Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ได้จิตผู้รู้แล้ว มาเดินปัญญา

mp3 (for download) : ได้จิตผู้รู้แล้ว มาเดินปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าได้ตัวรู้แล้วถัดจากนั้นมาเดินปัญญา บางคนมีวาสนาเก่า เคยเจริญปัญญามาแต่ชาติก่อนๆแล้ว ทันทีที่ตัวรู้เกิดขึ้นนะ ขันธ์ก็แยกเลย เห็นเลยร่างกายกับจิตคนละอันกัน ความสุขความทุกข์กับจิตนี้คนละอันกัน ความปรุงแต่งที่เป็นกุศล-อกุศลนี้เป็นคนละอันกัน เห็นอย่างนี้เลย คนซึ่งมีบารมีเก่าในทางเดินปัญญามาก่อน

แต่ถ้ามันไม่มี ทำอย่างไร ก็ต้องช่วยมันอีก วิธีช่วยมันนะก็คือ หัดแยกธาตุแยกขันธ์ แยกไป ร่างกายส่วนร่างกาย จิตส่วนจิต ต้องหัดแยก นั่งอยู่หรือเดินอยู่ ก็คอยรู้สึกไป เห็นร่างกายมันนั่ง เห็นร่างกายมันเดิน เห็นร่างกายมันยืน อิริยาบถนอนนั้นเว้นไว้ก่อนนะ ไม่ชำนาญแล้วไปนอนดู แป๊บเดียว จิตก็วิเวก จิตรวม รวมเข้ากับโมหะ หลงไปเลย หลับ

เพราะฉะนั้นยืนอยู่ก็รู้สึก เห็นร่างกายมันยืน จิตเป็นคนดู นั่งอยู่ก็รู้สึก เห็นร่างกายมันนั่ง จิตเป็นคนดู เดินอยู่ก็รู้สึก เห็นร่างกายมันเดิน จิตเป็นคนดู ให้มีจิตเป็นคนดูเรื่อยๆ หรือมีความสุขเกิดขึ้น มีความสุขเกิดขึ้นก็เห็นอีก ความสุขเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู มีความทุกข์เกิดขึ้นก็รู้อีก ความทุกข์เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒o เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

File: 550120
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาต้องแยกธาตุแยกขันธ์

mp3 for download :  การภาวนาต้องแยกธาตุแยกขันธ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนาการเจริญวิปัสสนาหนีการแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ได้เด็ดขาดเลย ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ไม่เป็น อย่าพูดเรื่องวิปัสสนาเลย ใช้ไม่ได้จริงหรอก ไม่เห็นสภาวะ ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ได้แล้ว จะถึงตัวสภาวะแท้ๆ สภาวะแท้ๆเค้าเรียกว่าปรมัตถธรรม อย่างความโกรธนี่เป็นสภาวะแท้ๆ คนไทยโกรธหรือคนจีนโกรธ คนฝรั่งโกรธ ก็ความรู้สึกอย่างเดียวกันเลย เป็นสภาวะแท้ๆเลย แต่คำว่าโกรธนี้ฝรั่งก็เรียกอย่างนึงคนไทยเรียกอย่าง คนจีนเรียกอย่าง อันนี้ไม่ใช่สภาวะไปเรียกว่าบัญญัติ จะเดินวิปัสสนาได้ ต้องเห็นตัวสภาวะแท้ๆเลย ตัวปรมัตถธรรมแท้ๆ อย่างไฟมันร้อน ความร้อนคนไทยถูกก็ร้อน คนจีนถูกก็ร้อน ความร้อนนี่ของจริง

งั้นต้องเรียนจนถึงตัวสภาวะแท้ๆหรือปรมัตแท้ๆ แล้วตัวปรมัตถธรรมแท้ๆนั่นแหล่ะจะสอนไตรลักษณ์ ถ้าไม่เห็นสภาวะธรรม ไม่เห็นปรมัตถธรรม จะไม่เห็นไตรลักษณ์หรอก ได้แต่คิดเรื่องไตรลักษณ์แต่ไม่เห็นหรอก

งั้นครูบาอาจารย์ท่านฟันธงเลยนะ บางองค์ท่านสอนเลย ถ้าไม่หัดแยกธาตุแยกขันธ์นะ ไม่พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์นะ อย่ามาพูดเรื่องเดินปัญญาเลย ไม่ได้เดินปัญญาจริงหรอก ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ไม่เป็น

