Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การปฏิบัติ ไม่ใช่การทำอะไรประหลาดๆ

mp3 for download :การปฏิบัติ ไม่ใช่การทำอะไรประหลาดๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ภาพจากวัดพระธาตุโกฏิแก้ว
เอื้อเฟื้อภาพโดย คุณ มโน มยา

หลวงพ่อปราโมทย์ : การปฏิบัติไม่ใช่อะไรที่พิลึกๆ หลับหูหลับตา ไม่รู้เรื่อง ลืมกายลืมใจ แล้วมาบอกว่าปฏิบัตินะ ทีนี้ในร่างกาย เราก็คอยเรียนรู้-รู้สึกอยู่ในร่างกาย ทุกคนรู้สึกได้ แต่ละเลยที่จะรู้สึก ในจิตในใจของเรา เราก็คอยรู้สึกไว้ ในใจเรานะ มีความรู้สึกเกิดขึ้นตลอดเวลาเลย ไม่สุขก็ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็เฉยๆ เราไปสังเกตดูสิ เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์เดี๋ยวก็เฉยๆ กระทบอารมณ์ที่ดีก็มีความสุข กระทบอารมณ์ที่ไม่ดีก็มีความทุกข์ กระทบกับอารมณ์ที่ไม่ชัดเจนก็เฉยๆ ในจิตใจของเรานั้น เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย กระทบอารมณ์มาแล้วนะ มีการตีค่า มีการแปลค่า ทำให้บางทีก็เกิดจิตที่เป็นกุศลขึ้นมา บางทีก็เกิดโลภเกิดโกรธเกิดหลง โลภ-โกรธ-หลง อะไรพวกนี้เลือกได้มั้ย ตั้งใจว่าจะไม่โกรธแล้วโกรธมั้ย ตั้งใจว่าจะไม่โลภแล้วโลภมั้ย มีบางคนนะ ตั้งใจจะไปเดิน เอาแอร์เฉยๆเพราะร้อน ไปศูนย์การค้าตั้งใจเอาไว้เลยว่าจะไม่ซื้ออะไรหรอก เดินศูนย์การค้า เห็นอะไรก็อยากได้-รู้ว่าอยากได้ เผลอแว้บเดียวนะ หิ้วของไม่ไหวแล้ว ห้ามได้มั้ย ไม่ให้โลภ ห้ามได้มั้ยไม่ให้โกรธ เคยตั้งใจไม่โกรธก็โกรธ ตั้งใจไม่โลภก็โลภ ใช่มั้ย บอกว่าไม่รักได้ ไม่ให้รัก สั่งให้เกลียดได้มั้ย ได้ แต่ต้องบิวท์ทั้งนั้นเลย ต้องบิวท์ขึ้นมา-ให้เราคอย คอยรู้สึกนะ รู้สึก ดูการทำงานของจิตใจไปเรื่อย ก็จะพบว่าเดี๋ยวมันก็สุขเดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็ดีเดี๋ยวมันก็ร้าย เลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้-สั่งไม่ได้

เวลาที่เราดูกาย เราจะเห็นตัวที่เด่นชัดในร่างกายคือตัวทุกข์ ตัวนี้จะเด่นชัดในร่างกาย กับตัวอนัตตา ในแง่ของการเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่คนหรอก แต่ดูจิตดูใจเนี่ย ตัวที่เด่นชัดคืออนิจจัง ทุกอย่างมันชั่วคราวไปหมดเลย สุขมันก็ชั่วคราว ทุกข์มันก็ชั่วคราว โลภ-โกรธ-หลง ก็ชั่วคราว


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907A
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หัดรู้สึกตัว

mp3 for download: หัดรู้สึกตัว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์:หัดรู้สึกตัวไปเรื่อย วันๆนึงเอาเวลาไปล้างผลาญซะเยอะละ ลองใช้เวลาวันละ 15 นาทีนะมาคอยรู้สึกตัว รู้สึกกายรู้สึกใจไปเรื่อยๆ ดูเล่นๆ ดูสบายๆ ไปเรื่อย ต้องทำเล่นๆ นะ อย่าทำเคร่งเครียด ฝึกเล่นๆ รู้สึกๆๆ ไปเรื่อย เราจะเห็นเลยใจนี้ลอยแว้บๆ  ทั้งวัน เดี๋ยวหนีไปโน่น เดี๋ยวหนีไปนี่ ส่ายไปส่ายมา ให้เรารู้ทันนะ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จิตเรายินดีให้เรารู้ทัน จิตเรายินร้ายให้รู้ทัน คอยรู้ทันจิตตัวเองไปเรื่อยๆ ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์แล้ว จิตก็ยินดีขึ้นมาบ้าง ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์แล้ว จิตยินร้ายบ้าง กระทบแล้วจิตแกว่งไปแกว่งมาคอยรู้ไปเรื่อยๆ

ต่อไปก็จะเห็นเลยทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างชั่วคราวหมดเลย ความสุขความทุกข์ กุศลอกุศลชั่วคราวทั้งหมดเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑
CD: ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ ๒๐
File: 510518
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๗ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

mp3 (for download) : สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความทุกข์เนี่ย มันอยู่ที่ว่าเราจะปล่อยมันเอาไว้มั้ย ถ้าเราปล่อยให้มันท่วมทบท่วมท้นจิตใจของเรานะ ก็ทบทุกข์ไปอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าเราสู้ด้วยสติด้วยปัญญานะ ความทุกข์ก็เป็นของไม่เที่ยง เรื่องอะไรจะต้องไปจมอยู่กับความทุกข์ ความทุกข์มันเป็นของไม่เที่ยง มันมาได้มันก็ไปได้ อยู่ที่ว่าเราวางใจถูกต้องมั้ย

ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเรานะ ถ้าเรามองว่ามันเป็นของชั่วคราวน่ะ เราจะไม่ทุกข์เท่าไหร่หรอก เวลาที่ไม่สบายเคยนึกมั้ยว่าไม่นานก็หาย เจ็บป่วยแล้วคิดว่ามันจะหายนะ มันก็มีกำลังใจนะ ถ้าคิดว่าตายแน่ ก็ตายเร็วเลย มันอยู่ที่ใจเรานะ เข้มแข็งไว้ มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของชั่วคราวไว้

ความสุขในชีวิตของเราก็ของชั่วคราว เพราะฉะนั้นถ้าความสุขหายไปก็ไม่ต้องตกใจ ความทุกข์ในชีวิตของเราก็เป็นของชั่วคราวนะ ถ้าความทุกข์มาก็ไม่ต้องตกใจ เพราะมันชั่วคราว เนี่ยพยายามสอนตัวเองไปเรื่อยๆ

หลวงพ่อถึงสอนคาถาให้ เวลาที่พวกเรามีความทุกข์มากๆนะ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ไม่ว่าอะไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่พวกเราจะเอาคาถานี้ไปใช้ตอนที่ตกทุกข์ได้ยาก ตอนสบายไม่ยอมท่อง เพราะฉะนั้นตอนสบายก็ท่องไว้ด้วยนะ ว่าความสุขความสบายที่เราเจออยู่นี่ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเหมือนกัน ไม่มีหรอกความสุขถาวร ความทุกข์ถาวรก็ไม่มี

เวลาที่เราอยากได้อะไรสักอย่างที่ได้ยาก พอได้มาเราดีใจ รู้สึกมั้ย ดีใจ สังเกตมั้ยความดีใจสั้นๆ เดี๋ยวก็หายไปแล้ว เดี๋ยวก็ไปอยากอย่างอื่นต่อ บางทีไปจีบสาวนะ อยากได้มาเป็นแฟน ได้มาไม่นานก็รู้สึก แฟนคนอื่นมันสวยกว่าแล้ว อยากให้มันผ่านไปเร็วๆ นั่งท่องคาถา มันไม่ไปอีกนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป หือ..แต่มันอยู่นานจัง

เพราะฉะนั้นทุกอย่างในชีวิตของเรานะ หัดดูไป มีแต่ของชั่วคราวทั้งหมดเลย ถ้าคนไหนภาวนาไม่เป็นนะ ก็ท่องคาถาไป “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ความสุขมาก็ท่องคาถาไว้ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ความทุกข์มาก็ท่องคาถาไว้ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ถ้าคนไหนพัฒนาขึ้นไปอีก ก็มาหัดภาวนา มาดูที่ใจเรานี่แหละ ในใจเรานี่นะ ความสุขมาแล้วมันก็ไป ความทุกข์มาแล้วมันก็ไป คอยดูอยู่บ่อยๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรม ณ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: พระธรรมเทศนา ณ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File: 541224
ระหว่างนาทีที่  ๑๐ วินาทีที่ ๐๘ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

Mp3 for download จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอยินดีขึ้นมาก็รู้ ยินร้ายขึ้นมาก็รู้ ยินดียินร้ายตามหลังการกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ใจคิดขึ้นมาก็ยินดียินร้ายได้ ก็รู้ทันความยินดียินร้าย เพราะงั้นเวลาเราดูจิตนะ เราเห็นสภาวะก่อน พอเห็นสภาวะแล้วจิตยินดีก็ให้รู้ทัน จิตยินร้ายก็ให้รู้ทัน รู้อย่างนี้นะ

พอรู้มากๆเข้าปัญญามันจะเริ่มเกิด  มันจะเห็นเลยว่าทุกอย่างชั่วคราว ความสุขที่เกิดขึ้นในใจเราก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลอกุศลก็ชั่วคราว พวกเราเริ่มเห็นแล้วใช่มั้ย ทุกอย่างมันมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป วันนึงจิตยอมรับว่าทุกอย่างชั่วคราว ตัวนี้จะเป็นกลางด้วยปัญญาละ ปัญญารู้ความจริงว่าทุกอย่างมันชั่วคราว สุขก็ชั่วคราวทุกข์ก็ชั่วคราว ดีก็ชั่วคราว ชั่วก็คราว เพราะมันเป็นของชั่วคราวจะเอามันทำไม มันเป็นของชั่วคราวจะเกลียดมันทำไม ใจก็เข้าไปสู่ความเป็นกลาง ไม่รักไม่เกลียด

