Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๓/๓)

mp3 for download : วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๓/๓)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจากบ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : พระอรหันต์ส่วนใหญ่ในสมัยพุทธกาลนะ ก่อนที่จะบรรลุพระอรหันต์ ก่อนที่จะบรรลุพระโสดาฯอะไรอย่างนี้ ก็ทำฌานไม่ได้เหมือนพวกเรานี้เอง ยกตัวอย่างเมื่อวานนี้ที่หลวงพ่อเล่าให้ฟัง พวกที่ไม่ได้มา เล่าย่อๆนิดนึง

พระพุทธเจ้าท่านอยู่กับพระ หมู่สงฆ์จำนวนมากนะ แล้วท่านก็อธิบายให้สงฆ์ฟัง บอกว่าในบรรดาพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์เนี่ย เป็นพระอรหันต์ที่ได้วิชา ๓ เนี่ย ๖๐ องค์ อภิญญา ๖ อีก ๖๐ องค์ ได้อุภโตภาควิมุตติ ๖๐ องค์ พระอรหันต์ ๓ จำพวกนี้ต้องทรงฌาน รวมแล้ว ๑๘๐ องค์ อีก ๓๒๐ องค์ คือคนอย่างพวกเรานี่เอง

เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราเข้าฌานไม่ได้เราจะสิ้นหวังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ไม่ใช่เลยนะ เราก็ต้องรู้จักวิธีปฏิบัติที่พอเหมาะพอควรกับสิ่งที่เราเป็นสิ่งที่เรามีอยู่ เรามีความฟุ้งซ่านมาก เราไม่ได้มีสมาธิมาก เข้าฌานไม่เป็น เราก็มาฝึกให้ได้สมาธิชนิดตั้งมั่น แต่มันจะตั้งอยู่ชั่วขณะเท่านั้นเอง ไม่ตั้งนาน ไม่ใช่อัปนาสมาธิ แต่จะตั้งเป็นขณะๆเรียกว่า ขณิกสมาธิ จิตตั้งเป็นขณะๆนะ

ขณิกสมาธิ วิธีฝึกนะ พวกเรา เบื้องต้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำเพื่อจะเข้าฌาน ทำเพื่อเป็นเครื่องอยู่ของจิตเท่านั้นเอง หัดพุทโธไปก็ได้ หัดรู้ลมหายใจไปก็ได้ หัดดูท้องพองยุบไปก็ได้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้ แต่ไม่ได้ทำเพื่อน้อมจิตไปอยู่กับอารมณ์อันนั้น ถ้าน้อมจิตไปอยู่ที่อารมณ์อันนั้นจะเป็นสมาธิชนิดที่ ๑ (ดู วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๑/๓)) คือสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เรียกว่า อารัมณูปนิชฌาน ถ้าทำกรรมฐานขึ้นอย่างหนึ่งแล้วรู้ทันจิต จิตไหลไปคิดก็รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานอันนั้นก็รู้ทัน จิตมันเคลื่อนตลอดนะ เคลื่อนไปคิดก็ได้ เคลื่อนไปเพ่งก็ได้ ถ้าเรารู้ทันจิตที่เคลื่อน จิตจะเลิกเคลื่อน เพราะจิตที่เคลื่อนเป็นจิตฟุ้งซ่าน ทันที่สติรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่าน จิตจะไม่ฟุ้งซ่าน จิตก็จะตั้งมั่นอยู่กับฐาน

เพราะฉะนั้นๆเราหัดพุทโธๆนะ จิตหนีไปคิดเรารู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา เราหัดรู้ลมหายใจนะ จิตหนีไปคิดก็รู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา รู้ลมหายใจอยู่ จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ว่าจิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจแล้ว จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ถ้ารู้ทันว่าจิตไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น

เพราะฉะนั้นเบื้องต้นจะต้องทำกรรมฐานอย่างหนึ่งเสียก่อนนะ ถ้าไม่ทำกรรมฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาก่อน จิตจะไหลตลอดเวลาจนดูไม่ทัน เดี๋ยวก็ไหลไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ดูไม่ทันหรอก เพราะฉะนั้นเบื้องต้นทำกรรมฐานขึ้นมาสักอย่างหนึ่งก่อน พุทโธก็ได้ หายใจก็ได้ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไป จิตหนีไปคิดก็รู้ จิตไปเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียวก็รู้นะ จิตเคลื่อนไปเมื่อไหร่ให้รู้ทัน

ถ้ารู้ทันจิตที่เคลื่อน จิตจะไม่เคลื่อน จิตจะตั้งมั่นขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ได้เจตนาให้ตั้ง มันตั้งของมันเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๙
File: 560209A
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๙ ถึงนาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๒/๓)

mp3 for download : วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๒/๓)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ในพระไตรปิฎกจะพูดถึงสภาวะชนิดหนึ่งเรียกชื่อว่า “เอโกทิภาวะ” เอโกทิภาวะเนี่ยเกิดขึ้นในฌานที่ ๒ เอโกทิภาวะก็คือความตั้งมั่นของจิตนั่นเอง จิตละวิตกวิจารณ์ ละการตรึกการตรองในอารมณ์นั้น ก็ทวนกระแสเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่จิตได้ ถ้าเราได้สมาธิชนิดตั้งมั่นด้วยการเข้าฌานมานะ สมาธิชนิดนี้จะทรงกำลังอยู่ได้นาน แต่ก็ไม่เกิน ๗ วันนะ ก็เสื่อม เวลาที่มันตั้งมั่นเด่นดวงอยู่นี่ มันจะเห็นรูปธรรมและนามธรรมนี้ทำงานอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่นด้วยซ้ำไป ใจมันจะตั้งมั่นเด่นดวง

แต่ถ้าเราทำฌานไม่ได้เนี่ย เราก็ไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว คนส่วนใหญ่ แม้กระทั่งในสมัยพุทธกาล ก็ทำฌานไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๙
File: 560209A
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๕๘ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สมถะที่จะทำให้ถึงฌานได้ มี ๒๒ อย่าง

mp3 for download : สมถะที่จะทำให้ถึงฌานได้ มี ๒๒ อย่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ :กรรมฐานในตำรามีตั้ง ๔๐ อย่าง เวลาปฏิบัติก็มีอย่างนั้นแหละ แต่ว่าอารมณ์แต่ละชนิดเนี่ย ให้ความสงบที่ไม่เท่ากัน อารมณ์บางอย่าง อย่างพุทโธๆได้ความสงบระดับต้นๆ ตื้นๆ แต่อารมณ์ที่ถึงปฏิภาคนิมิตร มี ๒๒ อย่าง

ในตำราเขาละเอียดนะ ตำราเขามี ๒๒ อย่างเนี่ยมีกสิณ ๑๐ อย่าง พิจารณาอสุภะ ๑๐ อย่าง พิจารณาศพ เพ่งศพไปเรื่อย จะได้ปฏิภาคนิมิตรได้ อย่างเราดูศพ หาศพคนไม่ได้ ศพหมาศพแมวก็ยังดี ดู ดูไปเรื่อยๆ ศพจะค่อยๆใสขึ้นนะ ศพ ใสๆใสๆขึ้นไป กลายเป็นดวงสว่างขึ้นมาได้ ได้ปฏิภาค ได้ปฏิภาคนิมิตรก็ได้ถึงอุปจารสมาธิ แล้วทำต่อไปก็เข้าอัปนาฯ (อัปนาสมาธิ)

ก็มีกสิณ ๑๐ อย่าง อสุภะ ๑๐ อย่าง กายคตาสติอีก ๑ นะ อานาปานสติอีก ๑ ถ้าใครอยากเล่นฌานนะ ต้องเล่นพวกนี้ ได้ฌาน ต่ำกว่านี้ไม่ได้ฌาน รวมอย่างอื่น ไม่ถึงฌาน พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่ถึงฌาน

ไม่ยากอะไร รู้จักเลือกอารมณ์ ที่จิตเราชอบ ต้องเป็นอารมณ์ที่ไม่ยั่วกิเลส อย่างชอบเล่นไพ่ อย่างนี้ หรือชอบเล่นอินเตอร์เน็ต จิตมีอารมณ์อันเดียวก็คือมีอินเตอร์เน็ต โลกนี้ไม่มีแล้ว อย่างนี้ไม่สงบหรอก ฟุ้งซ่าน แล้วก็ฟุ้งอยู่ข้างใน ไหลๆเรื่อยๆไป เคล็ดลับของสมถะก็นิดเดียวเท่านี้เอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File 550106
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนรุ่นนี้ฟุ้งซ่าน เหมาะกับการดูจิต

mp3 for download : คนรุ่นนี้ฟุ้งซ่าน เหมาะกับการดูจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : หน้าตาอย่างรุ่นพวกเรานี้ทำฌานยาก วันๆมีแต่ความฟุ้งซ่าน ระหว่างฟุ้งซ่านกับสงบ ระหว่างฟุ้งซ่านกับสงบ พวกเราเป็นแบบไหนมากกว่ากัน ใครฟุ้งซ่านมาก ยก(มือ)ซิ มีใครสงบมาก มีที่ไม่ยกมือเพราะกำลังหลับอยู่ กำลังนั่งฟังหลวงพ่อแล้วศรัทธาเลื่อมใส น้อมใจตามกระแสธรรม ตามไปไหนก็ไม่รู้…

เพราะฉะนั้นธรรมชาติของพวกเรารุ่นนี้ ฟุ้งซ่าน โอกาสที่จะนั่งสมาธิให้จิตสงบ เพื่อว่าจิตสงบแล้วจะมาดูกาย ยากมากเลย เป็นขั้นตอนที่ยาว ขั้นแรกเราไม่ผ่านเสียแล้ว แล้วถ้าสมาธิไม่พอ ดูกายไม่ได้ เพราะกายานุปัสสนา และเวทนานุปัสสนา เหมาะกับสมถยานิก เหมาะกับคนเล่นฌาน

ก็เมื่อพวกเรามันอัตคัดขาดแคลนสมาธิ จิตของเราฟุ้งซ่านมาก ก็ยังไม่ใช่ว่าสิ้นโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน พระพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่สอนกรรมฐานอย่างเดียวเพื่อคนบางกลุ่ม ท่านเป็นสัพพัญญู ท่านเป็นภะคะวะโต ผู้จำแนกแจกธรรม ท่านก็มองคนจำนวนหนึ่งเหมือนกัน อย่างพวกเรานี้ก็อยู่ในสายตาของท่าน พวกฟุ้งซ่านนี่ พวกนี้จะให้นั่งสมาธิจนจิตได้ฌานแล้วมาดูกาย แล้วบรรลุมรรคผล ยากที่จะทำได้ ท่านก็มีกรรมฐานอย่างอื่นให้กับพวกเรานะ คือจิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา

