Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ความอยากมาจากการยอมรับความจริงไม่ได้

mp3 for download : ความอยากมาจากการยอมรับความจริงไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :ยกตัวอย่างปีกลาย (ปี ๒๕๓๔ – ผู้ถอด) เราไม่อยากให้น้ำมาบ้านเรา ไปบ้านคนอื่นไม่เป็นไรหรอก มาบ้านเรา มาน้อยๆหรือไม่มาแล้วดี อยากให้มันไม่มา เพราะเราไปปลูกบ้านในที่ๆน้ำจะมา เราไปอยากในสิ่งซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อย่างน้ำมันต้องมีที่อยู่ อยากให้น้ำไม่มีที่อยู่นะ อยู่ๆก็ข้ามบ้านเราไปลงทะเลเลย ไม่มาท่วม เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา อยากเพราะว่าไม่รู้ความจริง ยอมรับความจริงไม่ได้

สังเกตดูเถอะความอยากทั้งหลายนั้น มาจากการที่ยอมรับความจริงไม่ได้ ยกตัวอย่างแก่แล้วก็อยากไม่แก่ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าต้องแก่ เจ็บก็อยากไม่เจ็บเพราะยอมรับความจริงไม่ได้ว่าต้องเจ็บ ตายก็ยอมรับความจริงไม่ได้ ทนไม่ได้เพราะยอมรับไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าต้องตาย เรายอมรับความจริงไม่ได้ว่าบางคราวเราก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักบางคราวเราก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่รัก เรายอมรับความจริงไม่ได้ว่าสมอยากในทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ

เมื่อใจยอมรับความจริงไม่ได้ มันจะอยากให้เป็นอย่างอื่น หรือว่าอยากให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งดำรงอยู่เรื่อยๆไป ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าจะต้องสูญเสียไป ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าบางสิ่งจะต้องมา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 551208B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความพลัดพรากเป็นเรื่องทางใจ ทุกข์ขึ้นมาเพราะมีความอยาก

mp3 for download : ความพลัดพรากเป็นเรื่องทางใจ ทุกข์ขึ้นมาเพราะมีความอยาก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :ยกตัวอย่างเราเห็นร่างกายนี้ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย นี่เป็นเรื่องธรรมดา เราก็ไม่ได้ไปอยากว่ามันจะต้องเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอด อยากให้มันแข็งแรงตลอด อยากให้มันเป็นอมตะไม่รู้จักตาย อะไรอย่างนี้ ถ้าเรารู้ความจริงแล้ว ว่ามันต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย บางครั้งใจเราก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักนะ ร่างกายอาจจะไม่พลัดพราก

ยกตัวอย่างบางคนทำงานที่เดียวกันเจอกันทุกวันเลย เคยรักกัน แต่วันหนึ่งไม่รักกันแล้ว เขาไปรักคนอื่น ตัวยังไม่ได้พลัดพรากกันนะ แต่ใจพลัดพราก บางคนสามีภรรยาทำงานกันคนละที่ ลูกศิษย์ของหลวงพ่อก็มี บางคน สามีอยู่กรุงเทพฯภรรยาอยู่กระบี่อะไรอย่างนี้ เขาไม่รู้สึกว่าเขาพลัดพรากกัน ทั้งๆที่ร่างกายเขาแยกกันอยู่นะ เขาไม่รู้สึกพลัดพรากเพราะว่าใจของเขายังรู้สึกว่าอยู่ด้วยกัน

เพราะฉะนั้นการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบกับสิ่งที่ไม่รักอะไรอย่างนี้ อันนี้เป็นเรื่องทางใจ ทั้งๆที่ร่างกายอยู่ด้วยกันนะ ก็ยังรู้สึกสูญเสียคนรักไปก็ได้นะ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องทางใจ ความแก่ความเจ็บความตายเนี่ย เป็นความทุกข์ทางร่างกาย ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบสิ่งที่ไม่รัก ความไม่สมปราถนา นำความทุกข์ต่างๆมาให้ อันนี้เป็นเรื่องทางจิตใจ

ความอยากทั้งหลายที่จะให้ร่างกายไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย เกิดจากการที่ไม่รู้ความจริง ยอมรับความจริงไม่ได้ ว่าร่างกายต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย การที่มีทุกข์ขึ้นมา เพราะพลัดพรากจากคนที่รัก เพราะเจอกับสิ่งที่ไม่รัก หรือเพราะว่าผิดหวัง ไม่สมปราถนา ก็มีความอยากเป็นพื้นฐานเหมือนกัน ถ้าชอบเขาก็อยากให้เขาอยู่ด้วยนานๆ พอเขาไม่เที่ยงขึ้นมานะ ก็พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทนไม่ได้ หรือเราอยากจะเจอแต่คนที่ชอบใจ ขอว่าไม่เจอคนที่ไม่ดีอะไรอย่างนี้ มีกรรมร่วมกันมาก็มาเจอกัน ห้ามมันไม่ได้ มันมา เราไปอยากให้มันไม่มา แต่มันมา นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 551208B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๔๘ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๔) มาฝึกเรียนรู้ความจริงของตัวเรา

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๔) มาฝึกเรียนรู้ความจริงของตัวเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :เนี่ยสิ่งที่เราต้องฝึกนะ ก็คือการมาหัดรู้ความจริง ของตัวเราเอง

ความจริงของร่างกาย มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของเป็นทุกข์ มีแต่ของบังคับไม่ได้ เป็นแค่วัตถุที่ไหลเข้าไหลออก จิตใจก็มีแต่ความไม่เที่ยง จิตใจมีแต่ความทุกข์บีบคั้น ถูกความอยากเกิดขึ้นทีไรนะ ก็บีบคั้นจิตใจทุกทีไปเลย อยากจะอยู่นานๆ มันไม่นาน อยากจะสาวนานๆ มันไม่นาน อยากให้แฟนรักเยอะๆ มันไม่รัก อะไรนี้นะ อยากให้ลูกไม่ดื้อ มันดื้อ ความอยากเกิดขึ้นทีไรนะ มันก็บีบคั้นใจเราทุกครั้งไป

