Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

รักษาศีลให้ดี ให้รักษาที่จิต

mp3 (for download) : รักษาศีลให้ดี ให้รักษาที่จิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์​ : วิธีที่จะทำใจของเราให้เป็นพระนะ พัฒนาศีลสมาธิปัญญาขึ้นมาให้ได้ การจะรักษาศีลได้ดีต้องรักษาที่จิต รักษาที่ปากที่มือที่เท้ารักษายาก ที่มือที่เท้ายังง่ายนะ รักษาที่ปากนี่ยากที่สุดเลย เราผิดศีลง่ายที่สุดเลยเรื่องข้อ ๔ โดยเฉพาะพูดเพ้อเจ้อ มันไม่ถึงกับศีลขาดทีเดียวนะ แต่มันด่างพร้อย ศีลไม่งามไม่หมดจด พูดเพ้อเจ้อคือพูดโดยไม่จำเป็นต้องพูด ในความเป็นจริงทุกคราวที่เราพูดนะเราใช้พลังงานนะ ใช้พลังของจิต งั้นถ้าใครจะฝึกจิตให้เข้มแข็งนะก็พูดน้อยๆ ฝึกจิตให้มีพลัง

นี้การที่เราจะรักษาศีลได้ดีเราต้องรักษาที่จิต คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสครอบงำจิต มีเท่านี้เอง ถ้ากิเลสไม่ครอบงำจิตเนี่ยไม่ทำผิดศีล ราคะโทสะโมหะครอบงำขึ้นมาก็ผิดศีล ๕ ได้ เรามีสติ เวลากิเลสอะไรเกิดที่จิตเรารู้ทัน กิเลสเกิดขึ้นที่จิตเรารู้ทันบ่อยๆ กิเลสจะครอบงำจิตไม่ได้ เป็นกฎของธรรมะเลย เมื่อไรมีสติเมื่อนั้นไม่มีกิเลส เมื่อไรมีกิเลสเมื่อนั้นไม่มีสติ นี่เป็นกฎของธรรมะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรม ณ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
อ. ศรีราชา จ.ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕

CD: พระธรรมเทศนา สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
File: 550331
ระหว่างนาทีที่  ๔ วินาทีที่ ๔๗ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๒๓) ถ้ามีเหตุขันธ์ก็เกิดสืบทอดไป ถ้าไม่มีเหตุขันธ์ก็ไม่เกิดสืบทอดไป

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๒๓) ถ้ามีเหตุขันธ์ก็เกิดสืบทอดไป ถ้าไม่มีเหตุขันธ์ก็ไม่เกิดสืบทอดไป

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

โยม : นมัสการหลวงพ่อครับ ผมส่งการบ้านมาหลายครั้ง ก็ยังตื่นเต้นอยู่เหมือนเดิม ความตื่นเต้นมานี่ มันยังไม่หายเลยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมันเป็นอนัตตา

โยม : ทีนี้ การปฏิบัติที่จะมาส่งก็คือ เวลาผมทำสมาธิ แล้วผมก็สังเกตไปเรื่อยๆ ว่าอะไรปรากฎก็รู้มันๆ ทีนี้สักพักหนึ่ง มันไม่มีอะไรปรากฎ มันเงียบๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เงียบปรากฎล่ะ

โยม : ใช่ๆครับ ความเงียบปรากฎ ตรงนี้ ผมเคยถกกับคุณหมอท่านหนึ่ง คุณหมอบอกว่าจิตสงบแล้ว ผมบอกว่า คิดเรื่องเงียบ ผมมีความรู้สึกว่าคิดเรื่องเงียบอยู่

หลวงพ่อปราโมทย์ : เงียบปรากฎนะ

โยม : แล้วความเงียบ ผมก็ดูต่อไป ดูไปแล้วก็ไม่เงียบอีกแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่ มันก็ไม่เที่ยง

โยม : แต่มันก็นานพอสมควร คือ ถ้ามันเป็นอย่างนี้บ่อยๆ เวลาที่มันเงียบ มันจะยิ่งนานขึ้นๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ก็ออกจากสมาธิแล้ว อยู่ในโลก ก็เจริญสติในชีวิตประจำวันให้มาก เท่านั้นแหละ

โยม : คราวนี้เวลาออกจากสมาธิน่ะครับ แล้วมีสติอัตโนมัติขึ้นมา เวลาที่สติอัตโนมัติค้างอยู่ มันรู้สึกได้ว่านานกว่าเดิม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตทำสมาธินะ จิตที่ทรงฌานเนี่ย สติอัตโนมัติจะอยู่นาน

โยม : อย่างนั้นเรียกว่าฌานหรือครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตเข้าไปอยู่ในความนิ่ง ความว่าง ความไม่มีอะไร รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ก็เข้าสมาธิที่ละเอียดเข้าไปแล้วล่ะ

โยม : อีก ๒ ประเด็นนะครับ คือเวลา อย่างเหตุการณ์เมื่อคืนนี้เอง ขณะที่กำลังทำงานอยู่แล้วมันหงุดหงิดขึ้นมา ก็ดูมันไป สังเกตไปเรื่อยๆ ปรากฎว่า ความหงุดหงิดหายไปแล้ว แต่มันยังร้อนอยู่

หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ.. วิบาก กิเลส กิเลสเกิดนะ จิตก็กระทำกรรม จิตกระทำกรรมก็ต้องมีวิบาก ตรงหงุดหงิดนะก็เป็นกิเลส แล้วผลักดันให้จิตเราดิ้นรน ก็ต้องรับวิบากอีกช่วงแหละ

โยม : สภาพที่แยกธาตุแยกขันธ์อย่างนั้น ใช่มั้ยครับ แต่มัน มันไม่ได้แยกได้ตลอดเวลา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่เป็นไร เวลาเราทำความสงบเนี่ย ไม่ต้องแยกธาตุแยกขันธ์ เวลาเผลอ ไม่ได้แยกธาตุแยกขันธ์ เวลาที่จิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ ก็แยกธาตุแยกขันธ์ได้ มันไม่ได้เป็นตลอดนะ

โยม : ในระหว่างที่ผมกำลังสังเกต ความหงุดหงิด ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง รู้สึกว่า มีเรา(หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ..)กำลังดูมันอยู่(หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ..)

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดีที่เห็นนะ แสดงว่ายังไม่ใช่พระโสดาบัน ถ้าเป็นพระโสดาบันจะเห็นว่า ธรรมชาติรู้เป็นคนดูอยู่ ไม่ใช่เราดูละ

โยม : แต่ว่าเราไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อปาโมทย์ : ไม่อยู่ตลอด

โยม : เวลาผมเผลอ เราหายไป

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ.. สักกายทิฎฐิก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ความเห็นว่าเป็นเรา เป็นชั่วคราว เกิดเป็นคราวๆ

โยม : ผมขออีกนิดนะครับ คือ เวลาที่เรานอนหลับสนิท แล้วตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกว่าโลกปรากฎ ทีนี้ตอนหลับสนิท สนิทจริงๆครับ ไม่มี ตรงนี้ ตรงกับที่ผมศึกษา คือว่า ตรงนี้ขออนุญาตนิดนึงครับ คือ ผมเคยอ่านเจอในพระอภิธรรมว่า เทวดาถามพระพุทธเจ้าว่า โลกมีอะไรนำไป โลกปรากฎได้อย่างไร ผมเข้าใจความหมายทำนองนี้ ใช่มั้ยครับ ผมเข้าใจถูกแล้ว? อีกอันหนึ่งนะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : หา ทำไมเยอะนักล่ะ คนอื่นเขาจะประท้วงหรือเปล่า หือ..