เพราะนั้นทำความสงบเฉยๆใช้ไม่ได้ ต้องฝึกจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา ตรงนี้แหล่ะที่หลวงพ่อมาจ้ำจี้จ้ำไช จนบางคนนึกว่าหลวงพ่อไม่ให้ทำสมถะ เข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเลย สมถะให้ทำไว้พักผ่อนน่ะก็ทำไปนะ แต่ต้องฝึกสมาธิชนิดใหม่ สมาธิที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ถ้าไม่มีตัวนี้อย่ามาโม้เลยเรื่องวิปัสสนา ไม่มีหรอก ถ้าจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูได้ จะเห็นสภาวะธรรมไม่ได้ จิตต้องตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดูได้ ถึงจะเห็นสภาวะธรรมเห็นปรมัตถธรรมได้

งั้นเรานั่งสมาธิไปนะ นั่งไป เห็นร่างกายมันนั่งใจไปคนดู พอความปวดเกิดขึ้น ดูลงไปเลย ความปวดก็ของถูกรู้ถูกดู ร่างกายอยู่ส่วนนึงความปวดอยู่ส่วนนึง จิตอยู่ส่วนนึง เป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ ปวดมากๆเข้าจิตกระสับกระส่าย เห็นไหมความปวดอยู่ที่ขาแต่ความกระสับกระส่ายเกิดที่จิต เพราะนั้นความกระสับกระส่ายกับความปวดนี้คนละอันกัน ความกระสับกระส่ายหรือความปรุงที่จิตนี้เรียกว่าสังขารขันธ์ ความปรุงที่จิตนะเรียกว่าสังขารขันธ์ ร่างกายนี้เป็นส่วนของรูปขันธ์ ความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ เช่นความปวดความเมื่อยนี้เรียกว่าเวทนาขันธ์ พอความปรุงแต่งทางใจเกิดขึ้นเรียกว่าสังขารขันธ์ ตัวจิตเป็นวิญญาณขันธ์ เห็นไหมหัดแยกขันธ์นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๐) เมื่อมีสมาธิชนิดจิตตั้งมั่นแล้ว ให้หัดแยกกายกับใจ

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๐) เมื่อมีสมาธิชนิดจิตตั้งมั่นแล้ว ให้หัดแยกกายกับใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : การจะเจริญปัญญาอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอะไร การเจริญปัญญานั้นคือการเรียนรู้ความจริงของสิ่งที่ประกอบกันเป็นตัวเรา สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็คือกายกับใจนี้เอง เราอาศัยจิตที่ตั้งมั่นเป็นคนดูเนี่ย เป็นจุดสตาร์ตในการเดินปัญญา พอจิตเราตั้งมั่นแล้วนะ เราก็นั่งดู

ยกตัวอย่างพวกเราตอนนี้ก็นั่งอยู่ นั่งไปแล้วก็ดูไป ร่างกายที่นั่งอยู่ ร่างกายที่หายใจอยู่ ร่างกายที่พยักหน้าอยู่ ร่างกายที่กระดิกกระดิกอยู่ เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ร่างกายที่กำลังขยับตัวอยู่เนี่ย เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ค่อยๆหัดสังเกตตรงนี้ แล้วหัดไปเรื่อยนะ สุดท้ายเราจะแยกได้ว่า ร่างกายก็อยู่ส่วนหนึ่ง จิตก็อยู่ส่วนหนึ่ง ถ้าจิตของเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูได้ จะไม่ยากเลยที่จะเห็นว่า ร่างกายกับจิตนั้น เป็นคนละอันกัน นี่คือการหัดถอดรถยนต์ให้เป็นชิ้นๆล่ะ

เพราะฉะนั้นพวกเรานั่งอย่างนี้แหละ แล้วก็ดูไป ร่างกายที่นั่งอยู่นี้ เป็นของที่ถูกรู้ถูกดู จิตเป็นคนรู้คนดู ดูอย่างนี้ไปเรื่อย ร่างกายที่หายใจอยู่ เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ร่างกายที่เดินอยู่ เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู นี่ฝึกอย่างนี้ให้ชำนาญนะ ขั้นต้นฝึกอย่างนี้กันก่อน ฝึกแยกกายแยกจิตให้ออกจากกันให้ได้