เนี่ยมาเฝ้าดูนะ จิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง ความสุขก็ไม่เที่ยง ความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หายไป แต่พอความทุกข์(มา)นะ เรารู้สึกว่าเที่ยง ความทุกข์ไม่รู้จักหายซักที ทีความสุขละก็ไม่เที่ยงเร็ว อันนั้นเพราะใจเราอยาก อยากให้ความสุขอยู่นานๆ มันก็เลยรู้สึกสั้น

นี้เรามาคอยดูนะ ในจิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง จริงๆแล้วทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลก็ไม่เที่ยง อกุศลเช่น โลภโกรธหลงทั้งหลาย ไม่เที่ยง ความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ความหดหู่ไม่เที่ยง ความดีใจความเสียใจ ไม่เที่ยง ความอิจฉาพยาบาท ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง

มาดูจิตใจต่อไป จิตใจนี้ ถูกความอยากบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา อยากดูก็ทุกข์ อยากฟังก็ทุกข์ อยากได้กลิ่นก็ทุกข์ อยากได้รสก็ทุกข์นะ อยากสัมผัสอะไรที่ดีๆก็ทุกข์ อยากคิดอยากนึกเรื่องที่ดีนะ มันไม่ยอมคิด มันชอบไปคิดเรื่องไม่ดี เรื่องความทุกข์ เรื่องอะไรนี้นะ ใจชอบไปวนเวียน อย่างเวลาอกหักนะ เพื่อนๆชอบปลอบ ว่าอย่าไปคิดมันเลย ห้ามไม่ได้ ใจจะคิด ยิ่งเรื่องไม่ดียิ่งชอบคิด ยิ่งเรื่องทุกข์ยิ่งชอบคิด ห้ามไม่ได้ นี่คือคำว่า”อนัตตา”นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราทุกข์เพราะความอยากในใจ

mp 3 (for download) : เราทุกข์เพราะความอยากในใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: วิธีที่เราจะขจัดความทุกข์ออกจากใจเรา เป็นศาสตร์ที่ท่านสอนเอาไว้นะ ท่านสอนไว้อย่างละเอียดมากเลยนะว่า ความทุกข์มันมาได้อย่างไร แล้วอย่างไรมันถึงจะไม่มา

ความทุกข์ในทางใจเราเนี่ย มันเกิดจากความอยาก ความอยากมันเกิดจากการที่จิตใจของเราเนี่ย ยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฎต่อหน้าต่อตาในชีวิตของเราไม่ได้ ถ้าเรายอมรับไม่ได้นะ ใจของเราก็จะดิ้นรนอยากให้มันเป็นอย่างอื่น

เหมือนอย่างปีกลายน้ำจะท่วม เราอยากให้น้ำไม่ท่วมนะ พอความอยากเกิด ความทุกข์มันก็เกิด น้ำยังไม่ทันจะท่วม ความทุกข์ก็ท่วมใจเราเสียก่อนแล้ว หรือปีนี้ไม่มีภัยรุนแรงอะไร บางคนก็เจ็บไข้ได้ป่วย บางคนไปตรวจร่างกาย เป็นมะเร็งเป็นอะไร ยอมรับไม่ได้ว่าร่างกายเราจะเจ็บป่วย ไม่ทันตายเพราะมะเร็งก็มีนะ ช็อคตาย กังวลตาย กลุ้มใจ

ปัญหาใหญ่ก็คือ เราไม่สามารถยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฎต่อหน้าต่อตาเรานี้ได้ เราอยากให้มันเป็นอย่างอื่น หรือเรายอมรับไม่ได้ว่าสิ่งดีๆที่กำลังปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาเรานี้ วันหนึ่งมันจะหายไป เรายอมไม่ได้

เรามีความอยากเกิดขึ้น อยากให้มีความสุขอยู่นานๆ อยากให้ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็ให้อยู่นานๆ อยากให้ความทุกข์ไม่เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นก็อยากให้หายเร็วๆ เนี่ยใจเราไม่ยอมรับสภาวะ ไม่ยอมรับความจริงที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕

CD: แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
File: 551128
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๐๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้ทุกข์จะละสมุทัย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: 530726A_ruu tuk la samutai

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง มันจะละสมุทัยได้ ละความอยากได้ละได้อัตโนมัติ ละแล้วไม่เกิดอีกเลยนะ เรารู้ความจริงแล้วว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ กายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขจะไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้น เห็นมั๊ยพอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัยคือความอยากไม่เกิดขึ้นอีก

การละสมุทัยเพราะการรู้ทุกข์เนี่ยเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่สุดอีกเรื่องหนึ่งนะ ปกติเวลาความอยากใดๆเกิดขึ้นในใจเรามีสติรู้ทัน ความอยากนั้นจะดับไปรู้สึกมั๊ย หัดมาภาวนารู้สึกมั๊ย เวลาเช่นอยากจะจีบสาวนี่ สติรู้ทันปึ๊บ ความอยากก็หายไป เดี๋ยวอาจจะเกิดใหม่อีกแล้วนะ อยากจีบอีก เนี่ยมันดับไม่สนิท มันดับ ดับแล้วก็โผล่ขึ้นมาได้อีกนะ เหมือนตำรวจดับไฟนะแต่ดับแบบประมาท เอาน้ำไปฉีดๆ แล้วก็กลับไป ขับรถหวอกลับไปไม่นานไฟคุขึ้นมาอีกแล้วเพราะเชื้อยังอยู่ แต่ถ้าเราดับไฟด้วยการรู้ทุกข์นะ มันจะดับสนิทจริงๆ มันจะดับสนิท ดับแล้วไม่เกิดขึ้นอีก คือถ้าเมื่อไหร่เรารู้ความจริงว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ รูปธรรมนามธรรมนี้เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของดีไม่ใช่ของวิเศษเหมือนที่เคยคิดไว้ อันนั้นแหล่ะความอยากจะให้ขันธ์ห้าเป็นสุขจะไม่มีอีกแล้วเพราะรู้ว่ามันไม่มีจริง

