Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ทาน ศีล สมาธิ วิปัสสนา นิพพาน

mp3 for download : ทาน ศีล สมาธิ วิปัสสนา นิพพาน

หลวงพ่อปราโมทย์ : ขออนุญาตท่านอาจารย์ครับ หลวงพ่อจะมาเยี่ยมครูบาอาจารย์เฉยๆนะ มาเยี่ยมหลวงพ่อ.. กับหลวงพ่อคำเขียน ๒ องค์ ไม่ได้มาเทศน์หรอก เทศน์ไม่ได้ ผิดธรรมเนียม ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่กว่าอยู่ต้องนิมนต์ท่านเทศน์หรอก แต่นี่ท่านอนุญาตนะ ครูบาอาจารย์อนุญาตให้เราเทศน์ เราก็เทศน์ได้ แต่เทศน์แล้วต้องทำนะ จะให้หลวงพ่อเทศน์เปล่าๆ บาปนะ คือเราให้พระเหนื่อยฟรีๆแล้วขี้เกียจ

อย่าขี้เกียจนะ ความทุกข์มันบีบคั้นเราอยู่ทั้งวันทั้งคืน คนมีปัญญาถึงจะมองเห็น คนไม่มีปัญญาก็จะเห็นแต่มีความสุขนะ หลงระเริงไปเรื่อยๆ วนไปวันหนึ่งๆนะ เดี๋ยวก็เดือนเดี๋ยวก็ปี ไม่นานก็ตาย สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรติดเนื้อติดตัวไป น่าเสียดายที่สุดเลย

พวกเรามีบุญนะ พวกเราอุตส่าห์มาวัด มาหาครูบาอาจารย์ มาอะไรนี่ ได้รักษาศีล ได้ฟังธรรม ก็ต้องมาปฏิบัติ ธรรมะที่เราจะปฏิบัตินะ ก็มีทานมีศีลมีภาวนานะ ทำทานก็ไม่ใช่ว่าต้องเสียเงินเสียทองนะ ยกตัวอย่างเราโกรธคน คนเขาด่าเรา เราอภัยให้เขาอะไรอย่างนี้ ก็เป็นทานอย่างหนึ่ง คนเขาไม่มีความรู้ แล้วเราให้ความรู้เขา ก็เป็นทานอย่างหนึ่ง ทานก็มีหลายอย่าง ไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไร ให้ความรู้เขาให้ความเข้าใจนะ ได้บุญแรง

ต้องรักษาศีล ของเรามาอยู่วัด อุตส่าห์แต่งขาว เรามีสตินะ แต่งชุดขาวๆ ขาดสติเดี๋ยวก็เลอะแล้ว เพราะฉะนั้นท่านให้แต่งขาวๆไว้ก็ดี จะกระดุกกระดิก จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวนะ รู้สึก คอยรู้สึกไว้เรื่อยๆนะ เวลาโมโหใครขึ้นมา รู้ทันที่ใจเรา

มาอยู่วัดมาหาความสุขความสงบ หาความดีให้ตัวเอง ฝึกจิตฝึกใจของเราทุกวันๆนะ ภาวนาไปพุทโธๆไปก็ยังดี หายใจไปรู้สึกตัวไป มีสติ คอยรู้ทันใจตัวเองไว้เสมอๆ ถ้าเรามีสติรู้ทันใจของเราได้บ่อยๆนะ กิเลสอะไรเกิดขึ้นในใจเราคอยรู้ทัน ถ้าเรารู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นในใจของเราได้นะ กิเลสจะครอบงำใจเราไม่ได้ ถ้ากิเลสมันครอบงำจิตใจของเราไม่ได้นะ เราจะไม่ผิดศีลหรอก คนมันทำผิดศีลนะเพราะมันถูกกิเลสหลอกเอาไป

ยกตัวอย่างมันไปฆ่าเขามันไปตีเขานะ เพราะโทสะมันครอบงำใจ คอยหลอกลวงเขาอะไรอย่างนี้ หรือไปเป็นชู้กับเขาอะไรอย่างนี้ ก็เพราะโลภะครอบงำใจ เพราะฉะนั้นมันมาจากกิเลสทั้งนั้นเลยนะ ทำให้เราทำผิดศีลผิดธรรมเพราะฉะนั้นเรารักษาศีลให้มั่นคงแข็งแรงนะ ทุกคนต้องมีศีล ถ้าเราไม่มีศีลนะ เราเสียความเป็นมนุษย์แล้ว เราจะไปอบาย

ทีนี้เรามีศีลเท่านั้นไม่พอนะ เราต้องมีฝึกใจของเราให้สงบบ้าง ใจของเราร่อนเร่หนีเที่ยวทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยอยู่กับเนื้อกับตัวเลย เรามาฝึกให้จิตใจอยู่กับตัวเอง การฝึกให้ใจอยู่กับตัวเองนี้แหละที่เรียกว่าฝึกให้มีความสงบมีความตั้งมั่นมีสมาธิขึ้นมา เราก็เอาสตินี้แหละมารู้ทันใจ เป็นวิธีที่ง่ายๆนะ ถ้าใจเราแอบไปคิดเรารู้ทัน ใจเราแอบไปคิดเรารู้ทัน รู้อย่างนี้บ่อยๆนะ พอใจเราไหลไปแว้บมันจะรู้สึกขึ้นมา ใจมันจะตื่น มันจะตั้งมั่น จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ได้สมาธิเบื้องต้น สมาธิที่เรามีสติรู้ทีละแว้บๆ เขาเรียกว่าขณิกสมาธินะ สมาธิชั่วขณะเท่านั้นแหละ ได้สมาธิชั่วขณะก็ดีกว่าไม่มีเลย

คนไหนมีบุญมีวาสนานะ ภาวนาทุกวัน รู้ลมหายใจเข้าหายใจออกนะ พุทโธไป ภาวนาไป จิตใจไม่หนีไปที่อื่น จิตสงบอยู่กับลมหายใจ นั่นแหละจะได้สมาธิที่ละเอียดที่ปราณีตขึ้นไป ได้อุปจารสมาธิ ได้อัปนาสมาธิ จิตใจจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ใจจะเป็นผู้รู้นะ ใจไม่ใช่ผู้หลงคิด ใจที่ไม่มีสมาธิจะเป็นใจผู้หลงคิด ใจที่มีสมาธิมีความตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวจะเป็นจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนะ มันจะมีความสุขอยู่ในตัวเอง

เพราะฉะนั้นเราฝึกจิตฝึกใจของเรานะให้อยู่ในอารมณ์อันเดียว ฝึกไปเรื่อย จะอยู่กับพุทโธก็อยู่นะ จะอยู่ในลมหายใจก็อยู่ ถ้าทำได้ก็ดีจะได้ความสุขความสงบที่ปราณีต ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าเสียใจ ให้อาศัยสติคอยรู้ทันจิตเป็นขณะๆไปก็ได้สมาธิเหมือนกัน แต่เป็นสมาธิแค่ขณิกสมาธิชั่วขณะ ดีกว่าไม่มีเลย ก็เหมือนกับคนยากคนจนนะ มีเงินร้อยบาท สองร้อยบาท สิบบาท ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ไม่มีเงินล้านเงินแสนอย่างคืนอื่นก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้มีฌานมากมายอย่างคนอื่นก็ไม่ต้องเสียใจ ได้ความสงบที่เป็นขณะๆอย่างนี้ก็พอที่จะไปมรรคผลนิพพานได้นะ

