Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เพราะใจชอบออกนอก จึงห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน

mp3 for download :เพราะใจชอบออกนอก จึงห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ภาพจากวัดพระธาตุโกฏิแก้ว
เอื้อเฟื้อภาพโดย คุณ มโน มยา

หลวงพ่อปราโมทย์ : เนี่ยให้เราเรียนรู้นะ ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลย เวลาที่มีความสุข รู้มั้ย ในขณะนี้ ส่วนใหญ่ในห้องตอนนี้มีความสุข รู้สึกมั้ย แค่รู้สึกเท่านั้นว่าตอนนี้กำลังมีความสุข ดูลงไปที่ความรู้สึกเป็นสุข เห็นมั้ยว่ามันลดระดับลง จนกลายมาเป็นอุเบกขา ถ้าจ้องนานกว่านี้จะกลายเป็นทุกข์ไป จ้องไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ทุกข์

สังเกตดูนะ กระทั่งความสุขความทุกข์ความเฉยๆอะไรในใจเรานะ ก็หมุนเวียนอยู่ตลอด รู้ก็รู้ได้แต่ละเลย ไม่สนใจจะรู้ โลภโกรธหลงเกิดขึ้นทุกคนก็รู้ได้แต่ละเลยที่จะรู้ เวลาโกรธ ไม่ดูว่าใจกำลังโกรธนะ แต่จะไปดูคนที่ทำให้โกรธ เวลาเรามีความรักเกิดขึ้น เราไม่ดูว่าใจกำลังรัก แต่เราจะไปดูคนที่เรากำลังรัก จริงมั้ย นี่ล่ะใจชอบออกนอก ไม่ยอมย้อนมา เราถึงห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน จะได้มรรคผลนิพพานเนี่ย คอยรู้สึกกาย คอยรู้สึกใจ เรียนรู้ความจริงของกายของใจเรื่อยๆไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907A
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อพ้นจากวิปัสนูฯแล้ว จะเจริญวิปัสสนาได้เต็มที่

mp3 for download : เมื่อพ้นจากวิปัสนูฯแล้ว จะเจริญวิปัสสนาได้เต็มที่

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : วิปัสนูฯ (วิปัสนูปกิเลส – ผู้ถอด)เกิดจากความฟุ้งซ่าน หรือส่งจิตออกนอกนั่นเอง ถ้าเมื่อไหร่มีสติรู้ทันว่าฟุ้งซ่าน ความฟุ้งซ่านดับอัตโนมัติ เพราะความฟุ้งซ่านเป็นกิเลสสู้สติไม่ได้ สติเกิดเมื่อไหร่กิเลสดับเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไหร่รู้ทันว่าจิตฟุ้งออกไปนะ ฟุ้งไปอยู่กับความสว่างเนี่ย ความฟุ้งซ่านจะดับนะ จิตจะทวนกระแสเข้ามาหากายหายใจของเราเอง ภาวะแห่งความรู้ตื่นเบิกบานก็จะกลับมาอีก

เนี่ยพอเราฝึกไปจนชำนิชำนาญผ่านตัวนี้ได้ เราจะรู้ว่าอันนี้เป็นวิปัสสนูปฯ ไม่ใช่ทาง ทางคือต้องมีจิตตั้งมั่น ที่หลวงพ่อบอกว่า “จิตถึงฐาน” “จิตถึงฐาน” น่ะนะ คือจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูได้จริงๆ ไม่งั้นจิตไม่ถึงฐาน จิตไปอยู่ข้างหน้า ไปอยู่กับความว่างความสว่าง อันนั้นเดินต่อไม่ได้ ไม่ใช่ทาง ก็รู้เลยว่าจุดที่เป็นทางนี่นะ จิตต้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู เห็นปรากฎการณ์ทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่หยุดนิ่ง ถ้าปรากฎการณ์ทั้งหลายหยุดนิ่ง นี่เป็นสมถะแล้ว จิตเป็นหนึ่งอารมณ์เป็นหนึ่ง ปรากฏการณ์ทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูอย่างสบายๆ จิตเบา จิตนุ่มนวล อ่อนโยน คล่องแคล่ว ว่องไว แต่ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ไหลไป ตั้งมั่นเป็นคนดูสบายๆ เหมือนเรานั่งดูเขาเล่นกีฬา ดูอย่างสบายๆ ไม่ลงไปคลุกกับเขานะ ไม่อินกับเขา ดูสบายๆ