โยม : ครับ ต้องขอโทษด้วยครับว่า ผม.. ต้อง.. ให้ความรู้กับเพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ป้องกันไม่ให้เกิดมิจฉาทิฎฐิ คือเมื่อกี๊ผมฟังที่หลวงพ่อพูดตอนเริ่มต้น บอกว่า ถ้าเราไปมั่นใจว่าตายแล้วเกิด เป็นมิจฉาทิฎฐิ ตรงนี้หมายความว่า เราต้องมั่นใจว่า ไม่มีพระอรหันต์ใช่มั้ยครับ ถึงจะเรียกว่าไม่เป็นมิฉาทิฎฐิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ใช่ พวกเราตอนนี้ต้องคิดว่ามีพระอรหันต์ไว้ก่อน แต่พระอรหันต์ท่านไม่ได้คิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์หรอก ของเรามันยังมี

โยม : อย่างนี้แสดงว่า ที่ผมกำลัง ตอนนี้อย่างที่ผมกำลังพูดกับลูก ผมบอกว่า ผมมั่นใจว่าตายแล้วเกิด อย่างตัวผม ผมมั่นใจว่าตายแล้วเกิด อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฎฐิมั้ยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าพูดกับลูกก็พูดโดยอนุโลมเอา เอาแบบนั้นก่อนนะ คือ มันจะเห็นแจ้งต่อเมื่อเห็นว่า ปัจจุบันนี้ ไม่มี ปัจจุบันนี้ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีเรา ไม่มีเขา ก็ปัจจุบันยังไม่มีเลย ตายแล้วจะมีหรือไม่มีอย่างนี้ ถ้ามีเหตุก็เกิด ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่มี ถ้ามีเหตุขันธ์ก็เกิดสืบทอดไป ถ้าไม่มีเหตุขันธ์ก็ไม่เกิดสืบทอดไป ถ้าพูดให้ถูกก็ต้องพูดอย่างนั้น แต่ว่าสอนเด็กไม่ได้ มันยากไป ถ้าสอนลูกก็บอกว่า ตายแล้วเกิด สอนอย่างนี้ไปก่อน

โยม : ขอบคุณมากครับ

550409.44m08-49m47

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๔๔ วินาทีที่ ๘ ถึง นาทีที่ ๔๙ วินาทีที่ ๔๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๒) เมื่อแยกธาตุแยกขันธ์ได้ จะเห็นว่าไม่มีตัวเรา ไม่มีคน

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๒) เมื่อแยกธาตุแยกขันธ์ได้ จะเห็นว่าไม่มีตัวเรา ไม่มีคน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : นี้เราฝึกมาสองเรื่องแล้วนะ (หากต้องการอ่านย้อนหลัง กรุณาอ่านเรื่องในหมวด ทางวิปัสสนา) เรื่องแรก ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วรู้ทันจิต พุทโธไปจิตหนีไปคิด-รู้ทัน หายใจจิตหนีไปคิด-รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ-รู้ทัน ฝึกรู้ทันจิตที่เคลื่อนไป จิตก็ตั้งมั่นเป็นคนดู

พอจิตตั้งมั่นเป็นคนดูแล้วค่อยๆดูไป ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ร่างกายที่นั่งอยู่ ร่างกายที่เดิน ร่างกายที่นอน เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ดูร่างกายกับจิตเป็นคนละอันกัน จะเป็นคนละอันอย่างอัตโนมัติ ต่อไปก็ดูไป ความปวดความเมื่อย อะไรเกิดขึ้นในร่างกายนะ ก็เป็นคนละส่วนกับร่างกาย เป็นคนละส่วนกับจิต ความกังวลใจที่เกิดขึ้น ก็เป็นคนละอันกับร่างกาย คนละอันกับความปวดเมื่อยเป็นคนละอันกับจิต นี้เราหัดแยกออกเป็นส่วนๆอย่างนี้แหละ

พอเราแยกออกเป็นส่วนๆแล้ว เราจะเห็นความจริงขึ้นมาแล้ว ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ ร่างกายนี้มีธาตุไหลเข้าร่างกายนี้มีธาตุไหลออกตลอดเวลา เช่นเรากินอาหารแล้วเราก็ขับถ่าย เราหายใจเข้าแล้วเราก็หายใจออก เพราะฉะนั้นร่างกายนี้มีธาตุหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ร่างกายเป็นเพียงแค่วัตถุเท่านั้นเอง เป็นสมบัติของโลกที่เรายืมโลกมาใช้ เรายืมวัตถุของโลกมาใช้ ถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องคืนวัตถุชิ้นนี้ให้โลกไป เราครอบครองตลอดไปไม่ได้

เพราะฉะนั้นเราค่อยๆมาดูความจริงของร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นแค่วัตถุอันหนึ่งเท่านั้นเอง มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออก เนี่ยเราเริ่มล้างความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้แล้ว ตัวเรานี้ประกอบไปด้วยกลุ่มก้อนของขันธ์ทั้งหลายที่มารวมตัวกันเข้า แต่พอเราแยกออกมาเป็นส่วนๆเราจะเริ่มเห็นความจริงว่ามันไม่ใช่เราหรอก ร่างกายเป็นวัตถุไม่ใช่ตัวเรา ความเจ็บปวดทั้งหลายความปวดเมื่อยทั้งหลาย กระทั่งความสุขทั้งหลาย เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาชั่วคราว

มันจะเห็นชัดๆเลยว่า ความสุขก็ไม่ใช่ตัวเรา ความสุขไม่ใช่ร่างกาย ความสุขไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความสุขเป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง มิใช่คน ใครเห็นว่าคนคือความสุขบ้าง มีมั้ย คนคือความสุขไม่มี ไม่มีใครเห็นอย่างนั้นนะ เห็นอย่างนั้นก็เพี้ยนเลย

เพราะฉะนั้นถ้าเราแยกออกมาได้ เห็นตัวความสุขเห็นตัวความทุกข์ แล้วจะพบว่า ไม่มีคนนะ แต่ว่าคนเป็นสุขได้มั้ย อย่างพวกเราเป็นคน เรามีความสุขได้ ใช่มั้ย แต่พอแยกปั๊บออกไปนะ ความสุขไม่ใช่คน ร่างกายไม่ใช่คน จิตใจก็ไม่ใช่คนนะจิตใจก็ไม่ใช่คน ความปรุงดีปรุงชั่วความโกรธก็ไม่ใช่คน เราจะเห็นแยกออกไป ความกังวลใจก็ไม่ใช่คน พวกนี้เรียกว่าสังขารขันธ์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสังขารขันธ์ เป็นความปรุงของจิต ดูไปเรื่อย ความโกรธไม่ใช่คน ใครเห็นความโกรธเป็นคนได้ ต้องเพี้ยนนะ ความโกรธไม่ใช่คน ความโลภ ความรัก ไม่ใช่คนนะ ความใจลอย ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ไม่ใช่คน

เราหัดรู้หัดดูไปเรื่อยอย่างนี้ ในที่สุดจะเห็นว่า ทุกส่วนที่เราแยกออกมาเป็นส่วนๆแล้วเนี่ย มันสอนให้เราเห็นความจริงว่า ไม่มีคนหรอก ไม่มีตัวเราหรอก

550409.25m04-28m24

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๒๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๒๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๑) เมื่อแยกกายกับจิตได้ ให้อดทนฝึกต่อไปจะแยกเวทนาและสังขารได้

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๑) เมื่อแยกกายกับจิตได้ ให้อดทนฝึกต่อไปจะแยกเวทนาและสังขารได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถัดจากนั้นเรามาฝึกแยกต่อไปอีก เรานั่งต่อไปอย่างเพิ่งกระดุกกระดิก นั่งไปสักพักเราปวดเราเมื่อย ค่อยๆสังเกตอีก ความปวดความเมื่อยเมื่อตะกี้นี้ไม่มี ตอนนี้เกิดมีความปวดความเมื่อยขึ้นมา เพราะฉะนั้นความปวดความเมื่อยเนี่ย ไม่ใช่ร่างกายหรอก ร่างกายมันนั่งอยู่ก่อนนะ ความปวดความเมื่อยมันมาทีหลัง เนี่ยเราค่อยๆดูไปอย่างนี้ เราจะเห็น ความปวดความเมื่อยกับร่างกายนั้นเป็นคนละอันกัน แล้วก็ไม่ใช่จิตใจด้วย จิตใจเป็นคนดู จะเห็นเลยว่าความปวดความเมื่อยเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า นี่หัดอย่างนี้นะเราแยกได้ ๓ ชิ้นแล้ว มีร่างกาย มีเวทนาคือความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ อย่างรู้สึกที่เราฝึกกันก็คือดูความเมื่อย อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นนั่งอยู่เดี๋ยวก็เมื่อย พอเมื่อยแล้วดูไป ความเมื่อยเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา ความเมื่อยไม่ใช่ร่างกาย ความเมื่อยไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

ทีนี้พอนั่งไป พอมันเมื่อย ก็อย่าเพิ่งขยับ เราจะฝึกต่อ ขั้นต้นอดทนไว้ก่อน อดทนหน่อย อย่าเพิ่งกระดุกกระดิก นั่งไปแล้วพอมันปวดมากๆนะ จิตใจมันจะเริ่มทุรนทุราย กระสับกระส่าย พอนั่งมากๆนั่งปวดมากๆนะ เป็นเหน็บเป็นอะไรนะ ชักกลุ้มใจ เอ๊..นั่งนานจะเป็นอัมพาตหรือเปล่า? จะเดินได้อีกมั้ย อะไรอย่างนี้นะ ความกลุ้มใจเกิดที่ใจเกิดที่จิต ความปวดเมื่อยเกิดที่ร่างกาย ความกลุ้มใจเกิดที่จิต เพราะฉะนั้นความปวดเมื่อยกับความกลุ้มใจเนี่ย คนละอันกัน

