Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

จริตสำหรับการทำสมถะและวิปัสสนา

mp 3 (for download) : จริตในการทำสมถะและวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: กรรมฐานในสติปัฏฐาน ๔ แยก กาย เวทนา จิต ธรรม กายและเวทนา นี่กลุ่มหนึ่ง จิตและธรรม เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง จริตนิสัยของคนเราในเวลาทำสมถะกับวิปัสสนา การแยกจริตจะไม่เหมือนกัน

ถ้าเวลาเราจะทำสมถะ เราดูจริตมี ๖ อย่าง ๑) ราคจริต ๒) โทสจริต ๓) โมหจริต ๔) พุทธิจริต ๕) วิตกจริต ๖ สัทธาจริต

อย่างพวกศรัทธามากๆ เนี่ย ก็คิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงอะไรอย่างนี้นะ ใจก็สบาย สงบ พวกฟุ้งมากๆ ก็รู้ลมหายใจไป อะไรอย่างนี้นะ พวกขี้โมโห ก็เจริญเมตตา พวกบ้ากามก็พิจารณาอสุภะอะไรอย่างนี้ พิจารณาความตายอะไรไป แล้วใจก็สงบ

แต่อารมณ์จริตนิสัย จริตที่ใช้ทำวิปัสสนานะ เราแยก ๒ ส่วนเท่านั้นเอง เรียกว่า

๑) ตัณหาจริต พวกรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม

๒) ทิฏฐิจริต พวกเจ้าความคิด เจ้าความเห็น

- พวกตัณหาจริต มีกรรมฐานที่เหมาะคือ การดูกาย หรือ เวทนา

- พวกทิฏฐิจริต เจ้าความคิดเจ้าความเห็น มีกรรมฐานที่เหมาะคือ ดูจิต หรือ ธรรม

ทำไมแต่ละจริตต้องมี ๒ อย่าง

-พวกรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ดูกาย หรือ เวทนา พวกที่ปัญญาแก่กล้าแล้วจะไปดูที่เวทนา พวกที่ยังไม่แก่กล้าดูกาย กายดูง่ายกว่าเวทนา

-พวกเจ้าความคิด เจ้าความเห็นนี่ ดูจิตเอา เห็นจิตเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง นี่ดูง่าย ถ้าปัญญามันแก่กล้าขึ้นไปก็ไปดูธัมมา เจริญธัมมานุปัสสนานะ จะเห็นความละเอียดลึกซึ้งประณีตของสภาวธรรมแต่ละอันๆ อย่างจิตตานุปัสสนาเห็น จิตมีโทสะ รู้ว่ามีโทสะ ดูแค่นี้เอง ถ้าขึ้นไปถึงธัมมานุปัสสนา มันจะประณีตขึ้นไปอีก อย่างจิตมีปฏิฆะ ความไม่พอใจเกิดขึ้น มีพยาบาท พยาปาทะ ไม่พอใจ คิดถึง ตรึกถึงอารมณ์ที่ไม่พอใจเนี่ยเห็นละ ไม่ต้องรอให้โกรธ มันประณีตกว่ากัน เรารู้ด้วยว่าทำไมถึงเกิดจิตที่มีความพยาบาทขึ้น รู้ด้วยว่าทำยังไงความพยาบาทจะไม่เกิดขึ้น เห็นมั้ยจะรู้เหตุ รู้ผล รู้ลึกซึ้งลงไปอีก หรือดูโพชฌงค์ จะเห็นเลยคุณธรรมมันค่อยๆ อัพเกรดขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ดูยากกว่ากัน

พวกเราสันนิษฐานไว้ก่อนก็แล้วกันนะเพื่อความปลอดภัยว่าพวกเราอินทรีย์อ่อน อินทรีย์แข็งคงไปเรียนจากพระพุทธเจ้าแล้วคงบรรลุกันไปหมดแล้วล่ะ สมัยนั้นพวกเราบางคนก็อาจจะเคยเจอพระพุทธเจ้ามาแล้วนะ แต่เราเป็นลูกศิษย์เทวทัตนะก็เลยไม่ได้ธรรมะอะไร แล้วสำคัญผิดอะไรอย่างนี้ หรือตอนเราไปเจอพระพุทธเจ้าแต่ตอนนั้นเราเป็นเดียรถีย์ เราไปแอนตี้พระพุทธเจ้าซะด้วยซ้ำไป งั้นบารมีพวกเรานี่ ตกมาถึงรุ่นนี้ ถือว่าบารมีอ่อนก็แล้วกันนะ

