรานะ เรียนรู้กายรู้ใจเนี่ย เราจะเห็นความจริงของชีวิตเรานี้ ชีวิตเราๆอยากได้่มีความสุข อยากให้จิตใจมีความสุข หาทางตอบสนองตลอดเวลาเลย แล้วก็ไม่อิ่มไม่เต็ม จะขาดตลอดจะพร่องตลอดเลย พระพุทธเจ้าถึงสอน นัตถิ ตัณหา สมานที ห้วงน้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี อยากยังไงก็ไม่สมอยากหรอก อยากไปเรื่อยแล้วก็ดิ้นไป อยากแล้วก็ดิ้นไป ทุกข์ตั้งแต่เกิดยันตาย เที่ยวหาความสุขเที่ยววิ่งหนีความทุกข์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๘ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๙
Track: ๘
File: 480709B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๒๐ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อได้อะไรมา ก็ได้ภาระมาด้วย

mp 3 (for download) : เมื่อได้อะไรมา ก็ได้ภาระมาด้วย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทุกวันนี้เรามีความสุขจริงนะ แต่ความสุขที่พวกเรารู้จักนะ เป็นความสุขที่มีภาระทั้งสิ้นเลย มีแฟนซักคนนึงใช่มั้ยก็มีความสุข แต่มีภาระ มีบ้านก็มีความสุขนะ แต่มีภาระนะ มีรถยนต์หรูๆซักคันนึงก็มีภาระมาด้วย มีเงินมากๆก็มีภาระ

ครั้งนึงหลวงพ่อนั่งอยู่กับหลวงปู่สิม มีคนนะเอาธูปมาให้ท่านเสกเยอะเลย บอก หลวงปู่ให้หลวงปู่อธิษฐานนะ จุดธูปแล้วให้ลูกค้าเข้าร้านเยอะ ขอให้หนูรวย ท่านถามว่าจะรวยแค่ไหน เอารวยๆๆรวยเยอะๆเลย รวยไม่จบไม่สิ้น นี่ ขออย่างนี้นะ หลวงปู่ยิ้มหวานเลย ท่านปลุกเสกให้นะแล้วท่านก็สอน รวยๆระวังโจรปล้นนะ คือท่านแย็บธรรมะให้หน่อย

ได้อะไรมานะ ก็ได้ภาระมาด้วยนะ มีเงินมากๆก็ต้องรักษาใช่มั้ย เป็นภาระมั้ย ไปไหนก็ไม่ได้นะต้องเฝ้าสมบัติอยู่ เนี่ยท่านสอน แต่ว่าท่านไม่สอนมากนะ ท่านแย้บๆ ไม่งั้นเดี๋ยวคนอยากรวยจะโกรธท่าน เราฟังปุ๊บเราเข้าใจที่ท่านบอกแล้ว

ทุกสิ่งที่ได้มาเนี่ย มันแถมภาระมาด้วย เพราะงั้นความสุขในโลกนี้ มีความสุขจริงนะ แต่มีภาระมาด้วย มีเครื่องเสียดแทงตามมาด้วย ความสุขในธรรมะนั้น ไม่มีภาระ ไม่มีการเสียดแทง คนละชั้นกัน เอาอะไรมาแลกก็ไม่เอาหรอก

ไปหัดเอานะ หัดไปฝึกจิตใจให้อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วดูขันธ์มันทำงาน แยกขันธ์ไป จนกระทั่งจิตมันยอมรับความจริงของขันธ์ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายขันธ์ ไม่เข้าไปหยิบฉวยขันธ์ขึ้นมาอีก ขันธ์ก็ทำหน้าที่ของขันธ์ จิตก็ทำหน้าที่ของจิต ไม่ก้าวก่ายกัน ชีวิตจะมีความสุขขึ้นเยอะเลย จะไม่มีภาระ

ขันธ์ทั้ง ๕ นั่นแหล่ะเป็นภาระ บุคคลนะแบกเอาภาระไป ก็ไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์เนี่ย วางภาระลงแล้ว วางขันธ์ลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านถึงพ้นทุกข์ได้ นี่พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนี้นะ งั้นเราตอนนี้ยังมีภาระก็แบกไปก่อนก็แล้วกัน ค่อยฝึกไป วันนึงค่อยลดๆลง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๗
File: 550317.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๘ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 3123