ความปวดเมื่อยนั้นเรียกว่า เวทนาขันธ์ เป็นเวทนาขันธ์ ความกลุ้มใจความกังวลใจอะไรอย่างนี้ เรียกว่าสังขารขันธ์ คนละขันธ์ คนละกลุ่มกัน เนี่ย ค่อยๆหัดแยก แล้วความกลุ้มใจก็ไม่ใช่จิต จิตทีแรกไม่กลุ้มใจ แต่จิตตอนนี้กลุ้มใจ เพราะฉะนั้นมันเป็นคนละอันกัน หัดฝึกไปเรื่อยนะ ให้ชำนิชำนาญ

550409.23m13-25m04

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๘) สมาธิสงบทำเพื่อพักผ่อน สมาธิจิตตั้งมั่นทำเพื่อเจริญปัญญา

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๘) สมาธิสงบทำเพื่อพักผ่อน สมาธิจิตตั้งมั่นทำเพื่อเจริญปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตนั้นล่ะ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติธรรมดานะ เดี๋ยวมันก็วิ่งไปดู เดี๋ยวมันก็วิ่งไปฟัง เดี๋ยวมันก็วิ่งไปคิด เราไม่ห้ามมัน แต่ว่าเมื่อจิตวิ่งไปดูวิ่งไปฟังวิ่งไปคิด โดยเฉพาะการวิ่งไปคิดเกิดบ่อยที่สุด นั่งอยู่นี่รู้สึกมั้ยขณะที่ฟังหลวงพ่อพูดเนี่ย บางทีก็มองหน้าหลวงพ่อนิดนึงใช่มั้ย มองแล้วก็ตั้งใจฟัง ฟังได้นิดเดียวนะ แล้วก็สลับไปคิด สังเกตมั้ยทุกคนในห้องนี้ ฟังแล้วก็คิด ฟังแล้วก็คิด สลับกันอยู่ตลอดเวลา เราไม่เคยเห็นนะสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติธรรม อย่างบางคนคิดมากไปเลย สงสัยเลยว่า หลวงพ่อพูดเรื่องอะไร งงไปเลย

สังเกตตัวเองดู ฟังแล้วก็คิด ฟังแล้วก็คิดนะ จิตหนีตลอด จิตไหลตลอด จิตไหลไปดูไหลไปฟังไหลไปคิด โดยเฉพาะจิตไหลไปคิดเกิดบ่อยที่สุด เกิดมากที่สุด เกิดนานที่สุด วันๆหนึ่งเผลอไปคิดนานมั้ย นั้นแหละนานมากนะ บางคนเผลอตั้งแต่ตื่นจนหลับเลย เผลอทั้งวันเลย เผลอวันละครั้งเดียวเผลอตั้งแต่ตืนจนหลับ เรามาหัดปฏิบัตินะ จนกระทั่งเผลอได้วันละร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง เผลอไปแว้บรู้สึก แว้บรู้สึก แว้บรู้สึก เผลอเนี่ยสั้นลงแต่เผลอบ่อยๆเผลอสั้นๆ เนี่ยคนปฏิบัตินะ ต้องคอยสังเกตจิต

พุทโธไป พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิดแว้บรู้ทันว่าจิตหนีไปคิด หายใจไปจิตหนีไปคิดแว้บรู้ทันว่าจิตหนีไปคิด ดูท้องพองยุบไปจิตหนีไปคิดรู้ว่าจิตหนีไปคิด การที่เรารู้ทันว่าจิตมันไหลมันเคลื่อนไปนั้นน่ะ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา จิตตั้งมั่นก็คือจิตทรงสมาธินั่นเอง จิตที่ไม่มีสมาธิก็คือจิตที่ฟุ้งซ่าน นั่นก็คือจิตที่วิ่งออกไปนั่นเอง หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตออกนอก

เพราะฉะนั้นเรามาฝึกนะ ขั้นต้น พวกเราทำกรรมฐานอะไรให้ได้สักอย่างหนึ่ง แต่ไมได้ทำเพื่อการบังคับให้จิตนิ่ง เราทำเพื่อจะคอยรู้ทันจิต หายใจไปจิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไปจิตไหลไปเพ่งที่ลมหายใจ รู้ทัน หายใจไปจิตไหลไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน เดินจงกรมจิตไหลไปอยู่ที่เท้า รู้ทัน คอยรู้ทันจิตของตัวเองเนืองๆ นี่ล่ะบทเรียนที่เรียกว่า จิตตสิกขา เรียนเรื่องจิต ถ้าเราเรียนเรื่องจิตได้ถ่องแท้ เราจะได้สมาธิชนิดที่พร้อมสำหรับการเจริญปัญญา สมาธิสงบนั้นเอาไว้พักผ่อนให้มีเรี่ยวมีแรง สมาธิตั้งมั่่นเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่หลงไป ไม่ไหลไป เอาไว้เจริญปัญญา คนละงานกันนะ คนละชนิดของสมาธิ

550409.17m25-20m04

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๑๗ วินาทีที่ ๒๔ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

mp 3 (for download) : สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ต้องภาวนาเอานะ มันไม่มีทางที่สองที่ใครคนหนึ่งจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ทางมันมีทางเดียวคือการเจริญสติปัฏฐานมีสติรู้กายรู้ใจไป

แต่เวลาที่ไม่มีกำลังจะรู้กายรู้ใจก็ทำความสงบเข้ามา พอจิตใจสงบจิตใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้วก็คอยดูกายคอยดูใจบ่อยๆ งานที่เราทำมีสองอันสมถะกับวิปัสสนา สมถะทำไปเพื่อให้ใจมีความสุขความสงบมีใจตั้งมั่น ใจมีเรี่ยวมีแรงตั้งมั่นออกมาเป็นคนดูไม่ใช่เป็นคนทำ ใจของเรามันเป็นแค่คนทำมันไม่ใช่คนดู ทำโน้นทำนี้ทั้งวันแหล่ะเรียกทำกรรม ในจิตเราทำกรรมตลอดเวลารู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็ทำกรรมดีเดี๋ยวก็ทำกรรมชั่ว จงใจขึ้นเมื่อไหร่มีเจตนาเมื่อไหร่ก็ทำกรรมเมื่อนั้นน่ะ จงใจทำชั่วก็เกิดการทำชั่วกรรมชั่ว จงใจจะปฏิบัติก็เกิดการทำกรรมดีมีการทำกรรมขึ้นมา

ทำไงใจเราจะกลายเป็นผู้รู้ผู้ดู ถ้าใจเราไม่สามารถเป็นผู้รู้ผู้ดูสภาวะได้นะก็บรรลุมรรคผลไม่ได้ เพราะการที่มีใจตั้งมั่นเห็นกายตามความเป็นจริงเห็นจิตใจตามความเป็นจริงนี่เรียกทำสติปัฏฐานทำวิปัสสนา เป็นทางเดียว แต่ถ้าให้ตรงศัพท์จริงๆต้องใช้คำว่าทำวิปัสสนา ในสติปัฏฐานเนี่ยมีสมถะเจือปนอยู่ กรรมฐานบางอย่างในสติปัฏฐานนั้นเป็นสมถะ อย่างการพิจารณาร่างกายเป็นศพการพิจารณาอาหารเป็นปฏิกูล ส่วนนี้เป็นสมถะ การรู้ลมหายใจเป็นสมถะก็ได้เป็นวิปัสสนาก็ได้ การดูจิตมีจิตอยู่ ๒ ดวง จิตที่ไปรู้ความว่างกับจิตที่ไปรู้ความไม่มีอะไร ๒ ดวงนี้ใช้ทำสมถะได้ ส่วนใหญ่พอมาเจอคู่นี้แล้วก็จะไปติดสมถะแล้ว

งั้นสติปัฏฐานก็มีทั้งสมถะทั้งวิปัสสนาปนๆกัน อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐานใช้ทำสมถะอย่างเดียว อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐานนะใช้ทำสมถะด้วยทำวิปัสสนาด้วย แต่ในความเป็นจริงนะไม่ว่าอารมณ์ใดๆถ้าจับหลักให้แม่นรู้กระบวนการทำงานของจิตให้แม่น เราจะพบว่าอารมณ์ทุกชนิดเอามาทำสมถะได้หมดแหล่ะ อย่างเราเห็นท้องพองยุบนะดูไม่เป็นน่ะกลายเป็นเพ่ง เห็นรูปไหวเห็นรูปหยุดนิ่งดูไม่เป็นนะจิตใจไม่ตั้งมั่นพอจะกลายเป็นการเพ่งมือเดินจงกลมไปเพ่งเท้า เนี่ยถึงรู้กายถึงรู้ใจนะก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวิปัสสนาเสมอไป ยากมากนะกว่าคนๆนึงจะขึ้นวิปัสสนาได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๔
File: 510801.mp3
ระหว่างวินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

mp 3 (for download) : ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

หลวงพ่อปราโมทย์ : จริงๆเราอย่ากังวลนะ การภาวนา อย่ากังวลว่าทำผิด ผิดแน่นอน เพียงแต่ผิดน้อยลงๆต่างหากล่ะ ไม่ใช่ทำถูกหรอก ทำถูกคือไม่ทำอะไร รู้แต่ไม่ได้จงใจจะรู้ รู้แต่ไม่ได้จงใจ นอกนั้นก็ยังทำอยู่แต่ว่าทำแบบน้อยลงๆ ปรุงน้อยลงๆนะ ก็เข้าใกล้ความไม่ปรุงมากขึ้นๆ