งั้นคนไหนรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ให้ดูกายไว้ เพราะกายนี่จะสอนให้เห็นว่าไม่สุข ไม่สบาย ไม่สวย ไม่งาม

ถ้าคนไหนเจ้าความคิดเจ้าความเห็นให้ดูจิต จิตเดี๋ยวก็ดี จิตเดี๋ยวก็ร้าย คุ้มดีคุ้มร้ายทั้งวัน เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็หายโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหายโกรธ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวหายหลง

งั้นเราดูจริตนิสัยของตัวเอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๗


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๖
File: 570914A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๕

ตัด/ถอดคลิปส์โดยคุณ ok2077
ตรวจทานโดยคุณ พัลวัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ไม่แน่ใจว่าตนเองมีจริตแบบไหน จะภาวนายังไง?

ไม่แน่ใจว่าตนเองมีจริตแบบไหน จะภาวนายังไง?

ถาม : ผมไม่แน่ใจว่าผมมีจริตแบบไหน เพราะบางครั้งโทสะเกิดเยอะมาก ส่วนโมหะเกิดประจำ และผมก็รักสบาย ตัณหาเยอะ ราคะก็มี คือแบบว่ายิ่งดูก็ยิ่งเห็นไปเรื่อยๆ ไม่ลดลง -.- ทุกวันนี้ผมไม่มีเครื่องอยู่ครับ โมหะเลยเกิดบ่อย และค่อนข้างยาว ;D

ตอบ : ถ้าโดยมากแล้วเป็นอย่างไรก็จะมีจริตแบบนั้นครับ
แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องจริตนะครับ ให้หัดรู้กายบ้างจิตบ้างไปตามแต่จะเห็นอะไรได้ชัดไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่ว่าหัดรู้แล้วกิเลส ตัณหา จะลดลงหรือเบาบางลงไปนะครับ
เพราะตอนนี้เราหัดรู้เพื่อให้เกิดสติให้ได้บ่อยๆก่อน
เมื่อสติเกิดบ่อยแล้ว ก็จะเห็นกิเลส ตัณหา ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมต้องดับไป
ซึ่งการเห็นกิเลส ตัณหา เกิด-ดับอยู่บ่อยจะทำให้เกิดปัญญาไปตามลำดับ
เมื่อเกิดปัญญาไปตามลำดับ กิเลส ตัณหาก็จะถูกละไปตามลำดับเองครับ
สำหรับเรื่องเครื่องอยู่นั้น ลองสังเกตนะครับว่า พอจะรู้กายอยู่เรื่อยๆได้หรือไม่
ถ้ารู้กายได้เรื่อยๆก็ใช้กายเป็นเครื่องอยู่ก็ได้ครับ
หรือถ้าไม่ถนัดจะรู้กายอยู่เรื่อยๆ ก็ใช้การรู้สึกตัวอยู่เรื่อยๆเป็นวิหารธรรมก็ได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จริตเราเหมาะกับ ดูกาย หรือดูจิต ?

จริตเราเหมาะกับ ดูกาย หรือดูจิต ?

ถาม : จริตของผมเหมาะกับอะไรระหว่างดูกาย กับ ดูจิต ครับ  ?

ตอบ : ตอบไม่ได้ครับว่า คุณ เหมาะจะดูกายหรือดูจิต ::)

ต้องสังเกตตัวเองนะครับว่า
ในระหว่างวันเรารู้สึกถึงกายหรือจิตได้ง่ายกว่ากัน
ถ้ารู้สึกถึงกายได้ง่ายกว่า เห็นกายเคลื่อนไหวได้เรื่อย ๆ ก็จะเหมาะกับการดูกาย
แต่ถ้าไม่ค่อยรู้สึกถึงกาย แต่เห็นกิเลสได้บ่อย เห็นจิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้บ่อย
ก็จะเหมาะกับการดูจิตครับ