จิตตานุปัสสนาเนี่ย ดูความปรุงแต่งของจิต จิตเดี๋ยวก็โกรธเดี๋ยวก็ไม่โกรธ เดี๋ยวก็โลภเดี๋ยวก็ไม่โลภ เดี๋ยวก็หลงเดี๋ยวก็ไม่หลง เดี๋ยวฟุ้งซ่านเดี๋ยวหดหู่ เดี๋ยวมีสมาธิเดี๋ยวไม่มีสมาธิ ดูไป เดี๋ยวก็เข้าไปยึดอารมณ์เดี๋ยวก็ปล่อยออก อะไรอย่างนี้ ก็ดูไป

หรือธรรมานุปัสสนา เห็นกระบวนการของรูปธรรมและนามธรรม เช่น เห็นว่านิวรณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร โภชชงค์เกิดได้อย่างไร อริยสัจจ์ทำงานแบบไหน ปฏิจจสมุปบาททำงานอย่างไร เนี่ยเฝ้าดู เห็นกระบวนการทำงานของมัน

จิตตานุปัสสนา กับธรรมานุปัสสนา เหมาะสำหรับพวกวิปัสสนายานิก วิปัสสนายานิกหมายถึงว่า เราไม่ได้ทำฌานก่อน เราใช้จิตว่อกแว่กนี้ล่ะ มาปฏิบัติธรรม แทนที่จะไปบังคับจิตให้นิ่งแล้วไปดูกาย ให้เรารู้ทันความฟุ้งซ่านของจิตไป ถ้าเราคอยรู้ทันความฟุ้งซ่านของจิต ความฟุ้งซ่านจะดับ จิตจะสงบอัตโนมัติเลย ถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านจิตจะสงบ ก็มีเท่านั้น

ถ้าเรามีสติ รู้ทันจิตที่กำลังมีความฟุ้งซ่านอยู่ เมื่อใดสติเกิดเมื่อนั้นอกุศลจะดับ นี่เป็นกฎของธรรมะ เมื่อไรสติเกิดเมื่อนั้นอกุศลต้องดับ เพราะความฟุ้งซ่านเป็นอกุศล ถ้าสติเกิด คือเราระลึกได้ว่าในขณะนี้กำลังฟุ้งซ่านอยู่ ความฟุ้งซ่านจะดับทันทีเลย ทันทีที่ความฟุ้งซ่านดับ สมาธิก็จะเกิดขึ้น แต่ประเดี๋ยวก็จะฟุ้งใหม่ ฟุ้งใหม่รู้ใหม่ แล้วก็เกิดสมาธิอีกแว้บหนึ่ง สมาธิอันนี้ไม่ทรงอยู่นาน แต่มี มีสั้นๆเรียกว่า ขณิกสมาธิ

เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเรานั่งสมาธิ ทำอัปนาสมาธิ ที่เข้าฌานไม่เป็น อุปจารสมาธิก็ทำไม่ได้ เราก็อาศัยสมาธิที่พวกเราพอจะทำได้ คือ ขณิกสมาธินี้แหละ อาศัยขณิกสมาธิมาเจริญปัญญา มาเห็นความจริงของจิตใจ มาเห็นการทำงานของจิตใจของเราเอง ดูมันไปเรื่อย สุดท้ายก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๕ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การรู้รูปปรมัตถธรรม ดูยาก ต้องทรงฌาน

mp3 for download : การรู้รูปปรมัตถธรรม ดูยาก ต้องทรงฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : การรู้รูปธรรมนั้นยากมากนะ ถ้าจิตไม่ทรงสมาธิพอนะ จะเห็นธาตุไม่ได้ ไม่มีกำลังที่จะเห็นธาตุ สมาธิอ่อนไป ก็เลยต้องเลี่ยงๆ ไปดูรูปยืนรูปนั่งรูปนอน รูปหายใจออกรูปหายใจเข้า รูปพวกนี้ไม่ถือว่าเป็นรูปแท้ด้วยซ้ำไป สิ่งที่เป็นรูปแท้ๆคือ ธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ถ้าสมาธิไม่พอ ดูยาก จะดูเข้าถึงปรมัตถธรรมแท้ๆเลย ที่ถึงของแท้ๆเลย ที่เป็นรูปธรรม ดูยากมาก

นามธรรมนั้นดูง่าย ความโกรธเนี่ยเป็นนามธรรมอยู่อย่างชัดเจนแล้ว ไม่มีอะไรเคลือบแฝง ไม่มีอะไรปิดบัง ความโลภความหลง ความสุขความทุกข์ เป็นนามธรรมแท้ๆเป็นปรมัตถธรรม คนไทยโกรธกับคนจีนโกรธ ความรู้สึกอย่างเดียวกัน แต่อาการที่แสดงออกอาจไม่เหมือนกัน หรือฝรั่งโกรธ ก็ความรู้สึกอย่างเดียวกันกับคนไทยโกรธนั่นแหละ ความรู้สึกเหมือนๆกัน เป็นสากล หมาโกรธก็ความรู้สึกอย่างเดียวกัน แมวโกรธก็ความรู้สึกอย่างเดียวกัน ยักษ์มารโกรธก็ความรู้สึกอย่างเดียวกัน นั่นล่ะมันเป็นของจริง เป็นปรมัตถธรรมที่มีอยู่จริงๆ เราเฝ้ารู้รูปธรรมจริงๆก็ได้ รู้นามธรรมก็ได้

นามธรรมนั้นดูง่าย ลูกเล็กเด็กแดงก็รู้ว่าโกรธเป็นอย่างไร ก็รู้ว่าอยากเป็นอย่างไร รู้ว่าอิจฉาเป็นอย่างไร ดีใจเสียใจ มีศัพท์ทั้งหมดนะ ราวๆสามร้อยกว่าคำที่สะท้อนถึงความรู้สึก สามร้อยกว่าคำ กังวล กังวลกับกลุ้มเหมือนกันมั้ย ไม่เหมือนใช่มั้ย มีความเหลื่อมกันอยู่ใช่มั้ย ท้อแท้กับเบื่อเหมือนกันมั้ย มันจะมีดีกรีที่ต่างกันนะ เด็กๆยังรู้เลย เด็กๆยังรู้เลย เพราะฉะนั้นการรู้นามธรรมเป็นเรื่องเบสิคมากเลยนะ เขาเรียกอะไร ชิลด์ๆนะ ง่ายมากเลยนะ เรื่องเด็กๆ

แต่รู้รูปที่แท้จริง รู้ยาก ยากที่เราจะเห็นรูปที่แท้จริง เห็นธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมไม่ใช่ง่ายนะ ในผม ๑ เส้น เนี่ย มีธาตุดินน้ำไฟลมครบเลย แถมยังตั้งอยู่ใน space ในอากาสธาตุ อากาสก็ไม่ใช่ air อากาสธาตุคือ space ช่องว่าง ที่บรรจุดินน้ำไฟลมเอาไว้ ดูยากนะถ้าสมาธิไม่พอ ในการที่จะดูกายจะทำได้ดีนั้น ต้องทำฌานเสียก่อน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๙ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อรหันตผล เข้าถึงได้แม้จะไม่ใช่ผู้ทรงฌาน

mp3 for download : อรหันตผล เข้าถึงได้แม้จะไม่ใช่ผู้ทรงฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : คนที่เข้าฌานได้มีน้อยกว่าคนที่เข้างฌานไม่ได้ตั้งแต่พุทธกาลแล้ว กระทั่งพระอรหันต์นะที่ชำนาญในเรื่องสมาธิ ก็มีน้อยกว่าพระอรหันต์วิปัสสกะที่ไม่ชำนาญเรื่องสมาธิ

ในพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ในสมัยพุทธกาลนั้น มีพระอรหันต์ที่ได้วิชาสาม ระลึกชาติได้ รู้การจุติ-อุบัติของสัตว์ ใครตายแล้วไปเกิดที่ไหนรู้หมดเลย แล้วล้างกิเลสได้ นี่เรียกว่าวิชาสามอย่าง วิชาสามได้ขึ้นมาก็ต้องมีสมาธิหนุนหลัง พวกนี้มีฌานหนุนหลัง

พระอรหันต์อีก ๖๐ องค์ จาก ๕๐๐ ได้อภิญญา๖ อภิญญา ๖ ก็ต้องได้สมาธิเชี่ยวชาญเลย ต้องถึงอัปนาเลยนะ เชี่ยวชาญ มีวสีด้วย จนเกิดอภิญญาจิตขึ้นได้

พระอรหันต์อีก ๖๐ องค์นะ ได้ อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติเนี่ยไม่ได้แปลว่า บรรลุด้วยสมาธิและปัญญา อันนั้นแปลแบบคร่าวๆไป ถ้าแปลโดยละเอียด อุภโตภาควิมุตติคือ หลุดโดยส่วนทั้งสอง คือหลุดจากรูปธรรมและนามธรรม พระอรหันต์อุภโตภาควิมุตติเนี่ย ท่านได้อรูปฌาน หลุดจากรูปธรรมด้วยอรูปฌาน หลุดจากนามธรรมด้วยวิปัสสนา เพราะฉะนั้นท่านหลุดโดยส่วนสอง คือเป็นพวกที่ได้อรูป(ฌาน)ด้วย และก็เดินวิปัสสนาเก่งด้วย พวกนี้มี ๖๐ องค์ จาก ๕๐๐ เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นรวมแล้ว ๑๘๐ นะ วิชาสาม อภิญญาหก อุภโตภาคฯ อีก ๖๐ อย่างละ ๖๐ ๆ รวมเป็น ๑๘๐ เหลืออีก ๓๒๐ คือพระสุกขวิปัสกะ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ได้ฌานนะ ที่บรรลุมรรคผลนิพพานกัน ไม่ได้ได้ฌานหรอก ภาวนาอย่างที่พวกเราดูนี่่แหละ เจริญสติไป แต่ว่ามีจิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นขณะๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
ไฟล์ 540710
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การฝึกสมาธิเต็มภูมิ เพื่อเตรียมความพร้อมเจริญวิปัสสนา

mp3 for download : 540710.11m30-14m39

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ในพระไตรปิฎกก็พูดถึงจิตที่เหมาะสมกับการเจริญปัญญาไว้ แต่ท่านพูดเต็มภูมิตามทฤษฎีนะ แล้วก็เต็มภูมิเลยของผู้ปฏิบัติชั้นเลิศ คือหัดเข้าฌานเสียก่อน พอเข้าฌานนะ ถึงฌานที่ ๒ วิตกวิจารดับไป สติไม่ดับนะ มีสติและมีใจเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ ตรงที่ใจเป็นผู้รู้ผู้ดูนี้ต้องมีมาตลอด ต้องฝึกมา ค่อยๆฝึก

ยกตัวอย่างหายใจอยู่ ค่อยๆฝึก หายใจอยู่ค่อยๆรู้สึก อย่าให้เคลิ้มไป อย่าให้ขาดสติ ลมหายใจค่อยสั้นเข้าๆ ในที่สุดลมหายใจแปรสภาพมาหยุดนิ่ง กลายเป็นแสงสว่าง มีสติรู้แสงสว่างนั้นแทนลมหายใจ ตัวลมหายใจเรียกว่าบริกรรมนิมิตร ตัวแสงสว่างเรียกว่าอุคหนิมิตร เมื่ออุคหนิมิตรเกิดขึ้นก็ทิ้งบริกรรมนิมิตรไป มารู้แสงสว่าง ฝึกไปเรื่อยนะ มันจะเล็กก็ได้ใหญ่ก็ได้ ทำให้มันเต็มโลกเลยก็ได้ แสงนี้น่ะ จะให้เล็กเท่าปลายเข็มเลยก็ได้ เล่นเข้าเล่นออกนะ จิตจะสนุก มีปีติซาบซ่าขึ้นมามันสะใจดี มีความสุขขึ้นมา