ความอยากจะให้ขันธ์ห้าพ้นทุกข์จะไม่มีอีกแล้วเพราะรู้ว่าไม่มีจริง ขันธ์ห้าเป็นตัวทุกข์ยังไงก็พ้นทุกข์ไม่ได้ ขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวสุขยังไงก็สุขไปไม่ได้ ความอยากที่ไร้เดียงสาจะไม่มีขึ้นมาอีก ถ้าเมื่อไหร่รู้ทุกข์แจ่มแจ้งจะละสมุทัยเด็ดขาด ละแล้วไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อไรละสมุทัยได้เด็ดขาด เมื่อนั้นนิโรธคือนิพพานจะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
File: 530726A
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

mp3 (for download): ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

หลวงพ่อปราโมทย์ : เวลาเราภาวนา อยากได้มรรคผลมั้ย เวลาภาวนานะ ทำไปด้วยความอยากได้มรรคผล ความอยากเป็นกิเลส กิเลสทำให้เกิดการกระทำกรรม ก็คือการภาวนา ตัวกิเลสนี่น่ะเกิดร่วมพร้อมๆกับกรรมนะ มีกิเลสแล้วทำกรรม มันเป็น “สหชาตปัจจัย” กัน เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่แล้วลงมือทำกรรมฐานน่ะ กิเลสแทรกตลอดเลย สติไม่เกิด ทำแล้วเหนื่อยเปล่าๆเลย ถูกมันหลอกแล้ว

เพราะฉะนั้นอันแรกเลย เวลาเราจะทำกรรมฐานน่ะ ไม่ใช่เพราะอยาก ให้รู้ทันใจที่อยากทำกรรมฐานก่อน พอเรารู้ทันนะ กิเลสมันจะดับ โดยธรรมชาติแล้ว ทันทีที่สติระลึกรู้ได้ กิเลสจะดับอัตโนมัติ พอกิเลสดับแล้วเหลือเหตุผล สมควรทำกรรมฐานมั้ย สมควรทำเพื่อที่จะได้เรียนรู้ความจริงของชีวิต ไม่ใช่ทำกรรมฐานเพราะอยากโน้นอยากนี้ อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากได้ อยากเป็นพระอริยะ อยากพ้นทุกข์ อยากนิพพาน ไม่ได้ทำเพราะอยาก แต่ทำเพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ควรทำ มีหน้าที่ที่ควรทำ เป็นสิ่งที่ควรทำ พระพุทธเจ้าสอนไว้ เราเคารพพระพุทธเจ้า ทำตามที่ท่านบอก นี่สมควรทำ เราก็ทำกรรมฐานแต่ไม่ได้ทำด้วยความอยากที่จะได้รับผล

คนที่ทำกรรมฐานด้วยความอยากน่ะ จริงๆไม่ได้อยากทำกรรมฐาน แต่อยากได้ผล แต่ถ้าเรารักพระพุทธเจ้า เราเคารพเชื่อถือท่าน ท่านสอนให้เราทำกรรมฐาน เราอยากทำกรรมฐาน ไม่ใช่อยากได้ผล เราพอใจที่จะทำเหตุ ไม่ได้หวังที่จะเอาผล จะต่างจากคนที่ไม่อยากทำเหตุ แต่อยากได้ผล ยกตัวอย่างคนที่ขี้เกียจทำงาน แต่อยากเลื่อนขั้นเลื่อนซี มีมั้ยพวกนี้ ทำงานแล้วหวังนะว่าปลายปีจะได้หลายขั้น ให้สองขั้น ให้แปดขั้นก็ไม่เอานะ ได้เลื่อนยศด้วย อย่างนั้นไม่เอานะ เอาสองขั้นพอ สามขั้น

คนพวกนี้ไม่มีความสุข ไม่ได้รักงาน แต่รักผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าทำงานโดยหวังผลประโยชน์นะ ในขณะที่ทำงานนั้นน่ะ ไม่มีความสุข แต่ถ้าเรารักงานนะ เราทำงานไปเรามีความสุขไป เราได้รับผลตอบแทนทันทีที่ทำงานแล้ว มีความสุขที่ได้ทำ

ยกตัวอย่างถ้าเรารักกรรมฐาน ทันทีที่เราทำกรรมฐานเรามีความสุข ไม่ใช่ทรมานใจ พวกเรา เวลาทำกรรมฐานทำในรูปแบบรู้สึกทรมานบ้าง มีมั้ย ยกมือดูสิ นี่ยังไม่ได้รักการทำกรรมฐาน แต่อยากได้ผลใช่มั้ย อดทนทำหวังว่าวันหนึ่งจะได้มรรคได้ผล รู้มั้ยมรรคผลเป็นอย่างไร ไม่รู้ไม่เคยเห็น แต่อยากได้ ดีหรือเปล่ายังไม่รู้เลยนะ แต่เขาว่าดีก็ดีตามเขาไปเนาะ

ถ้าเราพอใจที่จะทำเหตุนะ ไม่มุ่งผลนะ ไม่อยากได้ผลนะ งานมันจะปราณีตกว่ากัน กระทั่งเวลาทำงานทางโลก ถ้าเรารักในงานนั้น เราทำทำงานนั้นได้ดี ผลออกมาจะดีมั้ย ผลออกมามีแนวโน้มที่จะดี ไม่ดีร้อยเปอร์เซนต์ ไม่แน่ ไม่มีอะไรแน่หรอก แต่มีแนวโน้มว่าจะดี