ความเป็นกลางด้วยปัญญาตัวนี้สำคัญมาก ปัญญาตัวนี้ชื่อสังขารุเบกขาญาณ แปลว่า มีปัญญาเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งดีทั้งชั่ว ทั้่งสุขทั้งทุกข์ ความปรุงแต่งทั้งปวง จิตจะเป็นกลางเพราะมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว ทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ ทุกอย่างตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตเลยเป็นกลาง พอจิตเป็นกลางแล้ว คราวนี้ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะ จิตจะไม่ปรุงแต่งต่อ อย่างเห็นความโกรธเกิดขึ้น ก็สักว่าเห็นความโกรธ ไม่ต้องหาทางทำให้ความโกรธหาย เพราะไม่ได้เกลียดมัน รู้นี่ว่าความโกรธก็ชั่วคราว เห็นความสุขเกิดขึ้นนะก็ไม่ดิ้นรนเพื่อจะรักษามัน เพราะรู้ว่ามันอยู่ชั่วคราว ตรงที่จิตหมดความดิ้นรนตัวนี้แหละคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล

จิตหมดความดิ้นรน จิตสักว่ารู้ จิตสักว่าเห็นสภาวะอย่างแท้จริง รู้แล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ  เพราะจิตเป็นกลางซะแล้ว รู้แล้วไม่ต้องทำอะไร ถ้าจิตไม่เป็นกลางเรียกว่าจิตมีอคติอยู่นะ จะเข้าไปแทรกแซง จิตจะทำงานอีก สร้างภพสร้างชาติปรุงแต่งต่อ

งั้นเราภาวนานะ ถึงจุดนึงจิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา เห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ เห็นทุกอย่างมันเป็นของชั่วคราวนั่นแหละ จิตหมดความดิ้นรน  จิตที่หมดความดิ้นรนนี้แหละคือประตูที่จะก้าวสู่มรรคผลในขณะต่อไป

สักว่ารู้สักว่าเห็นที่เราชอบพูดว่าสักว่ารู้สักว่าเห็น เราไม่มีหรอก จนกว่าปัญญาเราแก่รอบจริงๆนะ  สังขารุเบกขาญาณเกิดแล้วน่ะถึงจะสักว่ารู้สักว่าเห็นได้ ก่อนหน้านี้ไม่เป็นหรอกพูดแต่ปากหรอก ใจไม่เป็น

งั้นเราฝึกไปนะ ฝึกดูสภาวะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไป เกิดแล้วก็หายไป จนปัญญามันเกิด จิตจะสักว่ารู้ว่าเห็นทุกอย่างละ ไม่ดิ้นรนละ สุขทุกข์ดีชั่วเสมอกันหมดเลย เกิดแล้วดับนี่ เสมอกันหมดด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ถัดจากนั้นอริยมรรคจะเกิดขึ้น กระบวนการแห่งอริยมรรค…จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธินะ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนน่ะ เดี๋ยวมันเป็นเองนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ ที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๙
File: 520829A
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ก มีแต่ต้องทำเอาเอง

mp3 (for download): ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ก มีแต่ต้องทำเอาเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ก มีแต่ต้องทำเอาเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าฝึกไปเรื่อยๆเราจะเห็น คอยตามรู้กาย คอยตามรู้ใจ รู้เรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งก็จะรู้ความจริงของกายของใจ ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันบังคับไม่ได้ เนี่ย ให้หัดรู้สึกไป ความรู้สึกใดๆแปลกปลอมขึ้นในใจ คอยรู้เรื่อยๆนะ รู้ไปเรื่อยๆ

ถ้ารู้ไปเรื่อยๆต่อไปก็เห็นความจริง ว่า อ้อ.. ทุกอย่างชั่วคราว ความสุขชั่วคราว ความทุกข์ชั่วคราว โลภ โกรธ หลง ก็ของชั่วคราว อะไรๆก็ชั่วคราวหมดเลย จะเห็นอย่างนี้ เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปี นะ ต้องดูซ้ำๆ ทำไมดูครั้งเดียวไม่พอ เพราะว่าวาสนาบารมียังไม่พอ กำลังไม่พอนะ

ถ้าคนซึ่งอินทรีย์เขาแก่กล้าแล้วนะ เขาดูนิดๆหน่อยๆเขาก็หลุดพ้นได้ ยกตัวอย่างสมัยพุทธกาล มีบางท่านฟังธรรมะ ๒-๓ ประโยค ก็หลุดพ้นแล้ว ของเราไปอ่านธรรมะที่ท่านสอน ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ก็ยังไม่บรรลุ แล้วก็ไม่ใช่ว่า ในสมัยพุทธกาล ทุกคนต้องบรรลุเร็ว บางคนก็บรรลุยาก ลำบาก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะง่ายเหมือนกันหมด คนที่เขาง่ายเพราะเขาเคยยากมาแล้ว เขาลำบากมาแล้ว

ไม่มีของฟรีนะ ไม่มีของฟลุ๊คนะ มีแต่ต้องทำเอาทั้งสิ้นเลย วิธีทำก็คือ รู้สึกตัวไว้ ศัตรูของความรู้สึกตัวคือใจลอย หลงไปในโลกของความคิด คิดๆ คิดๆ ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น มีแต่เรื่องคิด เวลาที่เราไปคิด เราลืมกายลืมใจ เรียกว่าไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนา เพราะฉะนั้นให้รู้สึกกาย ให้รู้สึกใจ จนเห็นความจริงของกายของใจ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมศาลาลุงชินครั้งที่ ๑๔
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๐

CD: แสดงธรรมที่ศาลาลุงชินครั้งที่ ๑๔
File:
500916
ระหว่างนาทีที่  ๑๑ วินาทีที่ ๐๓ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ชาวพุทธที่แท้จริง ต้องเจริญปัญญา

mp3 (for download): ชาวพุทธที่แท้จริง ต้องเจริญปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ชาวพุทธที่แท้จริง ต้องเจริญปัญญา

ชาวพุทธที่แท้จริง ต้องเจริญปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราบางคนก็คิดว่าศาสนาพุทธเป็นเรื่องแค่ทำทาน ถือศีล อะไรอย่างนี้

ทำทานมันก็ดี แต่ว่ามันไม่พ้นทุกข์น่ะ ถือศีลมันก็ดี แต่ก็ยังไม่พ้นทุกข์หรอก ทำสมาธิก็ดี แต่ก็ยังไม่พ้นทุกข์หรอก ในศาสนาอื่นเขาก็มี การทำทาน การรักษาศีล การทำสมาธิ มีทุกศาสนานะ มีอยู่ทุกๆศาสนา

สิ่งที่จะได้มา จากการทำทาน รักษาศีล การทำสมาธิ คือการไปเกิดในภพภูมิที่ดี หรือมีความสุขอยู่ในปัจจุบันนี้ ชั่วครั้งชั่วคราว เวลาที่เราทำทานนั้นอิ่มเอิบ แป๊บเดียวเราก็โลภ พอความโลภเกิดขึ้นมา ความอิ่มเอิบเบิกบานจากการทำทานก็หายไป เรารักษาศีล ตั้งใจรักษา แป๊บเดียวศีลขาดแล้ว นึกถึงศีลทีไรแทนที่จะสดชื่นนะกลับเศร้าหมอง เมื่อเราไม่มีปัญญาจะรักษา ทำสมาธิได้ก็สงบได้ชั่วครั้งชั่วคราว ออกจากสมาธิฟุ้งซ่าน บางคนฟุ้งยิ่งกว่าเก่าอีก

คนที่ติดสมาธินะ ติดสมถะน่ะ หลวงพ่อก็เคยเห็น แต่ก่อนตามวัดตามวานั้นมีเยอะ นั่งสมาธิกันมากเลย ไม่รู้ว่านั่งสมาธิเพื่ออะไร ความจริงนั่งสมาธินั้นเป็นการเตรียมจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญปัญญา ไม่ใช่นั่งสมาธิเพื่อจะทำสมาธิ พอนั่งสมาธิก็สงบ น้อมใจให้นิ่งๆไป ออกจากสมาธินะ อารมณ์ร้ายกว่าเก่าอีก เพราะตอนทำสมาธิมันเก็บกดน่ะ ข่มกิเลสเอาไว้ เรียบๆ กิเลสไม่ทำงานขึ้นมา

เพราะฉะนั้นการที่จะทำทาน รักษาศีล ทำสมาธิ ก็ดีนะ แต่ไม่พ้นทุกข์หรอก แต่จำเป็น มันเป็นพื้นฐานในการที่จะลดละความเห็นแก่ตัวลง ทำทานได้ก็ลดละความเห็นแก่ตัว ยกตัวอย่างเราให้วัตถุทาน ก็ลดละความเห็นแก่ตัวลง เราให้อภัยทานก็ลดละความเห็นแก่ตัวลง เราให้ธรรมทาน ให้ความรู้ความเข้าใจกับคน ยกตัวอย่างคนทำมาหากินไม่เป็น เราสอนวิธี.. เมื่อก่อนมี ใครนะ ชื่ออะไร.. ลุงขาว ไขอาชีพ สอนทอดปาท่องโก๋ ก็เป็นธรรมทานนะ ให้ความรู้ความเข้าใจให้คน อย่างนั้นมันก็ดี ก็ลดละความเห็นแกตัวไป

ถือศีลก็ต้องละความเห็นแก่ตัว ถือศีลแล้วเห็นแก่ตัวมากนะ ก็ถือยาก ทำสมาธินะ ก็ตัดความวุ่นวายจากโลกภายนอกออกไป มาสงบอยู่กับตัวเอง ค่อยๆมาเรียนรู้ตัวเอง ก็ดีเหมือนกัน