จิตมีวิตก คือตรึกอยู่ในแสงสว่าง จิตมีวิจาร คือเคล้าเคลียอยู่กับแสงสว่าง จิตมีปีติ มีความสุข ที่ได้รู้ได้เล่นกับแสงสว่างนั้น จิตเป็นหนึ่งไม่หลงไปที่อื่น ปฐมฌานก็เกิดขึ้น พอปฐมฌานเกิดขึ้น จิตมีปีติจิตมีความสุขเนี่ย ถ้าสติรู้ทันนะ ความตรึกความตรองในแสงสว่างจะหายไป ตัวนี้เป็นภาระของจิต พอจิตทิ้งการตรึกการตรองนะ จิตผู้รู้แท้ๆก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่คิดอยู่นะ เมื่อนั้นไม่รู้หรอก เมื่อไหร่ตรึกอยู่เมื่อนั้นไม่รู้หรอกนะ ยังไม่ใช่ตัวรู้ ตัวรู้จะไปเกิดในฌานที่ ๒ ในพระไตรปิฎกจะพูดอย่างนี้

ตัวรู้เป็นตัวรู้เกิดขึ้นมาแล้วนะ เห็นปีติ สุข พอเห็นปีติ ปีติจะดับ เพราะปีติเป็นความหวือหวาของจิต เป็นภาระของจิต ก็ดับไป เห็นความสุขเด่นดวงขึ้นมา สติระลึกลงไปในความสุข จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่นะ ความสุขก็จะดับเพราะความสุขเป็นภาระของจิต เป็นส่วนเกิน หวือหวาไป จิตก็เป็นอุเบกขา กับเอกัคคตา จิตทรงตัวเป็นผู้รู้ รู้อยู่นะ มีเอกัคคตา

พอออกจากสมาธิชนิดนี้แล้ว ท่านจะพูดเลยว่า มีจิตเบา มีจิตอ่อน มีจิตนุ่มนวล คล่องแคล่วว่องไว ควรแก่การงาน โน้มน้อมจิตชนิดนี้นะ ไปเพื่อญาณทัสนะ เห็นมั้ยท่านเตรียมความพร้อมของจิตนะ ก่อนที่จะเจริญปัญญา เพราะฉะนั้นอยู่ๆจะไปเจริญปัญญาโดยที่ไม่เตรียมความพร้อมของจิต ทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าฌานทุกคนนะ คนที่เข้าฌานได้มีน้อยกว่าคนที่เข้าฌานไม่ได้ ตั้งแต่พุทธกาลแล้ว


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
ไฟล์ 540710
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๓๐ ถึง นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิปัสสนาสำหรับผู้ทรงฌาน

mp3 for download : วิปัสสนาสำหรับผู้ทรงฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จุดสำคัญของการปฏิบัติ ในตำรายังมีอยู่ ยังใช้ได้ดีเลย ทำยังไงจะทำให้จิตสงบ ในตำราสอนเอาไว้ตั้ง ๔๐ วิธี สอนเอาไว้ให้ละเอียด ทำยังไงจะเจริญปัญญา รู้กายรู้แบบไหน รู้เวทนาจะรู้ยังไง มีเงื่อนไขอะไร

ดูกายและเวทนาเนี่ย เหมาะกับสถยานิก เหมาะกับคนเล่นฌานถ้าไม่ได้เล่นฌานแล้วไปดูกาย ไปดูท้องพองยุบนะ ไม่เคยทำฌาน ไปดูท้องพองยุบ จะกลายไปเป็นเพ่งท้องเฉยๆ ขึ้นวิปัสสนาไม่ได้

จะดูกายได้จิตต้องตั้งไม่ ทรงฌานได้ดีที่สุด ฌานที่ ๑ ก็ยังไม่พอ ต้องฌานที่ ๒ ถึงจะดี ๒-๓ ขึ้นเนี่ย เพราะฌานที่ ๒ จิตไม่เคล้ากับอารมณ์แล้ว ละวิตกละวิจารณ์ วิตกเป็นการตรึกในอารมณ์ วิจารณ์เป็นการเคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์ จิตยังไหลไปเคล้าอยู่กับอารมณ์อยู่

พอละวิตกวิจารณ์ขึ้นฌานที่ ๒ เนี่ยนะ จิตไม่เคล้าเคลียกับอารมณ์ จิตดีดตัวออกมาเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เนี่ยมีเอโกทิภาวะ พอจิตได้เอโกทิภาวะแล้วออกจากสมาธิ ออกจากฌานมา ตัวนี้ยังเด่นดวงอยู่ อยู่ได้นานไม่เกิน ๗ วัน แต่อยู่ได้นาน ไม่เหมือนขณิกสมาธินะ แว้บๆ แว้บๆ ก็ดับแล้ว

พอจิตเป็นผู้ออกมาเนี่ย เห็น ไปดูจิตนะ จิตจะนิ่งๆไม่มีอะไรให้ดู ต้องดูกาย ดูเวทนาในกาย หรือดูเวทนาทางใจ เช่นจิตที่ทรงฌานเนี่ย เดี๋ยวมันก็สุขเดี๋ยวมันก็อุเบกขา พลิกไปพลิกมา แสดงไตรลักษณ์ได้ หรือดูเวทนาทางกายก็ได้ ดูร่างกายก็ได้ จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ เห็นเลยร่างกายไม่ใช่ตัวเรา

แต่ดูจิตตสังขารยาก เพราะอารมณ์มันละเอียด อารมณ์มันปราณีต ไม่มีของหยาบให้ดูเลย สงบ มีความสุข สบาย แน่วอยู่อย่างนั้นเอง จิตเหมือนจะเที่ยงนะ เพราะจะดูกายให้ทำสมาธิก่อน แล้วเห็นกายมันทำงาน เห็นเวทนามันทำงาน กายและเวทนาจึงเหมาะกับคนทำฌาน เหมาะกับสมถยานิก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

file : 550525B
ระหว่างนาที่ที่ ๓ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๑๐) ขณิกสมาธิ

mp 3 (for download) : ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๑๐) ขณิกสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี
เอื้อเฟื้อภาพโดย บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ท่านอธิบายตัวสัมมาสมาธิเนี่ย ท่านถึงไปอธิบายด้วยฌาน แต่ในขั้นการปฏิบัติเนี่ย ขั้นบุพภาคมรรค ขั้นเบื้องต้นของมรรค มรรคเบื้องต้น ยังไม่ใช่อริยมรรคเนี่ย ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดอัปปนาสมาธิ

ถ้าเราไม่มีอัปปนาสมาธิ ทำอัปปนาสมาธิไม่ได้ เราใช้ขณิกสมาธินี่แหล่ะ สมาธิเป็นขณะๆ คอยรู้ทัน จิตมันฟุ้งซ่านไป คอยรู้ทัน จิตมันฟุ้งซ่านไป คอยรู้ทัน รู้บ่อยๆนะ มันจะได้สมาธิเป็นขณะๆ เพราะในขณะที่รู้ทันว่าฟุ้งซ่านจะไม่ฟุ้งซ่าน ในขณะที่ไม่ฟุ้งซ่าน ขณะนั้นแหล่ะมีสมาธิ นั่นได้เป็นขณะๆไป

งั้นบางทีหลวงพ่อบอกพวกเรานะ เผลอไปแล้วรู้ เผลอไปแล้วรู้ เผลอไปนั่นคืออะไร คือจิตฟุ้งซ่านนั่นเอง เพราะงั้นจิตฟุ้งซ่านไปแล้วรู้ทัน จิตฟุ้งซ่านไปรู้ทัน ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา ใจมันจะอยู่กับเนื้อกับตัว งั้นสัมมาสมาธิในขั้นของการปฏิบัติ กับในขั้นของการเกิดอริยมรรคเนี่ย คนละอย่างกันนะ ในขั้นของการเกิดอริยมรรคเนี่ย จิตเข้าอัปปนาสมาธิแล้วก็ไปตัดกิเลส ตัดสังโยชน์กันในองค์มรรค ในขณะที่ทรงฌาน ส่วนสัมมาสมาธิในขณะที่ใช้ชีวิตธรรมดาเนี่ย จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว

ทำอัปปนาสมาธิได้มั้ย ทำได้ แต่ทำเพื่อพักผ่อน ไม่ใช่ทำเพื่อให้เกิดอริยมรรค ทำเพื่อพักผ่อนเท่านั้นอัปปนาสมาธิ แต่บางคนชำนาญในการดูจิตจริงๆ เมื่อเข้าอัปปนาสมาธิแล้ว ยังดูจิตต่อได้อีก อันนี้พวกที่ชำนาญในการดูจิตด้วยชำนาญในฌานด้วย ซึ่งหายากนะ มีไม่กี่คนหรอก ส่วนใหญ่ทำไม่ได้

เราใช้ขณิกสมาธิอยู่เป็นขณะๆนี้ ใจลอยไปแล้วรู้ ใจฟุ้งซ่านไปแล้วรู้ ใจฟุ้งไปแล้วรู้ รู้อย่างนี้เรื่อยนะ ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา สมาธิชนิดนี้คือความตั้งมั่น คือพูดภาษาไทยง่ายๆนะ คือจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจไม่ลืมเนื้อลืมตัว จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวนะ

ถัดจากนั้นเรามาเดินสติปัฏฐานที่ให้เกิดปัญญา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๒
File: 530425A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๙) สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดตอนที่เกิดอริยมรรค

mp 3 (for download) : ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๙) สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดตอนที่เกิดอริยมรรค

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี
เอื้อเฟื้อภาพโดย บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์  : >สติปัฏฐานเนี่ย เบื้องต้นทำให้มีสติ เบื้องปลายจะมีปัญญา

แต่ก่อนจะเกิดปัญญา ต้องมาเรียนสัมมาสมาธิก่อน สัมมาสมาธิพระพุทธเจ้าอธิบายสัมมาสมาธิด้วยฌาน ๔ ทำไมเอาแค่ฌาน ๔ แล้วอรูปฌานอีก ๔ หายไปไหน อรูปฌาน ๔ นั้นสงเคราะห์เข้าในฌานที่ ๔ เพราะมีองค์ธรรมเท่ากัน มีอุเบกขากับเอกัคคตา เป็นองค์ธรรมหลักคืออุเบกขากับเอกัคคตา งั้นสรุปก็คือฌาน ๘ นั่นเอง

แต่ถ้าพูดอย่างปริยัติ ท่านอธิบายด้วยฌาน ๔ ทำไมต้องเป็นฌาน ถ้าไม่เข้าฌาน ไม่เป็นสัมมาสมาธิรึ ท่านอธิบายฌาน ๔ สัมมาสมาธิด้วยฌาน ๔ เนี่ย เพราะท่านพูดถึงสัมมาสมาธิแท้ๆ สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดขณะเดียว ในขณะที่เกิดอริยมรรค เกิดขณะจิตเดียวนั่นแหล่ะ