เวลาเราทำกรรมฐานนะ เรามาเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ เรียนรู้เพื่อจะเรียนรู้นะ เพราะงานหลักของเราคือเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ เรียนรู้ธาตุเรียนรู้ขันธ์ ถ้าเราเรียนรู้เพื่อจะเรียนรู้นะ เราจะเรียนรู้ได้ดี แต่ถ้าเราเรียนรู้เพื่ออยากโน้นอยากนี้นะ อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากได้ อยากได้หูทิพย์ตาทิพย์ อยากได้ทิพโสตทิพจักษุ อยากได้เจโตปริยญาณรู้ใจคนอื่น เป็นไปได้มั้ยที่จะรู้ รู้ได้แต่ไม่ค่อยรู้ใจตนเอง รู้ใจคนอื่นง่ายนะ แต่รู้ใจตนเองนี่ยากที่สุดเลยนะ คนชอบคิดว่าบรรลุมรรคผลมาหาหลวงพ่อนี่นะ มีเนืองๆ ชวนคุยไปสักพักหนึ่งให้เขาสังเกตกิเลสน่ะ สังเกตกิเลสตัวเองออก พระอริยะระดับนี้ไม่ควรมีกิเลสตัวนี้ ถ้ามันมีก็ไม่ใช่แล้ว พอเห็นของตัวเองก็รู้แล้วว่าไม่ใช่

คนทั่วไปไม่สนใจที่จะเรียนรู้ตัวเอง แต่อยากได้ผล อยากได้อันโน้นอยากได้อันนี้ ลองมาทำใจใหม่ ต่อไปนี้ลองภาวนาแบบไม่หวังผลบ้าง ได้มั้ย ไม่ได้หรอก แต่เมื่อมันหวังขึ้นมา รู้ว่ามันอยากนะ รู้ทันใจตนเอง ภาวนาด้วยความอยากก็ให้รู้ทันไป พอเรารู้ทันนะ ความอยากจะดับอัตโนมัตินะ คราวนี้เราก็ภาวนาต่อไป บางคนถูกหลอกกิเลสซ้ำซ้อน อยากภาวนา พอรู้ว่าอยากนะ ไม่สนองกิเลส นอนเลย นี่ถูกกิเลสหลอกซ้ำซ้อนนะ ใครเคยเป็นมั้ย กิเลสบอกเราอยากเดินจงกรม สติรู้ว่าอยาก กิเลสสอนเลย นอนเถอะอย่าไปเดิน ดัดสันดานมันเสียบ้าง นอนดัดสันดานให้เข็ดไปเลย นี่ ใครเคยป็นมั้ย เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันนะ กิเลสนี่ตัวร้ายเลย ศัตรูสำคัญของชีวิตเราเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๙
ลำดับที่  ๑๘
File: 540416
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๖ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

mp 3 (for download) : จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

จิตใจเราตกเป็นทาสของความอยากอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อปราโมทย์ :  สังเกตใจของเราหาความเที่ยงแท้อะไรไม่ได้ ใจเราวิ่งพล่านๆอยู่ตลอดเวลา ใจเราถูกความอยากบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง เดี๋ยวก็อยากคิด เดี๋ยวก็อยากโน่นอยากนี่ รวมทั้งอยากปฏิบัติ อยากฟังธรรม อยากไปวัด อยากมาศาลาลุงชิน ความอยากนี่มันบงการเราตลอดเวลา ถ้าเรามารู้อยู่ที่ใจเรา เราจะเห็นเลยจิตใจเราไม่เคยเป็นอิสระเลย จิตใจเราเป็นขี้ข้าของความอยากตลอดเวลา ถ้าพูดแบบหยาบๆ นะ เหมือนเป็นขี้ข้าเป็นทาสอยู่ตลอดเวลา มันสั่งเราทั้งวันนะ สั่งอย่างโน้น สั่งอย่างนี้ เราก็ต้องทำตามมัน เช่นมันสั่งให้ไปเที่ยว ตัณหามันสั่งให้เราไปเที่ยง เราไม่รู้ทันนะเราก็ไปเที่ยวสบายใจ

ตัณหาเป็นเจ้านายที่ฉลาดที่สุด มันจะให้คุณให้โทษ มันสั่งให้เราไปเที่ยว ถ้าเราไปเที่ยว มันจะให้รางวัลนิดนึงจะสบายใจ แต่สบายใจครู่เดียวนะ มันจะสั่งงานใหม่แล้ว ถ้ามันสั่งให้เราไปเที่ยวแล้วเราไม่ไปเที่ยว มันจะลงโทษเรา เราจะรู้สึกกลุ้มใจ อึดอัด มันสั่งให้ไปจีบสาวสักคนหนึ่งนะ ได้ไปจีบสาวหนึ่งคนมีความสุขแล้ว มันจะสั่งอีก มันจะสั่งไปจีบสาวสองคน ถ้าไม่จีบจะกลุ้มใจอีกแล้ว เนี่ยมันจะสั่งเราทั้งวัน

เนี่ยคนที่ตกเป็นทาสมันจะมีความสุขที่ตรงไหน คอยดูอยู่ที่ใจเรา ใจเราจะถูกโขกถูกสับอยู่ทั้งวัน หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยนะ ร่างกายของเรายังได้นอนพัก แต่จิตใจแทบจะไม่ได้พักผ่อน กลางคืนก็ฝันต่ออีก ทรมานมากมีความทุกข์มาก คอยดูอยู่ที่จิตใจเรา จะเห็นเลยจิตใจของเรามันทุกข์มาก จิตใจต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ได้พักผ่อน ถูกโขกสับตลอดเวลา เจ้านายมันโขกมันสับตลอดเวลา ทีนี้ก็เราไม่รู้เราไม่เคยเห็น เราเป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส เราจึงไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้