พอแยกได้ นี่ก็คือการถอดรถยนต์ชิ้นที่ ๑ นะ ถอดออกมาปุ๊บ ได้ ๒ ชิ้น ถอดครั้งแรกจะได้ ๒ ชิ้น นึกออกมั้ย ยกตัวอย่างเรามีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง ถอดล้อออกมา กลายเป็น ๒ ชิ้น ใช่มั้ย คือรถยนต์ทั้งหมดที่เหลือกับล้อ แยกออกมา เนี่ยเราถอดครั้งแรกเลย ก็จะได้สองชิ้น คือกายกับใจ แยกกายกับใจออกจากกัน

550409.21m28-23m12

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๘ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีการภาวนาของผู้ที่ทำฌานไม่ได้ (สุกขวิปัสสกะ)

mp3 for download : วิธีการภาวนาของผู้ที่ทำฌานไม่ได้ (สุกขวิปัสสกะ)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเราส่วนใหญ่ให้เข้าฌาน เข้าไม่ได้ แล้วทำอย่างไรดีเข้าฌานไม่ได้?

หัดง่ายๆทีว่าอย่างทีแรกนะ หัดดูจิต พุทโธๆไป แล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน ไม่ได้ฝึกไม่ให้จิตหนี แต่จิตหนีไปคิดเรารู้ทัน จิตจะตั้งมั่น แต่ตั้งชั่วขณะ เรียกว่ามี “ขณิกสมาธิ”

แค่ขณิกสมาธินี้ใช้เดินปัญญาได้แล้ว จิตมันตั้งขึ้นมาเป็นขณะๆ ต่อไปสติมันเลยระลึกรู้กาย จิตยังตั้งอยู่ได้นะ ระลึกอยู่ ตัวจิตตั้งอยู่แว้บเดียว มันเห็นเลย กายนี้ไม่ใช่เรา เหมือนที่พวกเราหลายคนอาบน้ำ มีมาเล่าเรื่อยๆนะก่อนนี้ อาบน้ำ ถูสบู่ ถูไปๆรู้สึกแว้บขึ้นมา ไอ้นี่ไม่ใช่ตัวเราแล้ว เป็นท่อนๆอะไรท่อนหนึ่ง นี่จิตมันตั้งชั่วขณะนะ มันเห็นอย่างนั้นเลย

ถ้าตั้งแบบมีตัวผู้รู้ผ่านการทำฌานมา จะเห็นทั้งวัน ที่ยืนเดินนั่งนอนตลอดวันนั้น ไม่มีเรา แต่พวกขณิกสมาธิก็จะเห็นชั่วเวลาที่มีสมาธิชั่วขณะ ชั่วขณะเห็นแว้บหนึ่ง ไม่มีเรา เห็นบ่อยๆ ค่อยฝึกไป ต่อไปก็จะเห็นบ่อยขึ้น สุดท้ายจิตก็ยอมรับความจริงว่าไม่มีเราได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลนะ ไม่ใช่ทุกคนต้องเข้าฌานให้ได้ ถ้าทุกคนต้องเข้าฌานให้ได้นะ คนสมัยพุทธกาลเขาก็ภาวนาไม่ได้

มีสถิตินะ คนที่บอกสถิตินี้คือพระพุทธเจ้า วันหนึ่งพระพุทธเจ้าก็บอกกับพระสาวก บอกว่า ภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ สมัยพุทธกาลชอบเลข ๕๐๐ มากเลย ในพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ มีพระอรหันต์ที่ได้วิชา ๓ นี้ ๖๐ องค์ คนได้วิชา ๓ ต้องได้สมาธินะ มีพระอรหันต์ที่ได้อภิญญา ๖ อีก ๖๐ องค์ รวมเป็น ๑๒๐ แล้วนะ พวกอภิญญาก็ต้องเล่นสมาธิเชี่ยวชาญยิ่งกว่าพวกวิชา ๓ เสียอีก ในพวกนี้ มีทั้งสมาธิและปัญญาอีก ๖๐ องค์ เพราะฉะนั้นได้สมาธิด้วย ได้ปัญญาด้วย อีก ๖๐ องค์ รวมเป็น ๑๘๐ จาก ๕๐๐

พวกที่เหลือ (๓๒๐ องค์ – ผู้ถอด) คือคนอย่างพวกเรานี่เอง พวกที่ทำสมาธิไม่ได้จริงน่ะ คนธรรมดาๆนี่เอง พวก “สุกขวิปัสสกะ” พวกที่เดินโดยอาศัยปัญญาเป็นหลัก มีสมาธิเป็นตัวประกอบ แต่ว่าไม่ใช่ว่าพวกที่เดินด้วยปัญญาไม่มีสมาธินะ ต้องมีสมาธิ แต่ว่ามีสมาธิเป็นขณะๆนะ ใจไหลไปแล้วรู้ๆ ซ้อมทุกวัน ทำในรูปแบบเข้า แล้วซ้อมดู