เพราะงั้นที่บอกว่าองค์มรรคๆ ๘ ตัวนี่นะ ไม่ได้เกิดรายวัน แต่องค์มรรคแท้ๆเนี่ย เกิดในขณะที่เกิดอริยมรรค เพราะงั้นขณะที่พวกเรามีสติอยู่ทุกวันเนี่ย บางคนก็บอกเป็นสัมมาสติ อันนั้นเรียกเอาหน้าเท่านั้นเอง จริงๆไม่เป็น ที่บอกเรามีสัมมาสมาธิอยู่ มีใจตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว นี่เรียกโดยอนุโลม จริงๆยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดตอนที่เกิดอริยมรรค

แล้วขณะที่เกิดอริยมรรคนั้น จะต้องเกิดร่วมกับองค์ฌานอันใดอันหนึ่ง ต้องเกิดกับฌานขั้นใดขั้นหนึ่ง อย่างน้อยปฐมฌานจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จนถึงฌานที่ ๔ บางคนลึกซึ้งลงไปกว่านั้นอีก ในฌานที่ ๔ นั้นรูปหายไป เหลือแต่นามธรรมล้วนๆ เข้าไปอรูปฌาน

งั้นท่านอธิบายตัวสัมมาสมาธิเนี่ย ท่านถึงไปอธิบายด้วยฌาน แต่ในขั้นการปฏิบัติเนี่ย ขั้นบุพภาคมรรค ขั้นเบื้องต้นของมรรค มรรคเบื้องต้น ยังไม่ใช่อริยมรรคเนี่ย ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดอัปปนาสมาธิ ถ้าเราไม่มีอัปปนาสมาธิ ทำอัปปนาสมาธิไม่ได้ เราใช้ขณิกสมาธินี่แหล่ะ สมาธิเป็นขณะๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๒
File: 530425A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีทำให้จิตตั้งมั่น

mp 3 (for download) : วิธีทำให้จิตตั้งมั่น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หัดดูจิตไปเรื่อยๆนะ แล้วก็สังเกตไป กิเลสอะไรเกิดขึ้นคอยรู้ทัน นิวรณ์ใดๆเกิดขึ้นคอยรู้ทัน

นิวรณ์มี ๕ ตัวนะ
-กามฉันทะนิวรณ์ คือความรักใคร่พอใจ ในอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ติดอกติดใจในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสนั่นเอง
-พยาบาท ใจที่ขัดเคืองขุ่นข้อง
-ความลังเลสงสัย
-ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แล้วอะไรอีกอันนึง อะไรนะความง่วง 
-ถีนมิทธะ ถีนมิทธะไม่ได้แปลว่าง่วง ถีนมิทธะเป็นความที่จิตมันอ่อนกำลัง ไม่ใช่ง่วงหงาวหาวนอน คนไทยมาแปลมั่วนะถีนมิทธะ จริงๆถีนมิทธะนะเป็นกิเลส ถีน(คือ)จิตมันซึมเซา (มิทธะ)เจตสิกมันซึมเซา ไม่ปราดเปรียว ถีนมิทธะจะเกิดร่วมกับอกุศลจิต ๕ ดวง อกุศลจิตชนิดที่เรียกว่าสสังขาริกัง อย่าไปสนใจมัน ชักตาบ้องแบ๊วขึ้นมาแล้ว รวมความแล้วถีนมิทธะไม่ได้แปลว่าง่วงนอน ใจมันเฉื่อยชา มันซึมเซา มันไม่ยอมรู้สภาวะ กระทั่งจะทำชั่วนะยังเฉื่อยเลย ต้องถูกยั่วแรงๆนะ ใจถึงจะชั่วเต็มๆขึ้นมาได้นะ เนี่ยนิวรณ์นะ

ถ้าเรามีสติ นิวรณ์ใดเกิดขึ้นในใจเรารู้ทัน ใจมันซึมเราก็รู้นะ ใจฟุ้งซ่าน ใจรำคาญใจ ใจสงสัย ใจมีพยาบาท ใจติดอกติดใจในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ และคอยรู้ทัน ทันทีที่รู้ทันเนี่ย สติเกิดนะตัวนี้จะดับหมด นิวรณ์ดับหมด ทันทีที่นิวรณ์ดับหมดนะ สมาธิจะเกิดเอง ใจจะตั้งมั่นเอง เพราะว่าศตรูของสมาธิไม่มีแล้ว นี่เป็นวิธีสำหรับพวกดูจิตนะ ที่จะให้ใจตั้งมั่น

มีอีกวิธีนึงที่ง่ายๆ นี่วิธีนี้ต้องคิดค่าโนฮาว วิธีที่ง่ายๆเลยคือรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น อย่างจิตเราไปว่างอยู่ข้้างนอก เรารู้ทันว่าจิตไปว่างอยู่ข้างนอก มันจะทวนเข้ามาตั้งมั่นเอง รู้ทันมันมันจะกลับมาตั้งมั่นเอง ไม่ต้องดึง ถ้าพวกเรารู้สึกจิตอยู่นอกๆ แล้วเราพยายามไปดึง มันจะแข็งๆแน่นๆขึ้นมา ใช้ไม่ได้ ให้เรารู้ทันว่าจิตไม่ตั้งมั่นแล้วมันจะตั้งเอง

อีกพวกนึงถ้าคนไหนทำฌานได้ก็ทำฌาน ตอนนิวรณ์ดับฌานเกิด ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา ค่อยฝึกเอานะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๔
File: 511023.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งที่ต้องทำอีกตัวนึงก็คือการฝึกให้จิตตั้งมั่น ให้จิตสงบ ให้จิตตั้งมั่น เป็นสิ่งที่ควรฝึกควรทำ ควรปฏิบัติ

เห็นมั้ยสิ่งที่ทางดำเนินนะ ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีแล้วก็ไม่ได้ดำเนินต่อเลย รู้หลักปฏิบัติแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง พระพุทธเจ้าก็สอนทางดำเนินของจิตให้ มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เนี่ยสิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนทุกสิ่งทุกอย่างมาเพื่อนำมาสู่การเจริญปัญญานั่นเอง

ให้มีสติก็รู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจ รู้ความมีอยู่ ของกายของใจ รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจไป ในขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจนั้นน่ะ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ทรงสมาธิอยู่

จิตของเราปกติไม่มีสมาธิ จิตของเราจะไหลไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจตลอดเวลา จิตฟุ้งซ่านตลอด ไม่มีสมาธิ แล้วมาฝึกให้จิตมีสมาธิ โดยการรู้ทันจิตที่ไหลไป หรือจะทำสมาธิก็ได้ ทำฌาน ทำฌานที่ถูกต้อง ซึ่งคนยุคเราเนี่ยทำยาก แค่อุปจารสมาธิก็ยากแล้ว อุปจารฯยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น เราหายใจเข้าหายใจออกนะ ลมหายใจจะตื้นขึ้นๆนะ จนกลายเป็นแสงสว่าง สว่างอยู่กับที่ตรงนี้ เราเห็นแสงสว่างนะ แล้วย่อให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้นะ ตามใจชอบนะ ตรงนี้แหล่ะได้อุปจารฯ

ยังทำไม่ถึงเลยใช่มั้ย เล่นยังไม่ได้เลย ไม่ชำนาญ อย่าว่าแต่อัปปนาฯเลย อุปจารฯยังทำไม่ค่อยได้เลยคนรุ่นเรา แต่ไม่ต้องท้อใจ เอาขณิกสมาธิ สมาธิเป็นขณะๆก็พอแล้ว ที่พอสำหรับการบรรลุมรรคผลนิพพาน แม้แต่คนในครั้งพุทธกาลนะ ส่วนใหญ่ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ท่านก็ใช้ขณิกสมาธินี้แหล่ะ ท่านไม่ได้มีฌานมีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี้เอง พระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอย่างพวกเรานี่แหล่ะ ๖๐ กว่าเปอร์เซนต์

งั้นเรามีสมาธิเป็นขณะๆนี่ก็พอแล้ว วิธีฝึกสมาธิเป็นขณะนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตไว้ พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ ไปเดินจงกรมก็ได้ แต่ไม่ใช่พุทโธให้จิตนิ่ง ไม่ใช่หายใจให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ดูท้องให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ขยับมือให้จิตนิ่ง ไม่ได้ไปเดินให้จิตนิ่ง แต่พุทโธเพื่อรู้ทันจิต หายใจเพื่อรู้ทันจิต ดูท้องพองยุบเพื่อรู้ทันจิต เดินจงกรมก็เพื่อรู้ทันจิต พุทโธไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน เดินจงกรม จิตหนีไปคิด รู้ทัน ดูท้องพองยุบ จิตหนีไปคิด ก็รู้ทัน พุทโธอยู่ จิตไหลไปเพ่งพุทโธ ดูลมหายใจ จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ ดูท้องพองยุบ จิตไหลไปเพ่งท้อง รู้ทัน

จิตมันไหลไป ไหลไปสองแบบ ไหลไปคิดนี่หลงไปเลย กับไหลไปเพ่ง ถ้าจิตไหลไปแล้วเรารู้ทัน ว่าจิตไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น ไม่ไหล ตั้งมั่นขึ้นมาจะได้เป็นขณิกสมาธิขึ้นมา เป็นขณะๆ แต่เดิมนั้นนานกว่าจะได้ขณิกสมาธิขึ้นมาสักขณะหนึ่งนะ หลงมาตั้งชั่วโมงแล้วค่อยรู้ว่าหลงไป ได้สมาธิขึ้นมาแว้บหนึ่ง ฝึกทุกวันไม่ท้อถอย พุทโธไป หายใจไ แล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปเพ่ง รู้ทัน ต่อไปพอจิตขยับตัวกริ๊กเดียวก็รู้แล้ว จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา

การที่จิตตั้งมั่นทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะ แต่ตั้งบ่อยๆนะ มันจะเกิดสภาวะความรู้สึกขึ้นมาว่า เหมือนมันตั้งอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากฌานมา มาอยู่ในโลกธรรมดาเนี่ย ในความเป็นจริงแล้วตั้งเป็นขณะเหมือนกัน แต่มันเกิดซ้ำๆ เกิดบ่อยๆ มันเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว

ทีนี้พวกเราไม่ได้ทรงฌาน ก็ฝึกทีละขณะๆนี้แหละ ต่อไปมันจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ เคยหลงวันละครั้ง(ตั้งแต่ตื่นจนหลับ – ผู้ถอด)ก็กลายเป็นชั่วโมงละครั้ง นี่ก็รู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นแล้ว ชั่วโมงหนึ่งเคยหลงครั้งเดียว ต่อมาหลง ๖๐ ครั้ง รู้สึกตัวขึ้นมาได้ถี่ขึ้นมาแล้ว ต่อไปวินาทีหนึ่งเนี่ย เห็นเลย จิตเดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง วินาทีหนึ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามันถี่มากๆเข้า จะรู้สึกเหมือนรู้ตัวอยู่ทั้งวันเลย คราวนี้ จะเป็นอาการเดี่ยวกันกับพวกที่ทรงฌาน แต่มันทำยาก จะอยู่ได้ช่วงหนึ่งเดี๋ยวก็หมดแรงแล้ว หมดแรงแล้วจะฟุ้งไป ส่วนพวกทรงฌาน จะทรงอยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วันหรอก ก็จะต้องไปทำฌานใหม่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งที่ต้องทำอีกตัวนึงก็คือการฝึกให้จิตตั้งมั่น ให้จิตสงบ ให้จิตตั้งมั่น เป็นสิ่งที่ควรฝึกควรทำ ควรปฏิบัติ

เห็นมั้ยสิ่งที่ทางดำเนินนะ ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีแล้วก็ไม่ได้ดำเนินต่อเลย รู้หลักปฏิบัติแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง พระพุทธเจ้าก็สอนทางดำเนินของจิตให้ มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เนี่ยสิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนทุกสิ่งทุกอย่างมาเพื่อนำมาสู่การเจริญปัญญานั่นเอง

ให้มีสติก็รู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจ รู้ความมีอยู่ ของกายของใจ รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจไป ในขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจนั้นน่ะ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ทรงสมาธิอยู่

จิตของเราปกติไม่มีสมาธิ จิตของเราจะไหลไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจตลอดเวลา จิตฟุ้งซ่านตลอด ไม่มีสมาธิ แล้วมาฝึกให้จิตมีสมาธิ โดยการรู้ทันจิตที่ไหลไป หรือจะทำสมาธิก็ได้  ทำฌาน ทำฌานที่ถูกต้อง ซึ่งคนยุคเราเนี่ยทำยาก แค่อุปจารสมาธิก็ยากแล้ว อุปจารฯยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น เราหายใจเข้าหายใจออกนะ ลมหายใจจะตื้นขึ้นๆนะ จนกลายเป็นแสงสว่าง สว่างอยู่กับที่ตรงนี้ เราเห็นแสงสว่างนะ แล้วย่อให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้นะ ตามใจชอบนะ ตรงนี้แหล่ะได้อุปจารฯ

ยังทำไม่ถึงเลยใช่มั้ย เล่นยังไม่ได้เลย ไม่ชำนาญ อย่าว่าแต่อัปปนาฯเลย อุปจารฯยังทำไม่ค่อยได้เลยคนรุ่นเรา แต่ไม่ต้องท้อใจ เอาขณิกสมาธิ สมาธิเป็นขณะๆก็พอแล้ว ที่พอสำหรับการบรรลุมรรคผลนิพพาน แม้แต่คนในครั้งพุทธกาลนะ ส่วนใหญ่ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ท่านก็ใช้ขณิกสมาธินี้แหล่ะ ท่านไม่ได้มีฌานมีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี้เอง พระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอย่างพวกเรานี่แหล่ะ ๖๐ กว่าเปอร์เซนต์

งั้นเรามีสมาธิเป็นขณะๆนี่ก็พอแล้ว วิธีฝึกสมาธิเป็นขณะนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตไว้ พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ ไปเดินจงกรมก็ได้ แต่ไม่ใช่พุทโธให้จิตนิ่ง ไม่ใช่หายใจให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ดูท้องให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ขยับมือให้จิตนิ่ง ไม่ได้ไปเดินให้จิตนิ่ง แต่พุทโธเพื่อรู้ทันจิต หายใจเพื่อรู้ทันจิต ดูท้องพองยุบเพื่อรู้ทันจิต เดินจงกรมก็เพื่อรู้ทันจิต พุทโธไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน เดินจงกรม จิตหนีไปคิด รู้ทัน ดูท้องพองยุบ จิตหนีไปคิด ก็รู้ทัน พุทโธอยู่ จิตไหลไปเพ่งพุทโธ ดูลมหายใจ จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ ดูท้องพองยุบ จิตไหลไปเพ่งท้อง รู้ทัน

จิตมันไหลไป ไหลไปสองแบบ ไหลไปคิดนี่หลงไปเลย กับไหลไปเพ่ง ถ้าจิตไหลไปแล้วเรารู้ทัน ว่าจิตไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น ไม่ไหล ตั้งมั่นขึ้นมาจะได้เป็นขณิกสมาธิขึ้นมา เป็นขณะๆ แต่เดิมนั้นนานกว่าจะได้ขณิกสมาธิขึ้นมาสักขณะหนึ่งนะ หลงมาตั้งชั่วโมงแล้วค่อยรู้ว่าหลงไป ได้สมาธิขึ้นมาแว้บหนึ่ง ฝึกทุกวันไม่ท้อถอย พุทโธไป หายใจไ แล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปเพ่ง รู้ทัน ต่อไปพอจิตขยับตัวกริ๊กเดียวก็รู้แล้ว จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา

การที่จิตตั้งมั่นทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะ แต่ตั้งบ่อยๆนะ มันจะเกิดสภาวะความรู้สึกขึ้นมาว่า เหมือนมันตั้งอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากฌานมา มาอยู่ในโลกธรรมดาเนี่ย ในความเป็นจริงแล้วตั้งเป็นขณะเหมือนกัน แต่มันเกิดซ้ำๆ เกิดบ่อยๆ มันเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว

ทีนี้พวกเราไม่ได้ทรงฌาน ก็ฝึกทีละขณะๆนี้แหละ ต่อไปมันจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ เคยหลงวันละครั้ง(ตั้งแต่ตื่นจนหลับ – ผู้ถอด)ก็กลายเป็นชั่วโมงละครั้ง นี่ก็รู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นแล้ว ชั่วโมงหนึ่งเคยหลงครั้งเดียว ต่อมาหลง ๖๐ ครั้ง รู้สึกตัวขึ้นมาได้ถี่ขึ้นมาแล้ว ต่อไปวินาทีหนึ่งเนี่ย เห็นเลย จิตเดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง วินาทีหนึ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามันถี่มากๆเข้า จะรู้สึกเหมือนรู้ตัวอยู่ทั้งวันเลย คราวนี้ จะเป็นอาการเดี่ยวกันกับพวกที่ทรงฌาน แต่มันทำยาก จะอยู่ได้ช่วงหนึ่งเดี๋ยวก็หมดแรงแล้ว หมดแรงแล้วจะฟุ้งไป ส่วนพวกทรงฌาน จะทรงอยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วันหรอก ก็จะต้องไปทำฌานใหม่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สมาธิมี ๒ ชนิด ความตั้งมั่นมี ๓ ระดับ

mp 3 (for download) : สมาธิมี ๒ ชนิด ความตั้งมั่นมี ๓ ระดับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จุดที่แตกหักจุดแรกเลย ว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้มรรคผลนิพพานหรือไม่ ถ้าจิตมีแต่ความสงบนะ ไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่สามารถเจริญปัญญาได้จริง มรรคผลนิพพานนะเป็นเรื่องฝันเอาเลย ไม่มีทาง อันนี้ครูบาอาจารย์แต่ก่อนก็สอนไว้ แต่คนลืมไป

หลวงปู่เทศก์ท่านสอนสมาธิ ๒ ชนิด หลวงปู่เทศก์สมัยที่ท่านภาวนา ท่านเคยติดสมาธิอยู่สิบกว่าปี สิบสองสิบสามปี ใครก็แก้ให้ท่านไม่ได้ ขนาดท่านอาจารย์สิงห์ก็แก้ให้ท่านไม่ได้ ต้องไปหาหลวงปู่มั่น ตามไปทางเหนือ หลวงปู่มั่นแก้ให้ได้ การที่ท่านติดสมาธิอยู่นาน ทำให้ท่านแตกฉานเรื่องสมาธิมากเลย ท่านสามารถแยกสมาธิออกเป็น ๒ ส่วนได้ สมมติบัญญัติของท่าน ท่านเรียกว่าฌานอันนึง เรียกว่าสมาธิอันนึง

ฌานเนี่ยเป็นการเพ่งอารมณ์ ให้จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว นิ่งๆ สมาธิเป็นความตั้งมั่นของจิต ให้้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา ถ้าตั้งมั่นก็มี ๓ ระดับ ระดับตั้งมั่นชั่วขณะเป็น”ขณิกสมาธิ” ตั้งมั่นยาวหน่อยเป็น”อุปจารสมาธิ” ตั้งมั่นลึกเลยก็ยังตั้งมั่นอยู่ในฌานเป็น”อัปปนาสมาธิ” ท่านอธิบายตัวสัมมาสมาธิตัวสมาธิที่ถูกต้องเนี่ย ท่านแยกเป็น “ขณิกสมาธิ” “อุปจารสมาธิ” “อัปปนาสมาธิ” ส่วนการเพ่งให้จิตหลบในนิ่งๆอยู่ท่านแยก ๓ ส่วน มีอย่างละ ๓ เหมือนกัน

ไม่มีใครสอนนะเรื่องเหล่านี้ แต่ท่านไปยืมศัพท์ของทางอภิธรรมมาใช้ ว่าการเพ่งแบบนึงเนี่ย ท่านเรียกภวังคุบาท จิตรวมลงไปวูบเดียวแล้วก็ถอนขึ้นมาเลย วูบนึงหมดสติไปงั้น วูบลงไปแล้วถอนขึ้นมา อันนึงท่านเรียกภวังคจารณะ มันไหลลงไปแล้วมันไปเคลื่อนๆอยู่ข้างใน สติอ่อนจิตอ่อน มันเคลื่อนอยู่ข้างในจิตไม่ตั้งมั่น ท่านเรียกภวังคจารณะ อีกอันนึงท่านเรียกภวังคุบาท ดับไปเลย อันนี้ท่านไปยืมศัพท์ทางอภิธรรมมาใช้นะ คือเจ้าของศัพท์เค้าจะยอมรับไม่ได้เพราะว่าเค้าแปลไม่ตรงกับท่าน แต่ว่ามันเห็นเลยว่า ความแตกฉานของท่านมีมากในเรื่องสมาธิเนี่ย เก่งจริงๆ

แล้วท่านก็พบว่าจิตก็มี ๒ แบบ จิตอันนึงเป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง จิตอันนึงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ท่านก็มีศัพท์เฉพาะ ยืมศัพท์มาใช้อีกแล้ว จิตที่เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ท่านเรียกว่า”จิต” อันนี้เอาไปทำวิปัสสนาไม่ได้ จิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ท่านเรียกว่า”ใจ” ท่านบอกว่าจิตอันใดใจอันนั้น ก็เป็นตัวรู้เหมือนกัน แต่ตัวรู้นึงมันเข้าไปคลุกอารมณ์ ไปหลงอารมณ์ ตัวรู้อันนึงที่เป็นใจ ตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงสมาธิอยู่