ทีนี้พอจิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ไม่ใจลอยล่องลอยหนีไปเรื่อยแล้วเนี่ย ให้มาคอยเจริญปัญญาต่อ เห็นมั้ยมามีศีลมีสมาธิแล้วมามีปัญญา มีศีลเพราะมีสติรู้ทันกิเลสนะ กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ จิตก็มีศีลขึ้นมา มีสติที่รู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไป จิตก็สงบขึ้นมาได้สมาธิ ถัดจากนั้นพอจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้วต้องเดินปัญญา ถ้าเราไม่ได้เจริญปัญญาเราจะไม่ได้คุณค่าของศาสนาพุทธหรอก เพราะการรักษาศีล การทำสมาธิเนี่ย ถึงไม่มีพระพุทธเจ้านะ นักปราชญ์ทั้งหลายเขาก็สอนกันได้

ต้องมาเจริญปัญญาให้ได้ มาทำวิปัสสนานะ ถึงจะเป็นชาวพุทธแท้ๆได้รับประโยชน์จากพระศาสนาอย่างแท้จริง การเจริญปัญญาคือการเรียนรู้ตัวเอง สิ่งที่เรียกว่าตัวเราเองก็คือกายกับใจนะ เพราะฉะนั้นเราคอยมีสติรู้อยู่ที่กายมีสติรู้อยู่ที่ใจ รู้ไปอย่างสบายๆ รู้ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นจิตใจที่เป็นกลาง จิตใจที่มีสมาธิหนุนหลัง เพราะฉะนั้นจิตใจของเราต้องตั้งมั่นนะ สงบ ตั้งมั่น แล้วมาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจ

เห็นกายทำงานเห็นใจทำงานไปเรื่อย ควรจะเห็นเหมือนเห็นคนอื่นนะ ร่างกายยืนเดินนั่งนอน เหมือนจะรู้สึกเหมือนกับว่าคนอื่นยืนเดินนั่งนอน ไม่ใช่ตัวเราแล้ว เห็นร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้า เนี่ยร่างกายมันหายใจไม่ใช่เราหายใจ จะไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราจะเห็นเป็นเพียงวัตถุเท่านั้น เป็นก้อนธาตุนะ มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออก หายใจเข้าหายใจออก ก็แค่วัตถุเท่านั้นเอง ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา

มาดูจิตดูใจนะ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เฝ้ารู้ไปเรื่อย พวกเราเป็น.. ส่วนใหญ่คนรุ่นนี้เป็นพวกคิดมาก จิตคิดทั้งวันนะ คิดไปแล้วเดียวก็สุข คิดไปแล้วเดี๋ยวก็ทุกข์ มีมั้ยคิดแล้วทุกข์ บางทีเขาด่าเรามาสิบปีแล้วนะมาคิดใหม่ทุกข์ใหม่ เออ.. เป็นมั้ย โกรธใหม่ก็ได้ เรื่องตั้งนานแล้วนะ คิดซ้ำก็เป็นอีกนะ เนี่ยใจของเราชอบหลง หลงๆไปนะ ให้เราคอยมีสติรู้ทันนะ รู้ทันใจ ใจหลงไปคิดเรื่องนี้-รู้ทัน คิดแล้วเกิดความสุขก็รู้ทันว่ามีความสุขแล้ว ความทุกข์เกิดขึ้นในใจเราก็รู้ทันนะ กุศล-อกุศล โลภโกรธหลงอะไรเกิดขึ้นในใจ คอยรู้ทัน รู้เฉยๆ

ในขั้นของการเดินปัญญา ไม่เหมือนในขั้นของการทำสมาธิ ขั้นการทำสมาธินี่นะ จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ แต่ในขั้นปัญญาเนี่ย จิตไม่ดีรู้ว่าไม่ดี จิตไม่สุขรู้ว่าไม่สุข จิตไม่สงบรู้ว่าไม่สงบ รู้ลูกเดียวเลย รู้อย่างที่มันเป็นนะ เราจะเห็นเลยความสุขที่เกิดขึ้นในใจเราก็อยู่ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราวนะ โลภโกรธหลงอะไรๆก็ชั่วคราว นี่หัดดูลงไปนะ ทุกอย่างในชีวิตนี้เป็นของชั่วคราว นี่ล่ะคือการการเดินปัญญานะ ดูลงไป ค้นคว้าพิจารณาลงไปนะ

ถ้าจิตมันไม่ยอมดูของมันเองก็ต้องช่วยมันคิดช่วยมันพิจารณาก่อนในเบื้องต้น ยกตัวอย่างพิจารณาร่างกายนะ เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ เป็นธาตุเป็นขันธ์ นี่คือช่วยมันคิดก่อน แต่ถ้าจิตมันมีปัญญามีกำลังพอนะ มันจะเห็นเอง ร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่เรา จิตใจที่สุขจิตใจที่ทุกข์นั้น ความสุขความทุกข์ นั้นก็ไม่ใช่เรา จิตเป็นธรรมชาติรู้ จิตรู้ว่ามีความสุข จิตรู้ว่ามีความทุกข์ ตัวที่รู้นี้ก็ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี ฝึกไปเรื่อยๆนะแล้วเราจะเห็นความจริงว่าตัวเราไม่มีหรอก

ภาวนาจนล้างความเห็นผิดว่ามีตัวเรา มีตัวตน ถ้าตัวเราไม่มีแล้วใครจะทุกข์ล่ะ ก็ขันธ์ ๕ มันทุกข์นะ ไม่ใช่เราทุกข์อีกต่อไปแล้ว เนี่ยเฝ้ารู้เฝ้าดูต่อไปนะ สติปัญญาแก่รอบขึ้นไปเรื่อย มันจะเห็นเลยว่าขันธ์ ๕ มีแต่ทุกข์ล้วนๆ อย่างพวกเราตอนนี้ปัญญาเราไม่พอ ศีลสมาธิปัญญาต้องฝึกให้แก่รอบนะ วันหนึ่งถึงจะพอ ถ้าพอจริงจะเห็นเลย กายนี้ทุกข์ล้วนๆ จิตนี้ทุกข์ล้วนๆ

พวกเราไม่เห็นหรอก พวกเราเห็นว่าร่างกายนี้เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ใช่ม้้ย เห็นมั้ยว่าจิตนี้เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง เห็นอย่างนี้ใช่มั้ย นี่เราไม่รู้จริงหรอก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ท่านไม่ได้บอกว่าทุกข์บ้างสุขบ้างนะ เพราะฉะนั้นเรายังไม่ได้เห็นอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนหรอก เพราะฉะนั้นเรายังไม่ได้พ้นทุกข์หรอกนะ เพราะฉะนั้นต้องรู้ลงไปในกายรู้ลงไปในใจบ่อยๆ อย่าใจลอยนะ รู้สึกอยู่ในกายรู้สึกอยู่ในใจบ่อยๆนะ วันหนึ่งเราจะเห็นได้ว่ากายนี้ทุกข์ล้วนๆเลย

ยกตัวอย่างนั่งอยู่ก็ทุกข์นะ เดินอยู่ก็ทุกข์ นอนอยู่ก็ทุกข์ หิวก็ทุกข์ อิ่มก็ทุกข์ ง่วงก็ทุกข์นะ เจ็บป่วยขึ้นมาก็ทุกข์ นั่งอยู่เฉยๆก็คัน มีมั้ยนั่งแล้วไม่คัน คันก็ทุกข์นะ ทีนี้พวกเราพอทุกข์นะ เราก็เปลี่ยนอิริยาบถปับเลย เรายังไม่ทันจะรู้สึกเลยว่าทุกข์ ยกตัวอย่างคันขึ้นมารีบเกาเลย ยังไม่ทันรู้ตัวเลยว่าคันนะ เกาไปก่อนแล้ว เราก็ไม่เห็นทุกข์ มันเมื่อยขึ้นมาเราก็ขยับซ้ายขยับขวานะ เรายังไม่ทันรู้สึกเลยว่าเมื่อยนะ ยังไม่ทันรู้เลยว่ากายนี้เป็นทุกข์ ขยับหนีความทุกข์ไปเสียก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะขยับตัวนะ รู้สึกตัวเสียก่อน ก็จะเห็นว่ามีแต่ทุกข์ล้วนๆเลยนะ