ทุกวันต้องทำในรูปแบบนะ พวกเราไม่ใช่พวกทรงฌาน เพราะฉะนั้นพวกเราถ้าไม่ซ้อมทุกวันนะ วันไหนไม่ซ้อมอีกวันหนึ่งก็ไม่มีแรงแล้ว แรงของพวกเรามีน้อยมากเลย คล้ายๆคนยากคนจนนะ เติมน้ำมันทีหนึ่ง ๕๐ บาท อะไรอย่างนี้ วิ่งได้นิดเดียวแหละ ไม่ใช่เติมทีละพันกว่าแล้ววิ่งไปทั้งวัน เพราะฉะนั้นเราต้องเติมน้ำมันบ่อยๆ เพราะน้ำมันเราน้อย

เพราะฉะนั้นทุกวันนะ ทำในรูปแบบไว้ วิธีทำในรูปแบบ ไหว้พระสวดมนต์ไป จิตใจหนีไปแล้วรู้ทัน ไหว้พระเสร็จแล้วจะพบว่า กว่าจะสวดมนต์จบ หนีไปเกือบร้อยครั้งแล้ว หนีแว้บๆๆ ตลอดเลย

พอสวดจบแล้วมานั่งดูจิตดูใจ หรือมาเดินจงกรม ทำในรูปแบบนะ หายใจเข้ารู้สึกตัว หายใจออกรู้สึกตัว ใจหนีไปคิดแล้วรู้ทัน หายใจเข้ารู้สึกตัว หายใจออกรู้สึกตัว ใจไปเพ่งลมหายใจ ไปเพ่งท้องแล้ว รู้ทัน หรือพุทโธๆไป พุทโธไปรู้สึกตัวไป พุทโธไปแล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน พุทโธแล้วจิตไปเพ่งคำว่าพุทโธ เพ่งจิตเฉยๆ จนจิตนิ่งทื่อๆขึ้นมา ก็รู้ทัน พุทโธแล้วจิตเป็นอย่างไรก็รู้ว่าจิตเป็นอย่างนั้น

คนไหนถนัดดูท้องพองยุบก็ดูไป ไม่ได้ผิด เหมือนกันหมด เท่าเทียมกันหมดเลย กรรมฐานทั้งหลายนี้ อย่าดูถูกของคนอื่นเขา ว่าของเขาไม่ดี ของเราเท่านั้นที่ดี มันดีสำหรับเรา มันไม่ได้ดีสำหรับคนอื่นเสมอไป เพราะฉะนั้นเราดูท้องพองยุบไป จิตไหลไปอยู่ที่ท้องก็รู้ จิตหนีไปคิดก็รู้ เหมือนกันเห็นไหม ใช้หลักเดียวกัน ขยับมืออย่างหลวงพ่อเทียนก็ได้ ขยับไปแล้วรู้สึกตัว จิตหนีไปก็รู้ จิตเพ่งใส่มือก็รู้

รู้ทันจิตไปเรื่อย ในที่สุดจิตขยับนิดเดียวเราเห็น จิตขยับแล้วเห็น จิตจะเริ่มสงบ จิตจะเริ่มตั้งมั่นขึ้นมา ได้สมาธิเหมือนกัน เพราะฉะนั้นดูจิตนี้ ระวังให้ดีนะ บางคนนึกว่าดูจิตแล้วจะเป็นปัญญา ไม่เป็นหรอก ดูจิตแล้วได้สมาธินะ เดินปัญญาต้องทำอีกอย่างหนึ่ง เดินปัญญาต้องแยกธาตุแยกขันธ์

ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ ดูกาย ก็เห็นกายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่งนะ ดูไปเรื่อย กายนี้ประกอบด้วยก้อนธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

ถ้าดูจิตก็แยกขันธ์ต่อไปอีก เวทนาก็ส่วนหนึ่ง จิตก็อยู่ส่วนหนึ่ง นี่ต้องแยกขันธ์นะ อย่ามัวแต่หลงตามดูเวทนาจนลืมจิตนะ เช่น ความสุขเกิดขึ้นมัวแต่ดูความสุข ลืมจิตแล้ว จิตมีราคะ พอใจในความสุขแล้วไม่เห็น (ไม่เห็นราคะความพอใจ – ผู้ถอด) นี่เรียกว่าดูจิตไม่เป็น ภาวนาไม่ถึงจิตถึงใจ ใช้ไม่ได้