งั้นเวลามาส่งการบ้านอย่ากลุ้มใจนะ ไม่มีถูกหรอก แต่ถ้าคนใหม่ๆมาถามหลวงพ่อทำถูกหรือยัง ก็ถูกนะ ตอบแบบสอนเด็กใหม่ก็ไปอีกอย่างนึง ถ้าสอนคนเก่าๆอย่าไปกังวลเลยยังไงก็ไม่ถูกหรอก ยอมรับความจริงได้ก็จะถูกเมื่อนั้น

มีบางคนภาวนาบอกท้อแท้ใจ ท้อใจแล้ว ภาวนามันเจริญแล้วก็เสื่อมไป เจริญแล้วก็เสื่อมไป อันนั้นเพราะอะไร เพราะใจไม่ยอมรับความจริง ว่าจิตมีธรรมชาติเจริญแล้วเสื่อมใช่มั้ย โอ้ ท้อใจๆ ไปท้อมันทำไม จิตมันเจริญแล้วเสื่อมนั่นความจริงของมันต่างหาก ถ้าเรายอมรับความจริงตรงนี้ได้ ใครเจริญล่ะใครเสื่อมล่ะ จิตเจริญจิตเสื่อม เพราะนั้นจิตเค้าเจริญก็รู้ไปสิ เจริญก็ไม่เที่ยงนะ จิตเสื่อมก็ช่างมันสิ เรื่องมันเสื่อมน่ะ มันเจริญได้มันก็เสื่อมได้สิ ในที่สุดจิตก็เป็นกลาง พอจิตเป็นกลางนะ เจริญก็ไม่ยินดี เสื่อมก็ไม่ยินร้าย ไม่มีคำว่าเจริญและเสื่อมในสารบบของเราอีกต่อไปแล้ว

งั้นภาวนานะจนกระทั่งมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง งั้นอย่าไปกังวล โอ๊ มาส่งการบ้านทีไรมีแต่ถูกว่าทุกทีเลย ผิดอีกแล้ว โน่นก็ผิด ไอ้นี่ก็ผิด มาส่งการบ้านมันก็ผิดแหงๆล่ะเพราะไปเล่าว่าไปทำอะไรมา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๔
File: 511120.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

mp3 for download : ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

หลวงพ่อปราโมทย์ : ข้ามเข้ามา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงวิญญาณธาตุ ธาตุรู้แท้ๆแล้ว ธรรมธาตุ ตัวนี้ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่นี้ ถูกอริยมรรคแหวกออก แหวกออกทำลายออก ก็ล้างกิเลส ล้างในพริบตาเดียว ในขณะเดียว วับเดียว ขาดเลย

มันคล้ายๆ เปิดสวิตช์ไฟปั๊บ สว่างวูบเดียว ความมืดหายไปเลยนะ ในพริบตานั้นเลย จิตถัดจากนั้นนะ จะเห็นพระนิพพานอีก ๒ – ๓ ขณะ เห็นไม่เท่ากันหรอก บางคนเห็น ๒ ขณะ บางคนเห็น ๓ ขณะ ถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็น ๓ ขณะ พวกอินทรีย์ไม่กล้ามาก ก็เห็น ๒ ขณะ

เพราะฉะน้นพระอริยะในภูมิเดียวกันนะ ระดับเดียวกัน ความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรอย่างนี้ไม่เท่ากัน เห็นพระนิพพาน ก็รู้ว่าพระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ แต่โง่เอง ไม่เห็น

ทำไมไม่เห็น มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เขาปล่อย เขาข้ามแล้ว เขาทิ้งแล้ว ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตรน่ะ ข้ามจากปุถุชน มาเป็นพระอริยะ ข้ามทิ้งตรงนี้ มันทิ้งหมดเลยนะ มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง

ทีนี้พวกเราก็มีหน้าที่ภาวนาให้มันพอเท่านั้นแหละ ถ้ามันพอเมื่อไหร่ มันก็ข้ามโคตร เปลี่ยนสกุล ก็ไม่ใช่นามสกุลเดิม โดยสมมุติบัญญัติก็เป็นนามสกุลเดิม โดยปรมัตถ์แท้ๆก็ไม่ใช่ละ ก็มาเป็นลูกพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเวลาพระพุทธเจ้าท่านพูดถึงพระอริยะนะ ท่านจะบอกว่า ลูกของเรา

540805.18m38-20m44

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 41
File (ประเทศไทย): 540805.mp3
File (สหรัฐอเมริกาและยุโรป): 540805.mp3

นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

mp3 for download : ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้ถ้าจิต สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา บุญ บารมี แก่รอบแล้ว จิตหยุดความปรุงแต่งแล้ว มันจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ รวมเอง ทำไมมันรวมเข้าอัปนาสมาธิได้เอง เพราะว่าจิตไม่ไหลไปตามกาม ฌานจะเกิดเอง

โดยธรรมชาติของจิตนี้ต้องเวียนอยู่ในภพ ภพที่จิตเวียนอยู่ได้ มีอยู่ ๓ ภพ เท่านั้น ๑ กามวจรภพ ภพที่เวียนไปในกาม คือ หาอารมณ์เพลิดเพลินไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เพลินไปเรื่อย พวกเราจิตหมุนอยู่ติ้วๆ ทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย นึกออกมั้ย อันนี้แหละเรียกว่า กามภพ เรียกให้เต็มยศนะ เรียกว่า กามวจรภูมิ ใจก็ไปเวียนอยู่อย่างนี้

ถ้าหลุดออกจากกามภพแล้วนะ ก็จะเข้าไปรูปภพ หรือรูปภูมิ ก็คือ ไปสงบอยู่กับการรู้รูป เช่น รู้ลมหายใจแล้วจิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอก อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไรเลย จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียว อาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียว เพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิ

ถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้าอรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นบางคนที่เขาสอนให้ภาวนาเพื่อให้ไปอยู่กับความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง

ทีนี้ถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลย จิตแส่ส่ายออกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแต่ทุกข์ จิตไม่แส่ส่าย จิตก็หลุดออกกามภูมิ เข้ารูปภูมิ หรืออรปภูมิ เข้าเองเลยนะ

เพราะฉะนั้นอย่างพวกเรา หัดเจริญสติไปเรื่อย พอ ศีล สมาธิ ปัญญา สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบนะ จิตจะหมดความหลงใหล รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งหลาย มาดึงดูจิตไหลไปไม่ได้แล้ว อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ ชั่วขณะ จิตจะตั้งมั่น รู้ว่าไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้ง เด่นดวง จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ

เพราะฉะนั้น ถึงเราจะเจริญสติ เจริญปัญญา โดยเข้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้าย ที่จะเกิดอริยมรรค อริยผล ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค จนถึงอรหัตตมรรค จิตจะเข้าฌานของเขาเองนะ จิตจะเข้าฌานของเขาเอง

ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิอริยมรรคเนี่ย ไม่ต้องถอยออกมาอยู่กับโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่ในกามภูมิก่อน จิตก็ไปตัดอยู่ข้างในได้เลยนะ นี่เป็นอีกพวกหนึ่ง

แต่รวมความก็คือ อริยมรรค ไม่เกิดอยู่ในจิตที่อยู่ในกาม อย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดในรูปภูมิ หรืออรูปภูมินะ จะเกิดกันตรงนั้น จะล้างกันตรงนั้น

เพราะฉะนั้นจิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

540805.12m44-15m52

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 41
File (ประเทศไทย): 540805.mp3
File (สหรัฐอเมริกาและยุโรป): 540805.mp3

นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๔ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

mp 3 (for download) : ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตไม่ได้ทรงฌานนะไม่ชำนาญจะไม่เห็นสภาวะละเอียด คล้ายๆคนตกต้นไม้ พอหลุดจากยอดไม้ก็ถึงพื้นตุ้บเลย ดูไม่ออก แต่กิเลสเนี่ยหายไปแล้ว เพราะงั้นถ้าคนไหนภาวนาแล้ววูบๆวาบๆไปแล้วก็คิดว่าใช่นะ อย่าเพิ่งเชื่อ ให้มาทดสอบตัวเองด้วยกิเลสก่อน ค่อยๆสังเกตไปกิเลสอะไรยังเหลืออยู่ กิเลสอะไรหมดไปแล้ว ค่อยดูไปเรื่อยๆนะ ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองนะ มีสติ มีปัญญา ช่างสังเกตไปเรื่อย วันนึงก็ต้องจับได้