จิตใจนี้ก็เหมือนกันนะ คอยรู้ทันบ่อยๆจะเห็นว่ามีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย ถ้าเห็นว่ามีแต่ทุกข์ล้วนๆเมื่อไหร่ก็ข้ามโลกได้แล้วนะ ถ้ายังเห็นว่าทุกข์บ้างสุขบ้างก็ไปไหนไม่รอดหรอก

ก็ฝึกเอานะ ขั้นแรกเลย รักษาศีล อุตส่าห์แต่งขาวๆน่ะ อย่าปากร้ายนะ ปากร้ายนี้มันมาจากใจร้ายก่อน ใช่ม้้ย แล้วมันลดลงมา เพราะฉะนั้นเรามีศีลไว้ก่อนนะ ต่อไปเราก็มาฝึกใจให้สงบ กายสงบวาจาสงบแล้วด้วยศีล ฝึกให้ใจสงบด้วยสมาธิ แล้วก็ขั้นสุดท้ายฝึกให้จิตเกิดปัญญาด้วยวิปัสสนา กิเลสมี ๓ ขั้นนะ กิเลสอย่างหยาบเนี่ยคือ โลภ โกรธ หลง ของหยาบที่สุด สู้ด้วยศีลนะ กิเลสอย่างกลางชื่อนิวรณ์ สู้ด้วยสมาธิ ใจอยู่กับเนื้อกับตัว ใจไม่ฟุ้งไป จิตมีสมาธิ นิวรณ์ครอบงำไม่ได้ กิเลสที่ละเอียดที่สุดนะ คือความเห็นผิด คืออวิชา ความเห็นผิด คือมิจฉาทิฎฐิ เราสู้ด้วยความเห็นถูก รู้ลงในกายรู้ลงในใจดูว่าจริงๆมันเป็นอย่างไร จริงๆมีแต่ทุกข์นะ ดูไป เอ้า..เท่านี้เนาะ เทศน์แค่นี้ก็ถึงนิพพานแล้วล่ะ เหลือแต่ทำเอา ก่อนจะถึงนิพพาน ศีล ๕ ก่อนเน่อ เดี๋ยวหลวงพ่อต้องไปแล้วล่ะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่เกาะสีชัง จ.ชลบุรี
เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓

File: 530308
Whole track

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เนื้อแท้ของพุทธศาสนา คือ สัมมาทิฏฐิ

mp 3 (for download) : เนื้อแท้ของพุทธศาสนา คือ สัมมาทิฏฐิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มาเรียนเรื่องรูปธรรมนามธรรมของตัวเอง เรียนจนมันเห็นความจริง มันไม่มีตัวเรา จริงๆมันไม่มีตัวเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่อาศัยจิตวิปลาส จิตวิปลาสคือคิดผิด สัญญาวิปลาสคือหมายผิด ทิฎฐิวิปลาสคือ(ความ)เห็นผิด ค่อยๆสะสมสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เกิดความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนขึ้นมา มันมาจากคิดผิดก่อน หมายรู้ผิดๆ คิดผิด ก็เลยรู้สึกสำนึกผิดๆ เห็นผิด มันสะสมความเห็นผิดมาตลอดในสังสารวัฏฏ์นี้ เพราะฉะนั้นความเห็นผิดนี้แหละ เป็นกิเลสที่ร้ายที่สุดเลย ความเห็นผิดนี้ชื่อว่า “อวิชา”

ค่อยๆฝึก มีศีลขึ้นมานะ สู้กิเลสหยาบๆได้ ที่ทำให้พฤติกรรมทางกายทางวาจาไม่เรียบร้อย มีสมาธิขึ้นมานะ สู้กิเลสอย่างกลาง คือพวกนิวรณ์ทั้งหลายที่ทำให้จิตไม่เรียบร้อย มีปัญญาสู้กับความโง่ ความไม่รู้ ความเข้าใจผิด เป็นกิเลสที่ละเอียดที่สุด เพราะฉะนั้นที่เราฝึก สิ่งที่ได้คือหายโง่

ไม่ใช่ว่าฝึกแล้วได้อะไรมา ไม่ได้ฝึกแล้วเสียอะไรไป ไม่ใช่ว่าฝึกไปสำเร็จนะ แล้วเสียขันธ์ ๕ ไป เราไม่ได้เสียขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ได้ฝึกแล้วได้มรรคผลนิพพานมา ได้ครอบครองพระนิพพาน เป็นเจ้าของพระนิพพาน ฝึกแล้วไม่ได้อะไรมาไม่เสียอะไรไป ได้ความรู้ความเข้าใจ เสียความโง่ไป

เพราะฉะนั้นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาจริงๆคือตัวสัมมาทิฎฐิเท่านั้นเอง ความเห็นถูก ถ้ามีความเห็นถูกนะ ก็คิดถูก หมายถูก มันไม่ยากอะไรหรอกนะ ทุกวันนี้จมอยู่ในความทุกข์ก็เพราะคิดผิด หมายผิด เห็นผิด มาเรียนรู้ความจริงของธาตุของขันธ์ให้มาก ถ้าไม่มีการเรียนรู้ความจริงของธาตุของขันธ์ ของอายตนะ ของกายของใจ ของรูปของนาม อะไรพวกนี้นะ ยังไม่ได้ชื่อว่าเจริญปัญญาเลย

ถ้าไม่ได้เจริญปัญญาจะล้างความเห็นผิดไม่ได้ ปัญญาเป็นตัวล้างความเห็นผิด ศีลทำให้กายวาจาเรียบร้อย สมาธิทำให้จิตใจเรียบร้อย ปัญญาทำลายความเห็นผิด ทำให้เกิดความเห็นถูก

เพราะฉะนั้นถ้าใครเขาถามเรานะ อะไรเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนานะ ตอบไปอย่างองอาจกล้าหาญเลยนะ สัมมาทิฎฐิ สัมมาทิฎฐินั้นแหละคือพระพุทธศาสนา เนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
Track: ๒๐
File: 550127.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : พระโสดาบัน กับ ตัวเราไม่มีสองความหมายที่ต้องเข้าใจ

พระโสดาบัน กับ ตัวเราไม่มีสองความหมายที่ต้องเข้าใจ


ผู้ที่ได้ฟังธรรมซึ่งหลวงพ่อปรา​โมทย์นำมาแสดง
มักจะได้ยินหลวงพ่อพูดถึงเรื่อย​ๆ ว่า
ถ้าเห็นแจ้งว่า ตัวเราไม่มี หรือเราไม่มี ก็ได้เป็นพระโสดาบัน
หลายคนคงคิดเหมือนผมว่า
ถ้า “ตัวเรา” ไม่มี ก็ไม่น่าจะมี “ของเรา”
แล้วเหตุใดหลวงพ่อจึงได้พูดต่อไ​ปอีกว่า
เมื่อได้พระโสดาบันแล้ว จิตจะยังยึดถือรูปนามอยู่ว่าเป็​นของเรา
เรื่องนี้ก็เลยเป็นเรื่องชวนให้​หลงคิดฟุ้งเอาง่ายๆ ว่า
ในเมื่อยังยึดถือว่าเป็นของเรา ก็ต้องมีตัวเราอยู่ซิ
ถ้าไม่มีตัวเราแล้วจะมีของเราขึ้นมาได้อย่างไร
ฟังไปฟังมา คิดไปคิดมาก็เข้าใจแบบจินตมยปัญ​ญาเอาเองว่า