นี่ท่านสอนมาก่อนหลวงพ่อนะ แต่ว่าภาษาท่านคนรุ่นโน้นก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก เพราะท่านพูดเรื่องนี้ขึ้นมาในท่ามกลางวงกรรมฐาน ซึ่งมีแต่เรื่องพุทโธพิจารณากาย คนก็นึกว่าท่านภาวนาไม่เป็นซะด้วยซ้ำไป ที่จริงท่านก็ภาวนาเก่ง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๗
File: 550317.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๒๓) ถ้ามีเหตุขันธ์ก็เกิดสืบทอดไป ถ้าไม่มีเหตุขันธ์ก็ไม่เกิดสืบทอดไป

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๒๓) ถ้ามีเหตุขันธ์ก็เกิดสืบทอดไป ถ้าไม่มีเหตุขันธ์ก็ไม่เกิดสืบทอดไป

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

โยม : นมัสการหลวงพ่อครับ ผมส่งการบ้านมาหลายครั้ง ก็ยังตื่นเต้นอยู่เหมือนเดิม ความตื่นเต้นมานี่ มันยังไม่หายเลยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ห้ามมันไม่ได้หรอก จิตมันเป็นอนัตตา

โยม : ทีนี้ การปฏิบัติที่จะมาส่งก็คือ เวลาผมทำสมาธิ แล้วผมก็สังเกตไปเรื่อยๆ ว่าอะไรปรากฎก็รู้มันๆ ทีนี้สักพักหนึ่ง มันไม่มีอะไรปรากฎ มันเงียบๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เงียบปรากฎล่ะ

โยม : ใช่ๆครับ ความเงียบปรากฎ ตรงนี้ ผมเคยถกกับคุณหมอท่านหนึ่ง คุณหมอบอกว่าจิตสงบแล้ว ผมบอกว่า คิดเรื่องเงียบ ผมมีความรู้สึกว่าคิดเรื่องเงียบอยู่

หลวงพ่อปราโมทย์ : เงียบปรากฎนะ

โยม : แล้วความเงียบ ผมก็ดูต่อไป ดูไปแล้วก็ไม่เงียบอีกแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่ มันก็ไม่เที่ยง

โยม : แต่มันก็นานพอสมควร คือ ถ้ามันเป็นอย่างนี้บ่อยๆ เวลาที่มันเงียบ มันจะยิ่งนานขึ้นๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ก็ออกจากสมาธิแล้ว อยู่ในโลก ก็เจริญสติในชีวิตประจำวันให้มาก เท่านั้นแหละ

โยม : คราวนี้เวลาออกจากสมาธิน่ะครับ แล้วมีสติอัตโนมัติขึ้นมา เวลาที่สติอัตโนมัติค้างอยู่ มันรู้สึกได้ว่านานกว่าเดิม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตทำสมาธินะ จิตที่ทรงฌานเนี่ย สติอัตโนมัติจะอยู่นาน

โยม : อย่างนั้นเรียกว่าฌานหรือครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตเข้าไปอยู่ในความนิ่ง ความว่าง ความไม่มีอะไร รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ก็เข้าสมาธิที่ละเอียดเข้าไปแล้วล่ะ

โยม : อีก ๒ ประเด็นนะครับ คือเวลา อย่างเหตุการณ์เมื่อคืนนี้เอง ขณะที่กำลังทำงานอยู่แล้วมันหงุดหงิดขึ้นมา ก็ดูมันไป สังเกตไปเรื่อยๆ ปรากฎว่า ความหงุดหงิดหายไปแล้ว แต่มันยังร้อนอยู่

หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ.. วิบาก กิเลส กิเลสเกิดนะ จิตก็กระทำกรรม จิตกระทำกรรมก็ต้องมีวิบาก ตรงหงุดหงิดนะก็เป็นกิเลส แล้วผลักดันให้จิตเราดิ้นรน ก็ต้องรับวิบากอีกช่วงแหละ

โยม : สภาพที่แยกธาตุแยกขันธ์อย่างนั้น ใช่มั้ยครับ แต่มัน มันไม่ได้แยกได้ตลอดเวลา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่เป็นไร เวลาเราทำความสงบเนี่ย ไม่ต้องแยกธาตุแยกขันธ์ เวลาเผลอ ไม่ได้แยกธาตุแยกขันธ์ เวลาที่จิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ ก็แยกธาตุแยกขันธ์ได้ มันไม่ได้เป็นตลอดนะ

โยม : ในระหว่างที่ผมกำลังสังเกต ความหงุดหงิด ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง รู้สึกว่า มีเรา(หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ..)กำลังดูมันอยู่(หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ..)

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดีที่เห็นนะ แสดงว่ายังไม่ใช่พระโสดาบัน ถ้าเป็นพระโสดาบันจะเห็นว่า ธรรมชาติรู้เป็นคนดูอยู่ ไม่ใช่เราดูละ

โยม : แต่ว่าเราไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อปาโมทย์ : ไม่อยู่ตลอด

โยม : เวลาผมเผลอ เราหายไป

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ.. สักกายทิฎฐิก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ความเห็นว่าเป็นเรา เป็นชั่วคราว เกิดเป็นคราวๆ

โยม : ผมขออีกนิดนะครับ คือ เวลาที่เรานอนหลับสนิท แล้วตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกว่าโลกปรากฎ ทีนี้ตอนหลับสนิท สนิทจริงๆครับ ไม่มี ตรงนี้ ตรงกับที่ผมศึกษา คือว่า ตรงนี้ขออนุญาตนิดนึงครับ คือ ผมเคยอ่านเจอในพระอภิธรรมว่า เทวดาถามพระพุทธเจ้าว่า โลกมีอะไรนำไป โลกปรากฎได้อย่างไร ผมเข้าใจความหมายทำนองนี้ ใช่มั้ยครับ ผมเข้าใจถูกแล้ว? อีกอันหนึ่งนะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : หา ทำไมเยอะนักล่ะ คนอื่นเขาจะประท้วงหรือเปล่า หือ..

โยม : ครับ ต้องขอโทษด้วยครับว่า ผม.. ต้อง.. ให้ความรู้กับเพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ป้องกันไม่ให้เกิดมิจฉาทิฎฐิ คือเมื่อกี๊ผมฟังที่หลวงพ่อพูดตอนเริ่มต้น บอกว่า ถ้าเราไปมั่นใจว่าตายแล้วเกิด เป็นมิจฉาทิฎฐิ ตรงนี้หมายความว่า เราต้องมั่นใจว่า ไม่มีพระอรหันต์ใช่มั้ยครับ ถึงจะเรียกว่าไม่เป็นมิฉาทิฎฐิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ใช่ พวกเราตอนนี้ต้องคิดว่ามีพระอรหันต์ไว้ก่อน แต่พระอรหันต์ท่านไม่ได้คิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์หรอก ของเรามันยังมี

โยม : อย่างนี้แสดงว่า ที่ผมกำลัง ตอนนี้อย่างที่ผมกำลังพูดกับลูก ผมบอกว่า ผมมั่นใจว่าตายแล้วเกิด อย่างตัวผม ผมมั่นใจว่าตายแล้วเกิด อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฎฐิมั้ยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าพูดกับลูกก็พูดโดยอนุโลมเอา เอาแบบนั้นก่อนนะ คือ มันจะเห็นแจ้งต่อเมื่อเห็นว่า ปัจจุบันนี้ ไม่มี ปัจจุบันนี้ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีเรา ไม่มีเขา ก็ปัจจุบันยังไม่มีเลย ตายแล้วจะมีหรือไม่มีอย่างนี้ ถ้ามีเหตุก็เกิด ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่มี ถ้ามีเหตุขันธ์ก็เกิดสืบทอดไป ถ้าไม่มีเหตุขันธ์ก็ไม่เกิดสืบทอดไป ถ้าพูดให้ถูกก็ต้องพูดอย่างนั้น แต่ว่าสอนเด็กไม่ได้ มันยากไป ถ้าสอนลูกก็บอกว่า ตายแล้วเกิด สอนอย่างนี้ไปก่อน

โยม : ขอบคุณมากครับ

550409.44m08-49m47

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๔๔ วินาทีที่ ๘ ถึง นาทีที่ ๔๙ วินาทีที่ ๔๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้สึกตัวเพื่อตัดชีวิตให้ขาดเป็นท่อนๆ

mp 3 (for download) : รู้สึกตัวเพื่อตัดชีวิตให้ขาดเป็นท่อนๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

รู้สึกตัวเพื่อตัดชีวิตให้ขาดเป็นท่อนๆ

รู้สึกตัวเพื่อตัดชีวิตให้ขาดเป็นท่อนๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ : คอยรู้ไปเรื่อยนะ มีสติรู้สึกขึ้นมา สะสมไปทีละเล็กทีละน้อยอย่างนี้ ไม่รีบร้อน ไม่ต้องไปพยายามทำสติให้เกิดตลอดเวลา เราไม่ต้องการสติตลอดเวลา เราต้องการสติทีละแว้บเดียว

เพราะงั้นเรารู้สึกตัวขึ้นแว้บแล้วหลงไปอีก เราก็รู้สึกอีกแว้บนึงแล้วค่อยหลงไปอีก แล้วฝึกอย่างนี้นะ ไม่ใช่รู้สึกๆๆไม่มีหลงเลย ถ้ารู้สึกๆๆไม่มีหลงเลยน่ะคือการทำฌาน เพราะจิตที่จะเกิดซ้ำซากมีสติซ้ำซากอยู่ได้อย่างเดียวตลอดนานๆเนี่ยคือฌานจิตเท่านั้น จิตธรรมดาๆไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ให้รู้ขึ้นแว้บนึงแล้วหลง รู้แว้บนึงแล้วก็หลง ตรงนี้สำคัญ

ไม่ต้องฝึกให้รู้สึกตัวตลอดเวลา แต่ฝึกให้รู้สึกบ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ฝึกบ่อยๆไม่ใช่ให้ต่อเนื่องยาวนาน ทีละแว้บนี่แหล่ะ มันจำเป็นยังไง คนในโลกนี้นะไม่เคยมีสติ ไม่เคยรู้สึกตัว คนในโลกอยู่ในความฝันตลอดเวลา ฝันทั้งวันทั้งคืนทั้งตื่นทั้งหลับ แล้วมันจะเกิดความสำคัญผิดขึ้นมา ว่ามันมีตัวเราจริงๆ

พวกเรารู้สึกมั้ยในนี้มีเราอยู่คนนึง เราคนนี้นะกับเราตอนเด็กๆก็ยังเป็นเราคนเดิม รู้สึกมั้ยมันมีเราอยู่คนหนึ่ง เรามาตั้งแต่เด็กนะจนวันนี้ยังเป็นคนเก่าอยู่ เราคนเดิมหรอกหน้าตาต่างหากที่เปลี่ยนไปแต่ข้างในนี้มีเราที่คงเดิมอยู่คนหนึ่ง เนี่ยเพราะอะไร เพราะเราไม่เคยเห็นมันเกิดดับ เราไม่เคยเห็นจิตเกิดดับ ถ้าเราเห็นจิตเกิดดับเราจะรู้ว่าไม่มีเราหรอก ข้างในนี้