หลวงพ่อนะ ฆาตกรรมพระโสดา(ปลอม)ไปเยอะแยะนะ แต่ละปีๆนี่เยอะแยะมากเลย พระโสดานั่นน่ะไม่ใช่โสดาจริงหรอกยังมึนๆเมาๆอยู่ วิธีจัดการก็คือ ใจเย็นๆอย่าเพิ่งไปบอกเค้าว่าไม่ใช่นะ คนไหนเค้าคิดว่าเค้าใช่ เราอย่าไปบอกว่าเค้าไม่ใช่นะ เดี๋ยวเค้าโมโห อีกพวกนึงไม่โมโหนะเสียใจ เสียใจล้มพังพาบเลยภาวนาไม่ไหวอีก ต้องใจเย็นๆเวลาเจอ งั้นใครมาถามหลวงพ่อว่าผมเป็นพระโสดาหรือยังอะไรงี้ ยังไม่ตอบง่ายหรอก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าเพิ่งอนุโมทนาแล้วก็อย่าเพิ่งคัดค้าน ค่อยๆสังเกตไปมันมีกิเลสอะไรอีก ค่อยพาเจ้าตัวเค้าดูนั่นแหล่ะ

บางคนมาเป็นพระโสดาแล้วเราก็ชวนคุยโน่นคุยนี่ ซักพัก เห็นมั้ยมันมีความเป็นเราขึ้นมาอีกแล้ว ถ้าเจ้าตัวเห็นนะก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวไม่ใช่ ถ้าอย่างนี้เค้าไปต่อได้ ถ้าอยู่ๆเราไปตราหน้าอะไรนี่(ว่า)ไม่ใช่หรอก เดี๋ยวมันโมโหเอาหรือว่าเสียใจไปเลยไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไง งั้นภาวนานะ วันนึงเราจะได้ธรรมะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๐
File: 511108A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะจะสามัคคีโค่นล้มกิเลสได้ ต้องอาศัยสมาธิ

mp3 (for download) : ธรรมะจะสามัคคีโค่นล้มกิเลสได้ ต้องอาศัยสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ธรรมะจะสามัคคีโค่นล้มกิเลสได้ ต้องอาศัยสมาธิ

ธรรมะจะสามัคคีโค่นล้มกิเลสได้ ต้องอาศัยสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตัวที่จะทำให้ธรรมะสามัคคีกันคือตัวสมาธิ สมาธิเนี่ยเป็นภาชนะเป็นที่รองรับองค์ธรรมฝ่ายกุศลทั้งหมดเลย ให้รวมเข้ามาในจุดเดียวกันคือรวมลงมาที่จิต ไปรวมที่อื่นก็ไม่ได้นะ นั่นสมาธิออกนอกจิตไปรวมอยู่ที่อื่นนะธรรมะไม่สามัคคีกัน

ธรรมะจะสามัคคีได้เนี่ยอาศัยพลังของสมาธิในระดับฌานขึ้นไป ตั้งแต่ปฐมฌานเลยจิตรวมลงที่จิต งั้นฌานแท้ๆนี่จิตไม่ไปรวมอยู่ที่อื่นนะ จิตรวมลงที่จิต แล้วสติสมาธิปัญญาอะไรต่ออะไรนะ คุณงามความดี โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ อิทธิบาท อะไรต่ออะไรนะ มันจะเกิดร่วมกันที่จิต เกิดพร้อมๆกันที่จิต เพราะธรรมะสามัคคีกันได้ถึงจะโค่นล่มกิเลสได้

กิเลสนะสามัคคีกันมาตลอดเลยรักกันเหนียวแน่นนะ มีหมัดตามมาเป็นชุดๆเลยเวลากิเลสมา อย่างเป็นต้นว่าวันไหนเราฟุ้งซ่านตามใจกิเลสนะ ไปเดินห้างเล่นฟุ้งซ่านดูอะไรเพลินไป เดี๋ยวราคะก็เกิดแล้ว เห็นอันนู้นก็อยากได้เห็นอันนี้ก็อยากได้ พออยากได้แล้วไม่มีสตางค์จะซื้อนะ โทสะก็เกิดแล้ว ไม่สบายใจ กิเลสเล่นเป็นทีมเลยนะ อาศัยความฟุ้งซ่านของจิตนะมายืนพื้นเลย กุศลก็ต้องอาศัยสมาธิเป็นตัวยืนพื้นไว้ถึงจะประชุมลงได้ เนี่ยธรรมะกับอธรรมนะมันสู้กันมาอย่างนี้ตลอดเวลา

แต่คนในโลกนี้มันแพ้ไม่ภาวนาปฏิบัติให้สมควรแก่ธรรม จิตเลยไม่รวมลงที่จิต ศีลสมาธิปัญญาและธรรมฝ่ายดีทั้งหลายไม่ประชุมพร้อมๆกัน ต่างคนต่างมา ไม่สามัคคี อกุศลเนี่ยโอ้โหสามัคคีกันมากเลย สังเกตมั้ยช่วงไหนฟุ้งซ่านมากนะ ราคะอะไรงี้แรง ช่วงไหนราคะมากสังเกตมั้ยต่อไปโทสะแรง สังเกตมั้ยโทสะแรงอีกหน่อยเซื่องซึมถัดจากนั้น หมดแรงแล้วซึมๆไปหน่อย พอซึมได้ที่มีเรี่ยวมีแรงฟุ้งซ่านอีกแล้ว โอ้ เล่นไม่มีเลิกเลยนะ มันวางแผนพร้อมๆกันนะ วนเวียนผลัดกันชกก็มีนะ รุมกันชกก็มีนะ

งั้นพวกเราต้องมาพัฒนากุศลของเราให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท เห็นมั้ยท่านไม่ได้บอกให้พัฒนากุศลนะ ท่านไม่ได้กำหนดไว้แค่นั้น ท่านบอกให้เราเนี่ยพัฒนากุศลให้ถึงพร้อม ถึงพร้อมคือกุศลต้องมีครบเลย ทุกชนิดเลย คือความไม่ประมาท ถ้าประมาทคือขาดสติ ต้องมีสติ ถ้าไม่มีสติไม่มีกุศลหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรม ณ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
อ. ศรีราชา จ.ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: พระธรรมเทศนา สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File: 541205

ระหว่างนาทีที่  ๓ วินาทีที่ ๓๖ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

mp3 for download : อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกภาวนาไม่เป็นนะ มาหัดเริ่มหายใจ จะหายใจไปที่หน้าอก คนหายใจเป็นนะ หายใจลงไปที่ท้อง แปลกมั้ย เวลาจงใจหายใจ จะหายใจด้วยหน้าอกนะ เราหายใจตามธรรมชาติที่เราหายใจทุกวันนี้ มันหายใจลึกลงไปถึงท้อง ในความรู้สึกนะ ลมไม่เข้าท้องหรอก ไม่งั้นท้องป่องไปเลย ถ้าหายใจตามธรรมชาติ ท้องจะพอง ท้องจะยุบ หายใจแบบจงใจเกร็งไว้นะ หน้าอกจะพอง หน้าอกจะยุบ เหนื่อยนะ หน้าอกเขามีกระดูกหุ้มไว้ เขาไม่ได้เอาไว้พองเล่น พองไม่มากหรอก แต่ท้องขยายได้ หายใจแล้วสบาย

เพราะฉะนั้นทีแรกหายใจ มันจะลงไปลึกเลย หายใจไม่เป็นก็ลึกไประดับหน้าอก หายใจเป็นลึกระดับท้อง พอจิตเริ่มรวมจิตเริ่มสงบนะ หายใจจะตื้นขึ้นมา จะสั้น สั้น สั้น ขึ้นมา เหมือนมาอยู่ที่จมูกนั่นเอง พอลมหายใจขึ้นมาสูงขึ้นมา จิตมันจะสว่างขึ้นเรื่อยๆนะ จะสว่าง เนี่ยอย่างเรากำหนดอย่างนี้นะ เนี่ยสว่างขึ้นมาแล้ว ตรงที่จิตสว่างขึ้นมาแล้วเนี่ย มีทางแยก…

541106A.06m46-07m56

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 42
File: 541106A.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่มีใครสั่งให้จิตบรรลุมรรคผลนิพพานได้

mp 3 (for download) : ไม่มีใครสั่งให้จิตบรรลุมรรคผลนิพพานได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่มีใครสั่งให้จิตบรรลุมรรคผลนิพพานได้

ไม่มีใครสั่งให้จิตบรรลุมรรคผลนิพพานได้

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่มีใครสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ ไม่มีแม้แต่คนเดียว ไม่มีแม้แต่พระพุทธเจ้าสั่งให้จิตบรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่มีใครทำได้ จิตเค้าบรรลุมรรคผลนิพพานของเค้าเองเมื่อปัญญาของเค้าแก่รอบพอ หน้าที่ของเราก็คือเกื้อกูลให้จิตได้เรียนรู้ความจริง