พอมาถึงตรงนี้นะ มีธรรมะอยู่หมวดหนึ่ง ชื่อ “วิสุทธิ” ใครเคยได้อ่านบ้าง “วิสุทธิ ๗” ธรรมะเรื่องวิสุทธิ ๗ นี่นะอยู่ในพระสูตรที่โดดเด่นเป็นหนึ่งเลยนะ สูตรหนึ่งเลย คือ “รถวินีตสูตร” (อ่าน รถวินีตสูตร – ผู้ถอด) “รถ ๗ ผลัด” รถ ๗ ผลัดก็คือวิสุทธิ ๗ ประการนั่นเอง
คนไหนที่ผ่านวิปัสนูฯไปแล้วนะ รู้ว่าวิปัสนูฯไม่ใช่ทาง จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเห็นรูปธรรมนามธรรมเคลื่อนไหวเปลี่นยแปลงเกิดดับได้ ตรงนี้ถ้าเทียบในวิสุทธิ ๗ นะ ก็ได้วิสุทธิที่ชื่อว่า “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” ชื่อยาวเป็นปี๊บเลยนะ

“มัคคามัคคะ” มาจากอะไร มาจากคำว่า มรรค กับ อมรรค มรรค อมรรค, มรรค อมรรค จะออกเสียงเป็นคำสนธิ จะออกเสียงกลายเป็นมัคคา มัคคามัคคะ มรรค กับ อมรรค รู้ว่าอะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทาง คนที่ได้ “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือคนที่พ้นจากวิปัสนูฯแล้ว ถัดจากนั้นนะ เจริญวิปัสสนาได้เต็มที่แล้ว เรียกว่า “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ”


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
ไฟล์ 540710
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๒๒ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๒) ทำสมาธิ อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก

อานาปานสติ (ตอนที่ ๒) ทำสมาธิ อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๒) ทำสมาธิ อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก

อานาปานสติ (ตอนที่ ๒) ทำสมาธิ อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อตอนเจ็ดขวบนะ หัดสมาธิ ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ครูบาอาจารย์ให้หายใจเข้าพุทหายใจออกโธ เราก็ทำ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ไม่ได้น้อมใจให้เคลิ้ม จิตรวมรวดเร็ว นิมิตเราไม่เป็น สว่างขึ้นมานะ เราไปดูที่สว่าง มันเลยตามแสงสว่างไปเที่ยวข้างนอก อันนั้นไม่ดี จิตมันหลอนเอานะ จิตส่งออกนอก ต่อมาไปหลายๆวันนะ รู้สึกว่าไม่ดีแล้ว ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไร เที่ยวออกไปข้างนอก หายใจแล้วไม่ให้มันไปข้างนอก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 42
File: 541106A.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์

หลักการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์

นึกถึงเรื่องที่คุยเมื่อวาน มีช่วงหนึ่งได้พูดถึงความไม่เข้าใจวิธีการภาวนา ได้คุยกันว่า ส่วนมากแล้วนักภาวนามักจะเข้าใจผิดคือ มักจะคิดเข้าใจผิดไปว่า การภาวนานั้นต้องคอยรักษาจิตไม่ให้ส่งออก พอจิตส่งออกก็เลยไม่ยินดี แล้วก็พยายามหาอุบายมาทำให้จิตไม่ส่งออก มาทำให้จิตมีความรู้ตัว ผมก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะศึกษาหรืออ่านคำสอนไม่ครบถ้วน อย่างเช่นเรื่องอริยสัจจ์แห่งจิตที่หลวงปู่ดูลย์สอนเอาไว้ ส่วนมากจะอ่านกันแค่ท่อนแรกคือ

“จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ”

พออ่านแค่ท่อนนี้ ก็เลยไปตั้งความเห็นไว้ว่า จิตต้องไม่ส่งออก ต้องทำไม่ให้จิตส่งออก ซึ่งที่จริงแล้ว ข้อความท่อนนี้ เป็นการพูดถึงอริยสัจจ์แห่งจิต ไม่ได้พูดถึงวิธีการภาวนา หากจะจับเอาวิธีการภาวนา ก็ต้องอ่านท่อนต่อไปด้วย ท่อนต่อไปที่ว่า มีอยู่ในหนังสือ วิมุตติปฏิปทา หัวข้อ บันเทิงธรรม ที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้เรียบเรียงไว้ตั้งแต่ก่อนบวช ซึ่งมีข้อความว่า….

” อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ก็แต่ว่า ถ้าจิตส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. จิตเกิดหวั่นไหวหรือเกิดกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ เป็นทุกข์ ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อม เพราะมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นนิโรธ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตไม่ส่งออกนอก. จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม เป็นวิหารธรรม. จบอริยสัจจ์ 4 “

จากข้อความในตอนนี้ หากจะจับหลักการภาวนา ก็ต้องจับเอาจากที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า

“อนึ่ง ตามสภาพที่แท้จริงของจิต. ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว. แต่ไม่หวั่นไหว หรือไม่กระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆ มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค”

ซึ่งโดยเนื้อความแล้วก็คือ ปกติของคนเรา จิตนั้นก็ย่อมต้องมีการส่งออกเสมอ จึงไม่ใช่วิสัยที่เราจะไปบังคับเพื่อไม่ให้จิตส่งออก การภาวนาจึงมาอยู่ตรงที่ ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่หวั่นไหวหรือไม่กระเพื่อมเมื่อส่งออกไปรับรู้อารมณ์แล้ว ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ก็ได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า…ให้มีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ หากเราสามารถทำให้เกิดมีสติอยู่อย่างสมบูรณ์ได้ภายหลังจากที่จิตส่งออกไปแล้ว นั่นก็คือ การเจริญมรรค อันเป็นกิจที่พึงทำเพื่อการพ้นทุกข์ ซึ่งการทำให้เกิดสติอยู่อย่างสมบูรณ์ภายหลังที่จิตส่งออกไปรับอารมณ์แล้ว สามารถทำได้ด้วยการฝึกตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้สอนนั่นเอง พอฝึกไปๆ จนถึงจุดหนึ่ง จิตก็จะไม่ส่งออกอีกเลย ถึงตรงนั้นก็คือ มีจิตที่ไม่ส่งออกเป็นวิหารธรรม อันเป็นหลักชัยของนักภาวนา

ถาม : ถ้าอย่างนั้น คำสอนที่ว่า “อย่าส่งจิตออกนอก” จะให้ความหมายว่าอย่างไรถึงจะไม่เป็นการเข้าใจผิด แล้วทำให้บังคับห้ามไม่ให้จิตส่งออกนอกล่ะค่ะ

ตอบ : ต้องอ่านให้ครบเนื้อหา ไม่ใช่อ่านกันแค่ประโยคเดียว ซึ่งหากอ่านในวิธีเจริญภาวนาของหลวงปู่ดูลย์ เรื่องอย่าส่งจิตออกนอก มีข้อความกล่าวไว้ว่า “กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไป ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ” ซึ่งท่านได้สอนไว้ชัดเจนแล้วว่า เราทำให้จิตไม่ส่งออกหรือห้ามไม่ให้ส่งออกไม่ได้ เมื่อเผลอหรือส่งออกไปแล้ว ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม ไม่ใช่ว่าต้องคอยบังคับหรือรักษาไม่ให้จิตส่งออกนอก ถ้าจะรักษาก็ต้องรักษาสัมปชัญญะเท่านั้น


เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อริยสัจจ์แห่งจิต

mp3 (for download) : อริยสัจจ์แห่งจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ : ธรรมชาติจิตส่งออกนอก หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างนี้นะ ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก แต่จิตส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหวไปตามอารมณ์นี่ เป็น”สมุทัย” มีผลเป็น”ทุกข์” จิตส่งออกนอกแล้วไม่กระเพื่อมหวั่นไหวน่ะไม่ทุกข์ ท่านว่าอย่างนี้นะ

พระอรหันต์มีจิตออกนอกมั้ย มีมั้ยเอ่ย? ไม่มี…เพราะไม่มีนอกมีใน มันเท่ากันหมดนะ เท่ากันหมด หลวงปู่ดุลย์เลยบอก พระอริยเจ้ามีจิตไม่ส่งออกนอก คำว่า พระอริยเจ้าของท่านคือพระอรหันต์ มีจิตไม่ส่งออกนอก จะออกทำไม จิตท่านเต็มโลกธาตุ เต็มจักรวาล ไม่เห็นต้องออกตรงไหนเลย รู้สึกตอนไหนก็ได้ ฉะนั้นพระอริยเจ้ามีจิตไม่ส่งออกนอก มีจิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหว มีความสุข เดี๋ยววันหลังต้องเขียนป้าย หลวงปู่ดุลย์ข้างหน้าต้องเขียนให้ครบดีกว่า มันขาด นี่มันบทแรกเท่านั้นนะ มีอีก บทหลังก็มีอีก นี่ไม่ครบหรอก แต่คนรุ่นหลังลืมไปแล้ว