เพราะฉะนั้นเวทนาเกิดขึ้น เวทนาไม่ใช่จิต แยกไปเลย เวทนาไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่แปลกปลอม มาแล้วก็ไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ แต่ไม่ประคองตัวผู้รู้ผู้ดูนะ ต้องระวัง อย่าประคอง อย่ารักษา มันมีอยู่ก็มี มันหายไปก็หาย ถ้ารักษาอยู่จะเป็นสมถะอีกชนิดหนึ่ง เป็นอรูปฌาน ทางผิดนี่เต็มไปหมดเลยนะ แยกขันธ์ต่อไปอีก เวทนาแยกแล้ว สุขทุกข์เกิดขึ้นทางใจเรารู้ทัน ใจเป็นคนดู

กุศล-อกุศลเป็นสังขารขันธ์ กุศล-อกุศลเกิดขึ้น กุศล-อกุศลไม่ใช่จิต ความโกรธไม่ใช่จิต ความโลภไม่ใช่จิต ศรัทธา วิริยะ สติ อะไรพวกนี้ไม่ใช่จิตทั้งนั้นเลย จิตเป็นธรรมชาติรู้เท่านั้น องค์ธรรมแต่ละอย่างๆ แยกออกไป มีหน้าที่ของตัวเอง มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง เช่น ปีติก็มีลักษณะของปีติ ความโกรธก็มีลักษณะเฉพาะของความโกรธ เราดูไปนะ เราไม่ถลำตามสังขาร ความปรุงแต่งทั้งหลาย

ไม่ใช่ความโกรธเกิดขึ้น ไปดูความโกรธ ความโกรธหดลงไปอยู่ข้างใน ตามลึกลงไปในข้างใน อย่างนี้ไม่ถูก หรือว่าความปรุงแต่งไหวๆอยู่ตรงนี้ พอไปดูนะ มันเคลื่อนไปอยู่ข้างหน้า เราก็ส่งจิตตามไปอยู่ข้างหน้า พอมันดับไปปุ๊บเรากลับบ้านไม่เป็นแล้ว ใจโล่งว่างอยู่ข้างหน้า อันนี้ก็ผิดอีก

ประคองตัวผู้รู้ไว้ก็ผิดนะ จิตไหลออกไปก็ผิด ดูสิ ทางผิดเต็มไปหมดเลย ประคองจิตเอาไว้ รักษาจิตเอาไว้ สุดโต่งในข้างบังคับ จิตไหลออกไป จิตหลงออกไป จิตไม่ตั้งมั่นในการดู สุดโต่งในข้างหลงตามกิเลส

เพราะฉะนั้นตรงกลางนี้ รู้ด้วยความเป็นกลางนะ ไม่ได้ประคองรักษาจิต แต่รู้ทันจิต ไม่รักษาจิตนะ แต่รู้ทันจิต เพราะฉะนั้นราคะเกิดขึ้น จิตยินดีพอใจ รู้ทัน หรือจิตเกลียดกิเลส เห็นกิเลสแล้วเกลียดมันขึ้นมา รู้ว่าเกลียด ความสุขเกิดขึ้น จิตยินดี รู้ทัน ความทุกข์เกิดขึ้น จิตยินร้าย รู้ทัน รู้ทันกลับเข้ามาที่จิตนี่ (หมายถึง รู้ทันความยินดียินร้ายของจิต ไม่ต้องส่งจิตกลับเข้ามา จิตจะกลับมาได้ด้วยจิตเอง – ผู้ถอด) จิตมันยินดี จิตมันยินร้าย อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “ดูจิต” นะ ไม่ใช่เพ่งจิตให้นิ่ง เพ่งจิตให้นิ่งไม่ได้เรียกว่าดูจิต

แต่ดูกิเลสนี้ ก็ไม่ใช่ดูจิต กิเลสไม่ใช่จิต ความสุขความทุกข์มันไม่ใช่จิต เราอาศัยการแยกขันธ์นะ แยกเวทนา ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ แยกสังขารที่เป็นกุศล-อกุศล แยกออกไป จิตเป็นคนดู เมื่อจิตไปรู้เวทนา จิตไปรู้สังขารแล้ว จิตเกิดปฏิกิริยายินดียินร้ายอะไรขึ้นมา รู้ทัน อย่างนี้เรียกว่ารู้ทันจิต