ก็ไม่ใช่ว่า หลวงพ่อบอกว่าไม่ควรทำนะ มีโอากาสทำก็ทำ ทำทานรักษาศีลทำจิตให้สงบ เราต้องฝึกตัวเองทุกวันๆ แต่ถัดจากนั้นมาต้องเจริญปัญญาให้เป็น ถ้าเจริญปัญญาไม่เป็น ยังไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้จริงหรอก เพราะชาวพุทธนะ คำสอนของพระพุทธเจ้าถึงขั้นเจริญปัญญา ไม่ใช่ให้เชื่อ ไม่ใช่ให้ศรัทธา ไม่ใช่มีแค่ศรัทธา เชื่อเอา ไม่ใช่แค่ทำทาน แค่รักษาศีล แค่ทำสมาธิ ต้องเจริญปัญญา เพราะอะไร เพราะบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่การไฟฟ้าผ่านผลิตแห่งประเทศไทย
ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย นนทบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
File: 540530
ระหว่างนาทีที่  ๕ วินาทีที่ ๕๓ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ชีวิตเป็นของชั่วคราว หมดแล้วหมดเลย

Mp3 for download: ชีวิตของชั่วคราว หมดแล้วหมดเลย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ชีวิตของชั่วคราว หมดแล้วหมดเลย

ชีวิตของชั่วคราว หมดแล้วหมดเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ชีวิตเป็นของชั่วคราว หมดแล้วหมดเลยนะ ชีวิตถัดไป ชาติถัดไปจะได้เจอศาสนาพุทธหรือเปล่าไม่แน่ จะได้เป็นคนหรือเปล่าก็ไม่แน่ ชาตินี้ได้ทุกอย่างพร้อมๆ หมดแล้วอย่าให้เสียโอกาส ต้องพัฒนาตัวเองให้ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๙
Track: ๑๓
File: 500331B
ระหว่างนาทีที่ ๑๗วินาทีที่ ๓๐ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนเราแสวงหาความพ้นทุกข์ด้วยการดิ้นรนปรุงแต่ง ๓ แบบ

mp 3 (for download) : คนเราแสวงหาความพ้นทุกข์ด้วยการดิ้นรนปรุงแต่ง ๓ แบบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คนเราแสวงหาความพ้นทุกข์ด้วยการดิ้นรนปรุงแต่ง ๓ แบบ

คนเราแสวงหาความพ้นทุกข์ด้วยการดิ้นรนปรุงแต่ง ๓ แบบ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ธรรมะเป็นเรื่องง่าย การปฏิบัติจริงๆเป็นเรื่องง่าย ทำแล้วมีความสุข ถ้าเราปฏิบัติได้ถูกต้องชีวิตจะพบความสุขอย่างรวดเร็วมากเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าอัศจรรย์จริงๆ ถ้าทำถูกต้องใช้เวลาไม่นาน ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้องใช้เวลานาน ที่ไม่ถูกต้องคือไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ท่านไม่ได้สอนให้พวกเราหนี ชาวพุทธจริงๆต้องเป็นนักต่อสู้ไม่ใช่คนขี้แพ้ ความทุกข์อยู่ที่ไหนท่านสอนให้เราเข้าไปเรียนรู้ที่นั่น

ความทุกข์อยู่ที่กายให้เข้าไปเรียนรู้ที่กาย

ความทุกข์อยู่ที่จิตใจให้เข้าไปเรียนรู้ที่จิตใจ

ที่จริงแล้วคนก็แสวงหาทางพ้นทุกข์มาตลอด ใครๆก็อยากพ้นทุกข์กันทั้งนั้น ก่อนพระพุทธเจ้าก็แสวงหาทางพ้นทุกข์ กระทั่งหมูเห็ดเป็ดไก่ก็แสวงหาทางพ้นทุกข์ของมัน แต่การแสวงหาทางพ้นทุกข์ที่มีมาตลอด แสวงหาได้ตามชั้นตามภูมิ ตามความเข้าใจ ตามสติปัญญาของแต่ละคนแต่ละท่านไม่เหมือนกัน

  • บางคนหาทางพ้นทุกข์ด้วยการเสพย์สุข แสวงหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น กลุ้มใจขึ้นมาก็ไปดูหนังฟังเพลง ไปหาอะไรสวยๆดู ไปทัศนาจร ไปหาของอร่อยๆกินแก้กลุ้ม หรือคิดอะไรให้เผลอๆเพลินๆ นี่ก็เป็นวิธีหาความสุขหนึ่ง หาความสุขอย่างโลกๆ หาความสุขโดยอาศัยการกระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิธีการหาความสุขอย่างนี้ พวกสัตว์เดริฉานก็ทำเป็น เช่น เช่นมันหิวอะไรขึ้นมาก็ไปหาอะไรกิน พอกินอิ่มแล้วก็มีความสุข
  • ทีนี้บางคนมีสติปัญญามากขึ้น ลำพังวิ่งหาความสุขตาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ต้องเที่ยวหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจไปเรื่อยๆ พึ่งสิ่งภายนอกมากเกินไป หลายคนเลยมาหาความสุขในจิตใจของตัวเอง โดยเฉพาะพวกเข้าวัดทั้งหลาย มีความรู้สึกขึ้นมาอยู่เรื่อยๆเลย ถ้าเราสามารถเข้าควบคุมจิตใจของเราให้อยู่ในอำนาจของเราได้ เราจะมีความสุข จึงเกิดการแสวงหาความสุข วิธีที่ ๒ ขึ้น คือการรักษาใจของเราให้ดี คนด่าใจเราก็เฉย คนชมใจเราก็เฉย วิธีการหาความสุขอย่างนี้ก็เพื่อให้ตัวเรามีความสุข นี่ก็ยังไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้าทีเดียว เป็นการปรุงแต่งฝ่ายกุศล ปรุงแต่ความดีขึ้นมา ชีวิตจะได้มีความสุขอย่างคนดีๆ มีความสุขอย่างคนดีๆได้ ก็มีความทุกข์อย่างคนดีได้นะ
  • บางคนฉลาดกว่านั้น ตราบใดที่เรายังต้องรักษาจิตใจเอาไว้ มีการกระทบกระเทือน ต้องคอยรักษาอยู่เรื่อยๆ ยังไม่สุขจริง อีกพวกหนึ่งจึงคิดพัฒนาขึ้นไป ถ้าเราไม่ต้องกระทบอารมณ์เลยจะมีความสุข พวกนี้จึงฝึกเข้าฌาน อรูปฌาน พรหมลูกฟัก ไม่รับรู้อารมณ์โลกภายนอก ไม่สนใจโลกภายนอก ไม่มีอะไรมากระเทือน ไม่มีสิ่งใดมากระทบ พอไม่มีอะไรมากระทบใจก็ไม่ต้องกระเทือน

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีวิธีการหาความสุขอยู่ ๓ แบบ

(๑) เที่ยวหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ ตอบสนองกิเลสไปเรื่อยๆ แล้วก็มีความสุข การหาความสุขแบบนี้เป็นการปรุงแต่งฝ่ายอกุศล หรือ อปุญญาภิสังขาร หรือเป็นความสุดโต่งในทางที่เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค ตามใจกิเลสแล้วมีความสุข

(๒) คอยควบคุมคอยบังคับตัวเอง เป็นการปรุงแต่งฝ่ายกุศล เรียก ปุญญาภิสังขาร หรือเรียก อัตตกิลมถานุโยค การบังคับควบคุมตัวเอง

(๓) หลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ เรียก อเนญชาภิสังขาร

ในโลกมีการปรุงแต่ง ๓ อย่างนี้ การปรุงแต่งทั้ง ๓ อย่างนี้ กระทำไปเพื่อตอบสนองอัตตาตัวตนทั้งสิ้น เพราะเราไม่รู้ความจริง ว่ากายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเรา เพราะคิดว่า กายนี้ ใจนี้ เป็นตัวเรา อยากให้ตัวเรามีความสุข อยากให้ตัวเราพ้นทุกข์ ก็เลยต้องดิ้นรนปรุงแต่ง ๓ แบบนี้

พระพุทธเจ้าท่านฉลาดแหลมคม ท่านบอกว่าตราบใดที่ยังคิดปรุงแต่งอยู่อย่างนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุด ไปแก้ปัญหาทางปลายทางเท่านั้น ตรงจุดจริงๆ คือ ตัวตนมีไหม เข้ามาศึกษากาย ศึกษาใจของเราเอง จนวันหนึ่งปัญญามันแจ้งว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา พอปล่อยวางความยึดถือกายได้ ปล่อยวางความยึดถือใจได้ ละอวิชชา คือเราไม่รู้ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ เราคิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นตัวดีเป็นตัวดีเป็นตัววิเศษ เราก็ต้องดิ้นรนให้มันดีไปเรื่อยๆ ให้มันสุข อยากให้มันพ้นทุกข์ไปเรื่อยๆ ถ้าเราสามารถเรียนรู้ รู้ลงเข้ามาที่กาย รู้ลงเข้ามาที่ใจ นี่วิธีการของพระพุทธเจ้า เรียนรู้ลงเข้ามาที่กายที่ใจตัวเอง จนเห็นความจริงเลย กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา กายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ ความดิ้นรนหวงแหนในร่ายกายก็จะสลายไป หรือเรียนรู้ลงไปที่จิตใจ จะเห็นเลยจิตใจเป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สุขชั่วคราว ทุกข์ชั่วคราว ดีชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว ทุกอย่าที่ผ่านเข้ามาที่จิตที่ใจเราล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น กระทั่งตัวจิตตัวใจเองก็ของชั่วคราว จิตเกิดทางตาเดี๋ยวก็ดับไป เกิดทางหูเดี๋ยวก็ดับไป เกิดทางใจแล้วก็ดับไป มีแต่ของชั่วคราวทั้งหมด

พอเห็นอย่างนี้เห็นความจริงแล้ว จิตนี้ไม่ใช่ตัวเราที่เที่ยงแท้ถาวรอะไร ความดิ้นรนที่จะให้จิตมีความสุข ความดิ้นรนที่จะให้จิตพ้นทุกข์มันก็จะสลายไป ความพ้นทุกข์ที่แท้จริงเกิดจิตใจที่ฉลาด รู้ความจริงของกายของใจจนหมดความดิ้นรน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
File:
490521.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๒๘ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ

mp3 (for download): ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ

ความสุขเป็นทุกข์อย่างหนึ่งนะ

หลวงพ่อปราโมทย์: เพราะฉะนั้นให้เรารู้ทุกข์นะ ให้เรารู้กาย ให้เรารู้ใจ สิ่งที่เรียกว่า “ทุกข์” ไม่ได้แปลว่า “ความทุกข์” คำว่า “ทุกข์” ในทางศาสนาพุทธหมายถึงขันธ์ ๕ หมายถึงกายกับใจนี้ รูปกับนามคือตัวทุกข์