แต่ก่อนนี้ เวลาจะเขียนมันเยอะไป เขียนต้องเขียนรอบสี่ทิศเลยละมั้งกว่าจะครบ แต่ธรรมะของท่านดีมากนะ “จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย ผลที่จิตส่งออกนอกเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค ผลที่จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ อนึ่งธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก เมื่อจิตส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหวนะในการสนองรับอารมณ์ เป็นสมุทัย ผลที่จิตส่งออกนอกแล้วกระเพื่อมหวั่นไหว เป็นทุกข์ จิตส่งออกนอกนะไม่กระเพื่อมหวั่นไหว มีความรู้สึกตัวอยู่เป็นวิหารธรรม ไม่ทุกข์หรอกนะ แต่เสร็จแล้วท่านตบท้าย พระอริยเจ้าทั้งหลาย พระอรหันต์ มีจิตไม่ออกนอก มีจิตไม่ปรุงแต่ง คำสอนท่านลึก คำว่าพระอริยเจ้าคือพระอรหันต์ คำว่าจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งหมายถึงอะไร เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิต จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เห็นว่าจิตเป็นไตรลักษณ์”

นี่เมื่อไม่นาน หลวงพ่อไปเทศน์​ที่วัดบูรพารามนะ เทศน์เรื่องการดูจิต บอกบางคนนะ เรียนหรืออ่านคำสอนหลวงปู่ดุลย์แล้วอ่านแล้วไม่เข้าใจ อย่างบางคนเนี่ยหลวงปู่ดุลย์สอนบอกว่า ประคองจิตให้นิ่งเลยนะ ความคิดนึกปรุงแต่งเกิดขึ้นให้ปัดทิ้งไป แล้วบอกว่าหลวงปู่ดุลย์สอนดูจิตแบบนี้ ท่านสอนแบบนี้เหมือนกัน “แต่นั่นเป็นการดูจิตในขั้นการทำสมถะ” หรือบางท่านก็บอก หลวงปู่ดุลย์สอนดูจิตบอกว่าง สว่าง บริสุทธ์ หยุดความปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิต ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรซักอย่าง อันนี้บอกหลวงปู่ดุลย์สอน ก็ถูกอีกหลวงปู่ก็สอน “แต่นั่นเป็นผล เป็นผลที่พระอรหันต์ท่านเป็น ไม่ใช่อย่างพวกเราเป็น” จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค อันนี้ต้องเรียนให้มาก จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งไม่ใช่แปลว่าเห็นจิตชัดๆ ไม่คลาดสายตา จิตเห็นจิตแจ่มแจ้งที่จะเดินปัญญาก็คือ”เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิต”นั่นเอง ถ้าเห็นไตรลักษณ์ของจิตได้ ก็วาง ปล่อยวางได้ นี่ หลวงปู่มั่นสอนหลวงปู่ดุลย์นะ ให้ดูสังขาร ดูสัญญานะ มันปรุงแต่งจิตขึ้นมา หลวงปู่ดุลย์รู้ทันสัญญา รู้ทันสังขาร ก็เลยรู้แจ้งอริยสัจ

หลวงปู่มั่นไม่ได้สอนหลวงปู่ดุลย์ให้ดูจิตนิ่งๆว่างๆนะ แต่ให้เห็นสังขารคือความปรุงของจิต ให้เห็นสัญญาคือการหมายรู้ของจิต ทำงานควบกันอยู่ เพราะมันไปหมายเข้ามันก็เลยไปปรุง พอไปปรุงแล้วมันก็ไปหมาย อย่างพวกเราอยู่ๆนะ บางที ความจำมันเกิดขึ้น หน้าของคนนี้โผล่ขึ้นมา นี่สัญญามันผุดขึ้นมาก่อน สังขารก็ปรุงเลย นี่ผู้หญิงสวยคนนี้ แฟนเก่าเราชอบ รักมาก ความรัก ความรู้สึกรักเกิดขึ้น หรือความรู้สึกโกรธเกิดขึ้น กิเลสมาปรุงจิตแล้ว ก็ไปหมายผิดๆนะ พอปรุงนี่แฟนเรานะ ก็หมายผิดๆ ว่ามีตัวมีตนมีจริงๆนี่หมายผิดอีกแล้ว อาศัยสัญญาทำให้เกิดสังขาร อาศัยสังขารทำให้สัญญาทำงาน หมายไปผิดๆต่อไปอีก กระทบกันไปกระทบกันมา สังสารวัฏยืดเยื้อยาวนานเลย