ถ้าประคองอยู่อย่างนี้ จะไม่มียินดียินร้ายเกิดขึ้น จะรู้สึกกูเก่งด้วยซ้ำไป การประคองจิตเป็นการทำอรูปฌานนะ เป็นความปรุงแต่งที่เรียกว่า “อเนญชาภิสังขาร” รากเหง้าของมันคือ “อวิชา” เช่นเดียวกับความปรุงแต่งฝ่ายชั่วทั้งหลาย หรือก็คือความปรุงแต่งฝ่ายดีนั่นเอง ความปรุงแต่งทุกชนิดมีรากเหง้าอันเดียวกัน คืออวิชา เรียนแค่นี้พอแล้ว วันนี้…


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
ลำดับที่ ๑๑
File: 530424.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๑๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

mp3 for download : ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

หลวงพ่อปราโมทย์ : เนี่ยเราหัดภาวนานะ เราอย่าไปวาดภาพการภาวนาอะไรลึกลับซับซ้อนมากมาย การภาวนาก็คือการหัดมาเห็นไตรลักษณ์ของสิ่งซึ่งเป็นคู่ๆ ทีนี้สิ่งที่เป็นคู่ๆมันมีสองส่วน ส่วนภายนอกกับส่วนภายใน พยายามน้อมกลับเข้ามาเรียนส่วนภายใน โอปนยิโก น้อมกลับเข้ามาหาตัวเอง มาเรียนรู้ตัวเอง

ของเรามีเป็นคู่ๆนะ อันแรกเลย คู่แรกเลย มีรูปกับนาม มีกายกับใจ หรือมีสิ่งที่ถูกรู้ กับมีผู้รู้ จิตนั้นแหละเป็นผู้รู้ อันอื่นๆนอกจากจิตเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่จิต จิตเป็นธรรมชาติรู้ ในตัวเรามีธรรมชาติรู้ รู้สึกมั้ย ในนี้มีคนรู้อยู่คนหนึ่งคอยรู้เรื่องโน้นคอยรู้เรื่องนี้ แถมไม่รู้เปล่าๆนะ รู้แล้วคิดด้วย เป็นผู้รู้สึกนึกคิด

เนี่ยเราค่อยๆหัดแยกนะ หัดแยกไป เรียนจากสิ่งที่เป็นคู่ๆนี้แหละ อันแรกคู่แรกที่อยากแนะนำให้พวกเราหัดแยกออกไปนะ ก็คือ กายกับใจ หัดแยกรูปกับนามก่อน คำว่ากายกับใจ กับ รูปกับนาม เนี่ย ไม่ตรงกันทีเดียวหรอกนะ เรียกโดยอนุโลมเพื่อให้พวกเราที่ไม่ได้เรียนอภิธรรมได้ฟังรู้เรื่อง กายกับรูปคนละอันกัน แต่ว่าถ้าพูดคำว่ารูปจะฟังแล้วงง คำว่านามฟังแล้วก็งง เอาภาษาไทยง่ายๆก่อนนะ คอยรู้แยกกายกับใจก่อน

ต่อไปค่อยเรียน พอเห็นสภาวะอย่างแท้จริง จะพบว่ากายไม่มีจริงหรอก กายเป็นรูป ส่วนที่เราว่าใจ ใจไม่ใช่ใจอันเดียว ประกอบด้วยธรรมะจำนวนมากเลย มาทำงานร่วมกัน เรียกว่าจิต กับเจตสิก มาทำงานด้วยกัน ตอนนี้เอากายกับใจก่อน

วิธีที่จะหัดแยกนะ ขั้นแรกเลย เรารู้อารมณ์อันเดียว รู้กายนี้แหละ ง่ายๆ นั่งอยู่ก็ได้ นั่งสมาธินะ หรือนั่งพัดไปเนี่ย หลายคนนั่งพัด ไม่ว่านะ พัดได้ เนี่ยหลวงพ่อยังมีพัดเลย เอาไว้ไล่แมลงวัน แมลงหวี่เยอะ เราเคลื่อนไหวไป พยายามเคลื่อนไหว บางคนไม่มีพัด มีอะไรที่เคลื่อนไหวในตัวเอง มีการหายใจ ใช่มั้ย ร่างกายนี้หายใจอยู่ ท้องนี้พองยุบอยู่ เนี่ยเบื้องต้นดูอย่างนี้ก่อน ดูร่างกายของตัวเองนะ ร่างกายนั่งอยู่ ร่างกายหายใจอยู่ ร่างกายพองยุบอยู่ ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่ ดูกาย