เพราะฉะนั้นคอยดูใจของเราไว้นะ เดี๋ยวก็อยากไปโน่นเดี๋ยวก็อยากไปนี่ เดี๋ยวอยากคุยกับคนนี้ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ไปเรื่อย คิดว่าอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าได้มาแล้วจะมีความสุข กิเลสมันหลอกเรานะให้วิ่งหาความสุข วิ่งทั้งชาติก็ไม่ได้นะความสุขน่ะ อย่างตอนเด็กๆเลยเรามีความรู้สึกว่าถ้าเรียนจบแล้วจะมีความสุข พอเรียนปริญญาตรีจบนะมันบอกต่อเลยต้องเรียนปริญญาโทจึงจะมีความสุข ถ้าได้ปริญญาเอกยิ่งมีความสุขใหญ่ พอเรียนหนังสือจบแล้วก็อย่างนั้นๆเองนะ ไม่ได้มีความสุขตรงไหนเลย ในนี้ก็มีคนได้ปริญญาเอกหลายคนนะก็ไม่เห็นจะว่าจะมีความสุขเท่าไร มันหลอกเราต่ออีกนะ ถ้าได้งานดีๆจะมีความสุข ถ้าได้เงินเดือนเยอะๆจะมีความสุข มีคำว่า “ถ้า” ตลอดเวลานะ ถ้าได้ตำแหน่งใหญ่ๆจะมีความสุข มีแต่คำว่า “ถ้า” เพราะฉะนั้นชีวิตวิ่งหาความสุขทั้งชาติเลยนะ ต่อไปถ้าได้ครอบครัวที่ดีๆจะมีความสุข มีลูกฉลาดๆจะมีความสุข ต่อไปถ้าแก่ๆนะ ไม่เจ็บไม่ไข้จะมีความสุข พอแก่มากเจ็บป่วยใกล้ตายมาก เราจะรู้สึกขึ้นมาอีกแล้วว่าถ้าตายได้จะมีความสุข ดูจนตายนะยังคิดได้อีกนะว่าถ้าตายแล้วจะมีความสุข เนี่ยนะวิ่งพล่านๆ ยิ่งกว่าหมาถูกน้ำร้อนนะ พูดแบบง่ายๆ วิ่งพล่านตลอดเวลาจะมีความสุขได้อย่างไร 

ความสุขมันลอยอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา ความสุขวิ่งหาตลอดชีวิตก็ไม่ได้มา วิ่งเหมือนจะหยิบได้นะ เหมือนจะคว้าได้ แล้วก็เลื่อนหายไป หลุดมือไปแล้วก็ลอยไปอยู่ข้างหน้าอีก วิ่งไปเรื่อยๆ ถ้าเรามาดูใจเราจะเห็นเลยว่าน่าอเนจอนาถน้ำตาแทบล่วงเลย มีแต่ทุกข์ล้วนๆนะ มันดีตรงไหน เฝ้ารู้ไปเรื่อยๆนะ รู้กายไป กายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ มีความทุกข์บีบคั้นตลอดเวลา จิตใจมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความไม่เป็นอิสระ ถูกกดขี่ถูกบังคับอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เจ้านายของตัวเองนะ ไม่ใช่อัตตาได้หรอก ไม่ได้มีเจ้าข้าวเจ้าของกับมันได้ เฝ้าดูเรื่อยๆนะ เราก็จะเริ่มเห็นความจริง ความจริงคือตัวปัญญา เราจะเห็นเป็นลำดับๆ ไป ปัญญาเบื้องต้นเลยเราจะเริ่มเห็นเลย ร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
File:
490521.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

mp 3 (for download) : อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

หลวงพ่อปราโมทย์: อริยสัจจ์น่ะสำคัญที่สุดเลย แต่ก่อนดูข้ามๆไปนะ รู้สึกตื้นๆ รู้สึกปฏิจจสมุปบาทอะไรเนี่ย แหมลึกซึ้ง ลึก น่าสนใจกว่าอริยสัจจ์ จริงๆถ้าไม่เห็นแจ้งอริยสัจจ์นะ ก็เกิดอีก สำคัญมากเลย

ถ้าเห็นอริยสัจจ์ เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม เห็นในกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทมันทำให้เราเห็นว่าไม่มีคน ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ธรรมทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นคราวๆ มันละสักกายทิฏฐิ

แต่ถ้ารู้แจ้งลงมาในรูปในนามได้นะ เรียกว่ารู้แจ้งอริยสัจจ์ ถึงจะพ้นได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็ตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทไม่เท่ากัน บางองค์ท่านสาวไปแค่วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป และก็วกกลับมานามรูปเป็นปัจจัยของวิญญาณ พระวิปัสสี  พระสิขี พระเวสภู  อะไรพวกนี้ท่านดูแค่นี้ พระพุทธเจ้าเราสาวไปถึงอวิชชา ความจริงปัจจัยของอวิชชามีอีกอันหนึ่ง คืออาสวะ นี้ท่านไปถึงอวิชชาท่านกลับมา

อริยสัจจ์นะ ยิ่งศึกษายิ่งสนุก ลึก ลึก จริงๆ ตอนเราเด็กๆ เราก็นึกว่าเข้าใจ อ่าน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ นึกว่าเข้าใจอริยสัจจ์แล้ว ตอนบวชอยู่วัดชลประทานนะไปสวดมนต์แปลบอก ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ไม่ใช่ ไม่ใช่คนเกิดคนแก่หรอกเป็นทุกข์ กลายเป็นว่ารูปนามมันเป็นทุกข์ เราก็นึกว่าเข้าใจธรรมมากขึ้นแล้วนะ รูปนามเป็นทุกข์ ไม่ใช่เราเป็นทุกข์

เวลาภาวนาปฏิบัติไป ไม่ได้เห็นอย่างนั้นนะ เห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง ไม่ได้เห็นว่าเป็นทุกข์หรอก  ภาวนากันนาน ๆ เมื่อไรเห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์ล้วนๆ ได้นะ มันบอกจะวางแล้ว วาง มันวางได้ด้วยปัญญาจริงๆ คำว่า“ปัญญา”ก็คือการที่เห็นรูปนามเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ

เราต้องพัฒนาสติ สมาธิ ปัญญาขึ้นมา มันเห็นเอง แกล้งทำให้เห็น ไม่เห็นหรอก ถ้าคิดจะทำให้เห็นนะ มันเจือด้วยความคิดแล้ว มันตกจากวิปัสสนาแล้ว

ช่วงที่เราภาวนาไป เราก็จะไม่รู้ว่าเราขาดอะไรมั่ง รู้สึกอย่างเดียวว่าความรู้ยังไม่พอ ยัง ลึกๆ จะรู้สึกตลอดเลยว่ายังรู้ไม่พอ ยังรู้ไม่พอ ถามว่าไม่รู้อะไรตอบไม่ถูก จนภาวนาไปถึงจุดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่า อ้อ ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นั่นเอง ตราบใดที่ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นะ ข้ามภพ ข้ามชาติไม่ได้นะ

อริยสัจจ์ลึกที่สุดเลย อย่างเราไม่สามารถเห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์ เราเห็นว่าเป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง ยังนึกว่ารู้อริยสัจจ์นะ ไม่รู้จริงหรอก หรือเราคิดว่ามีสมุทัย มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  คนทั่วๆไปไม่ได้รู้สึกว่ามีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ได้มีความอยากแล้วทุกข์ไม่ใช่   คนทั่วๆไปรู้สึกแค่ว่าถ้าไม่สมอยากถึงจะทุกข์ ถ้าสมอยากแล้วไม่ทุกข์หรอก มีตัณหาแล้วสนองตัณหาได้ไม่ทุกข์ มันตื้นนะตื้นมากๆ

แต่ว่าพอเราลงมือภาวนาดูจิต ดูใจตนเองออก เราเห็นทันทีเลย ทันทีที่จิตเกิดตัณหาเกิดความอยาก เกิดความยึดถือขึ้นมา จิตมันจะหมุนติ้วๆนะ มันทำงาน จิตทำงานเรียกว่าภพ “ภพ” คำเต็มๆ ของภพคือ กรรมภพ นั่นเอง จิตมันทำงานขึ้นมา มันก็มีความทุกข์ขึ้นมา มันมีทุกข์เพราะมันมีภาระ ภาวนามากเข้าๆเลยถึงจะเห็น ถ้ามีความอยากก็จะมีความทุกข์นะ จะสมอยากหรือไม่สมอยากก็ทุกข์แล้ว จะเห็น

เราก็นึกว่าเข้าใจอริยสัจจ์แล้วนะ เพราะว่าท่านบอกสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่ลึกๆ ก็ยังงงอยู่ว่าทำไมท่านเริ่มด้วยทุกข์ก่อน ท่านน่าจะสอนอริยสัจจ์ ๔ เริ่มด้วยสมุทัย และสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ น่าจะสอนสมุทัยก่อนว่า ถ้ามีตัณหาแล้วจะทุกข์ ตัวทุกข์ก็ไม่พูดเรื่องตัณหา ตัวทุกข์ กลับไปพูดเรื่องขันธ์ งั้นอริยสัจจ์ไม่ใช่เรื่องเข้าใจได้ง่ายๆเลย

นี้พอเราภาวนามาถึงจุดที่เราเห็นว่าถ้ามีตัณหา มีสมุทัยก็มีทุกข์ เราก็นึกว่าเข้าใจที่จริงยังไม่เข้าใจ เราจะเข้าใจอริยสัจจ์ต่อเมื่อเราภาวนาไปถึงจุดที่ว่า ถ้าไม่รู้ทุกข์ถึงจะเกิดสมุทัย ถ้าไม่รู้ทุกข์นะถึงจะเกิดสมุทัย ของเราคิดว่าถ้ามีสมุทัยจึงเกิดทุกข์ มันตื้นอยู่อีกชั้นนึง งั้นท่านถึงเอาทุกข์ขึ้นก่อน บอกทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ เมื่อไรรู้ทุกข์แล้วเมื่อนั้นละสมุทัย เมื่อไรละสมุทัยเมื่อนั้นแจ้งนิโรธ

ธรรมท่านเรียงร้อยได้สวยงามตรงกับการปฏิบัติ ท่านไม่ได้สอนไว้เพื่อให้คิดแบบนักปรัชญา ถ้าสอนอย่างนักปรัชญาก็จะเริ่มจากสมุทัย ท่านสอนจากการปฏิบัติ ปฏิบัติให้รู้รูปนามให้รู้ทุกข์ งั้นจุดเริ่มต้นคือให้รู้ทุกข์ ถ้ารู้ทุกข์แจ้ง เห็นว่าขันธ์นี้ไม่ใช่เราแล้ว  คืนขันธ์ให้โลก  คืนขันธ์ให้ธรรมชาติไป  ตัณหาหรือสมุทัยจะดับอัตโนมัติ จะไม่เกิดแล้ว ถ้ายังไม่เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเนี่ย ตัณหาจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มีอวิชชาอยู่ตัณหายังเกิดอีก มันเกิดเป็นระยะ ระยะไป

ตัณหาคืออะไร พูดง่าย ๆ เลยตัณหาก็คือความอยากให้ขันธ์นี้มีความสุข ความอยากจะให้ขันธ์นี้พ้นจากทุกข์ ทำไมมีความอยากอันนี้ขึ้นมา ก็เพราะมีความสำคัญมั่นหมายว่าขันธ์นี้คือเรา เราคือขันธ์ ฉะนั้นถ้าภาวนาจนเห็นว่า ขันธ์ไม่ใช่เราหรอก นี่กำลังเหยียบประตูไปสู่นิพพานแล้ว ได้โสดาบัน ดูต่อไปจนวางขันธ์ได้ พอวางขันธ์ได้แล้วสมุทัยหายไปเองนะ ไม่เกิดอีกว่าขันธ์ไม่ใช่เราแล้วจะไปอยากให้มันมีความสุขทำไม จะอยากให้มันพ้นทุกข์ทำไม ฉะนั้นเมื่อไรรู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อนั้นจะละสมุทัย