เพราะฉะนั้นตัวความสุขก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง ทำไมความสุขเป็นตัวทุกข์อย่างหนึ่ง ความสุขเป็นของทนอยู่ไม่ได้ มันถูกบีบคั้น ทนอยู่ไม่ได้จริงหรอก เป็นของยังแปรปรวนอยู่ เกิดๆดับๆอยู่ เป็นของซึ่งใครก็ไปปฏิเสธไม่ได้ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือมัน ทั้งความสุข ทั้งความทุกข์ ทั้งกุศลทั้งอกุศลนะ เราควบคุมมันไม่ได้ ความสุขสั่งให้เกิดก็ไม่ได้ ความทุกข์ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ความสุขเกิดแล้วสั่งให้อยู่นานๆก็ไม่ได้ ความทุกข์มาแล้วไล่มันก็ไม่ไป

การที่เรารู้กายรู้ใจนะ จะเห็นเลย เราไม่มีอำนาจเหนือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เนี่ยเรียกว่าเรารู้ทุกข์แล้ว รู้ความจริงของกายของใจ รู้ลงไปเรื่อยๆ เพราะรู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย มันน่าเบื่อมั้ยความสุขชั่วคราว น่าเบื่อนะ ความทุกข์ชั่วคราวก็น่าเบื่อ อะไรๆก็น่าเบื่อหมด ความทุกข์นะยิ่งถาวรก็ยิ่งน่าเบื่อใช่มั้ย แล้วจริงๆเราทุกข์ถาวรนะ เราไม่ได้ทุกข์ชั่วคราวหรอก มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ความสุขน่ะ เราอยากได้มันก็ไม่อยู่นาน ความสุขจะสั้นเกินไปเสมอ ความทุกข์ก็ยาวเกินไปเสมอ

ให้รู้ทุกข์นะ รู้กายรู้ใจไป เพราะรู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ พอความความยึดถือก็หลุดพ้น

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
ลำดับที่  ๔
File: 510223
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เคล็ดลับของการดูจิต ๓ ขั้นตอน

mp 3 (for download) : เคล็ดลับของการดูจิต ๓ ขั้นตอน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เคล็ดลับของการดูจิต ๓ ขั้นตอน

เคล็ดลับของการดูจิต ๓ ขั้นตอน

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอา.. ต่อไปหลวงพ่อจะสอนปิดท้ายนิดหนึ่ง เป็นเคล็ดลับของการดูจิต พวกเราเคยได้ยินคำว่า “ดูจิต” มั้ย ยุคนี้ใครไม่ได้ยินนะ เรียกว่าเชยแหลกเลย บางคนดูยังไม่เป็นหรอกนะ ก็ยังอุตส่าห์บอกว่าดูจิต ใครไม่ดูจิตเรียกว่าล้าสมัย จริงๆเคล็ดลับของการดูจิตเนี่ยไม่ยากเท่าไหร่ มีอยู่ ๓ ขั้นตอนนะ

การดูจิตไม่ใช่ทั้งหมดของการปฏิบัตินะ บางคนดูกายก็ได้ บางคนดูเวทนาก็ได้ บางคนดูจิตก็ได้ แต่พวกเราเป็นคนในเมือง กรรมฐานที่เหมาะกับคนในเมืองคือการดูจิต ไม่ใช่หลวงพ่อพูดเองนะ หลวงปู่ดูลย์เคยสอนไว้

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ วันหนึ่งหลวงพ่อนั่งอยู่กับหลวงปู่ดูลย์ จู่ๆท่านก็พูดขึ้นมานะ ต่อไปการดูจิตจะรุ่งเรืองในเมือง ตอนนั้นเราไม่เชื่อนะ จะรุ่งเรื่องจริงเร้อ มันน่าจะรุ่งริ่งมากกว่า ไปไหนก็ไม่เห็นมีใครรู้จักดูจิตเลย แล้วเมื่อสักอาทิตย์ สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ หลวงพ่อไปเยี่ยมครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ลูกศิษย์หลวงพ่อชา ท่านก็บอกว่า โอ้..อาจารย์ปราโมทย์สอนให้คนดูจิต ดีนะ หลวงพ่อชาเคยบอกท่านไว้ว่า คนในเมืองน่ะ พวกปัญญาชน พวกคนในเมือง อะไรพวกนี้นะ อย่าไปสอนเรื่องอื่นเลย สอนให้ดูจิตไปเลย แต่ต้องดูด้วยความเป็นกลาง

เพราะฉะนั้นเราดูจิตไปนะ แล้วจิตไม่เป็นกลางคอยรู้ทันไว้ ดูด้วยความเป็นกลาง จิตดีก็รู้ไป ไม่ต้องไปชอบมัน จิตร้ายก็รู้ไป ไม่ต้องไปเกลียดมัน รู้อย่างเป็นกลางไปเรื่อย แค่นี้เอง นี่คือคำว่า “ดูจิต” ดูจิตก็คือ จิตใจเราเป็นอย่างไร รู้ ว่าเป็นอย่างนั้น

ทีนี้เราจะดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้นได้เนี่ย มันมี ๓ ขั้นตอน ขั้นตอนที่ ๑ ก่อนจะดู อย่าอยากดูแล้วไปรอดู เวลาพวกเราคิดถึงการดูจิต พวกเราจะไปดักดูไว้ก่อน ไหนดูสิ หายใจไป แล้วดูสิ จิตจะกระดุกกระดิกเมื่อไหร่ จ้องๆๆ จิตจะนิ่งไปเลย ไม่มีอะไรให้ดูนะ มีแต่นิ่ง

เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๑ ของการดูจิตเนี่ยนะ อย่าดักดู จริงๆแล้วการทำวิปัสสนาจะไม่ดักดูทั้งนั้นแหละ ดูจิตห้ามดักดูเลย ถ้าดักดูเมื่อไรจิตจะนิ่ง การดูจิตก็คล้ายกับการจะดูพฤติกรรมของเด็กซนๆสักคนหนึ่ง ถ้าเราถือไม้เรียวเฝ้าไว้นะ เราไปถือจ้องไว้อย่างนี้นะ เด็กก็ไม่กล้าซน ใช่มั้ย ไม่กล้าซน จิตก็เหมือนกัน ถ้าเราไปนั่งจ้องอยู่นะ มันไม่กล้าซน มันจะนิ่ง เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๑ ของการดูจิตนะ อย่าไปจ้องมันไว้ ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนนะ แล้วค่อยรู้เอา นี่กฎข้อที่ ๑ นะ ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรู้เอา เช่น ให้ใจลอยไปก่อน แล้วรู้ว่าใจลอย ให้โกรธไปก่อน แล้วรู้ว่าโกรธ ให้โลภไปก่อนแล้วรู้ว่าโลภ

ทำไมต้องให้มันเป็นไปก่อน คำว่า “จิตตานุปัสนนา” เนี่ย โดยคำศัพท์มันนะ คือคำว่า “จิต” คำว่า “อนุ” คำว่า “ปัสสนา” ปัสสนาคือการเห็น อนุแปลว่าตาม ตามเห็นเนืองๆซึ่งจิต เพราะฉะนั้นจิตโกรธขึ้นมา รู้ว่าจิตโกรธ ไม่ใช่ให้ไปรอดูนะว่าต่อไปนี้จิตชนิดไหนจะเกิดขึ้น ถ้าไปอ่านสติปัฏฐานให้ดีท่านจะสอนไว้ชัดๆเลยนะ ท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ เห็นมั้ย ราคะเกิดก่อนนะ แล้วรู้ว่ามีราคะ ท่านไม่ได้สอนนะ ภิกษุทั้งหลาย จงรอดูสิว่าอะไรจะเกิดในจิตของเธอ ไม่ได้สอนอย่างนี้เลยนะ เพราะฉะนั้น จิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะ ให้รู้ว่ามีโทสะ จิตหลงไปใจลอยไป รู้ว่าใจลอยไป ไม่ห้ามนะ แต่ใจลอยไปรู้ว่าใจลอยไป ให้สภาวะเกิดก่อนแล้วตามรู้ นี่คือกฎข้อที่ ๑ อันแรกก็คือ ก่อนจะรู้อย่าไปดักนะ อย่าไปดักดู ก่อนจะดูเนี่ย ก่อนจะรู้จิต ก่อนจะดูจิต อย่าไปจ้องเอาไว้ ให้สภาวะเกิดแล้วก็ค่อยตามดูเอา

กฎข้อที่ ๒ ระหว่างดูจิตเนี่ย ระวังอย่าให้ถลำลงไปจ้อง ระวังอย่าถลำลงไปเพ่ง ยกตัวอย่างพวกเรา เวลาหายใจ สังเกตมั้ย เวลารู้ลมหายใจ บางทีจิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ เวลาดูท้องพองยุบจิตชอบไหลไปอยู่ที่ท้อง เวลาเดินจงกรมจิตไหลไปอยู่ที่เท้า นี่เรียกว่าจิตไม่ตั้งมั่น เวลาเราดูจิตก็เหมือนกัน ถ้าเห็นความโกรธผุดขึ้นมานะ ให้ดูสบายๆนะ ดูแล้วเหมือนจะเห็นว่าคนอื่นโกรธนะ ไม่ใช่เราโกรธนะ ดูห่างๆ เราเห็นความโกรธเหมือนคนเดินผ่านหน้าบ้าน หรือเหมือนเห็นรถยนต์วิ่งผ่านหน้าสเถียรฯอย่างนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา มันมาแล้วมันไปๆ ใจเราอยู่ห่างๆ เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๒ เวลาดู อย่าถลำลงไปจ้อง ดูห่างๆ ดูสบายๆ ดูแบบคนวงนอก ดูเหมือนคนดูฟุตบอล นั่งบนอัฒจรรย์เห็นนักฟุตบอลวิ่งไปวิ่งมา อย่ากระโดดลงไปในสนามฟุตบอล