ฉะนั้นเวลาเราฟังพระพุทธเจ้า ฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนก็ดี ฟังที่หลวงพ่อสอนก็ดีนะ หรือฟังจากหลวงปู่ดุลย์สอน หรือ ครูบาอาจารย์องค์ไหนก็ดี ต้องแยกให้ออกว่า สิ่งที่ท่านสอนนั้นเป็นธรรมะระดับไหน สอนใคร ธรรมะแต่ละชั้น แต่ละชั้น ไม่เหมือนกัน อย่างดูจิตเพื่อให้เกิดศีล ดูจิตเพื่อให้เกิดสมาธิ ดูจิตเพื่อให้ตั้งมั่น ดูจิตเพื่อให้เกิดปัญญา คนละแบบกัน หรือ ดูจิตเป็นวิหารธรรมของพระอรหันต์ คนละแบบกัน อย่าไปมั่วนะ บอก หลวงปู่ดุลย์​บอกประคองจิตให้ว่าง โถ นั่นสอนพวกทำสมถะไม่เป็นให้ทำสมถะก่อนอะไรนี้นะ คนละเรื่องกันเลย หลวงพ่อเคยไปทำนะ ประคองไว้ โดนท่านจวกเอา ไม่ได้ดูจิต ดูจิตต้องปล่อยให้มันทำงาน ถึงเจริญปัญญา เห็นไตรลักษณ์ เห็นมันทำงานได้เองนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: ๔๑
File: 540730B
ระหว่างนาทีที่ ๔๖ วินาทีที่ ๔๘ ถึงนาทีที่ ๕๒ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : อธิบายจิตส่งออกนอก

อธิบายจิตส่งออกนอก

ถาม : วันนี้พัฒนาถึงการเห็นโทสะและอารมณ์ของคนอื่นที่มากระทบตัวหนูเองด้วย เมื่อเช้ามีลูกค้าอายุประมาณ 70 up หงุดหงิดลูกน้องหนู และมาแสดงอาการกับหนู หนูเห็นโทสะที่เกิดกับเขา แต่หนูแค่รับรู้และไม่ปรุงแต่งโทสะร่วมไปกับเขาและได้แต่ชี้แจงไปด้วยความใจเย็น รู้แต่ว่าคนอายุขนาดนี้ทำมั้ยมีโทสะแรงแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ  หนูนึกขอบคุณธรรมะ พระพุทธเจ้าที่เพาะบ่มในวิชาเห็นตามจริงให้เกิดขึ้นกับตัวหนู ทำให้สามารถประคองสติได้ตลอดเวลา เป็นบุญของหนูเหลือเกิน

หนูพอจะเข้าใจมากขึ้นกับคำว่าอย่าส่งจิตออกนอก ตอนแรกหนูเข้าใจว่าคำว่าอย่าส่งจิตออกนอกจะหมายถึง เรื่องที่เรารู้สึกทุกข์ใจ ไม่สบายใจ คิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดทุกข์(หนูเข้าใจความหมายมาผิดตลอดหรือคะนี้) ดังนั้นเราควรจะดูกาย-ใจของเราอย่างเดียวเป็นที่ตั้งก็พอใช่มั้ยค่ะ เราควรรู้แค่อารมณ์ของคนอื่นอย่างเป็นกลางๆหรือไม่ควรจะสนใจเลย