เรามาฝึกพัฒนาสติมาฝึกพัฒนาสมาธิให้จิตตั้งมั่นขึ้นมา มีสติรู้รูปรู้นาม รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นด้วยจิตที่เป็นกลางเรื่อยไป ปัญญามันจะเกิด เมื่อปัญญามันแก่รอบแล้ว จิตเค้าจะบรรลุมรรคผลนิพพานของเค้าเอง เค้าเป็นเอง ไม่ใช่กูเก่งกูสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลได้ ไม่มีใครทำได้ หน้าที่ก็คือเปิดโอกาสให้จิตได้เรียนรู้ความจริงของรูปนาม ด้วยการมีสติ รู้กายรู้ใจ รู้รูปรู้นาม ตามความเป็นจริง เราจะรู้ตามความเป็นจริงได้ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นรู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง จับหลักให้แม่นนะแล้วจะได้ไม่พลาด


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒
Track: ๖
File: 541008B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูรูปนามแสดงละคร

mp 3 (for download) : ดูรูปนามแสดงละคร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ดูรูปนามแสดงละคร

ดูรูปนามแสดงละคร

หลวงพ่อปราโมทย์ : การเจริญปัญญานั้นจะรู้รูปธรรมนามธรรมว่าเป็น“ไตรลักษณ์” ต้องการเห็นตรงนี้

เราจะเจริญปัญญาได้นะ ถ้าหากเรามีสติรู้รูปรู้นาม รู้ตามความเป็นจริง คือไม่เข้าไปแทรกแซงนะ มันเป็นยังไงรู้ว่าเป็นอย่างนั้น มีสติรู้กายรู้ใจรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริง รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ถ้าทำได้อย่างนี้นะปัญญาจะเกิด มันจะเห็นความจริงของรูปของนามได้

จิตมันเป็นแค่คนดู รูปนามนั้นแสดงละครให้จิตดู จิตเหมือนคนดูละคร รูปนามเป็นตัวละครผลัดกันมาแสดง เดี๋ยวตัวดีมาเดี๋ยวตัวร้ายมา เดี๋ยวตัวสุขมาเดี๋ยวตัวทุกข์มา เดี๋ยวรูปธรรมมาเดี๋ยวนามธรรมมา มันแสดงให้เราดู เราเป็นคนดูเฉยๆ ถ้าเราดูได้อย่างนี้ เราก็จะรู้เลยตัวละครทุกตัวเมื่อออกมาแสดงแล้ว ไม่นานก็ต้องไป

มีมั้ยตัวละครที่ไม่ยอมเข้าไปในโรงเลยมีมั้ย เราคงไม่ดูหรอก มันต้องไหลไปเรื่อย เปลี่ยน ตัวนี้มาตัวนี้ไปตัวนี้มาตัวนี้ไป หมุนเวียนไปเรื่อย ดูไปดูไปถึงรู้เลยโลกนี้เป็นโรงละครเท่านั้น ไม่ได้มีจริงหรอก ขันธ์ทั้งหลายที่แสดงละครให้เราดูเป็นแค่ตัวละครหลอกๆ เหมือนเราดูละครเรารู้แล้วละครไม่ใช่เรื่องจริง เราเห็นขันธ์ห้าแสดงละคร เรารู้เลยนี่มันแค่สมมติขึ้นมา แค่ตัวหลอกๆขึ้นมา

ใจไม่ไปหลงยินดียินร้ายในขันธ์ห้าเนี่ย ใจจะคลายความยึดถือในขันธ์ห้าออก ถ้าใจไม่ยึดในขันธ์ห้านะก็ที่สุดแห่งทุกข์อยู่ตรงนั้นเอง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ไม่ยึดตรงนั้น ไม่ยึดเพราะปัญญา ไม่ใช่ไม่ยึดเพราะน้อมใจให้ไม่ยึด ไม่ใช่ไม่ยึดเพราะเจตนาไม่ยึด แต่จิตมันไม่ยึดของมันเองเพราะมันเห็นความจริงแล้วว่า รูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา หาสาระแก่นสารไม่ได้ เค้าถึงไม่ยึด เค้าไม่ยึดของเค้าเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒
Track: ๖
File: 541008B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๕ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตมีกิเลสให้รู้ทัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download:จิตมีกิเลสให้รู้ทัน

จิตมีกิเลสให้รู้ทัน

จิตมีกิเลสให้รู้ทัน

โยม : เมื่อเราไปปฏิบัติที่ไหนแล้วเรารู้สึกว่าเรามีแต่อกุศลเกิด แล้วความลังเลสงสัยเกิด เราน่าจะตัดสินตรงนั้นได้มั้ยคะว่าตรงนั้นนี่ไม่ใช่แล้วสำหรับเรา

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราดูตรงนี้นะว่ากิเลสเกิดแล้วเรารู้ทันนะ ตรงนั้นดี อยู่ที่เรารู้ทันต่างหากล่ะ ไม่ใช่ว่ามีกิเลสแล้วไม่ดีนะ

พระพุทธเจ้าท่านแยกดีแยกเลวอยู่ที่รู้หรือไม่รู้ ท่านบอกว่า จิตคนนะคนมันมี ๔ พวก พวกนึงจิตเป็นกุศลรู้ว่าเป็นกุศล นี่ดีเลิศ พวกนึงเป็นกุศลไม่รู้ว่าเป็นกุศล ใช้ไม่ได้ พวกนึงเป็นอกุศลรู้ว่ามีอกุศล

อย่างคุณไปภาวนาแล้วอกุศลเกิดคุณรู้เนี่ย ท่านบอกว่าดีนะ แต่ถ้าอกุศลเกิดแล้วไม่รู้ว่าอกุศลเกิด แบบคนในโลกเนี่ยอกุศลทั้งวันแหล่ะ แล้วคิดว่าไม่มีอกุศลน่ะ พวกนี้ใช้ไม่ได้เลย ไม่ดี

เวลาที่หลวงพ่อภาวนาดีที่สุดนะสมัยนู้นเป็นฆราวาสเกือบ ๓๐ ปีมาแล้ว ภาวนาเนี่ยในบรรยากาศที่แย่มากๆเลย ทำงานที่เครียดมากๆเลย เจ้านายก็เครียด ใครๆก็เครียดไปหมดเลย ในเวลานั้นน่ะจิตมีแต่อกุศลเกิดบ่อยๆ เราสติตามรู้ได้บ่อยๆ ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่กระปรี้กระเปร่าในการปฏิบัติที่สุดเลย แต่ถ้ามันไม่ไหวจริงๆก็เลี่ยงซะ แต่ถ้ายังเห็นกิเลสเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปได้นะ เราก็ภาวนาอยู่ตรงนั้นแหล่ะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
File: 520710
ระหว่างนาทีที่  ๑๙ วินาทีที่ ๓๐ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๐๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ

mp 3 (for download) : การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ

การปฏิบัติธรรมต้องใจเย็นๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใจเรามันดื้อ ใจเรามันเรียนรู้สิ่งผิดๆมาเยอะ รู้ผิดเข้าใจผิดมาตลอดนะสะสมมาในสังสารวัฏ ตั้งแต่เกิดมานะ เราก็ถูกย้ำถึงความมีตัวมีตน ถูกสอนว่าเราเป็นใครเป็นลูกใครอยู่ในตระกูลไหน ถูกปลูกฝังย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามีตัวตนจริงๆ ไปโรงเรียนก็มีเพื่อนมีครูโรงเรียนของเราเพื่อนเราครูเรา มันมีเราขึ้นมาตลอดถูกย้ำตลอดเวลา

การที่จิตมันถูกย้ำแล้วย้ำอีก จิตมีธรรมชาติเรียนรู้ได้ จิตเป็นอนัตตานะแต่จิตเป็นธรรมชาติที่อบรมสั่งสอนให้การเรียนรู้ได้ พอมันถูกสั่งสอนถูกเรียนรู้มาผิดๆมาตั้งแต่แรกเกิด มันถูกสอนให้สำคัญมั่นหมายถึงความมีตัวมีตน ก็ฝังความรู้สึกนี้เข้าไปจนลึกเลย ต่อไปไม่ว่าทำอะไรนะมันก็จะมีเราซ่อนอยู่ข้างหลังตลอดเวลา กระทั่งจะแต่งผมจะแต่งหน้านะ ไปดูให้ดีเถอะต้องมีเราซ่อนอยู่ คงไม่แต่งหมาแต่งแมวเนอะวันๆแต่งเราเนี่ยแหล่ะ จะเดินจะยืนจะนั่งจะนอนนะมันประกาศความเป็นตัวตนอยู่ เวลาเราอยู่คนเดียวท่าเดินเราเหมือนตอนที่คนอื่นเห็นมั้ย ไม่เหมือนหรอกไม่เหมือน ท่านั่งท่านอนก็ไม่เหมือนกัน เวลาคุยกับคนรู้ตัวอยู่นะก็คุยดูเรียบร้อยนะ เคยเห็นคนเวลาโทรศัพท์มั้ยเดินโทรศัพท์นะผู้หญิงนะสวยเชียวนะแต่งตัวสวยเดินไปแคะฟันไปเผลอๆ โถความงามของเจ้าหล่อนนะผู้ชายเห็นแล้วสยองเลย ความจริงผู้ชายทำยิ่งกว่านั้นอีกนะ มันถูกย้ำมันถูกย้ำความมีตัวมีตนอยู่ตลอดเวลา