กฎข้อที่ ๓ ก็คือ เมื่อเห็นสภาวะใดๆแล้วนะ อย่าเข้าไปแทรกแซง อันที่ ๑ ก่อนจะรู้ อย่าไปดักรู้ อันที่ ๒ ระหว่างรู้ อย่าไปจ้อง อย่าไปถลำไปจ้อง อันที่ ๓ เมื่อรู้แล้วอย่าเข้าไปแทรกแซง เช่นความโกรธเกิดขึ้น รู้ว่าจิตมันโกรธ อย่าไปห้ามมัน ไม่ต้องห้ามมัน ความโกรธก็จะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เกิดได้ก็ดับได้เหมือนกัน ความโลภเกิดขึ้นก็อย่าไปว่ามันนะ ก็จะเห็นว่าความโลภเกิดขึ้นแล้วก็ดับเองได้ ความสุขความทุกข์มันก็ดับของมันเอง สิ่งทั้งหลายมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ เราจะเห็นอย่างนี้เนืองๆ เพราะฉะนั้น เราไม่ใช่ว่า สภาวะอะไรเกิดขึ้นก็เข้าไปแทรกแซง

ยกตัวอย่างเวลาเราใจลอยไป เรานั่งหายใจอยู่ พอใจลอยปุ๊บ อุ๊ยใจลอยไมดี ดึงกลับมาอยู่ที่ลม บังคับจิตไม่ให้หนีไปไหนนะ อย่างนี้แทรกแซงแล้ว อย่าไปแทรกแซงนะ ให้รู้ สักว่ารู้ หมายถึง รู้โดยไม่เข้าไปแทรกแซง

ถ้าพวกเราทำได้ ๓ ขั้นตอนนี้นะ ก่อนจะดูนะ อย่าอยากดูแล้วถลำเข้าไปจ้อง ไปอยากดูน่ะ แล้วก็ไปคอยดักดูไว้ก่อน อันที่ ๒ ระหว่างดู อย่าถลำลงไปจ้อง ดูอยู่ห่างๆ เหมือนคนดูฟุตบอลอยู่บนอัฒจรรย์ อันที่ ๓ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง มันดีก็รู้ไป มันก็จะเห็นว่าดีอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย.. มันชั่วก็เห็นไป ความชั่วอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย มันสุขก็รู้ไปนะ แล้วก็จะเห็นความสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ทุกอย่างอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไปทั้งสิ้นเลย อย่าเข้าไปแทรกแซง เพราะเมื่อเข้าไปแทรกแซงเมื่อไร เป็นสมถะเมื่อนั้นเลย เป็นการทำสมถกรรมฐาน


CD: เสถียรธรรมสถาน วันที่ ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
File: 520906.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ภาวนาแล้วเสื่อม

mp 3 (for download) : getting worse_500720B

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

 

ภาวนาแล้วเสื่อม

ภาวนาแล้วเสื่อม

โยม: รู้สึกว่า มันเคยรู้สึกตัวได้มากกว่านี้ 

หลวงพ่อปราโมทย์: อย่าอยากสิริน ถ้าเวลามันเสื่อมโดยธรรมชาติของการปฎิบัติเนี่ย เมื่อเจริญแล้วก็ต้องเสื่อม บางยุค บางสมัย บางวัน มันเสื่อม อย่าตกใจ ถ้าเสื่อมแล้วเราตกใจ เราจะยิ่งดิ้น ยิ่งเราดิ้นมันจะยิ่งเสื่อม 

เพราะฉะนั้นให้เรายอมรับสภาพที่จิตใจเรากำลังเป็นอยู่ อ้อ..มันหมองๆมัวๆ ไม่ค่อยจะรู้เนื้อรู้ตัว รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ อยากให้มันดีกว่านี้ รู้ว่าอยาก เอามันมาดูเลย แล้วรู้มันด้วยความเป็นกลาง รู้ความเสื่อมด้วยความเป็นกลางนะ ใจจะดีดผางขึ้นมาเลย ดีขึ้นฉับพลันเลย แต่ไม่ได้ฝึกเอาดีนะ ฝึกให้เห็นว่า ดีได้ก็เสื่อมได้ เสื่อมได้ก็ดีได้ ฝึกแค่ให้เห็นตรงนี้ ไม่ใช่ฝึกเอาดีตลอด ฝึกดีตลอด ดีตลอดไม่มีในสังสารวัฏฏ์นี้ มีก็ดีชั่วคราว สุขตลอดไม่มีในสังสารวัฏฏ์ มีแต่สุขชั่วคราว ครอบครองไว้ได้ ก็ได้ชั่วคราว ถึงวันหนึ่งก็หลุดไปหมดอีก 

โยม: คือ ฟังจากหลวงพ่อ หลวงพ่อก็พูดใช่มั้ยคะว่า มันจะมีเสื่อม มีดี แต่ใจมันก็เหมือนไม่ยอมรับน่ะค่ะ ว่ามันเสื่อมกับเรา 

หลวงพ่อ: อือ.. ใจมันไม่ยอมรับ นั่นแหละ พอใจมันไม่ยอมรับธรรมะนะ ใจก็ต้องมีความทุกข์นะ ยุติธรรมมั้ย ใจปฎิเสธธรรมะ ใจก็มีความทุกข์ ใจอ่อนน้อมยอมรับธรรมะนะ ยอมรับความจริง เจริญได้ก็เสื่อมได้ เกิดได้ก็แก่ได้ เจ็บได้ ตายได้ อะไรอย่างนี้ พอ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นมา ก็ไม่สะทกสะท้าน ใจมันยอมรับ 

หรือทางจิตใจเนี่ย เจริญได้ก็เสื่อมได้ เพราะฉะนั้นตอนเสื่อมเนี่ยไม่กลุ้มใจ รู้ว่าเสื่อม เห็นความเป็นกลางของใจที่รู้ความเสื่อม พอใจเราเป็นกลางปั๊บ มันจะเจริญในฉับพลันนั้นเลย มันเจริญเพราะใจเราเป็นกลางนั้นแหละ ไม่ใช่เจริญเพราะไปทำให้มันดี ตรงนี้ get มั้ย ตรงนี้ เจริญเพราะใจเราเป็นกลางนะ 


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐ หลังฉันเช้า
CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๒๑
ไฟล์ 500720B
ระหว่างนาที่ ๒๓ วินาทีที่ ๘ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทุกข์มากควรภาวนาอย่างไร

ทุกข์มากควรภาวนาอย่างไร

ทุกข์มากควรภาวนาอย่างไร

mp3 (for download) : ทุกข์มากแล้วจะภาวนาอย่างไร?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: นมัสการหลวงพ่อนะครับ อยากจะเรียนถามหลวงพ่อหน่อยว่า สำหรับคนที่จะเริ่มหัดปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะคนที่กำลังมีความทุกข์น่ะครับ อยากจะเรียนถามหลวงพ่อให้ช่วงแนะนำหน่อยครับว่า จะทำอย่างไรถึงจะถูกจริตของตัวเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทุกข์มากหรือทุกข์น้อยล่ะ

โยม: ทุกข์มากครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: ทุกข์มากนะ ตอนนี้ต้องหาทางผ่อนคลายก่อน ถ้าทุกข์มากมันเครียด อยู่ๆ จะไปภาวนาให้หายนะ มันลำบาก ให้คอยรู้ทันใจของเราไปนะ ใจเราที่มีความทุกข์มากนี่เพราะเราไม่อยากให้มันมีปัญหา อยากให้ปัญหามันหมดไป ต้องค่อยๆ หัดสังเกตนะ ความทุกข์กับปัญหาเป็นคนละอันกัน ยกตัวอย่างอกหัก อกหักไม่ใช่ความทุกข์นะ อกหักเป็นปัญหา ตกงานเป็นปัญหา คนที่เรารักทิ้งเราไปเป็นปัญหา พ่อแม่เราตายเป็นปัญหา รถคว่ำ ไฟไหม้ สุขภาพไม่ดี สิ่งเหล่านี้คือปัญหาทั้งสิ้นเลย แต่เมื่อปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าใจเราไม่ชอบมัน ใจเรามีความอยากเกิดขึ้น อยากให้ปัญหานี้หมดไป ใจมันจะมีความทุกข์เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น ค่อยๆ สังเกตใจของเราไป ปัญหากับความทุกข์เป็นคนละอย่างกัน ปัญหานี่เราเลี่ยงไม่ได้ ปัญหามันเกิดตลอด เรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่ใจของเราไม่ทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นให้สังเกตใจที่อยากให้มันสิ้นปัญหา ใจที่ปฏิเสธปัญหา อย่างสมมติว่าแฟนทิ้ง แฟนทิ้งนี่ เราอยากให้เค้าคืนดีกับเรา มันเป็นความอยากฝ่ายเดียว เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา เราก็รู้ทันใจของเรา ใจเรามีความอยาก ใจเรายิ่งมีความทุกข์ ถ้าใจเรายอมรับความจริงได้นะว่าทุกอย่างในชีวิตเป็นของชั่วคราว ความทุกข์ก็จะผ่านไป เหลือแต่ปัญหานะ ไม่นานปัญหานั้นก็หมดไป ไม่มีปัญหาอะไรที่คงทนถาวรตลอดไปหรอก มีไหมปัญหาที่มีตลอดไม่เคยเปลี่ยน ไม่มี

ในชีวิตเรานี่เต็มไปด้วยของชั่วคราวนะ เราต้องใช้ปัญญาแบบนี้ ค่อยๆ คิดพิจารณาไป สอนตัวเองไปว่า ปัญหาทั้งหลายนี่เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ถ้าเราปฏิเสธปัญหา เราไม่พอใจ เราอยากให้มันหมดไป เรายิ่งมีความทุกข์ทางใจ เราก็คิดสอนตัวเองไป ปัญหาทั้งหลายไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ไม่นานมันก็ผ่านไป ปลอบใจมันบ้างนะ