จริง ๆ แล้ว จะเหมาะกับดูกายหรือดูจิต ก็แค่เริ่มต้นเท่านั้นครับ
ที่สำคัญคือ เราจะเลือกดูกายอย่างเดียวไม่ได้ หรือเลือกดูจิตอย่างเดียวก็ไม่ได้
แล้วแต่ว่าขณะนั้น กายหรือจิต อะไรที่เรารู้สึกได้ เราก็ต้องดูอันนั้นไปครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา แต่มีทางขึ้นได้หลายทางสำหรับแต่ละบุคคล

mp3 (for download) : สติปัฎฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา แต่มีทางขึ้นได้หลายทาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา

หลวงพ่อปราโมทย์ : เป็นแต่ทางปฎิบัติไม่มีทางที่สอง มีทางเดียวแค่นี้เอง ที่นี้ทางแต่ละคนเนี่ย ทาง main (หลัก) นี้มีอันเดียวนะ อย่างสมมุติว่าเราจะขึ้นยอดเขา ขึ้นภูเขา ทางมีทางเดียวต้องสูงขึ้นไป ไม่ใช่ลงมาต่ำ แต่ทางขึ้นภูเขามีรอบทิศทางเลย ทางเดินเฉพาะของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เลียนแบบกันไม่ได้

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเลยสอนธรรมะเอาไว้เยอะแยะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เพราะคนมันเยอะ จริตนิสัยต่างๆกัน บางคนต้องรู้กาย บางคนต้องรู้เวทนา บางคนต้องรู้จิต บางคนรู้ธรรม

ทิศทางใหญ่ๆจะขึ้นเขาเนี่ย ทิศทางใหญ่ๆมันก็ ๔ ทิศ เวลาเดินจริงๆไม่ได้เดินทีละทิศหรอกนะ เดินสะเปะสะปะ เดี๋ยวก็ขยับหลบซ้าย เดี๋ยวหลบขวา เดี๋ยวหมดแรงก็นั่งพัก ขึ้นเขาไปเหนื่อยนั่งพัก นั่งพักคือสมถะ มีแรงแล้วเดินขึ้นไปอีก อย่าท้อถอย วันหนึ่งก็ถึงยอดเขา

แต่ถ้าทิศทางไม่ถูกต้อง ไม่รู้ว่าเราจะต้องรู้กายรู้ใจตนเองนะ คิดแต่ว่าจะต้องทำจิตให้ดี ทำจิตให้สงบ เรียกว่าไม่รู้จักเป้าหมายละ ยิ่งเดินยิ่งไปไกลนะ ไปพรหมโลก เพราะฉะนั้นรู้ทิศทาง ว่าเราปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ทุกข์ก็คือกายกับใจนี่แหละตัวทุกข์ เรียนรู้กายรู้ใจ หันหน้ามาเผชิญความจริงของกายของใจ เรียนรู้มัน จนเข้าใจมัน เข้าใจมันแล้วจิตเขาปล่อยวางของเขาเอง


CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๙
ลำดับที่ ๓
File: 480618A
นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๐๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จุดประสงค์ของการตรวจการบ้าน

mp3 for download: จุดประสงค์ของการตรวจการบ้าน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การบ้าน

การบ้าน

หลวงพ่อปราโมทย์: เอ้า ต่อไป ตรวจการบ้าน เวลาตรวจการบ้านเนี่ยนะ เป็นการทดสอบเรา ว่าเราเข้าใจหลักของการปฎิบัติแม่นหรือเปล่า หรือคลาดเคลื่อน สิ่งที่คลาดเคลื่อนนะ ถ้าไม่เผลอไปก็เพ่งเอาไว้ ส่วนใหญ่ก็มีแค่นั้น ไม่ก็ไปเกยตื้น ไปติดอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่ง ซึ่งเป็นผลจากการเพ่ง เช่นไปติดในความว่าง เพราะฉะนั้นมันเป็นแค่การทดสอบว่าเรายังเดินอยู่ในทางสายกลางมั้ย สุดโต่งไปข้างบังคับตัวเอง หรือสุดโต่งไปในข้างหลงตามกิเลสมั้ย นี้อันหนึ่ง