.
“ตัวเราไม่มี” จะมีความหมายอยู่ 2 ความหมาย
ความหมายแรก จะหมายถึง ความเห็นถูกว่าไม่มีตัวเราที่เที่​ยงถาวร
หรือไม่มีตัวเราที่เป็นตัวตนโดย​ตัวมันเองได้
ซึ่งจะมีตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไ​ป ที่จะมีความเห็นถูกเช่นนี้อย่าง​บริบูรณ์ได้

.
ความหมายที่สอง จะหมายถึง ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราขอ​งเราอยู่เลย
ไม่มีเพราะจิตหมดสิ้นความถือในขันธ์ทั้งห้าได้แล้ว
จึงไม่สามารถมีอะไรที่จะเป็นตัว​เราหรือของเราขึ้นมาได้อีก

.
ดังนั้น ที่ว่า พระโสดาบันเห็นว่าตัวเราไม่มี หรือไม่มีตัวเรานั้น
จึงหมายถึง ตัวเราไม่มี ตามความหมายแรกนั่นเอง
เพราะสิ่งที่พระโสดาบันจะละได้คือ
ละความเห็นผิดว่ามีตัวเรา
ละความเห็นผิดว่ามีเราคนเดิมที่​เที่ยงถาวรอยู่
หรือเรียกว่า ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน (ละสักกายทิฏฐิ)
แต่ถึงแม้พระโสดาบันจะละความเห็​นผิดว่ามีตัวเราที่ถาวรลงได้
แต่จิตจะยังมีความยึดในขันธ์ห้า​อยู่
เมื่อยังยึดในขันธ์ห้า ก็ยังรู้สึกได้ว่ามีตัวเรา มีของเราอยู่
แต่ทุกครั้งที่เกิดความมีตัวเรา​มีของเราปรากฏขึ้น
จิตพระโสดาบันจะไม่ประกอบด้วยคว​ามเห็นผิดว่าเป็นตัวเราที่เที่ย​งถาวร
แต่จะประกอบไปด้วยความเห็นถูกอยู่ว่า
ตัวเราของเราที่ปรากฏขึ้นนี้ เป็นเพียงความปรุงแต่งอย่างหนึ่​ง
ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธร​รมดา
ไม่มีตัวเราที่เที่ยงถาวร ไม่มีขันธ์ใดเลยที่เที่ยงถาวรอยู่
มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจ​จัย ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธร​รมดา.

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๕) ความจริงตัวเราไม่มี มีแต่ความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๕) ความจริงตัวเราไม่มี มีแต่ความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : วิธีปฏิบัติที่จะมาทำลายความรู้สึกว่ามีตัวเราความโง่ว่ามีตัวเรา จริงๆตัวเราไม่มี แต่ว่าหลงผิดว่ามี เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกว่าการปฏิบัติเพื่อละความมีตัวมีตน อันนี้เข้าใจผิด การปฏิบัติธรรม การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ไม่ใช่การปฏิบัติไปเพื่อละความมีตัวมีตน เพราะตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว มีแต่ละความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน พวกเราไม่มีตัวมีตนที่แท้จริง มีแต่ความเห็นผิดว่ามีตัวตน

ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเราเห็นรถยนต์ ๑ คัน รู้สึกมั้ยว่ารถยนต์มีจริงๆนะ วิธีการที่จะทำให้เห็นว่ารถยนต์ไม่มีนะ จับมันมาถอดเป็นชิ้นๆ รถยนต์ประกอบด้วยอะหลั่ยจำนวนมาก ใช่มั้ย ลูกล้อเป็นรถยนต์มั้ย ลูกล้อไม่ใช่รถยนต์ใช่มั้ย แต่รถยนต์ต้องมีลูกล้อ พวงมาลัยไม่ใช่รถยนต์ ตัวถังไม่ใช่รถยนต์ ใช่มั้ย แต่รถยนต์มีตัวถังมีพวงมาลัย เครื่องยนต์ก็ไม้ใช่รถยนต์นะ แต่รถยนต์มีเครื่องยนต์ เนี่ยมันประกอบกันขึ้นมานะ ในที่สุดเราก็มีความสำคัญมั่นหมายว่ามีรถยนต์จริงๆ ที่จริงมันคืออะหลั่ยจำนวนมากมารวมกัน

สิ่งที่มาสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรามีอยู่นะ ก็แยกออกเป็น ๕ กอง ๕ ส่วน ที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕” นั่นเอง ไม่มากเท่าอะหลั่ยรถยนต์นะ อะหลั่ยรถยนต์มีเยอะแยะ นับไม่ถ้วน มีน็อตมีอะไร สายฟงสายไฟ เยอะแยะไปหมดเลย มีถังน้ำมัน มีเบรค มีคลัช์ มีอะไร เยอะแยะ

แต่สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั้น แยกออกเป็น ๕ กลุ่ม เท่านั้นเอง เรียนไม่มากหรอก แต่ว่าวิธีการเรียนรู้นั้น แบบเดียวกับการถอดรถยนต์เป็นชิ้นๆ เรามาถอดสิ่งที่เรียกว่าเป็นตัวเรา เป็นชิ้นๆนะ

550409.11m21-13m06

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๑๐ วินาทีที่ ๒๗ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๓) ปัญญาเป็นเครื่องทำลายความโง่ (อวิชชา)

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๓) ปัญญาเป็นเครื่องทำลายความโง่ (อวิชชา)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราอยากพ้นทุกข์จริงๆนะ เราต้องมาเรียน ถึงสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” “ตัวเรา”

ทำไมต้องมาเรียนตรงนี้ ถ้าเราไม่เรียนในสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” เนี่ย ความทุกข์อยู่ที่ไหนล่ะ ความทุกข์อยู่ที่กายใช่มั้ย ความทุกข์ที่ใจของเรา กายกับใจก็คือ รูปธรรม นามธรรม ที่ประกอบกันเป็นตัวเรานั่นเอง ความทุกข์มันตั้งอยู่ในร่างกาย ความทุกข์มันตั้งอยู่ในจิตใจนี้เอง

ถ้าสติปัญญาเราไม่พอ เวลาร่างกายไม่สบาย ร่างกายมีความทุกข์เกิดขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าเราทุกข์ ไม่ใช่ร่างกายทุกข์นะ เป็นเราทุกข์ เวลาจิตใจมีความรู้สึกนึกคิด มีความปรุงไม่ดี มีความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นน่ะ ก็คิดว่าจิตใจของเราทุกข์ จิตใจเราไม่ดี กลายเป็นตัวเราไปหมด ทั้งๆที่จริงๆมันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง

การที่เรามาปฏิบัติจนกระทั่งล้างความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้เนี่ย เป็นเรื่องใหญ่นะ ไม่มีในคำสอนของคนอื่น ยกเว้นแต่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีคำว่าทั้งหลายด้วย พระพุทธเจ้าไม่ได้มีองค์เดียว แต่ในยุคหนึ่งๆนะมีทีละองค์ พระพุทธเจ้ามีนับจำนวนไม่ถ้วน แต่ในยุคของเรา พระพุทธเจ้าชื่อ พระโคตมะ พระโคตมพุทธะ ลูกพระเจ้าสุทโธธนะ ชื่อเดิมท่านชื่อสิทธัตถะ มีองค์เดียว

คำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย ถึงขั้นการเจริญปัญญา ในขณะที่คำสอนของคนอื่นนะ มันไปหยุดอยู่แค่การทำทาน การรักษาศีล การทำสมาธิ การทำทานก็ไม่ใช่เรื่องเลว เป็นการเสียสละความเห็นแก่ตัว สละความเห็นแก่ตัวออกไป ลดความเห็นแก่ตัวลงไป การรักษาศีลก็เป็นเรื่องดี เป็นเครื่องกดข่ม ข่มใจของเราเอง ไม่ให้ทำชั่วตามกิเลส การทำสมาธิก็เป็นเรื่องดี เป็นการข่มกิเลสไม่ให้ครอบงำจิตใจ กลับข้างกันนะ

ศีลเนี่ย เราข่มใจไม่ให้ทำตามกิเลส อยากฆ่าเขา-ไม่ฆ่า อยากตี-ไม่ตี อยากขโมย-ไม่ขโมย อยากโกหก-ไม่โกหก เป็นศีล ข่มใจของตัวเอง

สมาธิน่ะ ข่มกิเลส จิตจะฟุ้งซ่าน จิตจะมีกิเลส ทำสมาธิ กิเลสก็สงบ ความฟุ้งซ่านก็สงบ ดับลงไป จิตก็สงบขึ้นมา มีราคะขึ้นมา มีความใคร่ขึ้นมา เจริญอสุภกรรมฐานอะไรอย่างนี้ จิตก็สงบเข้ามา ข่มกิเลส ข่มราคะได้ ข่มโทสะ มีโทสะขึ้นมาก็เจริญเมตตา เจริญเมตตามากๆนะโทสะก็ถูกข่ม สมาธินี้นะเป็นตัวข่มกิเลส ศีลเป็นตัวข่มใจของตัวเองไม่ให้ทำตามกิเลส

ส่วนปัญญานั้นเป็นการเรียนรู้ความจริงของสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา จะทำลายความโง่ ใช้คำว่า “ทำลาย” แล้วนะ ศีล-สมาธิ เป็นเรื่องข่มๆเอาเท่านั้นเอง ข่มจิตบ้าง ข่มกิเลสบ้าง แต่ปัญญาเนี่ย ถึงขั้นทำลายความโง่เขลา เท่านั้นเอง

550409.7m15-10m28

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๗ วินาทีที่ ๑๕ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กฎของธรรมะ

mp 3 (for download) : กฎของธรรมะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

กฎของธรรมะ

กฎของธรรมะ

หลวงพ่อปราโมทย์: ถ้าเราภาวนานะ เรารู้เลย สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ สิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” ไม่มี มีแต่รูปธรรมนามธรรมที่มีเหตุก็มารวมกันชั่วครั้งชั่วคราว เดี๋ยวก็แตกสลายออกไป เนี่ยเราภาวนาเพื่อจะล้างความเห็นผิดตรงนี้ ล้างความเห็นผิดที่ว่ามีตัวเรา แล้วก็จะหมดความสงสัยในอดีต หมดความสงสัยในอนาคตไปด้วย

นี่ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ทำหน้าที่ของเขานะ แต่ละอย่างๆ ไม่ใช่จะเดินปัญญาอย่างเดียว ไม่มีศีล ก็ทำผิด ทำความชั่วหยาบทางกายทางวาจา หรือคิดฟุ้งซ่านตลอดเวลา กระทั่งคิดธรรมะนะ ฟุ้งซ่านในธรรมะ ก็เรียกว่าไม่มีสมาธิเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึก เราค่อยๆฝึกให้ถึงพร้อมนะ ให้มีทั้งศีล มีทั้งสมาธิ มีปัญญา เพื่อจะได้ล้างการกระทำผิดทางกายทางวาจา ล้างการคิดผิดๆ ล้างความเห็นผิดๆ ตัวสำคัญที่สุดคือความเห็นนี่แหละ พอ(มีความ)เห็นผิดเสียอย่างเดียวนะ มันก็คิดผิด ทำผิด พูดผิด เพราะฉะนั้นสูงสุดนะก็คือปัญญา แต่ว่าปัญญาอย่างเดียวไม่พอนะ ศีลกับสมาธิก็สำคัญด้วย มันต้องฝึก

เราจะมีศีล เราจะมีสมาธิ เราจะมีปัญญา เราต้องมีสติ ถ้าไม่มีสติอย่ามาคุยเรื่องมีศีล อย่ามาคุยเรื่องมีสมาธิ อย่ามาคุยเรื่องมีปัญญา ไม่มีหรอก เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมะฝ่ายกุศล ไม่เกิดลอยๆหรอก ต้องเกิดร่วมกับสติเสมอเลย ถามว่าแล้วอะไรเป็นเหตุของมันนะ แต่ละอย่างๆก็มีเหตุนะ แต่รวมความแล้วกุศลเนี่ย ต้นตอของกุศลทั้งหลายนะมาจาก “โยนิโสมนสิการ” ความแยบคาย แยบคายในการสังเกตตัวเองนะ สิ่งที่เราทำอยู่นี้ เราทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำหรือเปล่า? เรางดเว้นการกระทำที่พระพุทธเจ้าห้ามหรือเปล่า? เราทำถูกต้องตามที่ท่านสั่งมั้ย เนี่ยถ้าเราสำรวจตัวเองได้นะ มันจะค่อยๆพัฒนาตัวเองขึ้นมา

ต้องพัฒนาเครื่องมือสำคัญเลย คือความมีสติ คนในโลกนี้ไม่มีสตินะถึงได้ผิดศีล ไม่มีสติทำให้ขาดสมาธินะ ไม่มีสติก็ไม่มีปัญญา ขาดสติอันเดียวนะ ก็คือจิตไม่เป็นกุศลละ เมื่อไรจิตมีสติเมื่อนั้นจิตเป็นกุศล เมื่อไรจิตไม่มีสติเมื่อนั้นจิตเป็นอกุศล อันนี้เป็นกฎเลยนะ เป็นกฎ คล้ายๆ เขาเรียกว่าอะไร อย่างทฤษฎีเรขาคณิตมีกฎของมัน ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฏีทางธรรมะก็มีกฎของธรรมะเหมือนกัน เรียกว่า “ธรรมนิยาม”

กุศลกับอกุศลไม่เกิดร่วมกันหรอก จิตที่มีสติ เป็นจิตที่มีกุศล เป็นกุศล เพราะฉะนั้นถ้ามีสติเมื่อไหร่นะ อกุศลไม่มีเมื่อนั้น นี่เป็นกฎของธรรมะ สติคือความระลึกได้ ถึงรูปธรรมนามธรรมที่กำลังปรากฎ อันนี้เป็นสติชั้นสูงนะ เรียกว่าสติปัฏฐาน

ถ้าสติธรรมดาๆ สติระลึกอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล ยกตัวอย่างอยากมาสวนสันติธรรมนะ อยากมาฟังเทศน์ อยากมาใส่บาตร อยากได้ความรู้ไปปฏิบัติ อะไรอย่างนี้ เป็นฉันทะ ไม่ใช่ตัณหาหรอก ฝ่ายดีเขาเรียกฉันทะ ฝ่ายชั่วเขาเรียกตัณหา เนี่ยจิตใจที่มันอยากทำดีทั้งหลายนะ จิตเป็นกุศล ในขณะนั้นมีสติ แต่เป็นสติธรรมดา เป็นสติที่จะพาเราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก แต่เป็นโลกที่ดี ไปสุคติ