แล้วค่อยๆสังเกตว่า ร่างกายเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า รู้สึกมั้ย เราไม่ได้พัดเฉยๆนะ มันมีคนหนึ่งเหมือนเป็นคนดูอยู่ แต่ไอ้คนดูอยู่จะอยู่ตรงไหนเราไม่รู้หรอก รู้สึกว่ามันอยู่ข้างในนี้ บางคนก็ว่าคงอยู่ที่หัว บางคนว่าอยู่ตรงนี้ จริงๆจิตอยู่ที่ไหนก็ได้นะ จิตไม่มีที่ตั้งหรอก จิตอยู่ตรงไหนก็ได้ จิตเกิดร่วมกับอารมณ์

ค่อยๆสังเกตไป ร่างกายที่เคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า หัดอย่างนี้เรื่อยๆ ดูเหมือนดูคนอื่น ถ้าดูตัวเองยังไม่ออก ลองดูคนอื่นก่อน ดูคนที่นั่งข้างๆเรา เราเห็นมั้ย คนที่นั่งข้างๆเราเนี่ย เป็นสิ่งที่จิตของเราไปรู้เข้า เป็นสิ่งถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ดูคนข้างๆแล้วลองย้อนมาดูร่างกายของตนเอง ดูเหมือนดูคนอื่นน่ะ ดูเหมือนมันเป็นคนอื่น เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ เหมือนเป็นคนอื่น ใจเราเป็นคนดู ค่อยๆหัดอย่างนี้เรื่อยๆ

ต่อไปมันจะเห็นนะ ร่างกายที่หายใจอยู่ ร่างกายที่ ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่หยุดนิ่ง เป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่จิตหรอก จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ร่างกายไม่ใช่จิตหรอก ค่อยๆฝึกอย่างนี้นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 530606A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธี ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต

mp3 for download : วิธี ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

วิธี ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต

วิธี ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต

หลวงพ่อปราโมทย์ : ค่อยสังเกตไป ร่างกายที่เคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า หัดอย่างนี้เรื่อยๆ ดูเหมือนดูคนอื่น ถ้าดูตัวเองยังไม่ออก ลองดูคนอื่นก่อน ดูคนที่นั่งข้างๆเรา เราเห็นไหม คนที่นั่งข้างๆเรานี้ เป็นสิ่งที่จิตของเราไปรู้เข้า เป็นสิ่งถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ดูคนข้างๆแล้วลองย้อนมาดูร่างกายตัวเอง ดูเหมือนดูเป็นคนอื่นน่ะ ดูเหมือนมันเป็นคนอื่น เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ เหมือนเป็นคนอื่น ใจเราเป็นคนดู ค่อยๆหัดอย่างนี้เรื่อยๆ

ต่อไปมันจะเห็นเลยนะ ร่างกายที่หายใจอยู่ ร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอนอยู่ ร่างกายที่เคลื่อนไหวร่างกายที่หยุดนิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่จิตหรอก จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ร่างกายไม่ใช่จิตหรอก ค่อยๆฝึกอย่างนี้นะ

พอเราแยกจิตจากกายได้แล้ว ต่อไปก็แยกต่อไปอีก นั่งไปนานๆความปวดความเมื่อยมันเกิดขึ้น อย่างคุณแต๋มนั่งแล้วเมื่อย แล้วต้องเปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนอิริยาบถนั้นหนีอะไร? หนีความทุกข์นะ ทีนี้ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถให้เรารู้ทันนิดหนึ่งก่อน เปลี่ยนได้ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนไม่ได้หรอก

นั่งไปนานๆ มันปวดมันเมื่อยขึ้นมา ค่อยๆสังเกตเอา สังเกตไหม? ความปวดความเมื่อยนี้ไม่ใช่ขาของเราหรอก ขานี้ตั้งอยู่ก่อนแล้วนะ ความปวดความเมื่อยแอบเข้ามาอยู่ทีหลัง ตามเข้ามาทีหลัง เพราะฉะนั้นมันเป็นคนละอันกัน ดูอย่างนี้นะ มันก็จะแยกขันธ์ได้อีกขันธ์หนึ่ง