แล้วพอใจมันมีความสุขขึ้นมา ก็ไม่หลงระเริงกับโลกอีกนะ คราวนี้ต้องซ้อมภาวนาแล้ว เผื่อจะเจอความทุกข์ข้างหน้าอีก คอยรู้ทันจิตของตัวเองเนืองๆ ไป

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๒
Track ๑๗
File: 521127B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๐ ถึงนาทีที่  ๑๗ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้จริง

mp3 (for download) : ความสุขเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้จริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

อย่างคนไหนภาวนากับหลวงพ่อมาช่วงหนึ่ง รู้สึกไหม ความสุขยังน่าเบื่อเลย ใครรู้สึกไหมว่า ความสุขก็พึ่งพาอาศัยไม่ได้นะ นี่เราภาวนาไปเราเห็นเลย ความสุขของชั่วคราว แต่เดิมเราคิดจะเอาความสุขเป็นที่พึ่งที่อาศัยนะ เราอยากได้ความสุข เราดิ้นรนหาความสุขตลอดชีวิตเลย คิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะมีความสุข คิดว่าดูอันนี้แล้วจะสุข คิดว่าฟังอันนี้แล้วจะสุขนะ คิดว่าคิดเรื่องนี้แล้วจะสุข สุดท้ายนะ ความสุขอันนั้นก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป นี้พอเราเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก โอ้ ความสุขก็เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้นะ เป็นของชั่วครั้งชั่วคราว มีเหตุก็เกิดขึ้นมา เดี๋ยวหมดเหตุก็ดับไปอีก

ไม่มีอะไรที่จะพึ่งพาอาศัยได้เลยในโลกนี้นะ วิ่งหาความสุขแทบตายเลย เสร็จแล้วความสุขก็ไม่ได้ให้อะไรมากกว่าว่า วันหนึ่งมันก็ผ่านไป นี่เฝ้าดูลงไปนี้นะ ในที่สุด ใจมันจะค่อยๆเบื่อ เพราะเห็นตามความเป็นจริงนะจะเบื่อ เบื่อสุข และเบื่อทุกข์เท่าๆกัน เบื่อกุศลและอกุศลเท่าๆกัน เพราะมีปัญญาเห็นความจริงทุกอย่างเกิดแล้วดับหมดเลย อุตส่าห์มาฟังธรรมนะจิตแช่มชื่นเบิกบาน สังเกตไหม กลับบ้านวันสองวันก็หายแล้วนะ หรือบางคนกลับไปนิดเดียวก็หายแล้ว บางคนไม่ทันจะออกจากวัดก็หายแล้วนะ ทุกอย่างนะมันชั่วคราวหมดเลย เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้จริงหรอก เห็นแล้วเบื่อนะ พอเบื่อหน่ายใจมันก็คลายความยึดถือลง อย่างเราเห็นว่าความสุขก็น่าเบื่อนะ แต่เดิมนะอยากได้ความสุข พอเห็นว่าความสุขก็ของน่าเบื่อพึ่งพาไม่ได้นะ ความดิ้นรนที่จะหาความสุขมันก็ลดลง

เราเห็นความทุกข์นะก็เป็นของชั่วคราวอีกนะ แต่เดิมเกลียดมันไม่อยากให้มีเลย ดิ้นรนใหญ่ ดิ้นเท่าไหร่ก็หนีมันไม่พ้นนะ ในที่สุดใจเป็นกลางกับมันนะ อยู่กับมันได้ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดี ทั้งชั่วนะ เบื่อตัวเองก็หนีไม่ได้ เบื่ออย่างไรไปไหนก็เอากายเอาใจไปด้วย เอาสุขเอาทุกข์ไปด้วย เอาดีเอาชั่วไปด้วย ไปไหนก็เอาไปด้วย นี่เฝ้าดูนะ ใจมันจะเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายแล้วก็คลายความยึดถือ ความสุขก็ยึดไม่ได้ ความทุกข์ก็ยึดไม่ได้ ห้ามไม่ได้นี่ ไม่รู้จะห้ามอย่างไรนะ กุศลทั้งหลายก็ยึดเอาไว้ไม่ได้ สั่งให้มีตลอดก็ไม่ได้นะ อกุศลนะห้ามมันไม่ฟังหรอก มันจะมามันก็มานะ นี้เฝ้าดูของจริงไปนี้นะ ใจก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัด คลายความผูกพันในสุขในทุกข์ ในดีในชั่วนะ พอสิ่งใดเกิดขึ้นมาใจก็รู้ด้วยความเป็นกลาง ใจที่รู้ด้วยความเป็นกลาง เพราะมีปัญญาแล้วเห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว ใจที่เป็นกลางนี้ ใจจะไม่ดิ้น หมดความดิ้นรนของจิตนะ จิตที่หมดความดิ้นรนนะ จะมีความสงบสุข

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 33

521211

9.17 – 12.03

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ยอมรับความจริงได้จะไม่ทุกข์

mp3 (for download) : ยอมรับความจริงได้จะไม่ทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ทุกอย่างมันผ่านมาก็ผ่านไป ทุกอย่างเกิดได้ก็ดับได้ ไม่มีนะของถาวร สุขถาวรไม่มี ทุกข์ถาวรไม่มี กุศลอกุศลถาวรไม่มี เห็นไปเรื่อย ใจมันก็ค่อยยอมรับความจริงมากขึ้นๆ จิตใจที่ยอมรับความจริงจะไม่ทุกข์นะ  จะทุกข์น้อยลงๆ จิตใจที่ไม่ยอมรับความจริงนั่นแหละทุกข์

อย่างเราต้องแก่ เรายอมรับไม่ได้ว่าแก่ ก็กลุ้มใจนะ

เราต้องเจ็บ เรายอมรับไม่ได้ว่าเจ็บ ก็กลุ้มใจ

เราจะต้องตาย พอใกล้ตายแล้วยอมรับไม่ได้ ก็กลุ้มใจ

เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เรายอมรับไม่ได้เราก็เป็นทุกข์ขึ้นมา

เราต้องเจอสิ่งที่เราไม่รักบ้าง ถ้าเรายอมรับความจริงตรงนี้ไม่ได้ เราก็ทุกข์ขึ้นมา

การที่เรามาเจริญวิปัสสนาจนกระทั่งเราเห็นความจริงว่าทุกอย่างมาแล้วก็ไป ทุกอย่างมาแล้วก็ไป บังคับมันไม่ได้หรอก สิ่งทั้งหลายนะถ้ามีเหตุมันก็เกิด ถ้าหมดเหตุมันก็ดับไป ใจมันยอมรับตรงนี้ได้ มันจะมีความสุขขึ้นเยอะเลย เพราะมันยอมรับสภาวะที่กำลังปรากฎต่อหน้าต่อตาได้แล้ว

จะแก่ขึ้นมา อืม มันธรรมดาก็ไม่ทุกข์นะ จะเจ็บขึ้นมาก็ธรรมดา มันก็เจ็บแต่กาย ใจมันไม่เจ็บไปด้วย นี่เฝ้ารู้เฝ้าดูไปนะ จนปัญญามันเกิด ใจก็ยอมรับความจริง ยอมรับความจริงว่าทุกอย่างในชีวิตเรานี้ไม่เที่ยงนะ ทุกอย่างในชีวิตมีแต่ความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ความสุขก็ถูกบีบคั้น มีความสุขอยู่ได้เดี๋ยวเดียว ความสุขก็หายไปแล้ว ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่งได้ เฝ้ารู้จนใจยอมรับตรงนี้นะ ใจก็ค่อยคลายความดิ้นรนลงไป คลายความดิ้นรนลงไปก็เข้าสู่ความสงบสันติมากขึ้นๆ   ภาวนาแล้วเข้าสู่ความสงบสันติ

การเข้าสู่ความสงบสันติทำได้หลายแบบ ทำด้วยสมถะก็ได้ แต่มันสงบชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้าเจริญปัญญาจนจิตมีปัญญานะ จิตยอมรับความจริงว่าสภาวะทั้งหลายมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ทั้งกายทั้งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างไหลมาไหลไป ยอมรับตรงนี้ได้ ใจจะค่อยคลายความทุกข์นะ ใจจะเข้าสู่ความสงบ

มันสงบได้อย่างไร เช่น  ความทุกข์เกิดขึ้น คนซึ่งใจยอมรับความจริงไม่ได้ก็จะดิ้น เวลามีความทุกข์นี่ใจจะดิ้นรนใหญ่เลย หนีความทุกข์ ดิ้นๆ ยิ่งดิ้นยิ่งทุกข์นะ พอมีความสุขขึ้นมา ใจก็หลงระเริง ดิ้นรนนะอยากให้มันอยู่นานๆ พอมันไม่อยู่ก็ทุกข์อีกแล้ว ใจมันทำงานขึ้นมามันก็ทุกข์

แต่พอยอมรับความจริงนะ ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว ความสุขเกิดขึ้นก็ไม่หลงระเริง ใจก็สงบสบาย ความทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่ทุรนทุราย รู้ว่ามันอยู่ชั่วคราว ใจก็สงบ ใจก็สบาย เราภาวนาไปนะ สุดท้ายเราได้ความสงบ ได้ความสบาย ได้สันติสุข สันติสุขนั้นแหละคือนิพพาน

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่๓๑

ไฟล์ 520718

เวลา 17min21-20min28

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

บนความไม่แน่นอนนี้ สิ่งที่จะช่วยเราได้คือธรรมะ

mp3 (for download) : บนความไม่แน่นอนนี้ สิ่งที่ช่วยเราได้คือธรรมะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ : พยายามเจริญสติให้มากๆ ไว้ อะไรเกิดขึ้นในชีวิตเราเมื่อไรเราไม่รู้หรอก อย่างความตายจะมาถึงเมื่อไร เราไม่รู้นะ เราไม่ตาย คนใกล้ตัวเราอาจจะตายก็ได้ เพราะฉะนั้น ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เศรษฐกิจก็ไม่แน่นอนนะ ทางด้านสังคมก็มีโรคระบาด มีอะไรอย่างนี้อีก มันมีความไม่แน่นอน การเมืองก็กระเพื่อมไหว ทุกอย่างมีแต่ความไม่แน่นอน