อีกอันหนึ่งก็คือ สภาวะที่เรารู้เราเห็นเนี่ย ถูกต้องมั้ย เพราะฉะนั้นอย่ามาถามหลวงพ่อนะว่า จิตหนูเป็นยังไง ถ้าถามว่าจิตหนูเป็นยังไง ตัวเองไม่ได้บอกเลยว่า ตัวเห็นสภาวะยังไง ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คำถามชนิดนี้เหลวไหลที่สุดเลย คำถามที่ไม่มีความรับผิดชอบนะ อย่าถามนะ “หนูเป็นยังไง” อะไรอย่างนี้ เฉิ่มมากเลย ส่วนมากผู้หญิง เพราะเห็นมั้ยว่าใช้คำว่าหนู บางคนงั่กเลยนะยัง “หนู” เลย หนูอย่างนั้น หนูอย่างนี้ อ้าว เดือดร้อน เดือดเนื้อร้อนใจ

ถ้าเรารู้ เราเห็น สภาวะอะไร บอกมา สภาวะที่เห็นอยู่นี้ ตอนนี้เป็นอย่างนี้ๆ นะ ถูกต้องหรือไม่ อย่างนี้เป็นการทดสอบว่าเราน่ะเห็นสภาวะมั้ย นี่อันหนึ่งนะ อีกอันหนึ่ง พอรู้สภาวะแล้ว รู้ถูกต้องมั้ย เผลอไปมั้ย เพ่งไปมั้ย ก็เดินอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นคำถาม ควรเป็นคำถามที่เกิดประโยชน์ คำถามที่ไม่มีประโยชน์ไม่ต้องถาม

คำถามที่ไม่มีประโยชน์อีกอันหนึ่งนะ หนูมีจริตอย่างไร หรือผมมีจริตอย่างไร อันนี้เริ่มมีผู้ชายถามบ้าง จริตยังไง สอนหลักให้แล้วนะ เป็นพวกโลภมาก รักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ก็ให้ดูกายไป เพราะกายจะสอนว่า ไม่สุข ไม่สบาย ไม่สวย ไม่งาม

พวกคิดมาก วันหนึ่งก็คิดทั้งวันเลย วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ วิพากษ์ จนสุดท้ายวิกลจริต สารพัดวิ วิ วิ วิ พวกนี้ให้ดูจิต พวกดูจิตนี้เป็นพวกช่างคิด ถึงได้เกิดเรื่องมากมาย ใช่มั้ย พวกที่ทำสมาธิไม่ค่อยมีเรื่องหรอก วันหนึ่งๆไปยุ่งกับใครเขาล่ะ อยู่อย่างนี้ ไม่มีเรื่อง ไม่เดือดร้อนครูบาอาจารย์ ก็นั่งอยู่อย่างนั้น ส่วนพวกทิฎฐิจริต พวกคิดมากเนี่ย มาเรียนที่นี่ มาเรียนที่นี่เยอะมาก พวกนี้แหละเจ้าความคิดเจ้าความเห็น เที่ยวไปวุ่นวายที่อื่น ไม่ดูตัวเอง นี่แหละจุดอ่อนของพวกที่ปัญญามาก พวกปัญญามากนะ ฟุ้งซ่าน จำไว้นะ ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ได้ ไม่ใช่ฟุ้งไปเรื่อยๆ อยากคุยก็คุยไปเรื่อยๆ พยายามทำความสงบเข้ามาบ้าง แต่ไม่ใช่สงบจนกระทั่งซึมกระทือ สงบพอมีเรี่ยวมีแรง มาเดินปัญญาต่อ มารู้กาย มารู้ใจ มาแยกธาตุแยกขันธ์ไปเรื่อย อย่างนั้นถึงจะเรียกว่า”เดินปัญญา”

ส่วนพวกศรัทธามากก็จะงมงาย พวกสมาธิมากก็ช้านะ ซึมๆอยู่อย่างนั้น ติดในความสุขความสบายไป พวกความเพียรมากก็เคร่งเครียด พวกปัญญามากก็ฟุ้งซ่านนะ เนี่ย มันมีจุดอ่อนทั้งนั้นแหละ แต่ละคน เพราะฉะนั้นมีสติบ่อยๆนะ รู้ไป