งั้นมันฝังลึกมันเข้าไปอยู่ในเรียกว่าสัญญามันลงไปอยู่ในใจ ในที่สุดมันก็ไปหมายรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปแบบผิดๆหมายรู้ว่ามีตัวมีตนขึ้นมา มองอะไรก็มองแง่ของความมีตัวมีตนเสมอซ้ำแล้วซ้ำอีกปลูกฝังมาอย่างนั้น การที่จะล้างความคิดผิดเรียกจิตวิปลาสความเห็นผิดเรียกทิฐิวิปลาส การหมายรู้ผิดๆเรียกสัญญาวิปลาส จะแก้ จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส สัญญาวิปลาสแก้วันเดียวแก้ไม่ตกหรอก คราบสกปรกมันฝังลึกสะสมมานาน

งั้นต้องใจเย็นๆ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ปฏิบัติปุ๊บปั๊บๆเพื่อหลุดพ้น ไม่ใช่ ยกเว้นคนซึ่งเคยทำมาก่อนแล้ว อย่างชาติก่อนๆเค้าได้โสดา สกทาคาอะไรงี้นะชาตินี้เค้ามาภาวนาปุ๊บปั๊บๆนะเค้าไปเร็ว ของเราถ้ายังไม่เคยได้จะเริ่มต้นขั้นที่หนึ่งในชาตินี้แหล่ะก็ลำบากหน่อยก็ทนเอาหน่อย กว่าจะล้างความเห็นผิดได้ว่ามีตัวมีตนเค้าภาวนากันนานดูของจริงนาน แต่เดิมนะชอบคิดเอา ถูกปลูกฝังให้เชื่อถูกปลูกฝังให้คิดว่ามีตัวมีตน จะทำลายความเชื่อทำลายความคิดนะทำลายความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้ต้องดูของจริง ต้องเอาความจริงเท่านั้นเข้าไปสู้นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒
Track: ๑
File: 540917A.mp3
ระหว่างวินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา

mp 3 (for download) : ศาสนาพุทธมุ่งที่ปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ศาสนาพุทธนะมุ่งมาที่ตัวปัญญาเนี่ยตัวสำคัญเลย ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่มีการสอนเรื่องการเจริญปัญญา ส่วนการทำทานการรักษาศีลการทำสมาธิมีมาตลอด มีมาตลอดไม่ขาดช่วง เรียกว่าสาธารณกุศล สาธารณกุศลหมายถึงเป็นบุญทั่วๆไป ไม่เฉพาะศาสนาพุทธหรอก เค้าก็มี อย่างมุสลิมก็มีซะกาต ใครรู้จักมั้ยซะกาต ซะกาตเนี่ยถึงปีนะคนที่มีรายได้ต้องสละ คล้ายๆภาษีเป็นภาษีทางศาสนาสละเอาไปช่วยคนที่ยากจนกว่า เนี่ยเค้าก็ทำทานนะเป็นเรื่องดี เค้ามีสมาธิมั้ยก็มี การที่เค้าละหมาดวันละห้าครั้งคิดถึงพระเจ้าวันละห้าครั้งถ้าเทียบกับศาสนาพุทธก็คือเทวตานุสติ การระลึกถึงเทพนึกถึงเทวดาก็ได้สมาธิ เห็นมั้ยเค้าก็มีทำทานก็มีสมาธิก็มี ศีลเค้ามีมั้ยเค้าก็มีศีลอย่างของเค้าใช่มั้ย มีการดำรงชีวิตอย่างมีระเบียบมีวินัยเข้มงวดกวดขันมากกว่าเราซะอีก งั้นแค่ทำทานรักษาศีลทำสมาธิศาสนาอื่นก็มี

มาถึงขั้นเจริญปัญญาพวกเราต้องเรียนให้มาก ถ้าเราลืมการเจริญปัญญาก็เท่ากับเราทิ้งศาสนาพุทธไปแล้ว พระพุทธเจ้าสอนบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญานะ ถ้าเราปราศจากปัญญาจิตเราจะบริสุทธิ์ไม่ได้ ถ้าจิตยังบริสุทธิ์ไม่ได้จิตยังต้องเจือต้องระคนด้วยความทุกข์เสมอไปยังมีความทุกข์ตลอดไป แต่ถ้าจิตเข้าถึงความบริสุทธิ์นะไม่มีอะไรย้อมจิตได้จิตก็ไม่ทุกข์อีก จิตที่มันทุกข์ขึ้นมาได้เพราะจิตโดยตัวของมันเป็นตัวรู้ จิตโดยตัวของมันไม่ใช่ตัวต้องมาเป็นทุกข์อะไร เป็นแค่ตัวรู้เท่านั้นเอง แต่เพราะกิเลสนะเพราะมันไม่บริสุทธิ์กิเลสมันย้อมจิตได้ มันเลยไม่ใช่ตัวรู้ที่ดีเป็นตัวรู้สกปรก ตัวรู้ที่สกปรกรู้ผิดๆเนี่ยก็เที่ยวไปหยิบไปฉวยไปยึดไปถือสิ่งต่างๆขึ้นมา ความทุกข์ก็เลยเยอะแยะไปหมดเลย ถ้าจิตบริสุทธิ์นะมันจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งตัวมันเอง อัศจรรย์ตรงนี้แหล่ะมันปล่อยวางกระทั่งตัวมันเองได้ ถ้ามันปล่อยวางตัวมันเองได้แล้วมันจะไม่ไปหยิบฉวยอะไรขึ้นมาอีกแล้ว เพราะสิ่งที่จิตยึดถือเหนียวแน่นที่สุดนะคือตัวจิตเอง จิตนั่นแหล่ะยึดถือจิตอย่างเหนียวแน่นที่สุดว่าเป็นตัวเรา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๘
Track: ๕
File: 531225B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น

mp3 (for download) : ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น

ใจมีคุณภาพระดับไหน ก็เห็นสิ่งภายนอกระดับนั้น

หลวงพ่อปราโมทย์ : นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเราแต่เรามองไม่เห็นเพราะใจเราไม่มีคุณภาพ ใจเรามีคุณภาพระดับไหนนะเราก็เห็นสิ่งภายนอกในระดับนั้น

อย่างบางวันจิตใจเราเศร้าหมองนะ โลกทั้งโลกก็ดูเศร้าหมองไปหมด มันดูออกมาจากใจที่เศร้าหมอง โลกก็เลยดูเศร้าหมอง วันไหนเราผ่องใสนะเราดูโลกด้วยใจที่ผ่องใส โลกดูผ่องใส

จริงๆโลกก็เป็นโลกอยู่อย่างนั้นน่ะไม่ได้เศร้าหมองไม่ได้ผ่องใส แต่ใจเรามันไม่เหมือนกัน ถ้าใจเราไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาไม่มีความปรุงแต่ง มันจะไปเห็นนิพพาน มีคุณภาพพอ ใจมีคุณภาพระดับไหนก็เห็นสิ่งภายนอกนะระดับนั้น

ใจไม่มีกิเลสตัณหาไม่มีความอยากไม่มีความดิ้นรนปรุงแต่ง เห็นนิพพานซึ่งเป็นธรรมะซึ่งไม่มีกิเลสตัณหาไม่มีความดิ้นรนปรุงแต่งไม่มีทุกข์ ของมีอยู่แล้วแต่ไม่เห็น มาพัฒนาดวงตาให้มีดวงตาที่จะมองเห็น

พระพุทธเจ้าประกาศธรรมะท่านหวังว่าคนมีดวงตาจะเห็น บอกเหมือนจุดไฟในที่มืืดจะเกิดแสงสว่างขึ้นมาหวังว่าคนมีดวงตาจะเห็น การจุดไฟของท่านก็คือการประกาศธรรมะ บอกวิธีปฏิบัติให้เรา เมื่อเราฝึกไปนะเรามีดวงตาขึ้นเมื่อไหร่ เราก็เห็นนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตานั่นแหล่ะ ไม่เหลือวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาคนนึงจะทำได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: ๔๑
File: 540910B
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๕๖ ถึงนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จะเห็นจิตได้อย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าเป็นจิต ต้องเห็นจิตก่อนถึงจะบรรลุธรรมใช่หรือไม่ ?