ทันทีที่ละสมุทัย จิตจะเข้าถึงธรรมอีกชนิดหนึ่งคือพอเราวางความยึดถือจิต สลัดจิตคืนเรียก ปฏินิสสัคคะ สลัดรูปนามคืนคืนเจ้าของเดิมคือ  คืนโลกไปพอสลัดคืนไปแล้วเนี่ย ภาระที่จะต้องทำงานให้รูปนามมีความสุข พ้นทุกข์ ไม่มีอีก จิตใจเลยเข้าถึงสันติสุข เข้าถึงสันติสุข สันติสุขนั่นแหละคือนิพพาน

นิพพานมันไม่ได้อยู่ไกลนะ นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา เมื่อไรจิตมันสิ้นตัณหา เพราะมันรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง คืนกาย คืนใจ คืนขันธ์ให้โลกไปแล้วเนี่ย เมื่อนั้นจะเห็นนิพพานต่อหน้าต่อตาไม่ได้ยากอะไร เราไปวาดภาพนิพพานเอาไว้ซะไกลเลย คิดว่าต้องภาวนาอีกแสนๆ ชาติถึงจะเจอ ถ้าอย่างนั้นอีกแสนชาติ ยังไม่เจอ ยังมีความเห็นผิดอยู่

นิพพานจริงๆ พูดให้ง่ายๆ นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหาหรือวิราคะ จิตของเรามีตัณหาย้อมอยู่ตลอดเวลานะ  เดี๋ยวอยากดู  เดี๋ยวอยากฟัง เดี๋ยวอยากได้กลิ่น เดี๋ยวอยากได้รส เดี๋ยวอยากได้โผฏฐัพพะที่ดีนี่  เดี๋ยวอยากได้ธรรมารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจอยากตลอดเวลา ความอยากนะหมุนอยู่ในอายตนะทั้ง ๖ ในเวลาเราภาวนานะ

แต่เดิมเราคิดว่าตัณหามี ๓ ตัว กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา พอลงมือภาวนาจริง ๆ เราเห็นตัณหา ๖ ตัว เรียกว่ารูปตัณหา ความอยากได้รูป สัททตัณหา อยากได้ยินเสียง อยากได้กลิ่น อยากได้รส อยากได้สัมผัสที่ดี อยากได้ธรรมารมณ์ที่ดี   อยากได้ธรรมารมณ์ที่ดีเรียกว่า “ธรรมตัณหา”  ชื่อเพราะนะธรรมตัณหา “อยาก”  เช่นอยากรู้เรื่อง ก็คิด ๆ คิดไปนี่เรียกว่ามีธรรมตัณหา

พอจิตมันมีตัณหาขึ้นมาในอายตนะ ๖ มันก็เกิดการทำงานขึ้นมาที่จิต จิตก็หมุนจี๋ๆๆ ขึ้นมานะ ทำงานเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าเราคอยรู้คอยดูนะ โอ้ วันหนึ่งละความยึดถือในกายในจิตได้ตัณหาจะไม่เกิดอีก ตัณหาไม่เกิดอีกนะ ภพก็ไม่เกิดขึ้น การทำงานทางใจไม่มีขึ้น ความจะไปหยิบฉวยเอารูปเอานามคือชาตินี้ขึ้นมาอีกก็ไม่มี ความทุกข์ไม่มี

ความทุกข์ไม่มีเพราะไม่มีขันธ์ ขันธ์นี้เป็นที่ตั้งของความทุกข์ด้วย เป็นตัวทุกข์ด้วยนะ ความทุกข์เมื่อจะตั้งก็ตั้งอยู่ในขันธ์ ตั้งอยู่ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง และตัวขันธ์ หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ตัวมันก็เป็นตัวทุกข์นะ

งั้นธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนลึกนะ ลึกมาก แต่ว่ามีสติดูจิตลูกเดียวนั่นแหละจะเข้าใจได้ทั้งหมด 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๖
File: 491106.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

mp3 for download : มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจมีสองพวก พวกหนึ่งคือความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ เรียกว่า “เวทนาทางใจ” มีศัพท์เพราะๆนะ ความสุขทางใจก็ไม่เรียกสุขเวทนา เรียก “โสมนัสเวทนา“  ฟังให้เป็นแขกมากๆหน่อย ความทุกข์ทางใจก็ไม่เรียกว่าทุกขเวทนา เรียก “โทมนัสเวทนา“  โสมนัส โทมนัส ใครเคยได้ยินคำว่า โสมนัส บ้าง? ชื่อวัดใช่ไหม? วัดโสมนัสฯ ดูให้ดี โสมนัส โทมนัส ความสุขความทุกข์ทางใจไม่ใช่จิตหรอก เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต มีอีกเวทนาหนึ่งเกิดขึ้นที่จิต เรียก “อุเบกขาเวทนา” เป็นความรู้สึกเฉยๆไม่สุขไม่ทุกข์

สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต มีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “สังขาร” มีสองอัน มีเวทนากับสังขาร แปลกปลอมเข้ามาในจิต “สังขาร” ก็คือ ความปรุงดี ความปรุงชั่ว ความปรุงกลางๆไม่ถึงกับดีไม่ถึงกับชั่ว

ความปรุงดี เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นความปรุงดี เพราะฉะนั้นปัญญาก็เป็นของปรุงแต่งนะ เมื่อเป็นของปรุงแต่งได้ เกิดได้ ยังดับได้อยู่ ยังเป็นของปรุงแต่งอยู่ สติล่ะ สติก็เป็นของปรุงแต่ง เกิดได้ ยังดับได้อยู่ มันอยู่ในขันธ์น่ะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษแท้จริงแล้ว