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: 510427B.mp3
ลำดับที่ ๔
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การส่งการบ้าน

mp3 for download: การส่งการบ้าน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ต่อไปตรวจการบ้าน เวลาตรวจการบ้านนี่นะ เป็นการทดสอบเรา ว่าเราเข้าใจหลักของการปฏิบัติแม่นหรือเปล่า หรือคลาดเคลื่อน สิ่งที่คลาดเคลื่อนนะ ถ้าไม่เผลอไปก็เพ่งเอาไว้ ส่วนใหญ่ก็มีแค่นั้น ไม่ก็ไปเกยตื้นไปติดอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งซึ่งเป็นผลจากการเพ่ง เช่น ไปติดในความว่าง เพราะฉะนั้น มันเป็นแค่การทดสอบว่าเรายังเดินอยู่ในทางสายกลางไหม สุดโต่งไปในข้างบังคับตัวเอง หรือสุดโต่งไปในข้างหลงตามกิเลสไหม นี่อันหนึ่ง

อีกอันหนึ่งก็คือ สภาวะที่เรารู้เราเห็นนี่ถูกต้องไหม

เพราะฉะนั้น อย่ามาถามหลวงพ่อนะว่า จิตหนูเป็นอย่างไร ถ้าถามว่าจิตหนูเป็นอย่างไรนี่ ตัวเองไม่ได้บอกเลยว่าตัวเห็นสภาวะอย่างไร ไม่มีประโยชน์อะไรเลยคำถามชนิดนี้เหลวไหลที่สุดเลย คำถามที่ไม่มีความรับผิดชอบ อย่าถามนะ หนูเป็นอย่างไร เฉิ่มมากเลย ส่วนมากผู้หญิง เห็นไหมใช้คำว่าหนู บางคนงั่กเลยนะยังหนูเลย  หนูอย่างนั้น หนูอย่างนี้ อ้าว เดือดเนื้อร้อนใจ (หัวเราะ)

ถ้าเรารู้เราเห็นสภาวะอะไร บอกมา ว่าสภาวะที่เห็นอยู่นี้ ตอนนี้เป็นอย่างนี้ๆ ถูกต้องหรือไม่ อย่างนี้เป็นการทดสอบว่าเราเห็นสภาวะไหม นี่อันหนึ่งนะ อีกอันหนึ่งพอรู้สภาวะแล้ว รู้ถูกต้องไหม เผลอไปไหม เพ่งไปไหม นี่เดินอย่างนี้นะ

คำถามควรเป็นคำถามที่เกิดประโยชน์ คำถามที่ไม่มีประโยชน์ไม่ต้องถาม คำถามที่ไม่มีประโยชน์อีกอันนะ หนูมีจริตอย่างไร หรือผมมีจริตอย่างไร นี่เริ่มมีผู้ชายถามบ้าง

จริตอย่างไร สอนหลักให้แล้ว เป็นพวกโลภมาก รักสุขรักสบาย รักสวยรักงาม ก็ให้ดูกายไป เพราะกายมันจะสอนว่า ไม่สุขไม่สบาย ไม่สวยไม่งาม

พวกคิดมาก วันหนึ่งก็คิดทั้งวันเลย วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ วิพากษ์ จนสุดท้ายวิกลจริต สารพัดวิๆๆๆ พวกนี้ให้ดูจิต พวกดูจิตนี่คือพวกช่างคิด ถึงได้เกิดเรื่องมากมาย พวกที่ทำสมาธิไม่ค่อยมีเรื่องหรอก วันหนึ่งไปยุ่งกับใครล่ะ อยู่อย่างนี้ไม่มีเรื่อง ไม่เดือดร้อนครูบาอาจารย์ ก็นั่งของมันอยู่อย่างนั้นแหละ ส่วนพวกทิฏฐิจริต พวกคิดมากนี่มันมาเรียนที่นี่ มาเรียนที่นี่เยอะมาก พวกนี้แหละ เจ้าความคิดเจ้าความเห็นนะ เที่ยวไปวุ่นวายที่อื่น ไม่ดูตัวเอง นี่แหละจุดอ่อนของพวกที่ปัญญามาก พวกปัญญามากนะ ฟุ้งซ่าน จำไว้นะ

เราต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ได้ ไม่ใช่ฟุ้งไปเรื่อยๆ อยากคุยก็คุยไปเรื่อยๆ พยายามทำความสงบเข้ามาบ้าง แต่ไม่ใช่สงบจนกระทั่งซึมกะทือ นั่งซึมกะทือ สงบพอมีเรี่ยวมีแรงมาเดินปัญญาต่อ มารู้กายมารู้ใจ มาแยกธาตุแยกขันธ์ไปเรื่อย อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าเดินปัญญา ส่วนพวกศรัทธามากก็จะงมงาย พวกสมาธิมากมันก็ช้านะ ซึมๆ อยู่อย่างนั้น ติดในความสุขความสบายไป พวกความเพียรมากก็เคร่งเครียด พวกปัญญามากก็ฟุ้งซ่าน นี่มันมีจุดอ่อนทั้งนั้นแต่ละคน เพราะฉะนั้นมีสติบ่อยๆ นะ รู้ไป

แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ หลังฉันเช้า
CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
Track: ๔
File: 521204B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว ทางใครทางมัน

mp 3 (for download) : ธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว ทางใครทางมัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สวนสันติธรรม
CD: 16
File: 25491123B.mp3
Time: 16m42 – 20m46

หลวงพ่อบอกให้อย่างนึงนะ บอกซื่อๆ บอกโง่ๆ เลยนะ แบบเทกระเป๋าให้เลย ทางใครทางมัน ทางใครทางมันนะ กรรมฐานเป็นเรื่องเฉพาะตัว  แต่ต้องอยู่ในหลักที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เรื่องแทคติก (tactic) เรื่องกลยุทธ์เรื่องอุบาย เรื่องเฉพาะตัวทั้งสิ้นเลย มันต้องรู้ตัวเองนะ ว่าทำยังไงแล้วสติเกิดบ่อยก็ทำอย่างนั้นแหละ ตอนนี้สติเกิดบ่อยไปแล้ว ชักมั่วๆ แล้ว สติเกิดไปเกิดมาเลยชักไม่เกิด เลยฟุ้งซ่านแทน เราก็ต้องแยบคาย ต้องรู้ทัน เราฟุ้งไปแล้ว ฟุ้งไปแล้วเราควรจะทำยังไงดี เราก็ต้องรู้ตัวเองอีก จะตามรู้ความฟุ้งด้วยวิปัสสนา หรือทำความสงบด้วยสมถะ หรือว่าเครียดจัด ลืมมันไปเลย ไปร้องเพลงสักเพลงหนึ่งก็ได้ บางคนเครียดจัด มาหาหลวงพ่อ ติดกรรมฐานมา เครียด ใกล้บ้ามาแล้ว ความจริงบ้าแล้วล่ะ แต่หลวงพ่อก็พูดให้สุภาพหน่อย หลวงพ่อบอกร้องเพลงเป็นมั้ย ร้องให้ฟังสักเพลงนึง ให้ร้องเพลง คนนี้ชอบร้องเพลง ร้องเพลงแล้วสบาย รู้สึกมั้ย เมื่อกี้เครียด ตอนนี้สบาย เห็นมั้ย ตอนให้กลับมาดูแล้ว 