บนความไม่แน่นอนนี้ สิ่งที่จะช่วยเราได้คือ ธรรมะ ธรรมะจะช่วยให้จิตใจของเรามั่นคง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใจเราก็ยังอยู่ของเราได้ ไม่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง คนซึ่งมีความทุกข์นี่เพราะว่าใจไม่มีปัญญา ความทุกข์มันมาได้ เพราะใจเรายอมรับสภาวะที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตาไม่ได้ เช่น เราจะต้องเจ็บป่วย เรายอมรับไม่ได้ ความทุกข์ทางใจมันก็เกิดขึ้น เราจะต้องแก่ ยอมรับไม่ได้ว่าจะต้องแก่ ความทุกข์ทางจิตใจก็เกิดขึ้น จะต้องตาย ยอมรับไม่ได้ก็ทุกข์อีก จะต้องพลัดพรากจากคนที่รัก จะต้องเจอสิ่งที่ไม่รัก อะไรอย่างนี้ จะต้องผิดหวังในชีวิตบ้าง ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่า ชีวิตมันเป็นอย่างนี้แหละ ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วผ่านไปตลอดเวลา ยอมรับความจริงตรงนี้ได้ ใจก็ไม่ทุกข์ ที่ใจมันทุกข์เพราะมันไม่ยอมรับความจริง อยากฝืนความจริง เช่น อยากมีความสุขถาวร อยากสงบถาวร อยากดีถาวร อะไรดีๆ อยากจะให้ถาวร อะไรไม่ดีก็อยากให้มันไม่มีถาวร อยากถาวรเหมือนกัน แต่ถาวรในเชิงลบ ไม่มี อยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่พลัดพราก ไม่ทุกข์

เรามาหัดภาวนา ไม่ใช่เพื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องเจอ ความเจ็บ ความแก่ ความตาย ความพลัดพราก ความไม่สมหวัง แต่เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริง ความจริงในโลกนี้มันบกพร่องอยู่ตลอดเวลา มันไม่สมอยากหรอก มีแต่ความไม่สมอยากเกิดขึ้นตลอดเวลา อยากอย่างนี้มันไม่ได้ อยากอย่างนี้มันได้ ได้มาแป๊บเดียวก็หายไป อยากอย่างอื่นอีกแล้ว ในโลกนี้บกพร่องอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเต็ม ไม่เคยอิ่ม เรามาหัดภาวนา มาดูของจริง ดูลงในกาย ดูลงในใจ กายกับใจเป็นสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นตัวเรามากที่สุด เรารักที่สุดคือกายกับใจนี้มาภาวนาก็มาดูลงที่กายที่ใจแล้วจะเห็นเลย ทุกอย่างที่ปรากฏขี้นที่กายที่ใจนี้เป็นของชั่วคราวทั้งหมดเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

CD ศาลาลุงชิน ๓๑
File: 520719
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๓๔ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทุกข์ทางกายนั้นห้ามไม่ได้ แต่ความทุกข์ทางจิตใจเป็นสิ่งที่เราหามาเอง

mp3 (for download) : ความทุกข์ทางกายนั้นห้ามไม่ได้ แต่ความทุกข์ทางใจนั้นเป็นสิ่งที่เราหามาเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การศึกษาธรรมะนี่คือการเรียนรู้ตัวเองจนเข้าใจถึงสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ความทุกข์มันอยู่ที่ตัวเราเองนี่เอง ความทุกข์อยู่ที่กาย ความทุกข์อยู่ที่ใจ ถ้าเราเรียนรู้ลงมาอย่างถ่องแท้นี่นะ เราจะรู้เลย ความทุกข์ทางกายนี่ห้ามไม่ได้ เป็นผลพลอยได้จากการมีร่างกาย แต่ความทุกข์ทางจิตใจนี่เป็นเรื่องที่หามาเอง หาเอาใหม่ในปัจจุบันนี่เอง เพราะฉะนั้น ความทุกข์ทางกายเป็นผลของกรรมเก่านะ ผลของกรรมเก่า ได้ร่างกายมาแล้ว แข็งแรงบ้าง ไม่แข็งแรงบ้าง แล้วแต่กรรมหล่อเลี้ยงไว้

ความทุกข์ทางจิตใจในปัจจุบันนี่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ถ้าหากเราภาวนาเป็นนี่ เราจะขจัดต้นเหตุของความทุกข์ทางใจออกไปได้ ให้เราคอยสังเกตลงที่จิตที่ใจ การปฏิบัติ ถ้าหากเอาสั้นๆ แบบโตแล้วเรียนลัดนะ เอาแบบสั้นๆ ให้คอยสังเกตที่ใจของเราไว้ ดูซิ ความทุกข์มันมาได้อย่างไร สังเกตเข้าไปในความทุกข์มันมาได้อย่างไร เราจะเห็นเลยว่า บางทีเรานั่งอยู่เฉยๆ นะ ใจเราก็คิดถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมา ไม่ได้เจตนาจะคิดนะ อยู่ๆ หน้าคนๆ นี้ก็โผล่ขึ้นมา พอโผล่ขึ้นมาปุ๊บ นึกได้ นังคนนี้โกงแชร์เราเมื่อสิบปีก่อนนะ สมมติ พอนึกได้ เห็นไหม ไม่ได้เจตนาจะนึกนะ มันนึกขึ้นได้เอง ทีแรก หน้ายายคนนี้โผล่ขึ้นมา ไม่ได้เจตนาที่จะนึกถึง อยู่ๆ ก็โผล่แล้วก็จำเรื่องราวขึ้นมาได้ ไม่ได้เจตนาจะจำ มันจำได้ขึ้นมา พอจำได้ปั๊บ มันโมโหขึ้นมาอีกแล้ว ความโกรธเกิดขึ้น มันก็โกรธของมันเองนะ จิตมันโกรธของมันเอง ตรงนี้ไม่เป็นไรนะ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตั้งแต่ใจมันนึกขึ้นมา ใจมันคิดขึ้นมานะ จนกระทั่งกิเลสเกิดขึ้นมาก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ตรงนี้เป็นเรื่องกระบวนการทำงานปกติของจิตใจนั่นเอง จิตใจมันคุ้นเคยที่จะปรุงกิเลส มันก็ปรุงกิเลส มันคุ้นเคยจะปรุงกุศลมันก็ปรุงกุศล มันปรุงของมันเอง ตรงนี้ยังไม่ใช่ปัญหาของนักปฏิบัติ เพราะฉะนั้นให้คอยดูต่อไป พอจิตใจมีความโกรธเกิดขึ้น ตรงนี้แหละที่เริ่มเป็นปัญหา คือเราจะเริ่มเกิดความยินดียินร้ายนะ เกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา เช่น รู้สึกเกลียดนังคนนี้มากเลย เกลียดมากกว่าเก่าอีก ยิ่งคิดยิ่งแค้น แล้วก็ปรุงแต่งต่อไปว่าทำอย่างไรจะไปแก้แค้นมันได้ นี่ตัวนี้ตัวเริ่มปัญหาแล้ว จิตใจจะเริ่มมีความทุกข์ขึ้นมา

เพราะฉะนั้น ในขณะที่สภาวธรรมใดๆ เกิดขึ้น จะเป็นความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศล สภาวธรรมที่เกิดขึ้นนี่ยังไม่ใช่ปัญหา อย่างเช่นเราเดินช้อปปิ้งไป ไปเห็นของสวยๆ อยากได้ขึ้นมา ใจมันมีโลภะขึ้นมา ตัวนี้ยังไม่ใช่ปัญหา แต่พอเกิดโลภะขึ้นมาใจมันจะดิ้น ตรงที่ใจมันเริ่มดิ้นนี่แหละเกิดปัญหา มีกิเลสขึ้นมาแล้วเกิดการกระทำกรรม เกิดการกระทำกรรม คือเกิดการดิ้นรนทางใจ ใจมันจะดิ้นๆๆ ตรงที่ใจมันดิ้นรนนี่แหละเป็นตัวปัญหาในปัจจุบันล่ะ

ทันทีที่จิตใจมันเริ่มดิ้นนะ จิตใจมันจะมีความทุกข์ จิตใจที่ดิ้นนี่เรียกว่า “ภพ” นะ ภาษาบาลีเรียกว่า ภพ (ภ-พ) ชื่อเต็มๆ ว่า กรรมภพ คือการทำงานของจิต เมื่อไรที่จิตทำงานนี่ จิตจะเกิดความทุกข์ขึ้นโดยอัตโนมัติ นักปฏิบัตินี่มีหน้าที่คอยมีสติไว้ พอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์นะ กระทบรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ พอกระทบปั๊บ มันจะเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา พอมีความยินดีมีความยินร้ายขึ้นมาแล้ว จิตจะเกิดการทำงาน ตอนนี้ทำงานในปัจจุบันหรือสร้างภพในปัจจุบัน การที่รูป เสียง กลิ่น รส อะไรพวกนี้มากระทบ โผฏฐัพพะมากระทบนะ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นผลของกรรมเก่า กรรมเก่าไม่ดี สิ่งที่มากระทบไม่ดี กรรมเก่าดีสิ่งที่มากระทบก็ดี แต่พอกระทบแล้วจิตเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา พอจิตเกิดความยินดียินร้ายนี่จิตจะทำกรรมใหม่ ตัวนี้ ตัวนี้ตัวสำคัญนะ ต้องคอยรู้ทัน