เพราะฉะนั้นตัวกุศลทั้งหลายเอง ก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ แปรปรวน เกิดแล้วก็ดับเหมือนกัน มีเหตุถึงจะเกิด ไม่มีเหตุไม่เกิดหรอก สติก็ต้องมีเหตุของสติถึงจะเกิด สมาธิก็ต้องมีเหตุของสมาธิ ศรัทธาก็ต้องมีเหตุของศรัทธา วิริยะก็ต้องมีเหตุของวิริยะ สมาธิก็ต้องมีเหตุของมัน แต่ละอันๆมันมีเหตุ  ความปรุงดีมันแทรกเข้ามาในจิต มันไม่ใช่จิต สติไม่ใช่จิต ศรัทธาไม่ใช่จิต สมาธิไม่ใช่จิต ปัญญาไม่ใช่จิต เป็นความปรุงดี

ความปรุงชั่ว ได้แก่ โลภ โกรธ หลง นี่พูดแบบรวบย่อ กิเลสสามตระกูล โลภ โกรธ หลง แต่ละตระกูลก็แยกย่อยออกไปได้เยอะแยะ

โลภะเป็นความโลภ ราคะก็โลภ อยู่ในตระกูลโลภเหมือนกัน ความอยากก็อยู่ในตระกูลโลภ ความยึดถือในความคิดความเห็น อันนี้ก็อยู่ในตระกูลโลภะเรียกว่าทิฎฐิ ตระกูลโลภก็มีเยอะแยะเลย

ตระกูลโกรธก็เยอะนะ เช่น ความเศร้าโศก ความเศร้าโศกเสียใจ เป็นกิเลสตระกูลโทสะ ตระกูลโกรธ ความกลัว ความกังวล ความตระหนี่ เวลาความตระหนี่เกิดขึ้นมาในใจ รู้สึกมีสุขหรือมีทุกข์ เวลาใจเกิดความตระหนี่ขึ้นมา ใจเป็นทุกข์นะ ไม่ใช่ใจเป็นสุข เมื่อไรใจเป็นทุกข์ อันนั้นตระกูลโทสะ เพราะจิตที่มีโทสะจะมีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้นมาแล้วใจเป็นทุกข์นะ รู้ได้เลยว่า อันนี้เป็นตระกูลโทสะ ดูง่ายๆเลย ความอิจฉา อิจฉาเกิดแล้วมีความสุขไหม ความกังวลนี่เยอะแยะเลยนะ ตระกูลโทสะ มีลูกมีหลานยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเลย

ตระกูลหลง ตระกูลโมหะ เช่น ฟุ้งซ่าน โมหะนี้เป็นตระกูลที่ว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่เห็นรูปนามตามความเป็นจริง มันปิดกั้นปัญญา โมหะกับปัญญาเป็นสิ่งตรงข้ามกัน บางทีเรียกปัญญาว่า “อโมหะ” ไม่มีโมหะ โมหะกับปัญญาตรงข้ามกัน มีปัญญาก็จะรู้สภาวะทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ความจริงของสภาวะ มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ ถ้ามีโมหะจะไม่รู้ความจริงของสภาวะ เช่นโกรธอยู่-ไม่รู้ว่าโกรธอยู่ นี่กำลังหลงอยู่นะ มีโมหะ  โลภอยู่-ไม่รู้ว่ากำลังโลภอยู่ มีโมหะ

ทำไมมันไม่รู้? เพราะใจมัวหนีไปที่อื่น เรียกว่าใจมันฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นโมหะมีตัวใหญ่ตัวหนึ่งนะ คือ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน เวลาจิตฟุ้งซ่านไปทางตา ฟุ้งซ่านไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ฟุ้งซ่านไปคิด มันจะไม่รู้สภาวะแล้ว มันจะลืมตัวเอง เพราะฉะนั้นความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นมา จะไม่เห็นสภาวะ

ยังมีโมหะตัวอื่นๆอีก เช่น ความลังเลสงสัย แต่ถ้าเราสงสัยว่าถนนนี้ไปไหน คนๆนี้ชื่ออะไร อันนี้ไม่เรียกว่าโมหะ โมหะนี้สงสัยในพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ธรรมะจะจริงหรือ การปฏิบัตินี้มันเป็นไปได้หรือเปล่า มันทำได้อย่างไร พระอริยสงฆ์จะมีจริงหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมี พระพุทธเจ้าก็คงเป็นนักปราชญ์คนหนึ่งหรอก เป็นนักปราชญ์ที่คิดเก่งหน่อย หรืออาจจะไม่ใช่มีคนเดียวด้วย เป็นคนที่แต่งตำรา เขียนพระไตรปิฎก อาจเป็นคนกลุ่มใหญ่เลยช่วยกันเขียนขึ้นมา แล้วโมเมว่ามีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง คิดได้ขนาดนี้นะ ธรรมะก็ไม่มีอะไรหรอก เป็นปรัชญา สอนไปเพื่อหลอกให้คนทำดี สังคมจะได้สงบสุข แน่ะ คิดไปได้ขนาดนั้น ศีลธรรมก็ไม่มี นรกสวรรค์ก็ไม่มีหรอก เป็นอุบายของนักปราชญ์ ที่จะให้สังคมสงบสุข เนี่ยใจตระกูลอย่างนี้นะ มิจฉาทิฎฐิทั้งนั้นเลย พวกนี้ต้องล้างด้วยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนานะ ถึงจะล้างมันไหว ถ้าภาวนาไม่เป็น ก็สงสัยว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริงหรือ

ถ้าภาวนาเป็น ได้เป็นพระโสดาบันเมื่อไหร่ ไม่สงสัยอีกต่อไป เพราะฉะนั้นคนที่ล้างความสงสัยได้เด็ดขาด ต้องเป็นพระโสดาบัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 530606A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่