แต่ถ้าสติที่จะข้ามโลกนั้นน่ะ จะต้องเป็นสติปัฏฐาน สติปัฏฐานก็คือเป็นสติที่รู้กายรู้ใจ รู้รูปรู้นาม ไม่ใช่รู้อย่างอื่น เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกให้มีสติปัฏฐานขึ้นนะ คอยรู้สึกตัว อย่าใจลอย คนในโลกนั้นใจลอยตลอดเวลา มันลืมตัวเองตลอดเวลา


แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
Track: ๘
File: 521218.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๖ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่ต้องละความเป็นตัวตน แต่ให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

 mp 3 (for download) : ไม่ต้องละความเป็นตัวตน แต่ให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การที่เราหัดรู้สภาวะไปเรื่อยนะ ถึงจุดหนึ่งจิตจะตื่นขึ้นมา จิตจะหลุดออกจากโลกของความคิดได้ เมื่อจิตตื่นขึ้นมาแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เราจะพบความจริงว่าตัวเราไม่มีหรอกนะ กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้น ก็ในความเป็นจริงตัวเราไม่มี

ตัวเราไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เรารู้สึกว่านี่คือตัวเรา ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้เกิดจากการคิดเอาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องละความเป็นตัวตนนะ เพราะไม่มีความเป็นตัวตนจะให้ละ

เราละ’ความเห็นผิด’ว่ามีตัวตน ความเห็นผิดว่ามีตัวตนเกิดจาก’การคิด’นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเมื่อไร จิตไหลไปคิด นะ เรารู้สึกตัวขึ้นมา เรารู้ทัน จิตหลุดออกมาจากความคิด ในขณะนั้นตัวตนจะไม่มี นี่ฝึกไปเรื่อยนะ จนเห็นว่าตัวตนไม่มี


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๖
File: 511221.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๙ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคือไตรลักษณ์

mp3 for download: ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคือไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ปัญญานี้จะเป็นตัวล้างความเห็นผิด เพราะฉะนั้นความเห็นผิดนี้แหละเป็นกิเลสชั่วหยาบ ชั่วร้ายสุดๆเลย ความเห็นผิดก็คือตัวอวิชานั่นเอง ซ่อนเนียนๆอยู่ในใจ

ถ้าใครเชื่อว่าจิตนี้ดีอยู่แล้ว ปภัสสรอยู่แล้วแสดงว่าบริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องใช้ สัมมาทิฎฐิไม่ต้องมี พวกนี้จะนอนจมกิเลสโดยไม่รู้เรื่องอยู่อย่างนั้น กี่ภพกี่ชาติก็จะจมอยู่กับกิเลสอย่างนั้นเลย

เพราะฉะนั้นจิตไม่ได้ดีอยู่แล้วนะ จิตชั่วอยู่แล้ว ต้องกลับข้างเลยนะ จิตมีอวิชาครองโลกครองหัวใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องล้างอวิชาให้ได้ จะล้างอวิชาได้นะ ต้องล้างลูกน้องมันก่อน ต้องล้างกิเลสหยาบๆ กิเลสอย่างกลางเข้าไป สู้ของมันไป

กิเลสละเอียด ล้างได้ด้วยปัญญา วิธีใช้ปัญญานะ มีสติ รู้ทัน ปัญญานี้เป็นเครื่องซักฟอก เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ อวิชาเนี่ยเป็นความไม่รู้อริยสัจจ์ อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ คือ ทุกข์ อวิชาทำให้เราไม่รู้ทุกข์ อะไรคือทุกข์ รูปธรรม นามธรรม นั้นแหละคือตัวทุกข์ นะ เรียกว่า รูปนาม เป็นตัวทุกข์

ทีนี้เราไม่รู้ ว่าตัวทุกข์ก็คือรูปธรรมนามธรรม คือสิ่งซึ่งเราเห็นว่าคือตัวเรานั่นเอง ถ้ารู้รูปรู้นามก็เรียกว่า รู้ทุกข์ เพราะฉะนั้นวิธีปฎิบัตินะ ให้รู้ทุกข์ คือ รู้รูป รู้นาม รู้กาย รู้ใจ ของตัวเองนี้แหละ รู้เข้าไป ซักฟอกเข้าไป ว่ากายนี้จริงๆเป็นอย่างไร เราต้องการรู้ความจริง เพราะฉะนั้นเราไม่ดัดแปลงความจริง ร่างกายเคลื่อนไหว ก็ดูมันเคลื่อนไหวไป ไม่ต้องดัดแปลงมัน ทำให้มันนิ่ง หรือว่าเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติธรรมดา

เคยเดินท่าไหนก็เดินได้นะ ยกเว้นจะเดินในพิธีการ คนอื่นเขาเดินช้าๆ เราจะไปจ้ำๆตามควายอยู่คนเดียวมันก็ไม่ได้ เดี๋ยวไปเหยียบคนอื่นเขาเข้า เดินให้เหมือนๆเขา แต่ในธรรมชาติธรรมดาของเราน่ะ เดินจงกรมแต่ละคนนะ มีท่าที่ตัวเองถนัดก็เดินไปอย่างนั้น แต่ไม่ใช่เดินถนัดเอ้อระเหยนะ (สติ)หนีไปหมดเลย

เพราะฉะนั้นเราไม่ดัดแปลง เราไม่เริ่มต้นด้วยการดัดแปลง เราต้องการรู้ว่าจริงๆเป็นอย่างไร จริงๆเป็นอย่างไร กายนี้เป็นอย่างไร จิตนี้เป็นอย่างไร เราต้องการรู้ทุกข์ เราไม่ต้องการดัดแปลงทุกข์ เราไม่ต้องการละทุกข์นะ ไม่ใช่ละทุกข์นะ ยกตัวอย่างนั่งสมาธิปวด ทำอย่างไรจะหายปวด อันนั้นอยากละทุกข์แล้ว ทุกข์ให้รู้ ไม่ใช่ให้ละ หน้าที่ของเรา รู้ รู้รูป รู้นาม ตามที่เขาเป็น

อยากรู้ตามที่เขาเป็น ต้องไม่ไปดัดแปลงเขา เขาเป็นอย่างไร รู้ว่าเขาเป็นอย่างนั้นนะ ทำใจเป็นแค่คนดูนะ ทำใจเป็นแค่คนดู ใจที่เป็นคนดูได้นั้นแหละ คือใจที่มีสมาธิแล้ว เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้นะ ไม่ใช่ผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง เพราะฉะนั้นใจที่ไหลไปแล้วรู้ ไหลแล้วรู้ มันจะตั้งขึ้นมา พอใจมันตั้งขึ้นมา ก็เรียกว่าใจเรามีสมาธิแล้ว มาดูรูป ดูนาม มันทำงาน ดูด้วยใจที่ตั้งมั่น สบายๆ เป็นผู้รู้ผู้ดูนี่เอง

เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เห็นจิตใจมันเคลื่อนไหว ใจเราเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู สบายๆ ในที่สุดจะเห็นความจริง ความจริงของกายคืออะไร ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคืออะไร คือไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นความจริงของกายก็ไตรลักษณ์ ความจริงของจิตก็ไตรลักษณ์ อันเดียวกันนั้นเอง คือความเป็นไตรลักษณ์