ตอบ : จิตส่งออกนอกนี่ครอบคลุมไปทั้ง ส่งออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
คำว่า อย่าส่งจิตออกนอก เป็นคำที่ครูบาอาจารย์บอกไว้เพื่อให้ให้หัดดูจิตที่ส่งออกนอก
ไม่ใช่จงใจที่จะห้ามที่จะบังคับไม่ให้ส่งออกนอกครับ
ตัวอย่างเรื่องลูกค้าที่คุณเจอ
แวบหนึ่งที่เราเจอลูกค้ากำลังโกรธ จิตจะส่งออกไปอยู่ที่ลูกค้าก่อนเลย
ถ้าเราหัดดูจิตมาพอสมควร ก็จะรู้สึกขึ้นได้ว่าจิตส่งออกนอก
(รู้หลังจากจิตส่งออกนอกไปแล้ว) พอรู้แล้วจิตที่ส่งออกนอกก็จะดับไป
เกิดเป็นจิตที่มีสติอยู่กับตัวเอง ตรงที่จิตมีสติอยู่กับตัวเองนี่แหละครับ
ที่ทำให้เรารู้อยู่โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียชั่วขณะหนึ่ง
และถ้าจิตผ่านการฝึกมาดีพอสมควร
เราก็จะจัดการแก้ปัญหาไปอย่างมีสติ มีความรู้สึกตัวได้
โดยไม่ต้องกดข่มบังคับจิตใจไว้ ซึ่งเป็นผลจากการหัดเจริญสติมานั่นเองครับ
ไม่ใช่เสแสร้งทำเป็นไม่สนใจอารมณ์ลูกค้านะครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตส่งออกนอก จิตไม่ตั้งมั่น

mp3 for download : จิตส่งออกนอก จิตไม่ตั้งมั่น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตส่งออกนอก จิตไม่ตั้งมั่น

จิตส่งออกนอก จิตไม่ตั้งมั่น

หลวงพ่อปราโมทย์ : ยกตัวอย่างเวลาเรารู้ลมหายใจ จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจนี่จิตส่งออกนอกนะจิตเคลื่อนไปอยู่ที่ลม ให้รู้ทันเข้าไป จิตไหลไปแล้วจิตไม่ตั้งมั่น หรือเวลาเราดูท้องพองยุบนี่จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง ให้เรารู้ทัน อันนี้ก็จิตไม่ตั้งมั่น หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตออกนอกทั้งนั้นเลย จะเดินจงกรมจิตไหลไปอยู่ที่เท้า ให้รู้ทัน นี่หลวงปู่ดูลย์ก็เรียกจิตออกนอกเหมือนกัน จิตมันส่งไป จิตมันเคลื่อนไป

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจิตมันจะเคลื่อนไปทางไหนคอยรู้ทัน ก็จะเคลื่อนไป ๒ อย่าง อันหนึ่งเคลื่อนไปอยู่ในโลกของความคิด ไปรู้เรื่องราวที่คิด เรียกว่าไปรู้อารมณ์บัญญัติ อีกอันหนึ่งเคลื่อนไปเพ่งรูปเพ่งนาม เพ่งกายเพ่งใจ เพ่งลมหายใจ เพ่งท้องเพ่งมือเพ่งเท้า อันนี้ไปเพ่งรูปนะ เพ่งอารมณ์ปรมัตถ์นะ ตัวรูป แต่ก็เป็นสมถะอีก เพราะฉะนั้นมันมีจิตไหลไป ๒ อย่างนะ อันหนึ่งไหลไปในโลกของสมมุติบัญญัติคือหลงไปในโลกของความคิด อีกอันหนึ่งไปเพ่งรูปเพ่งนาม อันนี้ก็ไม่ใช่รู้เหมือนกันทั้งคู่แหละ จิตส่งออกนอกด้วยกันทั้งคู่เลยนะ ส่งไปอยู่ที่ลม ส่งไปอยู่ที่ท้อง ส่งไปอยู่ที่เท้า จิตออกนอกนะ นอกจากอะไร นอกจากรู้ คำว่าจิตส่งออกนอก คือนอกจากอะไร ไม่ใช่นอกร่างกายนะ จิตส่งออกนอกคือนอกจากการรู้ ตื่น เบิกบาน จิตที่ถึงฐานจริงๆน่ะ จิตไม่เคลื่อนไป โดยไม่ได้บังคับไว้ด้วยนะ

ให้เราคอยรู้ทันไป ทำกรรมฐานขึ้นสักอันหนึ่ง แล้วรู้ทัน จิตไหลไปคิดก็รู้ทัน จิตไปเพ่งก็รู้ทัน นี่จิตออกนอกหมดเลย จิตไม่ตั้งมั่นไม่เป็นกลางนะ พอเรารู้ทันว่าจิตมันไหลไป โดยเฉพาะไหลไปคิด ถ้าไหลไปคิดนะ ความไหลไปคิดจะดับทันทีเลย เพราะจิตที่ไหลไปคิดเนี่ยเป็นจิตมีโมหะ มีโมหะแทรกอยู่นะ มันมีความหลงแทรกอยู่ เป็นอกุศลนะจิตหลงไปคิดนะ