งั้นที่เราหัดรู้สึกตัวขึ้นมานะเพื่อตัดชีวิตให้ขาดเป็นท่่อนๆ ถ้าชีวิตเรายาวอย่างนี้อันเดียวเนี่ย หลง หลงตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่นี้หลงมาเรื่ิอยๆๆจนหมดเวลาตาย เราจะรู้สึกมีเราคงที่อยู่ เหมือนเราดูการ์ตูนนะ มีโดเรมอนใช่มั้ยมีอิคคิวซัง หลวงพ่อรู้จักแค่รุ่นเนี่ยหลังจากนั้นไม่รู้จักแล้ว โดเรมอนมันเดินไปเดินมาได้ นี่เป็นภาพลวงตาจริงๆมันเป็นรูปแต่ละช็อตแต่ละช็อต รูปแต่ละรูปแต่ละรูป แล้วมันเกิดดับต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว เราเลยรู้สึกมีเรา ถ้าเราเห็นรูปแต่ละรูปเกิดแล้วหายไปๆ เราจะไม่รู้สึกว่ามีโดเรมอนตัวจริงขึ้นมา โดเรมอนไม่มีจริง

การที่เราฝึกให้มีสติขึ้นมานี่ก็เหมือนกัน เราจะเห็นเลยเดี๋ยวจิตก็หลงไปเดี๋ยวจิตก็รู้สึก เดี๋ยวจิตก็หลงไปเดี๋ยวจิตก็รู้สึก พอจิตมันหลงไปคิดไปนึกไปปรุงไปแต่งนะ หลงไปทางทวารทั้งหก หลงไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย หลงไปทางใจคือหลงไปคิด หรือบางทีก็หลงไปเพ่ง นี่หลงทางใจ แล้วตามมามีสติมันจะรู้ว่าเมื่อกี๊นี้หลงแต่จิตที่หลงนั้นดับไปแล้ว จะเห็นเลยจิตที่รู้กับจิตที่หลงเนี่ยเป็นคนละดวงกัน

การที่เราเห็นจิตที่รู้กับจิตที่หลงเป็นคนละอันกันเนี่ย เรียกว่าสันตติคือความสืบเนื่องเนี่ยขาดลงแล้ว การภาวนาจนสันตติขาดเนี่ยนะ คือการทำวิปัสสนาที่แท้จริงแล้ว งั้นเราจะเห็นจิตเนี่ยเกิดแล้วก็ดับนะ เช่นจิตที่หลงไปพอเรารู้สึกตัวเราจะเห็นเลยจิตที่หลงดับไปแล้วเกิดจิตที่รู้สึก แล้วจิตที่รู้สึกอยู่ได้แว้บเดียวก็หลงใหม่ เห็นมั้ย แล้วก็รู้สึกขึ้นมาอีกครั้งนึง คราวนี้รู้สองทีเลย รู้ว่าจิตที่รู้สึกตัวอันแรกนั้นดับไปแล้วเกิดจิตที่หลง จิตที่หลงก็ดับไปแล้วอีก เกิดมีจิตรู้สึกตัวอันใหม่

เนี่ยฝึกดูไปเรื่อยนะจะเห็นนะมีแต่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ ขาดเป็นช่วงๆ หรือถ้าสติระลึกรู้กายนะจะเห็นเลยร่างกายที่หายใจออกร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอน ร่างกายที่คู้ที่เหยียดเนี่ย เกิดดับตลอดเวลา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กรกฎาคมพ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๑
File: 510717.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

mp3 for download : ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

ทางบรรลุธรรม (๗) เมือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบ จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้ถ้าจิต สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา บุญ บารมี แก่รอบแล้ว จิตหยุดความปรุงแต่งแล้ว มันจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ รวมเอง ทำไมมันรวมเข้าอัปนาสมาธิได้เอง เพราะว่าจิตไม่ไหลไปตามกาม ฌานจะเกิดเอง

โดยธรรมชาติของจิตนี้ต้องเวียนอยู่ในภพ ภพที่จิตเวียนอยู่ได้ มีอยู่ ๓ ภพ เท่านั้น ๑ กามวจรภพ ภพที่เวียนไปในกาม คือ หาอารมณ์เพลิดเพลินไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เพลินไปเรื่อย พวกเราจิตหมุนอยู่ติ้วๆ ทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย นึกออกมั้ย อันนี้แหละเรียกว่า กามภพ เรียกให้เต็มยศนะ เรียกว่า กามวจรภูมิ ใจก็ไปเวียนอยู่อย่างนี้

ถ้าหลุดออกจากกามภพแล้วนะ ก็จะเข้าไปรูปภพ หรือรูปภูมิ ก็คือ ไปสงบอยู่กับการรู้รูป เช่น รู้ลมหายใจแล้วจิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอก อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไรเลย จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียว อาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียว เพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิ

ถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้าอรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นบางคนที่เขาสอนให้ภาวนาเพื่อให้ไปอยู่กับความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง

ทีนี้ถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลย จิตแส่ส่ายออกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแต่ทุกข์ จิตไม่แส่ส่าย จิตก็หลุดออกกามภูมิ เข้ารูปภูมิ หรืออรปภูมิ เข้าเองเลยนะ

เพราะฉะนั้นอย่างพวกเรา หัดเจริญสติไปเรื่อย พอ ศีล สมาธิ ปัญญา สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบนะ จิตจะหมดความหลงใหล รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งหลาย มาดึงดูจิตไหลไปไม่ได้แล้ว อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ ชั่วขณะ จิตจะตั้งมั่น รู้ว่าไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้ง เด่นดวง จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ

เพราะฉะนั้น ถึงเราจะเจริญสติ เจริญปัญญา โดยเข้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้าย ที่จะเกิดอริยมรรค อริยผล ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค จนถึงอรหัตตมรรค จิตจะเข้าฌานของเขาเองนะ จิตจะเข้าฌานของเขาเอง

ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิอริยมรรคเนี่ย ไม่ต้องถอยออกมาอยู่กับโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่ในกามภูมิก่อน จิตก็ไปตัดอยู่ข้างในได้เลยนะ นี่เป็นอีกพวกหนึ่ง

แต่รวมความก็คือ อริยมรรค ไม่เกิดอยู่ในจิตที่อยู่ในกาม อย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดในรูปภูมิ หรืออรูปภูมินะ จะเกิดกันตรงนั้น จะล้างกันตรงนั้น

เพราะฉะนั้นจิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ

540805.12m44-15m52

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 41
File (ประเทศไทย): 540805.mp3
File (สหรัฐอเมริกาและยุโรป): 540805.mp3

นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๔ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๘) สรุปอานาปานสติ สำหรับฆราวาสคนเมือง (จบ)

mp3 for download : อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๘) สรุปอานาปานสติ สำหรับฆราวาสคนเมือง (จบ)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๘) สรุปอานาปานสติ สำหรับฆราวาสคนเมือง (จบ)

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๘) สรุปอานาปานสติ สำหรับฆราวาสคนเมือง (จบ)

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อไม่เห็นกรรมฐานใดอัศจรรย์เหมือนอานาปานสติ ลึกล้ำ จนถึงขนาดยอมรับเต็มปากเต็มคำ เต็มหัวใจเลย มันเป็นกรรมฐานของพระมหาบุรุษ ไม่ใช่กรรมฐานของคนทั่วๆไปจะเล่นได้ชำนิชำนาญหรอก

ทีนี้ พวกเราเล่นไม่ได้ทั้งหมด เราก็เลือกเอาส่วนที่เล่นได้ หายใจแล้วรู้สึกตัวไป หายใจไปแล้วจิตหนีไปคิด คอยรู้ทัน ทำตรงนี้ให้ได้ หายใจไป จิตหนีไปคิดแล้วรู้ทัน จิตหนีไปคิดแล้วรู้ทัน จิตจะเป็นผู้รู้ขึ้นมา พอจิตเป็นผู้รู้แล้วจะดูกายดูใจก็ดูไปเลย ไม่ต้องไปเข้าฌานก็ได้ เอาแค่ว่าหายใจไป เห็นกายมันหายใจ ไม่ใช่ตัวเราหายใจ หายใจไปจิตใจมีความสุขความทุกข์ เห็นมันสุขมันทุกข์ของมันได้เอง หายใจไปแล้วก็เกิดกุศลบ้าง เกิดอกุศลบ้าง เช่น เกิดฟุ้งซ่าน หายใจแล้วมีฟุ้งซ่านมีไหม ส่วนใหญ่นั่นแหละหายใจแล้วฟุ้งซ่าน ใช่ไหม ก็ดูไป จิตมันฟุ้งซ่าน เราเป็นแค่คนดู ดูไปๆมันก็เลิกฟุ้งของมันไปเอง ฟุ้งซ่านมันก็ไม่เที่ยง เห็นแต่ของไม่เที่ยง มีความสงบเกิดขึ้น หายใจสบายๆ มันสงบขึ้นมา มันก็อยู่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หายไปอีก นี้เราฝึกแค่นี้ก็พอแล้ว

หายใจไป จิตหนีไปแล้วรู้ทัน มันจะได้จิตผู้รู้ขึ้นมา ถัดจากนั้นเห็นร่างกายหายใจ ไม่ใช่ตัวเรา อันนี้เดินปัญญาด้วยการดูกาย ถ้าจะเดินปัญญาด้วยการดูจิตก็หายใจไป มีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ เฉยๆก็รู้ หายใจไปแล้วจิตเป็นกุศลก็รู้ จิตเป็นอกุศลก็รู้ บางทีเห็น ทุกอย่างชั่วคราวไปหมด

ฝึกไปอย่างนี้ เรียกว่า ปัญญานำสมาธิ มันนำสมาธิอย่างไร ความจริงมันมีสมาธิอยู่แล้ว แต่มันมีในขั้นขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ

เมื่อเดินปัญญาแก่รอบเต็มที่แล้ว จิตจะรวมเข้าอัปปนาเอง ในนาทีที่จะตัดสินความรู้บรรลุ อริยมรรค อริยผล อริยมรรค อริยผล ไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา อริยมรรค อริยผล เกิดในฌานจิตเท่านั้น เกิดในรูปฌานก็ได้ เกิดในอรูปฌานก็ได้ แต่จะไม่เกิดในวิถีจิตปกติของมนุษย์นี้

ทีนี้ ถ้าเราเข้าฌานไม่เป็น ไม่ต้องตกใจ เจริญปัญญาให้มาก มีแค่ขณิกสมาธินะ ทุกวันพยายามไหว้พระสวดมนต์ไว้ ทำในรูปแบบ จิตหนีไปคิดแล้วรู้ทัน ฝึกให้มันมีขณิกสมาธิ แล้วมาเดินปัญญา รู้กาย รู้ใจ ในชีวิตประจำวัน ถึงเวลาก็ทำความสงบ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม รู้ทันจิตที่หนีไป หมดเวลาก็มารู้กาย รู้ใจ ในชีวิตประจำวันต่อไป ถึงวันที่ สติ สมาธิ ปัญญา แก่รอบพอ จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิ รวมเอง แล้วเกิด อริยมรรค อริยผล ขึ้น อันนี้เรียกว่า ใช้ปัญญานำสมาธิ