            มันง่ายนะ จริงๆ ทางใครทางมัน ทางใครทางมันๆ ทางเฉพาะตัว ทางนี้ต้องเดินคนเดียว พระพุทธเจ้าสอนนะ เอกายนมรรค ทางสายเดียว ทางของท่านผู้เป็นเอก ไม่มีใครเหมือน ทางที่ต้องเดินคนเดียว ทางเฉพาะตัว แปลได้หลายนัยยะ เอกายนมรรค งั้นไม่ใช่ว่าต้องเลียนแบบกัน หลายคนมาถามหลวงพ่อ ทำไมไม่จัดคอร์ส พระพุทธเจ้าไม่จัดน่ะหลวงพ่อจะเก่งกว่าท่านได้ยังไง พระพุทธเจ้ามีแต่สอนๆ ๆ แล้วก็ไล่นะ โน่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง นั่นภูเขา โน่นถ้ำ นั่นป่า ไปทำเอาเอง ทำไมไม่จัดพร้อมกัน เพราะว่าจริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน ทางใครทางมัน คนคนนี้เค้าควรจะภาวนากลางคืน เราก็บอกสามทุ่มต้องนอน หรือสี่ทุ่มต้องนอน อ้าวก็เค้าจะต้องภาวนากลางคืนเค้าถึงจะดี เราไปทำลายโอกาสของเค้าเข้าแล้วใช่มั้ย ต้องเหมือนกัน บางคนกินข้าวเย็นแล้วดี เอ้า บางคนไม่กินแล้วดี มันก็ต้องดูเป็นคนๆ นะ ตัวใครตัวมันแหละ ทางใครทางมัน บางคนนอนมากๆ ดีนะ บางคนนอนมากไม่ดี บางคนกินทุกมื้อดี บางคนอดๆ ซะบ้างดี ต้องดูตัวเอง ทางใครทางมัน ไม่ใช่ถึงเวลาเหมือนการเลี้ยงไก่ของพวกซีพีนะ ถึงเวลาต้องกินก็กิน เลี้ยงหมูเลี้ยงอะไรอย่างเนี้ย ถึงเวลากินต้องกิน มันไม่ได้เป็นอย่างงั้นนะ เคยเห็นเค้าเลี้ยงงูมั้ย เคยไปดูที่เสาวภามั้ย ถึงเวลาเลี้ยงงูนะ เอางู งูตัวนี้ตามดิว ดูตาราง อ้อตัวนี้ถึงเวลากินแล้ว ไปลากหัวมันมา มันก็มาพันๆ ๆ นะ จับบีบปากให้อ้าปาก เอาคีมคีบเนื้อนะ กระทุ้งใส่ หนึ่งก้อนสองก้อน เอ้าครบแล้ว แกะๆ เอาโยนไป ธรรมะไม่ได้เป็นอย่างนี้ ธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว ทางใครทางมัน ไม่ใช่ต้องทำเหมือนๆ กันตลอดเวลา หลวงพ่อชาเคยสอนนะ ให้ดูตัวเอง จะกินแค่ไหนพอเหมาะ จะนอนแค่ไหนพอเหมาะ คำว่าพอเหมาะก็คือเกิดสติ เกิดสติบ่อย บางคนอดนอนแล้วซึมเซื่อง คล้ายๆ ผีตองเหลือง ไม่รู้เรื่องนะ อย่างนี้ไม่ดี บางคนนอนมากไปก็ไม่ดี ต้องดูตัวเอง บางคนถนัดเดิน ก็เดินเอา บางคนถนัดยืนก็ยืนเอา บางคนถนัดนั่ง ก็นั่ง แต่ถ้าถนัดนอน ต้องนั่งนะ ถนัดนอนไม่เอานะ ยกเว้นไว้ข้อหนึ่ง เพราะว่าตามสถิติ นอนบรรลุมีน้อย ตามสถิติ ส่วนมากมีแต่นั่งกับเดิน มีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรื่องของจริต: ดูกายหรือจิต?

mp3: จริต: ดูกายหรือจิต?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตอนเริ่มต้นปฏิบัติไม่ใช่ต้องดูกายก่อนนะ รู้อะไรแล้วสติเกิดก็เอาอันนั้นแหละ   รู้กายก็ได้ รู้เวทนาก็ได้ รู้จิตก็ได้

ไม่ใช่รู้อันใดอันหนึ่ง ไม่ใช่มีขั้นมีตอนว่าทุกคนต้องเริ่มเหมือนกันหมด จริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเริ่มดูกายเหมือนกันหมด หรือมาเรียนกับหลวงพ่อก็ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อสอนให้ทุกคนต้องดูจิตเหมือนกันหมด กรรมฐานต้องเลือกให้ถูกกับจริตถูกกับนิสัยของเรา

ถ้าเรามีจริตนิสัยรักสุขรักสบายรักสวยรักงามรักความสงบอะไรพวกนี้   ทำความสงบขึ้นมาก่อน ทำสมาธิมา ทำความสงบ พอใจตั้งมั่นแล้วก็ดูกายไป   เห็นกายที่ยืนเดินนั่งนอนไม่ใช่เรา   เห็นกายที่หายออกเข้าหายใจเข้าไม่ใช่เรา   ดูไปกายไม่มีตัวเรา  จะเห็นว่าจิตเป็นแค่คนดูจิตจะแยกออกมา  จิตจะแยกออกมาเป็นคนดู   นี่ก็ได้

หรือคนไหนเป็นพวกคิดมากเป็นพวกทิฐิจริต   คิดมากให้ดูจิตไปเลย   ทำสมาธิไม่ลงหรอก    เพราะว่าคิดมากฟุ้งซ่าน   ให้ดูจิตไป   จิตเป็นสุขก็รู้   จิตเป็นทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตร้ายก็รู้ จิตโกรธ จิตโลภ จิตหลงก็รู้ รู้ไปเรื่อย ดูไป

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่