เราดูเพื่อให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ของกายของใจ การเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจนี้แหละ ชื่อว่า เจริญปัญญา มีปัญญา ถ้าไปเห็นอย่างอื่นไม่เรียกว่าปัญญานะ ไปเห็นว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ร่างกายนี้เที่ยงถาวร อย่างนี้ไม่เรียกว่าปัญญา ต้องเห็นเลย มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์นะ มันทนอยู่ไม่ได้ มันเคลื่อนไหว มันเปลี่ยนแปลง มันหมุนเวียนไปเรื่อย ไม่มีตัวเรา เนี่ยดูไปเรื่อยๆ

ดูจนกระทั่งเห็นความจริงเลย กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ไม่ใช่เรา เป็นแค่รูปธรรม เป็นแค่นามธรรม มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ตัวนี้สำคัญนะ จะเห็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่อมตะ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวเราถาวร ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวเราถาวร ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดถาวรเลย ไม่เฉพาะว่าสิ่งที่เป็นตัวเรานะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดถาวร มีสิ่งถาวรอันเดียวคือนิพพาน ซึ่งเรายังไม่เห็น

ต้องเห็นรูปเห็นนามให้แจ้งนะ เห็นรูปเห็นนามให้แจ้ง พอเห็นรูปเห็นนามแจ้งแล้ว ตอนที่เกิดอริยมรรคนั้นน่ะ จิตจะสัมผัสกับพระนิพพาน ตอนที่ได้โสดาปัตติมรรคนั่นแหละ คือครั้งแรกในสังสารวัฏฏ์ ที่สัมผัสกับพระนิพพาน

พระนิพพานเป็นอย่างไร พระนิพพานไม่มีไม่เป็นอะไร เป็นสภาวะที่พ้นจากความมีความเป็น นิพพานมีอยู่มั้ย มีอยู่ มีลักษณะอย่างไร มีลักษณะสันติ สงบ สันติ ไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่นิพพานแห้งแล้ง โหวงๆเหวงๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว จิตที่สัมผัสนิพพานเป็นอย่างไร มีบรมสุข เพราะนิพพานเป็นบรมสุข เราไปสัมผัสบรมสุขนะ มันก็บรมสุขไปด้วยนะ เราไปสัมผัสไฟ ไฟมันร้อนใช่มั้ย มันก็บรมร้อนไปด้วยแหละ ใช่มั้ย สัมผัสน้ำแข็งมันก็บรมเย็นแหละ สัมผัสพระนิพพานบรมสุขนะ สุขจริงๆนะ สุขจนธาตุขันธ์มนุษย์แทบจะทนอยู่ไม่ได้เลย สัมผัสทีแรกแทบตายเลย

แต่ว่าตอนโสดาฯ สกทาคาฯ อนาคาฯ นี่ สัมผัสแป๊บเดียว ไม่ทันตายหรอกนะ ไม่ทันรู้สึกหรอก ต้องภาวนาให้มันสุดขีดนะ นึกถึงพระนิพพาน จิตมันทรงอยู่อย่างนั้นน่ะ ทรงกับพระนิพพาน โอ้โหมันมีความสุข เรื่องนี้ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังนะ หลวงพ่อแค่อวดข้อมูลที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง

หลวงปู่สุวัจน์ (สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย ต. เสม็ด อ. เมือง จ. บุรีรัมย์) ท่านบอกนะ ท่านบอกว่า ตอนที่ท่านปล่อยวางจิตนะ ท่านมีความสุขอยู่ตั้งปีกว่าๆ สุขมหาศาล สุขเหมือนจะทนอยู่ไม่ไหวเลย สุขมหาศาล สุขแทบตาย สุขมาก ต่อๆไปใจก็ค่อยๆคุ้นเคยนะ ใจก็ค่อยๆเป็นอุเบกขา ก็มีความสุขบ้าง อุเบกขาบ้าง ไม่หวือหวาเหมือนทีแรก มีความสุขมาก

เนี่ยพวกเราอยากได้สัมผัสความสุขอันนี้นะ เราต้องพ้นทุกข์ให้ได้ ตัวทุกข์ก็คือ รูป นาม กาย ใจ ของเรานี่เอง เราจะพ้นทุกข์ได้ ใจจะปล่อยวางรูปนาม ปล่อยวางกายวางใจได้ ใจต้องมีปัญญาเห็นความจริงของรูปของนามนะว่า ไม่ใช่ของดีของวิเศษ..

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๙ ถึงนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
ลำดับที่ ๒๑
File: 530730A.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สิ่งที่ได้จากวิปัสสนา

mp3 (for download): สิ่งที่ได้จากวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : “ทำวิปัสสนาแล้วสิ่งที่จะได้มาก็คืออันนี้…อันแรกเลยละความเห็นผิดว่ามีตัวเรา ในเบื้องปลายละความยึดถือในกายในใจนี้ แล้วก็ไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก แล้วก็จะไม่ทุกข์เพราะสิ่งใดในโลกอีกแล้ว”

CD: สวนสันติธรรม 27

511115

17.31 – 17.46

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่ออะไร?

mp3 (for download): วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่ออะไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ธรรมที่จะทำให้เราได้ธรรมะก็คือ วิปัสสนานั่นเอง วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่ออะไร วิปัสสนากรรมฐานนะ ทำไปเพื่อถอดถอนความเห็นผิด ว่ามีตัวเรา อันนี้เบื้องต้นนะ วิปัสสนากรรมฐานเนี่ย เบื้องต้นทำไปเพื่อถอดถอนความเห็นผิด ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา วิปัสสนากรรมฐานในเบื้องปลายนั้น ทำไปเพื่อถอดถอนความยึดถือในกายในใจนี้

สองขั้นตอนนะ ไม่เหมือนกันหรอก เบื้องต้นจะละความเห็นผิดได้ โดยการทำวิปัสสนาแล้วจะละความเห็นผิด ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา มีกายมีใจนะ กายกับใจเป็นเรา มีเราอยู่ในกายในใจนี้ มีเรานอกเหนือจากกายจากใจนี้ มีตัวเราอยู่จริงๆ

เนี่ยถ้าทำวิปัสสนากรรมฐาน เบื้องต้นก็จะละความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
File: 511115.mp3
นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๙ ถึงนาทีที่ ๑๓ นาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน แต่สอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

mp 3 (for download) : พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน แต่สอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: อยากจะถามนิดนึงค่ะว่า ถ้าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา แล้วอะไรล่ะคะคือเราที่เชื่อมอดีตชาติ ปัจจุบัน อนาคต

หลวงพ่อปราโมทย์: ความคิด ความจำนะ เพราะฉะนั้นความเป็นเราจริงๆ ไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน ท่านสอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ความเห็นผิดว่ามีตัวตนเรียกว่า ‘สักกายทิฏฐิ’ ให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ทีนี้วิธีละความเห็นผิดว่ามีตัวตน จะละความเห็นผิดได้ต้องเห็นถูก จะเห็นถูกก็ต้องมารู้ลงมา สิ่งใดที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเรานะ ก็คือกายกับใจ ให้เรามารู้กายรู้ใจมากๆ จนวันหนึ่งเห็นเลยว่ามันทำงานเอง มันไม่ใช่เราหรอก