จะเห็นจิตได้อย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าเป็นจิต ต้องเห็นจิตก่อนถึงจะบรรลุธรรมใช่หรือไม่ ?

ผมว่าต้องเลิกสนใจไปเลยว่าจะเห็นจิตได้อย่างไร แล้วก็เพียงแค่รู้ตัวไปเรื่อยๆ ก็พอ ไม่ต้องสนใจว่าเป็นจิตหรือไม่ใช่จิต ความสงสัยว่าเป็นจิตหรือไม่ใช่จิตนั้น มันก็ยากที่จะหายสงสัยถ้ายังพยายามมองหาจิต เพราะโดยความหมายของจิตที่ว่าเป็นผู้รู้อารมณ์ เราจึงไม่มีทางเห็นจิตได้เลย หรือถ้าจะว่ากันตามที่หลวงปู่ดูลย์สอนไว้ใน จิตคือพุทธะ ว่า จิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีขอบเขต เราจึงไม่อาจจะเห็นจิตอย่างที่คิดว่าต้องเห็นได้เลย ถ้าจำได้หลวงพ่อเคยพูดไว้ตั้งแต่ก่อนบวชว่า การพยายามดูให้เห็นตัวจิต ก็จะเห็นเป็นจิตที่ซ้อนๆ ลงไปไม่สิ้นสุด การดูจิตที่เราดูๆ กันอยู่จึงไม่อาจที่จะเห็นตัวจิตได้เลย จะเห็นก็แค่อาการของจิตบ้าง พฤติกรรมของจิตบ้างเท่านั้น และทั้งอาการของจิตและพฤติกรรมของจิตเอง ก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกจิตไปรู้เช่นกัน ในการดูจิต เราจึงไม่ต้องดูให้เห็นตัวจิตแต่อย่างใดเลยครับ การดูจิตเป็นเพียงแค่รู้อาการหรือพฤติกรรมของจิตไปเรื่อยๆ เท่านั้น ดูไปจนกระทั่งเห็นว่าอาการของจิต พฤติกรรมของจิต มันทำให้เราเกิดปัญญาขึ้นเองว่า จิตไม่ใช่เรา ซึ่งจะต่างจากการดูกาย ที่เราเห็นตัวกายอยู่จนเกิดปัญญาว่า กายไม่ใช่เรา เมื่อเห็นกายเห็นจิตไม่ใช่เราได้ สังโยชน์เบื้องต้นก็จะถูกละไปได้ หลวงพ่อจะพูดเสมอว่า การเห็นกายไม่ใช่เรานั้นง่าย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะ มันมีตัวกายให้ดูอยู่ แต่การเห็นจิตไม่ใช่เราจะยากกว่ามาก เพราะมันไม่มีตัวจิตให้ดูนั่นเองครับ ดังนั้นต้องดูอาการของจิตหรือพฤติกรรมของจิตด้วยความรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเห็นว่าจิตไม่ใช่เราได้

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

mp3 (for download) : จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

หลวงพ่อปราโมทย์ : บทเรียนเกี่ยวกับจิตตสิกขาไม่ได้จบแค่ว่า อันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล ยังลึกลงไปอีกชั้นนึง ในบรรดาจิตที่เป็นกุศลนั้นยังมี 2 ชนิด กุศลที่สงบพักผ่อนอยู่เฉยๆ กับกุศลที่ใช้เจริญปัญญา ไม่เหมือนกัน

จิตที่มีกุศลแบบสงบพักผ่อนสบาย จิตเป็นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นบุญเป็นกุศลเนี่ยอย่างหนึ่ง อย่างเวลาเราทำบุญใส่บาตร รู้สึกมั้ย มีความสุข รู้สึกมั้ย และจิตเป็นกุศลนะแต่กุศลอย่างนี้ไม่เจริญปัญญา เป็นกุศลเฉยๆ ทำบุญทำความดีอะไรนี้ เสียสละปลื้มใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นเจริญปัญญา

กุศลที่เจริญปัญญาได้นะ จิตที่จะเจริญปัญญาได้ต้องตั้งมั่น ตั้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถอนตัวออกจากปรากฎการณ์ทั้งหลายทางรูปธรรมนามธรรม เห็นรูปธรรมแสดงละคร เห็นนามธรรมแสดงละคร จิตถอนตัวออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู เห็นมันแสดงทั้งวันเลย

ในร่างกายเรามีตัวละครอยู่ 28 ตัวนะ มีรูปมันมี 28 รูปแต่รูปจริงๆมี 18 รูป รูปเทียมๆ รูปไม่จริงมีอีก 10 รูป นามธรรมทั้งหลายเนี่ยมีจิตหนึ่ง จิตมีหนึ่ง จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิกอีก 52 เจตสิก 52 อย่างเนี่ยแยกเป็นเวทนาซะหนึ่ง สัญญาอีกหนึ่ง อีก 50 เป็นตัวสังขาร เนี่ยตัวละครนะ ตัวละครโรงใหญ่เลยนะ มีจิต มีเจตสิก มีรูปนะ

จิต ถ้าแยกออกไปอีกมีจิตอีกเยอะแยะเลย มีอีก 81 ดวง พวกเราไม่มี 89 ดวง เราไม่เคยมี เราไม่มีโลกุตตรจิต(อ่าน โล-กุต-ตะ-ระ-จิต)อีก 8 ดวง ถ้าคนใหนเป็นพระอริยะก็เคยมีโลกุตตรจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์ผลจิตเกิดขึ้นนะก็เป็นโลกุตตระได้นะแต่อย่างปุถุชนนี่ไม่มี ไม่เคยเห็น ถ้าคนทำฌานไม่ได้นะจำนวนจิตที่มียิ่งลดลงอีก

อย่างพวกเรานี้เป็นจิตอยู่ในกาม จิตวนเวียนอยู่ในกามาวจรภูมิ เราดูจิตเท่าที่เรามี จิตที่เรามีนะเดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศลเนี่ยหัดดูไปเท่าที่มีนะ ไม่ต้องอุตริไปดูว่าจิตของพรหมเป็นแบบใหนเราต้องเลียนแบบไม่จำเป็นเลย ไม่จำเป็น เราดูของจริงในตัวเอง รวมๆแล้วสภาวะธรรมทั้งหมดนะที่จะเรียนจริงๆมี 72 ตัว เป็นนิพพานซะตัวนึง เป็นจิตซะตัวนึง อีก70 ตัวเนี่ยเป็นทั้งรูปทั้งนาม รูปนามแท้ๆนะ เราไม่ต้องเรียนเยอะขนาดนั้น

เราเรียนเท่าที่เรามี เรียนเท่าที่เรามี หัดดูของจริงนะ หัดดูไปเรื่อย ดูด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นกลาง เนี่ยจิตที่เป็นกุศลชนิดที่มันตั้งมั่น มันเป็นกลาง แล้วจิตที่เป็นกุศลที่ใช้เดินปัญญาได้จริงเนี่ยต้องเป็นกุศลที่มีกำลังกล้า

จิตที่มีกุศลนะยังมี 2 ชนิดนะ ชนิดที่ 1 มีกำลังอ่อนเอาไปทำวิปัสสนาไม่ได้จริงหรอก ชนิดที่ 2 มีกำลังกล้าต้องมีปัญญาด้วย จิตที่มีกุศลก็ยังมีอีกสองพวก พวกที่มีปัญญากับพวกไม่มีปัญญา พวกที่มีปัญญากับไม่มีปัญญายังแยกได้อีกนะ แยกเป็นพวกที่มีกำลังแก่กล้ากับพวกกำลังไม่แก่กล้า

อย่างพวกมีปัญญาเนี่ย ปัญญาอ่อนๆก็มีนะแต่ไม่ใช่ปัญญาอ่อนอย่างโลกๆนะหมายถึงกำลังของปัญญาเนี่ยไม่แก่กล้า กับพวกที่กำลังแก่กล้า จิตที่เป็นกุศลที่มีกำลังกล้าเนี่ยเป็นจิตที่เกิดอัตโนมัติเกิดได้เองเรียกว่า อสังขาริกัง เกิดเอง จิตที่ต้องน้อมนำให้เกิดกุศลเนี่ยมีกำลังอ่อนเรียก สสังขาริกัง

สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตำหรับตำรา ต้องศึกษา รู้เองไม่ได้หรอก กระทั่งพระอรหันต์ก็ไม่รู้หมดหรอก เพราะว่าไม่ใช่ภูมิปัญญาที่จะรู้ได้ทั่วถึงขนาดพระพุทธเจ้าขนาดนั้น นั้นเราอย่าดูถูก ตำหรับตำรานะ เป็นนักปฏิบัติอย่าดูถูกปริยัติ ดูของจริง ดูของจริงลงไป เรามาฝึกจนจิตที่เป็นกุศลเกิดอัตโนมัติ                           

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 3 of 712345...Last »