ทันทีที่สติระลึกรู้จิตที่หลงไปคิดปุ๊บ ความหลงคิดจะดับทันทีอัตโนมัติเลย เพราะมันเป็นอกุศล สติเกิดแล้วอกุศลอยู่ไม่ได้ ดับทันที แต่ตอนที่หลงไปเพ่งนะ ทั้งๆที่เพ่งอยู่นั้นแหละ จิตไม่ดับไม่ถอนออกมาจากการเพ่งนะ คนละแบบกัน เพราะการไปเพ่งรูปเพ่งนามนะ เป็นกุศลนะไม่ใช่อกุศลนะ เป็นการทำความดี บังคับตัวเอง ควบคุมตัวเอง เป็นการปรุงดี ส่วนหลงไปคิดนั้นเป็นการปรุงชั่วนะ เพราะฉะนั้นถ้ารู้ทันว่าหลงไปคิดปุ๊บนะ จะหายทันที แต่ถ้าเพ่งอยู่แล้วรู้ว่าเพ่งอยู่ ไม่หายหรอก ก็ต้องค่อยๆจงใจค่อยๆคลายออกๆ

ที่มันไปเพ่งนะเบื้องหลังมันคือโลภ อยากดี อยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากได้ อยากปฏิบัติ อยากจะไม่ขาดสติ นี่มีความอยากซ่อนอยู่นะ ก็ไปนั่งเพ่งเอาๆ ถ้ารู้ทันใจที่อยากมันก็เลิกเพ่งไปเองน่ะ ทำลายต้นทางมันซะนะ มันก็ไม่เพ่ง ที่เพ่งเพราะอยาก เนี่ยรู้ทันเข้าไป ใจก็คลายการเพ่งออกนะ

ไม่เผลอไปหลงไปในโลกของความคิด ไม่ไปเพ่งไว้ ใจก็เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: ๓๙
File: 540226A
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สมาธิ ๒ ชนิด

mp3 for download : สมาธิ ๒ ชนิด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สมาธิ ๒ ชนิด

สมาธิ ๒ ชนิด

หลวงพ่อปราโมทย์ : คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยน่ะ คุ้นเคยแต่สมาธิสงบ ไม่คุ้นเคยสมาธิตั้งมั่น สมาธิสงบนะ ฝึกจิตน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่สบายอยู่อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างพุทโธแล้วสบายก็อยู่กับพุทโธ จิตก็สงบไม่หนีไปที่อื่น จิตอยู่กับพุทโธนี่ได้สมถะ เป็นสมาธิชนิดที่หนึ่ง เป็นสมถกรรมฐาน เอาไว้นอนพักผ่อนนะให้จิตใจสดชื่นมีเรี่ยวมีแรง

สมาธิชนิดที่สองคือความตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ศัตรูของความตั้งมั่นก็คือ การหลงไปคิดนี่แหละ ให้เรารู้ทันนะจิตที่ไม่ตั้งมั่น คือจิตที่หลงไปคิด มันไม่ตั้งมั่น มันไหลไป พอเรารู้จิตไหลไปปุ๊บ มันจะตั้งขึ้นมาเอง รู้ว่าจิตไหลไปก็จะตั้งขึ้นมาเอง ไม่ต้องไปดึงไว้ ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่ารู้ทันว่าจิตหลงไปแล้ว จิตไหลไปแล้ว จิตหนีไปคิดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านั้น ทันทีที่รู้ว่าจิตคิดนะ จิตรู้จะเกิดขึ้น เพราะจิตรู้กับจิตคิดนั้นเป็นสิ่งตรงข้ามกัน เพราะฉะนั้นพวกเราฝึกเรื่อยๆนะจิตหนีไปคิดแล้วรู้ จิตหนีไปคิดแล้วรู้

แต่ธรรมชาติของจิตเราหนีไปคิดมาตั้งแต่เกิด คิดตลอดปีตลอดชาติกี่ปีกี่ชาติก็ช่างคิด คิดทั้งวันคิดทั้งคืน คิดกลางคืนเรียกว่าฝัน (หมายถึงคิดตอนหลับ – ผู้ถอด) คิดกลางวันก็เรียกว่าคิด ความจริงฝันอยู่ กลางวันเรียกว่าคิด คิดกลางคืนเรียกว่าฝัน มันเป็นอย่างนี้มันเคยชิน