ที่นี้จิตนี่มันเกิดดับสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นทำกรรมไว้นี่ จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นก็รับมรดก จิตดวงใหม่ก็เหมือนลูกของจิตดวงเก่า อย่างเราเป็นลูกนะ พ่อแม่เราทำงานรวยไว้ เราก็ก็รับมรดกรวย พ่อแม่ทำหนี้ไว้เยอะ เราก็รับมรดกหนี้ไว้ จิตดวงใหม่มันเกิดขึ้นมา มันก็รับมรดกสืบทอดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ตัวเก่าหรอก ถ้าหัดภาวนาซักช่วงหนึ่งคุณจะเห็นเลย จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับนะ มีช่องว่างเล็กๆ มาคั่นนะ แล้วก็ดวงใหม่เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ มีช่องว่างเล็กๆ มาคั่น ถ้าภาวนาจนถึงจุดที่เห็นสันตติ คือความสืบเนื่องนี้ขาด จะรู้เลยว่าจิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับทั้งวันเลย และจิตจะไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่ว่าเกิดดับตลอดเวลาเลย เกิดดับเร็วมากเลยนะ

CD: 16
File: 25491104.mp3
Time: 58m54 – 1h00m34

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราไม่ได้สู้กับอะไร เราสู้กับความเห็นผิดของตัวเอง

mp 3 (for download) : เราไม่ได้สู้กับอะไร เราสู้กับความเห็นผิดของตัวเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ที่จริงการปฏิบัติธรรมไม่ได้มีอะไรยากเลย เราชอบวาดภาพว่ามันยาก มันต้องทำอะไร จริงๆ ไม่ได้ทำอะไรหรอก หน้าที่เราคอยเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ เรียนรู้อย่างที่เขาเป็น รู้ไปเรื่อยๆ จนใจยอมรับความจริง เราไม่ได้สู้กับอะไรเลย เราสู้กับความเห็นผิดของตัวเอง ในเบื้องต้นนี่ เราสู้กับความเห็นผิดของตัวเอง เรามีความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา เพราะฉะนั้นเราต้องมาคอยรู้กายคอยรู้ใจบ่อยๆ จนเห็นความจริงว่าไม่ใช่ตัวเรา พอละความเห็นผิดได้ก็ชนะยกที่หนึ่งล่ะ ยกนี้สำคัญที่สุดเลยนะ ถ้าคนไหนผ่านจุดแรกนี้ได้แล้ว ที่เหลือมันจะต้องผ่านเอง อย่างไรก็ไปได้

เพราะฉะนั้นความยากลำบากที่สุดอยู่อันแรกนี้แหละ อันแรกก็คือ จะต้องละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเราให้ได้ วิธีละความเห็นผิดไม่ใช่คิดเอาว่ามันไม่ใช่ตัวเรา วิธีละความเห็นผิดมีอันเดียว รู้อยู่ที่กาย รู้อยู่ที่ใจบ่อยๆ รู้ไป จนเห็นความจริงว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก ไม่ได้มีอะไรลึกลับเลย เป็นเรื่องธรรมดา สมเหตุสมผล

ทีนี้ถ้าเราไปคิดจะทำอย่างโน้นทำอย่างนี้นะ เราปรุงแต่ง ปรุงแต่งฝ่ายดีไปเรื่อย พยายามบังคับกาย พยายามบังคับใจ ปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ของแท้ มันง่าย ง่ายจนยาก ง่ายจนนึกไม่ถึง ครูบาอาจารย์ สมัยก่อนหลวงพ่อเข้าไปหาครูบาอาจารย์หลายองค์ ท่านบอกนะว่า มันง่าย แล้วท่านก็บอกด้วย ไม่ต้องทำอะไร ถ้าเรามีสติขึ้นมาแล้ว เรารู้สึกตัวขึ้นมาได้ รู้กายรู้ใจได้แล้ว ให้รู้บ่อยๆ ท่านบอกมันเหมือนผลไม่ที่รอเวลาสุกงอม ถึงเวลามันสุกเอง มันร่วงหล่นของมันเอง ไม่ใช่พยายามไปทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา หลายองค์สอนมาอย่างนี้นะ สอนหลวงพ่อมาอย่างนี้ หลวงพ่อก็จำมาสอนพวกเราต่อ

จริงๆ ไม่ได้ทำอะไร รู้กาย รู้ใจ ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก เราจะเห็นเลยร่างกายมันทำงานทั้งวัน จิตใจมันทำงานทั้งวัน รู้ลงที่กาย รู้ลงที่ใจ การปฏิบัติไม่เกินกายกับใจของเรานี่เอง ถ้าเราเกินกายเกินใจของตัวเองออกไปก็ไม่สามารถละความเห็นผิดว่ากายกับใจไม่ใช่เรา

เป้าหมายแรกเลย ต้องละให้ได้ คือความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นเรา สู้กับความไม่เข้าใจของเราเอง อาจารย์อภิธรรมบางท่านถึงกับสอนบอกว่า ตัวศาสนาพุทธจริงๆ ไม่ใช่อะไรเลย คือตัว ‘สัมมาทิฏฐิ’ นั่นเอง ความรู้ถูกความเข้าใจถูก แล้วก็สู้กับความเข้าใจผิดของเราเอง ใหม่ๆ เราก็เข้าใจผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา ก็มาเฝ้ารู้ พอเรามีสติขึ้นมาปุ๊บนี่ เราจะเห็นทันทีเลย กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา คนไหนรู้สึกตัวเป็นจะเห็นทันทีว่ากายไม่ใช่ตัวเรา เพราะการเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเราเป็นเรื่องง่ายๆ รู้สึกตัวขึ้นมาก็เห็นแล้วว่ากายไม่ใช่ตัวเรา แต่จะเห็นไม่ได้ว่าจิตไม่ใช่เรา ต้องคอยรู้คอยดูไปนานๆ จะเห็นจิตเกิดดับไปเรื่อย คอยรู้คอยดูไป จนวันหนึ่งก็รู้ว่าจิตไม่ใช่เรา

ละความเห็นผิดได้ว่าขันธ์ห้าเป็นเรา ต่อไปเราก็เห็นผิดต่อไปอีก เห็นผิดอย่างอื่นลึกซึ้งต่อไปอีก เช่น เราจะเห็นจิตบอกว่า จิตนี้ถ้าเรารักษาไว้ได้ดี เราจะมีความสุข ถ้ารักษาได้ไม่ดีนะ มันจะมีความทุกข์ จิตไหลไปเกาะอารมณ์มันจะทุกข์ จิตมีความอยากมีความยึดมันจะทุกข์ จิตที่มีความรู้ ตื่น เบิกบาน ไม่ทุกข์ จะรู้สึกอย่างนี้ นี่ก็รู้สึกผิดอีก นี่ความเห็นผิดมีเยอะแยะเลย เป็นระยะๆ ไป พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า จิตเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ท่านสอนว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ จุดสุดท้ายเลยที่จะละอวิชชา คือการเห็นว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ นั่นแหละ อวิชชาคือความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ว่าขันธ์ห้าเป็นตัวทุกข์ เราจะรู้สึกว่ากายนี้เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง จิตนี้เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง

ฉะนั้นเราปฏิบัตินี่เราต่อสู้กับความหลงผิดของเรา ต่อสู้กับความไม่รู้ของเรา ตลอดสายของกายปฏิบัติเลย เบื้องต้นเลยต่อสู้กับความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา เบื้องปลายเลยต่อสู้จนกระทั่งเห็นความจริงว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ กายกับใจเป็นทุกข์ ถ้าเห็นขันธ์ห้าเป็นทุกข์แล้วใจถึงจะปล่อยวางขันธ์ห้า ถ้าเห็นขันธ์ห้าเป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง ก็ไม่ปล่อยวาง แต่พยายามดิ้นรนหาความสุข พยายามดิ้นรนจะหนีความทุกข์

สวนสันติธรรม 12

490505A

0.46 – 5.46

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่