Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

mp3 for download : เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

เพ่งใส่ตัวรู้จะไปเป็นพรหม

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนาจริงๆไม่ใช่เอาตัวไหนทั้งสิ้นหรอก ภาวนาเพื่อให้เห็นเลยว่า ทุกสิ่งมันไม่มีตัวเรา เป็นแต่สภาวธรรมล้วนๆ มีแต่สภาวธรรมนะ รูปธรรม นามธรรม ตัวจิตก็เป็นสภาวธรรม ตัวรู้นี่เป็นสภาวธรรม ตัว “เจตสิก” คือสิ่งที่มาประกอบจิต เช่น ความสุข ความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เรียก “เจตสิก” เป็นสิ่งที่มาประกอบจิต ทำให้จิตแต่ละดวงหน้าตาไม่เหมือนกัน

จิตโดยตัวของมันเอง เป็นแค่ธรรมชาติรู้ เป็นธรรมชาติรู้เหมือนกันหมดเลย เป็นแค่นี้เอง เหมือนไฟมีธรรมชาติร้อนอย่างนี้ เป็นอย่างนี้แหละ เป็นลักษณะเฉพาะตัว จิตมีลักษณะเฉพาะตัวคือเป็นธรรมชาติรู้ แต่ธรรมชาติรู้ดวงนี้ กับธรรมชาติรู้อีกดวงหนึ่ง มันไม่เหมือนกัน เพราะเจตสิกที่มาประกอบกัน มันไม่เหมือนกัน

คล้ายๆจิตเป็นน้ำที่สะอาดนะ ใส..ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีสี เราเอาสีเข้าไปใส่ เอากลิ่นเข้าไปใส่ อัดแก๊สลงไปแล้วก็เรียก นี่เป๊บซี่ นี่โคล่า นี่แฟนต้า นี่น้ำหอม นี่น้ำเน่า ถามว่าน้ำ มันก็น้ำเดียวกันใช่ไหม  พอแยกธาตุออกมาแล้วมันก็เป็นอันเดียวกัน น้ำใสๆไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่มันแตกต่างกันขึ้นมา เรารู้น้ำขวดนี้กับน้ำขวดนี้เป็นคนละอย่างกัน เราเห็นเลยว่ามันเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างอันนี้น้ำหอมนะ เก็บไว้หลายวันกลายเป็นน้ำเน่าน้ำเหม็น เราก็จะเห็น แต่ละอันๆมันเปลี่ยน ไม่คงที่ จิตนี้ก็ไม่คงที่หรอก เดี๋ยวก็เป็นจิตโลภ เดี๋ยวก็เป็นจิตไม่โลภ เดี๋ยวเป็นจิตโกรธ เดี๋ยวเป็นจิตไม่โกรธ เดี๋ยวเป็นจิตหลง เดี๋ยวเป็นจิตไม่หลง

แต่ถ้าเราไปจ้องใส่ตัวรู้ เราจะรู้สึกเที่ยง เพราะเพ่งใส่ตัวรู้จะเป็นพรหมนะ จะไปเป็นผีใหญ่ นิ่งๆอยู่อย่างนั้นเอง รู้สึกเที่ยง แต่ถ้าเราเห็นเลย จิตมันทำงาน มันเกิดดับ มันเกิดดับร่วมกับเจตสิกแต่ละดวงๆ เจตสิกแต่ละดวงมันไม่เหมือนกันนี่ เช่นความโกรธกับความโลภไม่เหมือนกัน จิตที่โกรธจิตที่โลภมันก็เลยไม่เหมือนกัน เราเห็นเลยว่ามันเป็นคนละดวงกัน เราเห็นแล้วจิตเป็นคนละดวงๆ เราเห็นจิตเป็นคนละดวงได้เพราะว่าเจตสิกที่มาประกอบกันนั้นน่ะ ไม่คงที่ เปลี่ยนไป เราก็เลยเห็นเลย จิตก็เกิดดับเหมือนกัน

ถ้าจะดูแต่ตัวจิตจริงๆนะ ไปเพ่งใส่ตัวจิตเลย จะเห็นว่าไม่เกิดดับนะ เห็นเที่ยงน่ะ หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ ถึงสอนว่า “ผู้ใดเห็นว่าจิตเที่ยง เป็นมิจฉาทิฎฐิ” นี่ท่านว่าซะเสียหาย เป็นมิจฉาทิฎฐิ จริงๆไม่เที่ยง มันเกิดดับ ดูตัวมันเกิดดับ ดูตัวมันตรงๆไม่ได้ จะไม่เห็น ให้ดูว่ามันเกิดร่วมกับเจตสิก จิตโลภเกิดแล้วก็ดับ จิตโกรธเกิดแล้วก็ดับ จิตหลงเกิดแล้วดับ จิตสุขจิตทุกข์เกิดแล้วดับ ดูอย่างนี้ก็ได้


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่