เพราะฉะนั้นเวลาฝัน เวลาหลงไป เวลาคิดไป คิดนาน เพราะจิตเคยชินที่จะหลง เราต้องช่วยมันนิดหนึ่ง หากรรมฐานมาสักอันหนึ่ง มาเป็นเครื่องอยู่ของจิต ใครถนัดพุทโธ แต่เดิมพุทโธให้สงบ เปลี่ยนใหม่ มาพุทโธแล้วรู้ทันจิตที่หนีไปคิด ใครถนัดรู้ลมหายใจ เคยรู้ลมหายใจแล้วจิตไปแนบอยู่กับลมหายใจ สงบนะ ก็ปรับนิดหนึ่ง หายใจไปนะ แล้วจิตหนีไปคิดแล้วคอยรู้ ฝึกอย่างนี้แทน ใครเคยดูท้องพองยุบแล้วจิตสงบนะ เรามาพัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ดูท้องพองยุบไป จิตหนีไปคิดแล้วรู้ทัน ทำกรรมฐานขึ้นมาสักอันหนึ่ง เอาอันที่เราเคยชินนั่นแหละ แต่ไม่ได้ทำเพื่อสงบแล้ว ต่อไปนี้ ทำเพื่อให้ตั้งมั่น ยกเว้นเวลาที่จิตใจฟุ้งซ่านนะ ก็ทำกรรมฐานเพื่อให้สงบ แต่พอสงบแล้วก็มาทำกรรมฐานอันเดิมนั้นแหละ แต่ทำเพื่อให้จิตตั้งมั่น วิธีทำให้จิตตั้งมั่นคือรู้ทันจิตที่ไหลไปคิด จิตรู้กับจิตคิดมันตรงข้ามกัน

เพราะฉะนั้นพุทโธไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน หายใจไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน ดูท้องพองยุบไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน ขยับมือทำจังหวะจิตหนีไปคิดรู้ทัน เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้าจิตหนีไปคิดรู้ทัน นี่รู้อย่างนี้บ่อยๆ แถมให้อีกอันหนึ่ง ถ้าจิตไปเพ่งก็ให้รู้ด้วย จิตเพ่งก็จิตส่งออกนอกเหมือนกัน จิตเคลื่อนไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: ๓๙
File: 540226A
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๕ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตส่งออกนอกเมื่อตาเห็นรูป

จิตส่งออกนอกเมื่อตาเห็นรูป

ถาม : เมื่อวันก่อนตาเห็นคนกำลังพูดอยู่ แต่เหมือนสติเค้าไปรับรู้ถึงคนนั้นเป็นรูปที่เคลื่อนไหว อย่างนี้ถือเป็นจิตส่งออกนอกรึป่าวคะ ?

ตอบ : ต้องสังเกตว่า ขณะนั้นจิตออกไปอยู่ที่คนซึ่งกำลังเห็นอยู่หรือไม่
ถ้าจิตไปอยู่ที่คนนั้น ก็แสดงว่าส่งออกนอกไปแล้วครับ

แต่ถ้าส่งออกแล้ว หากสติเกิดได้ จิตก็จะกลับมาอยู่กับกายกับใจตัวเอง
ก็อาจรู้สึกได้ว่าคนนั้นเป็นรูปภายนอกที่เคลื่อนไหวอยู่ได้ครับ

ถาม : คือว่าถ้าตาไปเห็นรูป สติที่ระลึกรู้ก็ถือว่า จิตส่งออกนอกแล้ว อย่างนั้นใช่มั้ยค่ะ ?

ตอบ : โดยปกติของทั่วไปอย่างผมหรือคุณ
ในแวบแรกที่ตาเห็นรูป จิตจะส่งออกนอกไปก่อนเสมอ
แต่ถ้าจิตจำสภาวะที่ส่งออกนอกได้ ก็จะเกิดสติจากการเห็นว่าจิตส่งออกนอก
พอเกิดสติ จิตที่ส่งออกนอกจะดับไป เกิดเป็นจิตที่มีสติ
จิตที่มีสติจะตั้งมั่นอยู่กับกายกับใจตัวเอง(ไม่ส่งออกนอก)ในขณะที่กำลังเห็นรูปได้ชั่วขณะหนึ่งครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่