ลึกซึ้งมาก เรื่องอานาปานสติ แต่ว่าเราฝึกง่ายๆอย่างที่หลวงพ่อบอก ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องสนใจถึงขนาด ทำอย่างไรจะเกิดฌานจิต ทำอย่างไรจะไปเดินวิปัสสนาในอุปจาระ เห็นมันไหวๆขึ้นมา แต่ส่วนมากพวกเราก็ทำได้อันนี้ คนจำนวนมากก็ทำได้ นั่งสมาธิแล้วก็เห็น ใจสงบไปเห็นมันปรุงขึ้นมา เกิดดับไป บางทีไม่รู้ว่าอะไรเกิดอะไรดับ ไม่มีชื่อ ถ้ายังมีชื่ออยู่จิตยังฟุ้งซ่านมาก บางทีเห็นแค่สิ่งบางสิ่งเกิด แล้วสิ่งนั้นดับไป อย่างนี้ก็ใช้ได้ ถ้าถึงขนาดเห็นองค์ฌานเกิดดับอย่างนี้มีน้อยเต็มที ประเภทหนึ่งในแสน หายาก ส่วนถ้าฝึกในชีวิตประจำวัน เดินปัญญาอยู่นี้ ง่าย พอทำได้สำหรับฆราวาส ที่วันๆเต็มไปด้วยความวุ่นวายนะ หายใจไป อย่าหยุดหายใจ หายใจไว้ก่อน เอ้า ต่อไปส่งการบ้าน

541106B.17m57-22m17

ขอขอบคุณพี่ maibok @wimutti.net สำหรับเนื้อหาของ clip ช่วงนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: 42
File: 541106B.mp3
นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

mp3 for dowload : อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำอานาปานสตินะ คลุมสติปัฏฐาน ๔ ได้ด้วย ไม่มีกรรมฐานอะไรเหมือนเลยนะ ตั้งแต่โหลยโท่ย ไม่มีสติเลย หรือทำจนเครียดสติแตกไปเลยนะ ก็เป็นไปได้ ทำอานาปานสติแล้วก็พลิกไปทางกสิณ เล่นอภิญญาก็ได้ ทำแล้วเข้าฌานเพื่อพักผ่อน ออกจากฌานมา มาเดินปัญญา ดูกายก็ได้ ดูจิตก็ได้ ทำแล้วเข้าอัปปนาสมาธิ เข้าฌาน เจริญปัญญาอยู่ในฌานเลยก็ได้ ทำแล้วเข้าฌานไม่ได้ เห็นร่างกายหายใจ-ใจเป็นคนดูอยู่ เห็นร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา นี่เดินปัญญานะ ใช้ปัญญานำสมาธิก็ได้ ไปดูจิตดูใจ หายใจไป จิตเป็นอย่างนั้นจิตเป็นอย่างนี้รู้ทัน นี่เดินปัญญาดูจิต เดินปัญญาดูกาย เดินปัญญาดูจิต แจกแจงให้ครบก็คือ การทำสติปัฏฐาน ๔ ครบทั้งหมดเลย

เห็นกายมันหายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ เห็นกายไม่ใช่เรา เป็นกายานุปัสสนา

หายใจไปมีความสุข หายใจไปความสุขหายไป หายใจไปแล้วมีความทุกข์ หายใจแล้วความทุกข์หายไป หายใจแล้วมีอุเบกขา แล้วอุเบกขาหายไป อันนี้เป็นเวทนานุปัสสนา

หายใจแล้วฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน หายใจแล้วสงบ รู้ว่าสงบ หายใจไปแล้วจิตรวม เป็นมหัคคตะ หายใจแล้วจิตไม่รวม อย่างนี้เป็นจิตตานุปัสสนา

หายใจแล้วเห็นขันธ์กระจายตัวออกไป แต่ละขันธ์ทำงานของขันธ์ เป็นขันธบรรพ ในธัมมานุปัสสนา

หายใจไปแล้วโพชฌงค์เกิดขึ้น มีสติรู้ลมหายใจ มีความเพียรที่จะรู้ลมหายใจ มีฉันทะ หายใจแล้วสบายใจ วิริยะมันก็เกิด มีความเพียร ตามรู้ตามเห็นในตัวที่หายใจอยู่ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เรียกว่า ธัมมวิจยะ มีปีติขึ้นมา อันนี้ไม่ใช่ปีติในฌาน เป็นปีติเพราะมีปัญญา มีปีติแล้ว สติรู้ทันปีติ หายใจไปมีปีติ รู้ทัน ปีติดับ สงบเข้ามาเป็น ปัสสัทธิ แล้วเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่น จิตเป็นอุเบกขา เห็นจิตมันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงไป เป็นลำดับ ตามหลักของโพชฌงค์ อันนี้ก็อยู่ในธัมมานุปัสสนา

หายใจไปแล้วมีนิวรณ์ขึ้นมา รู้เท่าทันนิวรณ์นั้น นิวรณ์เกิดแล้วดับไป เป็นนิวรณบรรพ อยู่ในธัมมานุปัสสนา

หายใจแล้วเห็นอริยสัจ ก็อยู่ในธัมมานุปัสสนา

หายใจแล้วมีความสุข มีความสุขแล้วตัณหาเกิด อยากได้ อยากมี อยากเป็น หายใจแล้วมีความทุกข์ ตัณหาก็เกิดอยากให้มันหายไป อยากให้ความทุกข์หายไป มีตัณหาขึ้นมาจิตใจก็มีความทุกข์ขึ้นมา เห็นปฏิจจสมุทปบาท (อยู่ในธัมมานุปัสสนา – ผู้ถอด)

ฉะนั้น หลวงพ่อไม่เห็นกรรมฐานใดอัศจรรย์เหมือนอานาปานสติ ลึกล้ำจนถึงขนาดยอมรับเต็มปากเต็มคำ เต็มหัวใจเลย มันเป็นกรรมฐานของพระมหาบุรุษ ไม่ใช่กรรมฐานของคนทั่วๆไปจะเล่นได้ชำนิชำนาญ

541106B.14m43-18m17

ขอขอบคุณพี่ maibok @wimutti.net สำหรับเนื้อหาของ clip ช่วงนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: 42
File: 541106B.mp3
นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๔๓ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๑๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๖) สรุปอานาปานสติสำหรับผู้เดินปัญญานำสมาธิ

mp3 for download : อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๖) สรุปอานาปานสติสำหรับผู้เดินปัญญานำสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๖) สรุปอานาปานสติสำหรับผู้เดินปัญญานำสมาธิ

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๖) สรุปอานาปานสติสำหรับผู้เดินปัญญานำสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้ ถ้าทำวิปัสสนาในฌานไม่ได้ ก็ถอยออกมาจากฌาน มาเดินปัญญาพิจารณากาย ไม่ควรไปดูจิตมาก แต่บางคนก็ดูจิตได้ หลวงพ่อพุธก็สอน ออกจากสมาธิมาแล้วดูจิตที่เปลี่ยนแปลง จิตเมื่อกี้สงบ ตอนนี้ไม่สงบ จิตเมื่อกี้มีปีติ ตอนนี้ไม่มีปีติ จิตตะกี้มีความสุข ตอนนี้ไม่มีความสุข ดูความเปลี่ยนแปลง ดูตอนออกจากสมาธิมาแล้ว อันนี้ก็ถือว่าเป็นสมาธินำปัญญาด้วยการดูจิต ถ้าเป็นสมาธินำปัญญาด้วยการดูกาย ก็เห็นกายมันหายใจ ใจเป็นคนดู ดูมันต่อไปเลย เห็นเลยไม่มีตัวเรา อย่างนี้ก็ได้

ถ้าเข้าฌานไม่ได้นะ ก็ใช้ปัญญานำสมาธิ ฝึกให้จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา ทำได้หลายวิธีที่จิตจะเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตหนีไปคิดแล้วรู้ทันก็ได้ พุทโธไปจิตไปคิด รู้ทัน หายใจไปจิตหนีไปคิด รู้ทัน ถ้าเรารู้ลมหายใจอยู่แล้วจิตหนีไปคิดก็รู้ทัน นี่ ทำอานาปานสติได้จิตผู้รู้ขึ้นมา

หรือหายใจไปเห็นร่างกายมันหายใจไป จิตมันไหลไปอยู่ที่ลม รู้ทัน จิตไหลไปอยู่ที่ท้อง รู้ทัน รู้ทันจิตที่ไหล จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ พอจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้แล้ว คราวนี้ก็มาเดินปัญญาต่อ

ถ้าจะเดินปัญญาด้วยการดูกาย ก็เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู จะรู้สึกเลยว่าร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่ตัวเรา เห็นร่างกายพองยุบ จิตเป็นคนดู ก็รู้ว่าร่างกายที่พองยุบเพราะลมหายใจนั้นไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าจะเดินปัญญาด้วยการดูจิต จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมาแล้ว หายใจไป หายใจไปแล้วมีความสุขก็รู้ หายใจไปแล้วมีความทุกข์ก็รู้ หายใจแล้วความสุขหายไปก็รู้ ความทุกข์หายไปก็รู้ ความสุขเกิดขึ้นก็รู้ ความสุขดับไปก็รู้ ความทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ ความทุกข์ดับไปก็รู้ อย่างนี้ก็ใช้ได้ ก็เป็น เวทนานุปัสสนา

อย่างตอนที่เรามีสติ เห็นร่างกายหายใจออก หายใจเข้า ใจเป็นผู้รู้ผู้ดู ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา นี่คือ กายานุปัสสนา ที่เป็นวิปัสสนา

หายใจไปแล้วจิตเป็นสุขขึ้นมาก็รู้ หายใจไปความสุขหายไปก็รู้ หายใจไปแล้วจิตมันทุกข์ขึ้นมา ไม่ได้เข้าฌาน หายใจบางทีก็เครียดๆ ไม่มีความสุข ก็รู้ทัน เห็นความสุขความทุกข์เกิดแล้วดับไป นี่คือ ทำอานาปานสติ แล้วก็มาถึงเวทนานุปัสสนา

หายใจไปแล้วจิตสงบก็รู้ หายใจไปแล้วจิตฟุ้งซ่านก็รู้ นี่ขึ้นมา จิตตานุปัสสนา

หายใจไปแล้วเห็นจิตมันปรุงแต่ง มันทำงานได้ เห็นรูปก็ส่วนรูป นามก็ส่วนนาม ขันธ์ ๕ แตกกระจายออกไป อันนี้ขึ้นเป็น ธัมมานุปัสสนา

หรือหายใจไปแล้วเห็นจิตใจเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงต่างๆนานา ก็เป็นธัมมานุปัสสนา

หายใจไปแล้วเวทนาเกิดขึ้น จิตมีความอยาก มีความยึดในเวทนา ความทุกข์ก็เกิดขึ้น เห็นอย่างนี้ก็เป็นธัมมานุปัสสนา

541106B.11m19-14m40

ขอขอบคุณพี่ maibok @wimutti.net สำหรับเนื้อหาของ clip ช่วงนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: 42
File: 541106B.mp3
นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๔๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 212