ตัวร่างกายที่เรารู้สึกอยู่นี่ มันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ตัวนี้เรียกว่า “รูปตัวความเจ็บความปวดที่มันแอบเข้ามาอยู่ในรูปนี้ เรียกว่า “เวทนา“  บางทีเวทนาก็เกิดที่ใจนะ แอบเข้าไปอยู่ในใจก็ได้ เช่น มีความสุขแอบเข้าไปอยู่ในใจ มีความทุกข์แอบเข้าไปอยู่ในใจ มีความรู้สึกเฉยๆแอบเข้าไปอยู่ในใจ ทำไมใช้คำว่า “แอบ” เพราะเราไม่ค่อยเห็น ถ้าเราเห็นมันก็ไม่ได้แอบนะ มันเข้ามาเราก็มองเห็น เพราะฉะนั้นตัวเวทนา ตัวสุขตัวทุกข์นี้ อยู่ในกายก็ได้ อยู่ในใจก็ได้ เราค่อยๆหัดแยกไป

ความสุขความทุกข์ อย่างความปวดความเมื่อย ไม่ใช่ขานะ แล้วก็ไม่ใช่จิตด้วย มันเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ใครเห็นว่าความปวดเป็นจิตบ้าง มีไหม? ใครรู้สึกว่าความปวดเป็นตัวเรา มีไหม? สังเกตไหมเรารู้สึกว่าร่างกายเป็นตัวเรานะ แต่พอความเจ็บความปวดรู้สึกว่าไม่ใช่เราแล้ว เป็นสิ่งแปลกปลอมอยากไล่มันไป เพราะฉะนั้นเวทนาก็ดูไม่ยากนักนะ

ดูให้ดี เราจะเห็นเลย ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง ความปวดความเมื่อยอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ หัดแยกอย่างนี้เราได้ ๓ ขันธ์แล้ว ได้รูป ได้เวทนา ได้วิญญาณขันธ์ คือตัวจิต

พอแยกได้อย่างนี้เราก็ดูต่อไป อย่าเพิ่งเปลี่ยนอิริยาบถ ให้มันปวดมากๆหน่อย พอมันปวดมากๆนะ มันเกิดความทุรนทุรายขึ้นที่ใจ จริงไหม หรือว่าพอปวดมากๆแล้วความทุรนทุรายเกิดขึ้นที่ขา? ขาไม่ได้ปวดนะ ขาเป็นวัตถุ วัตถุปวดไม่เป็น เวทนามันแทรกเข้าไปอยู่ในขา มันเลยรู้สึกว่าปวด ถ้าเราดูให้ดีเราจะเห็นว่า ความปวดกับขาเป็นคนละอันกัน

อันนี้หลวงพ่อเคยสอนผู้หญิงบางคน บอกว่าถึงเวลามีรอบเดือน ปวดท้องอย่างรุนแรงเลย ต้องกินยาเลยนะ ต้องเจ็บมากปวดมาก บอกให้ค่อยๆสังเกตนะ ท้องไม่ได้ปวดหรอก ความปวดมันแทรกเข้ามาอยู่ที่ท้อง เขาไปดูๆนะ เขาเห็นว่าร่างกายไม่ได้ปวดนะ ความปวดแทรกเข้ามาอยู่ในร่างกาย ดูอย่างนี้ไม่ต้องกินยาแล้ว รู้สึกร่างกายสบายดี ร่างกายไม่เห็นเป็นไร ค่อยๆแยกขันธ์ไป

ทีนี้พอความปวดเกิดขึ้นมากๆ ความกระสับกระส่าย ความทุรนทุราย ความร้อนอกร้อนใจ ความกลัว ความกังวล ความหงุดหงิดรำคาญ อันนี้เกิดขึ้นที่ใจ ปวดมากๆอยากเปลี่ยนอิริยาบถ ความอยากเปลี่ยนอิริยาบถเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ได้เกิดที่ขา ใจเราเป็นคนอยากเปลี่ยนอิริยาบถ นั่งนานๆมันปวดใช่ไหม? ใจมันอยากเปลี่ยนอิริยาบถ มันปวดอยู่ที่ขา แต่ใจมันอยาก

หัดดูให้ดีเราจะเห็นเลย ความอยากที่เกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่จิตหรอก จิตมันเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ ความอยากเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในใจ เช่นเดียวกับความปวดที่แปลกปลอมเข้ามาในขา แบบเดียวกันเปี๊ยบเลย มันแปลกปลอมเข้ามาเพราะฉะนั้น เราหัดดูนะ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจ ไม่ใช่จิตหรอก เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 530606A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่