อย่างพอมันนึกถึงคนนี้ มันเกลียด อยากฆ่าเขา วางแผนฆ่าเขา นี่ใจปรุงแต่งแล้ว ใจปรุงแต่งหรือว่าโทสะเกิดขึ้นมา พอจิตไปเห็นโทสะ เสร็จแล้วไม่ชอบโทสะ อยากให้โทสะหาย รีบพิจารณาอะไรต่ออะไรใหญ่เลยนะ รีบเจริญเมตตาอะไร นี่คือการปรุงแต่งใหม่ คือกรรมใหม่ หรือว่าราคะเกิด จิตใจก็ทำงานปรุงแต่ง อะไรๆ เกิดขึ้นในใจมันจะคอยปรุงแต่งต่อ เพราะฉะนั้น ถ้าตัวสภาวธรรมเกิดขึ้นแล้ว นี่ยังไม่ใช่ตัวปัญหา ห้ามมันไม่ได้ สภาวธรรมจะเกิดนี่ ห้ามมันไม่ได้ แต่ถ้าสภาวธรรมเกิด พอจิตไปรู้เข้าแล้วนะ ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ พอจิตไปรู้เข้าแล้ว จิตจะเกิดความยินดียินร้ายแล้วจิตทำงาน ทันทีที่จิตทำงาน จิตจะมีความทุกข์ ให้เรามีสติรู้ทันความยินดียินร้าย พอตามองเห็นเกิดความยินดียินร้ายมีสติรู้ทัน หูได้ยินเสียงนะ เช่น เค้าชมเรานี่ เรายินดี ให้รู้ท้นนะ ถ้ารู้ไม่ทัน เราจะปรุงแต่งทางใจของเราเอง ปรุงใหม่ ถ้าได้ยินคำด่า เราก็เกิดโมโหขึ้นมา มันก็ปรุงแต่งอีก ให้รู้ทันที่ความปรุงแต่งอันใหม่ ความยินดียินร้ายแล้วก็เกิดความปรุงแต่ง นี่คอยรู้ไปอย่างนี้เรื่อย มีสติรู้ไปเรื่อย จิตใจมันจะไม่ดิ้นรน จิตใจมันจะไม่ทำงาน จิตใจมันจะมีความสงบสุขในปัจจุบัน อันนี้เราสงบสุขด้วยการมีสตินะ นี่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

ทีนี้พอสภาวธรรมเกิดแล้วจิตยินดียินร้ายเรารู้ทัน จิตมันจะเป็นกลาง พอจิตมันเป็นกลางมันจะสามารถรู้สภาวธรรม ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดี ทั้งชั่ว มันจะรู้ได้อย่างเป็นกลางจริงๆ มันจะเห็นความจริงของสภาวธรรมเลย สุขก็เกิดชั่วคราว แล้วก็หายไป ความทุกข์เกิดชั่วคราวแล้วก็หายไป แต่เดิมความสุขเกิดขึ้นมาก็หลงยินดี เกิดการทำงานอยากรักษาเอาไว้ หรือดิ้นรนค้นคว้าอยากให้ได้ความสุขมาอีก แต่เดิมความทุกข์เกิดขึ้นก็ยินร้าย หาทางขจัดหาทางทำลายมัน หรือหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดอีก มันจะเกิดการทำงานอย่างนี้ เพราะว่ายินดียินร้าย แต่ถ้าเรามีสติรู้ทันนะ จิตกระทบไปรู้ว่าความสุขเกิดขึ้น ความยินดีเกิดขึ้นรู้ทันมัน ความยินดีจะดับไป จิตจะเป็นกลางต่อความสุข มีปัญญาเห็นว่าความสุขก็เป็นของชั่วคราว ความทุกข์เกิดขึ้นมา จิตยินร้าย ไม่ชอบมัน มีสติรู้ทัน จิตใจที่ไม่ชอบความทุกข์ ปฏิเสธความทุกข์นี่ ความไม่ชอบนี่มันจะดับไป เราก็รู้ความทุกข์ตามที่มันเป็น สักพักหนึ่งก็จะเห็นเลย ความทุกข์เกิดขึ้นได้ก็ดับได้

กุศล อกุศลทั้งหลายก็เหมือนกันนะ เกิดขึ้นมาได้ ก็ดับได้ นักปฏิบัตินี่ รักกุศล พอสติระลึกได้ว่ากุศลเกิดขึ้นมาก็ยินดี อยากให้เกิดบ่อยๆ อยากให้เกิดนานๆ หาทางรักษาเอาไว้ เกิดการทำงานทางใจ จะรักษาความดีก็ทุกข์นะ ทุกข์แบบคนดี หรืออกุศลเกิดขึ้นมานี่ใจไม่ชอบนี่ นักปฏิบัติไม่ชอบก็หาทางขจัดมัน จิตใจเราก็ต้องทำงานมากขึ้นกว่าเก่าอีก แทนที่เราจะรู้ตามความเป็นจริงแล้วไม่ปรุงแต่งไม่ทำงานนะ กลายเป็นว่าเราทำงานมากกว่าเก่า ความทุกข์ก็มากกว่าเก่า คนชั่วก็ทุกข์อย่างคนชั่ว คนดีก็ทุกข์อย่างคนดี เพราะว่ายึดถือในสภาวธรรมทั้งหลายนั้น แต่ถ้าเรามีสตินะ ความเป็นกลางเกิดขึ้นกับใจเรา จิตใจเป็นกลาง เห็นความสุขก็เป็นกลาง ความทุกข์ก็เป็นกลาง กุศล อกุศลก็เป็นกลาง ในที่สุดมันจะมีปัญญาขึ้นมา เห็นว่าความสุขก็ของชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศล อกุศลก็ชั่วคราว คือพอมีปัญญาเห็นเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตของเราล้วนแต่ของชั่วคราวทั้งหมดเลย ต่อไปจิตมันจะไม่มีความยินดียินร้าย พอสภาวธรรมอันนั้นเกิดขึ้นมา จิตจะเป็นกลาง จิตไม่ยินดียินร้ายแล้ว แต่เดิมนี่จิตไม่มีปัญญา พอเห็นสภาวธรรมแล้วจิตจะเกิดความยินดียินร้าย เราต้องมีสติไว้สู้ มีสติไว้รู้ทัน จิตจะเป็นกลาง พอจิตเป็นกลางเราก็รู้สภาวธรรมต่อไปจนเกิดปัญญา เห็นว่าสภาวธรรมทั้งหลายเป็นของชั่วคราว ต่อไปพอสภาวธรรมเกิดขึ้นมานะ จิตเป็นกลางเองเลย ไม่มีความยินดียินร้ายเกิดขึ้น ยิ่งถ้าเราเข้าใจสภาวธรรมแจ่มแจ้งนะ จิตจะเป็นกลางมากขึ้นๆ นะ จนกระทั่งหมดความปรุงแต่งอย่างแท้จริง

CD ศาลาลุงชินครั้งที่ ๗

491217

3.20 – 12.19

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พวกเราเรียนกับหลวงพ่อ สวมหัวใจอย่างหลวงพ่อไว้

mp3 (for download) : พวกเราเรียนกับหลวงพ่อสวมหัวใจอย่างหลวงพ่อไว้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

ค่อยให้ฝึกเอานะ ไม่ยากหรอก แต่ถ้าไม่ฝึกมันก็ไม่ได้ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ต้องเดินด้วยตัวเอง ต้องสู้ด้วยตัวเอง ต้องทำเอาเอง

หลวงพ่อภาวนานะ พวกเรามาเรียนกับหลวงพ่อพยายามสวมหัวใจอย่างหลวงพ่อไว้ หลวงพ่อภาวนาหลวงพ่อมีความอดทนสูงมากเลย พากเพียรอดทน ไม่เลิก ตั้งแต่เจ็ดขวบหัดทำสมถะ หัดทำสมถะทุกวันไม่เลิกเลย ไม่ต้องมีครูบาอาจารย์มาสั่ง ทำน่ะๆ ทำไปนะ โถหมดกำลังใจแล้ว โถๆทำเถอะได้โปรดเถอะ หลวงพ่อไม่มีกำลังใจให้ รู้สึกไหม ถ้ามีใครมาขอหลวงพ่อขอกำลังใจ ไม่ให้หรอก ด่าเลย อะไรมันจะโง่ปานนั้น ความทุกข์ท่วมหัวแล้วยังขี้เกียจ ต้องอดทนนะ ต้องพากเพียร หลวงพ่อภาวนามา ไม่ต้องให้ครูบาอาจารย์สั่ง ท่านบอกวิธีแล้วทำเลย

หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนอยู่สองสามประโยคเองไปหาครั้งแรก ท่านสอนว่า การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้วต่อไปนี้ให้อ่านจิตตัวเองสอนเท่านี้เอง ตั้งแต่วันนั้นมาไม่ใช่นะตั้งแต่วันนั้น ตั้งแต่ตอนนั้นมาหัดดูจิตมาเรื่อยๆ ไม่มีวันใดที่ไม่ดูเลย เว้นแต่ตอนทำงานที่ต้องคิดกับตอนเผลอแล้วก็ตอนหลับ เวลาที่เหลือดูลูกเดียวเลย ดูมาเรื่อยๆ จิตใจก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ พัฒนารวดเร็ว เร็วเพราะเราขยันดู ดูมากๆเหมือนคนทำการบ้านมากมันก็พัฒนาเร็ว ฝึกไปเรื่อย

หลวงพ่ออดทนมากเลยในการที่จะฝึกตัวเอง ไม่มีขี้เกียจนะ ไม่มีท้อแท้ ท้อแท้มีบ้างเบื่อมีบ้างไม่ใช่ไม่มีเลยไม่ใช่มนุษย์วิเศษ เบื่อรู้ว่าเบื่อ ดูมันไปเลย ขี้เกียจก็มีนะขี้เกียจก็ไม่เลิกขี้เกียจรู้ว่าขี้เกียจ สงสัยก็มีนะสงสัยรู้ว่าสงสัย ดูลงไปเลยดูจนเห็นว่า ทุกสิ่งมันชั่วคราวทุกสิ่งมันเกิดแล้วก็ดับ ดูอย่างนี้ ในที่สุดเห็นเลยสิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ ดูอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หลวงพ่ออดทนมากเลยอดทนต่อการปฏิบัติ อดทนต่อการฝึกฝนตัวเอง ไม่ต้องให้ครูบาอาจารย์เคี่ยวเข็ญ.

CD สวนสันติธรรม 26

File 510808

นาที 26.33 – 28.46

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่